DITP ดันผู้ผลิตสินค้า BCG ไทย หนุนเมกะเทรนด์ตลาดรักษ์โลกต่อยอดสู่งาน STYLE Bangkok ใน The Marché by STYLE Bangkok 2022

DITP ดันผู้ประกอบการฝ่าวิกฤติโควิด-19 ตอบรับกระแสเทรนด์โลก เดินหน้าเสริมพลังการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ชูสินค้า BCG ไทยในโครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น (The Marché by STYLE Bangkok 2022) จัดงานแสดงสินค้าทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดรับสมัครแล้ว วันนี้ - 25 มีนาคม 2565 ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2565 นี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ยืนหยัดเคียงคู่ผู้ ประกอบการไทย สานต่อโครงการส่งเสริมการ ตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชั่น หรือ The Marché by STYLE Bangkok 2022 ระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคม 2565 บนพื้นที่กว่า 1,000 ตร.ม. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมๆ กับผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ อาทิ กิจกรรม จับคู่เจรจาการค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) เพื่อกระตุ้นขับเคลื่อนการส่งออกไปพร้อมกับการจำหน่ายในประเทศ โดยเน้นนำเสนอสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น BCG เป็นหลัก การผลักดันส่งเสริมสินค้าและตลาด BCG นับเป็นวาระแห่งชาติโดยเป็นการดำเนินตามนโยบายตลาดนำการผลิต ในการตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ขานรับนโยบายและเดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการไทย เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และตอบสนองแนวโน้มความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประเด็น Global warming และใส่ใจต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในโครงการ The Marché by STYLE Bangkok 2022 ในครั้งนี้ จะต้องมีคุณสมบัติหรือประกอบธุรกิจภายใต้ BCG Economy อันได้แก่ B - Bio หรือชีวภาพ หมายถึงมีการเน้นการใช้ ทรัพยากร อย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ C - Circular หรือการหมุนเวียน มีการใช้งานผลิตภัณฑ์แบบเต็มวงจร สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือมีกระบวนการผลิต ที่เกิดของเสีย น้อยที่สุด และ G - Green หรือ สีเขียว มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อโลกอย่างยั่งยืน กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ที่จะจัดแสดงภายในงาน แบ่งเป็นกลุ่ม Fashion & Leather, Gift & Premium, Houseware, Furniture, Wellness, Home & Decor ซึ่งรวมถึง สินค้าของขวัญ ของใช้ ของที่ระลึก ของตกแต่งบ้าน เครื่องครัว เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของเล่น เครื่องเขียน ผลิตภัณฑ์สปา เฟอร์นิเจอร์ เคหะสิ่งทอ เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับแฟชั่น ผ้าผืน หนังผืน เส้นใย เส้นด้าย รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์เดินทาง สินค้ากลุ่มเฉพาะ เช่น สินค้าสำหรับแม่และเด็ก สินค้าผู้สูงอายุ สินค้าสัตว์เลี้ยงที่ไม่ใช่อาหาร ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีพันธกิจหลักในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนขยายช่องทางการตลาด แก่สินค้าไทยผ่านการจัดกิจกรรม พัฒนาส่งเสริมสินค้าและผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศโดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ STYLE Bangkok อันเกิดจากการ รวมงานแสดงสินค้า ไลฟ์สไตล์ 3 งานอันได้แก่ BIG+BIH, BIFF&BIL และ TIFF ซึ่งจัดอย่างต่อเนื่องมาแล้วกว่า 20 ปีด้วยกัน The Marché by STYLE Bangkok 2022 หรือโครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในครั้งนี้ สานต่อจากงานครั้งที่ผ่านมาในเดือนตุลาคม 2564 ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าการค้า สินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชั่นประมาณ 65 ล้านบาท นับเป็นการประกาศชัดถึงเจตนารมณ์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการดำเนินงานส่งเสริมสนับสนุน จัดกิจกรรมแสดงศักยภาพ และสร้างโอกาส ให้กับผู้ประกอบการ ไทย อย่างต่อเนื่อง สอดรับกับนโยบายตลาดนำการผลิต สร้างเวทีที่สำคัญให้เกิดการพบปะสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และเจรจาการค้ากับบรรดานักธุรกิจเจ้าของกิจการ ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ทั้งจากใน และต่างประเทศ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เลือกซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่มีคุณภาพจากผู้ส่งออกไทยด้วย ผู้ประกอบการ BCG ที่เข้าร่วมโครงการฯ นอกจากจะได้รับโอกาสและประสบการณ์ในการร่วมงานในระดับนานาชาติโดย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้วยังจะ ได้รับการสนับสนุนในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูล และสินค้าของบริษัทในเว็บไซต์งานหรือสื่ออื่นๆ ของงาน และได้รับสิทธิในการเผยแพร่รายชื่อ ข้อมูล สินค้าของบริษัทใน Fair Catalogue โดยสามารถยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ - 25 มีนาคม 2565 ผ่านทางอีเมล marchebystylebkk2022@gmail.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 0 2254 6895 * * * * * * * * *

