รฟฟท. ครบรอบปีที่ 11 ด้วยมาตรฐานการให้บริการระดับสากล และการเสริมทัพช่องทางติดต่อและติดตามข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดออนไลน์ และออฟไลน์ให้แก่ผู้โดยสารเป็นประจำทุกเทศกาลตลอดปี 2565

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงครบรอบปีที่ 11 ด้วยมาตรฐานการให้บริการระดับสากล และการเสริมทัพช่องทางติดต่อและติดตามข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ให้แก่ผู้โดยสารได้ลุ้นรับรางวัลเป็นประจำทุกเทศกาล

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ที่จะถึงนี้ บริษัทจะครบรอบการก่อตั้งเป็นปีที่ 11 แล้ว ซึ่งบริษัทยังคงยึดมั่นแนวทางในการให้บริการด้วยมาตรฐานระดับสากล ตามที่บริษัทได้ผ่านการรับรอง ISO 9001 : 2015 ขอบเขต : วิศวกรรมและซ่อมบำรุงและขอบเขต : งานปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้าจาก BV ( Bureau Veritas ) และดำเนินการมาโดยตลอดตั้งแต่การให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยเฉพาะในเรื่องของความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ ซึ่งนับตั้งแต่รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เป็นต้นมาปรากฏว่าสถิติค่าเฉลี่ยของทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยในเดือนพฤศจิกายน 2564 ความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ อยู่ที่ 99.34% , 99.16% และ 100% ส่วนในเดือนธันวาคม 2564 ความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ จะอยู่ที่ 99.45% , 99.52% และ 100% ตามลำดับ

นอกจากการให้บริการที่ได้มาตรฐานแล้ว เพื่อเป็นการยกระดับ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ผู้โดยสารให้มากยิ่งขึ้น บริษัทจึงเพิ่มช่องทางติดต่อและติดตามข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารมากที่สุด ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดต่อ และติดตามข่าวสารของบริษัทได้ทั้งช่องทาง Facebook , Twitter , Instagram Youtube , Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET” และส่วนงานลูกค้าสัมพันธ์ Call Center หมายเลข 1690 โดยจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องเสนอแนะ และปัญหาในการใช้บริการ รวมทั้งให้ข้อมูลการใช้บริการแก่ผู้โดยสารอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้เนื่องในโอกาสสุดพิเศษครบรอบปีที่ 11 นี้ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณผู้โดยสารที่ให้การสนับสนุนบริษัทมาโดยตลอด บริษัทจึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดออนไลน์ เพื่อให้ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารทุกประเภทได้ร่วมกิจกรรมแบบ New Normal ลุ้น สนุก ปลอดภัย ได้รางวัล เพียงผู้โดยสารโพสต์ภาพถ่ายตัวท่านคู่กับบัตรโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงของท่านที่แสดงหมายเลขหลังบัตรโดยสารอย่างชัดเจนในโพสต์กิจกรรมทาง Facebook RED Line SRTET ลุ้นรับรางวัลต่างๆดังนี้

: ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งมีเลข 1 ติดกันในตำแหน่งสองตัวท้ายของหมายเลขบัตร 20 ท่านแรก รับรางวัลบัตรของขวัญมูลค่า 500 บาท
: ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งมีเลข 1 ติดกันในตำแหน่งใดของหมายเลขบัตร ก็ได้ 25 ท่านแรก รับรางวัลบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท
: ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงหมายเลขใดก็ได้ 50 ท่านแรกรับรางวัลปลอบใจบัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท

โดยการตัดสินผู้ได้รับรางวัลในกิจกรรมดังกล่าวของบริษัทถือเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดตามรายละเอียดและร่วมสนุกได้ที่ Facebook RED Line SRTET ระหว่างวันที่ 4 – 6 กุมภาพันธ์ 2565

สำหรับผู้โดยสารที่พลาดรางวัลจากกิจกรรมการตลาดในครั้งนี้ไม่ต้องเสียใจ เพราะบริษัทเตรียมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสุดพิเศษให้ผู้โดยสารได้ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลกันในทุกเทศกาลตลอดทั้งปี 2565 โดยกิจกรรมหลังจากนี้คือกิจกรรมวันแห่งความรัก “วาเลนไทน์” ซึ่งบริษัทได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ไว้ส่งมอบความสุขให้แก่ผู้โดยสาร สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ทาง Facebook RED Line SRTET นอกจากนั้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ยังเป็นวันแรกที่บริษัทเปิดจำหน่ายบัตรโดยสารประเภทใหม่ คือบัตรโดยสารรายเดือน 30 วัน 30 เที่ยว ราคา 800 บาท ( ราคานี้รวมค่าธรรมเนียมออกบัตร 50 บาท) อีกด้วย ซึ่งบัตรโดยสารประเภทดังกล่าวถือว่ามีความประหยัด และคุ้มค่า แบ่งเบาภาระของผู้โดยสารจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดกิจส่งเสริมการตลาดจะสามารถสร้างรอยยิ้ม และความสุขให้แก่ผู้โดยสารตลอดทั้งปี 2565 นี้ รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

จุรินทร์ นำ พาณิชย์เดินหน้านโยบาย Soft Power ประเทศไทยเฮ! ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงชื่อดัง แห่ซื้อคอนเทนต์ไทย เงินสะพัดกว่า 815 ล้านบาทแล้ว

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์
โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเวทีเจรจาธุรกิจภาพยนตร์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
ในโครงการ Content Pitching ธุรกิจภาพยนตร์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ภายใต้นโยบายยุทธศาสตร์
Soft Power เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน

นับเป็นครั้งแรกในการดึงผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงชื่อดังอย่าง Netflix, WeTV, iQiyi
และ VIU เจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 15 บริษัท จนสามารถโกยรายได้รวมกว่า 815 ล้านบาท
ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบนโยบายผลักดัน
ให้ธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตามแนวคิด Creative Economy
และส่งเสริมให้ไทยเป็น Hub ของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ รวมทั้งกระทรวงได้ดำเนินแผนงานเพื่อสอดรับ
กับนโยบายส่งเสริม Soft Power ปี 2565 ให้ไทยไปผงาดได้ในตลาดโลก โดยได้มีการส่งเสริม สร้างเครือข่าย
และขยายโอกาสเผยแพร่ผลงานดังกล่าวสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ
ดิจิทัลคอนเทนต์แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว
และวัฒนธรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยอีกด้วย

ผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์ไทยทั้ง 15 บริษัท ได้รับโอกาสในการนำเสนอผลงานและบริการที่น่าสนใจให้กับผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงชื่อดัง จนสามารถสร้างรายได้รวมกันกว่า 815 ล้านบาท โดยคอนเทนต์
ที่ได้รับความสนใจจากผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ คอนเทนต์ทีวีซีรีส์ คอนเทนต์ภาพยนตร์ และคอนเทนต์แอนิเมชั่นซีรีส์ แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยมีศักยภาพที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญมาจากความสามารถ และผลงานที่โดดเด่นของผู้ประกอบการไทย ที่เป็นที่ยอมรับ
ในระดับนานาชาติ และพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ในรูปแบบ Online Platform ของผู้บริโภคที่สอดรับยุค New Normal

ด้านนายวรฤทธิ์ นิลกลม ผู้บริหารและผู้กำกับ บริษัท ๙ หน้า โปรดักชั่น จำกัด กล่าวถึงความรู้สึกหลังจากได้เข้าร่วมโครงการนี้ว่า “เป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยผลักดันคอนเทนต์และผู้ประกอบการได้มีโอกาสในการ
ขยายธุรกิจให้กว้างมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สำคัญยังช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์
เกิดการพัฒนาให้ได้ตามมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับในระดับโลกอีกด้วย”

ด้านนายวันเฉลิม ชูตระกูล ผู้บริหารบริษัท Art Combo Studio กล่าวเพิ่มเติมว่า “เป็นโอกาสให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ทุกขนาดได้เข้าถึงและนำเสนอผลงานที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิง
ในระดับนานาชาติ ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผู้ผลิตได้มีความรู้ความเข้าใจและผลิตผลงานให้ได้ตามมาตรฐาน
ที่ตรงกับความต้องการของตลาดนานาชาติอีกด้วย”

นอกจากการจัดเวทีการเจรจาการค้าแล้ว กระทรวงพาณิชย์ ยังมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ การขยายโอกาสในการดำเนินธุรกิจทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
ผ่านช่องทางออนไลน์สอดรับยุค New Normal การจัดนิทรรศการและการสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ รวมไปถึงการจัดกิจกรรม Networking สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ โดยสนับสนุนผู้ประกอบการ
ในการสร้างผลงานคุณภาพภายใต้แนวคิด Soft Power ซึ่งมีการผสมผสานเอาเอกลักษณ์ที่สำคัญของไทย
เช่น ศิลปะ วัฒนธรรม และอาหารไทยเข้าไปในผลงานอีกด้วย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
1 กุมภาพันธ์ 2565

จุรินทร์ ชู ขยายการค้า-บุกตลาด”ฮาลาล” พร้อมจัดทีมโปรโมท 7 แผนในปี 65 ลุยตลาดซาอุดิอาระเบีย มัลลิกา มั่นใจ Saudi Vision 2030 เป็นโอกาสนักลงทุนและสินค้าไทย

31 มกราคม 2565 เวลา 8.30 น.

ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีบัญชาให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ วิเคราะห์สถานการณ์การค้าของไทยกับซาอุดิอาระเบีย หากมีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกัน สืบเนื่องจากการเยือนของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 2565 ตามคำเชิญของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมารรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดิอาระเบีย นั้น

นางมัลลิกา เปิดเผยว่า ข้อวิเคราะห์และรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมือง เจดดาห์ ระบุว่า เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซาอุดิอาระเบีย พระองค์เป็นมกุฎราชกุมารและเป็นว่าที่กษัตริย์แห่งซาอุดิอาระเบียองค์ต่อไป ทั้งยังเป็นผู้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ Saudi Vision 2030 ที่ใช้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศซาอุดิอาระเบีย การที่นายกรัฐมนตรีประเทศไทยมีโอกาสเข้าเฝ้าหารือกับเจ้าชายนั้น ทำให้เป็นโอกาสที่ซาอุดิอาระเบียจะฟื้นความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกันซึ่งจะทำให้เกิดความคล่องตัวในหลายด้าน เช่น การผ่อนปรนการเข้าออกประเทศ การผ่อนปรนมาตรการทางการค้า การสั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น การร่วมลงทุนและการนำแรงงานฝีมือจากประเทศไทยเข้าไปทำงานในซาอุดิอาระเบีย

