DITP แนะผู้ประกอบการหาโอกาสลงทุนในซาอุดิอาระเบีย รับนโยบายมุ่งสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่น้ำมัน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยซาอุดิอาระเบีย เดินหน้าปรับภาคการผลิตมุ่งสู่การลงทุนในภาคที่ไม่ใช่น้ำมัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แนะผู้ประกอบการไทยศึกษา และหาโอกาสในการเข้าไปลงทุนหรือร่วมลงทุน

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ
ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจโอกาสทางด้านการลงทุนให้กับผู้ส่งออกของไทย ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจดดาห์ ซาอุดิอาระเบีย ถึงโอกาสในการเข้าไปลงทุนหรือร่วมลงทุนของผู้ประกอบการไทยกับนักลงทุนในซาอุดิอาระเบีย หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียมีการปรับเปลี่ยนนโยบายมุ่งส่งเสริมให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่น้ำมันเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียมุ่งมั่นดำเนินการตามแผนการปฏิรูป Vision 2030 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ภาคเอกชนมีส่วนในการเพิ่ม GDP จากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 65 และ Vision 2030 ยังมีวัตถุประสงค์

เพื่อเพิ่ม GDP การส่งออกของประเทศซาอุดีอาระเบียในภาคที่ไม่ใช่น้ำมันจากร้อยละ 16 เพิ่มเป็นร้อยละ 50 และลดอัตราการว่างงานจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 7 ซึ่งบทบาทของการลงทุนในภาคเอกชนไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับปรุงแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจในประเทศซาอุดีอาระเบียอีกด้วย

นอกจากนี้ ศูนย์การศึกษาและวิจัยปิโตรเลียม The King Abdullah Petroleum Studies and Research Center – KAPSARC ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์การลงทุนในภาคส่วนต่าง ๆ ในซาอุดีอาระเบียที่ไม่ใช่น้ำมัน พบว่าการลงทุนในภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันของซาอุดีอาระเบียสามารถส่งผลต่อประสิทธิภาพของผลผลิต การจ้างงาน การขยายกำลังการผลิต และเป็นรากฐานสำหรับการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะที่นักวิจัย พบว่า การวิเคราะห์การลงทุนในระดับภาคส่วนมีความสำคัญมาก เนื่องจากมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงโอกาสที่เป็นไปได้ในการส่งเสริมการลงทุนในแต่ละภาคส่วน การกำหนดนโยบายการลงทุนเฉพาะภาคส่วนจะส่งผลดีกว่าการกำหนดนโยบายการลงทุนขนาดเดียว ดังนั้น ควรพิจารณามาตรการการกำหนดนโยบายเฉพาะภาค เพื่อปรับให้เกิดความเหมาะสม และยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ด้วยการแนะนำเทคนิคและกระบวนการผลิตใหม่ ๆ ผลการศึกษาและวิเคราะห์การลงทุนแสดงให้เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศนำไปสู่การลงทุนที่มากขึ้นในระยะยาว

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 พฤศจิกายน 2564

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดฉากมหกรรมช้อปปิ้ง 11.11ส่งหมอนยางพาราไทย เขย่าใจนักช้อปออนไลน์จีน หวังดันยอดขายทะลุ 250 ล้านบาท

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในการเดินหน้ายุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” รวมทั้งการเร่งรัดการส่งออกเพื่อการนำรายได้เข้าสู่ประเทศ โดยใช้นวัตกรรมใหม่ทางการตลาดและการใช้แพลตฟอร์มที่มีศักยภาพทั้งของไทยและแพลตฟอร์มระดับโลกเพื่อผลักดันสินค้าและบริการของไทยสู่ตลาดโลกมากขึ้นนั้น กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มองเห็นถึงโอกาสในการผลักดันยอดส่งออกสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางพาราไทย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอันดับต้นๆ ของไทย โดยได้ร่วมมือกับทางแพลตฟอร์ม Tmall Global (ทีมอลล์ โกลบอล) ในตลาดจีน ในการเข้าร่วมมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 11.11 หรือวันคนโสด ระหว่างวันที่ 1 – 11 พฤศจิกายน 2564 เพื่อดันยอดขายสินค้าหมอนยางพาราไทยที่เป็นสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน (Household Appliances) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้ายอดฮิตอันดับ 1 ในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งดังกล่าวในปีที่ผ่านมา

สำหรับกิจกรรมปีนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เตรียมโปรโมทวิดีโอแนะนำสินค้าหมอนยางพาราไทยแท้ในหลายช่องทาง อาทิ ผ่านทางแคมเปญหลักบนแพลตฟอร์ม Tmall Global และสื่อออนไลน์ยอดนิยมอย่างช่อง Guangguang (กวงกวง) ของ Taobao (เถาเป่า) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อชาวจีนในการเลือกซื้อสินค้าหมอนยางพาราไทยที่มีคุณภาพ โดยคาดว่าจะมีผู้ชมไม่ต่ำกว่า 20 ล้านรายต่อวัน และจะคาดว่ามีการแชร์สู่สายตาชาวจีนรวมกว่าหลายร้อยล้านราย

“ปัจจุบันกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดร้าน TOPTHAI (ท็อปไทย) บนแพลตฟอร์ม Tmall Global เพื่อจำหน่ายสินค้าหมอนยางพาราไทยแท้ โดยชูจุดเด่นในเรื่องสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยและทำจาก
น้ำยางพาราแท้ มีมาตรฐานได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐของไทย มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของสุขภาพ
ด้วยรูปทรงหมอนที่สามารถคงสภาพได้ดี มีความยืดหยุ่นสูงสามารถรองรับแรงกดทับ ป้องกันไรฝุ่นและเชื้อราที่อาจก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ซึ่งแตกต่างจากสินค้าลอกเลียนแบบคุณภาพต่ำในท้องตลาดที่อาจมีการอ้างหรือสวมสิทธิ์ว่าเป็นหมอนยางพาราไทย กระทรวงฯ มองว่าการโปรโมทสินค้าหมอนยางพาราในช่วง 11.11 จะมียอดคำสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวกว่า 250 ล้านบาท” นายภูสิต กล่าว
นอกจากนี้ กรมฯ ได้วางโมเดลร้าน TOPTHAI บนแพลตฟอร์ม Tmall Global ให้เป็นร้านที่จำหน่ายหมอนยางพาราแท้จากประเทศไทย โดยสินค้าหมอนยางพาราที่จำหน่ายในร้านเป็นแบรนด์สินค้าจากบริษัทที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (TMark) จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการการันตีคุณภาพสินค้าและรับรองแหล่งผลิตสินค้าในประเทศไทย อีกทั้งหมอนยางพาราทุกใบในร้าน TOPTHAI ยังผ่านมาตรฐานการตรวจสอบจากหน่วยงาน C.C.I.C. (China Certification & Inspection Group) ซึ่งเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจร่วมทุน

ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐของจีน (ศุลกากร) ที่รับรองสินค้าในรูปแบบ RFID Tag ที่ลูกค้าชาวจีนสามารถสืบค้นข้อมูลแหล่งผลิตของหมอนยางพาราไทยทุกใบแบบย้อนกลับได้ (Traceability) ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าในร้านดังกล่าว

ทั้งนี้ มหกรรม eCommerce 11.11 (หรือวันคนโสด) ซึ่งเป็นมหกรรมลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ของทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ในตลาดจีน รวมถึงตลาดอื่นๆ ทั่วโลก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-11 พฤศจิกายน เป็นประจำทุกปี โดยในปี 2020 มีมูลค่าการซื้อขายตลอดช่วงมหกรรมในจีนจำนวน 769.7 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปี 2019 เกือบเท่าตัว (410.1 พันล้านหยวน) ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การค้าออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
8 พฤศจิกายน 2564

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้า รับมอบรางวัลทำประโยชน์เพื่อสังคม

วศิน วรรณพฤกษ์
ผู้อำนวยการฝ่าย ธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เข้ารับรางวัลสยามกินรีมหาชน สาขาผู้บริหารดีเด่นที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม

จัดโดย หม่อมหลวง สิริณ รองทรง ดร.ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ สมาคมสตรีไทยสากลสภาศิลปินความดีเพื่อศาสนา สภารักษ์วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ ชมรมมิตรภาพความดีแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

