รถไฟฟ้า Airport Rail Link มอบความสุขช่วงเทศกาลปีใหม่

เพื่อความสุขของผู้โดยสารในช่วงเทศกาลแห่งความสุข ติดตามรายละเอียดได้ที่ Official Page•Red Line BKK Airport Rail Link

รถไฟฟ้า Airport Rail Link
ขอร่วมส่งความสุข… และอำนวยความสะดวกในการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่แก่ลูกค้าทุกท่าน

โดยขยายเวลาการให้บริการเดินรถ
ในวันที่ 31ธันวาคม 2564
จากเดิม 05.30 น. – 00.00 น.
เป็น 05.30 น. – 02.00 น.
ของวันที่ 1 มกราคม 2565

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : 02-091-1595

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรมสุดพิเศษเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ ส่งอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังร่วมิฃอวยพรและเสิร์ฟอาหารเช้ามื้อแรกของปี ฟรี! ให้แก่ผู้โดยสารทั้ง 13 สถานี

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรมสุดพิเศษเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ ส่ง เกรซ นรินทร มิสไทยแลนด์เวิล์ด 2019 ทูตกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นำทีมคาราวานอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ โจ-โจ้ คู่แฝดคนขับรถไฟฟ้าโปรไฟล์พรีเมี่ยมสุดฮอตที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ และเน็ตไอดอลรวม 13 คนมาส่งมอบความสุขเสิร์ฟอาหารเช้ามือแรกของปี เพื่อสวัสดีปีใหม่และอวยพรผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าทั้ง 13 สถานี วันที่ 1 มกราคม 2565 ตั้งแต่เวลา 06.30 น. เป็นต้นไป

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่าเพื่อเป็นการส่งมอบความสุขให้แก่ผู้โดยสารต้อนรับเทศกาลปีใหม่ บริษัทจึงได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษจัดคาราวานอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังนำโดย “ เกรซ นรินทร ” มิสไทยแลนด์เวิล์ด 2019 ทูตกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข , “โจ-โจ้” คู่แฝดคนขับรถไฟฟ้าโปรไฟล์พรีเมี่ยมสุดฮอตที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ และเน็ตไอดอลรวม 13 คน มาร่วมอวยพรและส่งมอบความสุข เสิร์ฟอาหารเช้ามื้อแรกของปี ฟรี! ให้แก่ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าทั้ง 13 สถานี ในวันที่ 1 มกราคม 2565 ตั้งแต่เวลา 06.30 – 08.30 น. เป็นต้นไป ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

พาณิชย์-DITP โชว์ผลงานทูตพาณิชย์มุมไบ เปิดตัว “ทุเรียน” สุดเจ๋ง เพิ่มยอดขายผลไม้ไทยพุ่ง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานทูตพาณิชย์โปรโมตผลไม้ไทยในอินเดีย เปิดตัว “ทุเรียน” ได้สุดเจ๋ง ผู้บริโภคเริ่มรู้จัก และอยากทดลองชิมเพิ่มมากขึ้น เตรียมลุยต่อ มั่นใจเจาะตลาดได้แน่ ส่วนผลไม้อื่นยอดพุ่งกระฉูด ทั้งเงาะ ลำไย มังคุด ชมพู่ ลิ้นจี่

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ เร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าผลไม้สดและแปรรูป ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้จัดทำมาตรการผลไม้เชิงรุกปี 2565 และหนึ่งในนั้น คือ การเร่งหาตลาดในต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ ณ เมืองมุมไบ อินเดีย ว่าได้ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมการขายสินค้าผลไม้สดและผลไม้แปรรูปร่วมกับ Berrika Online Grocery ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถทำให้คนอินเดียรู้จักผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น และมียอดการจำหน่ายผลไม้เพิ่มขึ้น
โดยไฮไลต์สำคัญในการจัดกิจกรรม ได้มีการแนะนำให้คนอินเดียได้รู้จักและทดลองชิมทุเรียน ผ่านคลิปวิดีโอที่ถ่ายทำร่วมกับ Celebrity Chef ในการสาธิตการปอกทุเรียนและการทำชีสเค้กทุเรียนเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม Berrika และ Mumbaifoodie ที่มีผู้ติดตามกว่า 5 แสนคน โดยหลังเผยแพร่ได้ 2 วัน มียอดวิวกว่า 34,000 วิว และมีบุคคลในวงการอาหาร เช่น Chef , Food Stylist , Food Blogger, Baker เข้ามาคอมเมนต์ ซึ่งส่วนใหญ่ชื่นชอบและอยากทดลองรับประทาน

