2 ปี “จุรินทร์” นำพาณิชย์  พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการแล้วกว่า 64,000 ราย รองรับ New Normal สร้างแม่ทัพส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ

22 สิงหาคม 2564

9.30 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากวิสัยทัศน์และการกำหนดนโยบายของนายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในการรุกตลาดการค้าต่างประเทศรองรับโลกยุคใหม่ New Normal และปรับตัวผู้ประกอบการรองรับยุคเทคโนโลยีก้าวหน้าและสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้นโยบายการฝึกอบรมผู้ประกอบการได้รับความสนใจมีกระแสตอบรับดีเป็นอย่างยิ่ง

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ในยุคนายจุรินทร์โดยเฉพาะตลอด 2 ปีที่ผ่านมาจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กว่า 200 กิจกรรม
เร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการทุกระดับไปแล้วกว่า 64,000 ราย โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ New Economy Academy (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศให้กับผู้ประกอบการยุคใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนการส่งออกของไทยให้เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืน โดยใน 7 เดือนแรกของ ปี 2564 (มกราคม – กรกฎาคม) สถาบัน NEA ได้ดำเนินการพัฒนาผู้ประกอบการผ่านหลักสูตรและโครงการต่างๆ จำนวน 13 โครงการ จัดกิจกรรมไปแล้วมากกว่า 60 กิจกรรม เช่น โครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ (From Gen Z to be CEO) โครงการ Salesman จังหวัด Go-Inter โครงการ ครบเครื่องเรื่องการค้าออนไลน์ โครงการ Smart Content โครงการเกษตรทันสมัย พาณิชย์ขายให้ ออนไลน์ทั่วโลก รุ่นที่ 2 โครงการ Young Exporter from Local to Global (YELG) เป็นต้น

ทั้งนี้นายจุรินทร์ ได้ติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิดพร้อมกำชับให้สถาบัน NEA ตั้งเป้าในการพัฒนาผู้ประกอบการในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2564 คือ สิงหาคม – ธันวาคม 2564 อีกกว่า 13,000 ราย ผ่านหลักสูตรและโครงการต่างๆ จำนวน 7 แผนงาน อีก 20 กิจกรรม เช่น โครงการต้นกล้าทูโกล โครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ From Gen Z to be CEO โครงการ E-Academy + The Guru ปันความรู้ จากกูรู สู่ภูมิภาค ผู้ประกอบการสามารถเรียนผ่านระบบอีเลิร์นนิ่ง เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีหลักสูตรที่น่าสนใจ คือ 1.การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้าระหว่างประเทศ 2.การใช้แอปพลิเคชันยุคใหม่เพื่อเพิ่มยอดขาย 3.ภาษาจีนเพื่อการค้าระหว่างประเทศ 4. New Business Mindset for Thai Entrepreneur 5.Business Leadership in an Uncertain World 6.หลักสูตรการสร้างนวัตกรรมการเกษตรเพื่อการส่งออกหรือโดรนเพื่อเกษตรยุคใหม่
 
” ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สถาบัน NEA ของกระทรวงพาณิชย์จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้และพัฒนาผู้ประกอบการทุกระดับตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไปแล้วกว่า 200 กิจกรรม พัฒนาผู้ประกอบการไปแล้วทั้งสิ้น 64,068 ราย และยังจะเดินหน้าพัฒนาต่อไปโดยใช้ศักยภาพของคนทุกรุ่น ใช้ความร่วมมือของผู้มีประสบการณ์ทางการค้าระหว่างประเทศและสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั้งหมดเพื่อเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ พัฒนาและสร้างต้นทุนที่มีศักยภาพให้กับประเทศ เป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพศักยภาพการส่งออกแล้วนำรายได้เข้าประเทศ เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดนี้ทำให้เรารู้ว่าการส่งออกสินค้าไทยกลายเป็นขาหลักขาเดียวที่ประเทศชาติพึ่งพาได้และเป็นขาหลักสำคัญที่เหลืออยู่ ดังนั้นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ จึงให้ความสำคัญ ถือเป็นการสร้างแม่ทัพส่งออกทั้งตัวเล็กตัวน้อยและตัวใหญ่เมื่อประกอบกันก็เป็นกองทัพส่งออกที่มีอนาคต” นางมัลลิกา กล่าว
 

