DITP แจ้งข่าวดี ญี่ปุ่นเตรียมอนุญาตนำเข้าส้มโอพันธุ์ข้าวน้ำผึ้งจากไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยญี่ปุ่นเตรียมอนุญาตให้นำเข้าส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งจากไทยเพิ่มเติม คาดมีผลบังคับใช้ปี 65 ส่วนเกาหลีใต้เตรียมลดภาษีนำเข้าทุเรียนและมังคุดเหลือ 0% ใน 10 ปี หลัง RCEP บังคับใช้ พร้อมจัดเจรจาจับคู่ออนไลน์ทั่วโลก 16-17 ธ.ค.นี้ เพิ่มโอกาสส่งออกผลไม้ เน้นย้ำการรักษาคุณภาพสินค้าผลไม้ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีและครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยถึงผลการจัดสัมมนา “สินค้าผลไม้ไทยบุกตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้” ผ่านทางระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564
ที่ผ่านมา เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรสินค้าผลไม้ไทยเข้าใจการส่งออกสินค้าผลไม้ไปยังตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดหลักสำหรับผลไม้พรีเมี่ยมของไทย โดยได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 ราย และในการสัมมนาครั้งนี้ได้รับข่าวดีจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ว่าญี่ปุ่น
จะอนุญาตให้นำเข้าส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งจากไทยเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามเร่งรัดกระทรวงเกษตรญี่ปุ่นในขั้นตอนสุดท้าย คาดว่าจะมีผลในปี 2565 ที่จะถึงนี้ ถือเป็นผลดีต่อส้มโอของไทยที่จะเปิดตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ในส่วนของผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ได้ให้ข้อมูลและโอกาสในการส่งออกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้ โดยเกาหลีใต้จะลดภาษีนำเข้าทุเรียนและมังคุดลงเหลือ 0% ภายในระยะเวลา 10 ปี หลังจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) มีผลบังคับใช้ ซึ่งจะเป็นโอกาสดีของไทยที่จะส่งออกทุเรียนและมังคุดเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้
นอกจากนี้ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าของผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศ กรมฯ มีแผนที่จะจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ซื้อขายผลไม้สดและแปรรูปผ่านทางระบบออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) กำหนดไว้วันที่ 16-17 ธันวาคม 2564 โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ที่สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564
สำหรับสินค้าผลไม้ เป็นสินค้าเป้าหมายในการส่งออกและทำรายได้ให้กับประเทศอีกตัวหนึ่ง โดยในช่วง
9 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ย.) การส่งออกมีมูลค่า 161,256.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.28% โดยตั้งเป้าหมายส่งออกผลไม้ทั้งปีไม่ต่ำกว่า 180,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% โดยตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของผลไม้พรีเมี่ยมของไทย มียอดส่งออกรวมกันถึง 1,812.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.09% โดยผลไม้ยอดนิยม คือ มะม่วง กล้วย ทุเรียน และมังคุด
ส่วนแผนผลักดันการส่งออกผลไม้ในปี 2565 ที่กรมฯ จะดำเนินการตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีดังนี้ 1.กิจกรรมเจรจาจับคู่ซื้อขายผลไม้ทางระบบออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Online Business Matching (OBM) 2.การจัดงานส่งเสริมการบริโภคผลไม้ระดับนานาชาติในรูปแบบ Hybrid เช่น งาน THAIFEX – ANUGA Asia 3.การจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยร่วมกับห้างสรรพสินค้าและในตลาดสำคัญในต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า In Store Promotion 4.การจัดกิจกรรม Thai Fruits Golden Months ในประเทศต่าง ๆ และ 5.การจัดกิจกรรมขายผลไม้ผ่านแพลตฟอร์มสำคัญ ๆ ระดับโลก เช่น Rakuten และ Yahoo ในญี่ปุ่น Coupang, SSG, Naver, Interpark, Gmarket และ 11st (11STREET) ในเกาหลีใต้ Bigbasket ของอินเดีย และ Tmall ของจีน เป็นต้น

ผู้สนใจเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ซื้อขายผลไม้สดและแปรรูปทางระบบออนไลน์ในวันที่ 16-17 ธันวาคม 2564 สามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง E-mail: foods@ditp.go.th หรือโทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1169 และสามารถรับฟังการสัมมนาย้อนหลังได้ทาง facebook : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ DITP
​​

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
23 พฤศจิกายน 2564

เปิดตัวโครงการล่าสุด “คุณศรี” ชวนล้าง everyone can green  ร่วมกับ โครงการล้าง เก็บ เกิด

..วันลอยกระทงที่ 19 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ได้เกิดโครงการดีๆเพื่อสังคม โดย บริษัทศรีเทพไทยพัฒนา ภายใต้การบริหารของงานของคุณ ณัษฐพงษ์ วงษ์สัจจา กว่า 20ปี ทีมีความมุ่งมั่นตั้งใจจะพัฒนาในทุกพื้นที่ให้เป็น better home better Life ยึดมั่นแนวคิดเรื่องการสร้างชีวิตที่ดีขึ้นพัฒนาต่อยอดให้ทุกโครงการเป็นบ้านที่ดีที่สุด จึงทำให้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาครองยอดขายอันดับ1มาโดยตลอด

ในวันนี้เราได้เปิดตัวโครงการล่าสุด “คุณศรี” ชวนล้าง everyone can green  ร่วมกับ โครงการล้าง เก็บ เกิด โดยมีน้อง เกรซ นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ Miss Thailand World 2019 จนถึงปัจจุบัน ทูตกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นางงามจิตอาสายืน1 มาเป็นพรีเซนเตอร์ในโครงการนี้ เริ่มต้นเชิญชวนทุกท่าน ล้าง เก็บ พลาสติกไปกับเรา

