ส่งแล้วตู้แรก “ไก่ไปซาอุ” จุรินทร์ สร้างประวัติศาสตร์ในรอบ 18 ปี “บุกตลาดอาหารซาอุ” ตั้งเป้าไทยส่งออกไก่ 980,000 ตันปีนี้และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ 28 มีนาคม 2565 เวลา 11.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ส่งออกไก่แปรรูป “ตู้ปฐมฤกษ์” ของไทย ไปซาอุดิอาระเบีย พร้อมด้วยนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ซีพีเอฟ (มีนบุรี 2)

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ตามที่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันประสานงานกับรัฐบาลซาอุฯจนกระทั่งประสบความสำเร็จให้การรับรองอนุมัติให้นำเข้าไก่จากประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี โดยมีโรงงานของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด(มหาชน) หรือซีพีเอฟได้รับการรับรองจำนวน 5 โรงงาน ขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่ให้ความร่วมมือช่วยประสานงานกับประเทศซาอุดิอาระเบียจนสามารถส่งออกไก่ของไทยกับซาอุฯได้สำเร็จเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกไก่ในประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
วันนี้ส่งมอบไก่ล็อตแรกไปยังประเทศซาอุฯเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ตั้งแต่ปี 2547 และเดือนนี้คาดว่าจะส่งออกได้ 600 ตัน มูลค่า 47 ล้านบาท และภายในสิ้นปีจะส่งออกได้ 300 ตู้ ปริมาณ 6,000 ตัน มูลค่า 400-500 ล้านบาท และคาดว่าเราจะสามารถทำได้ถึง 60,000 ตัน ภายใน 5 ปี หรือมูลค่า 4,200 ล้านบาท ทั้งไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและไก่แปรรูปที่ผ่านกระบวนการมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัดตามหลักศาสนาอิสลาม ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

นายจุรินทร์ กล่าวว่า
วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งของการส่งออกสินค้าไทยไปซาอุดีอาระเบียโดยเฉพาะไก่ซึ่งเป็นสินค้าเป้าหมายที่มีความสำคัญหลังจากที่เราขาดโอกาสไปตลอด 18 ปีที่ผ่านมา เมื่อตนเข้ามารับหน้าที่เป้าหมายหนึ่งที่ตั้งไว้คือการฟื้นความสัมพันธ์ทางการค้ากับซาอุดิอาระเบียโดยเฉพาะสินค้าสำคัญหนึ่งปีที่ผ่านมาได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ ทูตเกษตรและประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เจรจากับทางการซาอุฯ จนคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซาอุดิอาระเบียตรวจโรงงานและให้การรับรองแล้ว 11 โรงงาน ที่ได้คุณภาพมาตรฐานที่จะส่งออกไก่ไปซาอุฯ และหลังจากนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนซาอุดิอาระเบีย ตนได้สั่งการอีกครั้งให้ทูตพาณิชย์กับทูตเกษตรและผู้แทนสถานทูตไทยประจำซาอุดิอาระเบียเดินทางไปพบกับ องค์การอาหารและยาของซาอุดิอาระเบีย (SFDA) และออกประกาศผ่านเว็บไซต์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2565 จะสามารถส่งออกไก่ไปซาอุดิอาระเบียได้ ขอขอบคุณคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยที่ช่วยประสานงาน ดูแลมาตรฐานต่างๆให้เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม

“ช่วงที่ผ่านมาซาอุดิอาระเบียนำเข้าไก่ 75% จากประเทศบราซิล 25% จากยูเครนและฝรั่งเศส จากนี้ไปตนคิดว่าไก่จากประเทศไทยจะเป็นตลาดสำคัญที่ซาอุดิอาระเบียได้ในอนาคต โดยปี 64 เราส่งออกไก่ไปทั่วโลกประมาณ 900,000 ตันนำเงินเข้าประเทศประมาณ 100,000 ล้านบาท และปี 65 ตั้งเป้าว่าจะทำได้ 980,000 ตัน การส่งออกไก่ไปซาอุถือเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกและเพิ่มตัวเลขการส่งออกไก่ของไทยด้วย ขอแสดงความยินดีกับซีพีเอฟเป็นโรงงานแรกที่ได้ส่งออกไก่ไปซาอุฯ ตู้ปฐมฤกษ์ หลังจากที่ขาดหายไป 18 ปี และกระทรวงพาณิชย์มีแผนงานสำคัญที่จะประสานงานกับซาอุดิอาระเบียนำคณะเดินทางไปซาอุดิอาระเบีย ไปขายของทำตัวเลขส่งออกสำหรับการเดินทางไปเยือนและขอเชิญชวนภาคเอกชนที่สนใจ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมีประชากรมากถึง 35.6 ล้านคนและมีสัดส่วนการนำเข้าอาหารสูงที่สุดในกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ(Gulf Corporation Council) และปัจจุบันซาอุดิอาระเบียนำเข้าผลิตภัณฑ์ไก่จากทั่วโลกเฉลี่ยปีละ 6.5 แสนตัน โดย 70% เป็นการนำเข้าไก่สดทั้งตัวและ 30% เป็นการนำเข้าไก่ชำแหละและไก่แปรรูป ผู้บริโภคซาอุดิอาระเบียมีอัตราการบริโภคเนื้อไก่ 45 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือทั้งประเทศที่ 1.5 ล้านตันต่อปี

พาณิชย์จัดเวทีสานฝันคนรุ่นใหม่ Design Service Sandbox ปีที่ 2ดันอุตสาหกรรมการบริการออกแบบผนวกเทคโนโลยี หนุน SMEs ไทยสร้างธุรกิจใหม่สู่สากล

กรุงเทพฯ 25 มีนาคม 2565: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวโครงการ Design Service Society 2022 สานฝันคนรุ่นใหม่ระดมความคิดสร้างสรรค์พัฒนาบริการยกระดับ SMEs ไทยสร้างธุรกิจใหม่สู่สากล ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้านการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดของ SMEs และ Micro SMEs
โดยในปีนี้มุ่งเน้นส่งเสริมภาคธุรกิจให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและการแข่งขันในอนาคตของประเทศไทยและตลาดโลกด้วย Digital Transformation ล่าสุดเตรียมเปิดเวทีสนามทดลองแนวคิดธุรกิจ (Sandbox)
ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ Design Service Sandbox Open House นำวิทยากรชั้นนำด้านการออกแบบ ธุรกิจ และเทคโนโลยี มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ภายใต้แนวคิด Impactful Design and Emerging Technology มุ่งหวังจัดเวทีสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ได้เห็นโอกาสค้นพบศักยภาพและ Digital solution ใหม่ๆ ด้านการออกแบบและเทคโนโลยี อาทิ Blockchain, Metaverse และ NFT เป็นต้น กระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์ขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่โลกการค้าในอนาคต

