DITP มอบประกาศนียบัตร T Mark ปี 64 แก่ 67 แบรนด์ไทยคุณภาพพร้อมสู้ศึกการค้าโลก ยุคหลังโควิด-19



          กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดพิธีมอบประกาศนียบัตร Thailand Trust Mark ประจำปี 2564 เชิดชูเกียรติผู้ประกอบการไทย ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านทางระบบซูมและเฟซบุ๊กไลฟ์ โดยปีนี้ มีบริษัทที่ผ่านการพิจารณา รวม 67 บริษัท แบ่งเป็นผู้สมัครขอใช้ตราสัญลักษณ์ T Mark รายใหม่ 17 บริษัท และรายเดิมที่ต่ออายุสมาชิก 50 บริษัท

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2564  นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ประจำปี 2564 ในรูปแบบออนไลน์  ให้กับบริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าและบริการภายใต้แบรนด์สินค้าไทยได้อย่างมีมาตรฐาน ผ่านเกณฑ์การรับรองของตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้อง คณะกรรมการและแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน สามารถเข้าร่วมงานได้ ผ่านทางระบบซูมและเฟซบุ๊กไลฟ์
        นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปี 2564 ถือเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายของผู้ประกอบการไทย อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จึงได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งส่งเสริมผู้ประกอบการให้ครอบคลุมในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ จนไปถึง SMEs และ Micro SMEs นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายด้านการเร่งรัดการส่งออกในมิติของการเพิ่มมูลค่าสินค้า  กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงได้มีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการตลาด การเสริมสร้างความรู้ และมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยค้าขายระหว่างประเทศได้อย่างประสบความสำเร็จ สู้กับวิกฤติในปัจจุบันได้ การที่มีผู้สมัครขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark และผ่านเกณฑ์พิจารณาคุณสมบัติต่างๆ ในปีที่ยากลำบากเช่นนี้ได้ จึงนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่เรามีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีความมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการ ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะช่วยเพิ่มเป้าหมายภาคการส่งออกของไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
          สำหรับปีนี้ มีบริษัทผ่านการคัดเลือกได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark รวมทั้งสิ้น 67 บริษัท ดังนี้ ผู้สมัครขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark รายใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 17 ราย และผู้ที่ผ่านการต่ออายุ 50 ราย   แบ่งเป็น กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร 28 บริษัท กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก 13 บริษัท กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ 19 บริษัท กลุ่มอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ 4 บริษัท กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น 2 บริษัท และกลุ่มธุรกิจบริการส่งเสริมสุขภาพ (สปา) 1 บริษัท ซึ่งบริษัทที่ได้รับตราสัญลักษณ์มีสิทธิ์นำตราสัญลักษณ์ไปติดบนสินค้าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในคุณภาพของสินค้ากับกลุ่มผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
          ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานมากว่า 9 ปี ตราสัญลักษณ์ T Mark ได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยุคใหม่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่างๆ ทั้งในด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และการใช้แรงงานที่เป็นธรรม ปัจจุบันมีบริษัทผลิตสินค้าและบริการของไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T MARK จำนวน 845 บริษัท และจากการที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ประชาสัมพันธ์จัดกิจกรรมส่งเสริมตราสัญลักษณ์ T MARK ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ซื้อและผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T MARK ได้วางจำหน่ายแล้วทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือและใต้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandtrustmark.com หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thailand Trust Mark

*********************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 กันยายน 2564

DITP ปลื้ม “The Marché Online Business Matching by STYLE Bangkok” จบสวย

จับคู่เจรจาผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทยกับผู้นำเข้าต่างชาติสำเร็จ 170 คู่
                                                               สร้างมูลค่าซื้อขายคาดการณ์ 1 ปี กว่า 57.4 ล้านบาท
              
     กิจกรรมการเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ The Marché Online Business Matching by STYLE Bangkok (OBM) ซึ่งจัดขึ้น โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระหว่างวันที่ 23-25 สิงหาคมที่ผ่านมา มีบริษัทผู้นำเข้าจาก 17 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไนจีเรีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สเปน สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ อาร์เจนตินา อินเดีย และฮ่องกง รวม 41 ราย เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทยจำนวน 89 ราย สามารถจับคู่เจรจาธุรกิจสำเร็จ 170 คู่เจรจา และสร้างมูลค่าซื้อขายคาดการณ์ 1 ปี กว่า 57.4 ล้านบาท

     กิจกรรม OBM จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทยได้มีโอกาสเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพ พร้อมเปิดตลาดใหม่กับคู่ค้ารายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศและเร่งรัดขยายมูลค่าส่งออกในยุค New Normal ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายก รัฐมนตรี และรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สำคัญคือเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวรับสถานการณ์โควิด -19 และ และช่วยให้ธุรกิจ ดำเนินต่อไปได้ท่าม กลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคปัจจุบัน

     โดยกิจกรรมการเจรจาการค้าออนไลน์ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ The Marché by STYLE Bangkok (เดอะ มาเช่ บาย สไตล์ แบ็งค็อก) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการตลาดให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทยได้มีเวทีเจรจาการค้า ซื้อขายกับผู้ซื้อ-ผู้นำเข้า และผู้สนใจ ทั้งจาก ต่างประเทศและในประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยงานจัดแสดงสินค้าระหว่างวันที่ 6-10 ตุลาคม 2564 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โอกาสทองของผู้ประกอบการไทยกระทรวงพาณิชย์ดันสินค้า T Mark ไลฟ์สดบุกตลาดจีนและอาเซียน



