“พาณิชย์-DITP”ถอดรหัสความสำเร็จ Soft Power เกาหลีใต้ นำปรับใช้ดัน Soft Power ไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ถอดรหัสความสำเร็จ Soft Power ของเกาหลีใต้ เตรียมนำปรับใช้ลุย Soft Power ไทย มั่นใจช่วยบูมอาหารไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย การท่องเที่ยวไทยได้เพิ่มขึ้น นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมฯ ศึกษาความสำเร็จของการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับการขับเคลื่อน Soft Power ของไทย ที่ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนในปี 2565 โดยกรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ได้ทำการถอดรหัสความสำเร็จ Soft Power

ของเกาหลีใต้ เพื่อนำมาปรับใช้กับการขับเคลื่อน Soft Power ของไทย ในการผลักดันผลงานภาพยนตร์ แอนิเมชัน และดิจิทัลคอนเทนต์ต่าง ๆ ของไทยออกสู่ตลาดโลก ซึ่งคาดว่าจะนำรายได้เข้าประเทศ ทั้งทางตรง และทางอ้อมจากการทำให้ต่างชาติรู้จักอาหาร ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของไทย

ทั้งนี้ การขับเคลื่อน Soft Power ของเกาหลีใต้ เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีคิมแดจุง ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2541-2546 ได้ผลักดันใช้วัฒนธรรมเกาหลี ความเป็นเกาหลีควบคู่ไปกับการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ สินค้าและบริการ ผ่านกระแส Korean wave และได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับจนทำให้เกาหลีใต้ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 11 ในการวัดดัชนี Soft power จากทั่วโลกในปี 2564 จากการส่งออกวัฒนธรรมในหลากหลายรูปแบบ เช่น ภาพยนตร์ ซีรีย์ เกมออนไลน์ และเพลง โดย Soft..Power ที่ประสบความสำเร็จ คือ สื่อและความบันเทิง ที่รู้จักกันภายใต้ชื่อ
K-Drama เช่น Daejanggum, Autumn Fairy Tale, and Winter Sonata และได้พัฒนามาจนถึงวงการเพลง หรือ K-pop ที่มี ศิลปินชื่อดังมากมายทั่วโลก เช่น Psy, EXO, BTS, Blackpink เป็นต้น โดยสื่อประเภท K-Pop ได้รับความสนใจมากที่สุดถึง 53.3% ตามมาด้วยซีรีย์เกาหลี 32.2% ถัดมา คือ เครื่องสำอางและความงาม ที่ความนิยมมาจากวัฒนธรรม K-Pop ผ่านดารา นักร้อง ทำให้เครื่องสำอางเกาหลีเป็นที่ยอมรับและขยายการส่งออกไปทั่วโลก อาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ เพราะถูกสอดแทรกเข้าไปในทุกสื่อผ่านละครหรือการพูดของดารานักร้อง และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เช่น หมูสามชั้นย่าง ต็อกป็อกกี ไก่ทอด จาจังมยอน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โซจูและกิมจิ เป็นต้น การท่องเที่ยว ก็ประสบความสำเร็จ เพราะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ ซีรีส์ ทำให้สถานที่ถ่ายทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสุดท้ายภาษาและวัฒนธรรม ที่ส่งผลให้คนทั่วโลกให้ความสนใจและเข้าใจในวัฒนธรรมและภาษาเกาหลีมากขึ้น

นายภูสิตกล่าวว่า จากการถอดรหัสดังกล่าว ทำให้มองเห็นว่า นโยบายส่งเสริม Soft power ของเกาหลีใต้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ GDP ของเกาหลีใต้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากอัตราการขยายตัวของ GDP ของเกาหลีใต้ โดยในปี 2541 ก่อนเริ่มนโยบาย Hallyu Industry Support Development Plan ของรัฐบาลประธานาธิบดีคิมแดจุง ภาพรวมของ GDP เกาหลีใต้คิดเป็นมูลค่า 3.83 แสนล้าน
เหรียญสหรัฐ และในปี 2563 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.63 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในเวลา 20 กว่าปี และสัดส่วนของอุตสาหกรรมการบริการก็เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อเทียบกับปี 2553 สัดส่วนของ Services Trade ต่อ GDP เกาหลีใต้ อยู่ที่ร้อยละ 54.7 และเพิ่มเป็นร้อยละ 57.2 ในปี 2563

ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ของไทย กรมฯ มั่นใจว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อน GDP
ของประเทศให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบันภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และดิจิทัล
คอนเทนต์ของไทย ได้รับความนิยมในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น สามารถที่จะสอดแทรกความเป็นไทยเข้าไป
ทั้งอาหารไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย เช่น นาฎศิลป์ไทย มวยไทย การนวดแผนไทย สถานที่ท่องเที่ยว เทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ เพื่อสร้างการรับรู้ และเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทย บริการไทย และการท่องเที่ยวไทยได้เพิ่มขึ้น
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 มีนาคม 2565

สธ.จัดงาน “Thailand International Health Expo 2022” โชว์ศักยภาพด้านการแพทย์สาธารณสุข เชื่อมโยงธุรกิจสุขภาพ ไทย – นานาชาติ