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมการบริการออกแบบ (Design Service Society) เป็นการดำเนินการตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในการส่งเสริมภาคธุรกิจไทยเตรียมพร้อมสำหรับยุค Digital Transformation โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
ได้เร่งดำเนินการเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อน
เศรษฐกิจไทย รวมทั้งเป็นบริการสนับสนุนภาคการส่งออก ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างเท่าทัน
โดยไฮไลต์สำคัญของโครงการในปีนี้ ได้แก่
• กิจกรรม Design Service Sandbox ปีที่ 2 สนามทดสอบแนวคิดธุรกิจ (Sandbox)
จุดนัดพบของนักออกแบบ นักพัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และ Tech Startup รุ่นใหม่ มาทำงานร่วมกัน
ในรูปแบบ Co-Creation โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและสนับสนุน ปีนี้จัดขึ้นภายใต้ตีม “The impactful solutions for International trade” มุ่งหวังให้เกิด Digital Solution เพื่อตอบโจทย์ภาคการค้าระหว่างประเทศ พร้อมรับโอกาสที่จะได้ร่วมพัฒนาไอเดียสร้างสรรค์ผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างมากมายในโครงการ เช่น การทดสอบผลงานต้นแบบด้วยเครื่อง 3D Printing ได้รับคำปรึกษากับ Mentor ชั้นนำอย่างใกล้ชิด โอกาสต่อยอดความคิดสร้าง network ให้กับธุรกิจกับกิจกรรม Business Matching หลังจบโครงการ
• กิจกรรมบริการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบ (Design Consulting Service) รูปแบบออนไลน์ซึ่งเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการได้มารับคำปรึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและเทคโนโลยี เป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นพันธมิตรทางการค้าต่อไปในอนาคต โดยแบ่ง การให้คำปรึกษาออกเป็น
3 ช่วง ได้แก่

ช่วงที่ 1 : วันที่ 28 มีนาคม 2565 หัวข้อ Design For the Better Tomorrow
ให้คำปรึกษาด้านการใช้เทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจไทยในรูปแบบต่างๆ เช่น Blockchain/ NFT / Crypto, Metaverse, AR/ VR, UX/UI Design, Virtual Platform, Virtual Influencer เป็นต้น

ช่วงที่ 2 : วันที่ 24 พฤษภาคม 2565 หัวข้อ Branding in the digital age
ให้คำปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์และทำการตลาดในยุคดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ เช่น Branding Design, Innovative Packaging Design, Intellectual Property, Creative Content Design เป็นต้น โดยจัดคู่ขนานกับงาน Thaifex – Anuga 2022 เน้นผู้ประกอบธุรกิจส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม

ช่วงที่ 3 : วันที่ 21 กรกฎาคม 2565 หัวข้อ Design For Success
ให้คำปรึกษาด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยการออกแบบในรูปแบบต่างๆ เช่น Branding strategies, User Experience Design, Packaging Design, Intellectual Property เป็นต้น เน้นกลุ่ม SMEs ที่มีศักยภาพ
ในการเป็นผู้ส่งออกรายใหม่และกลุ่มผู้ส่งออกรายเดิมที่ต้องการยกระดับธุรกิจ เพื่อขยายตลาดไปยังต่างประเทศ สร้างความโดดเด่นและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยการออกแบบและการสร้างแบรนด์

นายภูสิต กล่าวเสริมว่า “โครงการนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้นักออกแบบไทย ผู้ประกอบการ และ Tech Startup รุ่นใหม่ กว่า 40 ราย ได้ทำงานร่วมกันเกิดผลงานหรือธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ๆ 10 แนวคิดจากกิจกรรม Design Service Sandbox โดยกรมตั้งเป้าให้เกิดพันธมิตรทางธุรกิจไม่น้อยกว่า 100 คู่ ทั้งจากกิจกรรม sandbox และ Design Consulting Service โดยจะผลักดันให้สามารถต่อยอดแนวคิดเกิดผลลัพธ์ในเชิงพาณิชย์ ไม่น้อยกว่า 15 แนวคิด”

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมการบริการออกแบบ (Design Service Sociสำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมการบริการออกแบบ (Design Service Society) สามารถสมัครเข้าร่วมได้ที่ https://drive.ditp.go.th
ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ Facebook : DitpDesignDitp


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
25 มีนาคม 2565

ขอบคุณผู้สนับสนุนเว็บไซต์

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดงชวนย้อนรอยประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่2 พร้อมเที่ยวแก่งคอย

กิจกรรมแต่งชุดไทยย้อนยุค รำลึกประวัติศาสตร์ นั่งรถไฟ เที่ยวงานแก่งคอย ย้อนรอยสงครามโลก ครั้งที่ 2 เส้นทางกรุงเทพ – ชุมทางแก่งคอย – กรุงเทพ

ราคาคุ้มค่ามาก
799 บาท รถนั่งปรับอากาศ + อาหารว่าง และ เครื่องดื่ม คุ้มค่าตลอดการเดินทาง

เงื่อนไขง่ายมาก
ผู้ร่วมเดินทางต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม และแสดงหลักฐานผ่าน Digital Health Pass บน หมอพร้อม แอพพลิเคชั่น หรือแสดงผลตรวจ ATK ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ต่อเจ้าหน้าที่ ณ จุดคัดกรองในวันเดินทาง ☎️ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง http://www.railway.co.th