จากนโยบายกระทรวงพาณิชย์ของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์) ในการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนา SME ให้เป็นภาคการผลิตที่มีศักยภาพและพัฒนาด้านการตลาดไปควบคู่กัน โดยใช้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและพัฒนาธุรกิจให้ก้าวทันการแข่งขันในตลาดโลก โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีและการตลาดดิจิทัล พร้อมทั้งเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และผลักดันสินค้า   แบรนด์ไทยที่มีคุณภาพ T Mark บุกตลาดจีนและอาเซียน พร้อมทั้งส่งเสริมการขายในแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยส่งเสริมธุรกิจให้เติบโตในยุค New Normal ได้อย่างยั่งยืน 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดตัวโครงการส่งเสริมตราสัญลักษณ์และกระตุ้นยอดขายสินค้า Thailand Trust Mark (#IFoundTMark)” เจาะตลาดออนไลน์ในประเทศจีนและในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยส่งเสริมการเจาะตลาดออนไลน์ผ่านความนิยมกลุ่มผู้นำทางความคิด (Key Opinion Leaders: KOLs) ในประเทศเวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และจีน ในช่วงเทศกาล 8 เดือน 9 และเทศกาล 9 เดือน 9 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับตัวและผลักดันให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ ตามแผนงานส่งเสริมและพัฒนาการค้าเชิงรุก พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยตอกย้ำภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทยที่มีคุณภาพ ผ่านตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark หรือ T Mark ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญของรัฐบาลไทย ที่เข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าและธุรกิจของประเทศ

ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่า “เพื่อเป็นการผลักดัน เชื่อมโยงและเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการให้ผู้บริโภคต่างประเทศสามารถเข้าถึง และกระตุ้นยอดขายสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark กรมจึงได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมตราสัญลักษณ์และกระตุ้นยอดขายสินค้า Thailand Trust Mark (#IFoundTMark) เพื่อเจาะตลาดออนไลน์ในประเทศจีนและในกลุ่มประเทศอาเซียน (เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์) โดยส่งเสริมการเจาะตลาดออนไลน์ผ่าน KOLs ในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ อาทิ เถาเป่า จิงตง เฟสบุ๊ค ช้อปปี้ และลาซาด้า ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้กับสมาชิก T Mark ในประเทศจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีความต้องการสินค้าคุณภาพจากไทยได้เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งตลาดอาเซียนและตลาดจีน ถือเป็นตลาดที่เป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศไทย”

น.ส.ประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กล่าวเสริมว่า “กิจกรรมดังกล่าว จะประชาสัมพันธ์และส่งเสริมกระตุ้นยอดขายให้กับผู้ประกอบการสมาชิก T Mark จำนวน 25 ราย และสินค้ารวมกว่า 66 SKUs ที่ผ่านการคัดเลือก มีโอกาสได้นำสินค้าของตนเองไปจำหน่ายบน e-Commerce Platform ที่นิยมในแต่ละประเทศ โดยจะคัดสรรกลุ่มผู้นําทางความคิด (Key opinion Leaders: KOLs) จาก 4 ประเทศ โดยแบ่งเป็น KOLs ในประเทศกัมพูชา เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ประเทศละ 1 ราย แต่ละรายมีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางมากกว่า 2 ล้านคน โดยไลฟ์สดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยม เฟสบุ๊ค ช้อปปี้ และลาซาด้า ตามลำดับ รวมสินค้ากว่า 27 SKUs”

“ในด้านประเทศจีน มีการส่งเสริมการขายผ่านการไลฟ์สด โดย KOLs จำนวน 4 ราย ซึ่งแต่ละรายมีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางมากกว่า 4 ล้านคน โดยไลฟ์สดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยม Taobao และ JD รวมสินค้ากว่า 39 SKUs  ซึ่งการ Live-streaming ในกลุ่มประเทศอาเซียน จะจัดขึ้นในวันที่ 8 กันยายน ภายใต้ตีม 8.9 และประเทศจีน ในวันที่ 9 กันยายน ภายใต้ตีม 9.9 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลช็อปปิ้ง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายของสินค้า T Mark ให้มากขึ้นในประเทศนั้นๆ และตลอดทั้งกิจกรรม ประมาณการยอดผู้เข้าชมไลฟ์สด (Impression/Viewers) ไม่น้อยกว่า 40 ล้านครั้ง และคาดว่าว่ามูลค่าการขายทันทีภายในหนึ่งชั่วโมง ณ ช่วงเวลานั้นจะไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท และหลังจากนั้นภายใน 1 เดือน คาดการณ์ว่าจะเกิดยอดขาย ไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท”

ผู้ประกอบการสมาชิก T Mark ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวทั้ง 25 รายนี้ มีสถิติการสร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศไทยในครึ่งปีแรกที่ 4,355 ล้านบาท โดยหวังว่าภายหลังจากกิจกรรมนี้ จะทำยอดขายในตลาดเป้าหมายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 – 20 และช่วยกระตุ้นการสั่งซื้อจากคู่ค้าเพิ่มขึ้น  อีกทั้งเป็นหนึ่งกิจกรรมที่เพิ่มมูลค่าการส่งออกในช่วงวิกฤติโควิด 19 ซึ่งจะช่วยพลิกสถานการณ์การส่งออกให้ทะยานขึ้นแตะ 9,000 ล้านบาท ในช่วงสิ้นปี 2564