กระทรวงสาธารณสุขร่วมหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน “Thailand International Health Expo 2022” แสดงศักยภาพ ความพร้อมด้าน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการแพทย์และสาธารณสุขของไทย ยกระดับและเพิ่มมูลค่า ให้แก่ สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาไทย เชื่อมโยงธุรกิจสุขภาพกับทั่วโลก ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสาธารณสุขของโลก
วันนี้ (3 มีนาคม 2565) ที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ และ ผู้บริหารโรงพยาบาลและสถานประกอบการ ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน Thailand International Health Expo 2022 ภายใต้แนวคิด “สร้างสุขภาพ เสริมเศรษฐกิจ เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน” นอกจากนี้ได้รับเกียรติจากเลขาธิการองค์การอนามัยโลก (WHO) (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ร่วมประกาศความเชื่อมั่นในสถานการณ์โรคโควิด 19 และระบบวัคซีนของโลก
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้ส่งเสริมและผลักดันนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสาธารณสุขของโลก (Medical and Wellness Hub) ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของสถานบริการสุขภาพทุกระดับให้ได้คุณภาพมาตรฐาน มีระบบการจัดการโรคติดต่อและวัคซีนที่ดี การจัดงาน “Thailand International Health Expo 2022” ครั้งนี้ จะทำให้เห็นถึงศักยภาพ ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทย รวมถึงยกระดับและเพิ่มมูลค่า ให้กับ สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพแบบไทย โดยเฉพาะกัญชาที่มีการปลดล็อคให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่จะนำมาพัฒนาเป็น ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ สร้างรายได้ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ เกิดการส่งเสริมและการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การแพทย์ การสาธารณสุข การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นวัตกรรมทางการแพทย์ยุคใหม่ รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงกับตลาดธุรกิจสุขภาพทั่วโลก โดยคาดหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะสร้างมูลค่าจากการให้บริการ Magnet ที่มีศักยภาพดึงดูดผู้รับบริการ การจับคู่เจรจาทางธุรกิจ และการเผยแพร่ภาพลักษณ์ชื่อเสียงด้านสุขภาพที่ดีของไทยสู่สากล และทำให้การท่องเที่ยวของไทยกลับมาสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพผ่านโครงการสำคัญต่างๆ อาทิ การเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Specialised Expo ในปี 2571 ภายใต้ชื่องาน Expo 2028 – Phuket, Thailand การเตรียมพร้อมสู่การเป็นเมืองมหาอำนาจเวลเนสของโลกในเขตอันดามัน (Andaman Wellness Corridor: AWC) รวมถึงการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปคในปี 2565 นี้
ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า งาน Thailand International Health Expo 2022 ครั้งนี้ จัดขึ้นในลักษณะห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ในรูปแบบ HYBRID EXPO ภายใต้ ธีมหลัก “Empowering Smart Healthcare Innovations การขับเคลื่อนนวัตกรรมการดูแลสุขภาพอัจฉริยะ” มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การประชุมสัมมนาด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์, การจัดแสดง Smart Healthcare Innovation Showcase เช่น 5G Technology ระบบนิเวศน์เทคโนโลยีสนับสนุนการบริการสุขภาพ (Health Service Support : HSS Ecosystem), คอมมูนิตี้สำหรับวัยเกษียณ, นวัตกรรมการดูแลผู้สูงอายุ มหัศจรรย์แห่งกัญชาและสมุนไพร เป็นต้น โดยดำเนินการตามมาตรการ COVID Free Setting อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้
ยังมีบริการด้านสาธารณสุข และฉีดวัคซีนโควิด 19 ฟรี ในเด็กอายุ 5 – 11 ปี และเข็มกระตุ้นสำหรับบุคคลทั่วไป รวม 1,000 โดสต่อวัน ส่วนรูปแบบออนไลน์ประกอบด้วยนิทรรศการเสมือนจริง, สัมมนา, E-Market Place , จับคู่เจรจาธุรกิจ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานทั้งไทยและต่างชาติกว่า 50,000 คน โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2565 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.thailandhealthexpo.com Facebook : Thailand International Health Expo 2022 หรืออีเมล์ info@thailandhealthexpo.com

จุรินทร์ ปลื้ม เริ่มต้นปี 65 มูลค่าส่งออก BCG กลุ่มอาหาร Future Food ทะลุ 3,450 ล้านบาท งานเดียว มั่นใจเดินหน้ากลยุทธ์ BCG Model

วันที่ 3 มี.ค.65 เวลา 9.00 น.

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ ด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยใช้กลยุทธ์ BCG Model หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน Bio Circular Green Economy ในการขับเคลื่อนการส่งออกอาหารไทย โดยมีกลุ่มสินค้าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เป็นสินค้าเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) อาหารใหม่ (Novel Food) อาหารทางการแพทย์ (Medical Food) และอาหารออร์แกนิก (Organic Food) กลุ่มสินค้าดังกล่าว นอกจากจะเป็นไปตามแผนงานและมีโอกาสในการขยายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน กำลังเป็นที่ต้องการและเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก สอดรับกับนโยบาย “BCG Economy” ของรัฐบาล ทั้งผู้ผลิตและ ผู้ส่งออกจึงควรให้ความสำคัญในการศึกษาแนวโน้มตลาด และวางแผนในการทำตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น

ล่าสุดในการส่งเสริมการส่งออกเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายข้างต้น เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ของกระทรวงพาณิชย์ ในการหาตลาดเป้าหมายในต่างประเทศเพื่อรองรับสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์การเกษตร พัฒนาและส่งเสริมการขายสินค้า BCG กลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ของผู้ประกอบการไทยไปยังตลาดโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจกลุ่มสินค้าข้างต้นในรูปแบบออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) ระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