“พาณิชย์-DITP”จับมือ STeP บ่มเพาะผู้ประกอบการภาคเหนือ ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนสินค้า-บริการ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมืออุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STeP) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือ ขับเคลื่อนสินค้าและบริการด้วยนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด BCG Economy Model มั่นใจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio Circular and Green) สู่การปฏิบัติ กรมฯ จึงได้ร่วมมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STeP) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดกิจกรรมฝึกอบรมผู้ประกอบการเชิงลึกเพื่อเพิ่มมูลค่าด้านธุรกิจ ภายใต้โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสู่ตลาดสากล (The Future of Thai Innovation : Future Lab – Enhanced Thailand’s BCG) ณ โรงแรม เลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการในกลุ่มหัตถอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ ในพื้นที่ภาคเหนือ “การจัดทำโครงการนี้ มีเป้าหมายส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถแข่งขันได้ ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย

การออกแบบ การสร้างความแตกต่างของสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและสร้างตราสินค้า ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับ และการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
ภายใต้แนวคิด BCG Economy Model ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติในการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และสอดคล้องกับแผนงานหลักของกรมฯ และกระทรวงพาณิชย์”นายเอกฉัตรกล่าว น.ส.ประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า โครงการ Future.Lab เป็นโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการ

ในกลุ่มหัตถอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ อาทิ แฟชั่นและเครื่องหนัง ของขวัญของชำร่วย เครื่องใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน สปาและสุขภาพ ในพื้นที่ภาคเหนือที่มีนวัตกรรม มีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน
15 แบรนด์ จาก จ.เชียงใหม่ น่าน และแพร่ จากผู้สมัครทั้งสิ้น 45 ราย โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเกิดองค์ความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการสร้างแบรนด์ และแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด BCG Economy Model โดยการอบรมครั้งนี้ จะมี 5 กิจกรรม ได้แก่ การอบรมเชิงลึกเพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจ (Workshop) จำนวน 3 วัน การอบรมเชิงปฏิบัติการและพัฒนาเชิงลึก (Brand Consultation) ในรูปแบบอบรมรวมกลุ่มจำนวน 4 วัน การให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการสร้างแบรนด์ และการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Brand Consultation) ในรูปแบบให้คำปรึกษาเชิงลึกตัวต่อตัวระหว่างผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญ ระยะเวลา 3 เดือน การจัดทำคู่มือการสร้างแบรนด์รายบริษัท (Brand Book) และแค็ตตาล็อกสินค้าออนไลน์

(E-Catalogue) และการนำเสนอกลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์ และการพัฒนาของผู้ประกอบการ ที่ผ่านมา สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า ได้จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรมให้มีศักยภาพทางการแข่งขันสูงขึ้น อาทิ ในปี 2563 การบ่มเพาะด้านการสร้างแบรนด์ ในกลุ่มสินค้านวัตกรรมทางการเกษตรไทย (IDEALAB : Thai Agricultural Innovation) ปี 2564 การพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมให้มีการเพิ่มมูลค่าธุรกิจด้วยแนวทาง BCG อาทิ ยกระดับบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Circular Packaging) เป็นต้น และยังได้ขยายเครือข่ายพันธมิตรด้านหน่วยงานนวัตกรรม (จากการ MoU) เพื่อยกระดับภาคการส่งออกของไทยด้วยงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม และได้ขยายโอกาสไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ BCG ในภูมิภาค จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้

​ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th.หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
12 มีนาคม 2565

DITP ฉลองครบรอบ 70 ปี ประกาศวิสัยทัศน์ 5 ปี เป็นองค์กรด้านการค้าติด 1 ใน 5 ของเอเชีย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

(DITP) ฉลองการสถาปนาครบรอบ 70 ปี เปิดวิสัยทัศน์การทำงานในช่วง 5 ปีข้างหน้า ชูเป็นองค์กรมีความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยเป็น 1 ใน 5