ขอบคุณผู้สนับสนุนเว็บไซต์

“พาณิชย์-DITP”นำสินค้านวัตกรรม BCG เจาะตลาดเกาหลีใต้ ประเดิมสวยขายได้ 12.05 ล้าน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รับนโยบาย “จุรินทร์” นำผู้ประกอบการสินค้านวัตกรรม BCG ร่วมงานแสดงสินค้าในเกาหลีใต้ ประเดิมได้สวย ตกลงซื้อขาย 12.05 ล้านบาท มั่นใจแนวโน้มโตได้อีก เหตุชาวเกาหลี
มีแนวคิดใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและรักษ์โลก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานผลการจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้านวัตกรรม BCG สู่ตลาดเกาหลีในงาน Seoul Living & Design Fair 2022 ระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2565 ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้จัดขึ้นตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งสร้างโอกาสให้กับสินค้ากลุ่ม BCG ของไทย โดยได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 14 ราย มีผลการเจรจาการค้าออนไลน์ (OBM) จำนวน 63 คู่
เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 12.05 ล้านบาท เป็นการสั่งซื้อทันทีมูลค่า 3.42 ล้านบาท และคาดว่าจะจะสั่งซื้อใน 1 ปี มูลค่า 8.63 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขอเป็นผู้แทนจำหน่าย 1 ราย ทั้งนี้ มี 2 รายแจ้งว่า ยังไม่สามารถระบุมูลค่าได้ในขณะนี้ แต่มีแนวโน้มดี
สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล ของตกแต่งบ้านชิ้นเล็ก ๆ ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล เทียนหอมในเซรามิค เก้าอี้รูปช้าง โคมไฟ เป็นต้น

“ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะผลักดันสินค้านวัตกรรม BCG ของไทยเจาะตลาดเกาหลีใต้ โดยสินค้าไทยที่นำไป
จัดแสดงในครั้งนี้ กรมฯ ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ว่าสินค้าไทยได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวเกาหลีเป็นอย่างมาก ได้เข้ามาดู มาชม และเลือกซื้อ เพราะเกาหลีใต้มีแนวคิดใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์โลกเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าไม่ติดเรื่องสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาด คาดว่า สินค้าไทยจะได้รับความสนใจมากกว่านี้”นายภูสิตกล่าว
ทั้งนี้ งานแสดงสินค้า The 27th Seoul Living Design Fair 2022 ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 10.30-19.00 น. ที่อาคารแสดงสินค้า A B และ D ศูนย์แสดงสินค้า COEX กรุงโซล เกาหลีใต้ พื้นที่จัดงาน 25,659 ตารางเมตร ผู้แสดงสินค้า 1,222 คูหา 277 แบรนด์ โดยเป็นงานที่มีการเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมงานได้ และมีการจำหน่ายสินค้าในงาน มีผู้เข้าชมงาน 147,096 ราย
โดยงานดังกล่าว จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2537 สินค้าที่นำมาแสดง ประกอบด้วย เฟอร์นิเจอร์ ที่นอน
วัสดุปูพื้น เครื่องใช้ในครัว เฟอร์นิเจอร์สำหรับเด็ก เฟอร์นิเจอร์และของเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยง รวมถึงมีการแสดงแนวคิดของ ดีไซเนอร์เกาหลีใต้ งาน Seoul Living Design Fair ถือเป็นงานแสดงสินค้าด้านไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ และได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจาก Korea Institute of Design Promotion, Seoul Design Foundation และ Korea Craft & Design Foundation จึงเป็นงานแสดงสินค้าสำคัญที่จะบอกถึงแทรนด์ของ ตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์ โดยมีบริษัทผู้นำในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน และแบรนด์ต่างๆ เข้าร่วม
ส่วนผู้ประกอบการไทย 14 รายที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) บริษัท T Thaniya ประเภทสินค้า เทียนหอมในถ้วยเซรามิก 2) บริษัท Tayaliving ประเภทสินค้า กระเป๋า ตะกร้าทำจากเชือกเส้นใย PP 3) บริษัท Sonite Innovative Surfaces ประเภทสินค้า ถ้วย ถาดทำจากเปลือกข้าว 4) บริษัท Silk Cocoon Group ประเภทสินค้า กระเป๋า โคมไฟทำจากรังไหม 5) บริษัท Sedar.W ประเภทสินค้า เทียนหอมในถ้วยเซรามิก 6) บริษัท New Arriva ประเภทสินค้า ของขวัญ ของตกแต่งบ้าน 7) บริษัท Moonler ประเภทสินค้า เฟอร์นิเจอร์ไม้จามจุรี 8) บริษัท Pimpen ประเภทสินค้า เฟอร์นิเจอร์หุ้มบุ 9) บริษัท Korakot International ประเภทสินค้า โคมไฟ วัสดุกรุผนังทำจากไม้ไผ่ 10) บริษัท HG Next ประเภทสินค้า เฟอร์นิเจอร์ไม้ 11) บริษัท Deesawat Industries ประเภทสินค้า เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก 12) บริษัท Bioform ประเภทสินค้า ภาชนะบรรจุอาหารทำจากวัสดุ Bio degradable 13) บริษัท Green Dot Blue ประเภทสินค้า โคมไฟแบบแขวน แผ่นรองจาน 14) บริษัท Wemakesense ประเภทสินค้า หมอนอิง Wallpaper

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
24 มีนาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าส่งออก “เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล” เจาะตลาดจีน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้า “เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล” เจาะตลาดคนรักสุขภาพในจีน หลังผู้บริโภคหันมานิยมเพิ่มมากขึ้น ตลาดเติบโตขึ้นต่อเนื่อง คาดมูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็น 27,700 ล้านหยวน ในปี 70 ชี้ปัจจุบันจีนนำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 2 รองจากฝรั่งเศส จึงมีโอกาสในการขยายตลาดได้อีกมาก แนะศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคใกล้ชิด ผลิตสินค้าให้ตรงตามที่ต้องการ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ ติดตามสถานการณ์และโอกาสในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อนำมาแจ้งเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการของไทยได้วางแผนการส่งออก โดยล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน ถึงโอกาสการส่งออกสินค้า “เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล” เจาะตลาดกระแสรักสุขภาพของชาวจีน ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้บริโภคชาวจีน มองว่า เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลเป็นเครื่องดื่มที่ดีกับสุขภาพ เพราะการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น ทำให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจการรักษาสุขภาพ ระมัดระวังปริมาณน้ำตาลในสินค้ามากขึ้น และหันมานิยมเครื่องดื่มปราศจากน้ำตลาดมากขึ้น จึงได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลที่ได้รับความนิยม สามารถจำแนกเป็นเครื่องดื่มชา เครื่องดื่มน้ำอัดลมปราศจากน้ำตาล และเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลอื่น ๆ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีรสนิยม ความชอบ และพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกันได้

