พาณิชย์-DITP จัด OBM ผลไม้ สร้างยอด 1,454 ล้านบาท เป็นของขวัญรับปีใหม่ 2565

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) สินค้าผลไม้ ตามมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกประจำปีงบประมาณ 2565 ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สร้างยอดเจรจาการค้ากว่า 1,454 ล้านบาท พร้อมจัดประชุมรายสินค้ากับภาคเอกชนประเมินสถานการณ์ผลไม้ คาดปี 2565 สินค้าผลไม้ขยายตัวได้ดี

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และมาตรการการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก กรมฯได้จัดโครงการจับคู่เจรจาการค้าสำหรับสินค้าผลไม้ที่มีผลผลิตทั้งปี และผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16-17 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าผลไม้ที่มีผลผลิตทั้งปี อาทิ มะม่วง มะพร้าว มะขาม และส้มโอ รวมถึงผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป ได้เจรจาการค้าและวางแผนการส่งออกของปี 2565 ได้ล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 63 โครงการที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)
ได้วางแผนจะดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกประจำปี 2565
การจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ส่งออกเป็นอย่างมาก โดยมีผู้เข้าร่วม 82 บริษัท ผู้นำเข้า 79 บริษัท มีการจับคู่เจรจาทั้งสิ้น 238 คู่ และเจรจาสำเร็จ 190 คู่ สินค้าที่ได้รับความสนใจ 5 อันดับแรก ได้แก่ ผลไม้สด ผลไม้อบแห้ง ผลไม้แช่แข็ง ผลไม้อบแห้งแช่แข็ง และน้ำผลไม้ โดยประเทศที่เข้าร่วมการเจรจาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเมียนมา สร้างยอดเจรจาการค้ากว่า 1,454 ล้านบาท

นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนการจัดโครงการจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) สินค้าผลไม้อีก 2 ครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคมเพื่อรองรับฤดูผลไม้ในภาคตะวันออก และในเดือนกรกฎาคม
เพื่อรองรับฤดูผลไม้ของภาคใต้และภาคเหนือ โดยในปี 2564 ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมดังกล่าวจากออฟไลน์มาเป็นออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ให้ยังสามารถส่งออกได้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าการเจรจาการค้ารวมทั้งสิ้น 4,248 ล้านบาท

นายภูสิตกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการจัดการประชุมรายสินค้า หรือ Chief of Product (COP) ร่วมกับภาคเอกชนกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยผลจากการประชุม มีการคาดการณ์ว่าสินค้าผลไม้จะมีแนวโน้มจะขยายตัวได้ดียิ่งขึ้นในปี 2565 โดยกรมฯ ได้รวบรวมข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนในการดำเนินการและเตรียมความพร้อม เพื่อให้การบริหารระบบโลจิสติกส์ในฤดูผลไม้เป็นไปอย่างราบรื่นต่อไป สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
19 มกราคม 2565

ผอ.อาร์ต เจ้าชายสายรีวิว แนะนำเมนูอาหารอร่อย

ชอบทานพะโล้ ต้องได้ทานพะโล้ ขอบคุณคุณนก คุณแม่น้องซันเดย์ Thailand’s got Talent

วันนี้จัดไข่พะโลสูตรโบราณ มาให้ทาน ไข่ฟองใหญ่ น้ำพะโล้เข้มข้นมาก รสชาติถึงเครื่อง แค่ลิ้นสัมผัสรับรู้ได้ว่าเครื่องหนาแน่น หอมละมุม ได้กลิ่นสมุนไพร อ่อนๆ แอบมีความเผ็ดนิดๆ เข้ามาตัดความหวานทำให้ไม่เลี่ยน ได้ข่าวมาว่า เขาตุ๋นไข่พะโล้ข้ามคืน ค่อยๆเคียวน้ำให้รสชาติเข้าถึงเนื้อ รับประกันเลยว่าไข่พะโล้ร้านนี้ Shinoh Ville อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา รองจากร้านนี้ก็ ร้านตะลิงปลิง ร้านแม่ยุ้ย อารีย์ และก็ ร้านข้างแกงเจี๊ยบ ตลาดประชาชื่น ที่สำคัญร้านนี้เขาบรรจุมาในกล่องรักโลกษ์ ย่อยสลายได้ 100%

