เริ่มแล้ววันนี้ ความสุข ทุก Lifestyle กับบัตรโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง ทุกประเภท

“เครื่องประดับ ของขวัญ ของใช้ส่วนตัว ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม สนามกอล์ฟ เครื่ิองสำอางค์ สุขภาพ ความงาม เครดิตเงินคืน .. . “

ร้านค้า บริการ ที่ร่วมรายการ

  • SEIKO CASIO ALBA LUMINOX
  • สนามกอล์ฟ พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต
  • โรงแรมอมารีดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ : Amari Don Muang Airport Bangkok
  • โรงแรมเบสท์เวสท์เทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ : Best Western Hotels & Resorts
  • เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Margidish
  • ยาดมสมุนไพร ตราดัมเบิ้ล : Dumble Inhaler
  • เบลล่าลินคลินิก : Bellalin Clinic
  • คาเมลเลีย คลินิก : Camellia Clinic
  • ทิพยประกันภัย

(เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด บริษัทขอสงวนสิทธ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ยกเลิกได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า)

รายละเอียดเพิ่มเติม Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง http://www.srtet.co.th หรือ inbox ใน Facebook Fan Page พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

“มากกว่าการเดินทางคือ .. . ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดงยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

1690 ☎️ ตลอด 24 ชม.

อิตาลีพาวิเลียนนำเทคโนโลยีสุดล้ำร่วมขับเคลื่อนพลังงานแห่งอนาคต ในงาน Future Energy Asia 2024 ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ 15-17 พฤษภาคมนี้

สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยและสำนักงานข้าหลวงพาณิชย์อิตาลี ภูมิใจนำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำจาก 8 บริษัทชั้นนำของอิตาลี ในงาน Future Energy Asia 2024 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 15 ถึง 17 พฤษภาคม 2567 นี้ ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

งาน Future Energy Asia 2024 จัดขึ้นภายใต้ธีม “Powering a resilient and low carbon energy future” สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการร่วมกัน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เพื่อรับมือกับความท้าทาย ในการเปลี่ยนแปลงสู่พลังงานคาร์บอนต่ำหรือพลังงานสะอาดที่มีความเหมาะสมสำหรับอนาคต

ทั้งนี้ ฯพณฯ นาย เปาโล ดิโอนิซี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ ประเด็นนี้ว่า “การนำแหล่งพลังงานหมุนเวียนมาใช้เพื่อเสริมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง”

นางเปาลา กุยดา ข้าหลวงพาณิชย์อิตาลีประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ไทยและอิตาลีมีเป้าหมายที่สอดคล้องกันในการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งสำหรับอนาคต โดยประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงาน หมุนเวียนให้ได้ 30% ภายในปี 2580 และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 “งานนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานของไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่จะได้มาพบปะ เชื่อมโยง แลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์กัน”

ผู้เยี่ยมชมงาน Future Energy Asia 2024 จะได้พบกับ Italian Pavilion ซึ่งประกอบด้วยการจัดแสดงนิทรรศการจาก 8 บริษัทชั้นนำของอิตาลีที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายในภาคส่วนต่างๆ ของอุตสาหกรรมพลังงานได้แก่:

  1. ASCOT: ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตพลังงานสีเขียวและพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน
  2. BLUE GROUP: ผู้นำด้านวิศวกรรมและการออกแบบยานยนต์ รถไฟ และการบินและอวกาศ
  3. CESI: บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคนิคและวิศวกรรมชั้นนำของโลกในด้านพลังงานไฟฟ้า
  4. HT: ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์คุณภาพไฟฟ้าและการทดสอบความปลอดภัยด้านไฟฟ้า
  5. MOIWUS: สตาร์ทอัพเทคโนโลยีสะอาดที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมไฮเทคสำหรับการบำบัดน้ำเสียและการรีไซเคิล
  6. Nidec Industrial Solutions: ผู้ให้บริการชั้นนำด้านการแปลงพลังงาน การจัดการพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก และ การจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่
  7. REPCo: ผู้เชี่ยวชาญออกแบบกระบวนการที่ครอบคลุมสำหรับโครงการพลังงานต่างๆ
  8. RINA: บริษัทที่มากด้วยประสบการณ์ระดับนานาชาติในด้านวิศวกรรม การให้คำปรึกษา การตรวจสอบ และการรับรองสำหรับภาคพลังงาน

บริษัทดังกล่าวคือตัวแทนของเทคโนโลยีล้ำสมัย และความเชี่ยวชาญขั้นสูงในการบริหารจัดงานโรงไฟฟ้า วิศวกรรม พลังงานสีเขียว การจัดการน้ำเสีย อิเล็กทรอนิกส์กำลัง และบริการให้คำปรึกษาในด้านอุตสาหกรรมพลังงาน

“Italian Pavilion ในงาน Future Energy Asia 2024 จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอิตาลีในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและความยั่งยืนในภาคพลังงาน” ฯพณฯ เอกอัครราชทูต ดิโอนิซี กล่าว “เราพร้อมที่จะส่งเสริมสัมพันธภาพ และความร่วมมือกันเพื่อนำไปสู่อนาคตของพลังงานคาร์บอนต่ำ”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถชมได้ที่ Facebook Page: ITA Bangkok   *************      

เตรียมตัวชอปสินค้าคุณภาพดีจากนานาประเทศทั่วโลกได้อีกครั้งที่ “งานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57”