นางมัลลิกา กล่าวว่านายจุรินทร์ ได้รับรายงานจากสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ว่ากิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) ที่กรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา ได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก มีผู้ประกอบการไทยสินค้า BCG กลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเป็นจำนวน กว่า 37 ราย ได้จับคู่เจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า จำนวน 100 บริษัท จาก 32 ประเทศ ทั่วโลก มีการจับคู่เจรจาฯ รวมทั้งสิ้น 359 คู่ โดยประเทศที่ขอจับคู่เจรจามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) อินเดีย 2) เมียนมา 3) ญี่ปุ่น 4) เวียดนาม 5) ฟิลิปปินส์ ตามลำดับ และสินค้าที่ได้รับความสนใจมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) เนื้อจากพืช 2) เส้นก๋วยจั๊บ 3) หนังปลาทอดกรอบ เป็นต้น”

ทั้งนี้ การจับคู่เจรจาส่งผลให้เกิดมูลค่าการสั่งซื้อสินค้า BCG กลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) รวมทั้งสิ้นกว่า 3.45 พันล้านบาท นอกจากนี้ จากการประเมินผลการจัดกิจกรรม ผู้นำเข้าต่างประเทศให้ความสนใจสินค้า BCG กลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ของไทยเป็นอย่างมาก เพราะมีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศไทย มีความต้องการนำเข้าสินค้าใหม่เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ เช่น วีแกน และโปรตีนจากพืช รวมถึงความต้องการสินค้าตามฤดูกาล และการใช้เป็นวัตถุดิบ ของเมนูอาหารไทย ประกอบกับสินค้า BCG กำลังเป็นกระแสนิยมทั่วโลกและมากยิ่งขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคมีความตื่นตัวด้านการรักษาสุขภาพ การสร้างภูมิคุ้มกันต่อร่างกาย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการคำนึงถึง สวัสดิภาพสัตว์ นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เนื่องจากมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพาะปลูกพืชวัตถุดิบ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ข้าวสาลี เห็ด สาหร่าย และพืชตระกูลถั่วอื่นๆ เข้าสู่อุตสาหกรรมสินค้าเนื้อสัตว์จากพืชอีกด้วย

ด้านนายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผย ว่า “การดำเนินโครงการส่งเสริมการขายสินค้าดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจออนไลน์ และนำเสนอสินค้าไปยังกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และกรมมีแผนการผลักดันกลุ่มสินค้า BCG กลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) อย่างต่อเนื่องโดยกิจกรรมครั้งต่อไปจะจัดในรูปแบบ Showcase แสดงสินค้าและการเจรจาธุรกิจออนไลน์ ภายในงานแสดงสินค้า THAIFEX – ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ระหว่างวันที่ 24- 28 พฤษภาคม 2565 ทั้งนี้คาดหวังว่าสินค้าไทยจะสามารถส่งออกไปจำหน่ายในตลาดประเทศเป้าหมาย ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกควรให้ความสำคัญในการศึกษาแนวโน้มตลาด ปรับตัวรับกับสถานการณ์โลก และลงทุนและเน้นการวิจัยและพัฒนาสินค้าของบริษัท โดยแสวงหาผลผลิตทางการเกษตรเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอาหารแห่งอนาคต ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ ส่วนประกอบนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย และควรวางแผนในการทำตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น ต่อไปในอนาคต”

กิจกรรมส่งเสริมการส่งออกนั้น สามารถติดต่อกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เว็บไซต์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169

“พาณิชย์-DITP”ช่วยผู้ประกอบการอาหาร-เครื่องดื่ม 5 จังหวัดชายแดนใต้โกอินเตอร์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จับมือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ศอ.บต. และ EXIM Bank เดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลใน 5 จังหวัดชายแดนใต้

ให้มีโอกาสส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ นำทีมทูตพาณิชย์ให้ข้อมูลโอกาส เทรนด์ตลาด สอนเทคนิคเจรจาการค้า การออกงานแสดงสินค้า พร้อมเปิดโอกาสนำสินค้าจัดแสดงในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 เดือนพฤษภาคมนี้ด้วย นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สั่งการให้ขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อส่งเสริมการส่งออกให้เป็นไปตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” กรมฯ จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบการอาหาร

ฮาลาล 5 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อการค้าระหว่างประเทศ โดยร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสตูล สำนักงานพาณิชย์จังหวัดยะลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปัตตานี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนราธิวาส ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ช่วยพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ (สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) ที่สามารถผลิตสินค้าอันเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้ได้รับการพัฒนามาตรฐานเพื่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นคลัสเตอร์สินค้าเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลไทย ทั้งนี้ กรมฯ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ได้จัดกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปแล้วเมื่อวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 92 ราย จาก 61 บริษัท/วิสาหกิจชุมชน ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน ได้รับความรู้จากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ จากดูไบ (นายปณต บุณยะโหตระ) นครเฉิงตู (นางสาวเนตรนภิศ จุลกนิษฐ) และกรุงกัวลาลัมเปอร์ (นายวรวรรณ วรรณวิล) ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และเทรนด์ตลาดส่งออกให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Networking โดย ดร.ภัสสิรี วรเวชธนกุล ผู้ช่วยผู้จัดการส่วนงานบริหารเครือข่ายและที่ปรึกษาผู้ประกอบการจาก EXIM Bank มาร่วมสร้างเครือข่ายและกระชับความสัมพันธ์ในกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าอาหารฮาลาล 5 จังหวัดชายแดนใต้ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ โดยอาจารย์อนุสรณ์ เลิศพัฒนะกุล และอาจารย์ฐาณิญา เจนธุระกิจ ที่มาร่วมแบ่งปันเทคนิคการเจรจาการค้าและการออกงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้นำเสนอตัวอย่างสินค้าให้คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกสินค้าศักยภาพ เพื่อเข้าสู่กระบวนการ Coaching เป็นรายบริษัท และนำสินค้าดังกล่าว เข้าสู่งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย หรืองาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition ระหว่างวันที่ 24-28 พฤษภาคม 2565 ต่อไป สำหรับโครงการพัฒนาผู้ประกอบการอาหารฮาลาล 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฮาลาล (พ.ศ. 2559-2563) ซึ่งสอดคล้องกับยุทศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันบนพื้นฐานแนวคิด “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต” ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมถึงปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในเวทีโลก และแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564–2570 ผ่านการให้ความรู้และคำปรึกษาเชิงลึกแบบครบวงจร ตั้งแต่ความรู้เกี่ยวกับการส่งออก การตั้งราคาการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ การปรับมาตรฐานและคุณภาพให้อยู่ในระดับสากล ความรู้ด้านการตลาดไปจนถึงการนำสินค้าไปทดลองขายจำหน่าย หรือจัดแสดง และการหาคู่ค้าทางธุรกิจ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2 มีนาคม 2565