ส่วนผลไม้อื่น ๆ ในช่วงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย มียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 156.8% โดยเงาะ ลำไย และมังคุด เพิ่มประมาณ 70-80% ทุเรียนและทุเรียนทอด เพิ่ม 100% ชมพู่ เพิ่ม 115% และลิ้นจี่ เพิ่ม 540% เพราะผู้บริโภคชาวอินเดีย ได้รับรู้จากการกระตุ้น ทำให้มีการซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น
น.ส.สุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ กล่าวว่า แม้ว่าทุเรียนจะยังไม่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวอินเดียเหมือนกับผลไม้อื่น ๆ เพราะส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก และไม่เคยรับประทาน แต่หลังจากจัดกิจกรรม ทำให้มีการรู้จักเพิ่มมากขึ้น และสนใจที่จะรับประทานทุเรียนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสำนักงานฯ จะเดินหน้าแนะนำทุเรียนให้กลุ่มเป้าหมายได้คุ้นเคย และจะร่วมมือกับ Berrika ปรับปรุงการรับรู้ใหม่ โดยการเชื่อมโยงทุเรียนกับขนุนและขนมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการยอมรับและสนใจที่จะทดลองรับประทานเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานฯ จะนำประสบการณ์จาการส่งเสริมการขายร่วมกับ Berrika ไปปรับใช้และจะชักชวนแพลตฟอร์มขายผักและผลไม้ออนไลน์อื่น ๆ เช่น Namdhari ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักในรัฐอื่น ๆ มาร่วมกันส่งเสริมตลาด ร่วมทั้งจะร่วมมือกับผู้ส่งออก ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น การจัดโปรโมชันลดราคา และนำสินค้ามาจัดกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคต่อไป
สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ได้สำนักงานฯ ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา เช่น การเชิญ Influencer เช่น Celebrity Chef มาจัดทำวิดีทัศน์สาธิตการปลอกผลไม้และการปรุงอาหารจากผลไม้ไทย การจัดทำแบนเนอร์บน Berrika Online Grocery การจัดประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และจัดทำจดหมายข่าว การจัดทำโฆษณาข้างถุงกระดาษบรรจุสินค้า จัดทำป้ายโฆษณาข้างรถขนส่งสินค้าของ Berrika จัดทำเสื้อยืดสำหรับเจ้าหน้าที่ส่งสินค้าของ Berrika มอบผลไม้ไทยให้กับลูกค้า Berrika 150 คนแรกของแต่ละเดือน มอบพริกแกงไทยและน้ำกะทิให้กับลูกค้าที่เป็นสมาชิก รวมทั้งการนำทุเรียนทอดไปนำเสนอและแจกชิมในงานอีเว้นต์ต่าง ๆ ที่จัดโดยสำนักงานฯ และสำนักงานการท่องเที่ยว มุมไบ
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
16 ธันวาคม 2564

หนุนการค้า เตรียมสู่ Mini FTA พาณิชย์-เซินเจิ้น! จุรินทร์ เปิดสำนักงาน “ส่งเสริม-เจรจาการค้าไทย-เซินเจิ้น จีน ประจำประเทศไทย ที่พัฒนาการ วันนี้

วันที่ 16 ธันวาคม 2564 เวลา 14.30 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดป้ายสำนักงานประสานงานทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้าเขตเซินเจิ้น ประจำประเทศไทย และศูนย์เจรจาการค้าและนิทรรศการสินค้าจากผู้ประกอบการนักธุรกิจเขตเซินเจิ้น พร้อมด้วยนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ Mr.Han Zhiqiang เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย Mr.Huang Min รองนายกเทศมนตรีเมืองเซินเจิ้น และนายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน นายชองทอง ซิ นายกสมาคมนักธุรกิจเซินเจิ้น ประเทศไทย
ที่สมาคมนักธุรกิจเซินเจิ้นประเทศไทย อาคาร TCT Group พัฒนาการ 20 กรุงเทพมหานคร

นายจุรินทร์ กล่าวว่า

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การค้าระหว่างไทย – จีน มีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างยิ่ง โดย 10 เดือนแรกของปี 2564 การค้าไทย-จีน มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 2.68 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.3 ของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดของไทย มีอัตราขยายตัวสูงถึงร้อยละ 31.95 และเซินเจิ้นยังเป็นหนึ่งในด่านที่สำคัญที่นำเข้าผลไม้ของไทยสู่จีนแผ่นดินใหญ่

หนึ่งในนโยบายรัฐบาลของจีนที่ตนชื่นชม คือ นโยบายการพัฒนาเซินเจิ้นจากหมู่บ้านชาวประมง ให้กลายเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่างทุกวันนี้ กระทรวงพาณิชย์ไทย มีนโยบายสร้างพันธมิตรกับจีน โดยคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละพื้นที่ในประเทศจีน และแสวงหาความร่วมมือโดยบูรณาการศักยภาพของทั้งสองฝ่าย ในรูปแบบความตกลงทางการค้า หรือความร่วมมืออื่นใด ตามความเหมาะสม 
ซึ่งผมขอใช้คำเรียกง่ายๆ ว่า “MINI-FTA” เป็นความตกลง หรือความร่วมมือที่จัดทำขึ้นรวดเร็วกว่าการเจรจาเต็มรูปแบบ สามารถตอบโจทย์ยุคดิจิตอลในปัจจุบัน ทั้งนี้ เซินเจิ้นถือเป็นเมืองลำดับต้น ๆ ที่มีศักยภาพที่จะร่วมมือกับประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมโซล่าร์เซลล์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์  อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์  และโทรคมนาคม
ประเทศไทยมีความโดดเด่นทั้งในฐานะผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์  