สภากาชาดไทย โดยสำนักงานจัดหารายได้ Donation HUB “รับ” เพื่อ “ให้”, คณะภริยาทูตประจำประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดกิจกรรมแถลงข่าวงานออกร้านคณะภริยาทูต ครั้งที่ 57 ภายใต้แนวคิด “ชอปสนุก สุขใจ ได้กุศล” (Shop for a Cause)
โดยนายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย มาดาม อแมนด้า เจน แมคโดนัล ภริยาเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย และประธานคณะกรรมการจัดงานออกร้านคณะภริยาทูต ประจำปี 2567 พร้อมด้วยนางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ และ มาดาม ปรัชญา ซิงห์ ภริยาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดีย ประจำประเทศไทย และประธานจัดทำสลากคณะภริยาทูต ประจำปี 2567 ร่วมงานแถลงข่าว

พร้อมเชิญชวนทุกท่านเลือกซื้อสินค้าจากกว่า 57 ประเทศทั่วโลก เช่น สินค้าพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์, อาหาร, สินค้าอุปโภคบริโภค, เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, ของตกแต่งบ้าน รวมถึงสินค้าจากร้านโครงการในพระราชดำริฯ, สินค้า OTOP จากประเทศไทย และอีกมากมาย

เปิดจำหน่ายบัตรเข้างาน Early Bird ราคาพิเศษ 40 บาท (จากราคา 50 บาท) และ สลากคณะภริยาทูต ราคาใบละ 50 บาท รายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย
แล้วพบกันวันที่ 17 พ.ค. 67 – 19 พ.ค. 67 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน เวลา 10.00–20.00 น. หรือชอปออนไลน์ได้ที่ http://www.iredcross.org
.
ร่วมสนับสนุนโดยบริษัท เฮอริเทจ สแน็ค แอนด์ ฟู้ด จำกัด, บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด, บีกริม, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด, บริษัท พีเอ็ม 80 จำกัด, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), โรงพยาบาลกรุงเทพ, ดีดีเอส เมย์แฟร์ คลีนิค, บริษัท แอตเคอลิเยร์ พิจิตรา จำกัด, บริษัท แคชเมียร์ อาร์ทิชาณน์ จำกัด
.

#SiamParagon #WorldClassExperience #BeAmazed

#งานออกร้านคณะ

#ภริยาทูตครั้งที่57

พานาโซนิค เปิดตัวไดร์เป่าผมใหม่ “นาโนแคร์ EH-NA0J” ไดร์เป่าผมรุ่นท็อปตัวดัง ที่มาพร้อมพลังนาโนอี มอยสเจอร์พลัส ผมชุ่มชื้นกว่าเดิม 18 เท่า




พานาโซนิค เปิดตัวไดร์เป่าผมท็อปซีรีส์รุ่นล่าสุด “Panasonic nanocare EH-NA0J” กับพลัง “นาโนอี มอยส์เจอร์พลัส” (nanoe™ MOISTURE+) ที่สุดของเทคโนโลยีเฉพาะของพานาโซนิค ที่จะช่วยมอบประสบการณ์ขั้นสุดแห่งการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะให้ชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นถึง 18 เท่า* เอาใจคนทำสีผม  ชะลอการเฝดสีของเส้นผม และโหมดบิวตี้เป่าผิวหน้าเติมน้ำให้ผิวชุ่มชื้นสวยฉ่ำ ดีไซน์เรียบหรู ทันสมัย กะทัดรัด น้ำหนักเบา ตอบโจทย์เหล่าแฟชั่นนิสต้าที่มีไลฟ์สไตล์ และหลงใหลการดูแลตัวเอง

ภายในงานได้นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง กว่า 20 ท่าน อาทิ ใบเตย-สุวพิชญ์ ไตรพรวรกิจ อายตา-ศรสวรรค์ ใจมั่น, ลิลลี่-ภัณฑิลา วิน ปานสิริธนาโชติ, บีม-สรีดา ประสิทธิ์ดำรง, โจ้แฮร์,               แอมมี่ กิติยา พร้อมด้วย ก้อง-กฤษฏิ์ จิระเกียรติวัฒนา (ก้อง Hive Salon) ท็อปแฮร์สไตลิสท์เมืองไทย มาร่วมเปิดประสบการณ์พร้อมสัมผัสพลังนาโนอี มอยส์เจอร์พลัสจาก “Panasonic nanocare EH-NA0J”

สำหรับผลิตภัณฑ์ไดร์เป่าผม “Panasonic nanocare EH-NA0J” ถูกพัฒนาขึ้นจากไลฟ์สไตล์ด้านความงามของผู้บริโภคเป็นหลัก ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะพานาโซนิค “นาโนอี มอยส์เจอร์พลัส” (nanoe™ MOISTURE+) และ Mineral ช่วยดูแลเส้นผมให้ชุ่มชื้น ได้มากกว่าเดิมมากถึง 18 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน พร้อมป้องกันสีผมซีดจางและเสียจากการทำสี ช่วยให้เส้นผมมีชีวิตชีวา และมีสุขภาพดีเมื่อใช้เป็นประจำ ปกป้องเส้นผมจากความร้อนที่มากเกินไป เป่าผมให้แห้งไวอย่างมีประสิทธิภาพ และสะดวกสบายด้วยกระแสลมอ่อนโยนที่อุณหภูมิ 50°C ช่วยให้ดูแลหนังศีรษะได้ดีขึ้น พร้อมโหมดดูแลผิว เติมน้ำผิวหน้าหลังการอาบน้ำ เพื่อผิวนุ่มละมุนและเพิ่มความชุ่มชื้นต่อผิวได้มากถึง 70% 

