‘ทูตพาณิชญี่ปุ่น’ เผย Smart Textiles คลื่นลูกใหม่แห่งอุตสาหกรรมสิ่งทอแดนปลาดิบ

ทูตพาณิชณี่ปุ่นขานรับนโยบาย ‘จุรินทร์’ เผย Smart Textiles  อนาคตใหม่ของสินค้าสิ่งทอในญี่ปุ่นโต คาดการกว่า 2000% มูลค่าสูงถึง 6.5 พันล้านบาท  ในปี 2030  แนะผู้ประกอบการสิ่งทอไทยติดตามวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีหวังเพิ่มโอกาสแข่งขันเวทีโลก

นางสาวพรรณณี สุวรรณธุปินตัน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮิโรชิมา เปิดเผยว่า  รัฐบาลญี่ปุ่นมองเห็นความสำคัญของ Smart Textiles ว่าเป็นสินค้าใหม่ที่จะเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น  โดยจะเป็นการปฏิวัติขนานใหญ่ของแนวคิดเกี่ยวกับสินค้าสิ่งทอที่เคยมีมา สำนักงานฯจึงได้ติดตามและหาช่องทางการขยายการส่งออกตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิช ในฐานะเซลล์แมนประเทศ
Smart Textiles (สิ่งทออัจฉริยะ) ที่มีความล้ำยุคทางเทคโนโลยี ซึ่งทำหน้าที่ได้หลากหลายต่างไปจากผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เคยมีมา ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้  ตั้งแต่ในทศวรรษ 1980  ได้เริ่มมีการนำอุปกรณ์แสดงแสงสีติดเข้ากับเสื้อผ้าและพัฒนาเรื่อยมาจนในที่สุดสามารถทำให้วัสดุสิ่งทอเป็นสื่อส่งกระแสไฟฟ้าได้ 

ในปี 2017 METI ได้จัดตั้ง “กลุ่มศึกษาเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น IoT ในสินค้าสำหรับชีวิตประจำวัน” โดยมีจุดประสงค์เพื่อการรวบรวมข้อมูลสถานะปัจจุบันของสาขาดิจิทัล โดยเฉพาะ Smart Textiles และ Fashion Tech  เพื่อพิจารณาประเด็นและแนวทางที่เป็นไปได้ในการดำเนินการต่อไปในอนาคต โดยพบว่า ในภาพรวมญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับทีล้าหลังกว่าประเทศอื่นในการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อนำไปใช้เชิงพาณิชย์ เมื่อพิจารณาสถิติการยื่นขอจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับ Smart Textiles ทั้งหมดของโลก ในช่วงปี 2010-2018 ญี่ปุ่นมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรอยู่ที่ 8.5% จัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก รองจากจีน สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และเกาหลี (กราฟ2)

(กราฟ1) Yano Research Institute ได้ประเมินขนาดตลาดของสินค้า Smart Textiles ในญี่ปุ่นและคาดการว่าน่าจะขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 2,880.4% คิดเป็นมูลค่า 2.27 หมื่นล้านเยน (6.5 พันล้านบาท) ในปี 2030 และคาดว่าจะมีการขยายการใช้ไปยังอุตสาหกรรมต่างๆอย่างกว้างขวาง เช่น การก่อสร้าง การผลิต การขนส่ง รวมทั้งการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุด้วย

ซึ่งในอนาคตเราอาจได้เห็นเสื้อผ้าที่สามารถติดตามสภาพร่างกายประจำวันเพื่อประโยชน์ในการดูแลสุขภาพ แจ้งเตือนความผิดปกติของร่างกาย หรือยกระดับคุณภาพการนอนหลับ ฯลฯ สินค้าเสื้อผ้าสำหรับผู้สูงวัย โดยผู้ดูแลสามารถติดตามข้อมูลสภาพร่างกายได้จากสถานที่อื่นที่ห่างออกไป ช่วยแจ้งเตือนหากผู้สูงวัยหกล้ม หรือแม้กระทั่งเสื้อกีฬาสำหรับนักกีฬาอาชีพ ช่วยในการเทรนนิ่งและดูแลสภาพความพร้อมของร่างกาย

อาจกล่าวได้ว่า Smart textiles ได้เปิดศักราชใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ และมีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับสินค้าสิ่งทอซึ่งเดิมใช้ประโยชน์ในการสวมใส่ปกปิดร่างกาย ไปเป็นสิ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของผู้สวมใส่ รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่อาจพัฒนาโดยใช้ Smart textiles จะยังคงมีการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องต่อไป ผู้ผลิตผู้ส่งออกไทยควรติดตามและศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันสำหรับสินค้าสิ่งทอของไทย

อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบโจทย์การขยายตลาดการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้มีการจัดโครงการ Material Thai to Japan  กิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึก ติวเข้มเทคนิคการผลิตสินค้า material พร้อมความรู้ด้านเทรนด์การตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย โดย Mr.Junya Kitagawara ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด material ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7-11 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา และจะมีการจัดเป็นครั้งที่ 2 ในช่วงเดือนสิงหาคม ก่อนนำสินค้าของผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Tokyo International Gift Show ( Life x Design) ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ตุลาคม 2564 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลสินค้าและตลาดส่งออกเชิงลึกจากทูตพาณิชย์โดยตรงได้ที่ www.ditp.go.th

********************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
12 สิงหาคม 2564

พาณิชย์ เตรียมจัด “The Marché Online Business Matching by STYLE Bangkok”

                                                                     
                                                                     หนุนผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์กับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าทั่วโลก
              
     นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งรัดช่วยเหลือผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทย ให้มีเวทีเจรจาการค้ากับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้านานาชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศและเร่งรัดขยายมูลค่าส่งออกในยุค New Normal

ด้านนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดให้มีกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 23-25 สิงหาคม โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ The Marché   by STYLE Bangkok  ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทยได้มีเวทีเจรจาการค้าและทำการขายกับผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าต่างชาติ รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่คู่ค้าในต่างประเทศที่ยังไม่สามารถเดินทางมาชมงานแสดงสินค้าหรือเจรจาการค้าแบบ Face-to-face ได้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่สงบ โดยการจัดกิจกรรมนี้ถือเป็นหนึ่งในแผนงานการเร่งรัดผลักดันมูลค่าส่งออกและช่วยเหลือผู้ประกอบการในยุค New Normal ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ซึ่งได้ให้ความสำคัญในการกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น รวมทั้งการเน้นการจัดเอ็กซิบิชั่นในรูปแบบไฮบริดเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ โครงการฯ มีผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่สมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 123 ราย ในกลุ่มสินค้า 6 ประเภท ได้แก่ สินค้าเสื้อผ้า แฟชั่น และเครื่องหนัง (Fashion & Leather) จำนวน 38 ราย สินค้าของขวัญและของชำร่วย (Gifts & Premium) จำนวน 20 ราย ผลิตภัณฑ์ของใช้ในบ้าน (Houseware) จำนวน 9 ราย สินค้าเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) จำนวน 19 ราย ของตกแต่งบ้าน (Home Décor) จำนวน 23 ราย และผลิตภัณฑ์สปา (Wellness) จำนวน 14 ราย

“จุรินทร์เร่งส่งออกอินเดีย ทูตพาณิชย์มุมไบเชียร์บุกเมืองรอง ลุยทุกช่องทางสร้างโอกาสให้ SMEs”


กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าตามแผนงานของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ด้านการพัฒนาตลาดเพื่อธุรกิจ SMEs โดยเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการจัดการเจรจาธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ รวม 399 นัดภายใน 3 วัน เพื่อให้ผู้ส่งออกไทย 35 ราย ได้พบปะกับผู้นำเข้าอินเดียกว่า 110 ราย พร้อมส่งสินค้าตัวอย่างให้ผู้นำเข้าอินเดียได้ทดลองล่วงหน้าก่อนการเจรจาด้วย นอกเหนือจากการจัดแสดงสินค้าไว้สำหรับคนอินเดียที่เดินทางมายังสถานที่จัดงาน โดยคาดว่ากิจกรรมครั้งนี้สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท 

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP เปิดเผยว่ากรมฯ กำลังดำเนินการตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้เร่งสร้างโอกาสในการส่งออกสำหรับ SMEs ให้มากที่สุด โดยกรมฯ ได้ปรับแนวทางจัดกิจกรรมให้เป็นแบบไฮบริด (Online plus On-Ground) และมุ่งแสวงหาโอกาสในเมืองรองที่กำลังเติบโต โดยล่าสุดทูตพาณิชย์เมืองมุมไบ ประเทศอินเดียได้ทำทีมงานออกไปจัดงาน Thailand Week Online ที่เมืองปูเน่ รัฐมหาราชฏระ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการศึกษาของอินเดียตะวันตก โดยเป็นกิจกรรมในรูปแบบไฮบริด ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการส่งเสริมการค้าในช่วงโควิดที่คู่ค้าไม่สามารถเดินทางไปหากันได้

น.ส.สุพัตรา แสวงศรี ทูตพาณิชย์ ณ เมืองมุมไบ กล่าวว่าตลาดสินค้าอาหารและของใช้ต่างๆ ยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในอินเดีย และโควิดเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ผู้ส่งออกจะสามารถพบปะและนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ให้กับผู้นำเข้าได้นำไปเติมเต็มความต้องการในตลาด ซึ่งผลการจัดงานปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อเป็นอย่างดีเนื่องจากสามารถทดลองชิมและใช้สินค้าล่วงหน้าได้ก่อนการเจรจาธุรกิจ ทำให้มีเวลาในการพิจารณาโอกาสของสินค้าก่อนการนัดเจรจากันในรายละเอียดทั้งทางด้านราคา ปริมาณการสั่งซื้อ และกิจกรรมส่งเสริมการขายที่จะทำร่วมกับผู้ส่งออกไทย ซึ่งผู้นำเข้าเห็นว่าสินค้าไทยเป็นที่สนใจของลูกค้าอินเดียอยู่แล้ว เพราะคุณภาพดี ออกแบบสวย แต่ราคายังค่อนข้างสูง หากสามารถปรับลดราคาลงได้ ก็จะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการนำเข้ามากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารมังสวิรัติ ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มจากผลไม้ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก สบู่และครีมบำรุงผิว ชุดชั้นใน และ รองเท้าแตะ เป็นต้น
นอกจากกิจกรรมสำหรับ SMEs ข้างต้นแล้ว สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองมุมไบ ได้จัดกิจกรรมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและกิจการชุมชน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดอินเดียในอนาคตด้วย โดยอาศัยความร่วมมือภายใต้ MoU กับหน่วยงานพันธมิตรในอินเดียที่ได้มีการลงนามกันไว้ระหว่างการเยือนของผู้บริหารระดับรัฐมนตรี อาทิ           การจัดแสดงสินค้าออนไลน์ (Virtual Expo / Showcase) โดยนำสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนและสินค้า OTOP ในจังหวัดต่างๆ มาจัดแสดง การสร้างเครือข่ายออนไลน์ระหว่างแหล่งผลิตสินค้าที่เกื้อกูลกันระหว่างไทยและอินเดีย (อัญมณีและเครื่องประดับจากจังหวัดจันทบุรีและเมืองสุรัตของอินเดีย) รวมถึงการประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพื่อ           คัดสรรกิจการชุมชนเข้ามาร่วมกิจกรรมพัฒนาตลาดกับหอการค้าและอุตสาหกรรมในอินเดีย (Bombay Chamber of Commerce and Industry)
และเพื่อสร้างโอกาสและหารายได้ให้กับ SMEs รองรับวิกฤติในห้วงเวลาการระบาดของ COVID-19 สำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองมุมไบ จะเร่งผลักดันการค้ากับอินเดียอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมนี้จะร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ในกรุงนิวเดลีและเมืองเชนไน ดำเนินโครงการผลักดันการค้าในตลาดเอเชียใต้ด้วย ทั้งนี้ การค้าในภาพรวมของไทยและอินเดียยังมีโอกาสเติบโตได้ท่ามกลางภาวะโรคระบาด โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 การค้ามีมูลค่ารวม 7,064 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 61.15 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่า 4,383 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการส่งออก 3,831 ล้านเหรียญสหรัฐฯขยายตัวร้อยละ 54.75 และ นำเข้า 3,233 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 69.45 สำหรับสินค้า 10 รายการแรกที่ไทยส่งออกมายังอินเดียในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เรียงตามลำดับจากมูลค่าสูงสุด ประกอบด้วย เม็ดพลาสติก/เคมีภัณฑ์/อัญมณีและเครื่องประดับ/เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์/รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ/ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์/เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล/เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ/ทองแดงและของทำด้วยทองแดง/เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