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.thailandtrustmark.com หรือแฟนเพจ Thailand Trust Mark

**********************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
7 กันยายน 2564

จุรินทร์ ลุยสร้างแม่ทัพเศรษฐกิจรุ่นใหม่ให้ประเทศ!!! โครงการ”ปั้น Gen Z เป็น CEO” ทะลุเป้า เด็กมหาลัยแห่เรียน 20,000 ราย

วันที่ 6 กันยายน 2564 เวลา 10.30 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ร่วมโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ (From Gen Z to be CEO) ผ่านระบบ Zoom ณ ห้องประชุมชั้น 11 กรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วม 1,500 คน

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขสะท้อนชัดว่า Gen Z (ประชากรช่วงวัยอายุ 9-24 ปี โดยฐานข้อมูลอ้างอิงสำนักงานสถิติแห่งชาติ) ทั่วทั้งประเทศมีกว่า 13 ล้านคน จากประชากรไทยทั้งประเทศ 60-70 ล้านคนเรามีถึง 13 ล้านคน ถือว่ามีสัดส่วนเชิงปริมาณที่มีความสำคัญและในเชิงคุณภาพยิ่งมีความสำคัญเพราะพวกเราทุกคนจะเติบโตไปเป็นอนาคตของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและทุกๆด้านต่อไปในอนาคต กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ Gen Z ที่จะต้องเติบโตไปเป็นแม่ทัพทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต โครงการ From Gen Z to be CEO ของกระทรวงพาณิชย์ที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบจึงเกิดขึ้น หรือเรียกว่าโครงการปั้น Gen Z เป็น CEO

โครงการนี้เกิดขึ้นเพราะเราเดาใจออกว่าพวกเราจำนวนไม่น้อยต้องการเติบโตไปเป็นส่วนหนึ่งของภาคส่วนทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตั้งฝันอนาคตไว้ว่าเมื่อมีโอกาสเรียนจบแล้วจะโตไปเป็นนายของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการไปเป็นนายของตัวเองประกอบธุรกิจของตนเองและมีตัวเองเป็นเจ้าของ ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2564 กระทรวงพาณิชย์จะปั้น Gen Z ให้เป็น CEO ได้ไม่ต่ำกว่า 12,000 คนแต่ปรากฏว่าจนถึงนาทีนี้มี Gen Z สมัครเข้ามาแล้วถึง 20,000 คน สูงกว่าเป้าถึง 8,000 คน อบรมไปแล้วรไม่รวมวันนี้ 14,000 คนและวันนี้อีก 1,500 คน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ในปีนี้กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าเราสามารถสนองความต้องการของ Gen Z ได้ทั้งหมด 20,000 คน จากเป้าหมาย 12,000 คน และที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ มีหลักสูตรเพิ่มทักษะศักยภาพให้กับผู้ประกอบการอีกหลายรุ่น รวมกันทั่วทั้งประเทศด้วยหลายหลักสูตรด้วยกัน โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ (NEA) ทำมาแล้วในช่วงที่ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการถึง 67,000 คน รวม Gen Z ที่อบรมไปแล้วจนถึงวันนี้อีก 16,000 คน รวมสามารถดำเนินการไปแล้วถึง 83,000 คน

” น้องๆที่เข้ามาอบรมทั้งหมดจะได้เรียนรู้ในหลักสูตรสำคัญ เช่น อีคอมเมิร์ซซึ่งจะเป็นอนาคตของระบบการค้าโลกจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคตมากยิ่งขึ้นเพราะกฎเกณฑ์ทั้งหลายใน FTA และหลายข้อตกลงทางการค้าในระบบพหุภาคีทั้ง ASEAN  และ RCEP ล้วนให้ความสำคัญกับอีคอมเมิร์ซทั้งสิ้น หลักสูตรเรื่องโลจิสติกส์ ยุคใหม่ไม่เหมือนยุคก่อน เพราะเป็นโลจิสติกส์ในระบบอีคอมเมิร์ซ เทคโนโลยีการบริหารจัดการยุคใหม่ การบริหารในระบบดิจิทัล การใช้ 5G ในการทำธุรกิจการค้า การใช้ระบบคลาวด์เซอร์วิสหรือระบบบัญชีดิจิทัลและการบริหารจัดการระบบตลาดออนไลน์  การส่งออกเบื้องต้น ภาษาอังกฤษเพื่อเจรจาทางการค้า เป็นต้น เมื่ออบรมแล้วได้คะแนนผ่านเกณฑ์ครบ 500 คน จะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ได้อบรมกับบริษัททรูคอร์ปอเรชั่น และ Bitkub ผู้ที่ได้ TOP 100 คนแรก จะได้มีโอกาสฝึกงานกับบริษัทใหญ่เช่น ทรู หัวเว่ย และเอ็กซิมแบงค์ รวมทั้งโอกาสทำงานร่วมกันฝึกอบรมร่วมกับสำนักงานทูตพาณิชย์ไทยด้วยเพื่อเรียนรู้การค้าในต่างประเทศ ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปล่า