“ส่วนแผนงานและกิจกรรม ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยส่งเสริมการค้าระหว่างไทย วางแผนตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับประเทศซาอุ มีทั้ง 1.การจัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ด้านการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเปิดกว้างทางวัฒนธรรมของซาอุภายใต้ยุทธศาสตร์ Saudi Vision 2030 2.การจัดคณะผู้แทนการค้านักธุรกิจทั้งจากไทยไปซาอุและจากซาอุมาเยือนประเทศไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายระหว่างกัน 3.การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทยร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในซาอุ เช่น ข้าว อาหารฮาลาลและผลไม้ เป็นต้น เพื่อให้สินค้าได้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภค มากยิ่งขึ้น 4.การเชิญผู้ประกอบการไทยร่วมงานแสดงสินค้าในซาอุ เช่น งานแสดงสินค้าอาหารและสินค้าฮาลาล Saudi Food Expo 5.การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าอาหารสินค้าฮาลาล ผ่านช่องทางออนไลน์ 6.การเชิญผู้นำจากซาอุร่วมเจรจาการค้าผ่านออนไลน์ Online business Matching 7.การเชิญผู้นำจากประเทศซาอุร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติของไทย ทั้งรูปแบบปกติ หรือรูปแบบไฮบริด และรูปแบบออนไลน์ ซึ่ง 7 แผนงานนี้จะมีขึ้นในปี 2565 ให้ติดตามความเคลื่อนไหวจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และอยากแนะนำให้ติดตามข่าวสารโดยผ่านทุกช่องทางของกระทรวงแล้วผู้ประกอบการที่สนใจจะได้โอกาสและไม่พลาดตลาดสำคัญอีกแห่งหนึ่งนี้ ทั้งนี้ทางผู้ประกอบการเดิมและผู้ประกอบการรายใหม่รวมทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีการอบรมกันไปแล้วอย่างต่อเนื่องตามนโยบายรองนายกฯจุรินทร์ และที่สำคัญในสถานการณ์ Covid ที่ผ่านมาเราเข้าใจผู้ที่ขาดสภาพคล่องการลงทุน ดังนั้นทางรองนายกฯจุรินทร์และกระทรวงพาณิชย์ทำการส่งเสริมท่านด้วยโครงการกู้เพื่อส่งออกโดยตรงผ่าน Exim Bamk ที่เน้นกลุ่ม SMEs เพิ่มขึ้นด้วย ” นางมัลลิกา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุด้วยว่า ซาอุดิอาระเบียเป็นตลาดการค้าที่มีโอกาสเติบโต โดยนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ได้โฟกัสตลาดนี้เพิ่มเติมตั้งแต่ต้น เพราะนอกจากประเทศซาอุแล้ว ยังเป็นประตูการค้านำสู่อีกหลายประเทศในภูมิภาคและนโยบายใหม่ของประเทศซาอุ เขาต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเพิ่มภาคการท่องเที่ยว ภาคบริการ ภาคการร่วมลงทุน ทำให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าและกำลังการผลิตจำนวนมาก นั่นจึงเป็นโอกาสของประเทศไทย โดยการร่วมลงทุนปัจจุบันมีนักธุรกิจทั้งสองประเทศสนใจที่จะร่วมลงทุนระหว่างกันประกอบกับนโยบายใหม่ Saudi Vision 2030 ที่เน้นเพิ่มการลงทุนโดยซาอุดิอาระเบียมีความต้องการความเชี่ยวชาญการลงทุนจากไทยในด้านการทำฟาร์มและเน้นเลี้ยงกุ้ง ปลา ไก่ การทำธุรกิจโรงพยาบาล โรงแรม ร้านอาหาร กิจการเฟรนด์ไชส์ ขณะเดียวกันนักธุรกิจซาอุดิอาระเบียก็สนใจร่วมลงทุนในประเทศไทยเราทางด้านกิจการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร พลังงาน และเมืองแร่ เช่นกัน

นางมัลลิกา ระบุด้วยว่าที่ผ่านมาการค้าระหว่างไทยกับซาอุในปี 2564 มีมูลค่า 7,301 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.8% แยกเป็นการส่งออก 1,638 ล้านเหรียญสหรัฐ และเรานำเข้ามา 5,662 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตู้เย็น-ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เครื่องซักผ้า-เครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เม็ดพลาสติก ข้าวและผลิตภัณฑ์ พลาสติก อาหารสัตว์เลี้ยง กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ เป็นต้น และที่สำคัญประเทศเราก็ยังต้องนำเข้าสินค้าจากเขา คือน้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ น้ำมันสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่นๆและเศษโลหะ เป็นต้น

“จุรินทร์” แนะผู้ส่งออกไทยจับตาเทรนด์สินค้ากระแสปังในตลาดโลกหนุนส่งออกทั้งปี 65 ขยายตัวทะลุเป้าร้อยละ 4

วันที่ 30 มกราคม 2565 เวลา 8.30 น.
           
           กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าผลักดันการส่งออกสินค้าไทยตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ของ  รมว. พณ. จุรินทร์ฯ แนะผู้ส่งออกไทยจับตาเทรนด์สินค้ากระแสแรงในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ชี้เครื่องดื่มไฮเอนด์ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมาแรงในตลาดจีนและสิงคโปร์ สหรัฐฯ ขาดแคลนนมและของใช้สำหรับเด็ก ขณะที่ละตินอเมริกาต้องการเครื่องสำอางส่วนผสมธรรมชาติ อาหารเพื่อสุขภาพทำจากพืช  
           นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจับตาแนวโน้มหรือกระแสความนิยมสินค้าประเภทต่าง ๆ ในตลาดต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์โอกาสทางการค้าและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยให้บรรลุเป้าหมายขยายตัวร้อยละ 3-4 ในปี 2565 ล่าสุด ได้รับรายงานแนวโน้มสินค้าที่กำลังมาแรงจากทูตพาณิชย์ในประเทศต่าง ๆ ดังนี้

จีน กระแสเครื่องดื่มไฮเอนด์จำพวกน้ำแร่ น้ำอัดลม น้ำผักผลไม้ เครื่องดื่มธัญพืช เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ กำลังมาแรง เห็นได้จากปีที่ผ่านมายอดจำหน่ายเครื่องดื่มไฮเอนด์ที่มีราคาสูงกว่าราคาเฉลี่ย 2 เท่าหรือมากกว่าขยายตัวถึงร้อยละ 8.0 จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากความหลากหลายของเครื่องดื่มในตลาด ผู้บริโภคจีน  มีกำลังซื้อสูงขึ้นส่งผลให้เลือกซื้อเครื่องดื่มที่สะท้อนถึงฐานะทางสังคม รวมถึงการขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ทั้งนี้ นางมัลลิกาให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการบุกเข้าสู่ตลาดจีนว่า การแข่งขันของตลาดเครื่องดื่มไฮเอนต์ในจีนยังไม่รุนแรงเท่ากับตลาดระดับกลางและล่างที่เน้นแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก แต่จะต้องเน้นที่คุณภาพและภาพลักษณ์สินค้าเป็นจุดขายสำคัญ ตัวอย่างเช่น เครื่องดื่มกระทิงแดงของไทยที่เน้นประชาสัมพันธ์ถึงสรรพคุณของสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภท “ชานมที่ดื่มแล้วไม่อ้วน” หรือ “ชานมแคลอรี่ต่ำ” กำลังเป็นกระแสบูมอย่างมากในตลาดจีน โดยเฉพาะผู้บริโภคยุคใหม่ที่รักสุขภาพและผู้หญิงที่ใส่ใจเรื่องการควบคุมน้ำหนัก โดยควรชูจุดเด่นของการทำตลาดด้วยการใช้นมจากพืชแทนสัตว์ เน้นวัตถุดิบที่มีแคลอรี่เป็นศูนย์ ใช้สารทดแทนน้ำตาล แสดงปริมาณแคลอรี่ให้เห็นอย่างชัดเจน พร้อมเน้นคีย์เวิร์ดสำคัญ เช่น “no milk added”     “Oil Cut, Not Fat” แคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ เป็นต้น  

