“พาณิชย์-DITP”ลุยขยายการค้า ลงทุน ตลาดใหม่แทนซาเนีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ถกทูตแทนซาเนีย เดินหน้าขยายโอกาสการค้า การลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย เผยแทนซาเนียชวนไทยไปลงทุนทำธุรกิจด้านพลังงาน เหมืองแร่ และธุรกิจที่ไทยมีความชำนาญ ทั้งประมง การแปรรูปอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว สปา การแพทย์เชิงท่องเที่ยวสุขภาพ เผยมีแผนจัดคณะผู้แทนการค้าไปลุย และจัดสัมมนาชี้โอกาส หลังโควิด-19 คลี่คลาย ด้านทูตพาณิชย์ไนโรบี นำร่องลงพื้นที่สำรวจตลาดทันที

นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้เดินหน้าขยายการค้า การลงทุน ไปยังตลาดใหม่ที่มีโอกาส กรมฯ ได้รับนโยบายและจัดให้มีการประชุมหารือระหว่าง H.E. Dr. Ramadhani K. Dau เอกอัครราชทูตแทนซาเนีย ประจำมาเลเซีย กับกรมฯ เพื่อหาโอกาสในการขยายการค้าและโอกาสในการขยายการลงทุนของไทยเข้าสู่ตลาดแทนซาเนีย
ทั้งนี้ ผลการหารือ แทนซาเนียได้เสนอให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจด้านพลังงานและเหมืองแร่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่แทนซาเนียมีศักยภาพและมีทรัพยากรเป็นจำนวนมาก รวมทั้งอยากเชิญชวนให้นักธุรกิจไทยเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ไทยชำนาญ เช่น ประมง การแปรรูปอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว สปา การแพทย์เชิงท่องเที่ยวสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ ผู้แทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ผู้แทนจากสภาหอการค้าฯ และ ส.อ.ท. ยังได้เสนอให้กรมฯ จัดคณะนักธุรกิจไปสำรวจตลาดและเจรจาการค้าในแทนซาเนียและภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก รวมทั้งการจัดการสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่นักธุรกิจไทย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 24-29 เม.ย.2565 ได้รับแจ้งจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงไนโรบี แจ้งว่ามีกำหนดที่จะเดินทางไปสำรวจตลาดและเข้าพบหารือกับผู้นำเข้ารายสำคัญ เพื่อหาแนวทางในการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าระหว่างไทยกับแทนซาเนียแล้ว
สำหรับแผนการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมตลาดในภูมิภาคแอฟริกา ประจำปี 2565 กรมฯ จะจัดโครงการจับคู่เจรจาการค้าสินค้าอุตสาหกรรมผ่านการจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า (ภูมิภาคแอฟริกา) เช่น โครงการ Sourcing Forum from Middle East and Africa 2022 และจะจัดกิจกรรมงานแสดงสินค้า โดยเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้า จากประเทศในภูมิภาคแอฟริกามาเข้าร่วมงานและเจรจาธุรกิจ เช่น งานแสดงสินค้า THAIFEX – Virtual Trade Show (พ.ค.2565) , งานแสดงสินค้า TILOG-LOGISTIX 2022 (ส.ค.2565) , งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ Bangkok Gems & Jewellery Fair (BGJF) Virtual Trade Fair (ก.ย.2565) และงานแสดงสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร Thailand Tractor & Agri-Machinery Show: ThaiTAM 2022 (ธ.ค.2565)

ปัจจุบันมูลค่าส่งออกสินค้าไทยไปยังแทนซาเนีย 36.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มูลค่านำเข้าสินค้าจากแทนซาเนีย 1.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 37.65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ม.ค.-ก.พ. 65) ซึ่งเป็นมูลค่าไม่มากนัก เนื่องจากระยะทางไกล ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งมีราคาสูง โดยสินค้าที่จะส่งออกไปควรที่จะต้องเป็นสินค้าที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป แต่ไทยมีการนำเข้าจากแทนซาเนีย เช่น สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ด้ายและเส้นใย และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
7 เมษายน 2565