พาณิชย์ – DITP ประสบความสำเร็จจัดเวทีเจรจาการค้าผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยกับบริษัทโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ของมณฑลยูนนาน สร้างมูลค่าทางการค้ากว่า 347 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ระหว่างบริษัท Yunnan Tengjin Logistics Incorporated จำกัด กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับการขนส่งผ่านเส้นทางรถไฟลาว-จีน รวมถึงเป็นการขยายความร่วมมือของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของทั้งสองประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต และเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด การจัดกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง บริษัท Yunnan Tengjin Logistics Incorporated จำกัด จะเริ่มทดลองขนส่งสินค้าประเภทอาหารแปรรูป/อาหารแห้งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ร่วมกับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยเป็นครั้งแรกช่วงกลาง เดือนมีนาคม 2565 ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการหาพันธมิตรทางการค้าตามเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟจีน-ลาว คาดว่าจะเป็นเส้นทางการขนส่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอนาคต

กิจกรรมในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 การหารือและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการโลจิสติกส์ผ่านสมาพันธ์/สมาคมด้านโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งได้รับเกียรติจากสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย สมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโลและห้องเย็น และสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย และส่วนที่ 2 การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ มีผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยในระดับแนวหน้า รวมถึงผู้ได้รับรางวัล ELMA เข้าร่วมกิจกรรมฯ จำนวน 16 ราย เกิดมูลค่าทางการค้ารวม 347 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมด้านโลจิสติกส์การค้าระหว่างประเทศ ได้ทาง http://www.tradelogistics.go.th หรือ Facebook Fanpage : DITP.Logistics


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
1 มีนาคม 2565

พาณิชย์-DITP นำทัพยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอมูลค่าสูงด้วยกัญชงเพิ่มโอกาสก้าวใหม่ทางการค้าสู่ตลาดโลก


