พาณิชย์ – DITP ร่วมมือกับสมาคมไทยไอโอที สนับสนุนผู้ประกอบการ Tech Startup เข้าร่วมงานแสดงสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก Consumer Electronics Show (CES) 2022

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่าจากนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ ที่ได้สั่งการให้สนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการยุคใหม่นั้น กรมฯ และสมาคมไทยไอโอทีได้ร่วมกันสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย จำนวน 8 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Consumer Electronics Show (CES) 2022 ณ เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 5 – 7 มกราคม 2565 คาดการณ์เกิดมูลค่าการค้ากว่า 23.8 ล้านบาท

งานแสดงสินค้า CES 2022 มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,300 ราย และผู้เข้าชมงานรวมกว่า 45,000 ราย โดยเป็นสื่อมวลชนจากทั่วโลก 1,800 ราย ทั้งนี้ ร้อยละ 30 ของผู้เข้าชมงานเดินทางมาจาก 119 ประเทศทั่วโลก อาทิ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น กิจกรรรม CES 2022 Tech Trends to Watch แนะนำสินค้านวัตกรรมที่น่าจับตามอง โดยมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรม 1 ราย ได้แก่ HG Robotics ผู้ผลิตโดรนเวตาล (VETAL) ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างล้นหลาม และได้รับการกล่าวถึงจากสำนักข่าว USA Today และ Reuters
ในปีนี้ เทรนด์นวัตกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ นวัตกรรมด้านสุขภาพ กีฬา การออกกำลังกาย Smart Living และ AI & Robotics โดยนวัตกรรมที่สำนักข่าว Reuters คัดเลือกให้เป็น Best of CES อาทิ หุ่นยนต์นวด Massage Robotics (สหรัฐฯ) Ameca หุ่นยนต์ที่สามารถกะพริบตา แสดงสีหน้าและตอบสนองได้เสมือนมนุษย์ (อังกฤษ) หมวกกันน็อกอัจฉริยะที่ชูจุดเด่นด้านทัศนวิสัยในการขับขี่ สามารถเชื่อมต่ออัตโนมัติกับหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ (ฝรั่งเศส) และอุปกรณ์แปรผลอารมณ์ของสุนัขโดยวัดจากอัตราการเต้นของหัวใจ (ญี่ปุ่น) เป็นต้น

จากการสนับสนุนสตาร์ทอัพทั้ง 8 ราย เข้าร่วมงานดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการจับคู่เจรจาการค้ารวมทั้งสิ้น 73 คู่ คาดการณ์เกิดมูลค่าการค้ากว่า 23.8 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ ลู่วิ่งใต้น้ำสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ โดรนสำหรับการสำรวจและการเกษตร และอุปกรณ์สัญญาณชีพสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ เป็นต้น

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงโทร 1169 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
10 กุมภาพันธ์ 2565

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง เปิดตัว 13 นักแสดงนำภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรก

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดตัว 13 นักแสดงนำ ภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรกของรถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง #คนขับรถไฟฟ้า

กกพ. จับมือ PMG มอบรางวัล เยาวชน คนรุ่นใหม่ตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ

ปิดฉากเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ “โครงการผู้นำความคิดเพื่อความตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ” สร้างความรู้-คาวมเข้าใจ ประโยชน์ของพลังงานก๊าซชีวภาพ แก่ นิสิต นักศึกษา ในพื้นที่ 4 จังหวัด 4 ภูมิภาค เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง PMG กับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ในการทำโครงการส่งเสริมนักศึกษา 1,000 คน ให้ตระหนักถึงประโยชน์ของพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ

สำหรับ “โครงการผู้นำความคิดเพื่อความตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ” จัดขึ้นโดย บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งใน 26 โครงการผู้ได้รับทุนสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อกิจการตามมาตรา 97(5) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยทั้ง 26 โครงการ ร่วมกันขับเคลื่อนการสื่อสารภายใต้แนวคิด Clean Energy for Life : ใช้พลังงานสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG7 พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ ของ สหประชาชาติ โดย“โครงการผู้นำความคิดเพื่อความตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ” เป็นการสื่อสารถึง พลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ หรือ Biogas
โดยงานแถลงข่าวปิดโครงการ จัดขึ้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน เป็นประธานพร้อมมอบรางวัลแก่นักศึกษาที่ชนะการประกวดบทความพร้อมภาพถ่ายและการประกวดผลิตคลิปสั้น ในหัวข้อ “โรงงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพกับการพัฒนาชุมชนยั่งยืน” โดยผลงานที่ผ่านการคัดเลือก ได้รับการเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มของโครงการ ทั้ง Website Facebook YouTube และ Twitter ภายใต้ชื่อ Biogasthailand เกิดการรับรู้เพื่อนำไปสู่การสื่อสารต่อสังคมใน วงกว้าง รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ พลังงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสื่อสาร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ภายใต้แคมเปญ “Clean Energy for Life” หรือ “ใช้พลังงานสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน”
โดยมีกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงาน แคมเปญ Clean Energy for Life ขึ้นมา เพื่อให้คนไทยได้รู้และเข้าใจว่า เรามีพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) พลังงานชีวภาพ (Bio-Energy) และพลังงานขยะ (Waste to Energy) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก สามารถนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยบรรเทาวิกฤตโลกร้อนที่นำไปสู่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ เปิดเผยว่า สำนักงาน กกพ. มีภารกิจหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การส่งเสริมสังคมและประชาชนมีให้ความตระหนักรู้ และมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า จึงสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อกิจการตามมาตรา 97(5) ประจำปี พ.ศ. 2563 ให้แก่ “โครงการผู้นำความคิดเพื่อความตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ” โดยมีบริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินโครงการ เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมเผยแพร่และส่งเสริมความรู้ด้านไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ภายใต้ แนวคิด “Clean Energy for Life ใช้พลังงานสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน”