รฟฟท. ให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ฟรี! 13 เมษายน 2565

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ใช้บริการ ฟรี! เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ 13 เมษายน 2565

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันผู้สูงอายุแห่งชาติ 13 เมษายน 2565 บริษัทจึงมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ฟรี! ตั้งแต่เวลา 05.30 – 24.00 น. ในวันที่ 13 เมษายน 2565 ( ผู้สูงอายุต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนแก่เจ้าหน้าที่บริเวณห้องจำหน่ายบัตรโดยสาร )

ทั้งนี้บริษัทยังคงเน้นย้ำมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการของผู้โดยสาร โดยมีมาตรการต่างๆ ทั้งตั้งจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารก่อนเข้าใช้บริการในทุกสถานี , เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสภายในสถานีและภายในขบวนรถไฟฟ้า , เพิ่มความถี่ในการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อภายในขบวนรถไฟฟ้าก่อนให้บริการ รวมถึงขอความร่วมมือผู้โดยสารปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T อย่างเคร่งครัด ได้แก่ เว้นระยะห่างระหว่างบุคคลภายในขบวนรถไฟฟ้า และสถานี , สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ใช้บริการ, ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังเข้าใช้บริการ , ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าใช้บริการ และสแกน QR Code ไทยชนะ บริเวณสถานีทุกครั้งเพื่อเป็นประโยชน์ในการสอบสวนโรค

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“จุรินทร์” ติดตามสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนรายวัน หาตลาดส่งออกทดแทน นัดถกแนวทางบริหารจัดการอาหารสัตว์ ลดค่าครอบชีพให้ประชาชน

6 เมษายน 2565 เวลา 8.30 น.
นางมัลลิกา บุญมีตระกูลมหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) รับทราบความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภาวะสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในทุกมิติ

ระหว่างการลงพื้นที่ที่จังหวัดพังงา แม่ค้าในบริเวณตลาด ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ได้ขอร้องให้ท่านรองนายกฯ จุรินทร์ ช่วยเหลือประชาชนในขณะนี้ ที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพงขึ้น ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ท่านรองนายกฯ จุรินทร์ทราบและไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะท่านได้การดำเนินการติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ภาวะสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนอย่างใกล้ชิดแบบรายวัน นอกเหนือจากนื้ ท่านรองนายกฯ จุรินทร์ยังได้สั่งการให้กำกับราคาสินค้า 18 หมวดสินค้าที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต โดยให้คงตรึงราคาเอาไว้ ติดตามสถานการณ์สินค้าในทุกประเภทอย่างต่อเนื่องแบบรายวันแล้ว นอกเหนือจากนี้ ท่านยังได้สั่งการให้ทีมกระทรวงพาณิชย์ประชุมหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหาแนวทางลดต้นทุนในการผลิตในขณะที่ยังสร้างสมดุลให้กับทุกภาคส่วนให้ได้รับผลกระทบที่น้อยที่สุดอีกด้วย

นางมัลลิกา กล่าวว่า “ท่านรองนายกฯ จุรินทร์ให้ความสำคัญกับการหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ โดยเฉพาะการหาตลาดส่งออกทดแทน และรับทราบปัญหา และข้อเสนอแนวทางแก้ไข กรณีรัสเซียถูกมาตรการคว่ำบาตรจากประเทศคู่ค้า ซึ่งท่านรองนายกฯ ก็ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์นั่งเป็นประธาน โดยมีการจัดประชุมครั้งแรกไปเมื่อวันพุธที่ 2 มีนาคม 2565 เวลา 10.00 น. ซึ่งที่ประชุมได้เตรียมมาตรการรองรับร่วมกัน โดยเตรียมบุกตลาดอื่นทดแทน เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา รวมทั้งหาโอกาสส่งออกไปยังตลาดที่รัสเซียและ/หรือยูเครน ไม่สามารถส่งออกได้ เช่น มันสำปะหลัง เพื่อส่งออกไปจีนทดแทนข้าวโพดยูเครน และได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศติดตามปัญหาและอุปสรรคในการนำเข้าสินค้า เพื่อประเมินผลกระทบ และดำเนินกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางการค้าอย่างเหมาะสม โดยปรับเป็นรูปแบบออนไลน์มากขึ้น ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เพื่อให้การค้ายังสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง”
ในด้านโลจิสติกส์ ท่านรองนายกฯจุรินทร์ ได้มอบหมายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อรวบรวม ประสานและเผยแพร่รายชื่อผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยที่มีความชำนาญการส่งสินค้าไปยังตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS รวมไปถึงการร่วมมือกับสมาพันธ์และสมาคมโลจิสติกส์เพื่ออำนวยสะดวกหากพบปัญหาด้านโลจิสติกส์ อีกด้วย

“สำหรับการดูแลสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการภายในประเทศนั้น ท่านรองนายกฯ ได้กำกับดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในห้างราคายังคงทรงตัวและมีการปรับลดลงตามโปรโมชั่นของแต่ละห้าง ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าและกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เช่น กลุ่มอาหารสัตว์ขอให้ภาครัฐทบทวนมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อลดต้นทุน ซึ่งต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยในวันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน 2565 นี้ท่านจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) และคณะกรรมการนโยบายอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่จะส่งผลไปต่อการเลี้ยงสัตว์ซี่งเป็นสินค้าบริโภคของประชาชน ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนไทยต่อไป” ที่ปรึกษารัฐมนตรี กล่าวเสริม

“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้า “อาหารสัตว์เลี้ยง” ที่มีนวัตกรรม-ดูแลสุขภาพสัตว์มีโอกาสขายชิลี

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้า “อาหารสัตว์เลี้ยง” ที่มีนวัตกรรม มุ่งดูแลสุขภาพสัตว์ มีโอกาสส่งออกขายตลาดชิลี ทั้งหลังชาวชิลีหันมาเลี้ยงสัตว์เพื่อคลายเหงากันมากขึ้น เผยล่าสุดมีสัตว์เลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนในปี 64 ถึง 1.53 ล้านตัว

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ติดตามโอกาสทางการค้าของไทยในประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กรมฯ ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก ชิลี ถึงโอกาสการส่งออกอาหารสัตว์ เพื่อป้อนความต้องการของผู้บริโภคในตลาดชิลีที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของการเลี้ยงสัตว์ที่มีมากขึ้น เพราะชาวชิลีเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คู่แต่งงานหลายคู่ไม่มีลูก ประชากรวัยทำงานที่อาศัยโดยลำพังเพิ่มขึ้น ทำให้มีความต้องการสัตว์เลี้ยงเพื่อคลายเหงาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงเติบโตตามไปด้วย

ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลของบริษัทวิจัย Euromonitor ระบุว่า ยอดขายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงในชิลีประจำปี 2564 มีมูลค่า 991,591 ล้านเปโซชิลี (ประมาณ 1,243 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 2.6% และคาดว่าตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงจะยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อไปอีก ส่วนการรายงานจำนวนสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการฝังไมโครชิพและขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเขตในแต่ละท้องที่ มีจำนวนสูงถึง 1.53 ล้านตัว แบ่งออกเป็นสุนัขจำนวน 1.22 ล้านตัว และแมว 311,400 ตัว
ขณะที่ผลสำรวจอัตราการเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือนปี 2564 พบว่า อยู่ที่ 73% หรือทุก 100 ครัวเรือนจะมีครัวเรือนที่มีเลี้ยงสัตว์ 73 ครัวเรือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงสุดในลาตินอเมริกา โดยอาร์เจนตินา 66% เม็กซิโก 64% บราซิล 58% แสดงให้เห็นว่าชาวชิลีนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอย่างมาก โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายสำหรับสัตว์เลี้ยงประมาณ 480,000 เปโซชิลีต่อปีต่อสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัว (ประมาณ 603 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ของเล่น เสื้อผ้า และคาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงในชิลี แบ่งออกเป็น 2 หมวดหลัก ได้แก่ 1.อาหารสัตว์เลี้ยง มียอดขายในปี 2564 คิดเป็นมูลค่า 812,375 ล้านเปโซชิลี (ประมาณ 1,018 ล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็นสัดส่วน 81.9% ของตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง โดยแบ่งออกเป็น อาหารสุนัข อาหารแมว และอาหารสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ และ 2.สินค้าอื่น ๆ สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งยอดขายในปี 2564 คิดเป็นมูลค่า 179,215 ล้านเปโซชิลี (ประมาณ 224.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็นสัดส่วน 18.1% ของตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง โดยแบ่งออกเป็น ทรายแมว ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ
นายภูสิตกล่าวว่า ปัจจุบันชิลีมีการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเองภายในประเทศ และมีการนำเข้าบางส่วน โดยตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ชิลีมีการนำเข้าลดลง เนื่องจากบริษัท Nestle เข้ามาลงทุนก่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์ โดยเป็นผู้ผลิตอาหารสุนัขและอาหารแมวยี่ห้อ Dog Chow, Cat Chow, Propran ทำให้ Nestle เป็นบริษัทที่ครองส่วนแบ่งตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในอันดับต้น ๆ ของประเทศชิลี แต่แม้จะมีการผลิตสินค้าอาหารสัตว์ภายในประเทศ ชิลียังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยการนำเข้าอาหารสัตว์ในปี 2564 มีปริมาณ 146.57 ล้านตัน มูลค่า 235.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนำเข้าจากอาร์เจนตินามากที่สุด มูลค่า 95.95 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมา คือ สหรัฐฯ บราซิล เช็กรีพลับบลิก จีน เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา อิตาลี ตามลำดับ ส่วนของการนำเข้าจากไทย มีมูลค่า 2.33 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 266.02% ซึ่งไทยเป็นประเทศอันดับที่ 13 ที่ชิลีมีการนำเข้ามากที่สุด

สำหรับอาหารสัตว์ของไทยที่มีโอกาสในการขยายตลาด ควรจะเน้นตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมที่มีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก โดยผู้ประกอบการไทยอาจพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ที่เน้นเรื่องสุขภาพอนามัย เช่น อาหารแคลอรีต่ำสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีน้ำหนักเกิน อาหารสัตว์เลี้ยงสูงวัย อาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับรักษาโรคเฉพาะทางที่เพิ่มวิตามินเพื่อสุขภาพ หรืออาหารสัตว์เลี้ยงเชิงบำบัดที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยของสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อมายังสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก ได้ที่ช่องทางอีเมล thaitrade@ttcsantiago.cl
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 เมษายน 2564

พาณิชย์ฉลองยิ่งใหญ่ 15 ปี DEmark ผุดรางวัลใหม่ DEmark Grand Prixตอกย้ำความสำเร็จ SMEs นำการออกแบบสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าไทยสู่เวทีโลก

กรุงเทพฯ 4 เมษายน 2565: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดงานประกวดรางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดี ปี 2565 หรือ รางวัล Design Excellence Award 2022 (DEmark) ภายใต้แนวคิด Step forward to the future of impactful Design “ดีไซน์ก้าวหน้า สู่สิ่งใหม่”
ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการไทย ที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ของโลกในหลายด้าน ทั้งเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม กระแสของ Digitization
ความต้องการนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูง หลังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบจากโควิด -19 ซึ่งการออกแบบนับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่ช่วยให้ SMEs สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการไทยสู่การยอมรับในระดับโลกได้ ล่าสุดเตรียมจัดเวทีประกวดรางวัล DEmark ขึ้นเป็นครั้งที่ 15 เปิดรับผลงานการออกแบบสร้างสรรค์จากทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวรางวัลพิเศษ DEmark Grand Prix ค้นหาผลงาน DEmark ต้นแบบแห่งความสำเร็จในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแบบอย่างของการยกระดับมาตรฐานงานออกแบบไทยสู่สากล โดยจะเปิดรับสมัครนักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2565​​
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “รางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดีหรือรางวัล DEmark ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า ดำเนินการมาปีนี้เข้าสู่ปีที่ 15 แล้ว โดยเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญของกรมที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงความสำคัญของการออกแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ที่ต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้นำความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าและ ยกระดับสินค้าไทยให้มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เร่งดำเนินการเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมออกแบบให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่จะช่วย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยรวมทั้งเป็นบริการสนับสนุนภาคการส่งออกช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสู่เวทีการค้าในระดับสากล”

