“พาณิชย์-DITP” จับมือห้างดองกี้จัดส่งเสริมการขายสินค้าเกษตร-ข้าวไรซ์เบอรี่ 2 วัน ฟันยอดขายกว่า 4 ล้าน


นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า

ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” และยุทธศาสตร์เมืองรอง และกรมฯ ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ เดินหน้าดำเนินการ ล่าสุดทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ ณ กรุงโตเกียว และนครโอซากา ญี่ปุ่น ได้เดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป ผลไม้ และข้าว ร่วมกับห้าง Discount Store ชั้นนำ Don Quijote (ห้างดองกี้) โดยได้จัดกิจกรรม Thai Fair ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง โดยมีสาขาที่ร่วมรายการ จำนวน 15 สาขา ได้แก่ กรุงโตเกียว 2 สาขา จังหวัดคานางาวะ 3 สาขา จังหวัดชิบะ 2 สาขา จังหวัดไซตามะ 2 สาขา จังหวัดอิบารากิ 1 สาขา จังหวัดนากาโนะ 1 สาขา จังหวัดชิซูโอกะ

2 สาขา จังหวัดฟุกุชิมะ 1 สาขา และนครโอซากา 1 สาขา สำหรับสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีการนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายในช่วงกิจกรรมนี้ได้แก่

ส้มโอ น้ำส้มโอ มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงน้ำดอกไม้ดิบ น้ำปลาหวาน ทุเรียนสด ทุเรียนแช่แข็ง ลำไยแช่แข็ง ขนุนแช่แข็ง มะขามหวาน กระเจี๊ยบ ข้าวโพดอ่อน และน้ำมะพร้าวสดในลูกมะพร้าว Coco Thumb เป็นต้น และยังเป็นครั้งแรกที่มีการนำเข้าข้าวไรซ์เบอร์รี่มาจำหน่ายในห้างดองกี้ของญี่ปุ่นด้วย “การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้ผลตอบรับที่ดีมาก โดยในช่วงการจัดกิจกรรม 2 วัน มีมูลค่าการขายสินค้าไทย รวมกว่า 4 ล้านบาท และภายหลังการจัดกิจกรรม ยังได้รับความสนใจจากห้างดองกี้ ที่จะนำเข้าสินค้าไทยมาจำหน่ายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นด้วย”นายภูสิตกล่าว

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้างดองกี้ดังกล่าว เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยสินค้าที่นำเข้าไปจำหน่าย ได้รับการเชื่อมโยงระหว่างทูตพาณิชย์ ซึ่งเป็นเซลส์แมนประเทศ ทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด ซึ่งเป็นเซลส์แมนจังหวัด ทำการคัดเลือกสินค้าจากจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย ซึ่งได้ช่วยส่งเสริมให้สินค้าเกษตร และเกษตรแปรรูปของไทย เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้ต่อเนื่อง
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
22 กุมภาพันธ์ 2565

“พาณิชย์-DITP”ชี้ช่องส่งออก “ผลไม้ไทย” เจาะตลาดอิตาลี


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้า “ผลไม้ไทย” มีโอกาสส่งออกเจาะตลาดอิตาลี
หลังปัจจุบันผู้บริโภคนิยมบริโภคผลไม้นำเข้ามากขึ้น เผยมะม่วงสุก ทุเรียน และมะขาม มีโอกาสสูง โชว์สถิติล่าสุด
พบทุเรียนขยายตัวสูงถึง 305% แนะการส่งออกต้องคุมคุณภาพ ปฏิบัติตามขั้นตอนนำเข้าสหภาพยุโรป ให้ความสำคัญแพกเกจจิ้งปกป้องสิ่งแวดล้อม
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าผลไม้ไทย ตามนโยบายการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกปี 2565 โดยได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน ถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าผลไม้ของไทยเข้าสู่ตลาดอิตาลี เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่ผู้บริโภคชาวอิตาลีหันมาบริโภคผลไม้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากเดิมที่การบริโภคผลไม้ มักจะนิยมรับประทานในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญเท่านั้น เนื่องจากราคาสูงและหาซื้อได้ค่อนข้างยาก แต่ปัจจุบันที่ผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้ง่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความคุ้นเคยในการรับประทานผลไม้จากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

สำหรับผลไม้จากต่างประเทศที่วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ต พบว่า ส่วนใหญ่นำเข้าจากอเมริกาใต้ แต่ทางทูตพาณิชย์รายงานว่า ผลไม้สดของไทยมีโอกาสในการขยายส่วนแบ่งในตลาดผลไม้สดในอิตาลี เห็นได้จากการที่ผู้นำเข้าอิตาเลียนสนใจนำเข้าผลไม้สดจากไทยเพิ่มขึ้น ได้แก่ มะม่วงสุก ทุเรียน และมะขาม
โดยปัจจุบันอิตาลีมีการนำเข้าผลไม้สดจากไทย ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง มะขามหวาน แก้วมังกร มังคุด ขนุน และเงาะ เป็นต้น และส่วนใหญ่วางจำหน่ายในร้านค้าเอเชีย มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 12–30 ยูโร/กิโลกรัม

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนม.ค.-ก.ย.2564 อิตาลีนำเข้าผลไม้สดจากไทยมีมูลค่า 543,905 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 73% ซึ่งทุเรียน มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากที่สุดมูลค่า 306,029 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 305% “จากความต้องการผลไม้นำเข้าที่เพิ่มขึ้น กรมฯ มั่นใจว่าตลาดอิตาลีจะเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่สำคัญตลาดหนึ่งของไทย แต่เกษตรกรและ
ผู้ส่งออกต้องควบคุมคุณภาพของสินค้าและปฏิบัติตามขั้นตอนการนำเข้าผลไม้สดมายังสหภาพยุโรป และควรให้ความสำคัญในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ หรือย่อยสลายได้ง่าย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง
ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคในอิตาลี”นายภูสิตกล่าว