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างไทยและเซินเจิ้น จะช่วยให้ประเทศไทย สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งเซินเจิ้นมีความเชี่ยวชาญในฐานะที่เป็นฐานการผลิต มาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ด้านเกษตรและอาหาร ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น รวมทั้ง จะช่วยขยายตลาดตามแนวเส้นทาง 
Belt and Road ภายใต้ห่วงโซ่อุปทานเดียวกันได้อีกด้วย และประเทศไทยก็มีความพร้อมที่จะเป็นสะพานเพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือสู่อาเซียน

ตนขอถือโอกาสให้วันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศไทย โดยกระทรวงพาณิชย์กับประเทศจีน โดยเมืองเซินเจิ้น ในรูปแบบ MINI-FTA เพื่อให้พี่น้องชาวไทยและชาวจีนได้ขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  เช่น ที่นำร่อง MINI-FTA กระทรวงพาณิชย์ไทยกับไห่หนานของจีนไปแล้ว ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ตนเชื่อมั่นว่า สำนักงานประสานงานทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้าเขตเซินเจิ้น ประจำประเทศไทย จะมีส่วนช่วยผลักดันเศรษฐกิจการค้าไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ และหวังว่าสำนักงาน ฯ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ MINI-FTA หรือความร่วมมือระหว่างไทย-เซินเจิ้น ประสบความสำเร็จ และมีการลงนามในอนาคตอันใกล้

และขออวยพรให้สำนักงานประสานงานทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้าเขตเซินเจิ้นประจำประเทศไทย ดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และขอให้ผู้เข้าร่วมงานในวันนี้ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง มีแรงใจที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมกันพัฒนา นำพาเศรษฐกิจไทย-จีนไปสู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

เปิดแล้ว แลนด์มาร์คใหม่! “ JAS GREEN VILLAGE KUBON” Community Mall รูปแบบ Open-Air Lifestyle แห่งใหม่! ใจกลางคู้บอน ภายใต้คอนเซ็ปต์ Green space for allที่มีพื้นที่สีเขียวมากกว่า 50% บนพื้นที่กว่า 40ไร่

คุณสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ “ J ” กล่าวถึงความพร้อมสำหรับการให้บริการ ของ “ JAS GREEN VILLAGE – KUBON ” Community Mall แห่งใหม่ บนถนนคู้บอนที่เปิดให้บริการตั้งแต่ วันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Green space for all” เน้นพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นสำหรับการพักผ่อน พบปะสังสรรค์ รวมทั้งเป็นศูนย์รวมกิจกรรมสันทนาการ มีพื้นที่รองรับกิจกรรมสำหรับเด็กๆ และครอบครัว โดยเน้นใช้ธรรมชาติเป็นส่วนร่วมตอบโจทย์และพร้อมเสิร์ฟ ทุก LifeStyle นับเป็น Community Mall แห่งแรก และแห่งเดียวบนถนนคู้บอน และย่านรามอินทรา ที่มีพื้นที 50% เป็นสีเขียวรายล้อมจากธรรมชาติ ในรูปแบบ Open-Air Lifestyle Mall บนพื้นที่ 40 ไร่ ซึ่งภายใน “JAS GREEN VILLAGE – KUBON” แบ่งพื้นที่ 3 โซนหลัก คือ Convenience zone, Garden zone, และ Cozy zone ประกอบด้วย ศูนย์อาหาร ร้านอาหารชื่อดัง ร้านค้าแฟชั่น ศูนย์บริการ ความงาม สถาบันการศึกษา ฟิตเนส ซูเปอร์มาร์เกต สวนสาธารณะอาทิ เช่น Singer X FN Outlet ใหญ่ที่สุดในระเทศไทย บนพื้นที่ 2,000 ตร.ม. และ Mr. DIY ขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตร.ม. รวมถึง SENERA บริการสำหรับผู้สูงวัย ธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ ตอบรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ,ปั๊มน้ำมัน Caltex, ฟิตเนส เซเว่น เปิดให้บริการ24 ชั่วโมง , Tops Supermarket ,KFC , MK ,Yayoi ,Casa lapin , Starbucks , Watsons , B2S ,Jaymart , Power Buy,Berger King , สุกี้ตี๋น้อย และพันธมิตรทางการค้าอื่นๆอีกมากมาย
เปิดบริการแล้ว พร้อมให้บริการเพื่อรองรับ กลุ่มผู้อยู่อาศัยบริเวณ รามอินทรา คู้บอน หทัยราษฎร์ คลองสามวา มีนบุรี นิมิตใหม่ “JAS GREEN VILLAGE – KUBON” รองรับด้วยพื้นที่จอดรถมากกว่า 530 คัน และเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสธรรมชาติ ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินในการจับจ่าย พักผ่อน กินช้อปใช้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น ณ ศูนย์การค้า “JAS GREEN VILLAGE – KUBON” ได้แล้ววันนี้