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาและส่งเสริม
การส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ทำจากเส้นใยและผลิตภัณฑ์ใยกัญชง “มหัศจรรย์เส้นใยกัญชง สู่ตลาดโลก” เปิดตัวชุดข้อมูลการศึกษาตลาดเชิงลึก ระดมทัพกูรูเติมเต็มความรู้ผู้ประกอบการ เชื่อมโยงภาคการผลิตสู่โอกาสก้าวใหม่ทางการค้าในตลาดโลก พร้อมโชว์ไอเดียต้นแบบสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์จากกัญชง หนุนวาระแห่งชาติ BCG Economy Model ปูทางเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอมูลค่าเพิ่มสูง
ด้วยกัญชง
วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 – นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการ เรื่อง ตลาดและการประกอบธุรกิจด้านการค้าสำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ทำจากเส้นใยและผลิตจากใยกัญชง “มหัศจรรย์เส้นใยกัญชง สู่ตลาดโลก” ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ทำจากเส้นใยและผลิตภัณฑ์จากใยกัญชง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก ณ ห้อง Magic 3 ชั้น 2 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ และถ่ายทอดสดผ่านทางระบบออนไลน์ ZOOM MEETING ท่ามกลางความสนใจจากผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ผลงาน อาจารย์ นักศึกษา และสื่อมวลชน
นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้รับมอบนโยบายจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ยกระดับการส่งออก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ผ่านยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” และจากนโยบายรัฐบาลที่ผลักดันให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพ เนื่องจากสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน จึงมีการส่งเสริมการนำพืชกัญชงมาใช้ในเชิงพาณิชย์ซึ่งสอดรับกับแนวคิด BCG Economy Model ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาโลกร้อนซึ่งเป็น
เมกะเทรนด์สำคัญของโลก และเป็นโมเดลในการสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านการตลาด พฤติกรรมของผู้บริโภค ให้ผู้ประกอบการไทยทุกระดับ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการแข่งขันให้กับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย รวมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดในตลาดโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มองเห็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร จึงได้จัดทำ โครงการพัฒนาและส่งเสริมการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ทำจากเส้นใยและผลิตภัณฑ์ใยกัญชง
เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก ขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
เพื่อขยายช่องทางการค้าไปยังตลาดต่างประเทศ ด้วยการศึกษาความต้องการของตลาดในเชิงลึก วิเคราะห์และเชื่อมโยงโอกาสทางการค้ากับข้อมูลภาคการผลิต อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้เกิดการบูรณาการร่วมกันในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ สามารถสร้างความเข้มแข็งในอุตสาหกรรม และ
สร้างความเชื่อมั่นทางการค้าระหว่างประเทศ
การจัดงานสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการ เรื่อง ตลาดและการประกอบธุรกิจด้านการค้าสำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ทำจากเส้นใยและผลิตจากใยกัญชง “มหัศจรรย์เส้นใยกัญชง สู่ตลาดโลก” ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งทอกัญชง ทั้งระดับหัตถกรรมไปจนถึงอุตสาหกรรมแบบเจาะลึก พร้อมเปิดตัวคู่มือประกอบการ
ตลาดที่มีศักยภาพ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย คู่แข่ง รวมถึงโอกาสในการส่งออกเพื่อวางแผนด้านการลงทุนหรือการประกอบธุรกิจ โดยสามารถดาวน์โหลดคู่มือได้ที่ http://www.ditp.go.th รวมทั้งการจัดแสดงต้นแบบสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์จาก
เส้นใยกัญชงที่ได้รับการพัฒนาจากผู้ประกอบการแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของไทย ร่วมกับนักออกแบบชั้นนำระดับประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนา “มหัศจรรย์เส้นใยกัญชง สู่ตลาดโลก” โดย ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ
ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ, ปิลันธน์ ธรรมมงคล กรรมการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และ จำนงค์ นวสมิตวงศ์ ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย และ “กัญชงไทยจะเป็นฮับแห่งอาเซียน
ฝันเฟื่อง หรือเรื่องจริง” โดย เอก ทองประเสริฐ Fashion Designer ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าไทยและเครื่องประดับ,
วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินหัวใจสีเขียว ผู้สร้างงานศิลปะจากขยะ และ อภิรัฐ บุญเรืองถาวร ดีไซเนอร์ไทยเจ้าของรางวัลระดับโลก โดย ดร.ช่อทิพย์ วิเศษพงษ์พันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสมรรถนะธุรกิจ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจ
ขนาดกลางและขนาดย่อม, ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง
วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเจ้าของแบรนด์ “VINN PATARARIN” และ
ดวงฤทัย ภูมิพิเชฐ ผู้จัดการ บริษัท ดี ดี เนเจอร์คราฟท์ จำกัด
“สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรม
ที่มีห่วงโซ่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทั้งในระดับอุตสาหกรรม เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน รวมกว่า 150,000 ราย ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศจำนวนมาก
โดยในภาคการส่งออก มีมูลค่าการส่งออกในปี 2564 กว่า 199,137 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.33 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย” นายนันทพงษ์ กล่าว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการพัฒนาและส่งเสริมการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
ที่ทำจากเส้นใยและผลิตภัณฑ์ใยกัญชง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก ได้ที่ Fan Page : @familyditp หรือ
ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กลุ่มงานสินค้าแฟชั่น โทร. 02 507 8322


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
26 กุมภาพันธ์ 2565

จุรินทร์ สั่งพาณิชย์เกาะติดสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน พร้อมวางแผนรับมือการค้าและการขนส่ง พร้อมดูแลผู้ประกอบการทันทีหากติดขัดปัญหา

 

25 กุมภาพันธ์ 2565

เวลา 10:00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อผู้สื่อข่าวถึงกรณีสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ล่าสุดว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยมีแผนรองรับสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศยูเครน คือ 1.ติดตามสถานการณ์เก่ียวกับผลกระทบด้านโลจิสติกส์ให้กับผู้ประกอบการผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 2.กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมประสานและเผยแพร่รายชื่อผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยท่ีมีความเชี่ยวชาญตลาดรัสเซียและ CIS 3.ร่วมมือกับสมาพันธ์ สมาคมด้านโลจิสติกส์ในการอำนวยความสะดวกหากพบปัญหาด้านโลจิสติกส์ โดยสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก คอยรายงานความคืบหน้าต่อเนื่อง

นางมัลลิกา กล่าวว่านายจุรินทร์ ให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างไทย-สหพันธรัฐรัสเซีย และไทย-ยูเครน เพราะในปี 2564 การค้าระหว่างไทย-รัสเซีย มีมูลค่า 2,780 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12.84 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปยังรัสเซีย มูลค่า 1,028 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากรัสเซีย มูลค่า 1,752 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังรัสเซีย 5 อันดับแรก คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป สินค้าส่งออกที่มีการขยายตัวสูง ในหมวดสินค้าเกษตรและอาหาร ได้แก่ ยางพารา สิ่งปรุงรส อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง สินค้าที่ไทยนำเข้าจากรัสเซีย 5 อันดับแรก คือ นำ้มันดิบ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องบิน เครื่องร่อนอุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ

ส่วนยูเครน ในปี 2564 การค้าระหว่างไทย-ยูเครน มีมูลค่า 386.47 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 25.56 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปยังยูเครน มูลค่า 134.76 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากยูเครน มูลค่า 251.71 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังยูเครน 5 อันดับแรก คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยางผลไม้กระป๋องและแปรรูป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เม็ดพลาสติก สินค้าที่ไทยนำเข้าจากยูเครน 5 อันดับแรก คือ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและ ผลิตภัณฑ์