เรากำลังทำสิ่งดีดีด้วยความร่วมมือระหว่างลูกบ้าน คนงาน บริษัท กับการจัดการแยกขวดพลาสติก เราอยากให้ทุกคนสัมผัส ทุกความสุข ทุกความสบายใจ ทุกความปลอดภัย ที่ไม่จำกัดอยู่แค่ที่บ้าน เพราะเราจะส่งต่อทุกความสุขสู่สังคมต่อไป

รฟฟท. เตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง 29 พ.ย.64

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้เปิดทดลองให้ประชาชนได้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2564 เป็นต้นมา ล่าสุดตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัทเตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 2 เส้นทาง คือ สายบางซื่อ – รังสิต และ สายบางซื่อ – ตลิ่งชัน ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

เมื่อเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเชิงพาณิชย์ บริษัทจะปรับเวลาให้บริการจากเดิม 05.30 – 22.00 น. เป็น 05.30 – 24.00 น. ทุกวัน ทั้งวันธรรมดาจันทร์ – ศุกร์ และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ รวมทั้งวันหยุดนักขัตฤกษ์ ส่วนความถี่ในการเดินรถสายบางซื่อ – รังสิต จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า – เย็น ( 07.00 – 09.30 น. และ 17.00 – 19.30 น. ) จะใช้ความถี่ 12 นาที นอกช่วงเวลาเร่งด่วนจะใช้ความถี่ 20 นาที ส่วนสายบางซื่อ – ตลิ่งชัน จะใช้ความถี่ 20 นาทีตลอดระยะเวลาการให้บริการ

ซึ่งเมื่อปรับความถี่ในการเดินรถจะสามารถเพิ่มจำนวนเที่ยวในการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มมากขึ้น โดยจากเดิมที่สายบางซื่อ – รังสิต ใช้ความถี่ 15 นาทีในช่วงเวลาเร่งด่วน เช้า-เย็น และ 30 นาที นอกช่วงเวลาเร่งด่วน สามารถเดินรถได้ 88 เที่ยว/วัน เมื่อปรับความถี่จะเพิ่มเป็น 138 เที่ยว/วัน ส่วนสายบางซื่อ – ตลิ่งชัน ใช้ความถี่ 30 นาที ตลอดระยะเวลาให้บริการสามารถเดินรถได้ 64 เที่ยว/วัน เมื่อปรับความถี่จะเพิ่มเป็น 112 เที่ยว/วัน

สำหรับอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงการรถไฟแห่งประเทศไทย กำหนดราคาเริ่มต้นที่ 12 บาท และสูงสุดไม่เกิน 42 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์ในปัจุบันตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และบริษัทยังคงให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในการใช้บริการของผู้โดยสาร โดยมีการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ดูแล และซ่อมบำรุงเส้นทางเดินรถให้มีความปลอดภัย รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจลาดตระเวนเส้นทางเดินรถอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระบบรถไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด
นอกจากนั้นบริษัทยังได้จัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้าสายสีแดง โดยมอบของขวัญสุดพิเศษ เป็นซองใส่บัตรหนัง พร้อมสายคล้องคอสุดพรีเมี่ยมให้แก่ผู้โดยสาร 1,000 ท่านแรก ที่ซื้อบัตรโดยสารเติมเงินทุกประเภท ( Stored Value Card ) ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ทุกสถานี ( ผู้โดยสารสามารถขอรับได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสาร ซึ่งผู้โดยสาร 1 ท่านสามารถขอรับซองใส่บัตรได้ 1 ชิ้นเท่านั้น )

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

DITP ชี้เป้านักธุรกิจไทยลงทุน Cloud Kitchen ในอินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าไทยลงทุนพื้นที่ครัวให้เช่าสำหรับร้านอาหาร (Cloud Kitchen) ในอินเดีย หลังพบมีโอกาสเติบโตสูง รองรับความต้องการสั่งซื้อไปรับประทานที่บ้าน ชี้ยังเป็นโอกาสในการเปิดให้เช่าทำอาหารไทย เหตุอาหารไทยกำลังเติบโตและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ค้นหาโอกาสในการลงทุนทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการของไทย
ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยล่าสุดได้รับรายงานผลการสำรวจตลาดพื้นที่ครัวให้เช่าสำหรับร้านอาหาร หรือ Cloud Kitchen ในตลาดอินเดีย จากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี พบว่า กำลังอยู่ในช่วงการเติบโต ตามการขยายตัวของธุรกิจร้านอาหารในอินเดีย จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย ที่จะพิจารณาเข้าไปลงทุน Cloud Kitchen ในอินเดีย
ทั้งนี้ มีข้อมูลยืนยันจาก RedSeer Management Consulting ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ คาดการณ์ว่าธุรกิจ cloud kitchen ในอินเดียจะเติบโตอย่างรวดเร็วจาก 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2562 เป็น 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2567 อันเป็นผลจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากที่นิยมออกไปรับประทานอาหารที่ร้านเพื่อลดความจำเจจากการรับประทานอาหารที่บ้านไปเป็นการสั่งอาหารออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้การนั่งรับประทานอาหารในร้านต้องหยุดชะงัก และการสั่งอาหารมารับประทานที่บ้านเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าขณะนี้จะมีการผ่อนคลายมาตรการให้ผู้คนสามารถนั่งรับประทานอาหารในร้านได้แล้ว แต่การสั่งอาหารยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ชาวอินเดียยังนิยมสั่งอาหารโดยเฉลี่ยประมาณ 6-7 ครั้งต่อเดือน แม้จะยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 16 ครั้งแต่เดือน แต่กลับหมายถึงโอกาสที่ธุรกิจจัดส่งอาหารในอินเดียจะเติบโตได้อีกมาก และอีกธุรกิจที่จะเติบโตตาม คือ cloud kitchen จะกลายเป็นโมเดลร้านอาหารในรูปแบบที่ไม่มีหน้าร้านสำหรับส่งอาหารตามบ้าน ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในอินเดีย
สำหรับโมเดลธุรกิจของ cloud kitchen หรือบางครั้งเรียก ghost kitchen หรือ dark kitchen แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ แบบหุ้นส่วนที่เป็นธุรกิจเทคโนโลยีด้านอาหาร อย่างเช่น Swiggy จัดสรรพื้นที่ครัวให้แก่เชฟและร้านอาหารบนแพลตฟอร์มของตน ส่วนใหญ่ครัวหนึ่งจะมีร้านอาหาร 6-8 ร้านใช้ร่วมกัน โดยเก็บค่าสมาชิกจากร้านอาหารที่มาใช้พื้นที่