ด้านการดีไซน์ตัวผลิตภัณฑ์เน้นคอนเซ็ปต์ความเรียบง่าย ทันสมัย ออกแบบมาให้เอื้อต่อการใช้งาน น้ำหนักเบาเพียง 460 กรัม ขนาดเล็กกะทัดรัด สะดวกต่อการจัดเก็บ และสะดวกพกพาไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่สำคัญมีเสียงเบาไม่รบกวนคนรอบข้าง อีกทั้งยังผลิตด้วยเทคโนโลยี Zero waste ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

“Panasonic nanocare EH-NA0J” มาพร้อมอุปกรณ์จัดแต่งทรงผม 4 ชิ้น ได้แก่ หัวเป่าแบบแห้งเร็ว(ในตัว) ทำให้ผมของคุณแห้งอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งช่วยแยกผมเปียกออกอย่างอ่อนโยน,  ดิฟฟิวเซอร์ เพิ่มลอนผมด้วยลมที่นุ่มนวลยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มวอลลุ่มจากโคนผมเพื่อให้ได้ลอนผมที่นุ่มสลวย, หัวเป่าเฉพาะจุด เหมาะสำหรับการจัดแต่งทรงผมเข้าถึงพื้นที่เฉพาะได้อย่างง่ายด้วยลมที่กว้างและนุ่มนวล  และหัวเป่าเพิ่มอากาศ ด้วยกระแสลมที่เน้นไปที่โคนผม เหมาะสำหรับผมหนาหรือบริเวณที่แห้งยาก

สัมผัสพลังนาโนอี มอยส์เจอร์พลัส จาก “Panasonic nanocare EH-NA0J” ไปพร้อมกันได้แล้ววันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป จำหน่ายในราคา 10,900 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์พานาโซนิคโทร 02-729-9000 กด 2 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.panasonic.com/th/

PTG เปิดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ บ.ย่อย “โกลัค”  ปั้น “ซับเวย์” ขึ้นแท่น TOP 3 ตลาด QSR ภายใน 3 ปี

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ประกาศดันบริษัทย่อย “โกลัค” เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ในธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) หลังได้รับสิทธิ์ “มาสเตอร์ แฟรนไชส์ ซับเวย์” ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว ล่าสุด เตรียมเปิดร้านซับเวย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ “Fresh Forward 2.0” แห่งแรกในเอเชีย พร้อมเสริฟความสดใหม่ ภายใต้แนวคิด “Eat Fresh, Feel Good” ด้วยวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม ที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี เอาใจสาย Healthy พร้อมขยายช่องทาง 
“ไดรฟ์ทรู” และ Digital Platform & CRM ผ่าน Max World Ecosystem ที่แข็งแกร่งของ PTG จากฐานลูกค้าสมาชิกบัตร PT Max Card ที่มีมากกว่า 21 ล้านสมาชิก เพื่อขยายฐานลูกค้า มอบความสะดวกมากยิ่งขึ้น พร้อมขึ้นแท่น TOP 3 ตลาด QSR ในไทยภายใน 3 ปี ตั้งเป้าขยายสาขามากกว่า 500 สาขา
ทั่วประเทศใน 10 ปี

คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัท โกลัค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นผ่านบริษัทย่อยของ PTG ได้รับสิทธิ์ มาสเตอร์ แฟรนไชส์ ซับเวย์ ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว โดยธุรกิจ F&B เป็น 1 ใน 8 ธุรกิจหลักที่ PTG ตั้งเป้าที่จะเข้าลงทุนตามแผน Diversify Portfolio เพื่อขยายกลุ่มธุรกิจ Non-Oil ให้เติบโตมากขึ้น ซึ่งในอนาคตบริษัท โกลัค จำกัด จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ รวมถึงต่อยอดและขยายธุรกิจกลุ่ม F&B ของ PTG ที่มีอยู่เดิมให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อเสริม Max World ให้แข็งแกร่งมากขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกคนให้ได้มีโอกาสเข้าถึงชีวิตที่ “อยู่ดี มีสุข” ในทุกด้านของช่วงชีวิต

ทั้งนี้ เชื่อว่าแบรนด์อาหารระดับโลกอย่างซับเวย์ จะเข้ามาเติมเต็มธุรกิจ F&B ของบริษัทฯ สร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับลูกค้าทั้งภายในและภายนอกสถานีบริการ รวมถึงกลุ่มสมาชิก PT Max Card กว่า 21 ล้านสมาชิกให้สามารถเข้าถึงชีวิตที่อยู่ดีมีสุขในทุกช่วงของชีวิต ซึ่งเป็นการต่อยอดประสิทธิภาพของระบบนิเวศทางธุรกิจของ PTG (Max World Ecosystem) และแบรนด์ PTG ได้เป็นอย่างดี   

“เรามองเห็นถึงความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้นต่อซับเวย์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจของคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาทางเลือกด้านสุขภาพ สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัวที่สุด โดยเชื่อว่า Subway จะเข้ามาเติมเต็มธุรกิจ F&B ของบริษัทฯ และสามารถสร้างการเติบโตร่วมกันในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน” คุณพิทักษ์ กล่าว