ของเอเชียภายในปี 2570 ภายใต้การดำเนินการ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ดันผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยี เร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า บริการด้วยนวัตกรรม สร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศและสินค้าไทย
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์

เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 5 ปี เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี การสถาปนากรม ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรมฯ ได้เผชิญกับความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่และอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถเดินหน้าภารกิจของกรมฯ ต่อไปได้ ท่ามกลางอุปสรรคที่เกิดจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยได้ใช้แนวคิดเชิงกลยุทธ์ “ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส” ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกษ์ใช้งานกับภารกิจของกรมฯ ในทุก ๆ ด้าน ทำให้สามารถนำพาองค์กรและผู้ประกอบการปรับตัวฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปได้ และช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกให้เติบโตและเป็นเครื่องยนต์หลักค้ำจุนเศรษฐกิจไทย ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์)
สำหรับแผนการขับเคลื่อนกรมฯ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้ตั้งวิสัยทัศน์ “ความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยเป็น 1 ใน 5 ของเอเชียภายในปี 2570” ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายที่จะสื่อสารให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางถึงการเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของประเทศไทย
โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใน 5 ปี ให้อยู่ใน 5 อันดับแรก เปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในเอเชีย ซึ่งถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ท้าทายความสามารถขององค์กรเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยที่จะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกการควบคุมจำนวนมาก

ซึ่งกรมฯ เชื่อมั่นว่าการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะสร้างภูมิต้านทานต่อความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้
ทั้งนี้ ในการดำเนินการ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยความหมายของนวัตกรรม คือ การคิดค้นวิธีการทำงาน เครื่องมือใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเดิม หรือปัญหาใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในองค์กรอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
รองรับยุค Digital Transformation ที่เทคโนโลยีนำการค้า ซึ่งจะมีผลต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

เพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานภายใน และการให้บริการภายใต้ภารกิจของกรมฯ ทั้งการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การพัฒนาสินค้า/บริการ และการพัฒนาช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร
ในการเสริมและเกื้อหนุนให้ภาคธุรกิจได้พัฒนาไปอย่างก้าวไกล ด้วยหลัก “รัฐหนุน เอกชนนำ”