รางวัล DEmark ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2008 ในปีนี้เข้าสู่ปีที่ 15 โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Institute of Design Promotion (JDP) ในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากรางวัล Good Design Award (G-mark) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรางวัลด้านการออกแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มาร่วมพิจารณาตัดสิน DEmark และสนับสนุนผลงานที่ได้รับรางวัล DEmark เข้าร่วมการประกวดรางวัล G-mark ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้กรมยังมีความร่วมมือกับรางวัลการออกแบบนานาชาติอื่นๆ เช่น รางวัล Golden Pin Design Award ไต้หวัน และรางวัล Hongkong Smart Design Awards ฮ่องกงอีกด้วย โดยในปีที่ผ่านมาได้มีการเชิญกรรมการชาวต่างชาติเข้าร่วมตัดสิน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางการพัฒนารางวัล DEmark ของไทยให้เป็นรางวัลด้านการออกแบบที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2008 – 2021 มีสินค้าจากทั่วประเทศที่ได้รับรางวัล DEmark แล้ว 991 รายการ และมีผลงานที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยโดยได้รับรางวัล G-Mark ประเทศญี่ปุ่น แล้ว 485 รายการ โดยปี 2564 มูลค่าการส่งออกของผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับรางวัล DEmark สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 8,793 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.15 จากปีที่ผ่านมา ( 7,840 ล้านบาท) (วัดจากมูลค่าการส่งออกของผู้ส่งออกที่ได้รับรางวัล Demark จำนวน 36 ราย) ซึ่งความสำเร็จของรางวัล DEmark นี้ นับเป็นความภาคภูมิใจที่ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการออกแบบและนวัตกรรมให้สามารถก้าวเดินได้อย่างต่อเนื่อง และก้าวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจสร้างมูลค่าได้อย่างมั่นคง

“ในส่วนของการสร้างโอกาสทางการค้าในระดับสากล DITP ได้นำสินค้าไทยที่ได้รับรางวัลDEmark ไปเผยแพร่ในเวทีการออกแบบระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศญี่ปุ่น อิตาลี ฝรั่งเศส ออสเตรีย และไต้หวัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานสินค้าและการออกแบบของไทยในปัจจุบัน ที่มีการพัฒนาอย่างก้าวหน้าอยู่ในระดับ ที่สากลยอมรับ ทุกครั้งที่เห็นสัญลักษณ์รางวัล DEmark เชื่อมั่นได้ว่าสินค้านี้มีการออกแบบที่ดีในระดับสากล และช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้กรมยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร ได้แก่ บริษัท สยามพิวรรธ จำกัด ที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้จะมีการลงนาม MOU ความร่วมมือระหว่างกรมและสยามพิวรรธ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและขยายตลาดให้กับสินค้าไทยที่มีการออกแบบดีผ่านช่องทางการค้าต่างๆ ของสยามพิวรรธทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย” นายภูสิตกล่าวเสริม

รางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดี ปี 2565 หรือ รางวัล Design Excellence Award 2022 (DEmark)
มี 7 สาขารางวัล ได้แก่
(1) กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ : FURNITURE (Industrial Process / Industrial Craft)
​(2) กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ : LIFESTYLE (Gift & Decorative Item/Household Item)
​(3) กลุ่มความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นเครื่องแต่งกาย :
​​CREATIVE & INNOVATIVE FASHION
​​(Creative & Innovative Fashion/Apparel/Jewelry/Textile/etc.)
(4) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและดิจิทัล : INDUSTRIAL & DIGITAL APPLIANCE
​​(Home Appliances/Smart Product-Service Solutions/ User-oriented IOTs/ ​​​​​Wearables, Automated Services Medical & Health Design, Sustainable Innovation, etc.) ​​​(5) กลุ่มผลงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ : PACKAGING DESIGN ​​​​​​​(6) กลุ่มผลงานกราฟิกดีไซน์ : GRAPHIC DESIGN
​​(Font / Graphic on Surface / Digital Media / Identity Design/
​​(เพิ่ม) Illustration/ Character/ DigitalArt ​​​​​​​​​(7) กลุ่มผลงานออกแบบตกแต่งภายใน : INTERIOR DESIGN
​​(Hotel / Restaurant / Café/Retail Shop/Co-Working Space/ Condominium Project)
เนื่องในวาระครบรอบ 15 ปี DITP จึงจัดให้มีรางวัลพิเศษ DEmark Grand Prix เพื่อเป็นการประกาศ เกียรติคุณและเชิดชูเกียรติให้แก่เจ้าของผลงานออกแบบรางวัล DEmark ที่เคยได้รับรางวัลในอดีตตั้งแต่ปี 2008 – 2021 ซึ่งผลงานดังกล่าวจะต้องมีความโดดเด่น เป็นผลงานการออกแบบที่สามารถสะท้อนคุณค่าที่ชัดเจนเห็นเป็น ที่ประจักษ์ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจะเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จของงานออกแบบไทยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกรมมุ่งหวังให้เกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพ และความคิดสร้างสรรค์ของวงการออกแบบไทย รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการส่งออกสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงต่อไปในอนาคต

ภายในงานแถลงข่าวมีกิจกรรมเสวนาเผยประสบการณ์ 15 ปี DEmark Award กับความสำเร็จโครงการ และแนวทางการดำเนินงานในอนาคต โดย ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วย ผศ.เอกรัตน์ วงษ์จริต คณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัล DEmark Award และพบกับกูรูด้านการออกแบบและเจ้าของผลงานรางวัล DEmark ในหลากหลายสาขา อาทิ คุณดิษฐวัฒน์​ อัจจมาลย์วรา Partner / Creative director XD49 Limited. ผู้ออกแบบ Key Visual DEmark 2022, คุณธนิสา วีระศักดิ์ศรี ผู้ก่อตั้ง บริษัท ระวิภา จิวเวลรี่ จำกัด (RAVIPA) แบรนด์เครื่องประดับสื่อความหมายมงคล ดีไซน์เรียบง่ายด้วยการออกแบบ สร้างคุณค่าสู่คนรุ่นใหม่นำสินค้าไทยอวดสายตาชาวโลก

คุณอนุพล อยู่ยืน Creative and Brand Director แบรนด์ Mobella และคุณเมธชนัน สวนศิลป์พงศ์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายออกแบบ บริษัท เคนคูน เอกซ์ จำกัด (แบรนด์ KENKOON) 2 แบรนด์ เฟอร์นิเจอร์ อันดับต้น ๆ ของประเทศ ที่คว้ารางวัล DEmark และรางวัลการออกแบบระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย ซึ่งปัจจุบันได้เห็นโอกาสของโลกดิจิทัลพัฒนาสินค้าเฟอร์นิเจอร์และธุรกิจสู่โลก Metaverse และ NFT ก่อนใคร โดยมาร่วมพูดคุยในหัวข้อ “Step Forward to the Future of Impactful Design : ดีไซน์ก้าวหน้า สู่สิ่งใหม่”พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการออกแบบสินค้าและการเตรียมพร้อมเพื่อส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในปี 2022 นี้
รางวัล DEmark 2022 เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2565 และจะมีการจัดแสดงผลงานของผู้สมัครทั้งหมดระหว่างวันที่ 4 – 12 กรกฎาคม 2565 ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม โดยจะประกาศผล ในเดือนสิงหาคม สำหรับสิทธิประโยชน์สินค้าที่ได้รับรางวัล DEmark จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น สามารถใช้ตรา DEmark ในการส่งเสริมการขายสินค้าได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้เข้ารอบ 2 การประกวดรางวัล G-Mark ประเทศญี่ปุ่นโดยทันทีและผลงานที่ได้รับรางวัล G-mark จะได้จัดแสดงนิทรรศการในงาน Good Design Exhibition 2022 ณ ประเทศญี่ปุ่นในเดือนพฤศจิกายน 2565 ได้รับการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์และโอกาสทางการค้าในเวทีสำคัญด้านการออกแบบระดับโลก เช่น งาน Milan Design Week อิตาลี งาน Maison & Objet Paris ฝรั่งเศส แพลตฟอร์ม Meisterstrasse ออสเตรีย งาน Creative Expo Taiwan เป็นต้น
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จึงขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการไทย ส่งสินค้า /บริการ เข้าร่วมโครงการนำเสนอจุดเด่นของผลงานให้เป็นที่รับรู้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจต่อผู้ได้รับรางวัล เป็นแบบอย่างในการพัฒนาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของประเทศ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ที่สนใจเข้าร่วมโครงการรางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดี ปี 2565 สามารถสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทาง https://demarkaward.net/ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ – 3 มิถุนายน 2565 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและ สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร 08 2954 5965, 06 1236 9893 หรือ 0 2507 8278 Email : demark@demarkaward.net