นางสาวอนงค์นารถ มหาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมิลาน อิตาลี กล่าวว่า ผลไม้จากต่างประเทศ ที่ได้รับความนิยมในอิตาลีในปัจจุบัน ได้แก่ อาโวคาโด มะม่วง มะพร้าว มะละกอ สับปะรด และผลไม้อื่น ๆ เป็นต้น โดยช่องทางจำหน่าย ได้แก่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าเอเชีย ร้านค้า Discount และร้านค้าปลีกทั่วไป ส่วนการซื้อผลไม้สด ผู้บริโภคนิยมซื้อผลไม้ที่บรรจุในภาชนะเรียบร้อยมากกว่า
เลือกชั่ง เพราะมองว่ามีความปลอดภัย สะอาด ป้องกันการกระแทก ลดการเน่าเสีย และยังตระหนักถึงความสำคัญ
ด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเลือกบรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
21 กุมภาพันธ์ 2565

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเดินหน้าติดอาวุธทีม Salesman จังหวัด “เพื่อเป็นหัวจักรสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลักดันผู้ประกอบการในท้องถิ่น ส่งออกผ่านการเจรจาธุรกิจออนไลน์”

17 กุมภาพันธ์ 2565 : นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าจากนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านการตลาดระดับจังหวัด หรือทีมเซลล์แมนจังหวัด (Salesman จังหวัด) ขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาคให้มีฐานรากที่เข้มแข็งในระดับประเทศ และเตรียมความพร้อมเพื่อต่อยอดโอกาสทางการค้าไปยังเวทีการค้าสากลในระดับนานาชาติ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือสถาบัน NEA น้อมรับนโยบายดังกล่าว โดยจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Salesman จังหวัด Go-Inter รุ่นที่ 2 ขึ้นในระหว่างวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อติดอาวุธและยกระดับองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่มีความจำเป็นและสำคัญ อาทิ แนวคิด
ในการดำเนินธุรกิจการค้าที่เป็นสากล
การบริหารโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนทางการค้า การสร้าง Content เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ ตลอดจนทักษะการเจรจาธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) ให้แก่ทีมเซลล์แมนจังหวัด ซึ่งประกอบไปด้วย พาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สภาเกษตรกรจังหวัด และสมาชิกกลุ่ม MOC Biz Club จังหวัด เป็นต้น เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาภาคเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาค รวมถึงถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs ให้สามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการในท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะในแต่ละพื้นที่ และนำเสนอผ่านการตลาดอิทธิพลทางสื่อออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า Soft Power เพื่อไปสู่ตลาดสากลในอนาคต

การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Salesman จังหวัด Go-Inter จัดขึ้นครั้งแรกในช่วงเดือนเมษายน 2564 มีทีม เซลล์แมนจังหวัดเข้าร่วมอบรมจำนวน 381 ราย โดยที่ในปีเดียวกันนั้นทีมเซลล์แมนจังหวัดและเซลล์แมนประเทศ (ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์) ได้ร่วมมือกันสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านการเจรจาธุรกิจออนไลน์แล้วมากกว่า 100 คู่เจรจา เกิดมูลค่าการสั่งซื้อมากกว่า 1,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพของสินค้าท้องถิ่นของประเทศไทยที่สามารถก้าวไปสู่ตลาดโลกได้ในอนาคต

“การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Salesman จังหวัด Go-Inter รุ่นที่ 2 ในปีนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบัน NEA ได้ขยายกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการให้ครอบคลุมผู้ประกอบการทั้งระดับ SMEs และ Micro SMEs ที่มีความพร้อมและสนใจในการส่งออกสินค้า ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีมากมีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม ในครั้งนี้กว่า 600 ราย นอกจากนี้สถาบัน NEA ยังได้เพิ่มกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่เปิดโอกาสให้ ทีมเซลล์แมนจังหวัดและผู้ประกอบการได้ฝึกทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน พร้อมทั้งนำความรู้จากการฝึกอบรมไปปรับใช้และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้มั่นคง และยั่งยืนต่อไปในอนาคต” นายภูสิตกล่าว


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 กุมภาพันธ์ 2565

เปิดตัวเหรียญ “YES” วันแรก ราคาพุ่งเกือบเท่าตัว!

“ยืมมั้ย” จับมือ “บิทคับ บล็อคเชน” พร้อมลุยให้เช่าสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งแรกในไทยเต็มกำลัง

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – “ยืมมั้ย” (Yuemmai) ผู้ให้บริการด้านสินค้าไอที โทรคมนาคม การเงินดิจิทัล และเทคโนโลยี และ บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี (Bitkub Blockchain Technology) ผู้สร้างและดำเนินการ Bitkub Chain เครือข่าย Blockchain ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของไทย เปิดตัว “YES” (เยส) โทเคนใหม่ล่าสุด พร้อมแพลตฟอร์ม “ยืมมั้ย.digital” ให้บริการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้ครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 โชว์ความสำเร็จก้าวแรกมูลค่าเหรียญ ณ วันเปิดตัว 28 บาท พุ่งสูงเกือบเท่าตัวถึง 43 บาทเพียงข้ามคืน เตรียมลุยปั้นเหรียญ YES เต็มกำลัง ชูไฮไลท์สามารถใช้เหรียญในชีวิตจริงได้ผ่านการยืมสินค้าและบริการใน Ecosystem ของเครือ “ยืมมั้ย” และตั้งเป้าขยายตัวสู่เหรียญตลาดอาเซียนภายในปี 2566

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับเหรียญ “YES” ผลงานความร่วมมือเขย่าวงการคริปโตฯ เมืองไทย ระหว่าง บริษัท ยืมมั้ย (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด รวมถึงพันธมิตรสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีแถวหน้าของประเทศไทยอย่าง บริษัท ฟินสเตเบิ้ล จำกัด และ บริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด ภายใต้มูลค่าลงทุนกว่า 500 ล้านบาท โดยมูลค่าเหรียญ YES เริ่มต้น 28 บาท (ณ วันเปิดตัว) จากนั้นราคาได้พุ่งสูงสุดถึง 43 บาทภายในวันเดียวกัน Marketcap อยู่ที่ 206.3 ล้านบาท Total Lending 6.7 ล้านบาท และ Total Borrowing 4,500 บาท สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของเหรียญต่อนักลงทุนคริปโตเคอเรนซี

