จุรินทร์ ตั้งเป้าสร้างรายได้กว่า 5.35 ล้านล้านบาท ในปี 65 ดันแผนอีคอมเมิร์ซชาติผ่าน ครม.วันนี้

30 สิงหาคม 2564

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นำโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอีคอมเมิร์ซอย่างเป็นรูปธรรม รองรับการก้าวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ New Normal ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
หรือ อีคอมเมิร์ซ ซึ่งนำเข้าและผ่านเป็นมติครม.วันนี้(วันที่ 30 สิงหาคม 2564)

นางมัลลิกา เปิดเผยว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ e-Commerce มีบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่องในการเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล Digital Economy ซึ่งเป็นนโยบายหลักของการพัฒนาประเทศไทย เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในโลกที่มุ่งสู่ยุคระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่หลอมรวมเทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในนามรัฐบาลจึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมในทุกมิติที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซของประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตของการค้า
อีคอมเมิร์ซ จากปี 2562 ที่มีมูลค่า 4.03 ล้านล้านบาท ให้มีมูลค่า 5.35 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.32 ล้านล้านบาท ภายในปี 2565”

“การจัดทำแผนฉบับนี้ จะช่วยสนับสนุน 5 แนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 ของกระทรวงพาณิชย์ ในการให้ความสำคัญในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางธุรกิจ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้การดำเนินการขับเคลื่อนและพิจารณากลั่นกรองร่วมกับ 20 หน่วยงาน 8 กระทรวง รวมทั้งภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แผนฉบับนี้สามารถผลักดันการค้าออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในทุกระดับและทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยพัฒนาและส่งเสริมแพลตฟอร์มของไทยให้มีความเข้มแข็ง ลดความได้เปรียบของแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ และลดความซ้ำซ้อนในการทำงานของทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำไปสู่การมีระบบ Big Data ของประเทศที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มรายได้ด้วยการขยายโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและตลาดต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการรวมถึงเกษตรกรไทย และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจด้วยการลดต้นทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำที่สะดวกยิ่งขึ้น การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย รวมถึงการพัฒนายกระดับโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยสภาพแวดล้อมด้านการค้าออนไลน์ทั้งระบบ ผู้ซื้อสินค้าจะมีความสะดวกสบายในการซื้อของออนไลน์ยิ่งขึ้น ภายใต้ระบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็งเพื่อสร้างความมั่นใจในการทำธุรกรรมออนไลน์” นางมัลลิกา กล่าว

ในรายละเอียดเพิ่มเติม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพาณิชย อิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 1 (พ.ศ.2564-2565) ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 1. การพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (e-Marketplace) เพื่อส่งเสริมการค้าภายในประเทศและการค้าข้ามพรมแดน (Enhancement and Promotion) 2. การพัฒนาสภาพแวดล้อมและปัจจัยสนับสนุนการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกด้านให้พร้อมรองรับการเติบโตของการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Ecosystem and Enabling Factors) 3.การสร้างความเชื่อมั่นในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Trust and Sustainability) 4. การพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Competency Building) พร้อมทั้งรองรับการเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมการก้าวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และสอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์  ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล ระบุด้วยว่าแผนนี้ทำมา 4 ปี แล้วมาสำเร็จในปีนี้ยุครองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ ก่อนเข้าอนุมัติในคณะรัฐมนตรีวันนี้ เนื่องจากเป็นนโยบายที่สอดรับกับสถานการณ์การค้าในโลกยุคใหม่และกระทรวงพาณิชย์เป็นส่วนหนึ่งจะต้องปรับตัวขณะเดียวกันก่อนแผนนี้จะได้รับการอนุมัติจากครม.นั้น ทางกระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้รับนโยบายให้ปรับกลยุทธ์ในการทำงานโดยเฉพาะการทำการค้าออนไลน์และการเจรจาข้ามประเทศด้วยระบบออนไลน์มาอย่างต่อเนื่องจากนโยบายโดยการนำของนายจุรินทร์ จนสร้างปรากฏการณ์ตัวเลขส่งออกที่ผ่าน OBM Online Business Matching ด้วย