ครั้งแรก! สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจับมือกระทรวงพาณิชย์ – เกษตรจัดประกวดข้าวพันธุ์ใหม่สมบูรณ์แบบทุกมิติเฟ้นหาสุดยอดพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ตลาดนานาชาติเพื่อครองความเป็นผู้นำข้าวโลกอย่างยั่งยืน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทย” แบบไฮบริด ซึ่งสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ และมีเป้าหมายที่จะจัดต่อเนื่องไปทุกปี โดยงานในวันนี้ (5 พฤศจิกายน 2564) มีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองกระทรวง คณะกรรมการสมาคม นักวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว ผู้ประกอบการค้าข้าว เกษตรกรชาวนา และสื่อมวลชนร่วมงาน ณ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท จังหวัดชัยนาท พร้อมคณะทูตพาณิชย์จาก 25 ประเทศ และพาณิชย์จังหวัดใน 27 แหล่งเพาะปลูกของประเทศร่วมกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์
ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ให้เกียรติแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “การขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทย” โดยให้ความเห็นว่า “โครงการประกวด นี้ถือเป็นตัวอย่าง ที่ดี ในการนำ นโยบายมาปฏิบัติและต่อยอดให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และถือเป็นความหวังของอุตสาหกรรมข้าวไทยที่เป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ” พร้อมประกาศเดินหน้าเร่งขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563 -2567 ตอกย้ำหลักการ “ตลาดนำการผลิต” เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็น “ผู้นำการผลิต การตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก” พร้อมแสดงความมั่นใจว่าปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งปี 2564 จะได้ตามเป้าที่ปริมาณ 6 ล้านตัน อันเป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันระหว่างภาครัฐและเอกชน
ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า การประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ เป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมข้าว ไทยเนื่องจากเป็นการจัดประกวดพันธุ์ข้าวเชิงพาณิชย์ ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ อีกทั้งมีรูปแบบการประกวดที่มีความพิเศษสมบูรณ์ทุกมิติ ทั้งด้านการเพาะปลูก การขัดสี และคุณภาพการหุงต้ม สามารถเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่ออนาคตข้าวไทยให้กับเกษตรกรชาวนา ผู้ประกอบการค้าข้าว ตลอดจนผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
“หนึ่งในกลยุทธ์หลักสู่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมข้าวไทยคือการใช้การตลาดนำการผลิต โดยแสวงหาข้าวพันธุ์ใหม่ๆที่สามารถตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของตลาดข้าวโลก โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวคุณภาพดี รสชาติดี ที่มีผลผลิตต่อไร่สูงที่ช่วยลดต้นทุนแต่เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าวเสริมว่า การประกวดพันธุ์ข้าวครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากกรมการข้าว กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ในการดำเนินการประกวดโดยทดลองลงแปลงปลูกจริงเพื่อเปรียบเทียบกับข้าวพันธุ์ดีของไทยใน สามจังหวัด สามภาค ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก และศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น ตลอดจนสนับสนุนให้นักวิจัยและพัฒนาได้ส่งผลงานมาร่วมประกวดรวมถึง 48 พันธุ์ข้าวในสามประเภท ได้แก่ ข้าวหอมไทย ข้าวขาวพื้นนุ่ม และข้าวขาวพื้นแข็ง อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วย

โครงการประกวดครั้งสำคัญนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ข้าวไทย อันเป็นแนวทางการพัฒนาข้าวไทยอย่างยั่งยืนซึ่งร่วมกันจัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก ในรัฐบาลนี้โดยคณะอนุกรรมการ จัดทำยุทธศาสตร์ที่มีรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงและหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวทั้งหมด รวมทั้งได้รับความ เห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) และคณะรัฐมนตรีมาแล้ว
ภายในงาน นาย นที มนตริวัต รองผู้ว่าราชการปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทได้มาร่วมต้อนรับคณะแขกผู้มีเกียรติ อาทิ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์และอธิบดีกรมต่างๆ นายชาตรี บุญนาค รักษาการอธิบดีกรมการข้าว และคณะกรรมการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย อาทิ นายกกิตติมศักดิ์ นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ และอุปนายกผู้รับผิดชอบโครงการฯ นายวัลลภ มานะธัญญา ตลอดจนตัวแทนเกษตรกรจากชัยนาท และจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอวีดิทัศน์ เรื่อง “ข้าวพันธุ์ใหม่ กู้วิกฤติข้าวไทย” และนิทรรศการเกี่ยวกับการประกวด รวมถึงการชมแปลงทดลองเพาะปลูกที่ได้รับเกียรติจากสองพิธีกรกิตติมศักดิ์ คือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ดร กีรติ รัชโน และ รองอธิบดีกรมการข้าว นนทิชา วรรณสว่าง
ในโอกาสเดียวกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์มูลค่ารวม 500,000 บาท ที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยนำมามอบให้แก่ 12 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาทอีกด้วย * * * * * * * * * * *