โอ้ยยยยยย #ของอร่อยอ่ะ_เรื่องมันเยอะ

ตามมาด้วย ไก่สะเต๊ะถังประจันบาน เนื้อนุ่ม ละมุม ลิ้น น้ำจิ้มอาจาดน้ำเข้มข้น ผักสด + น้ำจิ้ม Peanut Sauce ข้นเหนียว กลมกล่อม หอมหวานกำลังดี

ปิดท้าย ด้วย Almond Sans Rival ได้กลิ่นเนยอ่อนๆ หอมหวาน มีความเค็มนิดๆ กรุบๆ เนื้อ Almond โอเค นัมเบอร์วัน เลย ใครชอบหวานเขามี Caramel ใส่ซองแยกมาให้ด้วย กรี๊สสสสสส .. . วี๊ดด .. บึ้มมม ….

พาณิชย์ – DITP ลุยลงพื้นที่ 4 จังหวัด จัดศูนย์ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อการค้าระหว่างประเทศ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) เดินหน้าจัดโครงการศูนย์ให้บริการ
โลจิสติกส์เพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Cross Border Logistics Solution) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ต่อยอดความ สำเร็จ ขนทัพผู้ให้บริการโลจิสติกส์ลงพื้นที่ให้คำแนะนำด้านโลจิสติกส์และจับคู่เจรจาธุกิจสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาค 4 จังหวัดทั่วประเทศ เชียงราย ระยอง หนองคาย และนครศรีธรรมราช

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้สั่งการให้ส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) รวมทั้งผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาคให้สามารถบุกตลาดต่างประเทศได้ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสให้กับสินค้าและบริการของไทยให้สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเล็งเห็นถึงความสำคัญในการให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจรแก่ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาค จึงจัดทำโครงการศูนย์ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Cross Border Logistics Solution) ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้คำแนะนำด้านโลจิสติกส์เพื่อการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบศูนย์ให้บริการเคลื่อนที่ไปภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
กิจกรรมภายในศูนย์ประกอบด้วย การให้คำปรึกษา/คำแนะนำจากผู้ให้บริการและผู้เชี่ยวชาญด้าน
โลจิสติกส์ระดับแนวหน้า และการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ให้บริการโลจิสติกส์กับผู้ประกอบการการค้าในส่วนภูมิภาคในรูปแบบ Hybrid Matching ตลอดระยะเวลา 2 วัน ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับทั้งความรู้และโอกาสในการเข้าถึงการบริการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน นายภูสิตกล่าว

ศูนย์ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Cross Border Logistics Solution) กำหนดจัดขึ้น ใน 4 จังหวัด ได้แก่ 1) จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2565 ณ โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี 2) จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2565 ณ โรงแรม โกลเด้นซิตี้ 3) จังหวัดหนองคาย ระหว่างวันที่ 19 – 20 พฤษภาคม 2565 ณ โรงแรมหนองคายธาวิลล่า และ 4) จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่าง วันที่ 26 – 27 กรกฎาคม 2565 ณ โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถดูรายละเอียด เพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ได้แล้ววันนี้ ที่ http://www.tradelogistics.go.th/cross หรือ Facebook Fanpage: DITP.logistics โดยไม่มีค่าใช้จ่าย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
12 มกราคม 2565

“พาณิชย์-DITP”จับมือ Alibaba.com ติวเข้มผู้ประกอบการไทยขายสินค้าทั่วโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ Alibaba.com จัดอบรมออนไลน์ช่วยผู้ประกอบการขายสินค้าไทยไปทั่วโลก เตรียมติวเข้มสอนการเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล การส่งออกด้วย E-Commerce พร้อมรับสิทธิพิเศษจาก Alibaba.com และ Thaitrade.com สำหรับ 1,000 บริษัทแรกที่เข้าอบรมแบบจัดหนัก ชวนผู้สนใจรีบสมัครด่วน งานนี้ฟรี ก่อนอบรมวันที่ 13 ม.ค.นี้