            สำหรับโอกาสของผลไม้ไทยในจีนนั้น ทุเรียนสดเป็นผลไม้ที่จีนนำเข้ามากที่สุด โดยอนุญาตให้นำเข้าจากไทยเท่านั้น ทำให้ทุเรียนไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และส่งเสริมให้ราคาจำหน่ายมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยราคานำเข้าในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 5.11 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย. 64 จีนนำเข้าทุเรียนสดปริมาณ 0.809 ล้านตัน มูลค่า 4,132 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 68.1 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นำเข้าจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่เหลือเป็นการนำเข้าทุเรียนแช่แข็งจากมาเลเซีย ซึ่งยังไม่สามารถแข่งขันกับทุเรียนไทยได้ เนื่องจากราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง อีกทั้งช่องทางจำหน่ายมีจำกัดเมื่อเทียบกับทุเรียนไทย
 นอกจากนี้แม้ว่ารายการอาหารในเทศกาลสำคัญของจีนยังคงเน้นอาหารจีนเป็นหลัก แต่สินค้าอาหารจากต่างประเทศก็เริ่มเป็นที่นิยมเช่นกัน จึงน่าจะเป็นช่องทางสำหรับสินค้าอาหารไทยหรือธุรกิจร้านอาหารไทยที่จะเข้าไปเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้เช่นกัน ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรพลาดโอกาสขยายธุรกิจไปยังช่วงเทศกาลสำคัญของจีนด้วย โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายในการซื้อ การรักษาคุณค่าทางโภชนาการ และความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสินค้า เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการที่เหมาะสมกับฤดูกาลและเทศกาลของจีน เช่น ต้มยำกุ้งกล่องกึ่งสำเร็จรูป หม้อไฟ  ต้มยำกุ้งที่เป็นกล่องของขวัญ ส้มตำกึ่งสำเร็จรูป ทอดมันกุ้งหรือปลากึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น  

สิงคโปร์ ล่าสุดเปิดตัวไวน์ถั่วเหลือง (Soy Wine) ครั้งแรกของโลกจากเวย์ถั่วเหลือง ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเต้าหู้ มีรสชาติคล้ายสาเก ผลไม้และดอกไม้ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากถั่วเหลืองและปราศจากกลูเตนอีกด้วย ทั้งนี้ ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสิงคโปร์เป็นตลาดที่มีมูลค่าการค้ามหาศาล อีกทั้งเป็นการมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบยั่งยืนที่กำลังเป็นกระแสความนิยมในปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งส่งเสริมการวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการผลิต เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอาหารและเครื่องดื่มแบบยั่งยืนในสิงคโปร์ให้มากขึ้น

สหรัฐอเมริกา สินค้านมสำหรับเด็ก รวมถึงของใช้สำหรับเด็กกำลังประสบภาวะขาดแคลนจากนโยบายปิดเมืองของจีนส่งผลให้ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ หันไปนำเข้าสินค้าจากแหล่งผลิตประเทศใกล้เคียงทดแทน จึงเป็นโอกาสของไทยในการเจาะตลาดสินค้ารถเข็น เสื้อผ้า รองเท้า โต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อม เบาะรองนอน รวมถึงของเล่นสำหรับเด็ก นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรเน้นเจาะตลาดสินค้านมสำหรับเด็กที่ทำจากพืช (Plant-based Baby Formula) มากขึ้น  

ลาตินอเมริกา ผู้บริโภคชาวโคลอมเบียเริ่มจับจ่ายซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศมีทิศทางดีขึ้น โดยสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีที่ผ่านมา ได้แก่ สินค้าเสริมความงาม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง อาหาร ยาและเวชภัณฑ์ จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะเร่งส่งออกสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดนี้ ได้แก่ เครื่องสำอางจากส่วนผสมธรรมชาติ เครื่องปรุง อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารที่ทำจากพืช โดยใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-ชิลี ทั้งนี้ ตลาดลาตินอเมริกาดังเช่นโคลอมเบียยังคงคำนึงถึงราคาและความคุ้มค่าเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อสินค้าเป็นสำคัญ
“ถึงแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความต้องการสินค้าของผู้บริโภคในตลาดภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านราคาและระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น อย่างไรก็ดี นอกจากการวางแผนการผลิตที่เน้นลดต้นทุนแล้ว ผู้ส่งออกไทยควรมุ่งสร้างจุดเด่นในเรื่องประโยชน์ใช้สอยและคุณภาพที่ดีของสินค้า เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในราคาที่เหมาะสม และมีโอกาสทางการตลาดในประเทศเป้าหมายมากขึ้น” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ให้คำแนะนำทิ้งท้าย

รถไฟฟ้าสายสีแดง ฉลองตรุษจีนสุดพิเศษ แจกอังเปา และ เตาปิ้งย่าง ให้ผู้โดยสารทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์

🚇รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง🚇

✨ชวนเพื่อนๆร่วมกิจกรรมการตลาดออนไลน์และออฟไลน์สุดพิเศษ✨
🧧”RED Line THE GREAT CHINESE NEW YEAR 2022 ” 🧧
#ใครพร้อมก่อนร่วมสนุกได้ที่ Facebook page : RED Line SRTET

🚇📷 ชวนเพื่อนๆ #ถ่ายภาพที่ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวในช่วงเทศกาลตรุษจีน #ภายในภาพต้องมีสีแดง #พร้อมขอพรตรุษจีนนี้อยากได้อะไรมา1อย่าง😊 เอามาโชว์แอดมิน ที่ใต้โพสต์นี้ได้เลย…

📌Online #ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับเตาปิ้งย่างไฟฟ้าอเนกประสงค์!!! 🥘ส่งตรงถึงบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น จำนวน 25 รางวัล!!!