DITP ชี้ช่องส่งออกอุปกรณ์กอล์ฟเจาะตลาดสหรัฐฯ แนะจับกลุ่มเด็ก-ผู้หญิง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้ช่องส่งออกอุปกรณ์กอล์ฟเจาะตลาดสหรัฐฯ หลังรัฐผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด-19 ทำคนออกมาเล่นกีฬากลางแจ้งมากขึ้น แนะจับกลุ่มนักกอล์ฟเด็กและผู้หญิง ที่มีเกือบ 10 ล้านคน ส่วนการทำตลาด ควรเข้าร่วมงานแสดงสินค้า 2 งานใหญ่ เพื่อนำสินค้าไปแนะนำ และเปิดตัว นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ค้นหาโอกาสการส่งออกให้กับสินค้าไทย ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐฯ ถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าอุปกรณ์กอล์ฟ หลังจากที่ภาครัฐสหรัฐฯ ได้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้ธุรกิจการค้าในสหรัฐฯ กลับมาคึกคักและผู้คนได้ออกมาเล่นกีฬากลางแจ้งได้มากขึ้น ทั้งนี้ มีตัวเลขยอดขายสินค้าอุปกรณ์กอล์ฟ ได้แก่ ลูกกอล์ฟ ไม้ตีกอล์ฟ และอุปกรณ์อื่น ๆ รวมทั้งกลุ่มเสื้อผ้าแบรนด์ดังอย่าง Callaway , Titleist , Footjoy และรวมไปถึงร้านค้าปลีก เช่น Dick’s Sporting Goods และ Golf Galaxy ที่ต่างมียอดขายเติบโตขึ้น เป็นการยืนยัน และเฉพาะเดือนกรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นฤดูกีฬากอล์ฟ พบว่า มีจำนวนการออกสนามสูงที่สุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.1 ซึ่งสหรัฐฯ เป็นตลาดกีฬากอล์ฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลาดกอล์ฟในสหรัฐฯ มีมูลค่าประมาณ 84.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2562 นายภูสิตกล่าวว่า สำหรับสินค้าไทย มีโอกาสในการเข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาด โดยควรจะเจาะตลาดสินค้าสำหรับนักกอล์ฟกลุ่มเด็ก และนักกอล์ฟหญิง ที่มีจำนวนเกือบ 10 ล้านคน เพราะเป็นกลุ่มที่ซื้อสินค้าบ่อยครั้งกว่าผู้ใหญ่ ส่วนสินค้าที่มีความต้องการในตลาด ได้แก่ ชุดไม้ตีกอล์ฟ ถุงมือ ลูกกอล์ฟ รองเท้า ถุงใส่อุปกรณ์ รถลาก เสื้อผ้านักกอล์ฟ หมวก รถกอล์ฟ ที่ใช้ตั้งลูก อุปกรณ์ฝึกซ้อม เป็นต้น ส่วนช่องทางการขยายตลาดสินค้าอุปกรณ์กีฬากอล์ฟ ผู้ส่งออกไทยควรจะพิจารณาเข้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่สำคัญของกีฬากอล์ฟในสหรัฐฯ ได้แก่ PGA Show 2022 (www.pgashow.com) ระหว่างวันที่ 25-28 มกราคม 2565 ณ เมือง Orlando, Florida และงาน GCSAA Conference & Trade Show 2022 (www.gcsaaconference.com) ระหว่างวันที่ 5-10 กุมภาพันธ์ 2565 ณ เมือง San Diego, California ปัจจุบัน ในช่วง 8 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ส.ค.) สหรัฐฯ มีการนำเข้าสินค้าอุปกรณ์กอล์ฟเป็นมูลค่า 1,103.60 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 78.34 มีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ คือ จีน ไต้หวัน และเวียดนาม โดยนำเข้าจากไทยเป็นมูลค่า 56.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.38 สินค้าหลักของไทย คือ ลูกกอล์ฟ มีมูลค่า 36.05 ล้านเหรียญสหรัฐ