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 เมษายน 2565

“Sweat and Smile” บทเพลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ขับร้องโดยท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน

ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน ขับร้องเพลง “Sweat and Smile” บันทึกเป็นวีดิทัศน์เผยแพร่เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2565 อันเป็นภาคภาษาอังกฤษของบทเพลง “หยาดเหงื่อและรอยยิ้ม” ที่คณะบุคคลผู้จงรักภักดีได้ร่วมกันจัดทำขึ้นในปีที่แล้ว โดยเชิญท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน เป็นผู้ขับร้อง สองศิลปินคนดังของเมืองไทย คุณนิติพงษ์ ห่อนาค เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง และ คุณ อพิสิษฏ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง โดยมี รศ.ดร.พูนพิภพ - ดร.พินิจพร เกษมทรัพย์ เป็นผู้อำนวยการผลิต ในส่วนของบทเพลงภาคภาษาอังกฤษ “Sweat and Smile” ได้มอบหมายผู้ประพันธ์คำร้องเพลงประจำประชาชาติอาเซียน The ASEAN Way: ASEAN Anthem คุณพยอม วลัยพัชรา เป็นผู้ถอดความ และเรียบเรียงเป็น ภาษาอังกฤษ และคุณอภิญญา มาลีนนท์ แห่ง AVS Records เป็นผู้อำนวยการผลิต นายธนฤทธิ์ พันธุเมธา หรือ ดีเจ เด่น เดนเว่อร์ แห่ง FM 93.5 MHz. ในฐานะผู้อำนวยการ โครงการฯ เปิดเผยว่า “เพลง ‘Sweat and Smile’ หรือ ‘หยาดเหงื่อและรอยยิ้ม’ เป็นบทเพลงที่มีแรงบันดาลใจจากพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า สะท้อนชัดจากพระวิริยอุตสาหะในการทรงงานต่อเนื่องยาวนาน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย โดยเกิดขึ้นจากความร่วมมือ ร่วมใจของหลายๆท่านที่ได้ไปร่วมงานคอนเสิร์ตการกุศล ของท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเซน เพื่อโครงการ ‘ชั่งหัวมัน’ ตามพระราชดำริที่จัดขึ้น ณ โรงแรมฮิลตัน หัวหิน เมื่อกลางปี 2562 โดยท่านผู้หญิงพลอยไพลิน ได้กรุณา ให้เกียรติรับเป็นผู้ขับร้องบทเพลงพิเศษนี้ ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ * * * * * * * * * *

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

รฟฟท. สวัสดีปีใหม่ไทยผู้โดยสารเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ ส่งมอบความสุข และความห่วงใย ผ่านกิจกรรมการตลาดสุดพิเศษ! ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์ แจกฟรี! หน้ากากอนามัย KF94 (Korea Design) 100,000 ชิ้น (10,000 ชุด) และบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท 50 รางวัล

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง สวัสดีปีใหม่ไทยผู้โดยสารเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ จัดกิจกรรมการตลาดสุดพิเศษ เพื่อส่งมอบความสุข และความห่วงใยให้แก่ผู้โดยสาร ทั้งรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์ โดยส่งมาสคอต “MR.RED Line” ออกแจกหน้ากากอนามัย KF94 (Korea Design) จำนวน 100,000 ชิ้น (10,000 ชุด) ภายในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกสถานี และแจกบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท 50 รางวัล ให้แก่ผู้โดยสารที่ร่วมสนุกโพสต์ภาพการใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงลงใน Instagram ส่วนตัว และติดแฮชแท็ก #สวัสดีปีใหม่ไทยรถไฟฟ้าสายสีแดง และแท็กมาที่ Instagram red_line_srtet