ตลาดซอสปรุงรสจีนสดใส ทูตพาณิชย์จีนแนะผู้ประกอบการไทยใช้สื่อออนไลน์เจาะตลาด

ทูตพาณิชย์เมืองกวางโจว เผยการใช้ชีวิตแบบ New normal ของชาวจีนหลังจากวิกฤต COVID-19 ทำให้ยอดขายของสินค้าประเภทอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง และซอสปรุงรสสำเร็จรูปพร้อมทานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากต้องการเจาะตลาดจีนแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่เป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญ

นางสาวศุภรา เสกาจารย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์และหาโอกาสส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดไปยังประเทศจีน ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ตลาดสินค้าเครื่องปรุงรสชนิดผสม โดยเฉพาะซอสปรุงรสสำเร็จรูปพร้อมทานยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในจีน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นซอสเนื้อปรุงรสและซอสเห็ดหอมปรุงรส โดยผู้บริโภคกลุ่มคนวัยเรียนและกลุ่มคนวัยทำงานมีแนวโน้มนิยมรับประทานซอสปรุงรสสำเร็จรูปพร้อมทานควบคู่กับข้าวเปล่าและบะหมี่มากขึ้น เพื่อความสะดวกรวดเร็ว อิ่มอร่อยและได้รสชาติ

ในปี 2563 มูลค่าตลาดสินค้าเครื่องปรุงรสในจีนสูงถึง 395,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1,975,000 ล้านบาท) ที่น่าสนใจคือกลุ่มตลาดสินค้าเครื่องปรุงรสชนิดผสม มีอัตราการเติบโตต่อปี 15.83% มีมูลค่าตลาด 150,000 ล้านหยวน (ประมาณ 750,000 ล้านบาท) คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 400,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2,000,000 ล้านบาท) ในปี 2573 ซึ่งยังมีช่องว่างการเติบโตทางการตลาดได้อีกเกือบ 2.7 เท่าตัว

จากกระแสความนิยมที่ผู้บริโภคชาวจีนมีต่อซอสปรุงรสสำเร็จรูปพร้อมทานที่เพิ่มขึ้น เหล่าดาราคนดังและเน็ตไอดอลหรือ KOL (ผู้มีอิทธิพลทางความคิด) ต่างทยอยกันออกผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสสำเร็จรูปพร้อมทานแบรนด์ใหม่ ๆ สู่ท้องตลาดและมียอดขายถล่มทลาย ประเด็นที่น่าสนใจคือ แบรนด์สินค้าซอสปรุงรสสำเร็จรูปต่าง ๆ ในจีนนิยมเจาะตลาดออนไลน์เป็นอันดับแรก โดยการประชาสัมพันธ์ให้
แบรนด์สินค้าเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในวงกว้าง แล้วจึงค่อยทำการเจาะตลาดออฟไลน์
ทูตพาณิชย์ เมืองกวางโจว มองว่า โอกาสทางการตลาดของสินค้าซอสปรุงรสสำเร็จรูปพร้อมทานในจีนยังคงสดใส โดยคู่แข่งในตลาดยังไม่ได้ผูกขาดทางตลาดมากนัก อีกทั้งเทรนด์การบริโภคอาหารที่ทำจากพืช ซึ่งดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ชาวโลกให้ความสำคัญ ไม่เฉพาะกับผู้บริโภคชาวจีนเท่านั้น ดังนั้นการคิดค้นผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ประกอบการไทยควรติดตามเทรนด์การบริโภคอาหารต่าง ๆ ของผู้บริโภคชาวจีนอยู่เสมอ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ สินค้าให้ตรงและทันต่อความต้องการของผู้บริโภคชาวจีน และให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ ของจีน ไม่ว่าจะเป็น Tik Tok, Weibo, Xiaohongshu เป็นต้น อีกทั้งการร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับร้านอาหารบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่อาหารของจีน จะเป็น ปัจจัยให้สามารถเจาะตลาดจีนได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสามารถเข้ากิจกรรมของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อาทิ งานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX – ANUGA ASIA ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งจัดในลักษณะHybrid+ เป็นการผสมผสานการจัดงานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยกำหนดเริ่มกิจกรรมออนไลน์ในรูปแบบ Online Business Matching (OBM) และกิจกรรมเสมือนจริงที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 ก.ย. – 3 ต.ค. 64 ได้ทาง www.thaifex-vts.com ขณะที่กิจกรรมออฟไลน์ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 พ.ค. 2565 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมทั้งติดตามข้อมูลสินค้าและตลาดส่งออกเชิงลึกจากทูตพาณิชย์โดยตรงได้ที่ www.ditp.go.th