โดยทั้งนี้โครงการมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความตระหนักถึงประโยชน์ของการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ผ่านกิจกรรมอบรมและการศึกษาดูงาน การสร้าง Content เพื่อเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเป็นการกระจายความรู้สู่สังคมในวงกว้างให้เข้าใจถึงประโยชน์ของพลังงานก๊าซชีวภาพ ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อภาวะโลกร้อน และตอบโจทย์กระแสสังคมโลกที่กำลังมุ่งเน้นการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ฝากถึง เด็กนักเรียน นักศึกษา เยาวชน คนรุ่นใหม่ ในเรื่องของการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาดมีส่วนสำคัญมาก อยากให้คนกลุ่มนี้ ได้ตระหนัก เรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพลังงานสะอาด เพราะในอนาคตกลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นผู้ที่ขับเคลื่อน พัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต” ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กล่าวปิดท้าย
ด้าน นายผดุงศักดิ์ เหล่ากิจไพศาล ผู้อำนวยการ บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า PMG รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับโอกาสจาก กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงาน กกพ. เลือกให้เป็นหนึ่งใน 26 โครงการ ที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน์ต่อสังคม “โครงการผู้นำความคิดเพื่อความตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ” เป็นโครงการที่มุ่งสร้าง ความรู้ ความเข้าใจในประโยชน์ของพลังงานก๊าซชีวภาพ นอกจากนำไปผลิตไฟฟ้าได้โดยที่ไม่สร้างมลพิษแล้ว ยังมีประโยชน์มากกว่าที่คิดมากมาย จึงเกิดแนวคิดให้เยาวชน นักศึกษาที่ เข้าร่วมโครงการ ประกวดการผลิตสื่อสร้างสรรค์ประเภทบทความพร้อมภาพถ่ายและประกวดผลิตคลิปสั้น ในหัวข้อ “โรงงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพกับการพัฒนาชุมชนยั่งยืน” เพื่อให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นและนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ต่อบุคคลรอบข้างและในสังคมหรือชุมชนของตนเองต่อไป
“น้อง ๆ นักศึกษาที่ได้เข้าร่วมโครงการเป็นผู้ที่มีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ การจัดกิจกรรมได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มเยาวชน นักศึกษา ได้เห็นถึงความตั้งใจที่ได้นำเสนอผลงานอย่างเต็มความสามารถของนักศึกษา หวังว่าน้องๆ นักศึกษาในฐานะเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะได้รับประสบการณ์ที่ดีจากโครงการนี้ และสามารถนำความรู้ แนวความคิด เพื่อบอกต่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องด้านพลังงานไฟฟ้าที่จะเป็นพลังงานทดแทนในอนาคต ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป” นายผดุงศักดิ์ กล่าวในท้ายสุด
อย่างไรก็ดีจากการลงพื้นที่ตลอดโครงการ ได้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพผ่านกิจกรรมอบรมสัมมนามอบองค์ความรู้เกี่ยวกับพลังงานก๊าซชีวภาพ พร้อมลงพื้นที่ศึกษาดูงาน สถานที่จริง ในโรงงานผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ โดยผู้ผลิตและเจ้าหน้าที่ได้ให้ความรู้และความเข้าใจถึงกระบวนการผลิตกับนักศึกษามากกว่า 1,000 คน ใน 4 ภูมิภาค 4 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในการลงพื้นที่ให้ความรู้กับนิสิต นักศึกษา
“ถือเป็นโครงการที่ดี ที่จะช่วยส่งเสริมให้ เยาวชน คนรุ่นใหม่ ให้ตระหนักถึงคุณค่าของพลังงานสะอาดโดยเฉพาะ พลังงานก๊าซชีวภาพ ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้และเข้าใจดีนัก การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเด็กและเยาวชน จึงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากโลกในอนาคตจะต้องพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางของการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานก๊าซชีวภาพ ที่จะช่วยลดปัญหาและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพ ซึ่งพลังงานก๊าซชีวภาพสามารถตอบโจทย์ได้ในทุกมิติ คาดหวังว่า นิสิตและนักศึกษาที่ได้รับการปลูกฝังความคิด และองค์ความรู้ด้านพลังงานก๊าซชีวภาพ จะเติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นกำลังสำคัญในขับเคลื่อนการใช้พลังงานของสังคมไทยไปสู่การใช้พลังงานสะอาดได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน” รศ.ดร.ชัยศรี ธาราสวัสดิ์พิพัฒน์ คณบดีคณะวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทน ในฐานะที่ปรึกษาของโครงการ
โดยกิจกรรมการประกวดบทความพร้อมภาพถ่าย และกิจกรรมประกวดผลิตคลิปสั้น ในหัวข้อ “โรงงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพกับการพัฒนาขุมชนยั่งยืน” มีผู้สนใจเข้าร่วมประกวดรวมทั้ง 2 กิจกรรมมากกว่า 380 ราย และการสร้าง Content เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มของโครงการ ภายใต้ชื่อ Biogasthailand ประกอบด้วย Website ที่มีผู้เข้าชมตลอดโครงการมากกว่า 188,000 UIP Facebook Fan Page มีผู้กดไลก์มากกว่า 53,000 ไลก์ Twitter มีผู้ติดตามมากกว่า 2,700 คน ขณะที่ YouTube มีผู้ชมมากกว่า 760,000 View รวมทุกแพลตฟอร์มมียอด Engagement มากกว่า 830,000 ครั้ง และมียอดการมองเห็นมากกว่าถึง 19,000,000 Reach”
ขณะที่ นางสาวศิริมา ศรีสวัสดิ์นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เข้าร่วมโครงการและเป็นชนะการประกวดบทความ เปิดเผยถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ ว่า
“รู้สึกดีมากและอยากขอบคุณโครงการดีๆ แบบนี้ ที่ทำให้หนูมีความรู้มากขึ้น ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับก๊าซชีวภาพ ได้ทราบกระบวนการต่างๆ ที่กว่าจะเปลี่ยนของเสียมาเป็นพลังงานให้เราใช้ในทุกๆ วัน มีกระบวนการอย่างไร ซึ่งปกติแล้วหนูจะเรียนในเรื่องสายสุขภาพ จึงไม่ค่อยมีความรู้มากนักในเรื่องนี้ แต่เมื่อหนูได้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการ ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น” กล่าว
เมื่อถามถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อพลังงานก๊าซชีวภาพ นางสาวเขมนิจ อุมัน นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ผู้ชนะการประกวดผลิตคลิปสั้น กล่าวว่า
“คิดว่าเดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ใช้แต่พลังงานจนลืมตระหนักถึงกระบวนการในการผลิตพลังงานว่ามีมีระยะเวลาในการผลิตพลังงานนาน ซึ่งตัวหนูตอนนี้มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการทำให้รู้ว่าก๊าสชีวภาพมีประโยชน์มากกว่าที่คิด ไม่ควรใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองค่ะ”