เซ็นต์แล้ว! Mini FTA ฉบับแรกในประวัติศาสตร์ “ไทย-ไหหลำ” จุรินทร์ ดัน ทำยอดการค้าให้เข้าหลัก 10,000 ล้าน ปีหน้า

วันที่ 20 สิงหาคม 2564 เวลา 13.30 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความ เข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้า ไทย-ไห่หนาน ระหว่างอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ กับนายเฉิน ซี อธิบดีกรมพาณิชย์ไห่หนาน โดยมี
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายเฝิง เฟย ผู้ว่าการมณฑลไห่หนาน นายหนี เฉียง รองผู้ว่าการมณฑลไห่หนานและเลขาธิการรัฐบาลมณฑลไห่หนาน นายซุน ซื่อเหวิน รองเลขาธิการรัฐบาลมณฑลไห่หนาน ประธานหอการค้าไทย-จีน นายกสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย
นายกสมาคมการค้าไทยไหหลำ และมีทูตพาณิชย์ทั่วโลกและพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดร่วมติดตามนโยบายด้วย ผ่านระบบประชุมทางไกล ณ  ห้องบุรฉัตร ไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ กล่าวขอบคุณท่านผู้บริหารจากมณฑลไห่หนาน ที่ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีลงนาม MOU ผ่านระบบทางไกลในวันนี้ และกล่าวว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีส่วนในการผลักดันให้ประเทศไทยและมณฑลไห่หนานมีความร่วมมือทางการค้าที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นสำหรับประเทศไทย ชื่อของ “ไห่หนาน”หรือ“ไหหลำ” เป็นชื่อที่คนไทยคุ้นเคยมาช้านาน เนื่องจากไทยมีประชากรเชื้อสายไห่หนานอยู่จำนวนมาก มีการรักษาวัฒนธรรมไห่หนานไว้อย่างเหนียวแน่น และยังมีการรวมกลุ่มที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างมาก ในบรรดาประเทศพันธมิตรทางการค้าของไทย จีนเป็นประเทศคู่ค้าและตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยมาโดยต่อเนื่อง ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปีที่ผ่านมา สูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 18.26 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยโดยรวม และสำหรับมณฑลไห่หนานในปี 2563 แม้ว่าโลกจะเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤติโควิด 19 แต่การค้าระหว่างมณฑลไห่หนานกับไทยยังคงมีมูลค่าสูงถึงราว 9,233 ล้านบาท (295.07 ล้านเหรียญฯ)

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีเปิดงาน CIIE ครั้งที่ 3 และได้รับฟังคำกล่าวเปิดงานของท่านประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาจีนในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ตนขอกล่าวถึง 2 ประเด็น คือ 1. จีนจะสนับสนุนความร่วมมือทางการค้าทั้งพหุภาคีและทวิภาคี ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาตนในฐานะประธานการประชุมรัฐมนตรีการค้า RCEP ก็ได้สรุปข้อตกลง RCEP เป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในระดับพหุภาคี 2.จีนจะใช้เขตการค้าเสรีภายในประเทศเป็นพื้นที่ทดสอบนำร่องที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศซึ่งสามารถขยายการเปิดเสรีภาคเศรษฐกิจดิจิทัล และไห่หนานก็ได้อยู่ในแผนการพัฒนาดังกล่าวด้วย