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เพิ่มช่องทางและโอกาสในการขยายตลาดต่างประเทศด้วยการค้าออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ของไทย โดยกรมฯ โดย Thaitrade.com ได้ร่วมมือกับ Alibaba.com แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ชั้นนำของโลก จัดกิจกรรม Webinar เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสินค้าไปได้ทั่วโลก กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 13 ม.ค.2565 ผ่านระบบ Zoom เวลา 14.30–15.45 น.
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะจัดเต็มด้วยข้อมูลการส่งเสริมการขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม
ออนไลน์ อาทิ การเปลี่ยนแปลงธุรกิจดิจิทัลสู่การส่งออกดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ การส่งออกด้วย E-Commerce และแนวโน้มความต้องการของลูกค้า หลักสูตร ASTE คืออะไร? และจะช่วยธุรกิจท่านได้อย่างไร และนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมด้านการค้าออนไลน์
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สมัครเข้ารับการอบรม 1,000 บริษัทแรก จะได้รับสิทธิพิเศษจาก Alibaba.com และ Thaitrade.com มากมาย เช่น 1.สามารถเข้าร่วมอบรมหลักสูตรระยะสั้น Alibaba.com Seller Training E-course (ASTE) มูลค่า 2,000 เหรียญ ฟรี! 2.ส่วนลดการเป็นสมาชิก Alibaba.com และส่วนลดพิเศษแพกเกจเสริมต่าง ๆ ของสมาชิก Alibaba.com และ 3.ใบรับรองการผ่านการอบรมหลักสูตร รับรองโดย Alibaba.com และ Thaitrade.com โดยสิทธิพิเศษทั้งหมดนี้ จะมอบให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมงานในวันที่ 13 ม.ค. 65 เท่านั้น
“กรมฯ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจ จะขยายตลาดต่างประเทศด้วยการค้าออนไลน์ และค้าขายผ่านแพลตฟอร์ม Alibaba.com และ Thaitrade.com ให้รีบสมัครโดยด่วน โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://bit.ly/3pikIOt โดยไม่มีค่าใช้จ่าย”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
7 มกราคม 2565

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบ “ออนไลน์” สุดพิเศษ! ร่วมเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติ

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบ “ออนไลน์” สุดพิเศษ ! เฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ให้ผู้โดยสารได้ร่วมสนุกโพสต์ภาพในวัยเด็กสุดคิวท์ พร้อมคำขวัญวันเด็กที่ประทับใจ ซึ่งเป็นคำขวัญที่คุณคิดเองหรือจากบุคคลที่มีชื่อเสียงใครก็ได้ ลุ้นรับ “จักรยานแอลเอไบซิเคิล รุ่น อี-สปอร์ตี้ 20” จำนวน 11 รางวัล ฟรี !!!!!

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ตามสถานการณ์ปกติเมื่อถึงช่วงวันเด็กแห่งชาติในแต่ละปี บริษัทจะมีการจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อส่งมอบความสุข และสร้างรอยยิ้มให้แก่เด็กๆ และผู้โดยสารมาโดยตลอด ทว่าในปีนี้ด้วยสถานการณ์การแพร่ระระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน บริษัทจึงได้ปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมการตลาดจากเดิมที่เป็นการจัดกิจกรรมแบบออฟไลน์ เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบ “ออนไลน์” แทน ด้วยการให้ผู้โดยสารได้ร่วมสนุกโพสต์ภาพวัยเด็กของตัวเอง พร้อมคำขวัญวันเด็กสุดประทับใจ โดยเป็นคำขวัญที่คุณคิดเองหรือจากบุคคลที่มีชื่อเสียงใครก็ได้ ในโพสต์กิจกรรม ซึ่งจะลงในวันที่ 8 มกราคม 2565 ทางเฟสบุค Airport Rail Link ( เฟซบุ๊กเพจปัจจุบันของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ) ซึ่งภาพ และคำขวัญที่ได้รับการโหวตจากคณะกรรมการมากที่สุด จะได้รับรางวัลจักรยานแอลเอไบซิเคิล รุ่น อี-สปอร์ตี้ 20 จำนวน 11 รางวัล โดยรางวัลจะจัดส่งถึงบ้าน ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ 1 บัญชีเฟสบุคแอคเคาท์สามารถร่วมสนุกได้เพียง 1 สิทธิ์เท่านั้น และการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

สำหรับการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล บริษัทจะทำการประกาศผ่านเฟซบุ๊กออฟฟิเชียลเพจของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพจใหม่ Red Line BKK ในวันที่ 15 มกราคม 2565

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

จุรินทร์ นำพาณิชย์ “ช่วยผู้ประกอบการ SMEs-Micro SMEs บุกตลาดต่างประเทศยุค New Normal

เวลา 8.30 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้เพิ่มสัดส่วนส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SMEs และ Micro SMEsให้สามารถบุกตลาดต่างประเทศอาจจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการทั้งนี้ให้เกิดความเป็นธรรมทางด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศด้วย

นางมัลลิกา ระบุว่า นายจุรินทร์รับรายงานจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ว่าผู้ประกอบการอีกกว่า 100 ราย ได้เข้าร่วม 50 กิจกรรมขยายตลาดในต่างประเทศทั่วโลก พร้อมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่ต้องการขอรับการสนับสนุนรอบใหม่เพิ่มจนถึง 20 ม.ค.2565

” โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการสร้างโอกาสเพื่อผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ต้องการทำการตลาดในต่างประเทศ โดยให้นโยบายตั้งแต่เริ่มว่าให้เพิ่มจำนวนสัดส่วนผู้ประกอบการรายเล็กร้อยละ 10-15 เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าและให้ถือเป็นทิศทางต่อเนื่องในปี 2565 โดยให้เกิดเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม รายงานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่าช่วงเดือน ธ.ค.2564 ได้มีการประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 4/2564 และมีมติอนุมัติการสนับสนุนผู้ประกอบการกว่า 100 ราย เข้าร่วม 50 กิจกรรมทั่วโลก ” นางมัลลิกา กล่าว

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กิจกรรมที่จะสนับสนุนครอบคลุมทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า บริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) กิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายทางธุรกิจในต่างประเทศ (Business Opportunities & Partnership : BOP) และงานแสดงสินค้า บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) โดยประเภทสินค้าที่ได้รับการอนุมัติมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าอาหาร โดยเป็นกิจกรรมในประเทศแถบภูมิภาคอาเซียนมากที่สุด รองลงมาเป็นประเทศแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าสำหรับงานแสดงสินค้า บริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) ที่ได้รับการอนุมัติที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการ เช่น 1. AMBIENTE , FRANKFURT ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ซึ่งงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนและสินค้ากลุ่ม LIFESTYLE ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 2.ALIMENTARIA, BARCELONA ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน งานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มระหว่างประเทศที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป 3.FOOD & HOTEL ASIA (FOOD & BEVERAGE) ณ ประเทศสิงคโปร์ เป็นงานแสดงสินค้าอาหาร เบเกอรี่ เครื่องดื่ม สินค้าเกี่ยวกับโรงแรม และบริการด้านอาหาร

ส่วนงานแสดงสินค้า บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ หรือ Virtual Exhibition ที่ได้รับการอนุมัติ อาทิ HKTDC.COM SOURCING แพลตฟอร์มของผู้จัดงานแสดงสินค้าที่รวบรวมสินค้าหลากหลายประเภท เพื่อเชื่อมต่อบริษัทของผู้ผลิตสินค้ากับคู่ค้าจากทั่วโลก และช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงธุรกิจ รวมถึงเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ กระตุ้นยอดขาย และการจับคู่ทางธุรกิจ