ด้านคุณเพชรัตน์ อุทัยสาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลัค จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวเป็นผู้ดำเนินการ “มาสเตอร์ แฟรนไชส์ ซับเวย์” ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว เรายังคงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ เป็นทางเลือกที่ดีกว่า สำหรับคนรักสุขภาพในธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR)  และคงไว้ซึ่งแบรนด์ที่อยู่ในใจของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัวที่สุด และมีจุดยืนในเรื่องของการเป็น Healthy Choice ให้ลูกค้าได้ทานอาหารที่อร่อย เสิร์ฟ สด ใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Eat Fresh, Feel Good”  ซึ่งร้านซับเวย์เป็น QSR เดียว ที่อบขนมปัง สด ใหม่ ในร้านทุกวัน โดยนำเข้าจากต่างประเทศ มีให้เลือกมากถึง 5 ชนิด รวมถึงขนมปังโฮลวีต มีเนื้อสัตว์หลากหลาย เช่น ทูน่า ไก่ เนื้อ ที่ไม่ผ่านการแปรรูป พร้อมผักสดหลากหลายชนิด มีซอสให้เลือกมากถึง 12 แบบ โดยลูกค้าสามารถเลือกทานได้ทั้งในรูปแบบ แซนวิช แรป หรือสลัด พร้อมคุกกี้ 4 รสชาติ

จากการวิจัยพบว่า การสั่งซับเวย์ค่อนข้างซับซ้อน และใช้เวลาค่อนข้างนานทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าสั่ง เราจึงเน้นให้ลูกค้าสั่งเมนูยอดนิยม อร่อยตามสูตรของซับเวย์โดยไม่ต้องเลือก เช่น แซนวิชทูน่า, ไก่เทอริยากิ, สเต็ก แอนด์ ชีส และอื่น ๆ อย่างไรก็ตามลูกค้าที่ต้องการ DIY ยังสามารถเลือกเมนูได้ตามใจชอบเช่นเดิม นอกจากนี้ทางเราจะมุ่งเน้นในเรื่อง Value Campaign เพื่อขยายฐานลูกค้า และเพิ่มการกลับมาซื้อซ้ำ โดยมีการนำเสนอขาย combo เป็นชุด รวมทั้งโปรโมชั่นต่าง ๆ เพิ่มความหลากหลายของเมนู Snack และ Finger Food

ทั้งนี้ ภายใต้การบริหารของ “โกลัค” สาขาที่เปิดใหม่จะถูกตกแต่งด้วยแนวคิดการออกแบบ “Fresh Forward 2.0” ของซับเวย์ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ตกแต่งด้วยแนวคิดดังกล่าว รวมทั้งการนำวัฒนธรรมไทย มาผสมผสานในการออกแบบให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้นำรูปแบบ “ไดร์ฟทรู” มาใช้ด้วยเช่นกัน โดยทางบริษัทฯ จะเปิดไดร์ฟทรูสาขาแรกในประเทศไทย ภายในสถานีบริการน้ำมันเรือธงของ PT ที่นครชัยศรี ภายในปีนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในปัจจุบัน และยังคงมุ่งเน้นทำเลที่สะดวกเข้าถึงง่าย และมองเห็นเด่นชัด 

ปัจจุบันซับเวย์มีสาขาทั้งหมด 148 สาขา  ทางบริษัทฯ มีแผนขยายสาขาอีกมากกว่า 500 สาขาภายใน 10 ปี ทั้งในกรุงเทพ และปริมณฑล แหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงหัวเมืองหลักทั่วประเทศ โดยเน้นที่ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ออฟฟิศ สนามบิน โรงพยาบาล รวมไปถึงรูปแบบ Stand Alone เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า และสร้างการเข้าถึงร้านซับเวย์ โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ วัยรุ่น คนทำงาน และกลุ่มครอบครัว     

เรามีความมุ่งมั่นในการเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าผ่านการขยายสาขา เพิ่มช่องทาง Online, Mobile Application, Self-Ordering Kiosk, QR Ordering, Order and Pick Up, E Wallet และ CRM ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ  โดยการใช้ Max World Ecosystem ที่แข็งแกร่งของ PTG ในเรื่องจำนวนสาขา และจำนวนสมาชิก ถือเป็นกำลังหลักในการทำให้เราได้รู้จักลูกค้ามากขึ้น รวดเร็วขึ้น ผ่านระบบ CRM จากฐานลูกค้าผ่านสมาชิกบัตร PT Max Card ที่มีมากกว่า 21 ล้านสมาชิก

“เรายังคงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ เป็นทางเลือกที่ดีกว่า สำหรับคนรักสุขภาพ ในธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Eat Fresh, Feel Good” และเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัวที่สุด สอดคล้องกับ lifestyle ของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคต โดยเราให้คำมั่นในการนำเสนออาหารที่มีคุณภาพ สด ใหม่ อร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกช่วงวัย” คุณเพชรัตน์ กล่าว

”ภูมิธรรม“ ประกาศสุดยอดข้าวหอมมะลิ และข้าวสารไทยแห่งปี หนุนเกษตรกรและโรงสีรักษาคุณภาพขั้นสูง ขยายตลาดทั่วโลก

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในงานประกาศผลและพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ประจำปี 2566 (ครั้งที่ 41) และรางวัลการประกวดข้าวสารคุณภาพดีเด่นแห่งประเทศไทยประจำปี พ.ศ. 2566 ซึ่งจัดโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในวันนี้ (24 เมษายน 2567) ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเฟ้นหาและอนุรักษ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศไทย ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดี และสร้างต้นแบบเกษตรกร ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมข่าวคุณภาพสูงเป็นหลัก และยังมีการเชื่อมโยงการตลาดให้เกษตรกรผู้ชนะการประกวดเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ ขยายช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร
กว่า 4.7 ล้านครัวเรือน และประชาชนในประเทศส่วนใหญ่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก สะท้อนถึงความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงเกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกรจำนวนมาก รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นถึงความสำคัญของพี่น้องเกษตรกรไทยที่เปรียบเสมือนเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ดำเนินนโยบาย พัฒนา สนับสนุน และส่งเสริมชาวนา ภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น

นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า ข้าวหอมมะลิถือเป็นข้าวในตลาดข้าวพรีเมียมที่มีชื่อเสียงด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัว  มีเม็ดยาวเรียวสวย สีมันวาว หุงแล้วมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นใบเตย รสสัมผัสนิ่มนวล จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้ราคาจะสูงกว่าข้าวชนิดอื่นแต่ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การยกระดับเชิงนโยบายทั้งด้านการผลิตและการควบคุมคุณภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และให้ประเทศไทยยังคงไว้ซึ่งแหล่งผลิตและส่งออกข้าวหอมมะลิชั้นเลิศของโลก ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตข้าวสำคัญของโลก โดยในปี 2566 ไทยสามารถส่งออกข้าวได้สูงถึง 8.76 ล้านตัน นับได้ว่าสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ากว่า 178,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาร้อยละ 28 โดยข้าวหอมมะลิยังคงรักษาระดับการส่งออกได้ดีแม้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง โดยมีปริมาณส่งออกในปี 2566 อยู่ที่ 1.32 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 5.6 ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน แคนาดา และฮ่องกง

“ตนเดือนเดินทางไปหลายประเทศได้รับความชื่นชมในข้าวไทย ไม่ว่าจะเป็นจีนในหลายมณฑล สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ ทุกคนต่างชื่นชมถึงแม้ราคาจะสูงกว่าที่อื่น แต่ยังสัมผัสได้ในความพิเศษของข้าวหอมมะลิไทย ”นายภูมิธรรมกล่าว

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยวันนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทเกษตรกรรายบุคคล และประเภทสถาบันเกษตรกร ในครั้งนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิจาก 22 จังหวัด ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ส่งตัวอย่างข้าวเข้าประกวดจำนวนรวม 967 ตัวอย่าง และได้นำตัวอย่างข้าวขาวของผู้ที่สมัครเข้าร่วมประกวดฯ ตรวจสอบคุณภาพข้าวทางวิชาการ ทั้งเคมีและกายภาพ ส่งให้คณะกรรมการตัดสินการประกวดทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศพิจารณาคัดเลือกจนได้ผู้ได้รับรางวัลรวมจำนวน 21 ราย แบ่งเป็น เกษตรกรรายบุคคล 18 ราย และสถาบันเกษตรกร 3 ราย เป็นโล่รางวัลเกียรติยศและใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมเงินรางวัล รวมกว่า 625,000 บาท

โดยในวันนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบรางวัลแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการโรงสี ผู้ผลิตข้าวสารคุณภาพ ผู้ชนะการประกวดข้าวสารคุณภาพดีเด่นแห่งประเทศไทยประจำปี พ.ศ.2566 รวม 11 รางวัล ในประเภทต่างๆ อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมไทย และข้าวสารเหนียวเมล็ดยาว สำหรับรายชื่อผู้ชนะการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ประจำปี 2566 ประกอบด้วย
ประเภทเกษตรกรรายบุคคล : ได้แก่
รางวัลชนะเลิศ นายณรงค์  จันทรุ่ง จ.อุบลราชธานี
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 นางจันทร์สมสบบง จ.พะเยา
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 นายสุเรียนสังข์ลาย จ.สุรินทร์
ประเภทสถาบันเกษตรกร :  ได้แก่
รางวัลชนะเลิศ วิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิสงเปลือย ม.5 ต.เมืองทอง จ.ร้อยเอ็ด
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครพนม จำกัด จ.นครพนม
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ศูนย์ข้าวชุมชนข้าวปลอดสารพิษตำบลแม่อ้อ จ.เชียงราย
โดยภายในงานได้มีการ MOU ซื้อ-ขายข้าวเปลือกหอมมะลิล่วงหน้าในราคานำตลาด สูงกว่าราคาตลาด 500 บาท/ตัน จำนวน 6 คู่ กว่า 343.4 ตัน ด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าข้าวที่มีคุณภาพสูงมีตลาดรองรับ ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กรมการค้าภายในwww.dit.go.thหรือ Line@ MR.DIT

รฟฟท. ร่วมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บูรณาการระบบอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง (Ease of Traveling)

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บูรณาการระบบอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง (Ease of Traveling)

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการระบบอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง (Ease of Traveling) เพื่อเป็นการสนับสนุน และเชื่อมโยงระบบข้อมูลต่างๆในด้านการให้บริการของรถไฟฟ้าชานเมือสายสีแดง มาไว้บนเว็บไซต์ Entry Thailand (www.entrythailand.go.th) ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่มีความครบวงจร มีความน่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกในด้านข้อมูลให้แก่ผู้เดินทาง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยภายในพิธีฯ มีการลงนามร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงานประกอบด้วย นายอารัญ บุญชัย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด และนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจาก นายกิตติ เชาวน์ดี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนางสาววิริยา เนตรน้อย รองเลขาธิการ ก.พ.ร. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมบุรฉัตร ชั้น 1 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ทั้งนี้ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริม และสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย รวมถึงพร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว และตัดสินใจเดินทางกลับมาท่องเที่ยวอีกครั้งในอนาคต