นอกจากนี้ ได้กำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ 4 ข้อหลัก ในการเตรียมความพร้อมภารกิจของกรมฯ สำหรับอนาคต ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ โดยจะมุ่งพัฒนาผู้ประกอบให้สามารถใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ อาทิ การสื่อสารแบบ 5G , เทคโนโลยี Cloud , Big Data , Robotics , Machine Learning , Artificial Intelligence มาช่วยในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ผ่านการพัฒนาหลักสูตรอบรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับทักษะเดิม และสร้างทักษะใหม่ในการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การเสริมสร้างองค์ความรู้ การปรับเปลี่ยนความคิดและความเชื่อ (mindset) เพื่อการปรับตัวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprises) และด้วยแนวคิด “รักษ์โลก” ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio Circular and Green) รวมถึงการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผ่านการพัฒนาหลักสูตรอบรมต่างๆ ทั้งออฟไลน์และหลักสูตรการเรียนการสอนผ่านระบบ E-learning เพื่อให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และนักศึกษา ในทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเดินหน้าเร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศในยุคดิจิทัล เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก โดยรูปแบบการทำธุรกิจระหว่างประเทศเปลี่ยนจาก B2B เป็น B2C มากขึ้น โดยช่องทางการซื้อ-ขายสินค้าผ่านตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace) ทำให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายสามารถตกลงธุรกิจกันได้โดยตรง อีกทั้งยังขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆได้ง่ายขึ้น กรมจึงจะมุ่งเน้นส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนเพื่อขยายโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าถึงผู้ซื้อ/ผู้บริโภคในต่างประเทศ การพัฒนากิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทางออนไลน์ (OBM) ระหว่างผู้ส่งออกกับผู้นำเข้าในต่างประเทศ ให้เป็น Smart OBM โดยการนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการจับคู่เจรจาธุรกิจให้มีความแม่นยำเพื่อสนับสนุนให้เกิดมูลค่าการซื้อขายมากยิ่งขึ้น และการนำนวัตกรรมการตลาดใหม่ๆมาปรับรูปแบบกิจกรรมของกรมให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงพัฒนาต่อยอดรูปแบบกิจกรรมที่กรมได้ปรับเปลี่ยนในช่วงการระบาดของโควิด-19 อาทิ งานแสดงสินค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้ง Virtual Trade Show
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการด้วยนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ โดยกรมจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการต่อยอดสินค้านวัตกรรมที่เกิดจากงานวิจัยเพื่อการค้าสู่ตลาดโลก เน้นการบ่มเพาะแบรนด์ ผู้ประกอบการ BCG เพื่อสร้าง BCG Heroes ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพสูง อาทิ อาหารแห่งอนาคต อาหารสัตว์เลี้ยง บรรจุภัณฑ์ ไลฟ์สไตล์ และเครื่องสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย นอกจากนี้ จะมุ่งเน้นการใช้ soft power เป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย โดยการใช้ความเข้มแข็งของประเทศไทยด้านวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และเอกลักษณ์ความเป็นไทย (Thainess) มาสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าและบริการของไทย มุ่งเน้นส่งเสริมการส่งออกอาหารไทย มวยไทย ดิจิทัลคอนเทนต์ (ละคร/ภาพยนตร์ไทย เกมส์ แอนิเมชั่นที่สอดแทรกความเป็นไทย) สปาไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย รวมถึงร้านอาหารไทย โดยเฉพาะร้านอาหาร Thai Select ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยและสินค้าไทย (Country Image และ Product Image) โดยเดินหน้าโครงการสำคัญต่างๆ อาทิ Thailand Trust Mark ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าและบริการชั้นนำของไทย/ D Mark / PM Award และการส่งเสริมแบรนด์ประเทศไทยด้านการค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญ BCG # Be the Change รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยสินค้าอาหารของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก
“การขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของไทยในอนาคต ต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม และความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน แนวยุทธศาสตร์ 4 ข้อที่ผมกล่าวถึงข้างต้น เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับวาระแห่งชาติในการยกระดับการพัฒนาประเทศด้วย 2 โมเดลหลัก คือ โมเดล Thailand 4.0 ซึ่งเป็นการพัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”นายภูสิตกล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการร่วมฉลองครบรอบ 70 ปี กรมฯ ยังได้จัดกิจกรรม “สค.ทำดีเพื่อสังคม” โดยจะส่งมอบเงิน สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น และยาเวชภัณฑ์ ให้กับบ้านนนทภูมิ และสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด
เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือ และส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
11 มีนาคม 2565

รฟฟท. จัดกิจกรรมเพื่อสังคมแจกชุดตรวจ ATK , ปรอทวัดไข้ และหน้ากากอนามัย จำนวน 500 ชุดให้แก่ชุมชนสวนผัก บริเวณรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงสถานีจตุจักร

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรมเพื่อสังคม แจกชุดตรวจ ATK , ปรอทวัดไข้ และหน้ากากอนามัย จำนวน 500 ชุดให้แก่ชุมชนสวนผัก บริเวณรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงสถานีจตุจักร

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่าเพื่อเป็นไปตามนโยบายของบริษัทในส่วนของความรับผิดชอบต่อสังคม ( CSR ) ที่บริษัทให้ความสำคัญ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อสนับสนุนมาตรการลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ในชุมชน โดยมอบชุดตรวจโควิด-19 แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง ( Antigen Rapid Test Kit ) ปรอทวัดไข้ และหน้ากากอนามัย จำนวน 500 ชุดให้แก่ชุมชนสวนผัก บริเวณรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงสถานีจตุจักร รวมทั้งมอบแผ่นรองซับสำหรับผู้ป่วย และผู้สูงอายุที่นอนติดเตียง โดยมีประธานชุมชนสวนผักเป็นตัวแทนรับมอบ

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

DITP ลุยอีคอมเมิร์ซไต้หวันเปิด “TOPTHAI Store” บน PChome Thaiเตรียมดันสินค้าไทยขายออนไลน์มากขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัว “TOPTHAI Store” บนแพลตฟอร์ม PChome Thai ในงานแถลงข่าวเปิดตัวการให้บริการ PChome Thai ThaiShopping ณ ไต้หวัน เมื่อวานนี้( 9 มีนาคม 2565) พร้อมเปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการเร่งผลักดันภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในทุกระดับก้าวสู่การค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนก็เป็นยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงฯ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญให้ภาคการส่งออกของไทยสามารถเติบโตได้ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า
การร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่เปิดประตูให้สินค้าไทยมีพื้นที่บนตลาดออนไลน์ไต้หวัน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ผู้บริโภคมีความตระหนักถึงประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมสอดรับกับเทรนด์ของโลก และเป็นตลาดสำคัญที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลค่าการค้าปลีกออนไลน์ของไต้หวันล่าสุดที่มีการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 14.75 อีกทั้งแพลตฟอร์ม PChome ก็เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไต้หวัน และเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงจากนักช้อปออนไลน์