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

​​**
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
6 พฤศจิกายน 2564

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เตรียมบุกตลาดผลไม้พรีเมี่ยมญี่ปุ่นและเกาหลีใต้”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมจัดสัมมนาสินค้าผลไม้พรีเมี่ยมบุกตลาดญี่ปุ่นและ
เกาหลีใต้ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย สร้างโอกาสในการส่งออกสู่ตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากนโยบาย
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) เห็นถึงความสำคัญของสินค้าผลไม้ไทย และได้มีการออกมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก 17 มาตรการที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลราคาผลไม้ในปี 2565 เพื่อมีความเสถียรภาพและเป็นธรรมแก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ รวมถึงให้ผู้ประกอบการส่งออกได้เตรียมความพร้อมการจัดการผลไม้ส่งออกล่วงหน้าแบบครบวงจร ซึ่งหนึ่งในมาตรการดังกล่าว คือ การอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการไทยและเกษตรกรสินค้าผลไม้เข้าใจการส่งออกสินค้าผลไม้ไปยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงให้ทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศช่วยระบายผลไม้ของเกษตรกรทั้งในและต่างประเทศ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ ประเทศญี่ปุ่น (กรุงโตเกียว นครโอซากา) และประเทศเกาหลีใต้ กรุงโซล ร่วมกันกำหนดจัดสัมมนา “สินค้าผลไม้ไทยบุกตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้” ผ่านทางระบบออนไลน์ ในวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน 2564 เวลา 10.00 – 12.00 น. ซึ่งการจัดสัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้นำเข้าสินค้าผลไม้รายใหญ่ในตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้าร่วมบรรยาย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ภาพรวมการนำเข้าผลไม้ (มะม่วง กล้วย ทุเรียน และมังคุด) ของตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พร้อมทั้งความต้องการและโอกาสในการส่งออกสู่ตลาดดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยและเกษตรกรสินค้าผลไม้ (มะม่วง กล้วย ทุเรียน และมังคุด) ในการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่อไป
สินค้าผลไม้ถือเป็นสินค้าเป้าหมายในการส่งออกและทำรายได้ให้กับประเทศ โดยใน 9 เดือนแรกของปี 2564 ยอดการส่งออกผลไม้สดและผลไม้แปรรูป มีมูลค่าสูงถึง 161,256.94 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 50.28 โดยตั้งเป้าส่งออกผลไม้ทั้งปีนี้ไม่ต่ำกว่า 180,000 ล้านบาท ขยายตัวกว่าร้อยละ 30 โดยตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในประเทศหลักในการส่งออกผลไม้พรีเมี่ยมของไทย ที่มียอดส่งออกรวมกันสูงถึง 1,812.76 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 25.09 และผลไม้ยอดนิยม คือ มะม่วง กล้วย ทุเรียน และมังคุด
นอกจากการจัดสัมมนาที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 กรมฯ ยังมีแผนส่งเสริมการส่งออกสินค้าผลไม้อย่างต่อเนื่อง อาทิ 1. กิจกรรมเจรจาจับคู่ซื้อขายผลไม้ทางระบบออนไลน์ (Online Business Matching : OBM )

  1. การจัดงานส่งเสริมการบริโภคผลไม้ระดับนานาชาติในรูปแบบ Hybrid (THAIFEX – ANUGA Asia) 3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยในห้างสรรพสินค้าและในตลาดสำคัญในต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า In Store Promotion
  2. การจัดกิจกรรม Thai Fruit Golden Months ในประเทศต่างๆ และ 5. การจัดกิจกรรมขายผลไม้ผ่านแพลตฟอร์มสำคัญๆ
    ระดับโลก เช่น Rakuten และ Yahoo ในญี่ปุ่น Coupang, SSG, Naver, Interpark, Gmarket และ 11st (11STREET)
    ในเกาหลีใต้ bigbasket ของอินเดีย และTmall ของจีน เป็นต้น
    ในการนี้ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการไทยและเกษตรกรสินค้าผลไม้ (มะม่วง กล้วย ทุเรียน และมังคุด)
    ที่สนใจส่งออกผลไม้ไปยังตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ สมัครเข้าร่วมสัมมนาได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 0 2507 8219 หรือทาง E-mail: japan.ditp@gmail.com

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
29 ตุลาคม 2564

รฟฟท. จัดเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจลาดตระเวนเส้นทางเดินรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ป้องกันการลักลอบตัดสายอาณัติสัญญาณในระบบรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบาย และข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจ และเป็นไปตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยในระบบรถไฟฟ้า บริษัทจึงจัดเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจลาดตระเวนเส้นทางเดินรถไฟฟ้า ในบริเวณด้านนอกรั้วทางคู่ขนานแนวเส้นทางเดินรถ และบนรางรถไฟฟ้า ทั้งช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน เพื่อตรวจสอบ และป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาลักลอบตัดสายอาณัติสัญญาณในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยบริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย และข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการออกมาตรการกำกับ ควบคุม และดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักลอบตัดสายอาณัติสัญญาณขึ้น โดยระดมเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวน ทั้งช่วงกลางวัน และช่วงกลางคืน