ทางด้าน นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ด้วยปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงส่งทบกระทบโดยตรงต่อการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบการขยายระยะเวลาในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ขอรับการสนับสนุนกิจกรรมภายใต้โครงการถึงเดือนมิถุนายน 2565 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกเลิกการเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียสิทธิ์ หรือเข้าร่วมงานโดยใช้เอเจนต์ ล่าม หรือผู้แทน เป็นผู้เข้าร่วมงานได้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและงานแสดงสินค้าที่ได้รับการรับรองจากโครงการได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2507-7783 หรือ 0-2507-7786 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
………….

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่งมอบความสุขต้อนรับปีเสือ เสิร์ฟอาหารเช้ามื้อแรกของปีให้แก่ผู้โดยสารทั้ง 13 สถานี

วันที่ 1 มกราคม 2565 บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรมสุดพิเศษ ส่งมอบความสุขต้อนรับปีใหม่ให้แก่ผู้โดยสาร โดยคุณสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด พร้อมทีมอินฟลูเอนเซอร์ นำโดย เกรซ นรินทร มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 ทูตกรมสุขภาพจิต , โจ-โจ้ คู่แฝดคนขับรถไฟฟ้าโปรไฟล์พรีเมี่ยมสุดฮอตที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ และเน็ตไอดอลรวม 13 คน ออกเสิร์ฟอาหารเช้ามื้อแรกของปี ให้แก่ผู้โดยสารทั้ง 13 สถานี ตั้งแต่เวลา 06.30 น. ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าส่งออกข้าวไทยเจาะตลาดอิตาลี