📣#กติกาการร่วมสนุก
1.กด Like กด Share กิจกรรมนี้ แล้วโพสต์ภาพถ่ายที่ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ในช่วงเทศกาลตรุษจีน และภายในภาพต้องมีสีแดง 🔴 พร้อมขอพรตรุษจีนนี้อยากได้อะไร ที่ใต้โพสต์กิจกรรม พร้อมตั้งค่าเปิดเป็นสาธารณะ
2.ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วันศุกร์ที่ 28 มกราคม 2565 และหมดเวลาร่วมสนุก ในวันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565

  1. ประกาศผลรางวัลที่เพจ RED Line SRTET (ประกาศผล วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565)

• ยืนยันสิทธิ์ทาง inbox ภายในวันที่ 2 – 5 กุมภาพันธ์ 2565
• คณะกรรมการจะทำการคัดเลือกและตัดสินจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ปฏิบัติตามกฎ และกติกา โดยการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
• ของรางวัลทางบริษัทฯ จะจัดส่งของรางวัลให้ผู้ร่วมสนุกภายใน 30 วันหลังจากการประกาศผล

📌 Offline #แจกอั่งเปา🧧มูลค่า 200 บาท บัตรกำนัล เดอะมอลล์ กรุ๊ป 200 รางวัล วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ณ บริเวณห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร สถานีกลางบางซื่อ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าของจะหมด

🚇รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง🚇
☎️Call Center : 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

จุรินทร์ ปั้น Gen Z เป็น CEO ปี65 ลุยลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วัยรุ่นชอบ !!

วันที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 10.30 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้โครงการปั้น Gen Z เป็น CEO พร้อมด้วยนายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

นายจุรินทร์ กล่าวว่า
สำหรับการลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ(MoU)ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศให้กับน้องๆนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่หรือน้องๆ Gen Z ซึ่งเป็นความหวังของครอบครัวและประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นนโยบายที่ตนมอบให้กับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเพราะทราบว่าเด็กยุคใหม่ส่วนใหญ่อยากเป็นนายตัวเอง จึงเป็นที่มาของนโยบายที่ตนมอบให้กับกระทรวงพาณิชย์จัดหลักสูตร ปั้น Gen Z เป็น CEO เพื่อให้มีโอกาสเติบโตเป็นนายของตัวเองตามฝันที่เรามี ในประเทศมีน้องๆ Gen z
ประมาณ 13,000,000 คน มีความสำคัญอย่างยิ่ง และมีความพร้อมในเรื่องการศึกษาการใช้เทคโนโลยี เติบโตในสังคมเทคโนโลยี ถ้าได้รับองค์ความรู้สามารถเติบโตเป็น CEO ในอนาคตได้ จะกลายเป็นแม่ทัพทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัว ตนเองและประเทศได้ต่อไป

ซึ่งโครงการนี้ได้ทำมาปีกว่าแล้ว จนถึงสิ้นปี 64 ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากสถาบันการศึกษา 94 สถาบัน สามารถปั้น Gen Z
ให้มีองค์ความรู้เพื่อเตรียมเป็น CEOในอนาคตได้ถึง 20,000 คน และตั้งเป้าหมายปี 65 จะทำให้ได้อีก 20,000 คน คาดว่าจะได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ในปีก่อนหน้านี้ เฉพาะภาคเหนือ
เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยฟาร์ อีสเทอร์น มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นต้น และยังมีสถาบันอาชีวศึกษาอีกหลายสถาบันทางภาคเหนือที่เข้ามาร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแม่ทัพทางการค้าเศรษฐกิจในอนาคต

โดยหลักสูตรที่เตรียมไว้สำหรับปีใหม่นี้ เช่นความรู้เบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ความรู้ขั้นตอนศุลกากร พิธีการศุลกากร
สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร ซึ่งเกิดจากความตกลงทางการค้าทั้งระบบทวิภาคีและพหุภาคี เช่น อาเซียนหรือ ไทย-uk และ RCEP ที่เป็นข้อตกลงทางการค้าใหญ่ที่สุดในโลกครอบคลุม GDP 1 ใน 3 ของโลก
ครอบคลุมประชากร 1 ใน 3 ของโลก มีสมาชิก 15 ประเทศ บังคับใช้เมื่อ 1 ม.ค. 65 มีผลให้ประเทศไทยส่งสินค้าออกไปยังผู้ค้าอีก 14 ประเทศภาษีเป็นศูนย์ 39,000 กว่ารายการ หรือหลักสูตรเจาะลึกแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์และระบบโลจิสติกส์ในระบบการค้าออนไลน์แบบครบวงจร ที่มีเจ้าของแพลตฟอร์มระดับโลกให้ความรู้ทั้ง True HUAWEI TikTok เป็นต้น และวิชาทรัพย์สินทางปัญญาการจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองผลิตภัณฑ์ของเราไม่ให้ถูกละเมิด และสินค้าและบริการที่คาดว่าจะมีศักยภาพในอนาคตแนะแนวธุรกิจวิเคราะห์สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศโดยผู้เชี่ยวชาญ
รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ส่งออกตัวจริงที่ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเราทุกคนต่อไป
และที่สำคัญเป็นพิเศษปีนี้ตนมอบเป็นนโยบายว่าจะนำ Soft Power เป็นคีย์หลักสำหรับการให้องค์ความรู้ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพความหลากหลายและไม่แพ้ใครในโลก เราจะเป็นมหาอำนาจด้าน Soft Power
ได้ไม่ยาก หรือนำความเป็นคนไทยมาขายคือทรัพยากรล้ำค่าที่สุด ที่เป็นพลังหลักของ Soft Power ของประเทศไทยทั้งวันนี้และวันหน้า เพื่อสอดแทรกในภาพยนตร์อนิเมชั่นดิจิทัลคอนเทนท์ เมื่อเรียนจบแล้วหรือระหว่างเรียนจะมีการฝึกงานกับแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงระดับโลกเพื่อเป็นช่องทางส่งออกในอนาคต ทั้ง EXIM Bank และ Bitkub ที่กำลังมีชื่อเสียง

หลักสูตรนี้คือความคุ้มค่าที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะได้ลงนามกับกระทรวงพาณิชย์ในวันนี้ว่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเราทั้งสถาบันและน้องๆ Gen Z ขอแสดงความยินดีกับน้องๆและในอนาคตเมื่อเรียนเข้าใจทั้งหมดและปฏิบัติได้จริงแล้ว เราจะกลายเป็นแม่ทัพทางเศรษฐกิจทั้งของตนเองครอบครัวและประเทศชาติต่อไป ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จตามที่ฝัน
…….