พาณิชย์ – DITP ตอบรับโมเดลเศรษฐกิจ BCG นำทัพผู้ประกอบการจากโครงการส่งเสริมผลงานการออกแบบจากเศษวัสดุเหลือใช้ (DEWA & DEWI 2021) โชว์ศักยภาพในเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2565 (BKKDW 2022)

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินนโยบายตามนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ที่นำความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกมากำหนดทิศทางการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ และด้วยสถานการณ์การค้าที่เปลี่ยนไปจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค New Normal ที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและใส่ใจตนเองมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวและพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดด้วยสินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด
โดย DITP ได้ริเริ่มดำเนินโครงการพัฒนาผลผลิตเหลือใช้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์สู่ตลาดสากล (DEsign from Waste of Agriculture and Industry 2021) หรือเรียกสั้นๆ ว่า DEWA & DEWI 2021 โครงการนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2557 จากการนำเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรกรรมมาผลิตเป็นสินค้าต่างๆ โดยนำการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุเหลือใช้ที่ไร้ค่าและอาจก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็นผลงานออกแบบที่มีความโดดเด่น มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้งานได้จริงกว่า 170 ชิ้นงาน

ในปี 2564 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เล็งเห็นความสำคัญของการนำเศษวัสดุเหลือใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาหมุนเวียนใหม่ เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เพื่อการส่งออกไปยังอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในหลายประเทศ ทำให้เกิดเศษวัสดุที่เหลือจากการผลิตหรือเศษวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานจำนวนมาก และเพื่อเป็นการตอบรับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model) ที่ต้องการสร้างวงจรการผลิตแบบแนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) และเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ใหม่ จึงเกิดเป็นโครงการ DEWA & DEWI 2021 ภายใต้แนวคิด “A Perspective into limitless future : เศษวัสดุเหลือใช้ศักยภาพใหม่ ไม่รู้จบ” ได้ออกมาเป็นผลงานจาก 15 แบรนด์ที่มีความน่าสนใจทั้งในเชิงวัสดุ แนวคิด เรื่องราว และการออกแบบ แบ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ใช้เศษเหลือใช้ทางการเกษตร (DEWA) 7 ราย และกลุ่มสินค้าที่ใช้เศษจากภาคอุตสาหกรรม (DEWI) อีก 8 ราย มีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อใช้ในการพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจและผลิตสินค้า เน้นการต่อยอดให้เป็นสินค้าที่สอดคล้องกับธุรกิจเดิม และมีแนวทางที่จะสามารถพัฒนาต่อไปได้ และเพื่อขยายผลความสำเร็จจากโครงการฯ ตลอดจนเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งลดขยะและมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของกลุ่มผู้ประกอบการไทย อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าที่ผลิตจากเศษเหลือใช้รวมถึงภาพลักษณ์ทางการค้าของประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงพิจารณานำผลงานจากโครงการ DEWA & DEWI 2021 ไปจัดแสดงในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2565 (BKKDW2022) เนื่องจากเทศกาลดังกล่าวเป็นเวทีศักยภาพที่ผู้ประกอบการจะได้รับการประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มผู้ซื้อ ผู้บริโภค ผู้ประกอบการรายอื่นๆ และประชาชนทั่วไป เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการทั้ง 15 ราย และเพื่อขยายโอกาสทางการค้าในเชิงพาณิชย์ต่อไป