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตคนชานเมือง Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” จัดกิจกรรมกระตุ้นชาวฮ่องกงซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทย

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ดึงดูดชาวฮ่องกงเข้ามาเลือกซื้อเป็นบ้านหลักที่ 2 และใช้เพื่อการพักผ่อนระยะยาว หลังรัฐบาลไฟเขียวต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ เผยได้รับความสนใจจากชาวฮ่องกงเป็นอย่างมาก หลังต้องการย้ายถิ่นฐาน ชื่นชมไทยในฐานะประเทศปลายทางยอดนิยม

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ที่ประจำการอยู่ในประเทศที่เป็นเป้าหมายในการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีความมั่งคั่งให้เข้ามาพักอาศัยระยะยาวในเมืองไทย ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2564 ที่ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในไทย นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง กล่าวว่า สำนักงานฯ ได้รับนโยบายจากกรมฯ และได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยในตลาดฮ่องกง ในหัวข้อ Property Investment in Thailand ณ ตึก California Tower ย่าน Lan Kwai Fong โดยจัดขึ้นภายใต้มาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 และมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำนักงานฯ ได้ใช้โอกาสนี้ ประชาสัมพันธ์ให้ชาวฮ่องกงซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย เพื่อใช้เป็นบ้านหลังที่ 2 และใช้เพื่อการพักผ่อนระยะยาว เพราะปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงมีราคาสูงมาก ยากต่อการเป็นเจ้าของ ประกอบกับชาวฮ่องกงมีความต้องการที่จะย้ายถิ่นฐานออกไปต่างประเทศ และมีความชื่นชมและมองไทยเป็นประเทศปลายทางยอดนิยม

ยิ่งนโยบายรัฐบาลเอื้อต่อการเข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะจับตลาดลูกค้าชาวฮ่องกงได้เพิ่มขึ้น
โดยในการจัดงานครั้งนี้ ได้มีการนำเสนอธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยมีการจัดคูหาประชาสัมพันธ์ และ
การนำเสนอในรูปแบบ Virtual Showcase ผ่านระบบเครือข่ายดิจิทัลผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระหว่างไทยและฮ่องกง โดยมีผู้เข้าร่วม อาทิ MQDC แมคโนเลีย กรุ๊ป ,
The Strand , พฤกษา , แสนสิริ , Fraser , Richy , Elite Thai Visa Program , ธนาคารกรุงเทพ , ธนาคารกสิกรไทย , โรงเรียนนานาชาติ Harrow และ Shrewbury รวมถึง บริษัท HPA และ รีสอร์ท Aqualla จังหวัดพังงา และ Andara จังหวัดภูเก็ต ซึ่ง Virtual Showcase นี้ เข้าถึงผู้ชมทันทีถึงกว่า 600 ราย ซึ่งสำนักงานฯ ได้ลงคลิปของการจัดงานดังกล่าวในเฟซบุ๊ก Thai Trade Centre Hong Kong เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถดูย้อนหลังได้ และเข้าถึงผู้ประกอบการไทย และชาวฮ่องกงได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ทั้งนี้ ช่วงการเปิดงาน ได้รับเกียรติจากแขกกิตติมศักดิ์ Dr.Allan Zeman ผู้เป็นตำนานการบุกเบิกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ย่านลานไควฟงในฮ่องกง และประธานกลุ่มบริษัท Lan Kwai Fong Holdings Ltd. รวมทั้ง
Mr. Nicholas Ho ประธานบริษัท Ho & Partners Architects Engineers & Development Consultants Limited (HPA) นักลงทุนในโครงการ Smart City ในจังหวัดชลบุรี และยังได้รับเกียรติจากนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย ที่ได้เข้าร่วมงาน Online เพื่อให้ข้อมูลภาพรวมตลอดจนอนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
พร้อมกันนี้ มีธนาคารกรุงเทพ สาขาฮ่องกง , LKF Group , ArCarl Limited , โรงเรียนนานาชาติ Harrow และโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury ที่เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยว่าไทยมีจุดได้เปรียบในด้านค่าครองชีพที่ไม่สูง มีห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โรงพยาบาล สถานศึกษา และสิ่งอำนวยความสะดวกตอบโจทย์การใช้ชีวิตของกลุ่มลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งเมื่อมีมาตรการรัฐเป็นตัวช่วยยิ่งทำให้อสังหาริมทรัพย์ไทยมีจุดขายเพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มีศักยภาพ มีความพร้อมรองรับการลงทุนจากต่างชาติ อาทิ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประกอบกับสถานการณ์การเมืองในฮ่องกง ทำให้ชาวฮ่องกงมีความต้องการอพยพย้ายออกจากฮ่องกง โดยไทยเป็นจุดหมายอันดับต้น ๆ ของชาวฮ่องกง เนื่องจากไทยมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่คล้ายคลึงกัน และราคาที่พักอาศัยของไทยที่มีราคาถูกกว่ามาก
ซึ่งเหมาะสมสำหรับชาวฮ่องกงในการพิจารณาซื้อเพื่อประกอบธุรกิจหรือใช้เป็นบ้านหลังที่ 2 รวมทั้งเพื่อใช้สำหรับการพักผ่อนระยะยาว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
19 ตุลาคม 2564