เพื่อให้ครอบคลุมค่าเช่าสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่เก็บของ
ค่าล้างจาน เป็นต้น เชฟและร้านอาหารมีหน้าที่บริหารธุรกิจของตน ส่วนหุ้นส่วนทำหน้าที่โปรโมตร้านอาหารในเครือบน แพลตฟอร์ม ส่วนแบบที่สอง คือ ผู้ประกอบการร้านอาหารตั้งครัวกลางขึ้นมาเองสำหรับแบรนด์ในเครือของตนที่นำเสนออาหารต่างประเภทกัน และทำหน้าที่จัดการทั้งการโปรโมตและการดำเนินธุรกิจ

ด้านนางสาวสายทอง สร้อยเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัท RedSeer ประเมินว่าอินเดียมีร้านอาหารอยู่ประมาณ 2.8 ล้านแห่ง แต่มีอยู่เพียงประมาณ 7 แสนแห่ง ที่เป็นระบบ ส่วนที่เหลืออาจเป็นร้านขนาดเล็กหรือไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ ซึ่งหมายถึงมีช่องว่างสำหรับอาหารคุณภาพอีกมาก ซึ่ง cloud kitchen ได้ช่วยเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว
สำหรับโอกาสในการลงทุน cloud kitchen ของผู้ประกอบการไทย ยังมีช่องว่างอีกมาก โดยเฉพาะการเปิดให้เช่าพื้นที่ครัวกลาง เพื่อทำอาหารไทย เพราะอาหารไทยเองเริ่มเป็นที่นิยมในอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันมี cloud kitchen ที่เริ่มทำอาหารไทยแล้ว เช่น ครัว Kin Thai , Thai Naam , Azuma Kara Asian Kitchen เป็นต้น โดยบริการขายอาหารไทยที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคอินเดีย เช่น ส้มตำ ต้มยำกุ้ง ยำวุ้นเส้น หมูสะเต๊ะ ผัดไทย ข้าวซอย
ผัดผัก แกงเขียวหวาน และแกงพะแนง เป็นต้น หากมีการเข้าไปลงทุน มั่นใจว่าจะมีผู้สนใจไปเช่าและใช้บริการทำอาหารไทย เพื่อจำหน่ายในอินเดียตามแนวโน้มความนิยมการสั่งอาหารเดลิเวอรี ซึ่งจะทำให้อาหารไทยเป็นที่รู้จัก และขยายตัวในตลาดอินเดียเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
18 พฤศจิกายน 2564

DITP จับมือแพลตฟอร์ม eCommerce ยักษ์ใหญ่ของอเมริกาประกาศความร่วมมือ ดัน SMEs ไทยขายออนไลน์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ “อเมซอน” ในงานเสวนา Local Sellers, Global Consumers: Capturing Thailand’s e-commerce export opportunity เพื่อประกาศความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับ Amazon.com ดันผู้ประกอบการ SMEs ทั้งผู้ผลิต และเจ้าของแบรนด์สินค้าขยายโอกาสส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์ข้ามพรมแดนของ Amazon.com

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ได้ให้เกียรติเป็นประธานในการกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Amazon Global Selling Thailand Virtual Seller Conference ภายใต้ธีมงาน “The Future of Made in Thailand” ซึ่งถือได้ว่า เป็นการประกาศความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับแพลตฟอร์ม Amazon ในการร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ทั้งผู้ผลิต และเจ้าของแบรนด์ไทย ให้สามารถแสดงศักยภาพและขยายโอกาสในการส่งออกสินค้า “Made in Thailand” เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแพลตฟอร์ม Amazon.com ถือได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกาและยังมีเครือข่ายที่สามารถต่อยอดไปยังกลุ่มลูกค้าในอีก 185 ประเทศทั่วโลก

สำหรับงาน Local Sellers, Global Consumers: Capturing Thailand’s e-commerce export opportunity ครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกรม กับ Amazon Global Selling Thailand ขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง โดยเป็นการเสวนาเพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ข้ามพรมแดน รวมไปถึงความร่วมมือในการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ไทย และสินค้าไทยเจาะตลาดสหรัฐอเมริกาและตลาดใหม่ๆ ทั่วโลก ซึ่งงานนี้ยังได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท AlphaBeta และผู้ขายจาก Amazon อย่างแบรนด์ Banana Joe และตัวแทนจาก Amazon Seller Ambassador

ทั้งนี้ กรมได้ร่วมมือกับ Amazon Global Selling Thailand ในการผลักดันการส่งออกสู่ตลาดอเมริกาผ่านช่องทางออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง ภายได้โครงการต่างๆ และกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากงานเสวนาออนไลน์ในครั้งนี้ ก็คือความร่วมมือระหว่างกรม และ Amazon Global Selling Thailand ในการจัด Webinar ภายใต้หัวข้อ “DITP จับมือ 2 ยักษ์ใหญ่ Amazon และ Google ปลดล็อคเทรนด์ ติดอาวุธแบรนด์ไทยสู่อเมริกา” เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าอาหาร อัญมณี และของใช้ภายในบ้าน ซึ่งถือเป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดสหรัฐอเมริกา ให้สามารถเจาะตลาดออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Amazon.com ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564