ท่านใดสนใจพื้นที่ในการทำธุรกิจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 094-414-9989, 063-247-9253, 094-569-9498
Facebook: JAS green village

พาณิชย์-DITP จับมือ กลุ่มเซ็นทรัล และห้าง Globus สวิตเซอร์แลนด์ เดินหน้านโยบาย”จุรินทร์” ส่งเสริมสินค้าไประดับโลก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายที่ได้รับจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ให้เร่งรัดการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและอาหารไทยที่มีศักยภาพในตลาดต่างประเทศสำคัญ กรมฯ จึงได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต กลุ่มเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้า Globus สาขาเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทย ในวันที่ 1-3 ธันวาคม 2564 และกิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้าไทยผ่านช่องทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1-5 ธันวาคม 2564 เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าไทย และขยายตลาดในต่างประเทศ
สำหรับการจัดกิจกรรมในวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ได้รับเกียรติจาก Mr. Franco Savastano ประธานกรรมการบริหาร (CEO) ของห้างสรรพสินค้า Globus นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และนางสาวสุนทริยา กาญจนะ อัครราชทูตที่ปรึกษารักษาราชการแทนเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น ในการเข้าร่วมชมกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทย ณ ห้างสรรพสินค้า Globus สาขาเจนีวา โดยรายละเอียดการจัดกิจกรรมดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) การจัดแสดงสินค้าไทย (Thai Product pop-up displays) ระดับพรีเมี่ยม ได้แก่ ข้าวไทย เครื่องปรุงรสและเครื่องแกงไทย และอาหารไทยแบบสำเร็จรูป 2) การจัดแสดงสาธิตการทำอาหารไทย และ 3) การจัดโปรโมชั่นผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ของห้างสรรพสินค้า Globus

ทั้งนี้ ห้างสรรพสินค้า Globus เป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งในปี 2524 โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้เริ่มเข้าไปบริหารในปี 2563 จนเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสำหรับนักท่องเที่ยว ถือเป็นห้างที่เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย ที่บริหารโดยคนไทยภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ปัจจุบันห้างสรรพสินค้า Globus มีสาขาทั้งสิ้นจำนวน 10 สาขา ทั่วประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีสินค้าไทยวางจำหน่ายในห้างส่วน DELICATESSA แล้วทั้งสิ้นจำนวนกว่า 56 ชนิด อาทิ ผลไม้สด ผลไม้อบแห้ง เครื่องดื่ม ข้าว และผลิตภัณฑ์ปรุงอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยนำสินค้าชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีการวางจำหน่ายในห้างเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุง แบรนด์ KonKrua และแบรนด์ Pook ผลิตภัณฑ์เบียร์สิงห์ และผลิตภัณฑ์เบียร์ช้าง
“การจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทยในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวสวิส
เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายจุรินทร์ ที่ได้สั่งการให้กรมฯ ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์สินค้าและอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ รวมถึงการขยายช่องทางการค้าใหม่ในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ Mr. Franco Savastano ประธานกรรมการบริหาร (CEO) ของห้างสรรสินค้า Globus ยังกล่าวเชิญชวนให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทยในห้างสรรพสินค้า Globus ในสาขาอื่นๆ อีกในอนาคต ซึ่งกรมฯ คาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทยมายังตลาดสวิตเซอร์แลนด์ และสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น” นายภูสิตกล่าว
ในปี 2564 สวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 20 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association: EFTA) ซึ่งมีประเทศสมาชิกอีก 3 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ โดยในปี 2563 การค้าระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์มีมูลค่า 9,775.58 ล้านเหรียญสหรัฐ (305,350.03 ล้านบาท) ไทยส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์มูลค่า 7,528.09 ล้านเหรียญสหรัฐ (234,941.53 ล้านบาท) ส่วนในช่วง 10 เดือน ปี 2564 (ม.ค.-ต.ค.) การค้าระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์มีมูลค่า 5,399.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (168,312.20 ล้านบาท) โดยไทยส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์มูลค่า 1,154.45 ล้านเหรียญสหรัฐ (36,163.92 ล้านบาท) สินค้าเกษตรและอาหารสำคัญที่ไทยส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป ผักและผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ข้าว สิ่งปรุงรสอาหาร และเครื่องดื่ม เป็นต้น ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้สูง นิยมบริโภคสินค้าคุณภาพดี จึงเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญสำหรับสินค้าไทยที่อาจมีราคาสูงกว่า
ประเทศคู่แข่ง แต่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในด้านคุณภาพได้