*****************************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
11 สิงหาคม 2564

พาณิชย์ “ลุยงานหนัก” จับคู่เจรจาวันเดียวออเดอร์ 52 ล้าน จุรินทร์ ชู เปิดตลาดใหม่-ฟื้นตลาดเก่า นำเข้ารายได้ช่วยประเทศชาติ

10 สิงหาคม 2564

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การทำงานเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้นโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เร่งรัดเปิดตลาดใหม่ให้มีผลในทางปฏิบัติเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ทั้งในตลาดภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ล่าสุดสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 ได้จัดโครงการจับคู่ธุรกิจเพื่อเจรจาการค้าผ่านระบบออนไลน์ในตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ในสินค้าอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเพื่อให้ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกไทยได้มีโอกาสเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์กับผู้นำเข้ารายสำคัญในแต่ละภูมิภาคในช่วงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่ทำให้การเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยโครงการจับคู่ธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ในตลาดเกิดใหม่ เมื่อวันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2564 ระหว่าง เวลา 06.00 – 21.30 น. ผ่านระบบออนไลน์

” ครั้งนี้ผู้เข้าร่วมเป็นผู้ส่งออกจำนวน 123 บริษัท และมีฝั่งประเทศผู้นำเข้าสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 74 ราย เกิดการจับคู่ธุรกิจได้จำนวน 123 คู่ และมีมูลค่าการสั่งซื้อ ประมาณ 52 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้นำเข้า ได้แก่ สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องมือแพทย์ และ สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ โดยมีผู้นำเข้าหลายราย แสดงความประสงค์ที่จะขอข้อมูลสินค้าและรายละเอียดเพิ่มจากผู้ส่งออกไทย เพื่อทำการเจรจาการค้าเพิ่มเติมต่อไปในภายหลัง  อย่าลืมว่าภูมิภาคตะวันออกกลาง อุดมไปด้วยพลังงานน้ำมัน ฐานะทางเศรษฐกิจดี เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เป็นตลาดเเรงงานที่มีศักยภาพ เป็นเเหล่งเงินทุนที่สำคัญและยังเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าในประเทศได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรภายในประเทศ จึงต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะสินค้าอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 เช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ ด้านสถานะทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งเป้าหมายเป็นประเทศแรกของโลกที่ฟื้นตัวจาก COVID-19 จึงเร่งอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาล รวมถึงเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและส่งผลให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าอีกครั้ง ทั้งนี้ การส่งออกของไทยไปภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2564 มีมูลค่า 132,235.89ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา 13.78 % ประเทศ 3 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปมากที่สุดคือ 1. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2. ซาอุดิอาระเบีย 3. ตุรกี สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นต้น” นางมัลลิกา กล่าว

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุด้วยว่า ด้านภูมิภาคแอฟริกา เป็นตลาดใหม่ซึ่งเป็นเป้าหมายนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำชับให้เปิดตลาดเพราะเป็นที่กำลังเติบโตและมีความต้องการสินค้าอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตะวันตก และเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2564 ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาได้รวมตัวกันประกาศเริ่มใช้ความตกลงเขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา (African Continental Free Trade Area : AfCFTA) ซึ่งถือเป็นความตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และเป็นเขตการค้าเสรีที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในโลก (54 ประเทศ) ซึ่งหาก AfCFTA มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นเขตการค้าเสรีที่ครอบคลุมประชากรกว่า 1,200 ล้านคน และเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของโลก มีขนาด GDP กว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2593 มีการประเมินว่า AfCFTA จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศในทวีปแอฟริกา รวมทั้งอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างการค้าในทวีปแอฟริกาในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันประเทศในทวีปแอฟริกามีการค้าระหว่างกันน้อย และต้องพึ่งพาการค้ากับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเป็นหลัก จะส่งผลให้มูลค่าการค้าภายในทวีปเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 60 ภายในปี 2567 ทำให้ทวีปแอฟริกามีรายได้โดยรวมมากขึ้น 450,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