นางเจมี่ เบรแนน ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท Amazon Global Selling Thailand กล่าวว่า “Amazon ช่วยให้ทุกคนที่มีแนวคิดที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สามารถเริ่มขายสินค้าให้กับผู้บริโภคและธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกทางออนไลน์ได้ เราช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กทำในสิ่งที่ธุรกิจขนาดใหญ่ทำ และทีม Amazon Global Selling ในประเทศไทยมุ่งมั่นอย่างสม่ำเสมอในการช่วยให้ผู้ขายสามารถคว้าโอกาสได้ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ที่กำลังเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจของพวกเขา รวมถึงเตรียมความพร้อมด้วยองค์ความรู้ ทรัพยากร และคอนเนคชันเพื่อขยายธุรกิจของตนออกสู่ทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน”

นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล ได้กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศไทย โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 มีมูลค่า 30,608 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว ร้อยละ 20.52 คิดเป็นสัดส่วนถึง ร้อยละ14.66 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย อีกทั้งจากอิทธิพลของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา พบว่ายอดการสั่งซื้อสินค้าปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2020 มีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดประมาณร้อยละ 30 – 40 ดังนั้น กรมจึงได้แสวงหาโอกาสในการร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Amazon ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์ม eCommerce อันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยบุกตลาดการค้าออนไลน์แบบข้ามพรมแดน (Cross Border eCommerce) ได้อย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังได้เปิดร้านค้าออนไลน์ของกรม ภายใต้ชื่อ “TOPTHAI Store” บนแพลตฟอร์ม Amazon.com โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการบุกเจาะตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคในตลาดสหรัฐอเมริกาให้ดียิ่งขึ้น ด้วยทีมงานมืออาชีพที่เข้ามาช่วยวางแผนการตลาดและกำหนดกลยุทธ์ให้แก่สินค้าแบรนด์ไทย และช่วยขยายการรับรู้แบรนด์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยจะเน้นไปที่ “กลุ่มสินค้าอาหาร” และ “กลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม” ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มสินค้าไทยที่มีศักยภาพสูงในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งร้านดังกล่าวได้เริ่มเปิดจำหน่ายสินค้าไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเมื่อปีที่แล้ว และมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 30 ล้านบาท

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วม Webinar สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ThaiTrade.com Facebook : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ DITP และสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 11169 ต่อ Thaitrade


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 พฤศจิกายน 2564

เสวนาออนไลน์ (ฟรี!) เพื่อการทำธุรกิจครอบครัวไทยในบริบทใหม่ของโลก



The Cloud หนุนธุรกิจครอบครัวไทย นำทีมทายาทรุ่นสอง เปิดแนวคิด Future Possibilities
ต่อยอดอย่างไรให้สร้างสรรค์ พัฒนาให้เติบโตอย่างยั่งยืน

The Cloud ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจภาคเอกชน SC Asset, Singha Corporation, Kiatnakin Phatra และ dtac business เดินหน้าจัดงาน ทายาทรุ่นสอง ตอกย้ำความสำเร็จ 4 ปีที่ก่อตั้ง จากคอลัมน์ออนไลน์ที่ตั้งใจส่งเสริมธุรกิจที่ดีจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นกิจกรรมใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากพลังของคนทำธุรกิจรุ่นใหม่ทั้งทายาทและผู้ประกอบการธุรกิจที่อยากรักษาคุณค่าของธุรกิจดั้งเดิม พร้อมหาแนวทางร่วมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาให้เติบโต แม้จะเจอพิษโควิดรวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันให้ได้อย่างยั่งยืน
สำหรับงาน ทายาทรุ่นสอง ในปีนี้มาด้วยแนวคิด Future Possibilities : ความเป็นไปได้ในอนาคต เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายครั้งใหญ่ของธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นความท้าทายที่มีลักษณะเฉพาะตัวต่างจากธุรกิจอื่นๆ งานเสวนาออนไลน์ครั้งนี้จึงตั้งใจนำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และความเป็นไปได้ ของการทำธุรกิจครอบครัวในบริบทใหม่ของโลก ชวนรับความรู้และประสบการณ์ที่ทำให้เห็นความเป็นไปได้ของธุรกิจครอบครัวในอนาคต พูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและทายาทธุรกิจจากหลายอุตสาหกรรม ผ่าน 5 วิทยากรชื่อดัง คุยกับ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ศาตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ University of California San Diego ถึง ธุรกิจครอบครัวไทยในบริบทโลกใหม่, สร้างความเข้าใจเรื่อง ข้อตกลงว่าจ้างกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป พร้อมเงื่อนไขทางกฎหมายที่ได้ประโยชน์ทั้งองค์กรและพนักงาน กับ ประทินรัตน์ วัชรสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านการจัดการและธุรกิจครอบครัว, ล้วงเคล็ดลับทายาท โคคาสุกี้ : นัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ กับกลยุทธ์ Disrupt ธุรกิจเพื่อลูกค้าในวันหน้า การปรับตัวครั้งใหม่ของทายาทผู้ตัดสินใจปิดสาขาใหญ่ เพื่อพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้าด้วยภารกิจที่จะบริหารโคคาสุกี้ให้อยู่ถึง 500 ปีให้ได้ รวมถึงกลยุทธ์การสานต่อความสัมพันธ์กับคู่ค้าของ ร้านสมใจ เครื่องเขียน และอุปกรณ์ศิลป์ ที่มีสินค้ามากกว่า 20,000 ประเภท ผู้ยกระดับมิตรภาพระหว่างคู่ค้าจากความผูกพัน สู่การสร้างความร่วมมือทางธุรกิจที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เพื่อการเติบโตไปด้วยกันในอนาคต กับทายาทรุ่นสาม นพนารี พัวรัตนอรุณกร พร้อมร่วมค้นหาคำตอบ การบริหารจัดการเงินธุรกิจครอบครัวหลังวิกฤต จากที่ปรึกษาทางด้านการเงิน ผู้อยู่เบื้องหลังการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 80 บริษัท อย่าง สุวภา เจริญยิ่ง ต้นแบบวิธีบริหารจัดการเงินแบบมืออาชีพ เพื่อตอบคำถามว่าการเงินแบบกงสียังได้ผลดีอยู่ไหมในบริบทโลกใหม่

