รฟฟท.จัดกิจกรรม CSR ตอกย้ำความรับผิดชอบต่อสังคม เชื่อมสัมพันธ์องค์กรสู่ชุมชน

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรม CSR ให้ความสำคัญกับการรับผิดชอบต่อสังคม เชื่อมสัมพันธ์องค์กรสู่ชุมชน เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 13 ปี การก่อตั้งบริษัทฯ

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันครบรอบการก่อตั้งของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันสำคัญที่ทางบริษัทฯ ได้ดำเนินกิจการในฐานะผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า โดยเริ่มจากการบริหารโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกรุงเทพมหานคร หรือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จนมาถึงการได้รับภารกิจสำคัญในการบริหารการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถและซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ ควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร เพื่อมุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านการบริการและการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่งเสริมความสามัคคีและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน

ทั้งนี้ บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรม CSR ขึ้น ด้วยการส่งมอบข้าวสารสายพันธุ์หอมมะลิ จำนวน 300 ถุง ให้กับประชาชนภายในชุมชนบ้านคลองรังสิต ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี ในวันพุธที่ 6 มีนาคม 2567 เวลา เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือนร้อน และช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแก่ประชาชน และเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วม เชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสวัสดิการชุมชน ด้วยบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อสังคมและสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชุมชนด้วย

กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่บริษัทฯให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างชุมชนที่แข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทฯ จะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนผ่านกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

ภาพยนตร์โฆษณาฟีลกู๊ดเรื่องล่าสุดของรถไฟฟ้าสายสีแดง

คนดังแน่นจอ พระเอกช่อง 3 นางเอกช่อง 7
นักบอลหล่อบอกต่อ รปภ. แซ่บเว่อร์ !!!! เรื่องนี้ไม่จิกหมอน แต่จิกยิ้ม ฟินแก้มปริ
11 มีนาคม นี้ ชมพร้อมกันนะ

“มากกว่าการเดินทางคือ .. . ความพิเศษ”

ยกระดับผ้าทอมือจากขอนแก่นสู่แฟชั่นระดับโลกคืนคุณค่าเสื้อผ้าไม่ใช้แล้ว ปั่นเป็นเส้นด้ายรีไซเคิล เพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

“JUTATIP” แบรนด์ฝ้ายทอมือที่ร้อยเรียงเส้นฝ้ายทีละเส้น ผสานเทคนิคการย้อมที่ทำให้ได้สีสันที่สดใสและการออกแบบที่ล้อไปกับการหมุนเปลี่ยนของแฟชั่นกลายเอกลักษณ์ที่ทำให้ได้รับรางวัลการันตีผลิตภัณฑ์ ที่มีดีไซน์สวยงาม โดยมีเบื้องหลังกระบวนการผลิตเพื่อความยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมอาชีพสร้างชุมชนที่แข็งแรง

ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายทอมือที่สวยงามของ แบรนด์ “JUTATIP” เกิดจากความหลงใหลในการทอผ้าฝ้าย ของคุณจุฑาทิพ ไชยสุระ โดยในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนไม่มีการใช้สารเคมีในทุกกระบวนการผลิต สีที่นำมาย้อมผ้าได้จากธรรมชาติทั้งหมด และใช้สีที่ได้จากต้นไม้ ใบไม้ ในท้องถิ่นทั้งหมด จนได้สีที่มีความสวยงามเหมาะสมกับแฟชั่น

นอกจากนี้ “JUTATIP” ยังมีผลิตภัณฑ์ที่นำนวัตกรรมการปั่นด้ายจากเสื้อผ้าเก่าที่ใช้แล้ว ที่ในสายตาของใครหลายคน เสื้อผ้าเก่าเหล่านี้จะแปรสภาพไปเป็นผ้าขี้ริ้ว หรือ ทิ้งให้กลายเป็นขยะในที่สุด ซึ่งสร้างภาระในการกำจัดขยะ

“เสื้อผ้าเก่า อาจจะเป็นเพียงขยะสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับ “JUTATIP” เสื้อผ้าเก่าเหล่านี้ คือ วัตถุดิบที่สามารถเปลี่ยนกลับมาให้เป็นเส้นด้าย และสรรค์สร้างผลงานใหม่ หรือ Repropose ที่จะเปลี่ยนบทบาท ของเส้นด้ายรีไซเคิลให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หมุนเวียนกลับมาใช้งาน สร้างคุณค่าให้กับเส้นด้ายรีไซเคิลไม่รู้จบ”