จากนั้นเป็นช่วงการถามตอบระหว่างน้องนักศึกษากับรองนายกรัฐมนตรีการกระทรวงพาณิชย์ โดย นางสาววิภาวี แจ้งเจียนหัด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี โดยถามว่คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าและต่างชาติไม่มั่นใจทำให้มีการลงทุนที่ลดน้อยลงและหลายธุรกิจต้องปิดตัวลงไปและมีแนวทางแก้ไขอย่างไร

นายจุรินทร์ ตอบว่า ประการที่หนึ่งที่บอกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ายังพิสูจน์ไม่ได้แต่ในสถานการณ์โควิดเรียนให้พวกเราทุกคนทราบว่าเกือบจะไม่มีประเทศไหนที่ไม่เผชิญกับวิกฤตโควิด โดยประเทศไทยบ้านเราเห็นชัดที่สุด ส่วนมาเลเซียสำหรับการระบาดรอบใหม่ต้องปิดโรงแรมและกระทบกับการส่งออกในบ้านเราบางส่วน เช่น น้ำยาง เป็นต้น เวียดนามก็เจอรอบใหม่ ญี่ปุ่นเจอหนัก หลายประเทศเจอวิกฤตด้วยกันทั้งหมด แต่สำหรับประเทศไทยในเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้นคิดว่าอยู่ในระดับที่ไม่ได้ช้ากว่าประเทศอื่นๆและอยู่ในระดับที่ไปได้อย่างน้อยตัวเลขการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะเป็นบวกอยู่หลายสำนัก

โดยเฉพาะตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญสำคัญอันหนึ่งคือ การส่งออก การส่งออกของประเทศไทยแม้ในช่วงวิกฤติโควิดต้องถือว่าดีมากตัวเลขย้อนไปเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา +41% มากที่สุดในรอบ 11 ปี เดือนมิถุนายน +43% เดือนกรกฎาคม +20% ก่อนเจอโควิดรอบใหม่เราตั้งเป้าว่าจะ +4% ทั้งปี แต่ตอนนี้ตัวเลขส่งออก 7 เดือนมกราคม-กรกฎาคม  2564 เป็นบวก 16.2% มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 4 เท่า การส่งออกตอนนี้กลายเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและตัวที่สองการลงทุนมี 2 ตัว คือการลงทุนภาครัฐเงินก้อนใหญ่ที่สุดคืองบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเดินหน้าได้อยู่ พรบ.งบประมาณก็ผ่านสภาผู้แทนไปแล้วยังเดินหน้าลงทุนได้ไม่ติดขัด สำคัญอีกอันนึงการลงทุนภาคเอกชน มีการรายงานใน ครม. เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่ามีการขอการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เพิ่มขึ้นเยอะมาก ภาคการลงทุนจะเป็นอีกภาคหนึ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แต่มีตัวเดียวที่ต้องรอเวลาที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของประเทศคือการท่องเที่ยวเพราะต้องยอมรับความจริงว่าไม่ว่าประเทศไหนเจอโควิดรอบใหม่ไม่รู้จะท่องเที่ยวอย่างไร ประเทศไทยก็เช่นกัน จะต้องรอระยะเวลาที่เราสามารถฉีดวัคซีนครบ 70% เฉลี่ยทั่วทั้งประเทศ การท่องเที่ยวจึงจะเกิดได้ในภาพรวมทั้งประเทศ แม้ในภาพรวมยังเกิดไม่ได้แต่จุดไหนที่เราคิดว่าทำให้เกิดได้เราก็ทำเช่น ภูเก็ต ตอนนี้ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์”เกิดขึ้นแล้วฉีดวัคซีนเกิน 70% เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาได้แม้จะติดขัดบ้างแต่เริ่มเดินหน้าได้ต้นเสนอแนวทางคิดว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่พอต้องขยายเป็น ”อันดามันแซนด์บ็อกซ์” นำพังงาและกระบี่มารวมด้วย\ตอนนี้เกิดแล้ว อันดามันแซนด์บ็อกซ์เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมาและเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาภูเก็ตอยู่ 7 วัน ไปเที่ยวพังงา เที่ยวกระบี่ต่อได้ ในจุดที่ฉีดวัคซีนได้เกิน 70% อีกจุดคือสมุยตอนนี้เปิดแล้วเพราะให้ฉีดวัดซินได้เกิน 70% อนาคตจะเปิดพัทยา เชียงใหม่ และตนเสนอว่าให้เปิดหัวหินด้วย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเดินได้โดยมีการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญมีการลงทุนตามมาและการท่องเที่ยวจะทยอยตามมาเมื่อการฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย

และที่ถามว่าภายใต้วิกฤตโควิดเรียนจบแล้วจะไปหางานทำได้ที่ไหน นายจุรินทร์ ตอบว่าในส่วนของรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานมีการเตรียมโครงการนัดพบแรงงานออนไลน์โดยเตรียมอัตราไว้ประมาณกว่า 800,000 อัตรา และที่พรรคประชาธิปัตย์ที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคก็เข้ามาช่วยด้านนี้โดยนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จัดโครงการ “เรียนจบพบงาน” ทำเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับน้องที่เรียนจบใหม่จะมีส่วนช่วยได้อีกส่วนนึง และในส่วนของการอบรมนี้ก็เช่นกันทุกคนจะได้ความรู้พื้นฐานสำหรับการประกอบอาชีพทางธุรกิจค้าขายซึ่งก็คือการได้งานเป็นเจ้านายตัวเองแบบคนรุ่นใหม่ชอบคือการเป็น CEO และกระทรวงพาณิชย์จะขับเคลื่อนต่อไปพร้อมทั้งใช้ศักยภาพของหน่วยงานอื่นส่งเสริมการสร้างงานสร้างอาชีพด้วย







ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้า ปฏิบัติงานจิตอาสาหลักสูตรสภาสหพันธ์ รักษาสันติภาพสหประชาชาติ และได้รับใบประกาศนียบัตร

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ปฏิบัติงานจิตอาสาและได้รับใบประกาศนียบัตรหลักสูตรสภาสหพันธ์ รักษาสันติภาพสหประชาชาติ (UNPKFC) United Nations Peace Keepers Federal Council. องค์กรระดับโลกที่มีจุดมุ่งหมายการทำงานเพื่อมนุษยธรรม และผู้ที่ยังคงนำความช่วยเหลือ และการบรรเทาทุกข์ให้กับคนนับล้าน นอกจากนี้เพื่อสร้างการตระหนักถึงความต้องการการสนับสนุนการทำงานด้านมนุษยธรรมทั่วโลก และความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือเหล่านั้นเพียงพอ และวันนี้ องค์กร UNPKFC โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่ายระหว่างประเทศ และได้ประกาศวันที่ 19 ส.ค. เป็นวันมนุษยธรรมโลก (World Humanitarian Day) ตามที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 19 สิงหาคมเป็นวันมนุษยธรรมทั่วโลกในปี 2551 (2008)

กรมการค้าต่างประเทศ เชิญผู้ประกอบการไทยร่วมสัมมนาออนไลน์เติมความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ทางการค้าเพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจ

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs ผู้ส่งออก ผู้ผลิต และผู้สนใจทั่วไป ร่วมสัมมมนาออนไลน์ ภายใต้ โครงการขยายการค้าการลงทุนสู่สากลในหัวข้อเรื่อง “BOOST ธุรกิจ… ด้วยสิทธิประโยชน์ทางการค้า” เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยว กับสิทธิประโยชน์ทางการค้า สร้างโอกาสขยายธุรกิจเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนธุรกิจ

โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นการจัดแบบออนไลน์ผ่านระบบซูม ในวันที่ 9 กันยายน 2564 เวลา 09.00-12.00 น. ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ ได้ขนทัพวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิมากด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์โดยตรง ในประเด็นสิทธิประโยชน์ทางการค้าในกลุ่มประเทศ   อาเซียน ตั้งแต่หลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ และระเบียบปฏิบัติในการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ซึ่งปัจจุบัน ได้มีการเจรจาในกลุ่ม ประเทศอาเซียนปรับใช้เป็น e-Form D เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ส่งออก รวมถึงการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน (ASEAN Wide-Self-Certification)

ผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนา สามารถลงทะเบียนฟรีผ่าน Google Forms ได้ที่ https://bit.ly/3mYc0En หรือ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่       โทร 0 2254 6891-9 ต่อ 10 หรือโทร 06 1989 2214 อีเมล dft.boost.seminar@gmail.com

                                                                         * * * * * * * *

“ประยุทธ์-จุรินทร์” ดันผู้ส่งออก 42 ราย มอบรางวัล PM Export Award ในรูปแบบ Virtual Event ครบรอบ 30 ปี


นายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์” มอบ 42 รางวัล PM Export Award 2021 ในรูปแบบ Virtual Event ให้ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2564 ครั้งที่ 30 เพื่อกำลังใจให้ผู้ประกอบการไทย ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประกาศพร้อมเป็นทัพหน้าหนุนประกอบการส่งออกบุกตลาดโลกหลังโควิดคลี่คลาย ปลื้มยอดส่งออกปี 64 เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง  
วันนี้ (3 ก.ย.64) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2564 หรือ Prime Minister’s Export Award 2021 ครั้งที่ 30 ในรูปแบบ Virtual Event ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการมอบรางวัล บน เวทีเสมือนจริงในยุค new normal ที่ไม่สามารถพบปะร่วมกันได้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้อง คณะกรรมการและแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน สามารถเข้าร่วมงานได้ในรูปแบบออนไลน์  ผ่านทางระบบซูมและเฟซบุ๊กไลฟ์ โดยปีนี้ มีบริษัทที่ผ่านการพิจารณาเข้ารับรางวัลใน 7 สาขา รวม 42 รางวัล  34 บริษัท จากผู้สมัครทั้งหมด 216 ราย
หลังเสร็จสิ้นพิธีมอบรางวัล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล ว่า รัฐบาลได้มีนโยบายในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในภาคการผลิต การบริการ และการส่งออกให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง งานมอบรางวัล Prime Minister’s Export Award ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดที่ผู้ประกอบการส่งออกได้รับการรับรองจากรัฐบาล จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนาของผู้ประกอบธุรกิจส่งออก รวมทั้งทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันการค้าระหว่างประเทศแบบเชิงรุก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจตนเองให้ดียิ่งขึ้น
ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า  เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งในวาระครบรอบ 30 ปี ของรางวัล PM Award รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ถือเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการของไทยได้มีการพัฒนาสินค้าและบริการในทุกสาขา  ตั้งแต่ปี 2535 รวมจำนวนทั้งสิ้น 638 บริษัท 745 รางวัล ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนของความภาคภูมิใจของคนไทยในการผลิตสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ และในปีนี้ ผมได้มอบนโยบายการส่งเสริมผู้ประกอบการให้ครอบคลุมในทุกระดับตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ จนไปถึง SMEs และ Micro SMEs และกระจายไปยังภูมิภาคในทุกภาคส่วนของประเทศ จึงทำให้มีผู้ได้รับรางวัล ทั้ง 7 สาขา รวม 42 รางวัล 34 บริษัท จาก 15 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ ตามนโยบายด้านการเร่งรัดการส่งออกในมิติของการเพิ่มมูลค่าสินค้า พร้อมสร้างผู้ส่งออกรายใหม่ จึงได้เพิ่มรางวัลผู้ประกอบการหน้าใหม่ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกที่มีศักยภาพต่อไป
นายจุรินทร์ กล่าวเสริมว่า ปีนี้การส่งออก ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทำหน้าที่ได้ดีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการดำเนินการตามแผนการส่งเสริมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้ภาคการส่งออกของไทยกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งคือ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักสำคัญของไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป และจีน อีกทั้งภาคการผลิตทั่วโลกยังคงขยายตัวดี โดยเฉพาะการผลิตสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค สินค้าวัตถุดิบและสินค้าเพื่อการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่เงินบาทที่อ่อนค่าลงก็กลายเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกของไทย  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน ซึ่งส่งผลดีต่อราคาสินค้าส่งออกของไทย และจากความพยายามของกระทรวงพาณิชย์ในการเร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ล่าสุด ตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ค.2564 พบว่า ขยายตัวสูงถึง 20.27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในช่วง 7 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.2564) การส่งออกขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีมูลค่ารวมที่ 1.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 16.20% 
ด้านผู้ประกอบการที่รับรางวัลในปีนี้ ได้กล่าวถึงวิธีการรับมอบรางวัลในรูปแบบ Virtual Event  ปีนี้ว่า ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลจากท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง จากข้อจำกัดด้านมาตรการป้องกันโควิด 19 แต่ก็นับเป็นเกียรติและเป็นความภาคภูมิใจ พร้อมที่จะรักษามาตรฐานคุณภาพ รวมทั้งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการ อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป สำหรับรางวัล Prime Minister’s Export Award 2021 ปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 30 มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 216 ราย ผ่านการพิจารณาเข้ารับรางวัลใน 7 สาขา รวม 42 รางวัล ได้แก่ Best Exporter 9 รางวัล Best Thaibrand 9 รางวัล B est Innovation 3 รางวัล และ Aspiring Innovation 5 รางวัล   Best Design 7 รางวัล Best Services Enterprise Award รวม 4 รางวัล ได้แก่ สาขาโรงพยาบาล ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง คลินิกเฉพาะทาง 1 รางวัล สาขาดิจิตอลคอนท์และซอฟแวร์  1 รางวัล สาขาสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ 1 รางวัล สาขาโลจิสติกส์การค้า 1 รางวัล  Best OTOP 2 รางวัล และ Best Halal 3 รางวัล
ทั้งนี้ รางวัลผู้ประกอบการนวัตกรรมดาวเด่น Aspiring Innovation ถือเป็นรางวัลพิเศษในปีนี้ ที่เพิ่มขึ้น เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีนวัตกรรมโดดเด่น และมีศักยภาพในการส่งออก 5 รางวัล โดยเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ประกอบการที่เห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนว BCG ซึ่งรัฐบาลได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ
และจากข้อมูลการส่งออก ของผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลทั้ง 42 รายนี้  มีส่วนในการสร้างรายได้เข้าประเทศ ในปี 2563 ประมาณ 19,910 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.87 หรือ 1,788 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2562 ที่มีรายได้ประมาณ 18,122 ล้านบาท และในปี 2564 (ม.ค. – ก.ค. 64) ได้สร้างรายได้ให้แก่ประเทศแล้วประมาณ 11,377 ล้านบาท และมีส่วนสร้างการจ้างงาน ไม่ต่ำกว่า 14,639 คน  ซึ่งบทสรุปความสำเร็จของรางวัล Prime Minister’s Export Award นี้ นับเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ที่ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจส่งออก ให้สามารถก้าวเดินได้อย่างต่อเนื่อง และก้าวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ยุค New Normal ได้อย่างมั่นคง

****************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
3 กันยายน 2564

DITP เดินกลยุทธ์หนุน “ส่งออกของเล่นไทย” เจาะตลาดอเมริกาเน้นขยายช่องทางอีคอมเมิร์ซ-ร่วมงานแสดงสินค้า

ทูตพาณิชย์สหรัฐเผย แม้ในอุตสาหกรรมและการบริโภคของเล่นชะลอตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ยอดขายกลับมาขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น 16.7% ในปี 2563  โดยสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นสหรัฐฯ (The Toy Association) รายงานว่ายอดจำหน่ายสินค้าของเล่นและเกมในปี 2563 มีมูลค่า 25.14 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 5% ไปจนถึงปี 2567

นางสาวอุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ได้ติดตามและหาช่องทางในการขยายการส่งออกให้กับสินค้าไทยในฐานะเซลล์แมนประเทศ ตามที่ได้รับมอบนโยบายจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบว่าท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทของเล่น ส่งผลให้ตลาดของเล่นในสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดของโลกมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