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
15 ธันวาคม 2564

การรถไฟฯ นำคณะสื่อมวลร่วมเป็นสักขีพยานตรวจรับ ขบวนรถไฟดีเซลราง Kiha 183 จาก JR Hokkaido


จำนวน 17 คัน ที่เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว มั่นใจมีความคุ้มค่า
ช่วยเสริมศักยภาพในการเดินทาง และการท่องเที่ยวภายในประเทศได้เป็นอย่างดี

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564 เวลา 10.30 น. นายศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการซ่อมบำรุง รถจักรและล้อเลื่อน การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนของนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมรับขบวนรถไฟดีเซลราง KIHA 183 จำนวน 17 คัน ที่ได้รับมอบจากบริษัท Hokkaido Railway Company (JR HOKKAIDO) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว ณ ศูนย์ขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (SRTO) ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้บริหารการรถไฟฯ และคณะสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน และเข้าร่วมสังเกตการณ์ตรวจขบวนรถโดยสารทั้ง 17 คันอย่างใกล้ชิดก่อนนำมาปรับปรุงเปิดให้บริการ

นายศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการซ่อมบำรุงรถจักรและล้อเลื่อน การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่การรถไฟฯ ได้มีความร่วมมือกับบริษัท JR Hokkaido ประเทศญี่ปุ่น ในการส่งมอบขบวนรถไฟดีเซลราง KIHA 183 (คีฮา 183) จำนวน 17 คัน มาให้กับประเทศไทยฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะนี้ขบวนรถไฟดังกล่าวได้ขนย้ายจากประเทศญี่ปุ่นมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย รถมีห้องขับสูง (High Cab) จำนวน 8 คัน รถมีห้องขับต่ำ (Low Cab) จำนวน 1 คัน และรถไม่มีห้องขับ จำนวน 8 คัน
ทั้งนี้ ขบวนรถที่การรถไฟฯ รับมอบในครั้งนี้ เป็นรถดีเซลราง (DMU) รุ่น Kiha 183 ของ JR Hokkaido ที่เคยเปิดให้บริการทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจากการตรวจสภาพเบื้องต้นพบว่าขบวนรถมีตัวถัง เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน และตู้โดยสารอยู่ในสภาพดี สามารถนำมาใช้งานได้ เนื่องจากทาง JR Hokkaido มีการดูแลบำรุงรักษามาโดยตลอด และเพิ่งมีการตรวจสภาพครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ จึงคาดว่ายังมีอายุการใช้งานต่อไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งมีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ การรถไฟฯ จะขนย้ายรถดีเซลราง Kiha 183 ทั้ง 17 คัน ไปที่โรงงานมักกะสัน โดยให้ฝ่ายการช่างกล ดำเนินการทดสอบสมรรถนะตัวรถ และตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นส่วนอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และนำมาประกอบเข้ากับแคร่ที่มีการดัดแปลงให้เท่ากับความกว้างของรางในประเทศไทยขนาด 1 เมตร โดยใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จากนั้นจะมีการปรับปรุงรถ โดยปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลักทุกส่วน เช่น Main Engine, Transmission, Donkey Engine, เครื่องปรับอากาศ ที่นั่ง ภายในและภายนอกตู้โดยสาร ฯลฯ โดยจะเข้าปรับปรุง
ทีละชุดจนครบ 4 ชุด ใช้เวลาดำเนินงานประมาณ 2 ปี โดยมีรูปแบบการปรับปรุงคล้ายคลึงกับรถโดยสารทั่วไป และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับรองรับการท่องเที่ยว เช่น เคาน์เตอร์บาร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ช่วงระหว่างการจัดจ้างเพื่อปรับปรุงรถ การรถไฟฯจะนำรถโดยสาร Kiha 183 ทั้ง 17 คัน มาทดลอง เปิดให้บริการ เช่น ขบวนรถในเส้นทางระยะสั้น ขบวนรถพิเศษพินิจงาน ขบวนพิเศษสำหรับการท่องเที่ยวในเส้นทางต่างๆ เพื่อทดสอบสมรรถนะตัวรถ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ขบวนรถไฟท่องเที่ยว และเมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จ การรถไฟฯ จะนำรถดีเซลราง Kiha 183 ทั้งหมดมาเปิดให้บริการเดินรถใน 4 เส้นทาง พร้อมกับเปิดให้ประชาชน หน่วยงาน หรือผู้สนใจเช่าเหมาขบวนในรูปแบบ Charter Train โดยมี 4 เส้นทางหลัก ได้แก่…