เส้นด้ายรีไซเคิล เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมทอผ้าฝ้าย เนื่องจากว่าในการปลูกฝ้ายนั้นใช้น้ำในการปลูกจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบคุณภาพดิน และการตัดไม้เพื่อปลูกฝ้าย

พบนวัตกรรมเส้นด้ายรีไซเคิลกับเปลี่ยนแปลงโลกอย่างยั่งยืน กับแบรนด์ “JUTATIP” ผ้าฝ้ายทอมือที่สามารถสร้างดีไซน์ให้ทุกการสรรค์สร้างงานแฟชั่นระดับโลก ในงาน STYLE Bangkok งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และงานคราฟต์ดีไซน์ ในระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2567 นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นเวทีที่จะผลักดันให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก และดีไซเนอร์ไทย ได้เจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับนักธุรกิจจากทั่วโลก   * * * * * * * * * *

DITP ผนึกกำลังสภาหอการค้าฯ หนุนซอฟต์พาวเวอร์ไทยแสดงพลัง SMEs โชว์สินค้า ESG ใน STYLE Bangkok 2024

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จับมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดยิ่งใหญ่งาน STYLE Bangkok 2024 แสดงพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทยเต็มที่ โชว์ศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs พร้อมต่อยอดความยั่งยืน รวมสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และงานคราฟต์มีดีไซน์มาไว้ครบจบในที่เดียว เป็นเวทีให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก และดีไซเนอร์ไทย ได้เจรจาการค้า และสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับนักธุรกิจจากทั่วโลกระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2567 นี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2567) ที่ห้องบอลรูม โรงแรม SO/Bangkok นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดี
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน STYLE Bangkok 2024 ซึ่งจะจัดภายใต้ธีม “ChicNature” โชว์สินค้าไทยในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ของขวัญ ของชำร่วย ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและในครัว ของเล่น ผลิตภัณฑ์สปา สินค้าแฟชั่น ผ้าผืน เครื่องหนัง และวัตถุดิบใหม่ ๆ ไปจนถึงสินค้าสำหรับธุรกิจ Hospitality โรงแรม และ
งานโปรเจคต่าง ๆ โดยมุ่งเจาะตลาดผู้ซื้อจากกลุ่มตลาดศักยภาพ อาทิ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เอเชียใต้
ตะวันออกกลาง ยุโรป และ อาเซียน

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า “การพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นสร้างสรรค์
เป็นหนึ่งในแผนผลักดันสำคัญตามนโยบายส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ซึ่งในมิติการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทยมีจุดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอยู่แล้วทั้งในด้านคุณภาพ งานฝีมือ ความหลากหลายของวัตถุดิบ และการออกแบบที่สอดแทรกด้วย
อัตลักษณ์ไทย โดยในปี 2567 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น คิดเป็นมูลค่ากว่า 323,000 ล้านบาท

“นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ของประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 90 เป็น SMEs มีการจ้างงานในซัพพลายเชนถึงกว่า 2 ล้านคน กรมฯ จึงร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจัดงานเพื่อเร่งผลักดันการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยกรมฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประทศ ทั้ง 58 แห่ง ทั่วโลก เชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักธุรกิจในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มโรงแรม และโปรเจคต่าง ๆ เข้าชมงาน รวมทั้งจัดเตรียมสินค้าไฮไลท์ที่ตรงตามความต้องการของผู้นำเข้า และผู้ซื้อทำให้ได้รับความสนใจที่จะมาเลือกซื้อสินค้าภายในงานเป็นจำนวนมาก” นายภูสิต กล่าวเพิ่มเติมนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า

“งาน STYLE Bangkok 2024 เป็นงานที่ได้รวบรวมผู้ประกอบการไทยหลากหลายอุตสาหกรรม และมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน ภายใต้แนวคิด Sustainability และยังมีเป้าหมายมุ่งสู่การใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม
และธรรมาภิบาล หรือ ESG (Environmental, Social, and Governance)

“สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เชื่อว่า งาน STYLE Bangkok ในครั้งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการชาวไทยได้เจรจาการค้ากับคู่ค้าสำคัญจากทั่วโลกเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้า
ไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต” นายสนั่น กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า
“สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้ช่วยสนับสนุนงาน STYLE Bangkok ให้ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน ทั้งในการ
ดึงเครือข่ายผู้เข้าร่วมงาน พัฒนาระบบรับสมัครเข้าร่วมงานแบบออนไลน์ การประชาสัมพันธ์งาน ไปจนถึงการสร้างความหลากหลายให้กับสินค้าภายในงาน ทำให้งานคึกคัก และได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ
นักออกแบบ สตาร์ทอัพ และวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศ รวมถึงผู้ส่งออกและผู้ค้าในต่างประเทศอย่าง
ล้นหลาม” นายสนั่น กล่าวอย่างมั่นใจ

STYLE Bangkok เป็นเวทีการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นแนวสร้างสรรค์ระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย เป็นหนึ่งในกลยุทธ์พัฒนาและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเชิงรุกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ SMEs ทุกระดับรวมถึงดีไซเนอร์ไทย ได้เจรจาการค้า และสร้างพันธมิตรกับผู้ซื้อทั่วโลก งานที่จัดขึ้นภายใต้ธีม ‘ChicNature’ ในปีนี้จะครอบคลุมสินค้าหลากหลาย ทั้งไลฟ์สไตล์ แฟชั่นและงานคราฟต์ที่มีดีไซน์ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ในแบบฉบับของแต่ละคน ที่สำคัญ STYLE Bangkok ยังเป็นเวทีสร้างแรงบันดาลใจ และความตระหนักเพื่อพัฒนาสู่การทำธุรกิจที่ยั่งยืน

“STYLE Bangkok 2024 มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้า ทั้งไทยและนานาชาติกว่า 490 บริษัท 820 คูหา และ
คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานไม่น้อยกว่า 30,000 ราย” นายภูสิต ได้เปิดเผยอีกว่า “ไฮไลท์พิเศษของปีนี้คือ พาวิลเลียน ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ โดยความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการพัฒนาชุมชน ในการนำผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีศักยภาพจากโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ต่อยอดเพื่อขยายตลาดสู่สากล ซึ่งเป็นไปตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยสู่สากล”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษอื่นๆ มากมาย ทั้ง “Art Zone” “ถนนนิทรรศการ”
จากโครงการพัฒนาสินค้าเชิงลึกต่าง ๆ ของกรมฯ อาทิ STYLE Bangkok Collaboration Project, Material Thai to Japan, Host & Home, DEmark-, G Mark, Designers’ Room & Talent Thai นิทรรศการและ
การแสดงแฟชั่นโชว์จากโครงการ Qurated Fashion Incubation Project และอื่นๆ อีกมาก และเป็นครั้งแรกสำหรับงานแสดงสินค้าในเอเชีย STYLE Bangkok 2024 จะมีการนำเสนอเทคโนโลยี AR ให้ผู้ชมงานสำรวจสินค้าและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ 3 มิติ ผ่านการสแกน QR Code ได้ทั้งก่อนและหลังเข้าชมงาน เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเข้าถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์

STYLE Bangkok 2024 มีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2567 แบ่งเป็นวันเจรจาธุรกิจ
วันพุธที่ 20 – ศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2567 เวลา 10.00-18.00 น. และวันจำหน่ายปลีกวันเสาร์ที่ 23-อาทิตย์ที่
24 มีนาคม 2567 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ฮอลล์ 1-4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจสามารถ
ชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com Facebook/Instagram/TikTok : Style Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169