ทายาทรุ่นสอง : Future Possibilities ความเป็นไปได้ในอนาคต
• สร้างแบรนด์ • ต่อยอดความเชี่ยวชาญ • ทําทุกอย่างให้ดียิ่งขึ้น • จบแบบไม่เจ็บ

กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานกกพ. ประกาศรางวัลประกวดสื่อสร้างสรรค์“เด็กตื่นไฟปี 2” ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 800,000 บาท

“กองทุนพัฒนาไฟฟ้า” สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ สำนักงาน กกพ. รณรงค์ส่งเสริมความรู้คนรุ่นใหม่ ตระหนักถึงคุณค่าของไฟฟ้า สนับสนุนโครงการ “เด็กตื่นไฟปี 2” การประกวดสื่อสร้างสรรค์ ประเภทหนังสั้นหรือคลิปไวรัล ภายใต้หัวข้อ “ทางเลือกใหม่ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน จากขยะและชีวมวล” ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 800,000 บาท

นายกิตติพงษ์ ภิญโญตระกูล รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ สำนักงาน กกพ. เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของสำนักงาน กกพ. คือ การส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนัก และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า สำนักงาน กกพ.จึงสนับสนุนงบประมาณประจำปี พ.ศ.2563 ให้แก่ โครงการ “เด็กตื่นไฟ ปี 2” โดยมีบริษัท เวิร์คลิงค์ ดา เอเจนซี่ จำกัด เป็นผู้ดำเนินโครงการ เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรม เผยแพร่และส่งเสริมความรู้ด้านไฟฟ้า ภายใต้ แนวคิด “Clean Energy For Life ใช้พลังงานสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน”
ทั้งนี้โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ในการกิจกรรมรณรงค์ สร้างความเข้าใจต่อกลุ่มเป้าหมาย “คนรุ่นใหม่” นิสิต-นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เพื่อส่งเสริมให้เกิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าทางเลือกใหม่ ได้แก่ ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ที่มีการกำกับดูแลที่ดี สามารถสร้างเศรษฐกิจและกระจายได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ คาดหวังว่าโครงการนี้จะสามารถส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปมีความรู้ที่ถูกต้อง รอบด้านเกี่ยวกับพลังงาน ไฟฟ้าจากขยะ และพลังงานจากชีวมวล อีกทั้ง มีทัศนคติที่ดี พร้อมเผยแพร่ ให้แก่บุคคลรอบตัว ในการบริหารจัดการขยะเพื่อนำมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า

“สำนักงาน กกพ. ได้ติดตามโครงการ และสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นว่าได้รับผลตอบรับด้วยดีจากกลุ่มเยาวชน เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของนักศึกษาแต่ละทีมที่ได้นำเสนอผลงานอย่างเต็มความสามารถ ขอให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมส่งเสริมความรู้ ความตระหนักถึงคุณค่าของไฟฟ้า
อีกทั้งนักศึกษาที่ได้เข้าร่วมโครงการทุกทีมเป็นผู้ที่มีความสามารถมีความคิดสร้างสรรค์และผลงานที่โดดเด่น หวังว่าน้องๆ จะได้รับประสบการณ์ที่ดีจากโครงการนี้ และสามารถนำความรู้ แนวความคิด เพื่อบอกต่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องทางด้านไฟฟ้า ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อประเทศต่อไป” นายกิตติพงษ์ กล่าว

นายคชภพ สงวนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิร์คลิงค์ ดา เอเจนซี่ จำกัด ผู้สร้างสรรค์และบริหารโครงการ “เด็กตื่นไฟปี 2 ” กล่าวว่า เวิร์คลิงค์ ดา เอเจนซี่ มีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับโอกาสจาก กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงาน กกพ. ให้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
โครงการเด็กตื่นไฟ เป็นโครงการที่จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มุ่งหวังสร้างทัศนคติที่ดีและความรู้เกี่ยวกับพลังงานทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้าจากขยะ หรือพลังงานไฟฟ้าจากชีวมวล เพื่อให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่ต่อในวงกว้างในสถานศึกษาหรือชุมชนของตนเอง ผ่านโครงการประกวดการผลิตสื่อสร้างสรรค์ประเภทหนังสั้นหรือคลิปไวรัล ในหัวข้อ “ทางเลือกใหม่ ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน จากขยะและชีวมวล” เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 800,000 บาท
กิจกรรมในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้นิสิต-นักศึกษาสมัครเข้าร่วมกิจกรรม มาตั้งแต่เดือน พ.ย.63-ก.พ. 64 โดยมีผู้ที่สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 138 ทีม และผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 60 ทีม ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม Excusive Briefing Day ร่วมรับฟังแนวคิดและเทคนิคการผลิตสื่อภาพยนตร์ สำหรับการนำไปจัดทำผลงานส่งประกวด กับผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังและผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อ ได้แก่ 
1.คุณเอส คมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับร่วมภาพยนตร์ “แฟนฉัน” ผู้กำกับภาพยนตร์ “เพื่อนสนิท” 2. คุณโต้ง ตรัยยุทธ กิ่งภากรณ์ (ผู้กำกับ TUNNEL Remake ใน Netflix) 3. คุณซูโม่แห้ว บำเพ็ญ ชำนิบรรการ ผู้กำกับซีรี่ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ 4. คุณโขม ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับภาพยนต์ ขุนพัน
ทั้งนี้คณะกรรมการได้คัดเลือกทีมที่ผ่านตามเกณฑ์การตัดสินจนเหลือ จำนวน 20 ทีม จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศในวันที่ 16 พฤศจิกายน 64 โดยผู้ได้รับรางวัลทั้งหมด 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลขวัญใจมวลชน มูลค่า 20,000 บาท จำนวน 2 รางวัล / รางวัลชมเชย มูลค่า 25,000 บาท จำนวน 2 รางวัล / รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 มูลค่า 70,000 บาท / รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 มูลค่า 100,000 บาท  และรางวัลชนะเลิศ มูลค่า 300,000 บาท
ซึ่งทั้ง 20 ทีม ได้นำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการการตัดสิน ผู้แทนจากสำนักงาน กกพ. ผู้แทนจากโครงการ และผู้แทนจากผู้สนับสนุนโครงการ เพื่อคัดเลือกหา Young Renewable Energy Influencer ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่สามารถต่อยอดในการเผยแพร่ความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ โดยสามารถติดตามผลการประกาศรางวัลได้ที่ http://www.dekwakeup.com