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มอบความสุขขยายเวลาเปิดให้บริการสายสีแดง ตี 4 อำนวยความสะดวกประชาชนช่วงสงกรานต์

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ส่งมอบความสุขขยายเวลาเปิดให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จาก ตี 5 เป็น ตี 4 เชื่อมต่อการเดินทาง และอำนวยความสะดวกประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญต่อการให้บริการประชาชนในระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 ที่จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นวันหยุดยาว จึงได้มอบนโยบายให้แก่รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง อำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนให้มีความพร้อม มีความสะดวก เชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เพื่อให้การเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีสงกรานต์เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัย สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆอย่างไร้รอยต่อ จึงพร้อมดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่มุ่งเน้นให้ทุกการเดินทางเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อความสะดวกของประชาชน จึงปรับเวลาการเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้า ให้ประชาชนได้ใช้บริการเร็วขึ้นจากเดิม เวลา 05.00 น. เป็น 04.00 น. ในวันที่ 11 , 12 , 16 และ 17 เมษายน 2567 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งอื่นได้อย่างสะดวก โดยผู้ที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยรถไฟทางไกล และรถขนส่ง บขส. ก็สามารถเชื่อมต่อได้ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ หรือผู้ที่เดินทางด้วยเครื่องบินก็สามารถเชื่อมต่อที่สถานีดอนเมืองได้อย่างสะดวกเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการมอบความสุขแทนคำขอบคุณมายังประชาชนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนทุกท่านจะได้รับความสุข สะดวกสบาย และปลอดภัยตลอดการเดินทางในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังแสดงความห่วงใยผู้ใช้บริการ โดยเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและปลอดภัย เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ภายใต้มาตรการในการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยตลอดการเดินทางอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันภัยคุกคามหรือการรบกวนที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ด้วยมาตรการต่างๆ ดังนี้

การเฝ้าระวัง และลาดตระเวนขั้นสูง โดยทีมชุดตรวจลาดตระเวน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พร้อมสุนัขทหาร (K-9) จากกรมสัตว์ทหารบก คอยตรวจตราในทุกพื้นที่อย่างละเอียดตลอดระยะเวลาการให้บริการ ช่วยสร้างความมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม และมีเจ้าหน้าที่สังเกตพฤติกรรมผู้ใช้บริการผ่านโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เพื่อเป็นการตรวจจับพฤติกรรมที่น่าสงสัยได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ทั้งนี้ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ขอแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบถึงข้อห้ามในการนำเข้าสิ่งของต้องห้าม เพื่อความปลอดภัยในระบบรถไฟฟ้า โดยห้ามมิให้นำอาวุธ ของมีคม ลูกโป่ง ดอกไม้ไฟ ประทัด และสิ่งของอื่นๆ ตลอดจนมีมาตรการตรวจสอบไม่ให้บุคคลที่มีอาการมึนเมา ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเข้าในระบบรถไฟฟ้าโดยเด็ดขาด โดยทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะตรวจบังคับและใช้มาตรการเหล่านี้อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้บริการ รวมถึงมาตรการดูแลรักษาความสะอาดในพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ ลิฟต์ บันไดเลื่อน ราวจับ และภายในขบวนรถไฟฟ้า ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อและรับรองสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะสำหรับผู้ใช้บริการทุกท่าน

ทั้งนี้ มาตรการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 – 17 เมษายน 2567 หากผู้โดยสารพบสิ่งผิดปกติหรือมีเหตุฉุกเฉินขณะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สามารถแจ้งสายด่วน 1690 หรือสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านทางหน้าเพจ เฟสบุ๊ค RED Line SRTET บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้โดยสารจะได้รับความสุข รู้สึกถึงความปลอดภัยทุกครั้ง จากการใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