********************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
27 สิงหาคม 2564

ผลไม้ทำรายได้เข้าประเทศ! จุรินทร์ ชูผลสำเร็จ  7 เดือนแรก ส่งออกผลไม้สดและผลไม้แปรรูป 131,166 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48.31 ล่าสุดผล MOP ผลไม้ 3 ภาคอีก 2,394 ล้านบาท

วันที่ 26 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นสักขีพยานพิธีประกาศความตกลง ซื้อขายผลไม้ล่วงหน้า (MOP) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ผลไม้ไทยถือเป็นสินค้าเป้าหมายสำคัญในการส่งออกเพื่อทำรายได้ให้กับประเทศ 7 เดือนแรกปีนี้ยอดการส่งออกผลไม้สดและผลไม้แปรรูปมีมูลค่าสูงถึง 131,166 ล้านบาทขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48.31 และเป้าหมายในปีนี้ทั้งปีตั้งเป้าหมายว่าจะส่งออกผลไม้เพื่อทำรายได้เข้าประเทศให้ได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 ล้านบาท ขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 โดยงานสำคัญในการส่งเสริมการส่งออกผลไม้เพื่อทำรายได้เข้าประเทศประกอบด้วย 4 งานใหญ่1.กิจกรรมจัดคู่เจรจาทางการค้าออนไลน์ OBM หรือ Online Business Matching 2.กิจกรรมการส่งเสริมการขายการบริโภคผลไม้ในห้างสรรพสินค้าและตลาดสำคัญในต่างประเทศ 3.กิจกรรมการจัด Thai Fruits Golden Months หรือเดือนทองของการบริโภคผลไม้ไทยในประเทศต่างๆ 4.กิจกรรมขายผลไม้ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆโดยเฉพาะแพลตฟอร์มสำคัญในระดับโลกเช่น bigbasket.com ของอินเดีย Tmall ของจีน เป็นต้น

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าต่อว่า ตัวอย่างของความสำเร็จ เช่น การจัด  Thai Fruits Golden Months
ในประเทศจีนซึ่งช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาได้จัดไปแล้วใน 8 เมือง ประกอบด้วย  หนานหนิง ไห่หนาน ฉงชิ่ง ชิงต่าว เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู ต้าเหลียน และฝอซาน สามารถทำได้ถึง 15,466 ล้านบาท และยังมีแผนงานที่เหลืออีก 5 เมืองคือ  เซี่ยเหมิน หนานชาง คุนหมิง อู่ฮั่น และหนานหนิง ซึ่งคาดว่าจะทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท รวมแล้วเฉพาะการจัด  Thai Fruits Golden Monthsในจีน 13 เมืองทำรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท

สำหรับ 1 ใน 4 งานหรือกิจกรรมคือ OBM จับคู่เจรจาทางการค้าซื้อขายผลไม้ เราดำเนินการ 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งการส่งเสริมการจับคู่ซื้อขายผลไม้ของภาคตะวันออกของประเทศไทยมีการจัดกิจกรรมจับคู่ไปแล้วเมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา มีผู้ส่งออกไทยทั้งสิ้น 39 บริษัทผู้นำเข้าจากต่างประเทศ 179 บริษัทจาก 37 ประเทศ สามารถเจรจาซื้อขายได้ถือ 392 คู่ 2,276 ล้านบาท ประเทศนำเข้าสำคัญที่จับคู่นำเข้าผลไม้กับไทยประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ฮังการี อินเดีย รัสเซียและสหรัฐอเมริกา เป็นต้นโดยผลไม้ Top 5 ที่ได้เจรจาจนประสบความสำเร็จประกอบด้วย ทุเรียน มะม่วง มะพร้าว สับปะรดและมังคุด

ช่วงต่อมา จับคู่เจรจาซื้อขายผลไม้ในภาคใต้กับภาคเหนือ วันที่ 22-23 กรกฎาคมมีผู้ส่งออกไทย 65 บริษัทผู้นำเข้า 72 บริษัทจาก 20 ประเทศสามารถเจรจาประสบความสำเร็จ 257 คู่ มูลค่า 1,865 ล้านบาท
ผู้นำเข้าประกอบด้วยจีน เมียนมา อินเดีย ฮ่องกงและกัมพูชา ผลไม้สำคัญประกอบด้วยมะพร้าว สับปะรด มะม่วง ลำไย