“การเปิดร้าน TOPTHAI ของกรมภายใต้แคมเปญ ThaiShopping บนแพลตฟอร์ม PChome Thai มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าไทยในกลุ่มนักช้อปออนไลน์ไต้หวัน โดยจุดเด่นของร้าน TOPTHAI คือกรมและทาง PChome Thai ได้ร่วมกันคัดสรรแบรนด์สินค้าแฟชั่นไทยคุณภาพที่มีดีไซน์โดดเด่น โดยเน้นสินค้าในกลุ่ม BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการออกแบบและมีกระบวนการผลิตที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อสร้างความโดดเด่นและความแตกต่างให้กับร้านค้าของกรมบนแพลตฟอร์ม PChome โดยคาดว่าในปีนี้จะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมขายสินค้าได้ไม่ต่ำกว่า 50 แบรนด์” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวเสริม

นาย ไช่ เหวิน-สยง Managing Director ของบริษัท PChome (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไต้หวันเสมอมา และผู้บริโภคไต้หวันเองก็คุ้นเคยกับสินค้าไทยเป็นอย่างดี เราเชื่อมั่นในความหลากหลาย ดีไซน์คุณภาพเยี่ยม รวมถึงราคาที่น่าจับต้องของสินค้าไทย นอกจากนี้ คนไต้หวันส่วนใหญ่คุ้นเคยและเชื่อมั่นในบริการของ PChome โดยการเปิดตัวของบริการ PChome Thai ThaiShopping จะยิ่งช่วยส่งเสริมสินค้าแบรนด์ไทยคุณภาพสูงให้เป็นที่รู้จักในตลาดไต้หวันมากยิ่งขึ้น เป็นผลดีทั้งต่อผู้บริโภคชาวไต้หวันและเจ้าของแบรนด์ชาวไทย”

นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า โครงการ TOPTHAI Store คือ ร้านค้าออนไลน์ของกรมที่เปิดอยู่บนแพลตฟอร์ม
e-Commerce ชั้นนำในตลาดเป้าหมาย การเปิดตัวร้าน TOPTHAI Store บน PChome Thai ในตลาดไต้หวันนี้ นับเป็นร้านลำดับที่ 6 แล้ว โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดตั้งร้าน TOPTHAI Store แล้วบน 5 แพลตฟอร์มใน 4 ประเทศ ได้แก่ Tmall.com และ Tmall Global (ตลาดจีน), Bigbasket.com (ตลาดอินเดีย), Amazon.com (ตลาดสหรัฐอเมริกา) และ Klangthai.com (ตลาดกัมพูชา) ทั้งนี้ กรมมีแผนจัด
กิจกรรมร่วมกับแพลตฟอร์ม PChome Thai ภายใต้โครงการ “Cross-border e-Commerce ขายออนไลน์สู่ตลาดโลก” โดยเตรียมเชิญผู้แทนจากแพลตฟอร์ม PChome Thai เข้าร่วมหารือกับผู้ประกอบการไทยและคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพเข้าร้าน TOPTHAI เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญกับสินค้าไทยที่เป็นที่ชื่นชอบของ
นักช้อปออนไลน์ไต้หวัน ได้แก่ สินค้าของตกแต่งบ้าน สินค้าแฟชั่น และสินค้าอาหาร/ผลไม้แห้ง ฯลฯ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 มีนาคมนี้ โดยผู้ประกอบการที่สนใจขึ้นขายสินค้าบนร้าน TOPTHAI บนแพลตฟอร์ม PChome Thai สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทาง Facebook page : Thaitrade.com หรือโทร. 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
10 มีนาคม 2565

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง ได้รับเชิญไปตัดริบบิ้น ครูปลา ปาริชาติ เจ้าของรางวัลเหรียญเงินที่ฮ่องกง

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ถูกเพื่อนรักเชิญไปตัดริบบิ้น ครูปลา ปาริชาติ เจ้าของรางวัลเหรียญเงินที่ฮ่องกงในการประกวด 7th World Youth & Children’s Choir Festival Hong Kong และ 2 เหรียญทอง The4th Annual Bangkok International Chorus Festival 2018
2019 .. . นางจะส่งออกศิลปินสู่นานาชาติอีกครั้ง