“ขอชื่นชมวิสัยทัศน์ของท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ได้วางแผนยกระดับให้ไห่หนานเป็นเมืองท่าการค้าเสรีที่มีอัตลักษณ์ ซึ่งถือเป็นนโยบายการเปิดประเทศที่สำคัญของจีน อันจะช่วยเอื้อต่อการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ และตนเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพที่มีของไห่หนานจะส่งผลให้ไห่หนานก้าวขึ้นสู่การเป็นเมืองท่าสากลระดับโลก ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน และในฐานะที่ตนมีเชื้อสายไห่หนาน ตนได้มีโอกาสไปร่วมงานที่สมาคมใหหนำแห่งประเทศไทยหลายครั้ง ซึ่งหลายท่านได้แสดง
ความสนใจในการไปทำธุรกิจที่บ้านเกิดของบรรพบุรุษ ความสนใจดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายที่ตนได้มอบให้กระทรวงพาณิชย์ของไทยไว้ตั้งแต่เมื่อเข้ารับตำแหน่ง โดยขอให้เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในระดับต่างๆ เพื่อลดอุปสรรคและแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญทั้งกับความท้าทายและความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งไห่หนานถือเป็นมณฑลแรกในจีนที่กระทรวงพาณิชย์ไทยได้จัดทำ MOU ร่วมกัน วันนี้จึงถือเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งเพราะนอกจากจะเป็นวันครบรอบ 101 ปีของการสถาปนากระทรวงพาณิชย์ของไทย ยังเป็นวันครบรอบ 69 ปีของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของไทยอีกด้วย พิธีลงนาม MOU ในวันนี้จึงถือได้ว่าเป็นก้าวที่มีความสำคัญ และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ไทย และกรมพาณิชย์ไห่หนาน  ที่จะช่วยสร้างความร่วมมือทางการค้าระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และจะเป็นการเชื่อมโยงห่วงโซ่การค้าบนพื้นฐานความร่วมมือฉันท์มิตรระหว่างกันตลอดไป ” นายจุรินทร์ กล่าว

ในช่วงท้าย นายจุรินทร์กล่าวด้วยว่าขอขอบคุณมณฑลไห่หนาน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันผลักดันและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในวันนี้ขึ้น ตนเชื่อมั่นว่า การลงนาม MOU ในวันนี้ จะเป็นกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการค้าและการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่าความร่วมมือนี้ถือเป็น Mini-FTA ฉบับแรกที่ไทยทำกับมณฑลในประเทศจีน ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้ไว้กับกระทรวงพาณิชย์ ว่าให้ทำ FTA ฉบับเล็กหรือเรียกได้ว่า Mini-FTA กับรัฐต่างๆที่บางรัฐมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าหรือมีจำนวนประชาชนมากกว่าประเทศไทย  โดยไห่หนานเป็นตัวอย่างแรกที่เกิดขึ้นกับประเทศจีนโดยเนื้อหาประกอบด้วย 5 ด้าน 1. ด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าระหว่างกัน 2. ด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการค้า ด้านสินค้า ด้านนวัตกรรมและการตลาดรวมทั้งการส่งเสริมการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระหว่างกันเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้า
3.ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน เช่น การเดินทางของนักธุรกิจ การจัดประชุมสัมมนาร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างกัน 4.ด้านการมุ่งขยายมูลค่าการค้าใน 3 สินค้าหลัก ประกอบด้วย 1)สินค้าทางด้านการเกษตร 2)สินค้าอาหาร 3)สินค้าอุตสาหกรรม 5.ความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซ เช่น การส่งเสริมการค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างๆของจีนและไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน โดยจะมีผลเป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันนี้ 20 สิงหาคม 2564 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2566

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้านทางการจีน นายเฝิง เฟย ผู้ว่าการมณฑลไห่หนาน กล่าวผ่านระบบทางไกลว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงนามครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการสร้างกลไกความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน ต่อจากนี้เป็นการขยายความร่วมมือระหว่างมณฑลไห่หนานและประเทศไทย ทั้งทางด้านธุรกิจการค้า อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและสังคม เป็นต้น ทั้งสองฝ่ายจะร่วมแบ่งปันโอกาสใหม่ๆ แสวงหาการพัฒนาใหม่ในอนาคตร่วมกัน และขอบพระคุณท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่มีความใส่ใจและสนับสนุนการก่อสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยมาท่องเที่ยวและร่วมลงทุนพัฒนาธุรกิจที่มณฑลไห่หนาน

“พวกเราจะใช้ การบริการที่ดีเยี่ยม และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจชั้นหนึ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนในมณฑลไห่หนาน รวมไปถึงการใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย และการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ”  นายเฝิง เฟย ผู้ว่าการมณฑลไห่หนาน กล่าว

จุรินทร์ สั่งลุย สปป.ลาว ขาย “อาหารทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง” หลังปลดล็อกมาตรการเข้มโควิด เร่งฟื้นตลาด ทำรายได้เข้าประเทศ