งานจบยังช็อปต่อได้ สินค้าโอทอปนิยามใหม่กระแสไม่ลด

ใครที่พลาดชมและช็อปในงาน STYLE Bangkok 2024 ซึ่งนำสินค้าโอทอปมาแปลงกาย ใส่ความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำ ต่อยอดมรดกวัฒนธรรมและงานฝีมือท้องถิ่นให้ก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ โชว์ศักยภาพของนักคิด นักออกแบบไทยในอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ลองมาดูบางตัวอย่างสินค้า OTOP ที่รวบรวมไว้ในบูธ OTOP Marche ว่ามีอะไรบ้างและน่าสนใจขนาดไหน
      Pheangjai เพียงใจ จากกำแพงเพชร นำเศษโฟมยางพาราที่เหลือจากโรงงานผลิตหมอนยางพารามาออกแบบตัดเย็บใหม่ โดยนำแรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาการเย็บที่นอนและหมอนโบราณมาออกแบบรูปทรงสมัยใหม่ เป็นรูปใบไม้และใบบัว ต่อยอดธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
      Thansuda ธัญสุดา ผู้ผลิตเครื่องหนังจากนนทบุรี นำเศษหนังที่ย่อยสลายยาก มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วต่อกันเป็นรูปทรงใหม่ของสินค้าไลฟ์สไตล์ที่สวยเก๋สะดุดตาเช่น กระเป๋า โคมไฟ พวงกุญแจ
      NERA by Natipong ลูกปัดมโนราห์ จากสงขลา นำอัตลักษณ์ของชุมชน ผสานกับศักยภาพของช่างฝีมือที่มีอยู่แล้ว มาต่อยอดเป็นของใช้ของตกแต่งที่ทำจากลูกปัดมโนราห์ เช่น กระเป๋า เครื่องประดับ และสินค้าไลฟ์สไตล์ต่างๆ
      Indie-Go กลุ่มแปรรูปผ้าย้อมสีธรรมชาติจากสกลนคร นำเศษผ้าย้อมครามซึ่งเป็นสินค้า GI ของจังหวัดมาตัดต่อสไตล์ patchwork ขึ้นรูปกระเป๋า โดยบรรจงคัดสรรคู่สีและเสริมความแข็งแกร่งด้วยผ้าแคนวาส ผ้ายีนส์ และหนัง กลายเป็นงานฝีมือที่ละเอียดประณีต
      AMPHAN จากแม่สอด ผลิตถ่านดูดกลิ่นรูปทรงทันสมัย โดยนำเศษเมล็ดปาล์มที่เหลือจากการเผาในโรงสีมาต่อยอดด้วยดีไซน์ ผสมกับงานปั้นด้วยมือ
      Hin Din Zign ผู้ผลิต Art Toy จากเซรามิก ภายใต้แบรนด์หินดินทราย โดยนำพุทธศิลป์มาเป็นแรงบันดาลใจ แต่ละชิ้นเป็นงานปั้นมือ นำเสนอคอลเลคชั่นล่าสุุด ชื่อ กองทัพธรรม ผสมผสานพระพุทธรูปกับหุ่นยนต์ เพื่อให้โดนใจนักสะสม Art Toy
      Silathip ศิลาทิพย์ครกหิน จากตาก คิดนอกกรอบโดยนำหินแกรนิตมาออกแบบและแปรรูปให้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและมีประโยชน์ใช้สอย ทั้งของใช้ในบ้าน ในสำนักงานและเครื่องประดับ
      Vichaikul Lacquerware วิชัยกุลเครื่องเขินจากเชียงใหม่ นำภูมิปัญญาเทคนิคการทำเครื่องเขินที่สืบทอดมาเป็นรุ่นที่ 6 ผสานกับเทคโนโลยีทันสมัยในการเคลือบผิวให้เกิดความทนทาน หยิบลวดลายโบราณมาลดทอนให้เกิดความร่วมสมัย กลายเป็นสินค้าของใช้ประจำวัน เช่น กระเป๋า เคสโทรศัพท์ พวงกุญแจ

Phet Ploy Jewelry จากจันทบุรี รับประกันว่าพลอยทุกเม็ดผ่านพิธีกรรมเป็นพลอยสายมูโดยแท้้ นำเสนอเครื่องประดับที่ออกแบบสำหรับปีนักษัตรนี้ด้วยมังกรทองกับนพเก้า
      Primapearl ผลิตเครื่องประดับไข่มุกในภูเก็ตมาเป็นรุ่นที่ 3 รีแบรนด์เป็นพรีม่าเพิร์ล และนำวัสดุอื่น เช่น เปลือกหอยมุกมาประยุกต์เป็นเครื่องประดับตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
      Worlacha ชุมชนทุ่งบัวหลวง ปทุมธานี ภายใต้แบรนด์วรชา นำก้านดอกบัวหลวงมาทำเป็นเส้นใย ผลิตเสื้อ กระโปรง กางเกง และผลิตภัณฑ์จากผ้าที่มีนวัตกรรม ทันสมัยและรักษ์โลก
      นอกจากนี้ยังมีโอทอปอีกหลายแบรนด์ เช่น Panitan ปณิธาน ห้องเสื้อที่เน้นเส้นใยธรรมชาติ, Piyasila ปิยสีลา ผลิตสินค้าแปรรูปจากเส้นใยกัญชง, V ve Jewelry วีเว่ จิวเวลรี่ เครื่องประดับพลอยสไตล์มินิมอล, Paper Art Thai เปเปอร์อาร์ตไทย นำกระดาษมาแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูเหมือนเซรามิก Mae Ing Shibori and Ingtara แม่อิงชิโบริ และอิงตารา วิสาหกิจชุมชนผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติ, Maka Design มาฆะ ดีไซน์ ปั้นหนังเป็นดอกรักแล้วนำมาร้อยเป็นพวงมาลัย Luxses รักษ์เศษ นำเศษผ้ามาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ Pawana Design ภาวนาดีไซน์ เน้นเสื้อผ้าจากวัตถุดิบธรรมชาติ ForFun Studio เซรามิกทำมือภายใต้แบรนด์ฟอฟัน Yayee แบรนด์ผ้าปาเต๊ะยาหยี นำสถาปัตยกรรม Sino-Portuguese ที่โด่งดังของภูเก็ตมาพิมพ์บนผ้าและตัดเย็บเป็นชุดที่มีเอกลักษณ์ เป็นต้น
      ผู้สนใจสามารถติดตามและเข้าไปชมผลงานของนักออกแบบไทยเหล่านี้เพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com หรือ Facebook/Instagram/TikTok : Style Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 หรือสั่งซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของแต่ละแบรนด์
  * * * * * * * * * *

ยอดขาย STYLE Bangkok 2024 ทะลุเป้าเกินความคาดหมายสร้างรายได้กว่า 1,756 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 นักธุรกิจ 49 ประเทศชมงาน