มอบกระเช้าแสดงความยินดี

เกรซ นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ
Miss Thailand World 2019 ทูตกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ควงรุ่นพี่นางงามครอบครัว MTW เข้าร่วมมอบกระเช้าแสดงความยินดีในโอกาสที่สำนักข่าว “คม ชัด ลึก” ครบรอบ 20 ปี โดยมี รณชัย หาญสุวานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้รับมอบ  ณ อาคารอินเตอร์ลิงค์ทาวเวอร์ 1 เขตบางนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564

DITP จับมือไอคอนคราฟท์หาช่องทางช่วยผู้ประกอบการ SMEs สู้โควิด จัดเวทีผลักดันแบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่สู่สากล “Qurated Fashion Showcase: In Full Bloom”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประกาศศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ผ่านโครงการ
“Qurated Fashion Showcase: In Full Bloom” เพื่ออวดโฉมผลงานผู้ประกอบการแฟชั่นไทยจากภูมิภาคต่าง ๆ
สู่สากล โดยความร่วมมือกับไอคอนสยามภายใต้มาตรการ ศบค. จัด Fashion Showcase แบบ Free Form มุมมอง 360 องศา เปิดประสบการณ์ท่องโลกแห่งสีสันของแฟชั่น 4 เทรนด์ 4 อารมณ์ พร้อม
จัดจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการในโครงการ เพื่อช่วยเหลือ SMEs จากผลกระทบโควิด-19