19 สิงหาคม 2564

9.30 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว จะจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าอาหารทะเลไทย ปลอดภัยจากการปนเปื้อนโควิด-19 (Thai Seafood Festival) ระหว่างวันที่ 20 – 22 สิงหาคม 2564 ณ ตลาดบึงทาดหลวง นครหลวงเวียงจันทน์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์อาหารทะเลไทยปลอดภัยจากโควิด 19 เผยแพร่มาตรการต่างๆ ที่สำคัญของไทย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค รวมถึงการกระตุ้นการขยายมูลค่าการส่งออกอาหารทะเล ตามนโยบาย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นางมัลลิกา กล่าวว่า ภายในงานจะมีการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเลสด แช่เย็นแช่แข็งจากไทย และร้านปรุงอาหารทะเล Thai Select กว่า 15 ร้านค้า รวม 20 คูหา และกิจกรรมทั้ง 3 วัน ซึ่งจะมีการแข่งขันการปรุงอาหารทะเลสไตล์ท้องถิ่น สปป.ลาว การแข่งขันกินอาหารทะเล และการประยุกต์ปรุงอาหารทะเลแบบฟิวชั่น เป็นต้น

” การจัดงานนี้ สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ สปป.ลาว ได้มีการห้ามการนำเข้าอาหารทะเลในส่วนที่สดและแช่แข็งที่มาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2563 แต่กระทรวงพาณิชย์โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจุรินทร์ กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยรัฐมนตรีว่าการ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน สั่งการกรมประมง และที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพยายามเจรจาแก้ไขปัญหา พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมกัน 2 ฝ่าย ไทย-สปป.ลาว โดยนายจุรินทร์ สั่งการให้เร่งเจรจาแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องจนในที่สุด สปป.ลาว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ได้ประกาศยกเลิกมาตรการห้ามการนำเข้าชั่วคราวของอาหารทะเลมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป ” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นางมัลลิกา กล่าวว่า ทั้งนี้ สถิติข้อมูลปริมาณและมูลค้าการส่งออกอาหารทะเลไทยมายัง สปป.ลาว ของกรมประมงทราบว่า ปี 2564 การส่งออกอาหารทะเลไปยัง สปป.ลาว เดือนพฤษภาคม มีมูลค่า 50.58 ล้านบาท เดือนมิถุนายน 2564 มีมูลค่า 58.65 ล้านบาท และเดือนกรกฎาคม มีมูลค่า 32.95 ล้านบาท และภายหลังจากยกเลิกมาตรการดังกล่าว มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลไทยไปยังสปป.ลาว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฏาคม 2564 มีมูลค่าประมาณ 142.18 ล้านบาท

และรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือ สคต.เวียงจันทน์ ได้สำรวจตลาด มีร้านจำหน่ายอาหารทะเลทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีการกลับมาเปิดร้านเป็นจำนวนมาก รวมถึงร้านอาหารกลับมาจำหน่ายอาหารทะเลเป็นปกติแล้ว

สถิติการค้าปี 2562 – 2563 ประเทศไทยส่งออกอาหารทะเล (สดและแช่แข็ง) ไปยัง สปป.ลาว ได้แก่ ปลาสดแช่เย็น แช่แข็ง กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ปลาหมึกสด แช่เย็น แช่แข็ง สัตว์น้ำจำพวกครัสตาเซียและโมลลุสก์ โดยปี 2562 มีมูลค่า 76.2 ล้านบาท และปี 2563 มีมูลค่า 70.4 ล้านบาท ภารกิจครั้งนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวชื่นชมทีมสคต.เวียงจันทน์ และทีมกรมประมง รวมทั้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลจนประสบความสำเร็จในระยะเวลาที่ทันสถานการณ์

DITP เผยการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน ขยายตัวกว่า 64 %แนะผู้ประกอบการให้ความเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยด้านโควิดทุกขึ้นตอน หลังจีนตรวจเข้ม

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่าจากการติดตามสถิติการส่งออกผลไม้สดของไทยไปยังประเทศจีนในครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2564) มีมูลค่าสูงถึง 74,539.44 ล้านบาท มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้น 64.89 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยผลไม้สดที่มีอัตราขยายตัวสูงได้แก่ สับปะรด 90.94% ทุเรียน 83.56% และ ลำไย 70.71% เป็นต้น และจีนยังคงเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงของไทย

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ทำให้จีนได้มีมาตรการที่เข้มข้นในเรื่องความปลอดภัยด้านโควิดที่อาจปนเปื้อนมากับสินค้ามากขึ้น ซึ่งกรมได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ในจีนได้เร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นได้ภาพลักษณ์สินค้าอาหารของไทยว่าปลอดการปนเปื้อนจากเชื่อโวรัสโควิด-19 ภายใต้แคมเปญ “Thailand Delivers with Safety” ตามนโยบายที่ได้รับจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความเข้าใจด้านอาหารปลอดภัยของไทย โดยผลไม้ที่ส่งออกจะมีการควบคุมมาตรฐานทุกขั้นตอนตามระเบียบปฏิบัติการส่งออกที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด อาทิ มาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยทั้งการผลิตภายในสวน การคัดแยก การบรรจุหีบห่อ ระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีการฉีดฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งภายในตู้และภายนอกรถขนส่งผลไม้ รวมทั้งการคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับพนักงานขับรถ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นว่าสินค้าที่ส่งไปยังผู้บริโภคมีความปลอดภัย ในทุกๆ ขั้นตอนการผลิต

นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ของไทยในจีนยังได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายและยกระดับการส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดจีนในเมืองต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดงาน Thai Fruits Golden Months ร่วมกับห้างสรรพสินค้า ในเมืองชิงต่าว คุนหมิง และเมืองเซี่ยเหมิน โดยผลไม้ที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค ได้แก่ ทุเรียน มังคุด มะพร้าว ส้มโอ เป็นต้น และกรมฯมีแผนจะจัดกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในปีต่อไป เพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้างการรับรู้ผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จัดของผู้ซื้อมากขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดจีนยังคงเป็นตลาดส่งออกผลไม้หลักของไทยและมีศักยภาพสูง ผู้ประกอบการส่งออกไทยจึงควรปฏิบัติตามระเบียบ และให้ความเข้มงวดในเรื่องการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโควิด-19 ติดไปกับสินค้าในทุกขั้นตอน พร้อมกับใส่ใจเรื่องคุณภาพของสินค้า เพื่อรักษาชื่อเสียงและคุณภาพของสินค้าผลไม้ไทย  เพราะหากการ์ดตกนอกจากจะกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมได้ด้วย โดยเฉพาะในตลาดหลักต่างๆ หากก็อาจจะเสียส่วนแบ่งทางตลาดให้กับประเทศคู่แข่งได้

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

****************************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
18 สิงหาคม 2564

รฟฟท. ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเป็นจิตอาสา ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเป็นจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เข้ารับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ระหว่างวันที่ 11 – 20 สิงหาคม 2564

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล บริษัทจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเป็นจิตอาสา คอยช่วยอำนวยความสะดวก และให้ข้อมูลแก่ประชาชนที่เดินทางมาเข้ารับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ณ บริเวณจุดพักสังเกตอาการ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ระหว่างวันที่ 11 – 20 สิงหาคม 2564

จุรินทร์ สั่งพาณิชย์เดินหน้า  รุก “ตลาดใหม่-ตลาดเดิม”  สัมนาให้ข้อมูล 6 ภูมิภาคทั่วโลก 17-19 สิงหานี้ ปรับวิกฤตเป็นโอกาสประเทศไทย

17 สิงหาคม 2564

8.30 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายเปิดตลาดใหม่และฟื้นตลาดเดิมที่นำโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้นำผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลเชิงลึกในการเจาะตลาด สินค้าที่น่าจับตามอง รวม 6 ภูมิภาค
        
นางมัลลิกา กล่าวว่า รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แจ้งว่าได้เตรียมจัดกิจกรรมสัมมนาออนไลน์ “DITP Overseas  เปิดโอกาสตลาดใหม่และสร้างความมั่นใจตลาดเดิม โดยร่วมมือกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือทูตพาณิชย์ เชิญผู้ที่เชี่ยวชาญในตลาดต่าง ๆ มาให้ข้อมูลการค้าเชิงลึกที่น่าสนใจในแต่ละภูมิภาค พร้อมธุรกิจดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภูมิภาคอเมริกา ลาตินอเมริกา ภูมิภาคยุโรป CIS ภูมิภาคแอฟริกา และตะวันออกกลาง ผ่านระบบ Zoom Webinar กำหนดจัดในวันที่ 17-19 ส.ค.2564
        