รฟฟท. เฉลิมฉลองครบรอบ 13 ปี ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ด้วยการให้บริการรถไฟฟ้าตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสดำเนินกิจการครบรอบเป็นปีที่ 13 พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ด้วยการให้บริการรถไฟฟ้าตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นวันครบรอบการก่อตั้งของบริษัทฯ ซึ่งจากประสบการณ์การดำเนินงานกว่า 13 ปี ที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้ดำเนินกิจการในฐานะผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า โดยเริ่มจากการบริหารโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกรุงเทพมหานคร หรือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จนมาถึงการได้รับภารกิจสำคัญในการบริหารการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งบริษัทฯมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และหลังจากรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้ขานรับนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ดำเนินนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 2 เส้นทาง ได้แก่ สายธานีรัถยา ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีรังสิต และสายนครวิถี ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีตลิ่งชัน ซึ่งเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในปัจจุบัน รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้บริการสาธารณะมากยิ่งขึ้นนั้น โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 4 เดือน ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ในปัจจุบันรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีปริมาณผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าเฉลี่ยผู้ใช้บริการอยู่ที่ 27,564 คน/วัน และให้สามารถทำสถิติผู้ใช้บริการสูงสุด (New High) ได้อีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้บริการอยู่ที่ 39,451 คน และหากนับตั้งแต่รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดให้บริการมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี มีปริมาณผู้ใช้บริการรวมมากกว่า 15 ล้านคน ซึ่งบริษัทฯขอให้คำมั่นว่าจะไม่หยุดพัฒนาประสิทธิภาพด้านการให้บริการ และด้านอื่นๆในทุกมิติ รวมถึงผลักดันให้องค์กรเป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

สำหรับแผนงานด้านการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการด้วยระบบการขนส่งรอง (Feeder)เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บริษัทฯได้จัดแผนการรองรับ 6 เส้นทาง ได้แก่

  1. สถานีตลิ่งชัน – ถนนบรมราชชนนี
  2. สถานีตลิ่งชัน – บางหว้า
  3. สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลาดนัดจตุจักร
  4. สถานีหลักสี่ – ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
  5. สถานีหลักหก – มหาวิทยาลัยรังสิต
    (เริ่มให้บริการแล้วเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  6. สถานีรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการเดินทางระบบการขนส่งรอง (Feeder) อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 13 สถานี ได้อย่างสะดวก และมีความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนั้น บริษัทได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในโอกาสครบรอบ 13 ปี ในวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อความเป็นสิริมงคล และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 องค์พระผู้ทรงก่อตั้งกิจการรถไฟในประเทศไทย ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ผู้ทรงมีคุณูปการด้วยพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านการคมนาคมขนส่งทางรางในราชอาณาจักรไทย

อีกทั้งในโอกาสพิเศษครบรอบปีที่ 13 เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณผู้ใช้บริการที่ให้การสนับสนุน และไว้วางใจเดินทางโดยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงด้วยดีเสมอมา บริษัทฯ จึงได้จัดบูธกิจกรรมส่งเสริมการตลาด โดยมีนักแสดงชื่อดังจากช่อง 7 อาทิ โอ๊ต รัฐธีร์ และ แอนดรูว์ โคนินทร์ มาให้บริการเสิร์ฟเครื่องดื่มจากร้านดัง จำนวนกว่า 1,300 แก้ว อาทิ กาแฟเย็น ชาเขียวเย็น ชาไทยเย็น โกโก้เย็น ให้แก่ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกประเภท ฟรี !!! ในวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ณ บริเวณ ประตู 13 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 16.30 น. หรือจนกว่าของจะหมด

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ http://www.srtet.co.th

และสามารถติดตามข่าวสารของบริษัทฯ ได้ทั้งช่องทาง Facebook , Twitter , Instagram Youtube , Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

เปิดบัตรโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงลายใหม่

มีให้เลือกทั้งประเภทนักเรียนนักศึกษา และ ประเภทบุคคลทั่วไปลาย Happy Birthdy เสาร์นี้ ลุ้นรับน้ำดื่ม C2 ส้มมงคล บัตรชมภาพยนต์ อั่งเปา พวงกุญแจ ปฏิทิน สแตนดี้ มินิการ์ด ฟรี จาก พี่แจ็คสัน หวัง ที่บูธกิจกรรมบริเวณเชื่อมรถไฟฟ้าใต้ดิน ใกล้ประตูทางออกหมายเลข 13 ตั้งแต่เวลา 10 เช้า
เป็นต้นไป วันเดียวเท่านั้นครับ
☎️ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

ยอดจองพื้นที่ทะลุเป้า! DITP และ GIT ผนึกกำลัง 13 องค์กรพันธมิตร เตรียมจัด “บางกอกเจมส์” ครั้งที่ 69 อย่างยิ่งใหญ่