โดยนายจุรินทร์ ติดตามกิจกรรมส่งเสริมการค้าของกรมในปี 2565 เบื้องต้นเรามีงานแสดงสินค้าออนไลน์เสมือนจริง และ Hybrid ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ,กิจกรรมส่งเสริมการค้าและบริการของไทย Thai Festival 2022 (ก.ค. 65),งานแสดงสินค้า THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ทั้งรูปแบบ offline และ online (Virtual Trade Show 24-28 พ.ค. 65),งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ Bangkok Gems & Jewelry Fair รูปแบบ virtual (มิ.ย.-ก.ค. 65),งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทาความเย็น Bangkok RHVAC 2022(ก.ย. 65),งานแสดงสินค้าของขวัญ ของตกแต่งบ้าน เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง STYLE Bangkok อันนี้รอการยืนยัน,Online Business Matching (OBM) สินค้าผลไม้ภาคตะวันออก (มี.ค. 65) ภาคใต้และภาคเหนือ (ก.ค. 65),เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (เม.ย.65),อุปกรณ์และชิ้นส่วนยานยนต์,สินค้าเกษตร และอาหารที่ผลิตจากกัญชง Hemp Expo (พ.ย. 65),ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ,โครงการขยายตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B2C ข้ามพรมแดนในตลาดรัสเซีย พ.ย.64 – มิ.ย.65 เป็นต้น โดยสามารถประสานงานสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้นทุกฝ่ายต้องคอยติดตามและเตรียมปรับรูปแบบแผนงานรองรับ
 
 

“พาณิชย์-DITP” ชี้เป้าสินค้าเกษตรและอาหารเจาะตลาดญี่ปุ่น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าสินค้าเกษตรและอาหารเจาะตลาดญี่ปุ่น เผยมีโอกาสเพียบ ทั้งผลไม้ อาหารพร้อมทาน ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุง ย้ำการทำตลาดต้องผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการ เข้มเรื่องมาตรฐาน การปิดฉลาก หากเป็นสินค้าออร์แกนิก ต้องผ่านการรับรองก่อน ด้านทูตพาณิชย์โตเกียวเตรียมลุยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งเมืองหลัก เมืองรอง ร่วมกับห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีก จัดเจรจาธุรกิจออนไลน์

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า
กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้หาช่องทางการทำตลาดให้กับสินค้าในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออก โดยล่าสุดได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ถึงโอกาสในการทำตลาดสินค้าที่มีศักยภาพในตลาดญี่ปุ่น และกลยุทธ์ในการเจาะตลาดญี่ปุ่น
สำหรับที่มีโอกาสในการทำตลาดในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ได้แก่ ผลไม้ไทย เช่น มะม่วงดิบ มะม่วงสุก มะพร้าวสด มังคุด ทุเรียน (ทั้งลูก) ทุเรียนแกะ เนื้อ (แช่เย็น) มะขามสด เป็นต้น สินค้าจำพวกอาหารพร้อมทาน เช่น แกงเขียวหวาน ผัดกะเพรา แกงแดง มัสมั่น แกงไทยต่าง ๆ รวมถึงขนมขบเคี้ยว เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง ขนมอบกรอบผสมถั่ว หิมพานต์รสต้มยำกุ้ง ตลอดจนเครื่องปรุง อาหารไทยกึ่งสำเร็จรูป เช่น
เครื่องปรุงทำต้มยำ ชุดทำอาหารไทยที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น เช่น ผัดไทย ต้มยำ ยำวุ้นเส้น เป็นต้น
ส่วนช่องทางการจำหน่าย มีหลายช่องทาง ได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต เช่น AEON, Beisia, Seijo Ishi , Yaoko เป็นต้น ร้านปลีกขนาดใหญ่ เช่น ดองกี้โฮเต้ ร้านขายยาและสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Sundrug , Matsumotokiyoshi เป็นต้น ร้านอาหารไทย ร้านจำหน่ายสินค้านำเข้าเฉพาะทาง เช่น Kaldi และช่องทางออนไลน์ เช่น Amazon , Rakuten , Yahoo Shopping เป็นต้น โดยส่วนมากสินค้าจะผ่านบริษัทนำเข้า บริษัทค้าส่ง หรือบริษัทจัดหาสินค้าและบริการซึ่งมากระจายสินค้าต่อไปตามช่องทางค้าปลีกข้างต้นอีกทอดหนึ่ง
ทางด้านข้อควรทราบในการทำตลาด 1.รสชาติและลักษณะอาหารที่เป็นที่นิยม เช่น ผลไม้แห้ง ไม่ใส่น้ำตาลเพิ่ม เน้นความหวานตามธรรมชาติ อาหารแปรรูป เช่น แกง หรือต้มยำ ปรุงรสให้กลมกล่อม ไม่เผ็ด
จืด หรือเปรี้ยวเกินไป เครื่องดื่มผสมเนื้อผลไม้ได้บ้าง แต่อย่าหวานเกินไป เน้นรสชาติธรรมชาติ ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ เช่น ทองม้วน คุกกี้ ระวังกลิ่นที่ใช้ปรุงแต่ง เช่น อย่าให้กลิ่นอบเชย หรือกลิ่นมะลิแรงไป 2.สินค้าแต่ละประเภทที่จะวางจำหน่าย จะต้องมีการวางแผนการจำหน่ายที่ชัดเจน ตั้งแต่ซื้อจำนวนน้อยจนถึงมาก
3.การตรวจสอบเอกสารของสำนักงานกักกัน จะมุ่งเน้นการตรวจสอบตามกฎหมายและมาตรฐาน
4.ฉลากสินค้าในการวางจำหน่ายในญี่ปุ่น ต้องมีการกำกับเป็นฉลากภาษาญี่ปุ่น 5.การใช้คำว่า Organic จะต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานตรวจรับรองก่อน 6.ปริมาณต่อในแต่ละบรรจุภัณฑ์ ต้องเหมาะสมกับแต่ละช่องทางการจำหน่าย และ 7.ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ต้องดึงดูด และมีรายละเอียดกำกับชัดเจน

นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว
กล่าวว่า สำนักงานฯ มีแผนที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรและอาหารไทยร่วมกับห้างสรรพสินค้า ชูเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งในเมืองหลักและเมืองรองในประเทศญี่ปุ่น เช่น งานเทศกาลสินค้าไทย ซึ่งจะเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าไทย เช่น ผลไม้ อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป อาหารแช่เย็น/แช่แข็งต่าง ๆ ซึ่งก็จะได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคญี่ปุ่นอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคญี่ปุ่นที่ไม่เคยลองสินค้าไทย ได้ทดลองซื้อ และทำความรู้จักสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น และยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทยในรายการ TV Shopping ด้วย

นอกจากนี้ มีแผนที่จะนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหารในญี่ปุ่น เช่น Supermarket Trade Show จัดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และงานแสดงสินค้า Foodex Japan จัดช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี รวมทั้งจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจออนไลน์ ระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมา มีการจัดเจรจาสินค้าหลายกลุ่มทั้งผักผลไม้ไทย อาหารแปรรูป อาหารทางเลือก (Future foods) กาแฟไทย ขนมขบเคี้ยว และ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มอีกหลายรายการ ได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าญี่ปุ่นจำนวนมาก
ส่วนช่องทางการส่งออกสินค้าอาหารเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น จะมีกระบวนการที่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบหลายขั้นตอน การที่ผู้ประกอบการไทยจะทำทุกกระบวนการด้วยตนเอง ตลอดจนการหาช่องทางในการกระจายสินค้านั้น อาจทำได้ยาก วิธีที่ง่ายและมีความเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ การหาผู้นำเข้าสินค้าและดำเนินเอกสารต่าง ๆ ให้แต่ผู้ส่งออกต้องมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าและผู้บริโภค เช่น โรงงานที่ผลิตผ่านมาตรฐาน ISO , GMP หรือ HACCP เป็นต้น ส่วนตลาดสินค้า Organic จำเป็นต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน JAS ก่อน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สูงพอควร ผู้ประกอบการควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนการตัดสินใจยื่นขอ และการหาคู่ค้าสำหรับสินค้าของตนก็เป็น
สิ่งที่สำคัญ การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าต่าง ๆ ตลอดจนงานเจรจาธุรกิจที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจที่ดีมาก ซึ่งผู้ส่งออกควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการบุกตลาดญี่ปุ่น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
24 กุมภาพันธ์ 2565

การรถไฟฯ เปิดรับนักเรียนวิศวกรรมรถไฟ ประจำปีการศึกษา 2565 จำนวน 170 อัตรา ในระดับการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยสมัครสอบได้ถึง 18 มี.ค. 2565 ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

เพื่อเป็นการสนับสนุนการผลิตบุคลากรคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ รองรับการเติบโตของกิจการการรถไฟฯ ในอนาคต โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ได้ประกาศเปิดรับสมัครนักเรียนวิศวกรรมรถไฟ ประจำปีการศึกษา 2565 ใน 5 สาขาวิชา รวม 170 อัตรา โดยเปิดรับสมัครทั้งบุคคลภายนอกทั่วไปและบุตรพนักงานการรถไฟฯ (ครฟ.) ผ่านทางออนไลน์ ที่เว็บไซต์ https://admission.schoolconnex.app/RTS/year/2565 ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่บัดนี้จนถึงเวลา 16.00 น. ของวันที่ 18 มีนาคม 2565 โดยมีสาขาวิชาที่เปิดรับสมัคร ดังนี้

ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม จะเปิดรับสมัครบุคคลที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. หลักสูตร 3 ปี)
-สาขาวิชาช่างเครื่องกล จำนวน 40 อัตรา
-สาขาวิชาช่างเทคนิคไฟฟ้ารถจักรและล้อเลื่อน จำนวน 40 อัตรา
-สาขาวิชาช่างอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม จำนวน 30 อัตรา
-สาขาวิขาช่างโยธาจำนวน 30 อัตรา
ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ

-เปิดรับนักเรียนสาขาวิชาการจัดการเดินรถ จำนวน 30 อัตรา โดยคุณสมบัติต้องเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวซ. หลักสูตร 3 ปี) ในประเภทวิชาพาณิชยกรรมทุกสาขาวิชา หรือบุคคลที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม. 6)

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าสมัครสอบ ต้องเป็นเพศชาย สัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์นับถึงวันที่ยื่นใบสมัคร และมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขอื่นๆ ที่กำหนด โดยขั้นตอนการสมัครสอบให้เข้าในเว็บไซต์ เลือกหัวข้อ “รับสมัคร นักเรียนวิศวกรรมรถไฟ รุ่นที่ 63” และเลือกสาขาวิชาที่ต้องการ เพื่อลงทะเบียน กรอกข้อมูลของผู้สมัครให้ถูกต้องครบถ้วน จากนั้นรอขั้นตอนการอนุมัติ ซึ่งผู้สมัครสามารถติดตามสถานะได้ในหัวข้อสถานะการสมัคร และเมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว จึงชำระเงินค่าธรรมเนียมสมัครสอบ อัตรา 300 บาทต่อคน ผ่านทางโมบายแบงกิ้ง หรือ พร้อมเพย์ เพื่อรอการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบและเลขประจำตัวสอบอีกครั้ง

ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เทียบเท่าหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยไม่มีข้อผูกพันการบรรจุเข้าทำงานกับการรถไฟฯ ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองติดตามประเมินผลการฝึกอบรม ศูนย์ฝึกอบรมการรถไฟ โทรศัพท์หมายเลข 08 1642 5010 และ 0 2621 8701 ต่อ 8215756 , 8215757

“พาณิชย์-DITP” เดินหน้าเร่งรัดส่งออกสินค้าอาหารแห่งอนาคต สินค้ากลุ่ม BCG

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าผลักดันการส่งออกสินค้าที่เป็นเมกะเทรนด์โลก ทั้งอาหารแห่งอนาคต สินค้ากลุ่ม BCG ล่าสุดจัดกิจกรรมเปิดตัวในตลาดฮ่องกง ดึงสื่อ ดารานักแสดง

เซเลบริตี้เซฟ มาร่วมงาน ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวฮ่องกงเป็นอย่างมาก มั่นใจช่วยเพิ่มโอกาสส่งออก
ทำรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า

กรมฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการเร่งรัดผลักดันการส่งออกสินค้าที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลก โดยเฉพาะอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เช่น เนื้อจากพืช (Plant-based Meat) โปรตีนจากแมลง (Insect-based Protein) ผลไม้แปรรูปด้วยนวัตกรรม และสินค้ากลุ่ม BCG (Bio Circular Green Economy) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออก และมีโอกาสในการทำรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ กรมฯ ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สินค้าที่เป็นเมกะเทรนด์โลก และได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับภาคเอกชนในการวางแผนทำตลาด

และล่าสุดทูตพาณิชย์ที่ฮ่องกงได้มีการหารือกับผู้ประกอบการ โดยมีนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปเละอาหารแห่งอนาคต นำผู้ประกอบการสินค้าเข้าหารือ และเห็นตรงกันว่าตลาดฮ่องกง เป็นตลาดที่มีโอกาสสำหรับสินค้าอาหารแห่งอนาคตของไทย
เนื่องจากเป็นตลาดสำคัญและมีโอกาสเติบโต และพร้อมเข้าร่วมในกิจกรรมส่งเสริมตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ต่อสินค้าไทย

นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ เมืองฮ่องกง กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกันกับภาคเอกชน สำนักงานฯ ได้ใช้โอกาสในช่วงตรุษจีน
ปี 2565 นำสินค้าอาหารแห่งอนาคต และสินค้าในกลุ่ม BCG เปิดตัวใหญ่ในฮ่องกง ผ่านการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในวงกว้างต่อกลุ่มผู้บริโภคชาวฮ่องกง นักธุรกิจ ผู้นำเข้า ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหาร ผ่านสื่อครอบคลุมทุกช่องทางในช่วงปลายเดือนม.ค.2565 ที่ผ่านมา ทั้งสื่อโทรทัศน์ TVB ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในฮ่องกง ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (KOL) ซึ่งเป็นดารานักแสดงที่มีกลุ่มผู้ติดตามตรงกับกลุ่มเป้าหมายของสินค้าไทยอย่าง Mr.Bob Lam ซึ่งเป็นนักแสดงซุปเปอร์สตาร์และพิธีกรโทรทัศน์ TVB ที่โลดแล่นในวงการบันเทิงของฮ่องกงมาอย่างยาวนาน และ Ms. Fion Yung พิธีกรชื่อดังของสื่อโทรทัศน์ TVB รวมทั้งเซเลบริตี้เชฟที่มีชื่อเสียง Mr. Justin Chan สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการ 30 แบรนด์ จัดส่งสินค้าเข้าร่วมกว่า 100 SKUs ทั้งสินค้าที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในฮ่องกง และสินค้าที่เริ่มทำตลาดในฮ่องกงแล้ว เช่น เนื้อจากพืชในรูปแบบหลากหลายทั้ง Ready to Eat และ Ready to Cook ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และโปรตีนทางเลือกจากแมลง ในรูปแบบสวยงามที่พร้อมทำตลาดในฮ่องกง โปรตีนในรูปแบบเส้นจากไข่ขาว อาหารในกลุ่มคีโต (Ketogenic Diet) รวมทั้งสินค้าไลฟสไตล์ที่ผลิตสินค้าภายใต้แนวคิด BCG เช่น เครื่องประดับ กระเป๋าผ้าไทย

และของตกแต่งบ้าน เป็นต้น

“สินค้าที่ไทยนำไปจัดกิจกรรม ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในฮ่องกงเป็นอย่างมาก เพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังดำเนินอยู่ ทำให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับเทรนด์ของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ได้ผลักดันให้ผู้คนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น จึงเป็นโอกาสของสินค้าไทยที่จะสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นและความต้องการซื้อต่อสินค้าในกลุ่มอาหารแห่งอนาคต และสินค้ากลุ่ม BCG เพิ่มมากขึ้น และก่อนที่จะจัดกิจกรรม สำนักงานฯ ได้จัดส่งสินค้าตัวอย่างให้แก่ผู้นำเข้าและห้างสรรพสินค้ารายสำคัญในฮ่องกง เพื่อสร้างประสบการณ์การทดลองสินค้า ก่อนที่จะประสานจัดการเจรจาการค้าผ่านระบบออนไลน์ (Online Business Matching) โดยมั่นใจว่าจะสามารถปิดช่องทางการส่งออกสินค้าไทยกลุ่มอาหารแห่งอนาคต และกลุ่ม BCG เข้าสู่ตลาดฮ่องกงได้มากขึ้น”นางชณันภัสร์กล่าว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

23กุมภาพันธ์ 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น