ในการเจรจาจับคู่ซื้อขายผลไม้ 2 ครั้งทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้และภาคเหนือสามารถทำยอดได้ถึง 4,141 ล้านบาท และกิจกรรมในวันนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งจากการเจรจาทั้ง 2 ครั้งโดยมีการประกาศการจับคู่ที่กำหนดการส่งมอบที่เป็นรูปธรรมแล้วจำนวน 21 คู่ เป็นเงินซื้อขายจริงที่จะชำระ 2,394 ล้านบาทคือความตกลงซื้อขายผลไม้ส่งออก หรือ Memorandum of Purchasing : MOP เป็นผู้ส่งออกของไทย 21 บริษัทผู้นำเข้า 21 บริษัทจาก 16 ประเทศประกอบด้วยอินเดีย ลาว เมียนมา สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สเปน เกาหลี ไต้หวัน อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา กัมพูชา ยูเออีและมาเลเซีย ผลไม้สำคัญประกอบด้วย ทุเรียน มะม่วง ลำไย มังคุดและมะพร้าว เป็นต้น

“และขอมอบนโยบายพาณิชย์จังหวัด และ ทูตพาณิชย์ ที่เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์วันนี้ช่วยเจรจาจับคู่เพื่อระบายผลไม้ที่ยังเหลืออยู่ในขณะนี้โดยเฉพาะลำไยภาคเหนือและลองกองที่กำลังจะออกตามมา จับคู่กันระหว่างเซลล์แมนจังหวัด และขอให้ทีมเซลล์แมนประเทศประจำสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมให้เร่งหาตลาดระบายพลไม้เพิ่มเติม และให้วางแผนล่วงหน้าเชิงรุก ให้ทีมเซลล์แมนจังหวัดกับทีมเซลล์แมนประเทศประสานงานกัน ทางไทยให้เตรียมการผลิตผลไม้คุณภาพและทีมเซลล์แมนในต่างประเทศให้นำออกไปขายให้ทั่วถึง คือนอกจากจังหวัดต่อจังหวัดแล้วยังให้เป็นภารกิจจังหวัดกับโลกต่อไปด้วย” นายจุรินทร์ กล่าว

การปฐมนิเทศพนักงานราชการเฉพาะกิจ 406 อัตราของสำนักงานสถิติจังหวัด 76 จังหวัด


เมื่อวันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดการประชุม “การปฐมนิเทศพนักงานราชการเฉพาะกิจ 406 อัตรา ของสำนักงานสถิติจังหวัด 76 จังหวัด” ผ่านระบบ zoom meeting และนางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สรุปบทบาทภารกิจและแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงฯ ตลอดจนผลงานที่ผ่านมาให้กับพนักงานราชการเฉพาะกิจได้รับทราบ ซึ่งการจ้างพนักงานราชการเฉพาะกิจเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 และยังมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่ เช่น โครงการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โครงการอาสาสมัครดิจิทัล ศูนย์ดิจิทัลชุมชน และการจัดทำข้อมูลพื้นฐานด้านดิจิทัล เป็นต้น โดยพนักงานราชการเฉพาะกิจจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแผนงานด้านดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมในระดับพื้นที่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และการให้คำปรึกษาด้านดิจิทัล ตลอดจนการประสานงานและสนับสนุนส่งเสริมภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้บริหารของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสถิติจังหวัดพร้อมรับการขับเคลื่อน
ซึ่งการปฏิบัติงานในครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการสนับสนุน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยจะมีการติดตามประเมินผล และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานให้สำนักงาน กพ. และกระทรวงฯ ทราบอย่างต่อเนื่อง

รฟฟท. เผยผลสำรวจความพึงพอใจผู้โดยสารแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ ประจำปี 2564

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เผยผลสำรวจความพึงพอใจของผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ ประจำปี 2564

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการว่าจ้างบริษัท เยสยูแคน จำกัด ( YES YOU CAN COMPANY LIMITED ) ที่ปรึกษางานวิจัย และการประเมินผล  จัดทำผลสำรวจความพึงพอใจของผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ ประจำปี 2564 ซึ่งปรากฏว่าผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมาก โดยจากค่าเฉลี่ยเต็ม 5.00 ผู้โดยสารมีความพึงพอใจด้านต่างๆดังนี้