เหรียญ YES เป็นโทเคนที่ได้รับการรับรองโดย บิทคับ เชน (Verified by Bitkub Chain) โดยเป็นเหรียญที่นำมาใช้ในชีวิตจริงได้ สามารถใช้ยืมสินค้าและบริการที่อยู่ใน Ecosystem ในเครือ “ยืมมั้ย โฮลดิ้ง” ได้แก่ เครดิตซิม, ยืมมั้ย Finance, ยืมมั้ย Online, และ ยืมมั้ย Blockchain โดยลูกค้าและผู้ใช้บริการของ “ยืมมั้ย โฮลดิ้ง” จะได้รับรางวัลเป็นเหรียญ YES เพื่อนำไปใช้ค้ำประกันการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม “ยืมมั้ย.digital” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการให้เช่าสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนในโลกดิจิทัลได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่ถือเหรียญ YES ครบ 10 เดือนสามารถซื้อ-ขาย (เทรดได้) ในตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (List on bitkub Exchange) โดยหลังจากนี้ “ยืมมั้ย” มีแผนพัฒนาเหรียญ YES ให้เป็นเหรียญที่สามารถโหวต และมีสิทธิ์ในระบบการเทรดได้อย่างโปร่งใส (Governance Function) ในอนาคต


สำหรับแพลตฟอร์ม “ยืมมั้ย.digital” เป็นแพลตฟอร์มที่ผสมผสานระหว่างการเงินแบบรวมศูนย์และแบบกระจายศูนย์ (CeDeFi) ครั้งแรกในไทย ได้รับการพัฒนาโดย บริษัท ฟินสเตเบิ้ล จำกัด (Finstable) บริษัทฟินเทคที่อยู่ระหว่างขอรับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 100 ล้านบาท โดย CeDiFi เป็นระบบสมาร์ทคอนแทรคอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ ซึ่งใช้ข้อดีของระบบ Centralized ผสานข้อดีของระบบ Decentralized มีความปลอดภัยสูงเพราะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการลูกค้า 24 ชั่วโมง และทำให้ลูกค้าได้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน แพลตฟอร์ม “ยืมมั้ย.digital” เปรียบเสมือนเป็นมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ของค่ายสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ โดยเหรียญสกุลแรกที่จะเปิดให้เช่า คือ KUSDT (เหรียญในตระกูล Bitkub Next) ตามมาด้วยสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า 6 สกุล ที่รู้จักกันอย่างดีบนกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซี


ค่าเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลคิดเป็นร้อยละ 30 ต่อปีของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่เช่าไป ผ่านการพิจารณาจำนวนเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้เช่าสามารถเช่าได้ด้วย ระบบ Credit Scoring ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาของ บริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด สตาร์ทอัพผู้พัฒนาแอปพลิเคชันผลิตภัณฑ์ทางการเงินบนมือถือที่ได้รับใบอนุญาตพิโกไฟแนนซ์จากกระทรวงการคลัง ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำและทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การสมัครสินเชื่อที่ดีที่สุด นายสุทธิเกียรติ กิตติภัทรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยืมมั้ย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เหรียญ YES คือก้าวแรกของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการพัฒนาระบบการตลาดของ “ยืมมั้ย” เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และมอบผลตอบแทนให้กับลูกค้ายืมมั้ย ที่อยู่ใน Ecosystem ภายใต้ร่มของ “ยืมมั้ย โฮลดิ้ง” และทำให้เหรียญ YES สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผ่านการยืมสินค้าในเครือยืมมั้ย อาทิ ยืมสินค้าไอที, เครื่องใช้ไฟฟ้า, สมาร์ตโฟน, และรถ และยังสามารถใช้เหรียญ YES เพื่อนำไปใช้ค้ำประกันการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนในโลกดิจิทัลได้ง่ายยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ “ยืมมั้ย” ได้ตั้งเป้าขยายตัวสู่เหรียญตลาดอาเซียนภายในปี 2566 นี้


ผู้สนใจเหรียญ YES สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปบนแพลตฟอร์ม “ยืมมั้ย.digital” และจะได้รับเหรียญ YES AirDrop แจกฟรีให้กับลูกค้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (จนกว่าจะหมด) จำนวนจำกัดเพียง 2,500,000 เหรียญ (75 ล้านบาท)


ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.ยืมมั้ย.digital

Facebook: ยืมมั้ย.digital

รับชมย้อนหลัง  LIVE งานเปิดตัว https://www.facebook.com/siamblockchain/videos/678855876463087

“พาณิชย์-DITP” ผลักดันเส้นใยกัญชงสู่สินค้าแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ เพิ่มมูลค่าส่งออก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้ายกระดับ “เส้นใยและผลิตภัณฑ์จากใยกัญชง” สู่สินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ เพื่อการส่งออกและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เตรียมจัดสัมมนาใหญ่ 25 ก.พ. นี้ เชิญกูรูทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมให้ความรู้เชิงลึก เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

​นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับนโยบาย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ยกระดับการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ทำจากเส้นใยและผลิตภัณฑ์จากใยกัญชง โดยได้เตรียมการจัดงานสัมมนา “มหัศจรรย์เส้นใยกัญชง สู่ตลาดโลก” เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์เชิงลึก และเปิดตัวคู่มือด้านตลาดศักยภาพ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย คู่แข่ง รวมถึงโอกาสในการส่งออก เพื่อวางแผนในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ และการจัดแสดงต้นแบบสินค้า เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งทอกัญชงทั้งในระดับหัตถกรรมจนถึงอุตสาหกรรม ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ในรูปแบบ Hybrid Event (On site & Online) ทั้งนี้ ในการจัดสัมมนา กรมฯ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมให้ความรู้ เช่น นางนิศาบุษป์ วีระบุตร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ , ดร.ชาญชัย ศิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ , นายปิลันธน์ ธรรมมงคล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ , นายจำนง นวสมิตวงค์ ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย , นายเอก ทองประเสริฐ Fashion Designer ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าไทยและเครื่องประดับ , น.ส.วิชชุลดา ปัณฑรานุวงค์ ศิลปินหัวใจสีเขียว ผู้สร้างงานศิลปะจากขยะ , นายอภิรัฐ บุญเรืองถาวร ดีไซเนอร์ไทยเจ้าของรางวัลระดับโลก , ดร.ช่อทิพย์ วิเศษพงษ์พันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสมรรถนะธุรกิจ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม , น.ส.ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ แฟชั่นดีไซน์เนอร์ และน.ส.ดวงฤทัย ภูมิพิเชฐ ผู้ผลิตเส้นใยผ้าทอใยกันชง เป็นต้น “ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักออกแบบ และผู้ที่สนใจ สมัครเข้าร่วมงานสัมมนา “มหัศจรรย์เส้นใยกัญชง สู่ตลาดโลก” เจาะลึกตลาด และโอกาสของเส้นใยกัญชงไทยในตลาดโลก ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 21 ก.พ. 2565 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถอ่านรายละเอียดกำหนดการและสมัครได้ที่ https://forms.gle/kUXXazbCbRaCZ9yv9 หรือสอบถามคุณกนกวรรณ เกษมสุข 081-983-2853 คุณรุ่งนภา จันทร์ทอง 080-298-8984” นายภูสิตกล่าว ก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาต้นแบบสินค้าโครงการพัฒนาและส่งเสริมการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ทำจากเส้นใยและผลิตภัณฑ์จากใยกัญชง ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ โดยกิจกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงลึกให้ผู้ประกอบการในการพัฒนาสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์จากกัญชง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดศักยภาพเป้าหมาย มีผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ มาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งทอจากกัญชง ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะและความพิเศษของสิ่งทอกัญชง การนำไปใช้ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงแนวทางการสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์จากกัญชงที่สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภค โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ผลงาน อาจารย์ นักศึกษา เข้าร่วมการอบรม สำหรับการจัดทำโครงการพัฒนาและส่งเสริมการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ทำจากเส้นใยและผลิตภัณฑ์จากใยกัญชง เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่มีการผลักดันให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพ และมีการส่งเสริมการปลูกกัญชงให้สามารถนำประโยชน์จากพืชกัญชงมาใช้ในเชิงพาณิชย์ และนโยบายนายจุรินทร์ ที่ต้องการเพิ่มโอกาสการส่งออกให้กับสินค้ารายการใหม่ ๆ กรมฯ จึงได้ร่วมมือกับสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อศึกษาความต้องการของตลาดต่างประเทศเชิงลึก และนำมาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
16 กุมภาพันธ์ 2565

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้โดยสาร เปิดจำหน่ายบัตรโดยสารประเภทรายเดือน 30 วัน 30 เที่ยว ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้โดยสารจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสารเปิดจำหน่ายบัตรโดยสารประเภทรายเดือน 30 วัน 30 เที่ยว ที่ถือว่ามีความประหยัด และคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้โดยสารจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มเปิดจำหน่ายบัตรโดยสารประเภทรายเดือน 30 วัน 30 เที่ยว ที่ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้โดยสาร และเป็นทางเลือกที่มีความประหยัด และคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้โดยสารจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เนื่องจากบัตรโดยสารประเภทรายเดือน 30 วัน 30 เที่ยว ราคา 750 บาท (ราคานี้ไม่รวมค่าธรรมเนียมการออกบัตร 50 บาท) หากคำนวณแล้วจะเฉลี่ยเที่ยวละ 25 บาท เดินทางจากรังสิต – ตลิ่งชัน ระยะทาง 41 กิโลเมตร ประหยัดสูงสุดเพียง 0.60 บาทต่อกิโลเมตร สำหรับข้อกำหนดการใช้บัตรโดยสารประเภทรายเดือน 30 วัน 30 เที่ยว มีดังนี้

: ผู้โดยสารจะไม่สามารถขอคืนเงินได้ในทุกกรณี
: ผู้โดยสารสามารถเติมมูลค่าเที่ยวเดินทางได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารเท่านั้น
: วันหมดอายุ 30 วันจะเริ่มนับตั้งแต่เข้าใช้งานครั้งแรก
: เมื่อซื้อบัตรโดยสารแล้วจะต้องใช้เดินทางภายใน 45 วัน มิฉะนั้นจำนวนเที่ยวเดินทางจะถูกตัดเหลือ 0 เที่ยว ,
: หากบัตรโดยสารวันหมดอายุหรือเที่ยวเดินทางหมด สามารถเติมเที่ยวใหม่ได้ ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯกำหนด
: กรณีเติมเที่ยวเดินทาง จะนับวันหมดอายุของบัตรโดยสารใหม่ทันที
: กรณีเติมเที่ยวเดินทางต้องมีเที่ยวเดินทางคงเหลือน้อยกว่า 50 เที่ยว

โดยหลังจากเปิดจำหน่ายบัตรดังกล่าววันแรกปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้โดยสารสอบถามเพื่อหาซื้อบัตรดังกล่าว เป็นจำนวนมาก

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“พาณิชย์-DITP” แนะผู้ส่งออกเตรียมใช้ศูนย์ขนส่งและโลจิสติกส์ The Gulu เจาะซูดานใต้-คองโก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ส่งออกจับตาศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์
The Gulu ที่กำลังเติบโต ชี้เป็นโอกาสในการทำตลาดในยูกันดา ซูดานใต้ และคองโก คาดหลังศูนย์ฯ เปิดดำเนินการ มูลค่าการค้าไทยกับซูดานใต้และคองโกขยายตัวเพิ่มขึ้นแน่

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจเส้นทางโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกให้กับสินค้าของไทย