  1. อุดรธานี – หนองคาย – เวียงจันทน์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากการเปิดให้บริการรถไฟสายลาว – จีน และประชาชนที่เดินทางระหว่างประเทศไทย และ สปป.ลาว
  2. นครราชสีมา – ขอนแก่น เพื่อรองรับการบริการในช่วงทางคู่สายขอนแก่นให้มีศักยภาพด้านการเดินทางระหว่างจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดขอนแก่นที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ รวมถึงเป็นขนส่งต่อเนื่อง (Feeder) ของรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพ – นครราชสีมา
  3. กรุงเทพ – หัวหิน – สวนสนประดิพัทธ์ เพื่อทดแทนขบวนรถไฟนำเที่ยวชายทะเลสวนสนประดิพัทธ์ ซึ่งเป็นขบวนรถไฟนำเที่ยวประจำที่มีปริมาณผู้ใช้งานสูง โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพของการเดินทาง การท่องเที่ยว และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับกลุ่มลูกค้าใหม่และลูกค้าประจำ
  4. ขบวนรถท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคกลางและจังหวัดใกล้เคียง เช่น อยุธยา ลพบุรี สระบุรี เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปากช่อง นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคกลางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ตามฤดูกาล เทศกาล หรืออีเวนต์พิเศษต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว
    นายศิริพงศ์ กล่าวเพิ่มว่า ขบวนรถดีเซลราง KIHA 183 เป็นรถชุดที่ 2 ที่การรถไฟฯ ได้รับมอบจาก JR Hokkaido จากก่อนหน้านี้ที่เคยได้รับชุดรถนั่ง (รถชุดฮามานะสึ: Hamanasu) จำนวน 10 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการปรับปรุง เพื่อนำมาจัดขบวนรถเป็น 2 ชุด ชุดละ 5 คัน ให้บริการใน 2 เส้นทางท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ได้แก่ เส้นทางนครลำปาง – เชียงใหม่ และเส้นทางกรุงเทพ – น้ำตกไทรโยคน้อย

โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการปรับปรุง 2 ปี และสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2566

“การรถไฟฯ มีความเชื่อมั่นว่าการรับมอบขบวนรถดีเซลจาก JR Hokkaido จะมีความคุ้มค่า สามารถนำรถทั้งหมดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง ทั้งในการอำนวยความสะดวกการเดินทางแก่ประชาชน การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และเสริมศักยภาพการขนส่งทางราง ตลอดจนช่วยเพิ่มรายได้แก่การรถไฟฯ อีกทางหนึ่งด้วย”
เห็นได้จากก่อนหน้านี้ การรถไฟฯ เคยได้รับมอบตู้โดยสารรถไฟจากประเทศญี่ปุ่น มาปรับปรุงและใช้ในกิจการรถไฟมาแล้ว เช่น การรับมอบตู้โดยสารจากบริษัท JR-West นำมาให้บริการเป็นขบวนตู้นอนปรับอากาศ ได้นำพ่วงกับขบวนรถด่วนที่ 51 เส้นทาง กรุงเทพ – เชียงใหม่ – กรุงเทพ และนำมาพ่วงกับขบวนรถเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้กับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล รวมถึงบางส่วนหนึ่งนำมาดัดแปลงให้เป็นตู้พิเศษ เช่น รถ SRT Prestige รถประชุมปรับอากาศ ฯลฯ เป็นรถเช่าเหมาคัน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับการรถไฟฯ และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศได้เป็นอย่างดี และอนาคตการรถไฟฯ ยังมีแผนจัดตั้งสำนักงานธุรกิจพิเศษและการท่องเที่ยว เพื่อดำเนินธุรกิจรถไฟท่องเที่ยว การเช่าเหมาขบวนรถและตู้รถไฟ รวมถึงทำการตลาดเพื่อหารายได้ และทำธุรกิจพิเศษนอกเหนือจากการโดยสารเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการดูแลความปลอดภัยในการให้บริการขนส่งทางราง การรถไฟฯ ยังได้จัดซื้อรถโบกี้ปั้นจั่นกลจำนวน 3 คัน ขนาดยกได้ไม่ต่ำกว่า 80 ตัน ซึ่งล่าสุดได้ขนส่งมาถึงประเทศไทย ที่ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะนำมาทดแทนรถโบกี้ปั้นจั่นกลรุ่นเก่า ที่ใช้เครื่องต้นกำลังเป็นไอน้ำจำนวน 3 คัน ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 57 ปี และมีความสามารถในการยกเพียง 35 ตัน ซึ่งไม่เพียงพอรองรับรถจักรและรถพ่วงรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักมากได้ จึงจำเป็นต้องใช้รถปั้นจั่นกลที่มีความสามารถในการยกสูงขึ้น และพ่วงในขบวนรถที่ใช้ความเร็วได้มากกว่าเดิม
สำหรับสมรรถนะ รถโบกี้ปั้นจั่นกลทั้ง 3 คัน เป็นรุ่น KIROW Multitasker Railway Crane Type KRC 1210 N ซึงเป็นรถโบกี้คุณภาพสูง ผลิตด้วยเทคโนโลยีทันสมัยจากประเทศเยอรมนี มีขนาดกำลังยกไม่ต่ำกว่า 80 ตัน มีคันปั้นจั่นที่ยาว ทำให้ยกรถตกรางในพื้นที่กว้างโดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนรถหลายครั้งได้ อีกทั้งสามารถใช้งานบน Electrified Track และในพื้นที่แคบ เช่น อุโมงค์ บนสะพาน ทางคู่ รวมถึงบนพื้นที่ลาดเอียง และยกรถตกรางในอุโมงค์ได้ โดยมีความเร็วเคลื่อนที่ด้วยตัวเองไม่กว่า 20 กม./ชม. และถูกรางจูงไม่น้อยกว่า 90 กม./ชม.
“ด้วยคุณภาพของโบกี้ปั้นจั่นรุ่นใหม่ จะเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพการกู้ภัยเหตุอันตรายแก่การรถไฟฯ
ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นรถที่มีความคล่องตัว รวดเร็ว สามารถเข้าช่วยกู้ภัยในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดที่รถปั้นจั่นล้อยางของเอกชนเข้าไม่ถึง อาทิ ทางรถไฟยกระดับ หรือ จุดกลางป่า หุบเหวไม่มีถนนเข้าถึงได้ และที่สำคัญยังรองรับเชื้อเพลิงไบโอดีเซลได้ถึง บี20 ทำให้ประหยัดพลังงานและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