จุรินทร์ เดินหน้า Soft Power ขายจุดแข็งประเทศไทย! นำ Content สู่ Streaming ความบันเทิง

27 มกราคม 2565 เวลา 9.45น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “คอนเทนต์ พิทชิ่ง” (Content Pitching) ธุรกิจภาพยนตร์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ณ อาคาร เกษร ทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ และนายจาฤก กัลย์จาฤก

นายจุรินทร์ กล่าวว่า เริ่มต้นมาตั้งแต่ปีที่แล้วตนมีโอกาสไปร่วมงานภาพยนตร์ที่ลอสแองเจลิสและดูการผลิตงาน digital content ภาพยนตร์ Walt Disney Nickelodeon ซึ่งมีคนไทยทำงานอยู่ เกิดความรู้สึกเสียดายว่าจะสามารถช่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ digital content ของประเทศไทยได้ จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปพิจารณา​การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเขาแม้จะปักหลักอยู่ที่โน่นกัน เช่น การเชิญเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่เป็นครั้งๆ อันนี้คือสิ่งที่ได้ดำเนินการมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีการดำเนินการด้วยแผนที่ชัดเจนต่อเนื่อง

นายจุรินทร์ กล่าวว่า นโยบายสำคัญที่มอบหมายเป็นพิเศษนอกจากงานประกันรายได้เกษตรกรการส่งเสริม SME Micro SME ส่งเสริมการส่งออก จนทำตัวเลขสูงสุดในประวัติการณ์ท่ามกลางสถานการณ์ covid ทำให้ตัวเลขนำเงินเข้าประเทศ 8.5 ล้านล้านบาทเป็นบวกถึง+ 17.1 % เป็นเพราะทำงานร่วมกับเอกชนอย่างใกล้ชิดด้วยหลักรัฐหนุนเอกชนนำ โดยให้เอกชนเป็นพระเอกตัวจริงในการนำเอาธุรกิจภาพยนตร์และธุรกิจอื่นๆจากตลาดไทยไปสู่ตลาด

” แต่อีกนโยบายสำคัญ คือ soft power กระทรวงพาณิชย์จะต้องเป็นผู้ที่ช่วยส่งเสริม soft power เพื่อที่จะทำให้ soft power ของไทยไปผงาดในตลาดโลกต่อไป ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะวัฒนธรรมวิถีชีวิตโดยเฉพาะอาหารไทยเป็นที่เลื่องลือและยอมรับไปทั่วโลก

และสิ่งที่มีความคุณค่ามากที่สุด คือ ความเป็นไทย ที่ไม่มีใครแย่งไปจากเราได้ ซึ่งนำไปขายได้ในทุกเรื่อง ทั้งในด้านการผลิตที่ละเอียดลออ งดงามและมีความรับผิดชอบ ในภาคบริการการท่องเที่ยวที่ไม่มีใครสู้เราได้ในโลก ซึ่งทั้งหมดนี้จะไปสู่โลกได้อย่างไร เราก็ทำมาเป็นลำดับและทำเป็นระบบชัดเจน มีกลไกรับผิดชอบยิ่งขึ้นที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมดูแลการให้บริการการถ่ายทำภาพยนตร์ไทย วัด เจดีย์ สถานที่ และคิดค่าบริการต่างๆ ส่วนกระทรสงอื่นทำอย่างอื่น ต่อไปนี้กระทรวงพาณิชย์จะเป็นตัวหลักในการเป็น call center ในขณะที่กลไกรัฐไม่ได้ตั้งใครเป็นทางการ แต่ผมสั่งการให้เข้ามาเพราะกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบธุรกิจบริการ ดิจิตอลคอนเทนต์ ภาพยนตร์ และเราก็สนับสนุนการจัดภาพยนตร์นานาชาติมาหลายปีซึ่งก็ต่อเนื่อง ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

สำหรับกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมครั้งแรกในปี 2565 ซึ่งได้มอบหมายให้ดำเนินยุทธศาสตร์ soft power และในปีนี้จะทำกิจกรรม
ตั้งแต่มกราคมถึงธันวาคมเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องมีภาพที่ชัดเจนว่าไทยเราเดินหน้าไปได้อย่างไร ซึ่งกิจกรรมวันนี้เป็นกิจกรรมแรกของปี 65 ซึ่งเรามีผู้สร้างภาพยนตร์หรือเจ้าของภาพยนตร์หรือเจ้าของผลงานดิจิตอลคอนเทนต์ 15 ราย มาจับคู่เจรจาธุรกิจกับผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงจำนวน 4 บริษัท คือ โอทีที ทีวี, เน็ทฟลิกซ์, วีทีวี, อ้ายฉีอี้ และวิว และหวังว่าภาพยนตร์ไทยจะมีโอกาสเข้าไปสู่ตลาดโลกผ่านช่องทางนี้สำหรับกิจกรรมนี้ต่อไป และขอโอกาสนี้ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยให้จัดงานวันนี้เกิดขึ้นที่สำคัญก็คือถัดจากนี้ในส่วนของผู้สร้างภาพยนตร์นั้นก็ฝากการทำ content ทําเกม และทํา animation อย่าลืมใส่ Soft Power ขอให้ใส่ลงไปด้วยเพราะเป็นช่องทางที่นอกจากจะขายงานของผู้ผลิตแล้วยังเอาจุดแข็งของประเทศไปขายเพื่อเราและเพื่อนคนไทยทั้งประเทศและชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศในความเป็นคนไทยของเราต่อไปได้ซึ่งเป็นนโยบายของตนและขอฝากให้ช่วยเข้าไปดูด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิตอลคอนเทนท์ไทยที่ผ่านมาพบว่ามีมูลค่ารวม 209,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นภาพยนตร์และทีวีกว่า 153,300 ล้านบาท ที่เหลือเป็นธุรกิจชมภาพยนตร์ออนไลน์ 36,000 ล้านบาท เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจของไทยของเรา และปีต่อไปเราจะทำให้บวกไปเรื่อยๆโดยเฉพาะการจับคู่ซื้อขายธุรกิจภาพยนตร์ digital content เกม อนิเมชั่น ที่ทดลองขายได้ไป 9,000 ล้านบาท และหวังว่าต่อไปอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% น่าจะทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

” ขอบคุณกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันจัดงานในวันนี้รวมไปถึงผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิง ทั้ง 4 บริษัทและบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งหมด 15 บริษัทที่มาร่วมงานในวันนี้ขอให้การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ” นายจุรินทร์ กล่าว

“จุรินทร์-เฉลิมชัย”ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่!!!ส่งออกข้าวไทยล็อตแรก1,000ตันโดย”รถไฟสายจีน-ลาว”ถึงมหานครฉงชิ่งในภาคตะวันตกของจีนสำเร็จเป็นครั้งแรก


“อลงกรณ์”ชี้เป็นศักราชใหม่ของอีสานเกตเวย์ ตั้งเป้าหมายต่อไปส่งออก”ยางพารา ผลไม้ กล้วยไม้ สินค้าประมงและปศุสัตว์

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้(20 ม.ค.)ว่า
ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวสาร จำนวน 20 ตู้ ปริมาณ 1,000 ตันโดยใช้เส้นทางรถไฟสายจีน-ลาวไปถึงมหานครฉงชิ่ง ( Chongqing )ในภาคตะวันตกของจีนสำเร็จเป็นครั้งแรกถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการขนส่งระบบรางเพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการและประเทศโดยส่วนรวมภายใต้การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชนตามนโยบายการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรและยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตเพื่อการส่งออกของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์กับ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และต้องขอบคุณ สปป.ลาวและจีนในความร่วมมืออันดียิ่งสำหรับความสำเร็จก้าวแรกในครั้งนี้แม้ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด19ระลอกแล้วระลอกเล่าซึ่งทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบากโดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาโดยจะประเมินผลการส่งออกข้าวล็อตแรกครั้งนี้รวมทั้งระบบการจองขบวนรถขนส่งสินค้าและการจองตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งกำลังประสานงานกับผู้ให้บริการของทั้งสปป.ลาวและจีนเพื่อเร่งขยายผลไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตรตัวอื่นรวมทั้งเป้าหมายตลาดใหม่ๆทั้งในมณฑลต่างๆของจีนและประเทศอื่นๆต่อไปโดยเร็ว
นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่า เราเดินหน้าสร้างความพร้อมสำหรับวันนี้มาเป็นเวลากว่า2ปีสำหรับการขนส่งผ่านทางรถไฟสายใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่3ธันวาคมที่ผ่านมาตามยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์(ESAN Gateway)เชื่อมไทย-เชื่อมโลก นับเป็นการเปิดศักราชหน้าใหม่ของการค้าการส่งออกสินค้าไทยไปจีนโดยมีเป้าหมายสู่ตลาดต่อไปคือตลาดเอเซียกลาง เอเซียตะวันออก ตะวันออกกลาง รัสเซีย และยุโรปและเพิ่มสินค้าเกษตรที่จะขนส่งผ่านเส้นทางรถไฟสายนี้คือยางพารา ผลไม้ กล้วยไม้ไทย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สินค้าประมงและปศุสัตว์รวมทั้งสินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้าอื่นๆ
“สำหรับมหานครฉงชิ่ง เป็นชุมทางรถไฟและการขนส่งหลายรูปแบบโดยอาศัยข้อได้เปรียบจากการมีที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมใหม่BRI(อีต้าอีลู่)และแม่น้ำแยงซีเกียงจึงมีความพร้อมทางด้านโลจิสติกส์และได้วางนโยบายเชื่อมโยง”ฉงชิ่ง-อาเซียน”เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับรัฐบาลไทย ทั้งนี้มหานครฉงชิ่งมีเขตโลจิสติกส์อาเซียนและนานาชาติในตำบลหนานเผิง เขตปาหนาน (Chongqing ASEAN International Logistics Park) ถือเป็นเส้นทางขนส่งและระบบโลจิสติกส์ที่สำคัญและเป็น “ประตูเศรษฐกิจของจีนตะวันตก” สามารถเป็นจุดกระจายสินค้าไปมณฑลต่างๆในภูมิภาคตะวันตกของจีนและขนส่งผ่านไปยังประเทศต่างๆ ทั้งนี้ตนเคยเดินทางเยือนมหานครฉงชิ่งเห็นถึงศักยภาพของมหานครแห่งนี้เพราะนอกจากการเป็นชุมทางการขนส่งทางรางและทางอากาศแล้วมหานครฉงชิ่งยังสามารถเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งในแม่น้ำแยงซีเกียงเพราะมีท่าเรือ”กว่อหยวน”ตั้งอยู่ที่เขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียงเป็นจุดกระจายสินค้าเข้าไปสู่ตอนกลางและภาคตะวันออกของจีนได้อีกเส้นทางหนึ่งด้วย ยิ่งกว่านั้นยังมีตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรนานาชาติซวงฝูเป็นศูนย์กลางกระจายผักและผลไม้ของจีนตะวันตกตลาดซวงฝูตั้งอยู่ในทำเลที่มีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก มีการเชื่อมโยงกับสถานีรถไฟ ท่าเรือและท่าอากาศยานของฉงชิ่งเหมาะต่อการค้าขายและกระจายสินค้าเกษตรของไทยโดยเฉพาะผลไม้ที่จะขนส่งทางรถไฟจากไทยไปฉงชิ่งภายในเวลา1-2วันทำให้มีความสดและอร่อยมั่นใจจะเพิ่มการขายขยายตลาดได้อีกมากหลังจากปี2564เราส่งออกผลไม้ได้กว่าแสนล้านบาททำลายสถิติที่ผ่านมาและครองมาร์เก็ตแชร์ตลาดผลไม้ในจีนเป็นอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการระบาดของโควิด19
และมีผลกระทบต่อการขนส่งและการเปิดปิดด่านเข้าออกจีนกรณีพบการปนเปื้อนซึ่งเราจะการ์ดตกในเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งแต่ฟาร์มถึงตลาดโดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการเป็นพิเศษในเรื่องนี้