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ชี้เป้าส่งออกข้าวไทยเจาะตลาดอิตาลี หลังพบมีโอกาสสูง ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์จากข้าวที่ใช้นวัตกรรม แนะต้องติดฉลากเป็น
ภาษาอิตาเลียน แสดงคุณค่าทางโภชนาการของข้าว และคุณประโยชน์ต่อร่างกาย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่ได้มอบหมายให้กรมฯ เร่งสำรวจโอกาสในการทำตลาดส่งออกให้กับสินค้าต่าง ๆ ของไทย ล่าสุดกรมฯ ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ณ กรุงมิลาน อิตาลี ถึงโอกาสในการขยายตลาดการส่งออกข้าวไทยเข้าสู่ตลาดอิตาลี หลังจากที่ได้ทำการสำรวจตลาด พบว่า ปัจจุบันรัฐบาลอิตาลีได้ผ่านคลายมาตรการและควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศได้แล้ว และเศรษฐกิจการค้ากำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้มีความต้องการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้น และไทยยังได้ลดค่าธรรมเนียมพิเศษในการส่งออกข้าวไปยังสหภาพยุโรป จึงเป็นประโยชน์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดอิตาลีและยุโรปมากขึ้น
โดยปัจจุบันอิตาลีเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทยในยุโรป โดยในปี 2558–2563 ไทยส่งออกสินค้าข้าวไปยังตลาดอิตาลีได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้าวที่ส่งออกมากที่สุด คือ ข้าวหอมมะลิ 100% รองลงมา ได้แก่ ข้าวขาว 100% และข้าวกล้องหอมมะลิ แต่จากสถานการณ์โควิด-19 การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และการปรับราคาค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2563 รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าข้าวไทยไปยังอิตาลี โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-พ.ย) ไทยส่งออกข้าวไปอิตาลีมีมูลค่า 19.23 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับโอกาสของข้าวไทย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในอิตาลี โดยปี 2563 มีสูงถึง 1,067,281 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.65 โดยข้าวที่มีโอกาส ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งปัจจุบันมีวางจำหน่ายอยู่แล้ว และควรผลักดันการส่งออกข้าวชนิดอื่น ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ข้าวหอม ข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และข้าวหัก เป็นต้น เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและปริมาณการส่งออกข้าวไทยมายังตลาดอิตาลี และยังมีโอกาสเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวอิตาลีที่แพ้สารกลูเตนในแป้งสาลี และหันมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากข้าวเพิ่มขึ้น เช่น แป้งข้าวเจ้า พาสต้าจากแป้ง และขนมปัง จึงเป็นโอกาสสำหรับผลิตภัณฑ์จากข้าวที่ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยด้วย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจขยายการส่งออกข้าวไทยมายังตลาดอิตาลี นอกเหนือจากคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงและให้ความสำคัญในด้านระเบียบการนำเข้าของสหภาพยุโรป รวมถึงการติดฉลากสินค้าต้องเป็นภาษาท้องถิ่นอิตาเลียน โดยต้องแสดงคุณค่าทางโภชนาการของข้าวอย่างครบถ้วนและคุณประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการส่งออกข้าวไทย กรมฯ ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่มิลาน
จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยในอิตาลีอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมและสร้างการรับรู้ข้าวไทยให้แก่ผู้บริโภคอิตาลี รวมถึงเพื่อให้ผู้บริโภคอิตาลีเลือกรับประทานข้าวไทยมากขึ้น และดำเนินการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ (Online Business Matching) สินค้าข้าว เพื่อเร่งดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายตามวิสัยทัศน์ “การตลาดนำการผลิต” และเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายช่องทางการตลาดมายังอิตาลีผ่านช่องทางออนไลน์
นางสาวอนงค์นารถ มหาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมิลาน อิตาลี กล่าวว่า ปัจจุบันอิตาลีเป็นผู้ผลิตข้าวอันดับหนึ่งของยุโรป และอันดับ 27 ของโลก มีสัดส่วนการผลิตกว่าร้อยละ 52 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในยุโรป มีผลผลิตเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี เป็นการผลิตเพื่อตลาดในประเทศร้อยละ 40 และร้อยละ 60 เพื่อส่งออก และมีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศด้วย โดยส่วนใหญ่เป็นข้าวพันธุ์บาสมาติ และข้าวที่ผ่านการขัดสีบางส่วน
โดยข้าวที่นิยมบริโภคมี 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวชนิดเมล็ดกลม มีการบริโภค 59,297 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.42 ของการบริโภคข้าวทั้งหมดภายในประเทศ นิยมนำมาไปใช้สำหรับทำของหวาน ซูชิ และซุปมิเนสโตรเน่ ข้าวชนิดเมล็ดกลาง นิยมทำเมนูข้าวปั้นทอด ซุปมิเนสโตรเน่ และข้าวอบชีส ข้าวชนิดเมล็ดยาว A นิยมทำเมนูข้าวรีซอตโต้ สลัดข้าว ข้าวอบชีส ข้าวยัดไส้ผัก และข้าวปั้นทอด โดยข้าวชนิดเมล็ดกลางและข้าวชนิดยาว A มีการบริโภคมากที่สุดในอิตาลีถึง 256,980 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 58.16 และข้าวชนิดเมล็ดยาว B มีการบริโภค 125,573 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.42 ซึ่งในนี้ รวมข้าวที่นำเข้า เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาติ ข้าว Venere และข้าวกล้องหอมมะลิ เป็นต้น โดยนิยมใช้ทำเมนูสลัดข้าวและเครื่องเคียง
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
30 ธันวาคม 2564