โดยกรมฯ ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา
ถึงการพัฒนาศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ The Gulu ที่จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างยูกันดา
ซูดานใต้ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และการเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกของไทย
เข้าสู่ยูกันดา ซูดานใต้ และคองโก ได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ The Gulu มีมูลค่า 29 ล้านเหรียญสหรัฐ ถูกสร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการขนส่งและอุปสรรคทางการค้าต่าง ๆ ที่ยูกันดาต้องเผชิญในการส่งสินค้าออกไปยัง ซูดานใต้ และคองโก โดยศูนย์ฯ แห่งนี้ จะจัดหาตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าชนิดแยกหีบห่อ (Break-bulk)
การจัดการสินค้า ตลอดจนการจัดเก็บ ซึ่งรวมไปถึงสินค้าทัณฑ์บนและสินค้าที่ต้องชำระภาษี อีกทั้งยังบริการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือตัวแทนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า
“การก่อสร้างและพัฒนาศูนย์กลางการขนส่ง The Gulu ดังกล่าว มีผลให้ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าไปยังประเทศคองโกและซูดานใต้ ก่อให้เกิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ตามมาเป็นอันมาก เนื่องจากหากต้นทุนการขนส่งลดลง สินค้าที่จะส่งออกไปขายในประเทศข้างต้น ก็จะมีโอกาสทางการตลาดที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการใหม่ ๆ ได้เพิ่มขึ้น จากราคาปลายทางที่น่าจะลดลง ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยที่สนใจจะทำตลาดในยูกันดา ซูดานใต้ และคองโก ควรทราบถึงการพัฒนาของเส้นทางดังกล่าว เพราะอาจจะมีความต้องการสินค้านำเข้าจากไทยใน
2 ประเทศนี้มากขึ้นตามไปด้วยในอนาคต”นายภูสิตกล่าว

​ นายณัฐพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี เคนยา
กล่าวว่า ความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างเคนยาและยูกานดาที่มีในปัจจุบัน อาจส่งผลให้การพัฒนาเส้นทางดังกล่าวมีความล่าช้ากว่าที่ควร ซึ่งสำนักงานฯ จะได้ติดตามและรายงานให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทราบเป็นระยะ แต่ถ้าการพัฒนาศูนย์ฯ มีความคืบหน้า ก็จะช่วยส่งเสริมให้การค้าไทยกับ 2 ประเทศนี้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้น
จากปัจจุบันปี 2564 ที่มีการนำเข้าสินค้าไทยกว่า 1,800 ล้านบาท
โดยซูดานใต้ มีสินค้าที่นำเข้าจากไทย เช่น อะไหล่รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พลาสติก ขณะที่คองโกมีการนำเข้าสินค้าจากไทย เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์พลาสติก สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง อะไหล่รถยนต์ เป็นต้น
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
15 กุมภาพันธ์ 65

“พาณิชย์-DITP” จัดกิจกรรม CSR โปรโมต “ข้าวหอมมะลิไทย” ในมณฑลฝูเจี้ยน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มอบทูตพาณิชย์โปรโมตข้าวไทยในจีน เผยล่าสุดจัดกิจกรรม CSR บริจาค “ข้าวหอมมะลิไทย” ให้แก่สหพันธ์สตรี และมูลนิธิพัฒนาสตรีและเด็กมณฑลฝูเจี้ยน มั่นใจนอกจากตอบแทนสังคม ยังช่วยสร้างการรู้จักข้าวไทย ตามยุทธศาสตร์เจาะเมืองรอง และส่งผลดีต่อการส่งออกข้าวไทยในอนาคต

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการประชาสัมพันธ์และเร่งขยายตลาดข้าวไทย ซึ่งกรมฯ ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการจัดกิจกรรม CSR เพื่อบริจาคข้าวหอมมะลิไทย และการโปรโมตข้าวหอมมะลิไทยเข้าสู่มณฑลฝูเจี้ยนว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ข้าวหอมมะลิไทย
มีโอกาสที่จะส่งออกได้เพิ่มขึ้น

โดยการจัดกิจกรรม CSR ในครั้งนี้ ทูตพาณิชย์ ณ เมืองเซี่ยเหมิน ได้ร่วมกับบริษัท Xiamen Mifeng C&O Trading จำกัด บริจาคข้าวหอมมะลิไทย ยี่ห้อกระต่ายทอง (Golden Rabbit) จำนวน 10 ตัน ภายใต้ธีม “ข้าวหอมจากหมื่นลี้ ทุกเม็ดเป็นความรัก” ณ เทศบาลอำเภอเสียผู่ เมืองหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน ให้แก่สหพันธ์สตรีมณฑลฝูเจี้ยน มูลนิธิพัฒนาสตรีและเด็กมณฑลฝูเจี้ยน เพื่อบริจาคต่อให้แก่สตรีและเด็กที่ยากลำบากในจีน ทั้งในมณฑลฝูเจี้ยน
เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย และเขตปกครองตนเองทิเบต

“การจัดกิจกรรม นอกจากเป็นกิจกรรมตอบแทนสังคมแล้ว ยังเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์ข้าวของไทยไปยังพื้นที่ ๆ ยังไม่ค่อยรู้จักข้าวไทย ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์กรมฯ ที่จะให้ความสำคัญกับการเจาะตลาดเมืองรอง ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของข้าวหอมมะลิไทย เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออกในอนาคต โดยกรมฯ ยังได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทำการจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจให้แก่ผู้นำเข้าข้าวกับผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่มีเครือข่ายซุปเปอร์มาเก็ตหลายแห่ง เพื่อช่วยขยายช่องทางการกระจายสินค้าข้าวของไทย รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เช่น ผลไม้ เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น ให้เข้าสู่ตลาดท้องถิ่นเพิ่มขึ้นด้วย”นายภูสิตกล่าว

นางสาวนันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน กล่าวว่า สำนักงานฯ ได้ใช้โอกาสนี้ ทำการประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทย ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในงานประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกปี 2564 และชนะเลิศ 2 ปีติดต่อกัน และยังได้แนะนำวิธีการเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยที่นำเข้าแบบบรรจุถุงสำเร็จจากไทย โดยได้แนะนำตราสัญลักษณ์รวงข้าวสีเขียว โดยกรมการค้าต่างประเทศ และวิธีการดูบาร์โค้ดของสินค้า เป็นต้น ทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จักข้าวของไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงการจัดงาน ได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกับตัวแทนนักธุรกิจสตรีของเมืองหนิงเต๋อ ซึ่งดำเนินธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตในท้องถิ่น มีความสนใจจะจำหน่ายสินค้าของไทย รวมถึงนำสินค้าท้องถิ่นของเมืองหนิงเต๋อไปจำหน่ายในไทย โดยอำเภอเสียผู่ เมืองหนิงเต๋อ เป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายทั้ง ใบชา ผลไม้ อาหารทะเล การเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเล สาหร่าย เป๋าฮื้อ เป็นต้น และยังได้จดทะเบียนแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นแล้ว
ในเบื้องต้น มีความสนใจจะนำข้าวหอมมะลิของไทย มาจำหน่ายเป็นสินค้าระดับพรีเมียมในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพิ่มเติมจากข้าวของไทยที่มีจำหน่ายอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เป็นสินค้าบรรจุสำเร็จจากไทย
ขณะเดียวกัน ได้ติดตามสถานการณ์การนำเข้าข้าวจากไทยกับนาย Guo Xiao Hui ผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Xiamen Mifeng C&O Trading จำกัด ให้ข้อมูลว่า ในปี 2564 มีการนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยประมาณ 5,000 ตัน น้อยกว่าปีปกติ เพราะต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้สินค้าขาดแคลนชั่วคราว แต่ปี 2565
ได้ตั้งเป้าจะนำเข้าประมาณ 8,000 ตัน
นาง Yang Li Qing ประธานมูลนิธิพัฒนาสตรีและเด็กมณฑลฝูเจี้ยน กล่าวว่า ไทย-จีนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นโดยตลอด ไม่ว่าทางด้านการค้า หรือด้านอื่น ๆ ไทยเป็นพี่น้องและเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดีของจีน การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สามารถกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน หวังว่าทั้ง 2 ประเทศ จะมีความร่วมมือได้มากขึ้นต่อไป ทั้งนี้ ยังได้ขอบคุณ สคต.เซี่ยเหมิน และบริษัท Xiamen Mifeng C&O Trading จำกัด ที่ได้นำข้าวหอมมะลิไทยมาบริจาคให้กับชุมชนที่ยากลำบาก เปิดโอกาสให้กลุ่มที่ได้รับมอบข้าวมีโอกาสได้ลิ้มรสข้าวหอมมะลิไทยในช่วงวันตรุษจีนที่จะมาถึงในระยะเวลาอันใกล้นี้
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
14 กุมภาพันธ์ 2565

ข้าวพันธุ์ใหม่! “จุรินทร์” ดัน”ยุทธศาสตร์ข้าวไทย” ได้แล้ว 6 ใน 12 พันธุ์ ลงแปลงนาใน 1 ปี พร้อมเร่งตั้งวอรูมติดตาม”ส่งสู่ตลาดโลก”

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดข้าวพันธ์ใหม่เพื่อการ พาณิชย์ พร้อมด้วยร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ร่วมกับสมาคมผู้รวบรวมและจําหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมสถาบันชาวนาไทย และนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กระทรวงพาณิชย์เมื่อเร็วๆนี้

นายจุรินทร์ กล่าวว่า
งานในวันนี้เกิดขึ้นจากยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 63-67 ที่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และมีตนทำหน้าที่เป็นประธานยกร่าง ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องสมาคมผู้ส่งข้าวไทย สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และเกษตรกร จนกระทั่งยุทธศาสตร์ข้าวไทยบังคับใช้ มีวิสัยทัศน์สำคัญ คือ ประเทศไทยจะต้องเดินหน้าไปสู่การเป็นผู้นำ ด้านการผลิตและการตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก โดยใช้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต เพื่อมุ่งแก้ปัญหา 2 ข้อ 1.ปัญหาการแข่งขันราคา 2.ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวมีน้อยเริ่มสู้ไม่ได้

“ยุทธศาสตร์ข้าวไทยจึงเกิดขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เพื่อให้ต้นทุนต่ำลง ให้สามารถแข่งราคากับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ซึ่งเฉลี่ยต้นทุนการผลิตปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6,000 บาทต่อไร่ จะลดลงภายใน 5 ปีให้เหลือ 3,000 บาทต่อไร่ และผลผลิตต่อไร่ ปัจจุบันเฉลี่ยไร่ละ 465 กิโลกรัม ต้องเพิ่มเป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่
และเพื่อเพิ่มความหลากหลายของข้าวไทยให้ผู้บริโภคโดยเร่งพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่อย่างน้อย 12 พันธุ์ ภายใน 5 ปี โดยเป็นข้าวพื้นแข็ง 4 พันธุ์ ข้าวพื้นนุ่ม 4 พันธุ์ ข้าวหอมไทย 2 พันธุ์ ข้าวโภชนาการสูง 2 พันธุ์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลก” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

และการประกวดครั้งนี้ประสบความสำเร็จและได้ผลชัดเจน ได้ข้าวพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น 6 พันธุ์ ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์ของการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ข้าวไทย ที่กำหนดไว้ว่าภายใน 5 ปีต้องได้ 12 พันธุ์ เพียงปี 2564-2565 ได้มาแล้ว 6 พันธุ์ และจากนี้ตั้งเป้าว่าจะเดินหน้าเพื่อนำไปสู่การปลูกในแปลงเกษตรกรเพื่อการพาณิชย์ได้จริง และต้องรีบไปขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ที่กรมวิชาการเกษตร ตั้งเป้าว่าไม่เกิน 1 ปี ต้องให้ข้าวพันธุ์ใหม่ลงสู่แปลงนาเกษตรเพื่อการพาณิชย์ได้และเป็นการเพิ่มตัวเลขการส่งออกข้าวต่อไปในอนาคต มีสินค้าไปแข่งกับคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีก 6 ตัวที่มีศักยภาพและมีคุณภาพ เพื่อเพิ่มจำนวนเมล็ดพันธุ์ลงไปปลูกจริงในแปลงนาเกษตรกร แล้วให้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยนำไปแข่งในตลาดโลกได้โดยเร็วที่สุด และในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ใช้หลัก “รัฐหนุนเอกชนนำ” ภาคเอกชน เกษตรกรต้องเป็นตัวนำภายใต้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของรัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอมอบนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ดังนี้