DITP จัดกิจกรรมดันสินค้านวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเจาะตลาดเวียดนาม



กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือทูตพาณิชย์โฮจิมินห์ จัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้านวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรูปแบบ Mirror Mirror นำสินค้าผู้ประกอบการไทย 14 บริษัทไปจัดโชว์ ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าเวียดนามแห่เจรจาธุรกิจสูงถึง 59 บริษัท คาดยอดขายปังแน่
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่าจากนโยบายของ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พ.ย.2564 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดย สำนักส่งเสริมสินค้านวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า (สนม.) ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.)
ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม จัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้านวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่ตลาดเวียดนามในรูปแบบ Mirror Mirror ณ โรงแรม Sheraton Saigon Hotel and Towers นครโฮจิมินห์ เพื่อผลักดันการขยายตลาดสินค้านวัตกรรมและสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไทยที่มีศักยภาพไปยังตลาดเวียดนาม
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการไทยจำนวน 14 บริษัท ที่เป็นสินค้านวัตกรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กลุ่มสินค้าอาหาร อาหารเสริม สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าเวียดนาม 59 บริษัท รวม 113 คู่เจรจา โดยขณะนี้ สคต. กำลังติดตามผลมูลค่าการเจรจาการค้า โดยคาดว่าจะมีการตกลงซื้อขายได้
“การจัดกิจกรรมดังกล่าว ได้รับรายงานจาก สคต. ว่า ได้รับความสนใจจากผู้นำเข้า และยินดีที่ได้ร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย โดยผู้นำเข้ากล่าวชื่นชมสินค้านวัตกรรมแนวใหม่ของไทย และทางทูตพาณิชย์ได้ใช้โอกาสนี้ ชี้แจงกับผู้นำเข้าว่าการจัดกิจกรรม เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญในสินค้า BCG
ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภคเวียดนามที่ปัจจุบันสินค้านวัตกรรมและสินค้า Green Product มีแนวโน้มจะเติบโตดีในตลาดเวียดนาม เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคเวียดนามรุ่นใหม่มีแนวโน้มใส่ใจกับสินค้านวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” นายภูสิตกล่าว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
13 ธันวาคม 2564

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้า รับรางวัล “มงกุฎนาคราช” ประจำปี 2564

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด รับรางวัลเชิดชูเกียรติ “มงกุฎนาคราช” ประจำปี 2564 สาขา ผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ

โดยมีประธานผู้มอบรางวัลนี้ ได้แก่ พลตรี ม.ร.ว. วัยวัฒน์ จักรพันธุ์
เจ้าศรีรัตน์ ณ ลำปาง
และคณะผู้จัดงาน ดร.ประกาย ณ สงขลา
บริษัท มหามงคลฟิล์มฯ
ดร.ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์
คุณอี๊ด รัชฎาภรณ์ Teerak Wedding Studio
สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซี่ยน
สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงสากล
สภาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
ผอ.อาร์ต กล่าวขอบคุณที่ให้เกียรติผมและครอบครัวครับ