” และ AfCFTA น่าจะส่งผลในด้านบวกต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปแอฟริกา จากจำนวนประชากรในทวีปแอฟริกาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น ชาวแอฟริกันจึงมีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังส่งผลดีในแง่ที่กฎระเบียบของสมาชิก AfCFTA จะมีความโปร่งใสและใกล้เคียงกันภายในทวีปมากขึ้น การส่งออกของไทยไปภูมิภาคแอฟริการะหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2564 มีมูลค่า 96,834.97ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา 20.4% ประเทศ 3 อันดับแรกที่ไทยส่งออกไปมากที่สุด ได้แก่ 1. แอฟริกาใต้ 2. อียิปต์ 3. ไนจีเรีย สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ข้าว เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

และสำหรับ ภูมิภาคลาตินอเมริกา คาดว่าเศรษฐกิจลาตินอเมริกาในปี 2564 จะปรับตัวดีขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลก การผ่อนคลายมาตรการควบคุมด้านเศรษฐกิจเพื่อนำไปสู่การเปิดประเทศได้อีกครั้ง ล่าสุดมีการนำเข้าสินค้าประเภทปัจจัยการผลิตเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 เป็นต้นมา ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปยังตลาดภูมิภาคนี้ การส่งออกของไทยไปภูมิภาคลาตินอเมริกาในปี 2563 มีมูลค่า 194,963.26 ล้านบาท ขณะที่การส่งออกในปี 2564 (ม.ค. – มิ.ย.) มีมูลค่าส่งออกสูงถึง 127,568.19 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.22 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 สำหรับประเทศ 3 อันดับแรกในภูมิภาคลาตินอเมริกาที่ไทยส่งออกไปมากที่สุดได้แก่ 1. เม็กซิโก 2. บราซิล และ 3. อาเจนตินา ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังภูมิภาคนี้ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง (ยางรถยนต์) เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ยางพารา และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจภูมิภาคลาตินอเมริกาในปี 2564 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.6 จากเดิมที่ขยายตัวติดลบร้อยละ 5.3 ในปี 2563 ทำให้ตลาดนี้จึงมีความสำคัญ

” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ในฐานะหัวหน้าภารกิจเซลล์แมนประเทศไทยได้ติดตามกำกับนโยบายเปิดตลาดใหม่-ฟื้นตลาดเก่า เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกในสถานการณ์นี้และอนาคตอย่างต่อเนื่อง จากบางประเทศก็เป็นตลาดเก่าในบางสินค้าของเรา เช่นข้าวในซาอุดิอาระเบีย แอฟริกา เป็นต้น แต่ทั้งสองประเทศนี้ก็มีสินค้าประเภทอื่นที่จะสามารถเปิดตลาดใหม่ได้มาก นายจุรินทร์เน้นการทำงานเชิงรุกและทำงานเป็นทีมให้เชื่อมประสานระหว่างเซลล์แมนประเทศไทยคือทูตพาณิชย์ในต่างประเทศที่ประจำการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้กว่า 13 แห่งรวมทั้งทั่วโลกก็ 58 แห่งก็เช่นกัน นอกจากนั้นยังเน้นวิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ภายใต้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต ให้พาณิชย์จังหวัดซึ่งทำหน้าที่เซลล์แมนจังหวัด ทำภารกิจที่ต้นทางในการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดต่างประเทศ เพื่อโอกาสของประเทศไทยอย่างยั่งยืนด้วย ” นางมัลลิกา กล่าว

“ทูตพาณิชย์เกาหลี” นำผู้ส่งออกร่วมงาน Seoul Food 2021 เผยสินค้าได้รับความสนใจเพียบ

“ทูตพาณิชย์เกาหลี” เผยผลการนำผู้ประกอบการส่งออกไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Seoul Food 2021 ในลักษณะ Mirror Mirror มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจออนไลน์ 53 คู่ คาดทำยอดขายปังแน่ ระบุ “เครื่องดื่มใส่บุก ผลไม้แปรรูป ข้าวเหนียวมะม่วงฟรีซดราย ซอสพริก เครื่องปรุงรส” สุดฮอต ได้รับความสนใจสูง แถมสนใจผลไม้สด น้ำมันมะพร้าวเพิ่ม

นางสาวชนัญญา พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล เปิดเผยถึงผลการนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Seoul Food 2021 ในลักษณะ Mirror Mirror ณ อาคารแสดงสินค้า Kintex กรุงโซล เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 27-30 ก.ค.2564 ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้เพิ่มโอกาสในการส่งออกให้กับสินค้าอาหารไทย ว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยจำนวน 11 ราย ได้ส่งสินค้าตัวอย่างมาจัดแสดงในงาน ประกอบด้วยผลไม้แปรรูป มะขาม ซอสปรุงรส ขนม ผงปรุงอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม น้ำผึ้ง อาหารพร้อมรับประทาน หนังปลาปรุงรส และมีผู้นำเข้าเกาหลีนัดหมายล่วงหน้า 30 ราย Walk in 100 ราย เพื่อร่วมการเจรจาการค้าผ่านระบบออนไลน์ โดยมีการเจรจาการค้าเกิดขึ้น 53 คู่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมผลการเจรจา โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงพอควร

สำหรับสินค้าไทยที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องดื่มใส่บุก ผลไม้แปรรูป ข้าวเหนียวมะม่วงฟรีซดราย ซอสพริก เครื่องปรุงรส เช่น ซอสผัดไทย หนังปลาปรุงรส และยังได้รับแจ้งจากผู้นำเข้ามีความสนใจในสินค้าอื่น ๆ เช่น ผลไม้สด น้ำมันมะพร้าว ซึ่งสำนักงานฯ จะได้ประสานหาผู้ส่งออกที่เหมาะสมแล้วแจ้งรายชื่อให้กับผู้นำเข้าต่อไป

นางสาวชนัญญา กล่าวว่า การจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบ Mirror Mirror ที่มีการจัดส่งตัวอย่างสินค้ามาล่วงหน้า และนำมาจัดแสดง มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดกิจกรรม เพราะเป็นจุดดึงดูดให้ผู้ซื้อให้ความสนใจ โดยมีผู้ซื้อเกาหลีหยิบจับสินค้าตัวอย่าง และนำไปสู่การเจรจาการค้าออนไลน์เกิดขึ้นจริง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในยุค New Normal ที่ยังคงมีการแพร่ระบาดของโควิด-19
นอกจากนี้ พบว่า สินค้าอาหารไทยยังเป็นที่เชื่อมั่นในตลาดเกาหลี ด้านคุณภาพและความหลากหลาย แต่ยังมีจุดที่ต้องคำนึงถึงด้านราคา ที่อาจจะแพงกว่าคู่แข่งขันในประเทศเวียดนาม จีน หรืออินเดีย แต่ผู้นำเข้าเกาหลียังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารไทย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

*****************************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
   สิงหาคม 2564

พาณิชย์ชวนช้อปสินค้านักออกแบบรุ่นใหม่กว่า 60 แบรนด์ ดัน Micro SMEs ลุยตลาดอีคอมเมิร์ซเปิด POP UP Store ออนไลน์ ครั้งแรกบน Shopee รับเทศกาลช้อปปิ้ง  8.8  เริ่ม 5-12 ส.ค. นี้



กระทรวงพาณิชย์ผนึกความร่วมมือ Shopeeผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนับสนุนผู้ประกอบการ Micro SMEs กลุ่มนักออกแบบรุ่นใหม่จากโครงการ Talent Thai และ Designers’ Room เข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์“Shopee” พร้อมเปิดตัวร้านค้า Official Mall ให้ช้อปเป็นครั้งแรก กับสินค้านักออกแบบรุ่นใหม่กว่า 60 แบรนด์ ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Micro SMEs ให้ได้รับโอกาสทางการค้าผ่านแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ที่มีศักยภาพในระดับโลก โดยจะประเดิมเปิดตลาดในวันที่ 5-12 สิงหาคม 2564 นี้ ที่มาพร้อมกับสินค้าราคาสุดพิเศษให้เลือกช้อปในเทศกาล Shopee 8.8 Crazy Flash Sale ที่จะถึงนี้
สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก (Designers’ Room & Talent Thai Promotion 2021) เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของนักออกแบบรุ่นใหม่ พร้อมพัฒนาธุรกิจเข้าสู่การค้าในยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ล่าสุดจับมือ Shopee ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวร้านค้า Official Mall ภายใต้ชื่อ “DESIGNERS’ ROOM & TALENT THAI” เป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2564 
นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “กิจกรรม Designers’ Room & Talent Thai x Shopee ในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่ DITP ปรับรูปแบบการส่งเสริมผู้ประกอบการภายหลังจากที่งานแสดงสินค้า STYLE ได้ถูกเลื่อนจัดงานเนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้นักออกแบบขาดเวทีในการเจรจาการค้าและนำสินค้าออกทดสอบตลาด นอกจากนี้ยังเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Micro SMEs ให้ได้รับโอกาสทางการค้าผ่านแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ที่มีศักยภาพในระดับโลก กรมจึงได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์โดยจัดเป็นกิจกรรมในรูปแบบป๊อปอัพ สโตร์ (POP UP Store)ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เปิดร้านค้า Official Mall บนแพลตฟอร์ม ‘Shopee’ ในส่วนของ Shopee Mallซึ่งเป็นศูนย์รวมร้านค้าแบรนด์ชั้นนำ ภายใต้ชื่อร้าน “DESIGNERS’ ROOM & TALENT THAI” รวบรวมสินค้าดีไซน์เยี่ยมของนักออกแบบในโครงการกว่า 60 แบรนด์มาให้เลือกช้อปมากมาย ทั้งสินค้าแฟชั่น เช่น FASHION, JEWELRY, ACCESSORIES, FOOTWEAR, BAG และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น LIFESTYLE, HOME DECORATION, FURNITURE, GIFT, STATIONARY, CERAMIC โดยได้มีการเชิญแบรนด์สินค้ารุ่นพี่ศิษย์เก่าโครงการ ที่ขนสินค้าดีไซน์ระดับโลกมาให้ช้อปในราคาพิเศษ อาทิ แบรนด์ KORAKOT, PDM BRAND, MOBELLAและ SARRAN
นอกจากนี้ยังมีสินค้าจากนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ในโครงการที่ไอเดียดีจนสามารถคว้ารางวัล DEmark อย่างแบรนด์ APAUL, POSTCARDCUBE รวมทั้งสินค้าไลฟ์สไตล์ผลงานนักออกแบบกลุ่ม TALENT THAI อาทิ แบรนด์SEDAR.W และ 12C STUDIO รวมทั้งสินค้าแฟชั่นของนักออกแบบกลุ่ม DESIGNERS’ ROOM ที่มีแนวคิดรักษ์โลกCircular Design จากแบรนด์ MAMAWELL และแนวคิด Local to Global อย่างแบรนด์ BEACHDAZE, PONK SMITHI และ MAKE A MOVE
สำหรับความมือในครั้งนี้ระหว่าง DITP และ Shopee จะเป็นโอกาสให้นักออกแบบไทยในโครงการได้เรียนรู้ และเสริมทักษะการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มช่องทางการขาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ช่องทางการค้าออนไลน์ได้อย่างแข็งแกร่ง อีกทั้งเป็นการขยายฐานลูกค้าจากออฟไลน์สู่ออนไลน์และสนับสนุนให้นักออกแบบสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง
เชิญชวนนักช้อปร่วมอุดหนุนสินค้าดีไซน์เก๋ แบรนด์นักออกแบบไทยในโครงการ ที่มีให้เลือกหลากหลายทั้งสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ผ่านแอปพลิเคชัน “Shopee” ได้ที่ “DESIGNERS’ ROOM & TALENT THAI” ใน Shopee Mallระหว่างวันที่ 5-12 สิงหาคมนี้ และพลาดไม่ได้กับเทศกาล Shopee 8.8 Crazy Flash Sale ที่จะถึงนี้ กับการช้อปสินค้าสุดพิเศษของนักออกแบบในโครงการ ที่คัดสรรมาเพื่อขาช้อปโดยเฉพาะ
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนักออกแบบที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เฟสบุ๊ค: Talent Thai & Designers’ Room
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ พรพรรณ ฉวีวรรณ (แก้ว) โทร. 086-551-3403 อีแมล kaew@chom-co.com สุทธินาถ (แน๊ตตี้) โทร. 082-947-9565 อีเมลnatty@chom-co.com หรือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169
*****************************************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 สิงหาคม 2564