“กลุ่มผู้บริโภคของเล่นและเกมในสหรัฐฯ อายุแรกเกิดจนถึงอายุ 17 ปี ในปี 2563 มีจำนวน 74 ล้านคน แบ่งเป็นอายุแรกเกิดถึง 5 ปี จำนวน 24.5 ล้านคน อายุ 6-11 ปี จำนวน 24.3 ล้านคน และอายุ 12-17 ปี จำนวน 25.2 ล้านคน และคาดว่าประชากรกลุ่มเด็กจะเพิ่มเป็น 74.7 ล้านคนในปี 2568 และกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มเด็กที่มีแนวโน้มจะใช้จ่ายซื้อสินค้าของเล่นและเกมโดยเฉลี่ยประมาณ 400 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปีต่อคน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่สำคัญในการขยายการส่งออกกลุ่มสินค้าของเล่นและเกมไปยังตลาดสหรัฐฯ” นางสาวอุษาศรี เขียวระยับ กล่าว

ทั้งนี้ในปี 2563 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าของเล่นและเกมมูลค่าประมาณ 25,279 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.63% โดยมีสินค้ากลุ่มเกมนำร่องนำเข้าเพิ่มขึ้น 78.3% เกมกลางแจ้งและอุปกรณ์กีฬา (Outdoor & Sporting Equipment) เพิ่มขึ้น 35% ขยายตัวจากสถานการณ์ล็อกดาวน์และการทำงานที่บ้าน ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้ากลุ่มสันทนาการและบันเทิงเพิ่มมากขึ้น

โดยจีนยังคงเป็นแหล่งนำเข้าของเล่นและเกมที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ หรือมีสัดส่วนทางการตลาด 81.46% แต่การนำเข้าจากจีนขยายตัวในอัตราต่ำอยู่ที่ 0.16% ในปี 2563 เนื่องจากสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 10% ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ในขณะที่ของเล่นไทยยังมีผลเชิงบวกจากมาตรการปลอดภาษีระหว่างไทย-สหรัฐฯ โดยปี 2563 สหรัฐฯ นำเข้าของเล่นและเกมจากไทยมีมูลค่า 138.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.5%

เพื่อเพิ่มการส่งออกสินค้าของไทยไปยังสหรัฐฯ แนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของสินค้าที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่น เน้นกลยุทธ์การตลาดเนื้อหาที่แข็งแกร่งควบคู่ไปกับช่องทางการเผยแพร่โดยใช้สื่อดิจิทัลมีอัตราการขยายตัวสูง เช่น Amazon.com และ Walmart.com พร้อมทั้งเข้าร่วมการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในสหรัฐฯ เพื่อการนำเสนอสินค้าของเล่นต่อผู้ซื้อในสหรัฐฯ ในงาน American Toys Fair ซึ่งถือเป็นงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติที่สำคัญของสหรัฐฯ หากผู้ประกอบการสนใจข้อมูลสินค้าและตลาดส่งออกเชิงลึกจากทูตพาณิชย์โดยตรง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.ditp.go.th
**************
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2 กันยายน 2564

พาณิชย์ สร้างรายได้ภาคธุรกิจโลจิสติกส์ไทย TILOG Virtual Exhibition 2021 สำเร็จเกินคาด



กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการจัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริง TILOG Virtual Exhibition 2021 เมื่อวันที่ 25 – 27 สิงหาคม 2564 บนแพลตฟอร์ม www.tilog-ve.com ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยมีผู้เข้าชมงานกว่า 24,000 ราย สร้างมูลค่าทางการค้าให้กับภาคธุรกิจโลจิสติกส์ไทยกว่า 1,249 ล้านบาท
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดำเนินการตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้กับภาคบริการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจบริการโลจิสติกส์ จึงได้จัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริง TILOG Virtual Exhibition 2021 ขึ้น เมื่อวันที่ 25 – 27 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของวงการโลจิสติกส์ไทยและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
การจัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริง มีผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยเข้าร่วมจำนวน 81 ราย และมีผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต่างประเทศกว่า 40 บริษัท อาทิ เมียนมา สปป.ลาว สิงค์โปร์ ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เยอรมนี ฯลฯ เข้าร่วมการเจรจาธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าและขยายเครือข่ายทางการค้าให้กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย ก่อให้เกิดมูลค่าทางการค้ากว่า 1,249 ล้านบาท เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 วัน มีผู้เข้าชมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงกว่า 24,000 คน จากหลายประเทศทั่วโลก
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ คือ ผู้ประกอบการท่าเรือนาฮา (Naha Port) จากจังหวัดโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่น ให้ความสนใจเชื่อมโยงเครือข่ายกับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย ซึ่งเผยว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ทำความรู้จักและขยายโอกาสทางการค้ากับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย นอกจากจะได้หารือเพื่อขยายปริมาณการนำเข้าส่งออกสินค้าระหว่างไทย-โอกินาวาในอนาคตแล้ว ยังสามารถใช้ท่าเรือนาฮาเป็นแหล่งกระจายสินค้าไปยังท่าเรือในภูมิภาคอื่นๆ ของญี่ปุ่น รวมทั้งภูมิภาคฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังได้จัดการประชุมนานาชาติด้านการค้าระหว่างประเทศ “Symposium 2021” ภายใต้แนวคิดดิจิทัลโลจิสติกส์ : คำตอบของอนาคต ระหว่างวันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2564 ควบคู่ไปกับงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริง ผู้เข้าร่วมกว่า 1,600 ราย โดยมีวิทยากรชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ Mr. Jan Hoffmann – Chief, Trade Logistics Branch จาก UNCTAD, Mr. Herbert Vongpusanachai กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน บริษัท DHL Express, Mr. Chong Kok Keong  ผู้บริหารบริษัทดิจิทัลแพลตฟอร์มชั้นนำของสิงคโปร์ GeTS Asia Pte Ltd. คุณอัศรี ศรีสงคราม รองกรรมการผู้จัดการบริษัท วี. คาร์โก จำกัด เจ้าของรางวัลผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์  ประจำปี 2563 คุณธเนศ พิริโยธินกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้า พัฒนาธุรกิจ และการลงทุน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) และคุณพิเศษ ฤทธาภิรมย์ Cluster Manager บริษัท Maersk ประเทศไทย