7 กุมภาพันธ์ 2567 – กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT พร้อมคณะอำนวยการ จัดงานทั้งภาครัฐและเอกชน 13 หน่วยงาน แถลงข่าวการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ “Bangkok Gems and Jewelry Fair” หรือ “Bangkok Gems” ครั้งที่ 69 ในวันที่ 21-25 กุมภาพันธ์นี้ ที่จะจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดสร้างมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 3.3 พันล้านบาท 

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า “บางกอกเจมส์เป็นงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ระดับสากลที่ยิ่งใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และเป็นเวทีการค้าสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากในปี พ.ศ.2566 อัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกลำดับที่ 3 ของการส่งออกโดยรวมของไทย โดยมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (รวมทองคำไม่ขึ้นรูป) มีมูลค่ารวม 14,787 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หากเป็นมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำไม่ขึ้นรูป) มีมูลค่ารวม 8,808.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งนับว่าขยายตัวเพิ่มขึ้น 9.61 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และมีการจ้างแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน ถึงเกือบ 800,000 คน งานแสดงสินค้านี้จึงนับเป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และตอกย้ำประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของโลก”

ด้านนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT กล่าวว่า “งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของผู้ค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากทั่วโลกที่จะมาเจรจาการค้าและสั่งซื้อสิ้นค้าจากผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการซื้อขายพลอยสีที่ไทยเรามีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก  เนื่องจากเรามีช่างฝีมือที่มีความสามารถในการเจียระไนและปรับปรุงคุณภาพพลอยที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลก และจากความสำเร็จของการจัดงานครั้งที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดจองพื้นที่แสดงสินค้าครั้งนี้ทะลุเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยจะมี Exhibitor ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 1,100 บริษัท 2,500 คูหา คาดการณ์ผู้เข้าชมงานทั่วโลกไม่น้อยกว่า 40,000 ราย และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้าได้  ไม่ต่ำกว่า 3,300 ล้านบาท”

นอกจากการจัดแสดงสินค้าแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ กิจกรรม Networking Reception โซนจัดแสดงสินค้าผู้ประกอบการหน้าใหม่ New Faces โซนนักออกแบบรุ่นใหม่ The Jewellers และนิทรรศการเครื่องประดับด้านความเชื่อโชคลางของไทย “ฤทธิ์ RICH” ซึ่งเป็นหนึ่งในซอฟท์พาวเวอร์ของประเทศไทย ตลอดจนกิจกรรมการให้คำปรึกษาแนะนำด้านการส่งออก จากผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และการสัมมนาให้ความรู้ด้านเทคนิคการผลิต การตลาด และอื่นๆ อีกมากมาย 

สองผู้จัดงาน DITP และ GIT ยังเผยไฮไลต์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  และ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงาน และ ยังพระราชทานพระอนุญาตให้นำผลงานเครื่องประดับทรงออกแบบ ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI x BEAUTY GEMS มาจัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ “Heirlooms of Elegance” ซึ่งเป็นนิทรรศการจัดแสดงคอลเลกชั่นเครื่องประดับชั้นสูงที่เผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบเครื่องประดับของพระองค์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางสุนทรียศิลป์ขององค์นักออกแบบ และพระราชปณิธาน ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยและผลงานการผลิตโดยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย แสดงถึงศักยภาพทางด้านการผลิตที่มีความประณีตสูงทัดเทียมกับ Brand ดังระดับโลก

งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 69 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 กุมภาพันธ์ 2567 จัดแสดงเต็มพื้นที่ฮอลล์ 1-8  ทั้งชั้น G และ LG ของ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bkkgems.com หรือ  facebook.com/Bangkokgemsofficial

“สายสีแดง” ปลื้ม ทำสถิติผู้ใช้บริการสูงสุด (New High) อีกครั้ง หลังดำเนินนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เผยสถิติผู้ใช้บริการสูงสุด (New High) หลังดำเนินนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า หลังจากรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ขานรับนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ดำเนินนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 2 เส้นทาง ได้แก่ สายธานีรัถยา ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีรังสิต และสายนครวิถี ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีตลิ่งชัน ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 ซึ่งเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในปัจจุบัน รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้บริการสาธารณะมากยิ่งขึ้นนั้น โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน มีปริมาณผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถทำสถิติผู้ใช้บริการสูงสุด (New High) ได้อีกครั้ง เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2567 ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้บริการอยู่ที่ 35,352 คน โดยสถานีที่มีผู้ใช้บริการสูงสุด คือ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ มีจำนวนผู้ใช้บริการอยู่ที่ 9,458 คน