พาณิชย์-DITP แนะผู้ประกอบการไทย เดินหน้าผลิตสินค้าโปรตีนจากพืช ป้อนตลาดโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เผยโปรตีนจากพืช กำลังกลายเป็นสินค้าอาหารสำหรับอนาคต ที่หลายประเทศเดินหน้าพัฒนา ล่าสุดสิงคโปร์เปิดตัวโรงงานผลิตเต็มรูปแบบขนาดใหญ่
เป็นแห่งแรก ผลิตสินค้าป้อนความต้องการ แนะผู้ประกอบการไทยใช้จุดแข็ง จากวัตถุดิบการเกษตรที่สมบูรณ์
เพิ่มนวัตกรรม พัฒนาสินค้าตามนโยบาย BCG มั่นใจเพิ่มโอกาสส่งออกได้เพิ่มขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์
เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจแนวโน้มตลาดอาหารสำหรับอนาคต เพื่อสร้างโอกาสในการผลิตและการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เล็งเห็นว่าอาหารสำหรับอนาคต กำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก หลายประเทศมีการวิจัย พัฒนา และเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันโปรตีนจากพืช (Plant-Based food) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก หลายประเทศให้การสนับสนุนการผลิตสินค้าดังกล่าว ในส่วนของไทย ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ (Bio-Circular-Green economy : BCG) ที่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาสร้างจุดแข็งและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในเป้าหมาย เพราะไทยมีข้อได้เปรียบในด้านวัตถุดิบจากการมีผลผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ และความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นรสชาติอาหาร
หากผู้ประกอบการมีการวิจัย พัฒนา หรือได้รับการสนับสนุนด้านดังกล่าว เชื่อว่าสินค้าโปรตีนจากพืชของไทย
จะสามารถพัฒนาและแข่งขันในระดับโลกได้ และส่งออกนำรายได้เข้าประเทศได้เพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ล่าสุดได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์สิงคโปร์ว่า รัฐบาลสิงคโปร์ให้การสนับสนุนและผลักดันการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีการเกษตรและการเพิ่มผลผลิตอย่างมาก โดยเทมาเส็กเป็นผู้นำระดมทุนมูลค่า 270 ล้านบาท ให้กับ Growthwell Foods เพื่อจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีแบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนาการผลิตเนื้อสัตว์และอาหารทะเลจากพืช และบริษัท Growthwell Foods สตาร์ทอัพของสิงคโปร์ ได้เปิดตัวโรงงานผลิตโปรตีนจากพืชแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบขนาดใหญ่แห่งแรกของสิงคโปร์ ในพื้นที่อุตสาหกรรมด้าน อาหารนวัตกรรมของสิงคโปร์ JTC Food Hub @Senoko1 โดยโรงงานดังกล่าวสามารถผลิตสินค้า อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based) ได้ 4,000 เมตริกตันต่อปี ซึ่งปริมาณดังกล่าวเพียงพอต่อความต้องการบริโภคโปรตีนของคนมากกว่า 100,000 คนต่อปี และคาดว่า ภายในต้นปี 2565 ผลิตภัณฑ์ Plant-Based ของ Growthwell Foods อาทิ ปลาแซลมอนที่ทำจากบุก (Konjac) และนักเก็ตไก่ที่ทำจากถั่วลูกไก่ จะเริ่มวางจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ Happiee! โดยราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์จะอยู่ที่ประมาณ 8 เหรียญ สิงคโปร์ (197.12 บาท2) ต่อโปรตีนจากพืชสำหรับ 2 มื้อ
ในส่วนของทูตพาณิชย์เนเธอร์แลนด์ฯ รายงานว่ารัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้หารือร่วมกับธนาคารดัตช์รายใหญ่ 8 แห่ง เพื่อออกนโยบายสนับสนุนการลงทุนให้กับธุรกิจนี้ โดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์มุ่งหวังว่าการลงทุนครั้งนี้จะทำให้โปรตีนจากพืชเข้ามามีบทบาทและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดจากเนื้อสัตว์มากขึ้น ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาด Plant-based Meat ทำให้บริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์หลายรายซื้อกิจการและขยายกิจการ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคและการเติบโตของตลาด Plant-base Meat ได้มากขึ้น อาทิ บริษัท JBS ผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่ของบราซิลได้ซื้อกิจการมูลค่า 341 ล้านยูโร ของบริษัท Vivera ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ของเนเธอร์แลนด์ บริษัท Unilever ซื้อกิจการบริษัท De Vegertarische Slager ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ของเนเธอร์แลนด์ที่ มูลค่าประมาณ 30 ล้านยูโร บริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์