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เป็นประธานเปิดงาน“Qurated Fashion Showcase : In Full Bloom” จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ณ ไอคอนสยาม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
ให้ยังคงสามารถเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 24 ตุลาคม 2564 ซึ่งนอกจากจะมี
การแสดงแฟชั่นโชว์และจัดแสดงผลงานจากผู้ประกอบการแฟชั่นที่เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการแฟชั่นแล้ว ยังต่อยอดด้วยการจัดจำหน่ายสินค้าของผู้เข้าร่วมโครงการบางส่วนโดยไอคอนคราฟท์อีกด้วย
นายภูสิต เปิดเผยว่า “อุตสาหกรรมแฟชั่นของไทย เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ในระดับอุตสาหกรรมและระดับท้องถิ่น ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมถึงมีแรงงานที่อยู่ในซัพพลายเชนจำนวนมาก โดย Qurated Fashion Showcase : In Full Bloom
ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการจับมือระหว่าง DITP กับ ไอคอนคราฟท์ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนสร้างช่องทางให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการแฟชั่น หรือ Qurated Fashion Incubation Project และเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการสู่ตลาดสากล อีกด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ประกอบการที่ผ่านการพัฒนาจากโครงการฯ จะได้รับโอกาสในการนำสินค้าที่ผ่านการพัฒนาเข้าร่วมทดสอบตลาดที่งานแสดงสินค้า STYLE Bangkok แต่จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้กรมไม่สามารถจัดงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok ในรูปแบบปกติได้ และทำให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการขาดช่องทางในการทำตลาด จึงได้ร่วมมือกับ ไอคอนคราฟท์ โดยการเพิ่มช่องทาง
จัดจำหน่ายสินค้า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญเพื่อช่วยให้ SMEs สามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายของเศรษฐกิจไปให้ได้ อันเป็นไปตามนโยบายที่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ไว้”
Qurated Fashion Incubation Project จัดโดย DITP อย่างต่อเนื่องมาถึง 11 ปี เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการแฟชั่นรุ่นใหม่ที่อยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย และมีศักยภาพสูง ในการผลิตสินค้าที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์พิเศษ แต่มีข้อจำกัดในด้านการผลิตเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โดยหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครอบคลุมการพัฒนาสินค้าเชิงลึกเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มแฟชั่นในตลาดเป้าหมาย และความต้องการของผู้ซื้อ
ในระดับสากล ตลอดจนส่งเสริมการสร้างแบรนด์สินค้าของตนเอง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างแข็งแกร่ง “จุดเด่นของโครงการคือการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่แบบครบวงจร โดยใช้เทรนด์โลกเป็นที่ตั้ง และดึงเอาศักยภาพของผู้ประกอบการแต่ละแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์อันเป็นภูมิปัญญาและงานฝีมือ เพื่อนำมาประยุกต์สินค้าของตนให้มีความแข็งแรงและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ผ่านการบ่มเพาะจากทีมดีไซเนอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระดับแนวหน้าของไทย สร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันใหม่ที่ทันสมัย และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ
ที่ผ่านการพัฒนาจากโครงการรวมมากกว่า 600 ราย อาทิ Black Sugar, Simonsisters, Pattric Boyle และแบรนด์
อื่น ๆ อีกมากมายที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศไทยด้วย” แม่ทัพ DITP กล่าวเสริม
โครงการ “Qurated Fashion Showcase” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–24 ตุลาคม 2564 ภายใต้แนวคิด “In Full Bloom” โดยเนรมิตพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร ณ เจริญนครฮอลล์ ไอคอนสยาม ให้เป็น Fashion Showcase มุมมอง 360 องศา เพื่อรองรับสถานการณ์โควิด-19 โดยผู้เข้าชมงานจะได้เปิดประสบการณ์ท่องโลกแห่งสีสันของแฟชั่น 4 เทรนด์ ผ่านผลงานของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ Qurated Fashion Incubation Project 2020 รวมกว่า 60 ผลงาน ประกอบด้วย 1) New Local 2) Soul Made 3) Urban Symphony และ 4) Disruptive Identity
ในวันพิธีเปิด มีกิจกรรมจัดแสดงแฟชั่นโชว์พิเศษ นำโดย กรีน-อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล และ ธัน-ธันวา สุริยจักร ในรูปแบบ New Normal และพิธีมอบรางวัล “Qurated Fashion Mark” ให้กับผู้ประกอบการจากโครงการที่มีผลงานดีเด่น จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย 1) Best Branding Award: RIVA 2) Best Fashion Collection Award: BWILD
3) Best Accessories Collection Award: TRIPLE P 4) Best Material Development Award: THAIS และ 5) Best Design Collaboration Award: BHUKRAM
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างการจัดงาน ทางไอคอนสยามโดยไอคอนคราฟท์ ยังได้จัดให้มีการจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการบางส่วนที่เข้าร่วมโครงการ Qurated อีกด้วย โดยคุณสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือกับ DITP ในครั้งนี้ว่า “เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่ม จากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 และเรายังคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเพื่อนำมาจัดจำหน่ายอย่างถาวรภายในร้านไอคอนคราฟท์ อีกทั้งยังจะสนับสนุนช่วยเหลือและพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดการส่งออกไปยังร้าน ไอคอนคราฟท์ สาขาประเทศมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่กำลังจะเปิดให้บริการในเดือน ธันวาคม 2564 นี้ อีกด้วย”
สำหรับการส่งออกสินค้าแฟชั่นในปี 2563 มีมูลค่าการส่งออกรวม 6,946.68 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง
ร้อยละ 18.68 จากปี 2562 และสำหรับในปี 2564 (มกราคม-สิงหาคม 2564) เศรษฐกิจในหลายประเทศอันเป็นตลาดสำคัญของไทยเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การส่งออกสินค้ากลุ่มแฟชั่นในช่วง 8 เดือนแรกขยายตัวเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 11.47 หรือคิดเป็นมูลค่า 5,124.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.9 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย
ขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมชื่นชมศักยภาพสินค้าแฟชั่นไทยซึ่งจัดขึ้นภายใต้มาตรการ ศบค. ในงาน “Qurated Fashion Showcase : In Full Bloom” ตั้งแต่วันนี้ 14 – 24 ตุลาคม 2564 ที่เจริญนครฮอลล์ ไอคอนสยาม พร้อมรับชมแฟชั่นโชว์
ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 14.00 น. และเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดผลงานของทั้ง 61 ผู้ประกอบการ ผ่านเว็บไซต์ http://www.quratedfashion.com/ หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กลุ่มงานสินค้าแฟชั่น โทร. 02 507 8322


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
14 ตุลาคม 2564

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น