นายภูสิตกล่าวว่า ผลจากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ขนาดตลาดของเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลเป็นแรงดึงดูดแบรนด์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของจีนหรือต่างชาติ ได้พยายามปรับสินค้าให้เข้าถึงใจผู้บริโภค เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้น โดยในตลาดจีนมีบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล อาทิ Nongfu Spring , Master Kong , Uni-President , Xiangpiaopiao เป็นต้น ที่เป็นผู้เล่นหลัก ส่วนแบรนด์เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลของต่างชาติที่หาซื้อได้ง่ายในจีน ได้แก่ น้ำแร่ sparkling ตรา Perrier ของประเทศฝรั่งเศส น้ำโซดา ตราช้างของไทย กาแฟดำ ตรา UCC และชาเขียว ตรา Kirin ของญี่ปุ่น เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมา Global Trade Atlas ระบุว่า จีนนำเข้าเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล (HS Code 2201: Waters, Including Natural Or Artificial Mineral Waters And Aerated Waters, Not Containing Added Sweetening Nor Flavored; Ice And Snow) มูลค่ารวม 161 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.68% โดยน้ำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสมากที่สุด มูลค่า 89.23 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเกินครึ่งของการน้ำเข้าทั้งหมด หรือ 55% โดยน้ำเข้าจากไทยมากเป็นอันดับที่ 2 มีมูลค่า 19.07 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 91.66% คิดเป็นสัดส่วน 11.83% ของการนำเข้าทั้งหมดของจีน พื้นที่นำเข้าหลัก คือ นำเข้าผ่านมณฑลกว่างตง คิดเป็น 59.55% ของการนำเข้า รองลงมา ได้แก่ มณฑลฝูเจี้ยน คิดเป็น 25.21% ของการนำเข้า และนครเซี่ยงไฮ้ คิดเป็น 11.41% ของการนำเข้า ตามลำดับ

“จากการรายงานของทูตพาณิชย์ นอกจากน้ำโซดา ตราช้าง ที่มีวางจำหน่ายในตลาดจีน เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลอื่นของไทยยังมีจำหน่ายไม่มากนัก แต่ความต้องการยังคงมีเพิ่มขึ้น วัดได้จากมูลค่าตลาดที่เติบโตจาก 3,120 ล้านหยวนเป็น 11,780 ล้านหยวน ในช่วงเวลา 4 ปี (2559-2563) และคาดว่าในปี 2570 จะมีมูลค่าตลาดเพิ่มเป็น 27,700 ล้านหยวน กลุ่มสินค้านี้ จึงยังมีช่องว่างและมีโอกาสในตลาดจีน ไม่ว่าเป็นแบรนด์ของจีนหรือจากต่างชาติ ซึ่งผู้ผลิตของไทยควรติดตามแนวโน้ม และพฤติกรรมการบริโภคของตลาดจีนอย่างใกล้ชิด พัฒนา R&D เพื่อผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สอดรับยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต อันจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าสินค้า จับกลุ่มลูกค้าผู้รักสุขภาพซึ่งเป็นเทรนด์ในตลาดทั่วโลกไม่เพียงแต่ในจีนเท่านั้น แต่ยังจะส่งออกไปขายได้ทั่วโลก” นายภูสิตกล่าว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
21 มีนาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”เผย “ขนมไทย” มีโอกาสขายญี่ปุ่น แนะเกาะเทรนด์รักษ์โลก ใช้นวัตกรรม

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยสินค้า “ขนมไทย” มีโอกาสส่งออกเจาะตลาดญี่ปุ่น
แนะศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ระบุชอบขนมที่นุ่ม รับประทานได้สะดวก ไม่นิยมขนมที่ใช้เวลาในการบริโภค โดยเน้นให้เกาะเทรนด์รักษ์โลก ใช้บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การผลิตมีนวัตกรรม และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ..กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ติดตามโอกาสในการส่งออกสินค้ารายการใหม่ ๆ เพื่อนำมาแจ้งเตือนให้กับผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าของไทย ได้วางแผนในการผลิตและส่งออกตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยกรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานตัวแทนการค้าไทย ณ เมืองฮิโรชิมา ถึงแนวทางการขยายตลาดขนมไทยในญี่ปุ่น ที่ยังมีโอกาสเจาะตลาดได้อีกมาก
หากสามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามที่ผู้บริโภคต้องการ
ทั้งนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เกิดผู้บริโภคกลุ่มใหม่สำหรับสินค้าประเภทบิสกิต ซึ่งเดิมเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคสตรีและผู้สูงอายุ แต่เมื่อเกิดโควิด-19 คนกักตัวหรือทำงานที่บ้าน บิสกิตจึงเป็นขนมที่เป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคยังต้องการบริโภคสินค้าใหม่ ๆ เช่น ช็อกโกแลต ที่ผู้ผลิตมีการพัฒนารสชาติใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น รสมะนาวและรสถั่วพิสตาชิโอ เป็นต้น รวมทั้งยังมีพฤติกรรมซื้อขนมที่ขนาดบรรจุใหญ่ขึ้น เพื่อรับประทานหลายครั้ง และราคาถูกกว่าซื้อขนาดบรรจุเล็ก

ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มที่สำคัญเกิดขึ้น คือ ชาวญี่ปุ่นเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ผลิตเปลี่ยนจากการใช้พลาสติกมาเป็นกระดาษมากขึ้น และลดปริมาณบรรจุภัณฑ์มากเกินจำเป็นลงมา เช่น ใช้พลาสติกที่บางลง หรือยกเลิกการใช้ถาดพลาสติก เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังพบว่า มีความต้องการสินค้าใหม่ ๆ รองรับสังคมผู้สูงอายุ เช่น ขนมที่มีการพัฒนาเป็น Functional food ที่มีคุณสมบัติการให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น เยลลี่เหลวแบบสำหรับดื่ม
ที่ให้พลังงานและเส้นใย หรือขนมที่มีนวัตกรรม เช่น ลูกอมดับกลิ่นปากที่ลดความแรงของมินท์ เพื่อให้เหมาะกับเวลาใส่หน้ากากอนามัย และขนมเคี้ยวหนึบ ที่มีการใช้นวัตกรรมในการผลิต เพื่อสร้างความแปลกใหม่ เช่น
ขนมนำเข้าจากสเปนมีรูปร่างเป็นลูกกลมสีฟ้าและมีลวดลายเหมือนลูกโลก เมื่อเคี้ยวจะมีเสียงแตกและมีซ๊อสสีแดงรสชาติเบอร์รี่อยู่ข้างใน นำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นเหมือนลูกกวาดติดกันเป็นแผ่น เมื่อเคี้ยวจะเหมือนเคี้ยวลูกกวาดและข้างในจะเคี้ยวหนึบ ๆ พร้อมรสชาติผลไม้ หรือเป็นเยลลี่ที่มีรูบุ๋มตรงกลาง ในห่อมีหลอดเหมือนปากกาซึ่งบรรจุน้ำเชื่อมอยู่ เมื่อจะรับประทานจะหยอดน้ำเชื่อมลงในรู หรือขนมเคี้ยวหนึบที่มีลักษณะและรสสัมผัสเหมือน
มาร์ชแมลโลว์ หรือขนมเคี้ยวหนึบที่มีส่วนผสมของ Palatinose ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสร้างพลังงานคาร์โบไฮเดรตสำหรับนักกีฬา โดยมีการออกแบบให้ง่ายต่อการรับประทานสำหรับนักกีฬา e-sport สามารถใช้มือข้างเดียวเปิดและเทใส่ปากในขณะที่มืออีกข้างต้องอยู่บนคอนโทรลคีย์บอร์ด หรือช็อกโกแลต ที่ใช้โอลิโกฟรุคโตสเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
นายภูสิตกล่าวว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นได้มีการเริ่มนำเข้าช็อกโกแลตจากไทยแล้ว เช่น แบรนด์ Kan Vela
(กานเวลา) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตของไทยในเชียงใหม่ โดยจำหน่ายเป็นช็อกโกแลตระดับพรีเมียมในตลาดญี่ปุ่น และยังพบว่า มีขนมไทยอีกหลายประเภทที่มีโอกาสในการเจาะตลาดญี่ปุ่น โดยขนมที่คาดว่าจะจำหน่ายได้ ได้แก่
ขนมแบบญี่ปุ่น ขนมที่นุ่ม เช่น ขนมเคี้ยวหนึบ และขนมที่รับประทานได้สะดวก เช่น ช็อกโกแลต ข้าวเกรียบญี่ปุ่น ส่วนขนมที่ผู้บริโภคอาจจะไม่นิยม คือ ประเภทที่ใช้เวลาในการบริโภค เช่น หมากฝรั่ง ขนมที่ทอดด้วยน้ำมัน หรือลูกกวาดลูกอมที่แข็ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคญี่ปุ่นมักจะสนใจสินค้าขนมประเภทใหม่ ๆ อยู่เสมอ จึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าขนมของไทยที่จะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น แต่ในการผลิต ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย โดยเป็นปัจจัยที่ผู้ผลิตผู้ส่งออกไทยจะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก นอกจากนั้น จะต้องพิจารณาใช้บรรจุภัณฑ์และขนาดบรรจุที่เหมาะสมกับแนวโน้มของตลาด รวมทั้งควรติดตามศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมในช่วงนั้น ๆ ด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
18 มีนาคม 2565

ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 เปิดงานยิ่งใหญ่ ผอ. องค์การอนามัยโลก ร่วมแสดงความยินดี ด้าน สธ. – องค์กรพันธมิตร เชิญประชาชนร่วมงานฯ ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ “เด็ก-ประชาชน” พร้อมรับบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขฟรี

เปิดงานยิ่งใหญ่ งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 มหกรรมแสดงศักยภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุขครั้งยิ่งใหญ่ของไทย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทความสำเร็จของประเทศไทยกับการจัดการ COVID-19 และการเปิดประเทศ” ด้านผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ดร.เทดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อสถานการณ์โลกภายใต้การระบาดของโรคโควิด-19 ระบบวัคซีนของโลก และร่วมแสดงความยินดีกับการจัดงานฯ คาดประชาชนเดินทางเข้าร่วมงานจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบ on ground และ on site จากทั้งการฉีดวัคซีนโควิด-19 (Pfizer) ในเด็กอายุ 5-11 ปี และวัคซีนเข็มกระตุ้น เข็ม 3 (Pfizer) สำหรับประชาชน ฟรี 1,000 โดสต่อวัน และรับบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขอื่นๆ ฟรี และการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในพิธีเปิดงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 (Thailand International Health Expo 2022) ว่า รัฐบาลมีการส่งเสริมและผลักดันนโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาโดยตลอด เพื่อให้ทั่วโลกเห็นถึงความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสาธารณสุขของโลก (Medical and Wellness Hub) อย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของสถานบริการสุขภาพทุกระดับให้ได้คุณภาพมาตรฐาน มีระบบการจัดการโรคติดต่อและวัคซีนที่ดี ความพร้อมในการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ มาตรฐานในระดับสากล เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ซึ่งในปีนี้โรงพยาบาลในไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2565 (The World’s Best Hospitals 2022) รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพผ่านโครงการสำคัญต่างๆ อาทิ การเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปคในปี 2565, การจัดงาน World Expo ภายใต้ชื่องาน Expo 2025 Osaka Kansai ในปี 2568, การเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Specialised Expo ในปี 2571 ภายใต้ชื่องาน Expo 2028 – Phuket, Thailand และการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเมืองมหาอำนาจเวลเนสของโลกในเขตอันดามัน (Thailand Wellness Corridor) อีกทั้งประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพด้วยกัญชา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ขณะนี้ได้เอื้อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้      ด้วยความพร้อมดังกล่าวการจัดงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการประกาศความพร้อม ทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทย รวมถึงยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพแบบไทย สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการปลดล็อกกัญชาให้กลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถนำไปพัฒนาเป็น ยา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้ และยังช่วยสร้างรายได้ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ เกิดการส่งเสริมและการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การแพทย์ การสาธารณสุข        การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นวัตกรรมทางการแพทย์ยุคใหม่ การจัดงานฯ ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงธุรกิจสุขภาพของไทยกับตลาดธุรกิจสุขภาพทั่วโลก โดยหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะสร้างมูลค่าจากการให้บริการ Magnet ที่มีศักยภาพดึงดูดผู้รับบริการ การจับคู่เจรจาทางธุรกิจ และการเผยแพร่ภาพลักษณ์ชื่อเสียงด้านสุขภาพที่ดีของไทยสู่สากล และทำให้การท่องเที่ยวของไทยกลับมาสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไปได้
ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ครั้งนี้ จัดขึ้นในลักษณะห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ในรูปแบบ HYBRID EXPO ภายใต้แนวคิด “การขับเคลื่อนนวัตกรรมการดูแลสุขภาพอัจฉริยะ” (Empowering Smart Healthcare Innovations) และยังได้รับเกียรติจาก ดร.เทดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ที่มาร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อสถานการณ์โลกภายใต้การระบาดของโรคโควิด 19 ระบบวัคซีนของโลก และรวมแสดงความยินดีกับการจัดงานฯ ที่เกิดขึ้น โดยกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วยการฉีดวัคซีนโควิด-19 (Pfizer) ในเด็กอายุ 5-11 ปี และวัคซีนเข็มกระตุ้น เข็ม 3 (Pfizer) สำหรับประชาชน  ฟรี 1,000 โดสต่อวัน ตั้งแต่ 17-20 มีนาคม 2565 ตลอดการจัดงาน โดยลงทะเบียนฉีดวัคซีนผ่านผ่านแอปพลิเคชัน QUEQ การประชุมสัมมนาด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ การจัดแสดง Smart Healthcare Innovation Showcase เช่น 5G Technology ระบบนิเวศน์เทคโนโลยีสนับสนุนการบริการสุขภาพ (Health Service Support : HSS Ecosystem) คอมมูนิตี้สำหรับวัยเกษียณ นวัตกรรมการดูแลผู้สูงอายุ มหัศจรรย์แห่งกัญชาและสมุนไพร ฯลฯ โดยดำเนินการตามมาตรการ COVID Free Setting อย่างเคร่งครัด และยังมีการจัดแสดงงาน ในรูปแบบออนไลน์                 ซึ่งประกอบด้วยนิทรรศการเสมือนจริง สัมมนา, E-Market Place จับคู่เจรจาธุรกิจ