ชื่อดังของสหรัฐฯ Beyond Meat เปิดโรงงานผลิตในเนเธอร์แลนด์ บริษัท Meatless Farm ของสหราชอาณาจักรได้ขยายกิจการที่เมือง Almere และบริษัท LiveKindly Collective ได้ซื้อกิจการบริษัท The Dutch Weed Burger ผู้ผลิตเบอร์เกอร์จากสาหร่ายของเนเธอร์แลนด์
ด้านทูตพาณิชย์เกาหลีใต้ รายงานถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าเนื้อสัตว์จากพืช (Plant-based meat)
เข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้ เพราะเป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จากการเติบโตของผู้บริโภคที่เป็นมังสวิรัติ และผู้บริโภคที่ตระหนักในเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ สิทธิ์ของสัตว์ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมทั้งนี้ ผลจากการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทางเลือกจากพืชในเกาหลีใต้ ทำให้บริษัทอาหารและเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่หลายแห่ง
ได้ก้าวเข้ามาในตลาด ทั้งแฟรนไชส์ท้องถิ่นและแบรนด์อาหารระดับโลก ได้เริ่มวางขายเมนูจากพืชเช่น Burger King และ Lotteria ได้นำเสนอเบอร์เกอร์ที่ทำจากถั่ว แทนเนื้อสัตว์ ในขณะที่ Starbucks ได้เปิดตัวบราวนี่เต้าหู้และแซนด์วิชที่ใช้แฮมจากพืช และคาเฟ่ดังอย่าง Twosome ได้ร่วมมือกับ Beyond Meat เพื่อให้บริการแซนด์วิชเนื้อจากพืช เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทต่าง ๆ ที่ลงทุนเพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์จากพืช ซึ่งเป็นการผลิตเนื้อสัตว์ทางเลือกที่ผลิตจากเซลล์ในห้องปฏิบัติการ บริษัทอาหารสดของเกาหลีอย่าง Pulmuone ได้ลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ BluNalu ของสหรัฐฯ ซึ่งพัฒนาเกี่ยวกับอาหารทะเลที่ทำจากเซลล์ดังกล่าว เพื่อให้ทันกับยุคสมัย และหลายบริษัทลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นหลัก เช่น Shinsegae Food ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนา (R&D) เกี่ยวกับเนื้อสัตว์ทดแทนมาตั้งแต่ปี 2559 มีเป้าหมายว่าจะต้องเข้าสู่ตลาดเนื้อสัตว์ทางเลือก
นายภูสิตฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช เป็นโอกาสใหม่ของ SMEs ทั่วโลก เนื่องจากเป็นเทรนด์อาหารสำหรับอนาคต ทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเปิดใจทดลองสินค้าแบรนด์ใหม่ โดยข้อมูลของ Euromonitor และ Allied Market Research ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2562 มูลค่าตลาด Plant-Based Food
ทั่วโลกอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (4.8 แสนล้านบาท) และคาดว่าในปี พ.ศ. 2567 มูลค่า ตลาดจะเติบโตขึ้นไปอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (7.5 แสนล้านบาท) โดยเติบโตเฉลี่ย 10.5% ต่อปี ขณะที่ตลาด Plant-Based Food ของไทย ในปี พ.ศ. 2562 มีมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในปี 2567 มูลค่า ตลาดจะเติบโตขึ้นไปอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท โดยเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
29 ธันวาคม 2564

ถวายของขวัญ

ผศ.เสริมสุข วรรณพฤกษ์ เข้าเฝ้าทูลเกล้า ฯ ถวายของขวัญ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปในการประชุมสามัญประจำปี ๒๕๖๔ คณะกรรมการมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ อาคารมูนิธิสายใจไทย เขตบางนา วันจันทร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๔
(เป็นการส่วนพระองค์)

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น