พบกับ DEWA & DEVI 2021 EXHIBITION ในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (BKKDW 2022) ระหว่างวันที่ 5 – 13 กุมภาพันธ์ 2565 สถานที่จัดนิทรรศการ TCDC อาคารไปรษณีย์กลาง ชั้น 4 ห้องฟังก์ชั่น ตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.00 น.

สำนักประชาสัมพันธ์สื่อสารองค์กร
7 กุมภาพันธ์ 2565

ผอ.อาร์ต ผลิตภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรกของรถไฟฟ้าสายสีแดงเกรดพรีเมี่ยม

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผลิตภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรกของรถไฟฟ้าสายสีแดง ต้อนรับวันวาเลนไทน์นี้ พร้อมเปิดให้ชมทางทีวีและออนไลน์ เร็วๆนี้

#พี่เกิดมาจากหนังโฆษณา เขียนบทเอง แคสติ้งเอง กำกับเอง ลงเสียงเอง ฝากติดตามด้วยนะฮ๊ะ
#13คนขับรถไฟฟ้าเกรดพรีเมี่ยม

สำเร็จ! จุรินทร์ นำ พาณิชย์ ปั้น “Soft Power” ประเทศไทย เฮ! Netflix, WeTV, iQiyi ,VIU “แห่ซื้อคอนเทนต์ไทย” เงินสะพัดงานแรกปี 65 กว่า 815 ล้านบาทแล้ว

6 ก.พ. 2565 เวลา 9.00 น.
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเวทีเจรจาธุรกิจภาพยนตร์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในโครงการ Content Pitching ธุรกิจภาพยนตร์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ภายใต้นโยบายยุทธศาสตร์ Soft Power เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2565 ที่ผ่านมาโดยได้เป็นเป็นประธานเปิดไปนั้น ล่าสุดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์รายงานความสำเร็จเบื้องต้นคือทะลุเป้าที่ตั้งไว้ในงานแรกของปีนี้

” นับเป็นก้าวแรกของความสำเร็จในการผลักดัน ซอพ พาวเวอร์ ผ่าน ภาพยนตร์ แอนิเมชั่นและดิจิตอลคอนเทนท์ของไทย ตามนโยบาย ปี 65 โดยผู้เจรจาจากบริษัทฝั่งไทยสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 815 ล้าน ” นายจุรินทร์ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่างานนี้นับเป็นครั้งแรกในการดึงผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงชื่อดังอย่าง Netflix, WeTV, iQiyi และ VIU เจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 15 บริษัท จนสามารถโกยรายได้รวมกว่า 815 ล้านบาท ซึ่งได้มอบนโยบายผลักดันให้ธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตามแนวคิด Creative Economy และส่งเสริมให้ไทยเป็น Hub ของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งเป็นนโยบายสืบเนื่องจากปี 2564 ที่ให้ไว้และปีนี้ 2565 ให้มุ่งเน้นการส่งเสริม Soft Power ให้ไทยให้ผงาดได้ในตลาดโลก โดยได้มีการส่งเสริมและสร้างเครือข่าย ขยายโอกาสเผยแพร่ผลงานดังกล่าวสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม แหล่งวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยอีกด้วย

ทางด้านนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งติดตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยด้วยว่า ผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์ไทยทั้ง 15 บริษัท ได้รับโอกาสในการนำเสนอผลงานและบริการที่น่าสนใจให้กับผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงชื่อดัง จนสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์โดยคอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ คอนเทนต์ทีวีซีรีส์ คอนเทนต์ภาพยนตร์ และคอนเทนต์แอนิเมชั่นซีรีส์

“เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ Soft Power แบบไทยมีศักยภาพมาก และเป็นที่สนใจของผู้นำเสนอความบันเทิงระดับโลก ทักษะความสามารถของคนไทยขึ้นชื่อทางด้านการผลิตคอนเทนท์อยู่แล้วเพียงแต่ต้องได้รับการส่งเสริม ดังนั้นฝ่ายส่งเสริมอย่างกระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีหน้าที่จัดเวทีพบปะ แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ Covid แต่นั่นคือโอกาสเพราะในภาวะเช่นนี้ประชาชนมีความเครียดต้องการเสพความบันเทิงและ Streaming ความบันเทิงอย่าง Netflix, WeTV, iQiyi และ VIU ปัจจุบันเป็นตลาดใหญ่ที่คนทั่วโลกกำลังนิยม ประกอบกับเทรนด์ในปัจจุบันคนอยู่บ้านมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิง เหล่านี้ก็มีความต้องการผลงานของผู้ประกอบการไทย ” นางมัลลิกา กล่าว

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า นายจุรินทร์สั่งการกระทรวงพาณิชย์ ให้เพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิตรุ่นใหม่ๆเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นและขยายโอกาสต่อไป เพราะศักยภาพงานเหล่านี้ปัจจัยสำคัญมาจากความสามารถและผลงานที่โดดเด่นของผู้ประกอบการไทย ที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ในรูปแบบ Online Platform ของผู้บริโภคที่สอดรับยุค New Normal และรายงานจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ผู้ผลิตผู้ประกอบการไทย ขอบคุณและชื่นชมการทำภารกิจส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์และนโยบายนี้ช่วยผลักดันคอนเทนต์และผู้ประกอบการได้มีโอกาสในการขยายธุรกิจให้กว้างมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สำคัญยังช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยเกิดการพัฒนาให้ได้ตามมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับในระดับโลกอีกด้วย

รายงานจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุด้วยว่านโยบาย Soft Power เป็นโอกาสให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ทุกขนาดได้เข้าถึงและนำเสนอผลงานที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงในระดับนานาชาติ ทั้งยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้ผู้ผลิตได้มีความรู้ความเข้าใจและผลิตผลงานให้ได้ตามมาตรฐานที่ตรงกับความต้องการของตลาดนานาชาติอีกด้วย โดยนอกจากการจัดเวทีการเจรจาการค้าแล้ว กระทรวงพาณิชย์ ยังมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การขยายโอกาสในการดำเนินธุรกิจทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์สอดรับยุค New Normal การจัดนิทรรศการและการสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ รวมไปถึงการจัดกิจกรรม Networking สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ โดยสนับสนุนผู้ประกอบการในการสร้างผลงานคุณภาพภายใต้แนวคิด Soft Power ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์”จุรินทร์” ซึ่งมีการผสมผสานเอาเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ที่สำคัญของไทย เช่น ศิลปะ วัฒนธรรม อาหารไทย วิถีชีวิต เข้าไปในผลงานนำเสนอให้กับผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อจากต่างประเทศ

กวินฯ จัดงานแสดงสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจต้นปีเสือ งานแสดงกาแฟ ชาเบเกอรี่ ไอศครีมสุดยิ่งใหญ่ปีที่ 15 คาดเงินสะพัดกว่า 500 ล้านบาท

กวิน อินเตอร์เทรด ผู้นำในการจัดงานแสดงสินค้า จัดงานแสดงกาแฟ ชา เบเกอรี่และไอศครีมนานาชาติปีที่ 15 งานแรกของปี โดยมีคุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมเอกอัครราชทูตกัวเตมาลาประจำประเทศไทย, Ms.Flora Susan, Trade Attaché สถานทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย, คุณกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด, คุณมีชัย อมรพัฒนกุล นายกสมาคมบาริสต้าไทย, คุณวินิดา มังกรกาญจน์ นายกสมาคมกาแฟไทย, เชฟเดช แสงศรีจันทร์ ที่ปรึกษาสมาคมเบเกอรี่ (ประเทศไทย) และสื่อมวลชนให้เกียรติร่วมพิธีเปิดงาน

นายกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจร้านกาแฟถือเป็นหนึ่งในธุรกิจประเภทเครืองดื่มที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ในขณะที่ธุรกิจเบเกอรี่ได้รับความนิยมอย่างมากในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งในด้านผู้ประกอบการและผู้บริโภค เนื่องจากเป็นอาหารเครื่องดื่มพร้อมรับประทานและเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ผู้ประกอบการสมัยใหม่สามารถทำขายได้เองจากที่บ้านผ่านช่องทางออนไลน์ ถือเป็นธุรกิจสร้างอาชีพและที่ทำรายได้แม้ในช่วงวิกฤติ
การจัดงานแสดงในช่วงต้นปีถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ซื้อ ผู้เข้าชมงานจะได้เรียนรู้และสัมผัสนวัตกรรมสินค้าใหม่ล่าสุด ในธุรกิจกาแฟ เบเกอรี่และไอศครีมจากบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโดยตรงนับร้อยบริษัท โชว์เคสสินค้าใหม่ล่ำสุดกว่า 7,000 รายการจากทั่วโลกในราคาพิเศษสุดเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