เปิดเวทีสำหรับคนที่รักเพลง สถาบันสอนดนตรีมาตรฐานสากล รัชปาร์มิวสิค จัดทำการเปิดรับสมัครออดิชั่นคัดเลือกเยาวชนอายุ 6-20 ปี และประชาชนทั่วไป 21-75 ปีเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดร้องเพลงประสานเสียง ระดับโลก WORLD CHOIR GAMES 2024 ณ เมือง AUCKLAND ประเทศนิวซีแลนด์ โดยแข่งขันร่วมกันกว่า 60 ประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 10-20 กรกฎาคม 2567

ส่งใบสมัครมาได้ที่ทางไลน์ @dgb8646n
โทร 094-402-2995 วันนี้-25 มีนาคม 2565

กรรมการตัดสิน คุณอาวินัย พันธุรักษ์
คุณแหม่ม วิเวียน ป้าแมว ดาวพระศุกร์ และ
ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านดนตรี

รอบชิงชนะเลิศในวันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2565 ถ่ายทอดเทปบันทึกภาพออกอากาศผ่านทางททบ5

Cr. ภาพข่าว ช่อง 7 ช่อง 8 TNN

“พาณิชย์-DITP”ชี้ช่องส่งออก “สินค้าวัตถุดิบอาหาร” เจาะตลาดอินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้ช่องส่งออก “สินค้าวัตถุดิบอาหาร” เจาะตลาดอินเดีย หลังรัฐบาลมีแผนปรับลดภาษีนำเข้า เพื่อสู้ของแพง เปิดโพยสินค้าที่มีโอกาส “น้ำมันปาล์มดิบ-ถั่วพิสตาชิโอ-อินทผลัม-ส้มและมะนาว-เม็ดมะม่วงหิมพานต์-บิสคิตและเวเฟอร์ รวมถึงกาแฟ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์
ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมฯ ติดตามโอกาสทางการค้าของไทยในประเทศต่าง ๆ และกรมฯ ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ถึงโอกาสในการส่งออกสินค้ากลุ่มวัตถุดิบอาหารเข้าสู่ตลาดอินเดีย หลังจากที่ปัจจุบันอินเดียเผชิญกับสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ตามการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงสถิติของอินเดีย ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของอินเดียในเดือนม.ค.2565 เพิ่มขึ้น 6.01% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า และสูงกว่า CPI ในเดือนธ.ค.2564 ซึ่งอยู่ที่ 5.66% และมีข้อมูลจากผู้ผลิตรายใหญ่ในอินเดีย เช่น Nestlé India , ITC , HUL , Dabur and Britannia พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาเพิ่มขึ้น 4–20% อาทิ ชา กาแฟ บิสคิต ช็อคโกแลต บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องสำอาง และของใช้ในบ้าน ขณะที่สินค้าวัตถุดิบก็มีราคาเพิ่มขึ้นด้วย โดยดัชนีราคาค้าส่ง (WPI) ในเดือนม.ค.2565 มีระดับสูงถึง 12.96% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า นายภูสิตกล่าวว่า ทูตพาณิชย์มุมไบ ยังได้รายงานอีกว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นในบางรายการสะท้อนถึงโอกาสของสินค้าไทยที่อาจส่งออกไปอินเดียได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่อินเดียมีแผนจะลดภาษีนำเข้าตั้งแต่เดือนพ.ค.2565 เป็นต้นไป และเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารในอินเดีย เช่น น้ำมันปาล์มดิบที่ลดจาก 7.5% เหลือ 5% ถั่วพิสตาชิโอลดจาก 30% เหลือ 10% อินทผลัมจาก 30% เหลือ 20% ส้มและมะนาว จาก 40% เหลือ 30% เม็ดมะม่วงหิมพานต์ จาก 30% เหลือ 2.5% และ บิสคิตและเวเฟอร์ จาก 45% เหลือ 30% นอกจากนี้ ราคาของกาแฟที่แพงขึ้น อาจเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกเพื่อทำตลาดระดับบนในช่วงนี้ด้วย นอกจากนี้ ในการทำตลาดในอินเดีย ผู้ผลิตและผู้ส่งออก สามารถสำรวจราคาของคู่แข่งในตลาดอินเดียผ่านแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ได้ เช่น amazon.in โดยดูจากราคาสูงสุดสำหรับการขายปลีก (MRP) ที่ระบุไว้ที่ฉลาก ซึ่งเป็นราคาที่ครอบคลุมถึงค่าบรรจุภัณฑ์และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมตลาด ส่วนต่างกำไรของผู้ผลิต (ประมาณ 20%) ค่าขนส่งและจัดเก็บ (ประมาณ 6%) ส่วนต่างกำไรของตัวแทนจำหน่าย/กระจายสินค้า (Stockist Margin ประมาณ 10%) รวมถึงส่วนต่างกำไรที่ร้านค้าส่งและค่าปลีก (ประมาณ 20%) เพื่อประเมินในเบื้องต้นว่าราคาของสินค้าไทยเมื่อรวมค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า และภาษี GST แล้ว จะสามารถแข่งขันกับรายอื่นได้หรือไม่ เนื่องจากคนอินเดียส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวในราคา รวมทั้งนำไปวางแผนปรับต้นทุนสินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดอินเดีย สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 มีนาคม 2565