1.กรมการค้าต่างประเทศต้องเป็นผู้ประสานงานสำคัญ ให้ผลการประกวดข้าววันนี้เดินหน้าไปสู่ผลสัมฤทธิ์ใน 1 ปี ขอให้ลงแปลงเกษตรกร ร่วมมือกับทุกฝ่ายตั้งเป็น”วอรูม”ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดผลตามเป้าจริง

2.ทีมเซลล์แมนประเทศ ทูตพาณิชย์ทั้งหมด ต้องเดินหน้าการตลาดต่อไป รักษาตลาดเดิมเพิ่มตลาดใหม่และฟื้นตลาดเก่ากลับคืนมา เช่น ตลาดอิรัก ซาอุดีอาระเบีย ตลาดตะวันออกกลางและตลาดอื่นๆที่เป็นเป้าหมาย ตลาดใหม่ของประเทศ รวมสินค้าอื่นด้วย และทีมเซลล์แมนจังหวัดต้องเข้าไปมีส่วนในการผลักดันข้าวพันธุ์ใหม่ ช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบว่ามีคุณภาพมีศักยภาพอย่างไร เพื่อผู้ส่งออกข้าวจะได้รวบรวมข้าว โรงสีจะได้สีและส่งออกได้ ส่งผลดีกับราคาข้าวในประเทศจะได้กระเตื้องขึ้น ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศและรางวัลชมเชยในการประกวดและขอแสดงความชื่นชมกับนักวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ส่งผลงานเข้าร่วมถึง 48 พันธุ์ข้าว จาก 16 แหล่งวิจัย จนทำให้เราเห็นความหวังสำหรับอนาคตข้าวไทยในตลาดโลกต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ได้รับรางวัลการประกวดข้าวพันธ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ ประเภทข้าวหอมไทย
ได้แก่ ข้าวพันธุ์ PTT13030 ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี
รางวัลชมเชย ประเภทข้าวหอมไทย ได้แก่ ข้าวพันธุ์ BioH95-CNT ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท

รางวัลชนะเลิศ ประเภทข้าวขาวพื้นนุ่ม ได้แก่ ข้าวพันธุ์ RJ44 บริษัท รวมใจพัฒนาความรู้ จำกัด (มูลนิธิรวมใจพัฒนา) รางวัลชมเชย ประเภท ข้าวขาวพื้นนุ่ม
ได้แก่ ข้าวพันธุ์ CNT15171 ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท

รางวัลชนะเลิศ ประเภท ข้าวขาวพื้นแข็ง ได้แก่ ข้าวพันธุ์ PLS16348 ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก รางวัลชมเชย ประเภท ข้าวขาวพื้นแข็ง ได้แก่ ข้าวพันธุ์ CNT07001 ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท

ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า โครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ที่ริเริ่มนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวปี 2563-2567 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ใช้ตลาดนำการผลิต ด้วยกลยุทธ์และมาตรฐานการส่งเสริมข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก โดยแสวงหาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคทั้งด้านคุณภาพและราคา ที่คุณภาพดีรสชาติดี มีผลผลิตต่อไร่สูง

” ขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สำหรับการวางแนวทางการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ข้าวไทยตลอดจนการสร้างโครงการประกวดข้าวและติดตามความคืบหน้าโครงการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่อย่างใกล้ชิด” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว กล่าว

บุกตลาดซาอุและตะวันออกกลาง! จุรินทร์ นำ”พาณิชย์-เอกชน กำหนด 5 ยุทธศาสตร์ ” บุกตลาดตะวันออกกลาง หลังฟื้นสัมพันธ์ซาอุฯ คาดส่งออกได้เพิ่มอย่างน้อย 6.2% ในปี 65

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 15.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานประชุมหารือการเตรียมความพร้อมเพื่อฟื้นความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย พร้อมด้วยพลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศประเทศ และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ที่ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า
ตัวเลขการส่งออกปี 2564 ไทยส่งออกไปซาอุดีอาระเบีย 51,500 ล้านบาท โดยไทยนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย 181,500 ล้านบาท ซึ่งมีสินค้าที่ไทยนำเข้าที่สำคัญ คือ น้ำมันทำให้ไทยขาดดุลกับซาอุดีอาระเบีย 130,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกหลังหารือร่วมกับภาคเอกชน กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจับมือกับภาคเอกชนทำตัวเลขส่งออกในปี 2565 จะมีการขยายตัว 6.2%
สินค้าเป้าหมายหลักที่คิดว่าจะทำตลาดในซาอุดีอาระเบียมี 3 หมวด ได้แก่

  1. สินค้าเกษตร เช่น อาหาร ข้าว ไก่สด ผลไม้ เนื้อปลา กาแฟ ขนมจากน้ำตาล อาหารปรุงแต่งจากธัญพืช อาหารสัตว์เลี้ยง ซอสปรุงรส future food
  2. สินค้าอุตสาหกรรม ประกอบด้วยรถยนต์และอุปกรณ์รถยนต์และชิ้นส่วน ยางรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ
  3. ภาคบริการ โรงพยาบาลหรือบริการทางการแพทย์ โรงแรมและกิจกรรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
    จากนี้ สินค้าที่จะมีอนาคตในการบุกตลาดได้นั้น เช่น ข้าว ซึ่งซาอุดีอาระเบีย จะเป็นอีกหนึ่งตลาดในอนาคต ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียนำเข้าข้าว 100% เพราะไม่ได้ปลูกข้าวในประเทศ และนำเข้าถึง 1.2-1.6 ล้านตัน จากอินเดีย 80 % ที่เหลือจากปากีสถาน สหรัฐ อเมริกา เวียดนามและไทย ซึ่งนำเข้าจากไทยเพียงแค่ 2% เท่านั้น ทำให้เรามองเห็นโอกาสในการบุกตลาดข้าวไปยังซาอุดีอาระเบีย