“และได้ขอเชิญชวนผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดใน 6 ภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งเป็นตลาดที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้นโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกให้กับสินค้าไทย ขอให้สมัครเข้าร่วมการสัมมนาได้ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญในตลาดต่าง ๆ มาให้ข้อมูล ช่องทาง และโอกาสในการทำตลาดแบบเจาะลึกซึ่งผลตอบรับเป็นอย่างไรจะได้รายงานให้ทราบต่อไป อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นโอกาสทางการค้าของประเทศไทยเพื่อนำรายได้เข้าประเทศในภาวะที่ประเทศไทยและผู้ประกอบการส่งออกจะต้องปรับตัวต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ” นางมัลลิกา กล่าว
  
รายงานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่ากำหนดการสัมมนาที่น่าสนใจ คือ วันที่ 17 ส.ค.2564 มีหัวข้อสำคัญ ได้แก่ ช่องทางการค้าในตลาดอเมริกา , Denmark as a destination for exports from Thailand , WE ARE WHERE DESIGN IS (70 years of Italian history through design culture) และกลยุทธ์การทำตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
        
วันที่ 18 ส.ค.2564 มีหัวข้อสำคัญ ได้แก่ How to make good sells in Argentina? Advice from the Buyer’s eye , โอกาสในการส่งออกสินค้าไทยไปบาห์เรน , ภาวะเศรษฐกิจการค้าของรัสเซียหลังโควิด-19 และ How to conquest the French Market
        
วันที่ 19 ส.ค.2564 มีหัวข้อสำคัญ ได้แก่ โอกาสตลาดสินค้าในแคนาดา , Mexico an Attractive Market for the Food Industry , Africa Land of Opportunity : Tips & Tricks You Need to Know และ ช่องทางการส่งออกสินค้าอาหารไทยไปยังแอฟริกาใต้

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้า จากนักการตลาดสู่นักการประชาสัมพันธ์

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด

จากนักการตลาดสู่นักการประชาสัมพันธ์เผย

ไม่เคยปฎิเสธโอกาส โดยเฉพาะการศึกษา แม้จะเป็นการศึกษาออนไลน์ครั้งแรกในชีวิต

หลักสูตรผู้บริหารระดับ กลาง และ ระดับ สูง กระทรวงคมนาคม สู่ นักบริหารงานประชาสัมพันธ์ระดับสูง กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ขอบคุณผู้บังคับบัญชา และ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ที่ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ขอบคุณครับ

เข็มวิทยฐานะ ประดับบนเครื่องแบบ
และ ประกาศนียบัตร

พาณิชย์ ทำนโยบายทะลุเป้าทั่วประเทศ ! จุรินทร์ปั้น Gen Z เป็น CEO แล้วกว่า 16,500 คน รองรับการค้ายุคใหม่ New Normal พีคสุด! นักศึกษาและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ภาคใต้

วันที่ 16 สิงหาคม 2564 เวลา 10.45 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารบริษัททรูคอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) รวมทั้งพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ พบปะนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานีและผู้ประกอบการภาตใต้ ผ่านระบบ Zoom โดยนายจุรินทร์ ประธานให้โอวาทในพิธีเปิดโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่(From Gen Z to be CEO) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับโครงการปั้น Gen Z เป็น CEO ประเทศเราพัฒนามาเรื่อยๆเราจะทำเฉพาะการส่งเสริมให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจการเมือง ประชาธิปไตย เข้าใจบริบทของสังคม ไม่พอแต่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของการค้าและการค้ายุคนี้เปลี่ยนรูปแบบไปโดยสิ้นเชิงจากระบบการค้าแบบออฟไลน์เป็นการค้าแบบยุค New Normal ที่ต้องเน้นการค้าออนไลน์มากขึ้น กลยุทธ์เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นระบบดิจิทัล หลายคนบอกว่าถ้าเรียนจบไม่อยากไปเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่แต่ที่ทุกคนฝันคืออยากเป็นนายของตนเอง แต่ต้องมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการปั้น Gen Z เป็น CEO ให้ความรู้ความเข้าใจ หลักสูตรทั้งหมดมีทั้งหลักสูตร e-commerce ให้ขายผ่านระบบออนไลน์ได้ ขายเป็น มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และเรื่องโลจิสติกส์สมัยใหม่