นายกวิน กล่าวว่า ผู้เข้าชมงานจะได้พบกับหมวดอุปกรณ์สำหรับร้านกาแฟ อาทิ เครื่องชง เครื่องบด เครื่องคั่วทุกขนาด เครื่องปั่นสุญญากาศ วัตถุดิบและส่วนผสม อาทิ เมล็ดกาแฟ  ผงช็อกโกแลต ไซรัป สารเพิ่มความหวาน ครีมและนมชนิดต่าง ๆ สำหรับการชงกาแฟ อุปกรณ์ร้านกาแฟ อุปกรณ์ทำความสะอาด ระบบ POS เพื่อช่วยการบริหารหน้าร้านฯลฯ หมวดอุปกรณ์สำหรับร้านเบเกอรี่ อาทิ เครื่องนวดแป้ง เตาอบ เครื่องบด แป้งเค้กวัตถุดิบแต่งหน้าเค้ก หมวดชา หมวดอุปกรณ์สำหรับเปิดร้านไอศครีม อาทิ เครื่องทำเจลาโต้ ผงทำไอศครีม ผงมัทฉะชากัญชา ไข่มุกสำหรับทำชานมไข่มุกไต้หวัน รวมไปถึงเครื่องทำน้ำแข็ง ตู้เย็น/ตู้แช่ และตู้โชว์เค้กอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีบรรจุภัณฑ์ชนิดต่างๆ ทุกรูปแบบ รวมถึงภาชนะถ้วย แก้ว ใส่เครื่องดื่มอีกหลากหลายประเภท”
นายกวินกล่าวเพิ่มเติมว่า งานแสดงในปีนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมกิจกรรมไว้มากมายเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้ซื้อ/ผู้เข้าชมงาน

ด้วยการเนรมิตโซน “Champion Village” ที่ร่วมกับสมาคมบาริสต้าไทย จะเชิญแชมป์บาริสต้าไทยและแชมป์โลก จากอดีตถึงปัจจุบัน มานำเสนอเทคนิคการชงกาแฟฉบับซิกเนเจอร์ นับเป็นครั้งแรกของการรวมตัวแชมป์บาริสต้า

อีกหนึ่งไฮไลท์โซนคือ “Coffee Traveler Adventure Camp” โดยร่วมกับนิตยสาร Coffee Traveler จัดให้คนรักกาแฟได้ดื่มด่ำกับวิถีสโลว์บาร์สไตล์ชาวแคมป์ จิบกาแฟ กินขนมคลุกเคล้าดนตรีสดในบรรยากาศผ่อนคลาย พร้อมเสวนาแบบเจาะลึกของคนในวงการกาแฟและเทรนด์กาแฟในอนาคต พร้อมช็อปสินค้ากาแฟ เบเกอรี่และสินค้าสำหรับแคมป์ปิ้ง รวมถึงการร่วมสนุกกับการประกวดภาพถ่ายชิงรางวัล
“ในโอกาสนี้ผมจึงอยากขอเชิญผู้ประกอบการและคนรักกาแฟเข้าร่วมกิจกรรม ทดสอบความหอมกลมกล่อมของกาแฟกัวเตมาลาที่ทั่วโลกต่างชื่นชอบ สัมผัสบรรยากาศ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ในงานนี้” นายกวินกล่าว
นายกวินกล่าวต่อไปว่า ในงานยังมีโซนโรงคั่ว Café Hopping Street ซึ่งได้รวบรวมโรงคั่วที่หลากหลายมาไว้ในงานให้ผู้ชมงานได้ชิมและช็อปเมล็ดกาแฟในราคาพิเศษสุด และยังมีเวิร์คช็อป สอนคอร์สบาริสต้าสูตรเร่งรัดเพื่อการเปิดร้านกาแฟ นำโดยแชมป์นักชงกาแฟหลายสมัย “จีจี้ แม่มดนักชง” 

สำหรับเบเกอรี่ นายกวินกล่าวว่า เชฟระดับปรมาจารย์ “เชฟเดช แสงศรีจันทร์” ผู้ก่อตั้งและอดีตนายกสมาคมเบเกอรี่แห่งประเทศไทย จะมาสาธิตสดเมนูเบเกอรี่ ที่การันตีความประทับใจว่าอร่อยจริง ทำง่าย ขายคล่อง พร้อมแจกสูตรเพื่อให้เอาไปใช้ในธุรกิจได้