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศร่วมกับหอการค้าไทยนำผู้ประกอบการผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลไทยสู่ตลาดโลกผ่านงานแสดงสินค้า Gulfood 2022

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อส่งเสริมการส่งออกให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยร่วมกับหอการค้าไทย นำผู้ประกอบการไทย จำนวน 62 บริษัท เข้าร่วมแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้า Gulfood 2022 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) และในโลกงานหนึ่ง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 17 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Dubai World Trade Centre (DWTC) เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ บนพื้นที่คูหาประเทศไทย ขนาดรวม 561 ตารางเมตร ตั้งอยู่ใน 3 โซน ได้แก่ โซน World Food โซน Beverage และโซน Pulse&Grain
ซึ่งในครั้งนี้ กรมฯ ได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานเป็นครั้งที่ 20 แล้ว เพื่อประชาสัมพันธ์เน้นย้ำภาพลักษณ์และแสดงศักยภาพของประเทศไทย ในการเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารฮาลาลที่มีคุณภาพและ ได้มาตรฐานการส่งออก รวมทั้งแสดงความก้าวหน้าของไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้านวัตกรรม ที่เป็นสินค้าฮาลาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อขยายตลาดการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลของไทย
เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานใน 2 รูปแบบ คือ (1) เดินทางไปเข้าร่วมงานด้วยตนเอง และ (2) จัดส่งสินค้าไปร่วมแสดงภายในงาน หรือเรียกว่า Mirror-Mirror และเจรจาธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ โดยภาพรวมการเจรจาการค้ามีมูลค่าการสั่งซื้อรวมทั้งสิ้น 8,125 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าสั่งซื้อทันที 843 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดว่าจะสั่งซื้อภายใน 1 ปีอีก 7,282 ล้านบาท

ผลประเมินภาพรวมของการจัดงาน ผู้ประกอบการไทยพึงพอใจกับการเข้าร่วมงาน เนื่องจากในปีนี้ มีผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้ ผู้ส่งออกไทยได้มีโอกาสพบผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าที่มีศักยภาพเพื่อขยายมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยไปตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาในอนาคตต่อไป

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
8 มีนาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ประกอบการไทยเตรียมตัว หลังไห่หนานจะเปิดเขตการค้าเสรีในปี 68

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แนะผู้ประกอบการเตรียมศึกษากฎระเบียบการนำเข้า ความต้องการบริโภค โอกาสส่งออก การทำธุรกิจด้านบริการ หลังไห่หนานประกาศเตรียมเปิดเขตการค้าเสรีไห่หนานอย่างเป็นทางการ ในปี 2568

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมฯ ดำเนินการติดตามโอกาสทางการค้าของไทยอย่างใกล้ชิด และให้นำมารายงานให้กับผู้ประกอบการของไทยทราบ ล่าสุดกรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ เมืองกวางโจว ว่า คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติมณฑลไห่หนาน ได้ประกาศเตรียมเปิดเขตการค้าเสรีไห่หนาน (Hainan Free Trade port) อย่างเป็นทางการในปี 2568 ซึ่งหมายความว่าการนำเข้าและส่งออกของสินค้าจะดำเนินการผ่านศุลกากรเกาะไห่หนาน และการเดินทางเข้าสู่เกาะไห่หนานของนักท่องเที่ยวจะต้องผ่านการอนุญาตจากตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เช่นเดียวกับการไปเที่ยวต่างประเทศ
สำหรับการประกาศครั้งนี้ เป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ หน่วยงาน และประชาชนในพื้นที่เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเขตการค้าเสรีตามแผนพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ เช่น การจัดระบบการนำเข้าและส่งออก การวางโครงสร้างการบริการพื้นฐานของท่าเรือ การวางแผนและออกแบบระบบศุลกากรที่มีประสิทธิภาพ และวางรากฐานด้านการจัดการด้านอื่น ๆ อย่างครอบคลุม สร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างมณฑลไห่หนาน ประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถเปิดเขตการค้าเสรีไห่หนานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังเพื่อปรับปรุงข้อด้อยต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมเปิดเขตการค้าเสรีไห่หนานในปี 2568
“ไห่หนานได้ตอกย้ำความพร้อมเปิดเขตการค้าเสรีและมุ่งเน้นพัฒนาให้เกาะไห่หนานเป็นท่าเรือการค้าเสรีระดับสูงที่มีประสิทธิภาพและมีอิทธิพลระดับโลก อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นใจต่อคู่ค้านานาประเทศว่าการค้าในเขตการค้าเสรีไห่หนานจะมีความราบรื่น รวดเร็ว ผ่านการวางระบบศุลกากรที่มีมาตรฐาน”
นายภูสิตกล่าว