รวมทั้งเทคโนโลยีการบริหารจัดการยุคใหม่ ที่มีแพลตฟอร์ม แอพพลิเคชั่นต่างๆที่จะมีส่วนมาช่วยให้พวกเราบริหารจัดการได้คล่องตัวขึ้น และต้องมีความเข้าใจเรื่อง 5G การให้บริการ Cloud Service ที่เปลี่ยนจากระบบเดิม รวมถึงการเจรจาการค้าระหว่างประเทศหลักสูตรนี้จะให้ความรู้ความเข้าใจกับน้องๆความเข้าใจเรื่องการส่งออกเบื้องต้น ภาษาอังกฤษทางการค้า ที่สำคัญมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้รับทราบว่าเทคนิคในการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยเป็นอายุน้อยร้อยล้านทำอย่างไร

“ตอนเริ่มโครงการได้คุยกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศตั้งเป้าในปลายปี 2563-2564 ที่เราเริ่มต้นโครงการจะปั้น Gen Z เป็น CEO ให้ได้ 12,000 คนทั่วประเทศ แต่มีคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจตอนนี้สมัครเข้ามาถึง 16,500 คนจากทั่วประเทศและกระทรวงพาณิชย์อบรมให้ความรู้ไปแล้วหลายรุ่น วันนี้มีประมาณ 5,000 คน สำหรับน้องๆนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ถือเป็นโอกาสทองสำหรับน้องๆทุกคน และที่สำคัญถ้าจบการอบรมแล้วผลสอบได้ติดท็อป 100 คนแรกมีโอกาสไปฝึกงานในบริษัททรูคอร์ปอเรชั่นและบริษัทหัวเว่ย รวมทั้งระบบการทำธุรกิจบิทคอยน์ซึ่งเป็นการบริหารจัดการการเงินยุคใหม่
หรือถ้าติดท็อป 500 คน จะมีโอกาสเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะต่างๆกับเครือข่ายพันธมิตรของกระทรวงพาณิชย์ต่อไป ” นายจุรินทร์ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญอยากบอกกับน้องทุกคนที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรปั้น Gen Z เป็น CEO จะไม่ผิดหวัง ประสบการณ์และองค์ความรู้ทั้งหลายจะสามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างแน่นอนในอนาคตเพราะในภาวะที่เราประสบกับปัญหาโควิด การค้าและการส่งออกกลายเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การท่องเที่ยวภายในประเทศก็ยังลำบาก ได้เริ่มโครงการ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และจะขยายให้นักท่องเที่ยวที่มาสามารถไปเที่ยวกระบี่ สมุยและพังงา เป็นอันดามันแซนด์บ็อกซ์ แต่ถ้าจะเปิดพร้อมกันทั้งประเทศยังต้องใช้เวลา ถ้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ประสบความสำเร็จก็จะขยายไปพัทยาเชียงใหม่ หัวหิน ต่อไปได้ ตัวจักรที่ยังหวังได้คือการส่งออก แม้ในยุคโควิดเราสามารถทำตัวเลขได้เป็นอย่างดีและเริ่มเป็นบวกตั้งแต่ต้นปีนี้ เดือนมิถุนายนเป็นบวกสูงถึง 43.82% การส่งออกยังเป็นกุญแจดอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศทั้งในวันนี้และในวันข้างหน้าต่อไป มั่นใจว่าทุกคนมีศักยภาพเป็นแม่ทัพบุกตลาดโลกนำรายได้เข้าประเทศต่อไปซึ่งเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งประเทศ เพราะรายได้ที่นำเข้ามาทั้งหมดจะแปลงเป็นภาษีเป็นรายได้ส่วนหนึ่งนำไปพัฒนาชนบทจังหวัดต่างๆทั้งไฟฟ้า ประปา และอุดหนุนระบบการศึกษาและประกันรายได้เกษตรกร เงินเหล่านี้ก็จะมาจากแม่ทัพอย่างพวกเราในอนาคตที่จะไปบุกตลาดโลกนำรายได้เข้าประเทศ เมื่อประกอบธุรกิจก็จะทำให้มีคนมีงานทำในภาคแรงงานต่อไป