ปัง ! จุรินทร์ นำทัพเอกชนด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ สร้าง CEO GenZ จาก 94 สถาบันการศึกษา “วัยรุ่นชอบ-คนรุ่นใหม่ไปต่อด้วยการค้า”

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เวลา 11.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานให้โอวาทและมอบประกาศนียบัตร ในพิธีปิด โครงการ From Gen Z to be CEO พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขา กอศ. ผู้บริหาร TRUE ผู้บริหาร Huawei ผู้บริหาร EXIM Bank ผู้บริหาร Bitkub และผู้บริหารบริษัท TikTok (ไทยแลนด์) จํากัด ที่ Ture Digital Park สุขุมวิท 101

นายจุรินทร์ กล่าวว่า

การจัดโครงการ Gen Z to be CEO เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะเดิมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA ช่วยกันสร้างนักธุรกิจหรือ CEO รุ่นใหม่ให้กับประเทศ ตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้ได้ซัก 10,000 คน โดยใช้ระบบเทคโนโลยีมาช่วยในการอบรม แต่เริ่มนับเดือนมิถุนายนปีที่แล้วก็เริ่มต้นที่ 12,000 คน และมีสมัครมาอีกสุดท้ายขึ้นเป็น 20,000 คน ดำเนินการครบ 20,000 คนแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ทุกคนที่เข้ามาเรียนได้รับความรู้การบริหารจัดการธุรกิจ การผลิตสมัยใหม่ การให้บริการยุค New Normal และการตลาด ซึ่งปัจจุบันเราจะทำแต่เรื่องการผลิตเหมือนสมัยในอดีตแล้วไปหาตลาดไม่ทันแล้ว เพราะมีความเสี่ยง ยุคนี้ต้องใช้ตลาดนำการผลิต เหมือนแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์และแนวคิดของวิสัยทัศน์”เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” CEO Gen Z ที่ได้รับการอบรมจะมีหลักสูตรต่างๆ และการใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การส่งออก โลกยุคใหม่

เป็นโอกาสดีที่น้องๆ 20,000 คนมีโอกาสเรียนสิ่งเหล่านี้ ถือเป็นโอกาสแรกๆที่ได้รับล้ำหน้าหลายคน ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆทั้งของ TRUE Huawei แนวคิด Bitkub การเข้าถึงแหล่งทุนจาก EXIM Bank และ TikTok

โลกเศรษฐกิจการค้ายุคใหม่ ยุค New Normal หัวใจสำคัญ คือ ใช้เทคโนโลยีช่วยทำการค้า เป็นอีคอมเมิร์ซ
ตนเจรจาการค้ามาหลายกลุ่มทั้ง FTA ทวิภาคี หรือแบบพหุภาคี ไม่มีข้อตกลงทางการค้าไหนในปัจจุบันที่ไม่ระบุว่าเรื่องอีคอมเมิร์ซ หรือ Digital Economy
สัปดาห์ที่แล้วตนประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC Digital Economy เป็นหัวข้อที่มีความสำคัญยิ่ง และปีนี้เราจะเป็นเจ้าภาพรับไม้ต่อจากนิวซีแลนด์วันนี้และ RCEP เราให้สัตยาบันไปแล้ว จะมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า ก็มีบทบัญญัติว่าด้วยอีคอมเมิร์ซ

จะเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่ง น้องทุกคนเรียนจบแล้วก็จริงแต่ที่สำคัญต้องเรียนเพิ่มเติมแม้ผู้ที่เป็น CEO เชี่ยวชาญทำการค้าก็จำเป็นต้องศึกษากฎระเบียบ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบในการทำธุรกิจการค้ากับโลกต่อไปในอนาคต หลักสูตรปั้น GenZ เป็น CEO
จึงทันต่อสถานการณ์และมีความทันสมัยอย่างยิ่ง ถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ
เป็นความภาคภูมิใจ 3 ฝ่าย 1.น้องทั้ง 20,000 คน 2.น้อง 100 รายที่ประสบความสำเร็จ และน้อง Gen Z Ambassadors
3.กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะอาชีวศึกษา ที่นำมาทำ MoU กับกระทรวงพาณิชย์ให้นักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษา 5,000 คน ร่วมโครงการ From Gen Z to be CEO และกระทรวงอุดมศึกษาส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งเอกชนและภาครัฐ

หวังว่าน้องทุกคนที่ผ่านหลักสูตรนี้จะมีอนาคตที่งดงามต่อไป ปี 2564 จะมีนักศึกษาที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยจบการศึกษา 290,000 คน คำถามคือ จะไปทำอะไรหรือจะหางานได้ที่ไหน และปี 2565 อีก 280,000 คน รวม 2 ปีที่เจอวิกฤตโควิด 570,000 คนเป็นภาระหนักของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามาช่วยให้น้องๆมีงานทำ อย่างน้อยที่สุด 20,000 คนนี้ คิดว่าได้เปรียบไม่แพ้คนอื่น ถือเป็นแต้มต่อและขออวยพรให้น้องๆทั้ง 20,000 คน ที่เข้าร่วมอบรมสำเร็จได้ดังฝัน
ขอให้ทุกคนสามารถก้าวต่อไปเป็นแม่ทัพ
เจนเนอเรชั่นใหม่ให้กับประเทศไทย เพื่อทำรายได้ให้กับตัวเอง ครอบครัว องค์กรและประเทศของเราต่อไปในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบใบประกาศนียบัตรกับน้อง Gen Z ที่ได้คะแนนสูงสุด 100 อันดับแรก Top 100 students และรางวัล Gen Z Ambassadors รางวัลสําหรับผู้ที่เป็น 1 ใน 4 คน ที่มีคะแนนสูงที่สุดของประเทศ ประกอบด้วย