อีกทั้ง ในช่วงวันที่ 2 – 10 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการจัดงานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยังเตรียมความพร้อมในด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้า เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้บริการที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ใช้บริการที่จะเดินทางไปที่เที่ยวในงานเกษตรแฟร์ สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก โดยลงที่สถานีบางเขน และเลือกใช้ทางออกที่ 7 หรือ 8 โดยบริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้โดยสารจะให้ความไว้วางใจเดินทางด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จนสามารถทำสถิติผู้ใช้บริการสูงสุด (New High) ได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ นอกจากการให้บริการเดินรถไฟฟ้า บริษัทฯยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

รถไฟฟ้าสายสีแดง เชิญฟังเพลงเพราะๆ จากวงประสานเสียงแชมป์โลกเหรียญทอง

新正如意 新年发财
“ขบวนรถไฟแห่งความมั่งคั่ง ร่ำรวย โชคดีรับปีมังกรทอง” ฟังเพลงเพราะๆ จากวงประสานเสียงแชมป์โลกเหรียญทอง และรับของขวัญสุดพิเศษจาก 2 นักแสดงหนุ่มสุดหล่อ ตรุษจีนนี้ในขบวนรถไฟฟ้าสายสึแดง .. . ที่นี่ที่เดียวคร้บ

“มากกว่าการเดินทางคือ .. . ความพิเศษ”

GO Wholesale กางแผนปี 2567 เดินหน้าต่อ ปักหมุดบนทำเลยุทธศาสตร์ทั่วไทย


เผยได้การตอบรับล้นหลาม ประเดิมเปิดสาขาแรกของปีแบบ ‘บิ๊กไซส์’ บนถนนพระราม 2 

กรุงเทพฯ 19 มกราคม 2567 – GO Wholesale (โก โฮลเซลล์) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารเพื่อผู้ประกอบการ ในระบบสมาชิก ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยกลยุทธ์ปี 2567 เดินหน้าขยายสาขาไม่หยุด ปักหมุดหัวเมืองใหญ่ คว้าจังหวะการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก ตั้งเป้าเปิดเพิ่ม  7 สาขาในปีนี้ หลังผลตอบรับดีจาก 4 สาขาแรก ล่าสุดเปิดสาขาพระราม 2 สร้างแลนด์มาร์คใหม่ยิ่งใหญ่อลังการ พร้อมผนึกพันธมิตรธุรกิจและเครือข่ายร่วมสร้างสีสันการตลาดแก่สมาชิกตลอดปี

นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศ 
บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล  กล่าวว่า  โก โฮลเซลล์ เป็นศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารเพื่อผู้ประกอบการ แม้จะเพิ่งเปิดมาไม่กี่เดือน แต่ทั้ง 4 สาขา (ศรีนครินทร์, เชียงใหม่, อมตะ ชลบุรี, พัทยาใต้) ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ที่เป็นร้านอาหาร ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก หรือผู้ที่ชื่นชอบการทำอาหาร ด้วยจุดขายที่แตกต่าง ทั้งวัตถุดิบอาหารสดที่หลากหลาย และการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าสมาชิก การบริการชำระเงินในทุกช่องทาง การสั่งสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น GO Wholesale, การผนึกกำลังกับพันธมิตรธุรกิจ ร่วมสร้างสีสัน เสริมด้วยกิจกรรมการตลาดแก่สมาชิกตลอดปี  พร้อมลอยัลตี้โปรแกรมที่มีสิทธิประโยชน์มากมาย ซึ่งเชื่อมต่อกับลอยัลตี้แพลตฟอร์มของเดอะวัน ในเครือเซ็นทรัลฯ ที่ต่อยอดระบบสมาชิกให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น 