ทั้งนี้ นายภูสิตได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการไทย ให้เตรียมความพร้อมในการส่งออกสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นศึกษากฎระเบียบการนำเข้า negative list ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ เนื่องจากเกาะไห่หนานถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวฤดูร้อนที่สำคัญของประเทศจีน ทำให้มีโอกาสการทำธุรกิจด้านการบริการต่าง ๆ ที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ หรือชาวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวในเกาะไห่หนาน โดยเฉพาะร้านค้าปลอดภาษี ที่จะเป็นช่องทางการกระจายสินค้าที่สำคัญอีกช่องทางหนึ่ง แต่การค้า
ในเกาะไห่หนานจะมีอัตราการแข่งขันสูงขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องพัฒนาและยกระดับคุณภาพของสินค้าไทย เพื่อให้โดดเด่นกว่าสินค้าอื่น ๆ ในท้องตลาด

ปัจจุบันท่าเรือหยางผู่ (Yangpu Port) ถือเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจของเกาะไห่หนาน (Economic Development Zone) โดยในปี 2564 เขตหยางผู่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากสินค้าจากต่างประเทศกว่า 76% ที่ต้องการนำเข้าสู่เกาะไห่หนานจะต้องผ่านท่าเรือหยางผู่นี้และการเติบโตของของเขตหยางผู่คิดเป็นร้อยละ 33 ของมณฑลไห่หนานทั้งหมด ความสำคัญของเขตหยางผู่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นเท่านั้น ยังเชื่อมโยงไห่หนานกับนานาประเทศ และในช่วงเวลาที่ประเทศจีนกำลังเร่งพัฒนาภูมิภาคตะวันตก เขตหยางผู่ คือ เขตที่เชื่อมโยงภูมิภาคตะวันตกของจีนกับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศและในประเทศร่วมกับอ่าวเป่ยปู๋ในมณฑลกวางสี กลายเป็นจุดเชื่อมต่อทางทะเลระหว่างจังหวัด เทศบาล และเขตปกครองตนเองในภาคตะวันตกของจีน เช่น ฉงชิ่ง เสฉวน กวางสี และกุ้ยโจว อีกทั้งเชื่อมต่อกับประเทศในกลุ่ม Belt and Road Initiatives (BRI) ซึ่งการส่งออกของสินค้าที่ผลิตในเกาะไห่หนานและทางตะวันตกของจีน รวมถึงการนำเข้าจากกลุ่มประเทศ Belt and Road Initiatives (BRI) ล้วนสามารถใช้หยางผู่เป็นศูนย์กลางท่าเรือได้

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
7 มีนาคม 2565

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง รับรางวัล “หงส์ทอง”คนไทยตัวอย่าง ประจำปี 2565

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มารับรางวัล “หงส์ทอง”คนไทยตัวอย่าง สาขา
ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ
จัดโดย สมัชชานักจัดรายการข่าววิทยุโทรทัศน์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ต้นแบบคนดี ทำดีต้นแบบสังคมแห่งปี ๒๕๖๕
คนไทยตัวอย่างครั้งที่ ๙

ผอ.อาร์ต ได้กล่าวขอบคุณ ฯพณฯ พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี พลตรี ม.ร.ว.วัยวัฒน์ จักรพันธุ์
คุณรัฐ ริมธีรกุล คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมระหว่างเพศ พรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.อำนาจ หมัดสดาย

ขอบคุณที่ให้เกียรติผมและครอบครัวนะครับ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น