กิจกรรมอื่นๆ ประกอบด้วย เวิร์คช็อปสอนทำไอศครีมเจลาโต้ การจับคู่ขนมและเครื่องดื่มแบบ High Tea
“ปีนี้เป็นปีพิเศษ ที่บริษัทฯ รังสรรค์สินค้าจากทุกมุมโลก และกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับธุรกิจ กาแฟ ชา เบเกอรี่ และไอศครีม และคาดว่าจะมีเงินสะพัดในงานกว่า 500 ล้านบาท” นายกวินกล่าวเน้น
ผู้ประกอบการและคนรักกาแฟ ชา เบเกอรี่ และไอศกรีม เข้าชมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ และผู้เข้าชมงานทุกคนยังมีโอกาสลุ้นรับรางวัลใหญ่ติดตามกติกาและผลการประกาศรางวัลได้ที่ เฟสบุ๊ค @ThailandCoffeeShow

ปฏิทินข่าว ” งานประกาศผลและพิธีมอบรางวัลชนะเลิศการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ครั้งที่ 1 (2564) “

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะจัดงานประกาศผลและพิธีมอบรางวัลชนะเลิศการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ครั้งที่ 1 (2564) โดยได้รับเกียรติจาก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ในวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.30 น. ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ * * * * * * * * *

พาณิชย์ – DITP เปิด 6 คลีนิค เสริมแกร่งแบรนด์ไทยสู่การค้าโลกผ่านกิจกรรม “T MARK ONLINE CLINIC”


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิด 6 คลีนิค “T MARK ONLINE CLINIC” เพื่อให้คำปรึกษา เจาะลึกทุกข้อสงสัย เกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ T Mark เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยยุค New Normal เพิ่มโอกาสแข่งขันในตลาดการค้าโลก ตามแนวคิด BCG Economy

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยการเสริมสร้างองค์ความรู้เศรษฐกิจการค้ายุคใหม่ ให้เกิดการพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะด้านการสร้างแบรนด์ และการสร้างโมเดลการค้าใหม่ให้ขยายตลาดด้วยเทคโนโลยีและการค้าออนไลน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการทุกระดับให้มีความพร้อมที่จะปรับตัว สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทการค้าโลกที่มีแนวโน้มนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อกีดกันทางการค้า
นอกจากนี้ กรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมผู้ประกอบการด้วยการมอบเครื่องหมาย Thailand Trust Mark (T Mark) ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่การันตีถึงคุณภาพ ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้าและบริการไทย ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานการผลิต คำนึงถึงสังคม แรงงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อม สอดรับไปกับบริบทการค้าโลก จึงทำให้ผู้ประกอบการที่ขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark เกิดการปรับตัวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การขอรับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถแข่งขันและก้าวข้ามข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศได้เพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกัน T Mark ยังเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกันตามแนวคิด BCG Economy
โดยในปี 2565 นี้ กรมฯ ได้จัดโครงการดังกล่าวเป็นปีที่ 10 ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้ตราสัญลักษณ์ T Mark จำนวน 233 บริษัท ซึ่งมีผู้สมัครใหม่ และขอต่ออายุ (ต่ออายุทุก 3 ปี) เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี รวมถึงรัฐบาลให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย BCG Economy กรมฯ จึงตั้งเป้าให้มีผู้สมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 20 โดยได้จัดให้มีกิจกรรม T Mark Online Clinic ขึ้น เพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ
ในการขอตราสัญลักษณ์ T Mark ผ่านช่องทางออนไลน์ แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ
“กิจกรรม T Mark Online Clinic ในรูปแบบออนไลน์ จำนวน ๕ ครั้ง เป็นการเสริมแกร่งให้แก่แบรนด์ไทย ให้คำปรึกษาแบบเชิงลึก แบบตัวต่อตัว พร้อมทั้งแนะนำเทคนิคการสมัครขอรับตรา T Mark เพื่อเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการ สามารถแข่งขันในตลาดการค้าโลกได้ โดยมีกำหนดจัดกิจกรรม T Mark Online Clinic ดังนี้ ครั้งที่ 1 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 ครั้งที่ 2 วันที่ 4 มีนาคม 2565 ครั้งที่ 3 เดือนพฤษภาคม 2565 ครั้งที่ 4 เดือนมิถุนายน 2565 และครั้งที่ 5 เดือนกรกฎาคม 2565 โดยภายในกิจกรรม แบ่งเป็น 6 คลินิค ได้แก่ คลินิค Thailand Trust Mark
ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการขอรับเครื่องหมายและต่ออายุเครื่องหมายตราสัญลักษณ์ T Mark คลินิค DITP 1169
ให้คำปรึกษาสำหรับผู้สนใจสอบถามรายละเอียดสมัครเป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ คลินิค Fair Labour ให้คำปรึกษาด้านการขอใบรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001-2563) คลินิค Green Industry
ให้คำปรึกษาด้านการขอใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) คลินิค CSR-DIW ให้คำปรึกษามาตรฐานหลักเกณฑ์ CSR-DIW ในการทำธุรกิจที่ต้องคำนึงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน และ คลินิค EXIM Bank ให้คำปรึกษาสินเชื่อเพื่อการส่งออก”