“ทูตพาณิชย์ไคโร”ดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง โปรโมตข้าวหอมมะลิไทย


          “ทูตพาณิชย์ไคโร” รับนโยบาย “จุรินทร์” จัดกิจกรรมโปรโมตข้าวไทย ดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มาร่วมทำคลิปสั้น นำข้าวหอมมะลิไทยมาปรุงประกอบกับเมนูท้องถิ่น เผยทำให้ชาวอียิปต์รู้จักข้าวไทยดีขึ้น และสนใจบริโภคเพิ่มขึ้น
          นายเถลิงศักดิ์ วงศ์สามศร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “อาหารไทย อาหารโลก” ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการและมอบหมายให้เซลส์แมนประเทศเร่งดำเนินการ โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหารของอียิปต์ คือ Chef Salma Saleh , Certified chef & Recipes developer ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 170,000 คน จัดทำคลิปสั้น เพื่อโปรโมตการใช้ข้าวหอมมะลิไทยในการปรุงประกอบเมนูท้องถิ่นของอียิปต์ ที่ชื่อว่า Sayadia rice with shrimp

          “การจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นการดำเนินการภายใต้แคมเปญ Think Rice, Think Thailand โดยมุ่งหวังให้ชาวอียิปต์ที่ต้องการบริโภคข้าว ได้นึกถึงข้าวไทยก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งขณะนี้ ได้เริ่มนำเสนอผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แล้ว และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้รู้จักข้าวไทยเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งรับรู้ว่าข้าวไทย เป็นข้าวคุณภาพดี มีมาตรฐาน และสามารถนำไปบริโภคกับอาหารท้องถิ่นได้”

          นอกจากนี้ สำนักงานฯ ยังมีแผนที่จะจัดงานประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในรูปแบบต่าง ๆ โดยจะร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายข้าวไทย จัดการสาธิตการทำอาหารเมนูจากข้าวไทย การชิมอาหารที่ปรุงและบริโภคร่วมกับข้าวไทย โดยจะเชิญสื่อมวลชน สมาคมเชฟ และอินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหารของอียิปต์เข้าร่วมงาน เพื่อต่อยอดประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในวงกว้างต่อไป
         
       สำหรับการส่งออกของไทยไปอียิปต์ ในช่วง 6 เดือนของปี 2564 มีมูลค่า 1.64 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.91 % และมีการส่งออกข้าวไทย เป็นมูลค่า 1,369.76 ล้านเหรียญสหรัฐ

        สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169

**********************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

….สิงหาคม 2564

ทูตพาณิชย์ออสเตรเลียขานรับนโยบาย “จุรินทร์” ดันสินค้าออร์แกนิกคว้าตลาดออสเตรเลีย

“ทูตพาณิชย์ออสเตรเลีย” เผย ชาวออสเตรเลียเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาบริโภคสินค้าออแกร์นิกเพิ่มขึ้น 37% ถือเป็นโอกาสผู้ประกอบการไทยส่งสินค้าไปเจาะตลาด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารสำหรับเด็ก ของทานเล่น และอาหารพร้อมรับประทานจากแบรนด์ของผู้ผลิตเอง