ส่วนนายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานฯ ว่า การจัดงานไมซ์ โดยเฉพาะงานด้านการจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ Quick Win ที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างทันท่วงที ซึ่งงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 เป็นงานแรกในการผนึกกำลังร่วมกันของพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนภายใต้แนวทาง “หนึ่งกระทรวง หนึ่งงานนิทรรศการ” (One Ministry One Expo) เพื่อเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมไมซ์ภายในประเทศ ทั้งยังเป็นการสร้างงานมหกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับชาติที่ใหญ่ที่สุด เกิดการสร้างรายได้ที่มีมูลค่าในเชิงธุรกิจสูง และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับภาคอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ โดยประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพทางด้านสาธารณสุขให้แก่ทั่วโลกได้เห็น
โดยงานนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายและประชาชนได้เข้าถึงสินค้า บริการ เทคโนโลยีและความรู้ รวมถึงบุคลากรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสามารถต่อยอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการแพทย์ การสาธารณสุขกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกผ่านการสัมมนาออนไลน์ (International Webinar) ขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจสุขภาพได้เชื่อมต่อกับผู้ประกอบการจากทั่วโลกผ่านการจัดงานแบบไฮบริด เอ็กซ์โป (Hybrid Expo) และยังมีการออกบูธในรูปแบบ Electronic Market Place (E-Market Place) การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) กับผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และนักลงทุนด้านสุขภาพจากนานาชาติอีกด้วย
สำหรับพื้นที่จัดแสดงพาวิลเลี่ยนของทีเส็บภายในงานฯ จะนำเสนอถึงโครงการต่างๆ ที่สนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมสุขภาพด้วยนวัตกรรมแห่งไมซ์ หรือ “Driving Thailand Health Industry with MICE Innovation” ผ่านแนวคิด Hygiene + Hybrid (2HY) อาทิ แนวปฏิบัติติการจัดงานไมซ์อย่างปลอดภัย ตัวอย่างการจัดงานไมซ์แบบ 2HY เทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดงานด้าน Virtual / Hybrid Event Management และแนะนำเส้นทางการจัดกิจกรรมไมซ์สร้างสรรค์ใน 10 เมืองไมซ์ เป็นต้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการจัดประชุม สัมมนา การจัดงานแสดงสินค้า และงาน         อีเวนต์ในประเทศไทยจะขับเคลื่อนได้อย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้มาตรฐานการจัดงานที่ปลอดภัย

ด้านนายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022  มีความสำคัญและสอดคล้องกับแผนการฟื้นตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของ ททท. ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) การขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวในลักษณะปรนนิบัติดูแลสุขภาพควบคู่กับการพักผ่อนหย่อนใจ 
ประเทศไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ในระดับสูงมาก ทั้งจำนวนโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการรักษาระดับสากล Joint Commission International หรือ JCI ถึง 60 แห่ง มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นอันดับ 4 ของโลก มีศูนย์ตรวจสุขภาพเชิงป้องกันครบวงจรดีที่สุดในภูมิภาค มีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญ มีการบริการที่รวดเร็ว ให้การดูแลเป็นอย่างดีและค่าบริการสมเหตุสมผล มีความเหมาะสมกับผู้สูงวัยที่ต้องการมาพักผ่อนหลังเกษียณทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีเทคโนโลยีเวชศาสตร์ฟื้นฟูและชะลอวัย รวมไปถึงโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพเฉพาะที่สามารถพบได้ที่ประเทศไทยเท่านั้น เช่น แพทย์แผนไทย สมาธิบำบัดฟื้นฟูจิตใจ สปาไทย นวดแผนไทยและสมุนไพรไทย

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. มีแนวทางทำงานที่มุ่งเสริมพลังให้แก่ทั้งองค์กรและชุมชน โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายในการทำงานกับหน่วยงานในระบบสุขภาพ ซึ่งทศวรรษที่สามของ สสส. กับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะ 8 ประเด็น ที่สอดคล้องกับการสร้างเสริมสุขภาพคนไทย ได้แก่ 1 เพิ่มสัดส่วนการบริโภคอาหารอย่างสมดุล 2 .เพิ่มสัดส่วนการมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอ 3. เพิ่มสัดส่วนผู้มีสุขภาพจิตสมบูรณ์ 4. เตรียมพร้อมรับปัญหาสุขภาพอุบัติใหม่ และปัจจัยเสี่ยงอื่น 5. ลดอัตราการบริโภคยาสูบ 6. ลดอัตราการบริโภคเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด 7.ลดอัตราการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และ 8. ลดผลกระทบสุขภาพจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังนำเสนอการทำงานรูปแบบใหม่ อันเกิดจากการทบทวนบทบาทและการดำเนินงานของ สสส. ได้แก่ ศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) และ สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy)
ดร.สุปรีดา กล่าวต่อว่า สสส. ได้พัฒนาระบบการสื่อสารสุขภาพให้มีรูปแบบที่เข้าถึงง่ายเหมาะกับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ร่วมในการทำงานด้านการสื่อสารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศ “Persona Health สื่อเฉพาะคุณ” ที่ถือเป็นระบบคลังข้อมูลสุขภาพเฉพาะบุคคลที่รวบรวมชุดความรู้ คู่มือและสื่อรณรงค์  เกี่ยวกับสุขภาพของ สสส. และภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพกว่า 10,000 ชิ้นโดยนำมาจัดกลุ่มให้เหมาะสมกับข้อมูลด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล เช่น จัดกลุ่มตามเพศ อายุ ประเด็นสุขภาพ โรคประจำตัว การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ซึ่ง สสส. ได้ร่วมมือกับ สปสช. นำคลังข้อมูลจากระบบสารสนเทศ “Persona Health สื่อเฉพาะคุณ” มาเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันของ สปสช. ในการเข้าถึงระบบสุขภาพต่อไป

งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 20 มีนาคม 2565 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ 1 – 3 ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ได้ที่เว็บไซต์ http://www.thailandhealthexpo.com Facebook : Thailand International Health Expo 2022

“พาณิชย์-DITP” แนะเจาะตลาดกลุ่มนักศึกษาในจีน เผยอาหาร ขนม เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง มีโอกาส

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ส่งออกไทยเจาะตลาดกลุ่มนักศึกษาในจีน ที่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังเติบโตสูง ชี้สินค้าที่มีโอกาสมีหลากหลาย ทั้งอาหาร ขนม เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง แนะเจาะผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เหตุคนกลุ่มนี้นิยมดูรีวิว ย้ำต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า เพื่อดึงให้กลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมฯ ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศที่เป็นตลาดส่งออก เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการผลิตและส่งออกให้กับผู้ประกอบการของไทย ล่าสุดกรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว ถึงโอกาสในการเจาะตลาดกลุ่มนักศึกษาในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้บริโภค ที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการติดตามกลุ่มผู้บริโภคนักศึกษาในจีน พบว่า ในปี 2020 มีนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 32.85 ล้านคน โดยนักศึกษา 1 คนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,082 หยวนต่อเดือน และในปี 2021 การบริโภคของกลุ่มนักศึกษาในประเทศจีนมีมูลค่าถึง 8.7 ล้านล้านหยวน โดยกิจกรรมที่สนใจมากสุด 3 อันดับแรก คือ การเลือกสรรร้านอาหารที่มีชื่อเสียง การดูหนัง ฟังเพลง การศึกษาหาความรู้ รวมถึงการเล่นเกมออนไลน์ ท่องเที่ยว และออกกำลังกาย โดยมีงานอดิเรก เช่น เพศชาย สนใจกีฬา e-Sport การ์ตูนเอนิเมชัน ฟิกเกอร์โมเดล และอุปกรณ์เทคโนโลยี เพศหญิง สนใจเรื่องแฟชั่น ความงาม กิจกรรมเอ็นเตอเทนเมนต์ต่าง ๆ สัตว์เลี้ยง และการ์ตูนแอนิเมชัน
สำหรับพฤติกรรมการบริโภคสินค้า พบว่า มีความสนใจการบริโภคเอ็นเตอร์เทนต์ออนไลน์ แอปพลิเคชันเอ็นเตอร์เทนเมนต์ประเภทคลิปวิดีโอสั้น หรือแอปพลิเคชันสำหรับฟังเพลง ส่วนการบริโภคอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการเงิน การบริโภคจึงเลือกสินค้าที่มีราคาย่อมเยาและมีรสชาติอร่อย เช่น อาหาร ขนม กลุ่มนักศึกษาเพศหญิงจะนิยม ขนมแป้งเส้นรสเผ็ด ขนมหรืออาหารกระป๋อง และคุกกี้หรือเค้ก กลุ่มนักศึกษาเพศชายจะนิยมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถั่ว และผลไม้อบแห้ง เครื่องดื่ม กลุ่มนักศึกษาที่เกิดหลังปี 2000 ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชายนิยมดื่มน้ำผลไม้และชานม ราคาของเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมจะอยู่ในระหว่างราคา 3-5 หยวน และเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ไม่ใช่นิยมเฉพาะเพศหญิง แต่เพศชายนิยมใช้มากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับหนังศีรษะ ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลผม และครีมกันแดด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า และบำรุงผิวหน้า

นายภูสิตกล่าวเพิ่มเติมว่า จากแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มนักศึกษา และพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าว ถือได้ว่าตลาดกลุ่มนักศึกษาหรือตลาดคนรุ่นใหม่ในจีน เป็นตลาดผู้บริโภคที่น่าสนใจอีกตลาดหนึ่ง และมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก และถึงแม้กลุ่มนักศึกษาจะมีข้อจำกัดทางการเงิน แต่มักจะเลือกบริโภคสินค้าตามความสนใจและมีความชอบที่จะทดลองสินค้าใหม่ ๆ ซึ่งผู้ประกอบการไทยอาจจะเลือกเจาะกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นอันดับแรก เพื่อเปิดตลาดสินค้าไทยใหม่ ๆ สู่ตลาดจีน และในอนาคตกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้ จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และกลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อต่อไป ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยเริ่มทำการตลาดกับกลุ่มวัยรุ่น วัยมหาลัย จะเป็นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ และคุณภาพของสินค้าที่ดีจะส่งผลให้กลุ่มลูกค้าเกิดความภักดีต่อแบรนด์ และเกิดการบริโภคซ้ำ จนทำให้สินค้าติดตลาดในที่สุด
ส่วนช่องทางการขยายตลาดไปยังผู้บริโภคกลุ่มนี้ ผู้ประกอบการควรศึกษาพฤติกรรมการบริโภคสินค้าในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล หรือความนิยมในการดูรีวิวสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า วัยรุ่นจีนยุคใหม่ไม่ได้มีพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอีกต่อไป อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้จะซื้อสินค้าตามรีวิวที่ตนเองติดตามได้มากกว่าการพบเห็นโฆษณาทั่วไป ดังนั้น การโปรโมตสินค้า สร้างคอนเทนต์รีวิวสินค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมใช้งาน จึงเป็นการทำงานตลาดที่จำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ คุณภาพสินค้า เป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่ง รองจากความรู้สึกพึงพอใจเมื่อใช้งาน และราคาของสินค้าที่คุ้มค่า ทำให้ผู้บริโภคกลับบริโภคสินค้าซ้ำ ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญต่อปัจจัยเหล่านี้ เพื่อให้เกิดการบริโภคซ้ำ และสินค้าถูกบอกต่อกันในวงกว้าง
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 มีนาคม 2565