สำหรับไก่ ซาอุดีอาระเบียเลี้ยงไก่เอง 60 % และบริโภคในปี 63 ประมาณ 1.48 ล้านตัน นำเข้าส่วนใหญ่จากบราซิล 70% และที่เหลือเป็นยูเครนและฝรั่งเศส ขณะนี้ติดขัดปัญหาอยู่ 3 เรื่องได้แก่

  1. การตรวจรับรองโรงงานในประเทศไทยเพื่อให้สามารถส่งออกไปที่ซาอุดีอาระเบีย มีการตรวจแล้ว 11 โรงงาน รอการประกาศอย่างเป็นทางการในการรับรอง
  2. ซาอุดีอาระเบียและคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มีการประสานกันมาตลอดในการรับรองตราฮาลาล ซึ่งติดปัญหาเนื่องจากซาอุดีอาระเบียไม่ได้ประกาศว่าประเทศไทยปลอดจากไข้หวัดนก ซึ่งไทยปลอดมานานแล้ว แต่จะต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการของซาอุดีอาระเบียก่อน
    3.การออกมาตรฐานการรับรอง GSO 993 ซึ่งจะต้องรอการประชุมคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council-GCC) 7 ประเทศ ซึ่งมีซาอุดีอาระเบีย ว่าจะรับรองมาตรฐานใหม่ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกไก่ มีผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับมาตรฐานได้มากขึ้น ตนมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งจับมือกับกรมปศุสัตว์ของไทย ประสานงานกับซาอุดีอาระเบียแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว หากเจรจาได้จบก็จะสามารถส่งออกไปยังซาอุดีอาระเบียได้ทันที

สำหรับข้อสรุปของการประชุมในวันนี้ที่สำคัญ คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเห็นร่วมกันว่าจะกำหนดมาตรการ 5 มาตรการ ในการบุกตลาดซาอุดิอาระเบียให้เป็นรูปธรรม ดังนี้
1.กระทรวงพาณิชย์จะจับมือกับกระทรวงการต่างประเทศเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้าระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย(Joint Trade Committee:JTC) เพื่อเป็นเวทีในการเจรจาการค้าระหว่างกันอย่างเป็นทางการและเป็นรูปธรรมและจะนำไปสู่การจัดทำ FTA
ระหว่างกันได้ต่อไปในอนาคต
2.จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างไทยกับซาอุฯ โดยประเทศไทยจะจัดคณะภาครัฐและภาคเอกชนไปเจรจาการค้าขายสินค้าโดยตรงให้กับซาอุดีอาระเบียและซาอุดีอาระเบีย จะจัดคณะมาเยือนไทยเพื่อทำการค้าให้กับประเทศไทยต่อไป
3.ตนได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการจัดทำกิจกรรมต่างๆในการส่งเสริมสินค้าไทยบริการของไทยในตลาดซาอุดีอาระเบียในทุกรูปแบบทั้งเอ็กซิบิชั่นต่างๆ รูปแบบเจรจาจับคู่ธุรกิจและรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้เกิดการซื้อขายระหว่างกัน ทำเงินเข้าประเทศให้มากที่สุด เร็วที่สุด ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน
4.กระทรวงพาณิชย์จะเป็นเจ้าภาพในการจัดการสัมมนาให้ข้อมูลและให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องตลาดซาอุดีอาระเบียให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการเพิ่มตัวเลขการส่งออกให้กับประเทศไทยไปยังซาอุดีอาระเบีย จะมีการกำหนดรายละเอียดว่าเดือนไหนจะจัดสัมมนาอย่างไร โดยเชิญภาคเอกชนและวิทยากรที่มีคุณวุฒิมีความรู้เรื่องตลาดซาอุดีอาระเบีย ตลาดตะวันออกกลางมาร่วมด้วย
5.กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่จัดทำระบบข้อมูลตลาดซาอุดีอาระเบียเชิงลึกโดยทูตพาณิชย์ที่รับผิดชอบ จะมีส่วนสำคัญร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมปศุสัตว์และอื่นๆ เตรียมข้อมูลรวมทั้งเตรียมศึกษากฎระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีความซับซ้อนและไม่เคยชินกับผู้ส่งออกของเราเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ให้ภาคเอกชนนำไปใช้ต่อไป

“สำหรับการติดตามผลเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ตนได้มอบให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นเจ้าของเรื่อง ติดตามประสานงานกับทุกหน่วยงาน และให้ถือว่าเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งวาระที่จะต้องบรรจุในการประชุม กรอ. พาณิชย์ ครั้งต่อไป เพื่อติดตามความคืบหน้าและให้มีการรายงานผลที่เป็นรูปธรรม หวังว่าตัวเลขการส่งออกของไทยไปซาอุฯจะเพิ่มได้อีก 6.2% เป็นอย่างน้อยในปี 65” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
เป็นนิมิตหมายที่ดีเนื่องจากเราไม่ได้ทำการค้าเพราะเราไม่สามารถเดินทางไปประเทศซาอุดีอาระเบียได้ และยังมีข้อติดขัดมากมายหากภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์สามารถปลดล็อกเอกชนของเรา การมีท่านมาช่วยปลดล็อกจะเป็นการเร่งรัดการส่งออกของเราไปด้วยดี สำหรับข้าวไม่ต้องเป็นห่วงเพราะตอนนี้คนไทยที่ทำงานนู่นเพียง 10,000 คน และซาอุดีอาราเบียต้องการแรงงานประมาณ 200,000 คน คนไทยไปแล้วก็จะต้องบริโภคข้าวนึ่งโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว นอกจากเราจะพูดถึงการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากๆ หอการค้าจะทำเรื่องการลงทุนและการท่องเที่ยวไปด้วยกัน

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น