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้า รับรางวัลพระกินรี งดงามมากครับ รางวัลเดินทางมาถึงแล้ว ส่งถึงบ้าน

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับพระกินรีตัวที่สอง ของปีที่ผ่านมา ประกาศผลรางวัลไปเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๔.๐๐ ในรายการพิเศษโครงการเทิดพระเกียรติองค์ราชัน งานประทานรางวัลเกียรติคุณ รางวัลพระกินรี
“คนดีของแผ่นดินผู้ทำคุณประโยขน์ต่อสังคมและประเทศชาติดีเด่น” ครั้งที่ ๑๑ ประจำปี ๒๕๖๔ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕ แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จึงงดการจัดงานพิธีประทานรางวัล

ผอ.อาร์ต กล่าวกราบขอบพระคุณ
พณฯท่านพลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์
อดีตองคมนตรี ในรัชกาลที่ ๙ ประธานอำนวยการโครงการ ฯ สมัชชานักจัดรายการข่าววิทยุโทรทัศน์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ คุณรัฐ ริมธีรกุล คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้เกียรติผมและครอบครัวครับ

“พาณิชย์-DITP” เผย “อาหารพร้อมทานแช่แข็ง” มีโอกาสเจาะตลาดจีน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เผย “อาหารพร้อมทานแช่แข็ง” มีโอกาสเจาะตลาดจีน หลังเป็นคลื่นลูกใหม่ที่กำลังเติบโต และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ชี้ช่องหาพันธมิตรธุรกิจในจีนและร่วมกันพัฒนาเมนูอาหารให้มีความเป็นเอกลักษณ์ มั่นใจบูมแน่ ย้ำห้ามลืมเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และการป้องกันโควิด-19 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์

เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ที่ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ มองหาโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย ล่าสุดกรมฯ ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงโอกาสตลาดอาหารพร้อมทานแช่แข็ง ที่มีแนวโน้มเติบโตได้สูงในตลาดจีน และเป็นโอกาสในการขยายการส่งออกอาหารพร้อมทานแช่แข็งเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มมากขึ้น โดยในปัจจุบันตลาดอาหารพร้อมทานแช่แข็งในจีน ถือเป็นตลาด Blue Ocean คลื่นลูกใหม่ที่กำลังเติบโตและมีการแข่งขันสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังไม่มีคู่แข่งทางการค้าที่ผูกขาดในตลาดจีน จึงเป็นอีกหนึ่งตลาดใหม่ที่น่าสนใจและเป็นโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา รายได้ของธุรกิจอาหารพร้อมทานแช่แข็งในจีนคิดเป็นมูลค่า 31,381 ล้านหยวน (ประมาณ 156,905 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของธุรกิจอาหารแช่แข็งทั้งหมดในจีน และคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 600,000 ล้านหยวน (3,000,000 ล้านบาท) นอกจากนี้ ยังพบว่า เริ่มมีแบรนด์อาหารพร้อมทานแช่แข็งหลากหลายแบรนด์ในจีน ที่เริ่มออกผลิตภัณฑ์เมนูอาหารใหม่ ๆ วางจำหน่ายในตลาดจีน ซึ่งหนึ่งในนั้น มีเมนูอาหารไทย โดยเฉพาะเมนูอาหารต้มยำกุ้ง ซึ่งจะเห็นได้ว่า อาหารไทยมีโอกาสและช่องว่างทางการค้าในจีนอีกมาก ผู้ประกอบการไทยจึงควรสำรวจพฤติกรรมความต้องการบริโภคของผู้บริโภคชาวจีนและแนวโน้มสินค้าในตลาดจีน เพื่อนำสินค้ามาบุกตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรหาพันธมิตรทางธุรกิจในจีนและร่วมกันพัฒนาเมนูอาหารให้มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความแปลกใหม่ หรือผสมผสานความเป็นไทย-จีนเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน จะต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันโควิด-19 เพราะในสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งอาหารในห่วงโซ่ความเย็นไม่มากก็น้อย ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญในด้านอาหารปลอดภัยและสุขอนามัยของสินค้า โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการการควบคุมโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นของจีนอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันผลกระทบจากการแพร่ระบาด และเพื่อไม่ให้เสียโอกาสและผลประโยชน์ทางการค้า อีกทั้ง ยังควรศึกษากฎระเบียบและเกณฑ์มาตรฐานสาหรับอาหารแช่แข็งของจีน เพื่อขจัดปัญหาข้อจำกัดในด้านการนำเข้าสินค้า นางสาวนันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า หลังจากโควิด-19 ระบาดมาเป็นเวลากว่า 2 ปี ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนเปลี่ยนไป เริ่มนิยมรับประทานอาหารพร้อมทานแช่แข็งมากขึ้น และด้วยข้อจำกัดการเดินทางกลับไปหาครอบครัวและเลี้ยงฉลองในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนหันมาเลือกบริโภคเมนูอาหารจัดเลี้ยงตรุษจีนในรูปแบบอาหารพร้อมทานแช่แข็งกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาว ทำให้เมนูอาหารจัดเลี้ยงตรุษจีนในรูปแบบอาหารพร้อมทานแช่แข็งกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในตลาดจีน

ทั้งนี้ ยังพบว่า ธุรกิจอาหารและซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างเริ่มหันมาพัฒนาและวางจำหน่ายอาหารพร้อมทาน
แช่แข็งกันมากขึ้น โดยใช้ช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางการจำหน่าย โดยผู้ประกอบการที่จำหน่าย มีทั้งกลุ่มอาหารแช่แข็งรายเดิม กลุ่มแบรนด์ร้านอาหาร กลุ่มแบรนด์ร้านค้าปลีก กลุ่มแบรนด์ธุรกิจอาหารต้นน้ำ และกลุ่มแบรนด์ธุรกิจเกิดใหม่ จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปสอดแทรกได้ เพราะไทยมีจุดแข็งในการผลิตอาหารอยู่แล้ว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
20 มกราคม 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น