“ดีใจที่น้องๆให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และอยากให้พวกเราประสบความสำเร็จขออวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและยินดีที่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมาให้ความรู้กับพี่น้องทุกคนและขอบคุณจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่อำนวยความสะดวกให้ทุกคนมารับการอบรม ” นายจุรินทร์ กล่าว

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้า เผยบุคคลตัวอย่างเป็นแม่พิมพ์ของชาติและทำงานเพื่อสังคมมาตลอด

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เผยว่า

ผู้หญิงคนข้างๆผม นางรับราชการเป็นแม่พิมพ์ของชาติ และทำงานเพื่อสังคม ประธานที่ปรึกษา
มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
กรรมการสมาคมสหประชาชาติแห่งประเทศไทย และ สวนหลวง ร.9 มากว่า 50 ปี ปีนี้เธออายุ 84 แล้ว ทุกวันนี้เธอยังมีความสุขกับทำงาน ไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อยเลย เธอบอกลูกๆ เสมอว่าที่แม่ยังทำงานอยู่เพราะ “แม่อยากตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” ผู้หญิงท่านนี้เป็นต้นแบบของความมีระเบียบวินัย สุภาพ ซื่อสัตย์ เสียสละ และ อดทน ที่สำคัญเธอใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผมเกิดมาเป็นลูกชายคนเล็กของเธอ ผมรู้สึกว่าผมโชคดีมาก ผมก็ให้สัญญากับเธอว่า จะเป็นคนดีของสังคม ไม่สร้างปัญหา ถ้ามีเหลือจะแบ่งปันให้คนรอบข้าง นางยิ้มแล้วบอกว่า “เอเมน”

สวัสดีวันแม่แห่งชาติ ครับ

“ทูตพาณิชย์”เผย โอกาสสินค้าไทยครองใจพ่อ-แม่ยุคใหม่ชาวจีน


ทูตพาณิชย์จีนชี้ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กยังเป็น Blue Ocean Market ที่น่าจับตามองสำหรับผู้ประกอบการไทยและน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตด้วยเช่นกัน

นางสาวชนิดา อินปา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว เปิดเผยว่า จากการติดตามและหาช่องทางในการขยายการส่งออกให้กับสินค้าไทยอย่างใกล้ชิด ในฐานะเซลล์แมนประเทศ ตามนโยบายของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  พบว่า ตลาดผลิตภัณฑ์แม่และเด็กในจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอัตราเด็กเกิดใหม่หลายประเทศทั่วโลกจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และคาดว่าจะมีมูลค่าทะลุ 4 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 18.8 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าสำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 3 – 6 ปี ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นและในอนาคตอุตสาหกรรมแม่และเด็กจะขยายไปยังช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่มักจะแสวงหาผลิตภัณฑ์ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบันมากที่สุด และนิยมซื้อผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนมผงและอาหารว่างสำหรับเด็กที่มีการปรับปรุงสูตรให้มีคุณภาพสูงขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ราคาต่อหน่วยขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยยังต้องพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ คำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยเป็นสำคัญ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ปกครอง ซึ่งมักจะตัดสินใจโดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกเสมอ

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็กก็ถือได้ว่าเป็นดาวเด่นและยังคงมีทิศทางที่สดใสเช่นกัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับความนิยมจากเด็กเท่านั้น แต่ยังได้รับความสนใจจากผู้ปกครองยุคใหม่เป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน จากสถิติการนำเข้าของเล่นจากทั่วโลกในช่วงไตรมาสแรกปี 2021 พบว่า มูลค่าการนำเข้าของเล่นขยายตัวเพิ่มขึ้น 25.27 % โดยมีการนำเข้าของเล่นจากไทยเป็นมูลค่า 13.74 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 425.94 ล้านบาท) ซึ่งประเทศไทยมีตัวเลขการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 1.60% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ผู้ประกอบการที่สนใจนำสินค้าเทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับเด็กบุกเข้าตลาดจีน สามารถทำได้ผ่านกิจกรรมต่างๆของกรม ได้แก่ กิจกรรม Online Business Matching  งาน Top Thai Brand และ งาน STYLE Bangkok Telematching in Lifestyle Online Virtual Exhibition (L.O.V.E.)  และหากต้องการติดตามข้อมูลเชิงลึกจากทูตพาณิชย์โดยตรง สามารถอ่านได้ที่ www.ditp.co.th
***************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
13 สิงหาคม 2564

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น