ประสบสำเร็จอย่างงดงามสำหรับ STYLE Bangkok 2024 มหกรรมแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นชั้นนำของเอเชีย ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันที่่ 20-24 มีนาคม 2567 โดยประกาศความสำเร็จที่เหนือความคาดหมายด้วยมูลค่าการค้าและจำนวนผู้เข้าชมงาน
      โดยมูลค่าการค้าตลอด 5 วัน สามารถสร้างรายได้กว่า 1,756 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายที่คาดไว้ที่ 1,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 จากมูลค่าการค้าของครั้งก่อน ในส่วนของมูลค่าการค้าวันเจรจาธุรกิจ ทั้งมูลค่าจากยอดสั่งซื้อทันทีและจากที่จะสั่งซื้อภายใน 1 ปี อยู่ที่ กว่า 1,732 ล้านบาท ยอดขายในวันสำหรับประชาชนทั่วไปอยู่ที่ กว่า 24 ล้านบาท ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย นอกจากนี้ จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมงานตลอด 5 วัน กว่า 25,000ราย จาก 49 ประเทศ/เขตการค้า เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนร้อยละ 4.40 ทำให้ประจักษ์ได้ถึงศักยภาพของงาน STYLE Bangkok ในการเป็นศูนย์รวมการค้าและโอกาสในการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ
      ในงาน STYLE Bangkok ปีนี้ หมวดสินค้าที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ได้แก่ หมวดสินค้าแฟชั่นซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีมาก โดยมูลค่าการค้าของสินค้าในหมวดแฟชั่นเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน ร้อยละ 40.6 ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะเวทีการค้านานาชาติที่สำคัญของภูมิภาค

ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) จำนวน 2 คู่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน SMEs และ OTOP ภายใต้โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ตามแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยการพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และส่งเสริมต่อยอดด้านตลาดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย (1) MOU ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ กระทรวงมหาดไทย และ (2) MOU ระหว่าง บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับ วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู (ศูนย์การเรียนรู้ออกแบบขวัญตา)
      นอกจากนี้ยังมีการเจรจาการค้า ระหว่าง MUJI (มูจิ) แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น กับผู้ประกอบการไทย 5 ราย ประกอบด้วย Prodpran Craft, Boonyarat Thaicrafts, Mallavi Limited Partnership, Deesawat Industries Co., Ltd และ Divana Global Co., Ltd. ซี่งจะช่วยส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการของไทยในตลาดโลก โดยความร่วมมือนี้เป็นการต่อยอดจากการเยือนประเทศญี่ปุ่นของ
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะ เมื่อเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา

สำหรับนักธุรกิจ ผู้เข้าเยี่ยมชมจากต่างประเทศ 10 อันดับแรก ได้แก่ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง อินเดีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในระดับโลกของงานนี้และผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดในระดับภูมิภาค
      นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวชื่นชมความสำเร็จของงานว่า “STYLE Bangkok 2024 แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ โดยสามารถยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมสู่มิติใหม่ของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Soft Power ของไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”
      STYLE Bangkok 2024 ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากผู้แสดงสินค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่แบรนด์ที่มีชื่อเสียงในตลาดโลก SMEs รวมถึงผู้ประกอบการหน้าใหม่ ต่างนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีอัตลักษณ์ของมรดกวัฒนธรรมผสมผสานกับกลิ่นอายความร่วมสมัย
      นายภูสิตกล่าวถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมและความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok ว่า “มองไปข้างหน้า เราวางเป้าหมายที่จะทำให้งาน STYLE Bangkok มีส่วนช่วยยกระดับประเทศไทยให้ก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์และแฟชั่นระดับโลก การเป็นแหล่งรวมของความคิดสร้างสรรค์ การนำเสนอสินค้าที่มีดีไซน์ การทำงานร่วมกัน และการเข้าถึงตลาด คาดว่าจะช่วยส่งผลให้งาน STYLE Bangkok ประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต”
      STYLE Bangkok 2024 ได้เสียงตอบรับที่ดีจากผู้เยี่ยมชมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซื้อชาวต่างประเทศ เช่น Ms. Takako Kondo กล่าวว่า “มางาน STYLE Bangkok 2024 ได้รับประสบการณ์ที่ดี มีค่ามาก ได้พบสินค้าถูกใจมากมาย และพบว่า STYLE Bangkok ให้ความสําคัญกับเรื่อง SDGs ซึ่งสำคัญมาก และให้มุมมองที่แตกต่าง” มร. David Tucker ผู้ซื้อจากซิดนีย์ ออสเตรเลีย บอกว่าเขาตื่นตาตื่นใจกับความงดงามของงาน STYLE Bangkok ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไปในฮอลล์ด้วยซ้ำ ที่จริงเขาและเจ้านายต่างมีความสนใจในผลิตภัณฑ์ประเภทของตกแต่งบ้านจากประเทศไทยมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สินค้าทำมือ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีความยั่งยืน “ผมคิดว่า เมื่อเราขายสินค้าให้ใคร เราจำเป็นที่จะต้องบอกเค้าได้ว่านี่เป็นสินค้าประเภทที่มีความยั่งยืนผลิตแบบออร์แกนิก ไม่สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม”

นอกจากสินค้าที่โดดเด่น มากมายที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ซื้อผู้ชมงานแล้ว STYLE Bangkok 2024 ยังได้รับการตอบรับในแง่การจัดนิทรรศการที่หลากหลาย การสัมมนาให้ความรู้เชิงลึก และกิจกรรมการจับคู่ทางธุรกิจที่คึกคัก ความสำเร็จของงานเป็นอีกหนึ่งประจักษ์พยานในความมุ่งมั่นของไทยบนเส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและบทบาทของสินค้าไทยในเวทีระหว่างประเทศ
     

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น