นางสลิลา เทพเกษตรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ได้ติดตามและหาช่องทางในการขยายการส่งออกให้กับสินค้าไทยในฐานะเซลล์แมนประเทศ ตามที่ได้รับมอบนโยบาลจาก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2563 ผู้บริโภคชาวออสเตรเลียที่ซื้อสินค้าออร์แกนิก มีประมาณ 11.3 ล้านคน หรือคิดเป็น 56% ของประชากรทั้งหมด โดยครัวเรือนออสเตรเลียที่เปลี่ยนมาซื้อสินค้าออร์แกนิกเพิ่มขึ้น 37% จากพฤติกรรมการบริโภคที่เล็งเห็นว่าสินค้าออร์แกนิกปลอดภัยจากสารเคมีเมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป แต่ปัจจัยด้านราคาและความคุ้มค่า (คุณภาพ) ของสินค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการซื้อสินค้า จึงนิยมซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต (Woolworths, Coles และ Aldi มีการพัฒนาและขยายรายการสินค้าออร์แกนิกให้มีความหลากหลายภายใต้แบรนด์ Private label) และร้านค้าปลีกสินค้าเพื่อสุขภาพมากที่สุด

เนื่องจากเป็นแหล่งรวมสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสินค้าออร์แกนิกจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้
นอกจากนี้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิกถือเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคชาวออสเตรเลียนิยมซื้อมากที่สุดถึง 90% ของสินค้าออร์แกนิกทั้งหมด โดยผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าออร์แกนิกด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจากสารเคมีมากที่สุด รองลงมาคือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดจากสารปรุงแต่ง Free range และ Non-GMO ซึ่งจะพิจารณารายละเอียดของส่วนผสมบนฉลาก เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าออร์แกนิก (Australian Certified Organic: ACO) ซึ่งเป็นเครื่องหมายมาตรฐานสินค้าออร์แกนิกที่ชาวออสเตรเลียรู้จักมากที่สุดคิดเป็น 62% และประเทศต้นกำเนิดสินค้า (Country of Origin) เพื่อประกอบในการตัดสินใจซื้อเป็นสำคัญ

จากรายงานของ Australian Organic Market Report 2021 ระบุว่า พื้นที่เกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกมีจำนวน 72.3 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็น 1.5% ของพื้นที่การเกษตรทั่วโลก มูลค่าสินค้าออร์แกนิกในตลาดโลกขยายตัว 13% โดยผู้บริโภค 53% พิจารณาเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายออร์แกนิก บนฉลากสินค้าเป็นหลัก และมีสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้นำตลาดสินค้าออร์แกนิกในตลาดโลกมีการขยายตัว 12.4% ต่อปี รองลงมาคือออสเตรเลียที่มีการขยายตัว 7.9% ต่อปี

ขณะเดียวกันแม้ว่าในช่วงวิกฤตโควิด-19 ส่งผล
กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของผู้บริโภคทำให้ผู้บริโภคสินค้าออร์แกนิก ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าออร์แกนิกลง แต่ภาพรวมการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในการซื้อสินค้าออร์แกนิกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 12.8% และรายงาน Australian Organic Market Report 2021 คาดว่าตลาดออร์แกนิกออสเตรเลียจะขยายตัวเฉลี่ย 15% ต่อปีไปจนถึงปี 2567

“ดังนั้นการเติบโตของสินค้าออร์แกนิกในตลาดออสเตรเลียจะช่วยสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าออร์แกนิกของไทยทั้งที่เป็นสินค้าแบรนด์ของผู้ผลิตเองและรูปแบบ OEM ผลิตให้กับแบรนด์สินค้าในประเทศ ตลอดจนการส่งออกสินค้าวัตถุดิบเพื่อการนำมาแปรรูปในออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งซูเปอร์มาร์เก็ต Woolworth, Coles และ Aldi ที่มีนโยบายในการพัฒนาและเพิ่มรายการสินค้าออร์แกนิกให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองผู้บริโภคในตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าออร์แกนิกที่มีโอกาสการขยายตัวได้ดี คือ อาหารสำหรับเด็ก ของทานเล่น และอาหารพร้อมรับประทานที่ตอบโจทย์ชาวออสเตรเลียที่ต้องการความสะดวก รวดเร็วและดีต่อสุขภาพ”
นางสลิลา เทพเกษตรกุล กล่าวปิดท้าย

สนใจข้อมูลเชิงลึกสินค้าและตลาดส่งออกจากทูตพาณิชย์โดยตรง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.ditp.go.th

จุรินทร์สั่งลุยเต็มพิกัด สร้างพื้นที่ยืนให้เกษตรกรไทยในตลาดโลก


กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจการค้าออนไลน์ (Online Business Matching) ระหว่างสหกรณ์การเกษตรไทยกับผู้นำเข้าต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29-30 กรกฎาคม 2564 คาดสร้างมูลค่าการซื้อขายได้กว่า 80 ล้านบาท

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(DITP) เปิดเผยว่า กิจกรรมเจรจาธุรกิจการค้าผ่านช่องทางออนไลน์จัดขึ้นตามนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันให้”อาหารไทยเป็นอาหารโลก” และให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพในระดับมาตรฐานนานาชาติ รวมทั้งยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ให้ภาคเกษตรของไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ด้วยการเชื่อมโยงการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อในต่างประเทศกับสหกรณ์การเกษตรของไทยโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อให้รายได้เข้าสู่ประเทศและกระจายลงสู่ชุมชนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ภายใต้กรอบความร่วมมือของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดกิจกรรมการเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ให้แก่สหกรณ์ที่ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมทั้งสิ้น 9 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี สหกรณ์โคนมหมวกเหล็ก สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น สหกรณ์การเกษตรวิสัย สหกรณ์การเกษตรพิมาย สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล สหกรณ์การเกษตรปักธงชัย สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน ให้ร่วมเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าจำนวน 22 บริษัท จาก 9 ประเทศ ได้แก่ ลาว พม่า เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และอินเดีย รวมจำนวน 59 คู่เจรจา โดยคาดว่าจะเกิดคำสั่งซื้อคาดการณ์ภายใน 1 ปี เป็นมูลค่า 2,410,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 79,460,000 บาท โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวอินทรีย์ นมอัดเม็ด ผลิตภัณฑ์นม และผลิตภัณฑ์เนื้อวัวแปรรูป ทั้งนี้ สินค้าที่จะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยได้แก่ สินค้าเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากในต่างประเทศ พฤติกรรมการบริโภคเริ่มให้ความสนใจกับสุขภาพร่างกายและในขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยในกระบวนการผลิตควรให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่มีการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และต้องได้การรับรองมาตรฐานจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรของไทย นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์นมอัดเม็ดเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและยังไม่มีความหลากหลายของสินค้าในตลาดต่างประเทศมาก

กิจกรรมการเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Business Matching) ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศใน 7 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ค.) ของปี 2564 มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรม 1,684 ราย เจรจาการค้ากับผู้นำเข้าต่างประเทศ 962 ราย  เกิดการจับคู่ธุรกิจ 2,795 คู่เจรจา และคาดว่าสามารถสร้างมูลค่าซื้อขายภายใน 1 ปี เป็นมูลค่า 13,863.39 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นยอดขายสินค้าเกษตรถึง 9,741.33 ล้านบาท ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการเจรจาการค้า สามารถติดต่อได้ที่สายตรงการค้าระหว่างประเทศ (DITP Call Center) 1169 หรือโทร 02-507-7825 และที่ Facebook Fan page: Thaitrade.com

********************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
5 สิงหาคม 2564

เซลส์แมนประเทศ เดินหน้าจัดกิจกรรมโปรโมตร้านอาหาร Thai SELECT

เซลส์แมนประเทศ ผนึกกำลังจัดกิจกรรมโปรโมตร้านอาหาร Thai SELECT “ทูตพาณิชย์” ที่จาร์การ์ตาปิ้งไอเดียใช้ Tiktok Facebook IG กระตุ้นการบริโภคช่วยอินโดนีเซียล็อกดาวน์ โคเปนเฮเกนทำคลิปสาธิตทำอาหารไทย ทำยอดขายพุ่ง ส่วนนิวเดลี มอบตราร้านอาหารเพิ่ม พร้อมดึงนักธุรกิจ สื่อมวลชน มาร่วมงาน

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่ได้รายงานผลการดำเนินกิจกรรมโปรโมตร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ขับเคลื่อนนโยบาย “อาหารไทย อาหารโลก” โดยทูตพาณิชย์ได้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการบริโภคอาหารไทย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

นางสาวภรภัทร พันธ์งอก อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา กล่าวว่า สำนักงานฯ ได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT และสินค้าเครื่องปรุงรสจากไทย โดยการจัดสาธิตการปรุงอาหารไทยในงาน Thailand’s Paradise 2021 และประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องผ่าน Tiktok , Facebook และ Instagram ในช่วงที่อินโดนีเซียมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมฉุกเฉิน (PPKM) ซึ่งร้านอาหารสามารถจำหน่ายสำหรับนำกลับไปรับประทานที่บ้านเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ร้านอาหารไทย ได้รับความนิยมจาก Gofood Application สั่งอาหารของ Gojek อย่างสูง และเครื่องปรุงอาหารไทย ยังได้รับความนิยมจากการปรุงอาหารที่บ้าน ส่วนการสาธิตการทำอาหารไทยด้วยวัตถุดิบไทย ผ่าน Influencer มีผู้เข้าชมทุกช่องทางกว่า 30 ล้านครั้งต่อเดือน

นางสาวรชกร ศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน กล่าวว่า ได้จัดกิจกรรมกระตุ้นการขายให้กับร้านอาหาร Thai SELECT ในเดนมาร์ก ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยจัดทำคลิปวีดีโอการสาธิตทำอาหารไทยจากร้านที่ได้รับ Thai SELECT และนำไปลงใน Social media ต่างๆ รวมทั้ง website ของ Scandinavia Standard ซึ่งเป็น Blogger ที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามจำนวนมาก

นางสาวสายทอง สร้อยเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี กล่าวว่า สำนักงานฯ ได้จัดกิจกรรมโปรโมตร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับเกียรติจากนางสาวสวียา สันติพิทักษ์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา มอบประกาศนียบัตรตราสัญลักษณ์ Thai SELECT Signature แก่ร้านอาหาร Baan Thai ของโรงแรม Oberoi Grand Kolkata ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยดั้งเดิมและมีเชฟไทย จึงมีรสชาติอาหารไทยแท้ เป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้าระดับบน ชาวต่างชาติ และแขกของโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวแห่งนี้
ทั้งนี้ ร้าน Baan Thai เป็นร้านติดตรา Thai SELECT แห่งแรกของรัฐเบงกอลตะวันตก และเป็นร้านล่าสุดลำดับที่ 15 ในอินเดีย ซึ่งในช่วงการจัดกิจกรรม สำนักงานฯ ได้เชิญประธานหอการค้าแห่งรัฐเบงกอลตะวันตก สถานกงสุลใหญ่ และสื่อมวลชนร่วมรับประทาน และมอบกระเช้าผลไม้ไทยเพื่อประชาสัมพันธ์ตรา Thai SELECT อาหารไทย และผลไม้ไทยให้ผู้บริโภคในพื้นที่รับรู้ในวงกว้างด้วย
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

****************************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 สิงหาคม 2564

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น