  1. นายสุวรรณ เขียนภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สํานักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ชั้นปี 4
  2. นางสาวศิริวิภา พวงจําปี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี ช้ันปี 2
  3. นายณัฐดนัย ต้ังหะรัฐ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ ชั้นปี 3
  4. นางสาวพิริยดา ลิมประภัทร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปี 4
    และในช่วงท้ายนายจุรินทร์ได้นั่งพูดคุยกับน้องทั้งสี่คนที่เป็น Gen Z Ambassadors อย่างเป็นกันเอง

DITP จับมือภาคเอกชนและจังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงาน “Phuket Gems & Jewelry Fest” สร้างเวทีการค้าให้ผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จับมือภาคเอกชนและจังหวัดภูเก็ต จัดงาน “Phuket Gems and Jewelry Fest by Bangkok Gems & Jewelry Fair” ผสานกิจกรรมออฟไลน์และออนไลน์เพื่อสร้างเวทีเจรจาการค้ากับผู้ซื้อนานาชาติ พร้อมจัดงาน Mini Exhibition และจำหน่ายสินค้า ณ จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคมนี้ เพื่อแสดงศักยภาพสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของโลก โดยงาน Phuket Gems and Jewelry Fest ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) กำหนดจัดระหว่าง วันที่ 29 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคมนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้มีการพบปะเจรจาการค้ากับผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าต่างชาติ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ในช่วงที่ ผู้นำเข้าจากหลายประเทศยังไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีผู้ส่งออกไทยเข้าร่วมกว่า 350 ราย สำหรับงาน Mini Exhibition และจำหน่ายสินค้าภายใต้ชื่อ Phuket Gems and Jewelry Fest กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคม 2564 โดยรวบรวมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากผู้ผลิต/ ผู้ส่งออกชั้นนำของไทยถึง 50 ราย จัดแสดง พร้อมมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษสำหรับผู้เข้าชมงานรับสิทธิ์ตรวจสอบอัญมณี ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล จังหวัดภูเก็ต ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com, Facebook/ Instagram Bangkok Gems Official หรือโทรสายตรงกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169 * * * * * * * * * * *

DITP ไว! เปิดตัวฮีโร่ BCG 50 รายแรก พร้อมดันส่งออก ย้ำ “ผู้ประกอบการไทยต้องล้ำ”ผุดแคมเปญ “BCG : Be the ChanGe” ชวนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกสีเขียว

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดำเนินตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พร้อมให้ความสำคัญกับวาระแห่งชาติ BCG ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก โชว์ผลงานอย่างเป็นรูปธรรมก่อนใคร ปั้นทีมฮีโร่ 50 ราย “50 BCG Heroes” ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ชีวิต New Normal เตรียมพาเจาะตลาดโลกและเป็นกระบอกเสียงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ นอกจากนี้ เล็งปั้น BCG ฮีโร่ 500 ราย ภายในปีหน้า พร้อมผุดแคมเปญ “BCG : Be the ChanGe” ชวนทุกคน “ปรับและเปลี่ยน” เพื่อความยั่งยืนและเป็นแต้มต่อชนะคู่แข่งในเวทีการค้าในอนาคต

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ กล่าวว่า “ภายใต้การนำของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศดำเนินงานโดยมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงและตอบสนองแนวโน้มความต้องการของตลาด (ตลาดนำการผลิต) โดยเล็งเห็นว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกทั้งในระดับนโยบาย และในกลุ่มผู้บริโภค คือ Global warming / การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประเด็นนี้ถูกกล่าวถึงในบริบทการค้ามากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดโลกกำลังจริงจังกับเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลบางประเทศได้นำประเด็นสากลนี้มากำหนดเป็นนโยบายและกฎระเบียบทางการค้าบ้างแล้ว จนอาจกลายเป็นข้อกีดกันทางการค้า ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่งปรับตัวให้ทันท่วงทีเพื่อแข่งขันได้ดีในอนาคต ไม่ว่าจะในขั้นตอนการแสวงหาวัตถุดิบที่ไม่ทำลายธรรมชาติ กระบวนการผลิตที่ประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการขนส่งคาร์บอนต่ำ เป็นต้น
ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีการเพิ่มมูลค่าให้ก้าวล้ำแนวโน้มทางการค้าดังกล่าว ภารกิจสำคัญของกระทรวงคือการเร่งสร้างและส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วยโมเดล “BCG : Bio Circular Green Economy” หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อเป้าหมายการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มจีดีพีประเทศ เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามข้อกีดกันทางการค้าในตลาดโลก เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการทุกระดับ”
เพื่อขับเคลื่อนแผนงานด้าน BCG อย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงพาณิชย์ได้รับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการจำนวน 50 แบรนด์ในสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ที่ใช้โมเดลธุรกิจ BCG ในการเพิ่มมูลค่า และมีสินค้าที่น่าสนใจตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของยุค New Normal โดยมีการเฟ้นหาตัวจริงอย่างเข้มข้น พิจารณาการใช้วัตถุดิบจากเศษเหลือ การเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบฐานชีวภาพ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการออกแบบให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นต้น ได้ผลลัพทธ์ออกมาเป็น Hero list กลุ่มนำร่องกลุ่มแรกที่กระทรวงวางแผนจะพาไปเจาะตลาดต่างประเทศและประชาสัมพันธ์เผยแพร่ทั่วโลก สร้างภาพลักษณ์ทางการค้าที่ดีให้กับประเทศ
การดำเนินงานของกรม เป็นการเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการ BCG อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมที่สุด มีการจัดทำ E-catalogue (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thaigroove.com/bcgheroes/) เล่าเรื่องราวของแบรนด์เหล่านี้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ และใช้เป็นแคตาลอกสำหรับเซลล์แมนประเทศ หรือทูตพาณิชย์ทั้ง 58 แห่ง ให้นำไปนำเสนอกับลูกค้า เปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับสินค้าไทย ซึ่งมองว่าเป็นจังหวะเวลาที่ดีที่ผู้คนมองหาสินค้าของขวัญเตรียมต้อนรับปีใหม่ แบรนด์ในแคตาลอกนี้น่าจะเป็นที่ถูกใจผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดนใจทั้งผู้รับและผู้ให้ เพราะดีต่อใจและดีต่อโลก ”