“โก โฮลเซลล์ วางกลยุทธ์การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายระยะ 5 ปีกับการมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2567 มีแผนเปิดสาขาใหม่จำนวน 7 แห่ง เน้นการเลือกทำเลศักยภาพ หัวเมืองใหญ่  โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ที่มีผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านค้าปลีกในพื้นที่จำนวนมาก  ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ ไม่เพียงเท่านั้น ยังเน้นย้ำและเพิ่มน้ำหนักกลยุทธ์ การสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ด้วยสินค้าและบริการหลากหลาย เพื่อตอบทุกความต้องการของผู้ประกอบการ  พร้อมผลักดันกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ทั้งแคมเปญและโปรชั่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ซื้อเยอะยิ่งถูก, สินค้ายกลังถูกกว่า, ยิ่งซื้อเช้ายิ่งถูก (Good Morning Price), รับทรัพย์รับโชค รับตรุษจีน ฯลฯ ภายใต้การดำเนินงานที่ยึดหลักธรรมาภิบาล  และเป็นไปตามปณิธานการเป็น ‘ทางเลือกใหม่’ The New Choice for All สำหรับผู้ประกอบการทุกกลุ่มและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ”

ทั้งนี้ โก โฮลเซลล์ ประเดิมเปิดสาขาแรกของปี 2567 ด้วย สาขาพระราม 2 อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 19 มกราคม ซึ่งเป็นสาขาแบบบิ๊กไซส์ ด้วยพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร สินค้ามากกว่า 20,000 รายการ  โดยมี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วย นายวัฒนศักย์  เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน และ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้เกียรติร่วมงานในครั้งนี้

โก โฮลเซลล์ สาขาพระราม 2 ตั้งอยู่หลังเซ็นทรัล พระราม 2 เป็นสาขาลำดับที่ 5 แบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ประกอบด้วย โซนเอ ครบเครื่องเรื่องเครื่องดื่มและวัตถุดิบสำหรับธุรกิจเครื่องดื่ม, ขนมขบเคี้ยว, Beverage Solution, กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า, ของใช้ส่วนบุคคล และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด  โซนบี ที่พรั่งพร้อมด้วยบรรจุภัณฑ์, ภาชนะ, อุปกรณ์ห้องครัว, สินค้าอุปโภคบริโภค, ข้าวสาร, อาหารแห้ง และแหล่งรวมอาหารแช่แข็งขนาดใหญ่ รวมถึง เนย,นม,ชีส  ส่วนอีกไฮไลท์สำคัญก็คือ โซนซี พื้นที่ที่รวบรวมอาหารสดนานาชนิด ทั้งเนื้อสัตว์, อาหารทะเลสดๆ เป็นๆ, ผักผลไม้ ซึ่งมีบริการตัดแต่ง และบริการบ่ม

เนื้อ Dry Aged  รวมทั้งมีเบเกอรี่อบสดใหม่จากเตาทุกวัน 

ไม่เพียงเท่านั้น ภายในสาขายังมี แปลงสาธิตผักไฮโดรโปรนิกส์  ที่พัฒนาร่วมกับ AIS เป็นสมาร์ทฟาร์ม นำผลผลิตมาจำหน่ายในสาขาด้วย  นอกจากนี้ ยังมี GOfe’ มุมคาเฟ่ ที่มีอาหารและเครื่องดื่ม  พร้อมเบเกอรี่อบสดใหม่ กว่า 30 เมนู โดยใช้วัตถุดิบคุณภาพที่จำหน่ายใน โก โฮลเซลล์ มาปรุงเป็นเมนูจานเด็ดให้ลองลิ้มชิมรสความสดใหม่ โดยมีเมนูอาหารที่เป็นสูตรเฉพาะ อาทิ  ไก่ย่าง หมูปิ้ง และซี่โครงหมูย่าง เป็นไฮไลท์

“โก โฮลเซลล์ เชื่อมั่นว่า ด้วยปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนภาคธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น การบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากแรงหนุนด้านการท่องเที่ยวและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงนโยบายของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เหล่านี้จะเอื้อโอกาสให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยคาดว่าสิ้นปี 2567  โก โฮลเซลล์จะมีสาขาให้บริการรวมทั้งสิ้น 11 สาขา” นางสุชาดา กล่าว 

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมและโปรโมชั่นอื่น ๆ ได้ที่ http://www.centralfoodwholesale.co.th  หรือช่องทางโซเชียลมีเดียที่ เฟซบุ๊ก GO Wholesale แอปพลิเคชันไลน์ @gowholesale เพื่อรับข่าวสารและสิทธิประโยชน์ก่อนใคร

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น