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจ T Mark Online Clinic ครั้งที่ 1 สามารถลงทะเบียนสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มกราคม 2565 รายละเอียดการสมัครตาม QR Code เริ่มให้คำปรึกษาทางออนไลน์ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.30-17.00 น. และสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจขอรับตราสัญลักษณ์ และขอต่ออายุการใช้ตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark สามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 มีนาคม 2565 ทางเว็ปไซต์ http://www.thailandtrustmark.com โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 กุมภาพันธ์ 2565

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ส่งออกศึกษา 11 เทรนด์สำคัญที่มีผลต่อการทำตลาดเครื่องสำอางในจีน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย 11 เทรนด์สำคัญที่มีผลต่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอางในจีน แนะผู้ส่งออกไทยศึกษาและใช้ประโยชน์ในการขยายตลาดเข้าสู่ตลาดจีน ชี้จีนเพิ่มความสำคัญเครื่องสำอางเด็ก คุมเข้มวัตถุดิบ เร่ง R&D เครื่องสำอางชะลอวัยโตแรง เครื่องสำอางผู้ชายขยายตัวสูง การแข่งขันรุนแรงขึ้น มีการระดมทุนเพิ่ม ใช้ Virtual Influencer โปรโมต ขายออนไลน์ ออฟไลน์เริ่มชะลอตัว Douyin ยังเป็นแพลตฟอร์มหลัก และแบรนด์หันไลฟ์สดขายสินค้าเอง

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมฯ ติดตามสถานการณ์และโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการของไทย และกรมฯ ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงแนวโน้มสำคัญที่จะมีผลต่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอางของจีน และโอกาสทางการค้า การส่งออกสินค้าเครื่องสำอางของไทยเข้าสู่ตลาดจีน

ทั้งนี้ เว็บไซต์ CBN Data ได้เปิดเผย 11 แนวโน้มสำคัญที่มีผลต่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอางจีน ได้แก่
1.ความปลอดภัยในเครื่องสำอางเด็ก ตั้งแต่ 1 ม.ค.2565 คณะกรรมการอาหารและยาของจีนได้ออกข้อกำหนดในการจัดการคุณภาพการผลิตเครื่องสำอางเด็กอย่างเข้มงวด หากมีการกระทำผิด จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง และตั้งแต่ 1 พ.ค.2565 เครื่องสำอางเด็กที่ขอขึ้นทะเบียน จะได้รับโลโก้พิเศษ Xiaojindun เพื่อการันตีคุณภาพและความปลอดภัย
2.วัตถุดิบที่นำมาผลิตเครื่องสำอางทุกชนิดต้องขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถติดตามที่มาของวัตถุดิบและติดตามตัวผู้ผลิต 3.การแข่งขันด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ที่หลายแบรนด์หันมาลงทุนมากขึ้น 4.สินค้าเครื่องสำอางประเภทชะลอวัย (Anti-aging) มีการเติบโตเพิ่มขึ้น และมีการขึ้นทะเบียนมากที่สุดในปี 2563 เกือบ 5,000 รายการ
5.น้ำหอม เครื่องสำอางสำหรับผู้ชาย ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก มีแนวโน้มเติบโต คาดว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าถึง
5.4 แสนล้านหยวน 6.การแข่งขันของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในตลาดจีนสูงขึ้น แบรนด์ขนาดกลางและเล็กปิดตัว
ลงถึง 26 กิจการในปี 2564 และปี 2565 คาดว่าจะปิดตัวน้อยลง และมีแบรนด์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น 7.การระดมทุนของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีโอกาสเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง 8.การใช้ Virtual Influencer ในการทำกิจกรรมโปรโมตสินค้า 9.การขายออนไลน์และออฟไลน์เริ่มชะลอตัว 10.Douyin ยังคงเป็นช่องทางการทำการตลาดหลักของเครื่องสำอาง และในปัจจุบันแพลตฟอร์ม Douyin มีร้านค้าบนแพลตฟอร์มกว่า 600 ล้านร้านค้า และ 11.แบรนด์หันมาจัดไลฟ์สดเอง แทนการจ้าง KOL

นางสาวอรนุช วรรณภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ เมืองกวางโจว

กล่าวว่า ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในจีนมีแนวโน้มผันผวน เนื่องจากการควบคุมคุณภาพของสินค้าที่เข้มงวดขึ้น
แต่ความต้องการสินค้าเครื่องสำอางในจีนยังมีช่องว่างที่สามารถเติบโตได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่องสำอางประเภทชะลอวัย เครื่องสำอางสำหรับผู้ชาย สินค้าน้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เป็นต้น จึงเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยที่จะศึกษา 11 แนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางนี้ เพื่อพัฒนาสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคจีน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า อีกทั้งยังต้องศึกษาขั้นตอนการขออนุญาตนำเข้าเครื่องสำอางในจีนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อลดอุปสรรคในการนำเข้าสินค้าสู่ประเทศจีน
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
3 กุมภาพันธ์ 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น