ความพึงพอใจต่อการใช้บริการอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 4.26 ,  ความพึงพอใจด้านความปลอดภัยอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 4.49 , ความพึงพอใจด้านความน่าเชื่อถือของการเดินรถอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 4.35 , ความพึงพอใจด้านการประชาสัมพันธ์อยู่ที่ค่าเฉลี่ย 4.31 , ความพึงพอใจด้านสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 4.38 และความพึงพอใจด้านบัตรโดยสารและการตลาดอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 4.24

การที่ผลสำรวจความพึงพอใจของผู้โดยสารที่มีต่อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ อยู่ในระดับพึงพอใจมากในด้านต่างๆนั้น เป็นผลมาจากการที่บริษัทได้ดำเนินนโยบาย และมาตรการต่างๆที่เป็นการยกระดับการให้บริการ และการรักษาความปลอดภัยมาโดยตลอด อาทิ การนำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 มาใช้ในการดำเนินงานทั้งการซ่อมบำรุง และการปฏิบัติการเดินรถ และให้บริการอย่างต่อเนื่อง จนผ่านการรับรอง ISO 9001 : 2015 ขอบเขต : วิศวกรรมและซ่อมบำรุง และขอบเขต : งานปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า จาก BV          ( Bureau Veritas ) , การดำเนินโครงการ Smile Station เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของเจ้าหน้าที่ , การสร้างราวกั้นชานชาลา และแผ่นยางปิดช่องว่างระหว่างชานชาลากับประตูรถไฟฟ้า รวมถึงความเข้มงวดในมาตรการรักษาความปลอดภัย และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่บริษัทเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร , การบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีทั้งลิฟท์ และบันไดเลื่อนให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ , การเพิ่มช่องทางของสื่อประชาสัมพันธ์ให้สามารถเข้าถึงผู้โดยสารมากขึ้น , การมอบสิทธิพิเศษของบัตรโดยสารสมาร์ทพาส และกิจกรรมการตลาด โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมการตลาดออนไลน์ ที่ได้ปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งผู้โดยสารให้ความสนใจเป็นจำนวนมากไม่ว่ากิจกรรมวันเด็กออนไลน์ วันตรุษจีนออนไลน์ วันแห่งความรักออนไลน์ และวันสงกรานต์ออนไลน์ เป็นต้น อีกทั้งการให้บริการลูกค้าสัมพันธ์ที่พร้อมรับข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ และเรื่องชมเชย ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่มีวันหยุด และ Official Page สะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ให้บริการด้วยความรวดเร็วในช่องทางการสื่อสาร

กรมการค้าต่างประเทศ จัดสัมมนาออนไลน์หนุนผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าเพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจ

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)  ผู้ส่งออก ผู้ผลิต และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมสัมมมนาออนไลน์ ภายใต้โครงการขยายการค้าการลงทุนสู่สากล ในหัวข้อเรื่อง “BOOST ธุรกิจ…ด้วยสิทธิประโยชน์ทางการค้า” โดยตั้ง เป้าเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางการค้าไปใช้เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างโอกาส ขยายธุรกิจเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขัน และช่วยลดต้นทุนธุรกิจ

การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นการจัดแบบออนไลน์ผ่านระบบซูม จัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2564 เวลา 09.00-12.00 น. ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้ขนทัพ วิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิมากด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์โดยตรง ในประเด็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า การรับรอง ถิ่นกำเนิด สินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) และให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Form D

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมการสัมมนา สามารถลงทะเบียนและติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทร 0 2254 6891-9 ต่อ 10 หรือโทร 08 7978 5409

“พาณิชย์” เปิด TILOG VE 2021งานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริง ครบวงจรครั้งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียนดันโลจิสติกส์ไทยสู่สากล คาดสร้างมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท

          วันที่ 25 สิงหาคม 2564 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริง (TILOG Virtual Exhibition : TILOG VE 2021) ครบวงจรครั้งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน บนแพลตฟอร์มออนไลน์ tilog-ve.com ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2564 นี้ คาดสร้างรายได้ให้กับภาคธุรกิจบริการโลจิสติกส์ ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท ต่อยอดไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน
          นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ กล่าวว่า งานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริง (TILOG Virtual Exhibition : TILOG VE 2021) ดำเนินขึ้นตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการ เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จึงได้จัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริงแบบครบวงจรครั้งแรกของภูมิภาคอาเซียนขึ้น เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ภายใต้แนวคิด “Connecting your business with digital logistics : ASEAN’s first logistics virtual exhibition” ระหว่างวันที่ 25 – 27 สิงหาคม 2564 บนแพลตฟอร์ม www.tilog-ve.com ทั้งนี้ คาดว่าจะเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 500 คู่ สร้างมูลค่าทางการค้ามากกว่า 800 ล้านบาท
“ภาคบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโลจิสติกส์เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการของไทย ส่งผลต่อการขยายตัวของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าว
          ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์นำโดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.) เพื่อแก้ไขอุปสรรคด้านการขนส่งระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ การผลักดันให้เรือขนาดไม่เกิน 400 เมตรเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เพิ่มมาตรการจูงใจให้เรือขนาดใหญ่เข้าเทียบท่า เตรียมการเรื่องการขนส่งสินค้าทางทะเลโดยเรือสินค้าทั่วไป สนับสนุนช่วยเหลือ SMEs ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายย่อย ให้รวมตัวกันจองตู้สินค้าล่วงหน้า และเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาด่านการค้าทั้งทางรถและราง เพื่อรองรับผลไม้ที่จะออกสู่ตลาด รวมถึงดำเนินการส่งเสริมผู้ประกอบการโลจิสติกส์ผ่านกิจกรรมต่างๆ มาแล้วกว่า 5,700 ราย เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 4,300 ล้านบาท 
          ภายในงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริงประกอบด้วยกิจกรรมที่ครอบคลุมในทุกมิติ และเจาะลึกทุกมุมมอง นอกจากจะมีการนำเสนอสินค้า/บริการจากประกอบการโลจิสติกส์ 81 ราย ระดับแนวหน้าของประเทศใน 5 กลุ่มสินค้าและบริการมาแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมและการบริการสู่ตลาดโลกในรูปแบบ 360 องศาแล้ว ยังมีการจับคู่เจรจาธุรกิจ การประชุมนานาชาติด้านโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศ (Trade Logistics Symposium) โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทชั้นนำระดับโลกร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลโลจิสติกส์ นิทรรศการผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ (ELMA) ประจำปี 2564 รวมถึง Ted Talk เสวนาสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการในซัพพลายเชนโลจิสติกส์ ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการขนส่งทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผู้เข้าร่วมและผู้เข้าชมงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริงจะสามารถนำประโยชน์ที่ได้รับไปต่อยอด พัฒนาศักยภาพสู่การเป็นผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศต่อไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริงผ่านทางแพลตฟอร์ม www.tilog-ve.com โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
          สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169
*****************************************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
25 สิงหาคม 2564

ผอ.อาร์ต สายบุญมอบข้าวกล่องช่วยเหลือสังคม

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด

เดินสายบุญช่วยเหลือสังคม เดินทางไปมอบข้าวกล่องให้ชาวบ้าน คนทำงานกวาดขยะตามแต่ละเขต ที่ต้องการอาหารในแต่ละที่เพื่อประทังชีวิตไปก่อนในยามลำบากเช่นนี้ เพื่อสู้กับวิกฤตโควิด

นายปานเทพ สนับสนุนการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อช่วยประชาชนในช่วงโควิด-19

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ รองประธานโครงการสนับสนุนการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อช่วยประชาชนในช่วงโควิด-19 มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย นางสาวปภากร  ลีศิริชัยกุล กรรมการอาวุโส บริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด เข้ามอบฟ้าทะลายโจร 5,000 กระปุก
ขิงผงสกัด 20,000 ซอง ถุงยังชีพ 2,000 ชุด ให้แก่
นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี
ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

โดยมีนายสัตวแพทย์อนันต์ ฤกษ์ดี นางสาวมารีญา ฤกษ์ดี
ว่าที่ร้อยตรี ธนิตศักดิ์ ดารามั่น นางดวงนภา ฤกษ์ดี และ นายรัฐ  ริมธีรกุล ร่วมถ่ายภาพ

ณ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันพุธที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา

DITP ดันผู้ประกอบการไทยขยายตลาด อาหาร “Plant-based Food”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศหรือ DITP มองเทรนด์ Plant-based food มีโอกาสขยายตัวอีกมากแนะโอกาสทองผู้ประกอบการไทยออกผลิตภัณฑ์ Plant-based chicken และ seafood เจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพ ขณะที่ผู้ประกอบการอเมริกาเร่งปรับตัวเพื่อหวังครองส่วนแบ่ง

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.)
นางขวัญนภา ผิวนิล ผอ.สคต.ลอสแอนเจลิส  และ นางสาวอุษาศรี เขียวระยับ ผอ.สคต.นครชิคาโก  ได้ติดตามและหาช่องทางในการขยายการส่งออกให้กับสินค้าไทยในฐานะเซลล์แมนประเทศ ตามที่ได้รับมอบนโยบายจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมองโอกาสขยายตัวของ Plant-based food ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว โดยภายในปี 2570 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 8.5 หมื่นล้านเหรียญฯ 

โดยสินค้าที่มีศักยภาพสูงยังคงเป็น Plant-based meat และ Plant-based chicken เนื่องจากมีหลายรูปแบบ หลายรสชาติและหลากหลายคุณค่าอาหารให้เลือกสรรอีกทั้ง Plant-based chicken สำหรับเด็กโดยเฉพาะก็ยังเป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง ขณะที่บริษัทผู้ผลิตอาหาร Plant-based รายใหญ่ในอเมริกายังคงพัฒนาสินค้า Plant-based chicken และ Plant-based seafood ออกสู่ตลาดโดยคำนึงถึงเทรนด์โลก และคุณภาพสินค้าให้ตรงใจผู้บริโภคมากที่สุด

นางขวัญนภา ผิวนิล ผอ.สคต.ลอสแอนเจลิส เปิดเผยว่า แม้ Plant-based ส่วนของเนื้อสัตว์เทียม จะมีอัตราขยายตัวสูงถึง 45% แล้ว แต่หากเทียบกับตลาดเนื้อสัตว์ทั่วไปยังมีเพียง 1.4% และยังมีทางเลือกไม่มากนัก ซึ่งกลุ่มที่น่าจับตามอง เป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ อาหารทะเล และซอสปรุงรส ทางสำนักงานฯ มองเห็นถึงโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อนำเสนอสินค้าในรูปแบบที่แปลกใหม่ให้มีจุดเด่นมากขึ้น รวมไปถึงการยืดอายุ Shelf Life ควบคู่ไปกับการพิถีพิถันในการเลือกใช้วัตถุดิบและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคชาวอเมริกัน
เพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงจัดให้มีการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ ผ่าน webinar และกิจกรรม  Online Business Matching สินค้าอาหารจากพืช เพื่อส่งเสริมการจับคู่ทางธุรกิจ  ในระหว่างวันที่ 9 – 10 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ส่งออกไทยเข้าร่วม 20 ราย เจรจากับผู้นำเข้าจำนวน 63 ราย จาก 22 ประเทศ (26 สคต.) รวม 228 คู่เจรจา คาดว่าจะมีการสั่งซื้อภายใน 1 ปี ในเบื้องต้นมีมูลค่าประมาณ 110.32 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมผู้นำเข้าต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศไทยและมีแนวโน้มจะสั่งซื้อเพิ่มเติม หากการทดสอบตัวอย่างสินค้าเป็นไปได้ด้วยดี

ทั้งนี้หากผู้ประกอบการสนใจขยายตลาดสินค้าอาหาร Plant-based food ไปยังสหรัฐฯ สามารถติดตามและเข้าร่วมแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ Amazon.com และ Walmart.com หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวข้อง อาทิ
(1) Natural Product Expo East 2021, วันที่ 22-25 กันยายน 2564 ณ นครฟิลาเดลเฟีย
(2) งานแสดงสินค้า Summer Fancy Food Show ระหว่าง วันที่ 27-29 กันยายน 2564 ณ นครนิวยอร์ก www.specialtyfoods.com
(3) www.expoeast.com/en/home.html Plant Based World Conference and Expo 2021 วันที่ 9-10 ธันวาคม 2564 ณ นครนิวยอร์ก www.plantbasedworldexpo.com

และสามารถติดตามข้อมูลเชิงลึกจากทูตพาณิชย์โดยตรงได้ที่ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169

*******************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
23 สิงหาคม 2564

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น