พาณิชย์ – DITP เดินหน้าเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้แนวคิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า จากนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ ที่ได้สั่งการให้สนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นนั้น กรมฯ ร่วมกับ สมาคมการพิมพ์ไทย และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของไทยในส่วนภูมิภาคสู่ตลาดโลก (ภาคใต้) เพื่อเสริมสร้าง องค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ ให้สามารถขยายธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ
โครงการดังกล่าวประกอบด้วยกิจกรรม Online Coaching ให้คำปรึกษาและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และกิจกรรม Onsite จำนวน 2 วัน ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ กิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ กิจกรรม Workshop และกิจกรรมสร้างเครือข่ายจับคู่เจรจาธุรกิจ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2 – 3 กรกฎาคม 2565 ณ โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยผู้ประกอบการด้านสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ และผู้ประกอบการ OTOP/SMEs กลุ่มอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร สินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น สินค้าอุปโภคและบริโภคที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ที่มีศักยภาพและต้องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และตราสัญลักษณ์ เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ สามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่บัดนี้ – 31 มีนาคม 2565 ได้ที่ช่องทาง https://forms.gle/M74EYNMv3di1CqmW6
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ นางสาวนพรัตน์ โชติกไพศาล (ผู้ประสานงาน) หมายเลขโทรศัพท์ 086-609-1565 , 02-961-2426-8 ต่อ 11 หรือ E-mail : designex.project@gmail.com Facebook page : DITP Printing & Packaging


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
16 มีนาคม 2565

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกางแผนรุกตลาดอีคอมเมิร์ซในไต้หวัน

​กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในไต้หวัน นำโดย “PChome” แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในไต้หวันมีฐานลูกค้าครอบคลุม 67% ของจำนวน online shoppers ในไต้หวัน ผลักดันสินค้าไทยคุณภาพเข้าสู่ตลาดออนไลน์ไต้หวัน เช่น อาหาร สุขภาพความงาม แฟชั่นไลฟ์สไตล์ สินค้าออกแบบ และสินค้า Bio-Circular-Green (BCG) ที่มุ่งเน้นให้เกิดความยั่งยืนในการผลิตและบริโภค เสริมภาพลักษณ์ทางการค้าที่ดีให้กับสินค้าไทยภายใต้กระแสรักษ์โลก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่าเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2565 PChome ได้แถลงข่าวเปิดตัว PChome Thai ThaiShopping ณ เมืองไทเป ไต้หวันโดยแพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้บริโภคไต้หวันได้โดยตรง เหมาะกับ SMEs ที่ต้องการขยายโอกาสในการส่งออกสินค้า Made in Thailand ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เข้าสู่ตลาดไต้หวัน รวมถึงผู้ประกอบการที่ยังอยู่ระหว่างหาผู้นำเข้าในไต้หวันและต้องการทดลองตลาด นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้เปิดตัวร้าน TOPTHAI STORE บน PChome จำหน่ายสินค้า BCG ของไทยสอดรับกับนโยบายการผลักดันเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยการค้าออนไลน์ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในการรุกตลาดต่างประเทศเพื่อรองรับโลกการค้าในยุค New Normal โดยกรมฯ คาดหวังว่าการร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์จะสามารถการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่ตลาดออนไลน์ของไต้หวันได้มากขึ้น

นางสาวกัลยา ลีวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ไต้หวัน กล่าวว่า PChome (https://www.pchome.co.th/tw) มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ในไต้หวัน ปัจจุบันมีสินค้าไทยวางจำหน่ายอยู่กว่า 3,000 รายการ โดย PChome เห็นถึงศักยภาพของสินค้าในการขยายตลาดในไต้หวัน สินค้าไทยจึงเป็นสินค้าต่างชาติประเทศที่ 2 รองจากญี่ปุ่นที่ PChome นำมาวางขายบน platform online ของ PChome โดยสำนักงานฯ มีแผนจะร่วมกับ PChome ในการประชาสัมพันธ์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้นในไต้หวัน ในขณะเดียวกันสำนักงานฯ ยังมีแผนจะร่วมมือกับ PINKOI online marketplace (https://th.pinkoi.com) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่รวบรวมงานคราฟท์และสินค้ามีดีไซน์จาก 18,000 แบรนด์ทั่วโลกจัดสัปดาห์สินค้าดีไซน์ของไทยในช่วงเดียวกับที่สำนักงานฯ จะนำสินค้าไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Creative Expo Taiwan ณ เมืองเกาสง ไต้หวัน ในเดือนสิงหาคมนี้ โดยฐานลูกค้า PINKOI ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่นิยมสินค้าออกแบบ ปัจจุบันมีสินค้าไทยวางขายอยู่บน PINKOI รวมกว่า 3,600 รายการแล้ว และสินค้าไทยเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองจากสินค้าญี่ปุ่น เนื่องจากการออกแบบที่มีเอกลักษณ์และมีความเป็นสากล นอกจากนี้ สำนักงานฯ ยังมีแผนร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทยในการคัดสรรสินค้าไทยที่เป็น Product Champion ของแต่ละภูมิภาคไปจำหน่ายในเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าทางแพลตฟอร์มออนไลน์ของไปรษณีย์ไต้หวัน Chunghwa Post (https://www.postmall.com.tw/searchResult.aspx?search=%E6%B3%B0%E5%9C%8B&rn=-6737)

โดยอาศัยจุดเด่นของไปรษณีย์ที่เข้าถึงลูกค้าได้ถึงในระดับชุมชน ความร่วมมือของกรมฯ กับ platform online ในไต้หวันทั้งหมดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยบุกตลาดการค้าออนไลน์แบบข้ามพรมแดนได้อย่างเข้มแข็ง ขยายการรับรู้สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดไต้หวันอย่างกว้างขวาง และนำไปสู่การขยายตลาดไต้หวันได้อย่างยั่งยืนต่อไป โดยตลาดไต้หวันเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีศักยภาพในการซื้อสูง ประกอบกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยการค้าปลีกออนไลน์ของไต้หวันในปี 2564 เติบโตร้อยละ 14.75 จากปีก่อน ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งชาวไต้หวันมีความชื่นชอบในสินค้าของไทยซึ่งได้อานิสงค์มาจากการที่ชาวไต้หวันนิยมมาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยในการขยายตัวเข้าสู่ตลาดไต้หวันต่อไป


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
15 มีนาคม 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น