ผู้ที่สนใจยังสามารถชมสินค้าและบริการของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย ร่วมเจรจาธุรกิจ รวมถึงรับชมการเสวนาย้อนหลังต่างๆ บนแพลตฟอร์ม www.tilog-ve.com ได้ถึงวันที่ 27 กันยายน 2564 และติดตามข่าวสารด้านโลจิสติกส์ได้ที่ facebook DITP.Logistics

* * * * * * * * * * * * * * * * * *
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
31 สิงหาคม 2564

เรือนจำจังหวัดนนทบุรี เอ็มมี่ เเม็กซิม ดารา-นางแบบ นำทีมจิตอาสาแจกข้าวกล่อง ผตข.พ้นโทษ เรือนจำนนทบุรี

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.64 ที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี ได้มีการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังภายในเรือนจำจำนวน 120 คนที่ได้รับการอภัยโทษ โดยมีญาติพี่น้องของผู้ถูกคุมขังมารอรับตัวเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันนายรัฐ ริมธีรกุล คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย(นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์) อมลวรรณ ศิริกิตติรัตน์(เอ็มมี่ แม็กซิม)ดารา/นักแสดง​, นายภาคิน เจริญนนทสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. และ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการด้านปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร ,
เพ็ญจันทร์ วงค์สมเพ็ชร ผู้กำกับละคร/ภาพยนตร์ , ไตญ่า ตาราไตญา อ่อนสัมพันธ์ Miss Mardi Gras Thailand 2021 , Miss LGBT Tourism Thailand 2020 สุคลรวา ธูปทอง มิสควีนเรนโบว์สกาย  นายวรวีร์ ยุกตันติไชยธร MR.MODEL UNIVERSE​ NONTHABURI 2021 ได้นำข้าวกล่อง พร้อมแมสท์ และแอลกกอฮอล์ มาแจกให้กับเจ้าหน้าที่เรือนจำนนทบุรี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษและปล่อยตัวในวันนี้ โดยมี น.ส.ปรีย์ธิดา สมจิตร ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้มารับมอบ

ด้านนายรัฐ  ริมธีรกุล กล่าวว่า หลังทราบว่าทางเรือนจำจังหวัดนนทบุรีจะมีการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในวันนี้ ตนพร้อมด้วยเอมมี่ แม๊กซิม และกลุ่มเพื่อนจิตอาสา จึงได้ร่วมกันนำข้าวกล่องมาแจกให้กับผู้ที่พ้นโทษ เพื่อมุ่งหวังให้เขาได้รับโอกาสใหม่ในชีวิตหลังพ้นโทษออกไปแล้ว และอยากให้พวกที่พ้นโทษรับรู้ว่าสังคมยังไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา ขอเเค่ให้พวกเขาเหล่านี้มุ่งมั่น เปลี่ยนแปลงตัวเอง นำสิ่งที่ผิดพลาดมาเป็นบทเรียน และไม่หวนกลับไปทำผิดซ้ำ ซึ่งทุกคนก็พร้อมที่จะให้โอกาสอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้หนึ่งในกลุ่มจิตอาสาที่มามอบอาหารให้กับผู้พ้นโทษ ก็เคยเดินทางผิดเช่นกัน แต่หลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัว เขาได้คิดใหม่ ทำใหม่ จนได้เป็นตัวแทนจังหวัดนนทบุรี ส่งเข้าประกวด MR.MODEL UNIVERSE​ NONTHABURI 2021  ซึ่งก็คือนายวรวีร์ ยุกตันติไชยธร อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี 6 เดือน ได้รับพระราชทานอภัยโทษ 3 ครั้ง และผ่านการอบรมชุมชนบำบัด จนได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด แต่ก็ต้องใส่กำไลข้อเท้า (EM)ถึงแม้ว่าทุกวันนี้นายวรวีร์ ยังต้องใส่กำไลข้อเท้า (EM) แต่น้องก็ไม่เคยอาย พร้อมยืดอกยอมรับกับสิ่งที่เคยทำผิดพลาด และเข้าร่วมกลุ่มจิตอาสามาโดยตลอด ซึ่งทางกลุ่มของเราก็พร้อมที่จะให้โอกาสกับผู้ที่เคยหลงผิด ได้มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตใหม่และคืนคนดีสู่สังคมอีกครั้ง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น