ACT ออกแถลงการณ์คัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน


องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ออกแถลงการณ์คัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน จี้นายกฯพิจารณาทบทวนด่วน และนำเกณฑ์การอภัยโทษ พ.ศ. 2559 กลับมาบังคับใช้ โดยไม่พิจารณาลดโทษให้กับคดีคอร์รัปชัน คดีข่มขืนและคดียาเสพติด

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2564 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชัน โดยเนื้อหาในแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษฯ แก่ผู้ต้องขัง ส่งผลให้ผู้ต้องขังในคดีคอร์รัปชันหลายรายที่ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับเศรษฐกิจของประเทศตลอดจนความอัปยศอดสูของชาวนา กลายเป็นประเด็นแห่งความชอกช้ำของสังคมอย่างที่ประวัติศาสตร์ไม่อาจจะลืมได้ แต่ขณะนี้กลับได้รับการลดหย่อนโทษอย่างรวดเร็วด้วย

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ในฐานะตัวแทนของสังคมในการสร้างพลังของคนไทยในการล้มล้าง ต่อต้านการคดโกงแผ่นดินมีข้อสังเกตว่า ในการพระราชทานอภัยโทษฯ เมื่อปี พ.ศ. 2559 ได้ยึดหลักว่า จะไม่พิจารณาลดหย่อนผ่อนโทษให้กับคดีคอร์รัปชัน คดีข่มขืนและคดียาเสพติด ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ได้ทำกันมาอยู่แล้ว ตามที่พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรีและอดีต รมว.ยุติธรรม ได้เคยกล่าวไว้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใดและโดยใคร ทำให้หลักเกณฑ์ที่เคยเป็นหลักความเชื่อมั่นของระบบยุติธรรมเปลี่ยนแปลงไปจนเอื้อประโยชน์ในการลดหย่อนผ่อนโทษให้กับนักโทษโดยเฉพาะคดีคอร์รัปชันอย่างไม่น่าได้ลดหย่อนรวดเร็วขนาดนั้น

การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำเสมอว่า คอร์รัปชันเป็นเรื่องร้ายแรงของสังคมไทย ต้องปราบปรามอย่างจริงจัง คนผิดต้องถูกจับติดคุกโดยเร็วด้วยโทษทัณฑ์ที่เด็ดขาดรุนแรง รวมทั้งประกาศให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ การลดหย่อนผ่อนโทษขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องสวนทางกับความรู้สึกของประชาชน บ่อนทำลายความพยายามของ ป.ป.ช. อัยการ และศาล ในการเอาคนผิดมาลงโทษ ซึ่งเท่ากับส่งเสริมให้คนโกงไม่เกรงกลัว และกลับทำให้คนที่เป็นพยานและคนชี้เบาะแสกลโกงต้องหวาดกลัวว่าคนโกงที่ติดคุกไม่กี่วันแล้ว เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาจากคุก อาจกลับมาคุกคามสวัสดิภาพของพวกเขาเหล่านั้นได้
ดังนั้นเพื่อให้คนโกงชาติ ทำร้ายสังคมเกิดความยำเกรงกับบทลงโทษที่รุนแรงให้สาสม องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณานำหลักเกณฑ์การอภัยโทษ พ.ศ. 2559 กลับมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด และกำหนดหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนในกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการให้อภัยโทษ การลดหย่อนผ่อนโทษ และการพักโทษนั้นจะสามารถกระทำได้ภายใต้เงื่อนไขใด นอกจากนั้นให้มีการกำหนดเพิ่มเติมถึงข้อห้ามที่เข้มงวดอย่างยิ่งสำหรับคดีคอร์รัปชันร้ายแรงและมีโทษรุนแรงที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
ก. กระทำโดยนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงหรือข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม
ข. ความผิดตามที่รัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบันบัญญัติไว้
ค. คดีที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของชาติ
ง. การเสนอชื่อรับสิทธิ์ของผู้ต้องขังคดีร้ายแรงต้องมีกระบวนการทบทวนอย่างเหมาะสม
จ. เงื่อนไขอื่น เช่น ต้องไม่ได้รับสิทธิ์ต่อเนื่องกัน หรือ ผู้ต้องขังต้องถูกจำคุกแล้วอย่างน้อยกี่ปี เป็นต้น

ในการนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันขอย้ำเสนอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ทบทวนในกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนยังมีความเชื่อถือ เชื่อมั่นและไว้วางใจว่าคณะรัฐบาลชุดนี้ยังคงให้ความสำคัญต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงใจและจริงจังสมเจตนารมณ์ อย่าให้คนไทยและสังคมรู้สึกว่าได้รับการคดโกงความเชื่อมั่นศรัทธาต่อระบบยุติธรรมอีกครั้งหนึ่ง องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ขอย้ำว่า เราและคนไทยจะไม่ยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและจะทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น