“สำหรับเป้าหมายในปีหน้า มุ่งหวังจะสร้างผู้ประกอบการ BCG 500 ราย ภายในปี 2565 และเพิ่มสัดส่วนรายได้ของประเทศจากกลุ่ม BCG มากขึ้น สอดคล้องตามเป้าหมายของวาระแห่งชาติที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนมูลค่า GDP ของ BCG จาก 21% เป็น 24% ใน 5 ปี (จาก 3.4 ล้านล้านบาท เป็น 4.4 ล้านล้านบาท) โดยในปี 2565 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะบุกเจาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม หรือเป็นเวทีที่มีการหยิบยกประเด็นสิ่งแวดล้อม อาทิ ตลาดยุโรป เน้นสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ตลาดออสเตรเลีย และตลาดเกาหลี เป็นต้น
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวเสริมว่า “ตั้งแต่ปลายปีนี้จนถึงปลายปีหน้า กรมจะผลักดันแคมเปญ “BCG : Be the ChanGe” ซึ่งเป็นการเล่นคำว่า BCG เชิญชวนให้ทุกคนหันมาเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ดีกว่า……ไม่ฝากความหวังไว้กับใคร แต่เริ่มได้ที่ตัวคุณ! โดยมีเป้าหมายที่จะสื่อสารกระตุ้นการมีส่วนร่วมทั้งในประเทศ และเผยแพร่ไปในต่างประเทศผ่านทูตพาณิชย์ ตลอดจนองค์กรพันธมิตรต่างๆ ของกรม
แคมเปญ BCG : Be the ChanGe เป็นกลยุทธ์ในการนำเสนอ “Bio Circular Green Economy” ไปยังผู้ซื้อผู้บริโภคชาวต่างชาติด้วยมุมมองการเชิญชวนมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้โลกดีขึ้น โดยกรมได้ริเริ่มเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่เข้าใจง่ายขึ้น และเข้าถึงได้ทุกคน เป็นประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ในเวทีสากลและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย
วัตถุประสงค์ของโครงการ จัดขึ้นเพื่อสร้างกลุ่มก้อนของผู้ประกอบการ BCG อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นแคมเปญสื่อสารไปยังผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้บริโภค​ในต่างประเทศ​ เพื่อเป็นแคตาลอกในการเลือกซื้อสินค้าที่พัฒนาตอบโจทย์ Sustainable Development Goals (SDGs) เพื่อสร้างภาพ​ลักษณ์​ทางการค้าที่ดีของประเทศไทยในเวทีสากล และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ BCG ในระบบเศรษฐกิจ​มากขี้น

สื่อที่จัดทำมีหลายรูปแบบ แบ่งเป็นสื่อที่มุ่งกลุ่มต่างชาติ และมุ่งกลุ่มผู้ประกอบการไทย อาทิ Key Visual campaign BCG Thailand #BetheChanGe ที่ทุกคนสามารถนำรูปตัวเองไปใส่เพิ่มได้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและประชาสัมพันธ์สร้างความตื่นตัว ภายใต้แนวคิดเชิญชวนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง นำเสนอเนื้อหาว่า สินค้าชิ้นเดียว สามารถเปลี่ยนโลกได้ เป็นต้น นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังได้จัดทำคลิป “BCG คืออะไร สำหรับผู้ประกอบการ” เพื่อสื่อสารให้ผู้ประกอบการทุกระดับเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย BCG ได้ง่ายขึ้น และยังมีผลงาน BCG อื่นๆ จากโครงการในปีที่ผ่านมา อาทิ แคตาลอกต่างๆ ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้จาก facebook : Design Ditp หรือ เว็บไซต์ https://www.thaigroove.com/bcgheroes/

#

50 แบรนด์ไทยฮีโร่ พร้อมยกทัพเปลี่ยนโลก…Be the ChanGe กับโครงการ BCG
สินค้าทุกชิ้นถูกสร้างสรรค์เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด Bio economy, Circular economy และ Green economy เพื่อโลกที่น่าอยู่ขึ้นทุกนาที เปลี่ยนโลกง่ายๆ เริ่มได้เลยที่ตัวเรา
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thaigroove.com/bcgheroes/ และเฟสบุ๊ค thaigroove https://www.facebook.com/112332853926093/posts/395859485573427/

BetheChanGe #THAIBCGHEROES #แบรนด์ไทยเปลี่ยนโลก #DITP #BCG #BCGEconomy #BetheChanGeThailand #BCGHero #BCGHeroesBetheChanGe #BCG50Heroes #BetheChanGe #BCGeconomy #DITP #ValueCreation

DEESAWAT #PiN #Kiengmool #RENIMPROJECT #Qualy #BOPE #THAINUMCHOKE #THAIS #KHRAMER #HARVBRAND #ORGA #McNenaFarm #NATPIER #DD #SOCOON #earthtone #MUNIE #CIRCULAR #Rukbatik #Hug #HOOG #YAY #labrador #CHORKOON #Wasoo #MAKA #THINGG #103PAPERSHOP #HideandSeek #THUS #TRC #Thaniya #MR.LEAF #Aibelle #ARTWORK #EGGWHITE #RubberIdea #PASAYA #moonler #5iveSis #marionsiam #KhaisaengHandmade #JUTATIP #Angio #SUMPHAT #KHEDITIONS #OUKE #Bioform #GEMIO #TAPIOPLAST-inside


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
10 พฤศจิกายน 2564

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น