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่าเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2565 บริษัทฯถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ไทยผู้โดยสาร พร้อมส่งมอบความสุข และความห่วงใยให้แก่ผู้โดยสารด้วยกิจกรรมการตลาดทั้งรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์

โดยกิจกรรมการตลาดออฟไลน์ บริษัทฯส่งมาสคอต “MR.RED Line” เป็นตัวแทนอวยพรปีใหม่ไทยและแจกหน้ากากอนามัย KF94 (Korea Design) จำนวน 100,000 ชิ้น (10,000 ชุด) ภายในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกสถานี ในวันที่ 11 – 12 เมษายน 2565 ระหว่างเวลา 06.00 – 18.00 น.

สำหรับกิจกรรมการตลาดออนไลน์ เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารร่วมสนุกโพสต์ภาพการใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงลงใน Instagram ส่วนตัว และติดแฮชแท็ก #สวัสดีปีใหม่ไทยรถไฟฟ้าสายสีแดง และแท็กมาที่ Instagram red_line_srtet ตั้งแต่วันที่ 13 – 15 เมษายน 2565 โดยผู้ร่วมสนุกกิจกรรมต้องตั้งค่า Instagram ส่วนตัวเป็นสาธารณะ ภาพที่ถูกใจคณะกรรมการรับบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท จำนวน 50 รางวัล ส่งตรงถึงบ้านฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ประกาศผลการร่วมสนุกวันที่ 25 เมษายน 2565 ทั้งนี้การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

บริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้โดยสารจะได้รับความสุข และรู้สึกถึงความปลอดภัยทุกครั้งจากการใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ส่งออกจับมือผู้ประกอบการ E-Wallet ขยายตลาดสินค้าไทยในเวียดนาม

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ส่งออกไทย จับมือผู้ประกอบการ E-Wallet ขยายตลาดสินค้าไทยในเวียดนาม เจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ หลังผลสำรวจล่าสุดเวียดนามเริ่มก้าวสู่สังคมที่ไม่ใช้เงินสดเพิ่มขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกรมฯ ได้รับรายงานจาก
ทูตพาณิชย์ถึงโอกาสทางการค้าของไทยในการเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ของเวียดนาม ที่ปัจจุบันเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด โดยได้ใช้บัตรชำระเงินแบบไร้การสัมผัส และชำระเงินดิจิทัลกันมากขึ้น
ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด เพื่อสนับสนุนการชำระเงินแบบไร้
การสัมผัส

ทั้งนี้ ตามสถิติของ National Payment Corporation of Viet Nam (NAPAS) พบว่า ในปี 2564 การทำธุรกรรมการเงินแบบไร้เงินสดประมาณ 1.86 พันล้านรายการ มูลค่า 23.600.000 พันล้านเวียดนามด่ง
(ประมาณ 1.033 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 169 เมื่อเทียบกับปี 2563 และร้อยละ 164 เมื่อเทียบกับปี 2562

ขณะเดียวกัน ยังพบว่า รัฐบาลเวียดนามและบริษัทต่าง ๆ มีนโยบายในการส่งเสริมการใช้รูปแบบการชำระเงินใหม่และทันสมัย เช่น กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมแนวโน้มการชำระเงินที่ไม่ใช้เงินสดให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพื่อสร้างความสะดวก ลดค่าใช้จ่าย และก้าวสู่สังคมที่ไม่ใช้เงินสดในอนาคต โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ การพัฒนาเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค การปรับตัวและการแข่งขันของผู้ให้บริการ ซึ่งจะทำให้เวียดนามมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนผ่านไปเป็นสังคมไร้เงินสดได้อย่างรวดเร็ว

“การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ในเวียดนามมีสัญญาณเติบโต เนื่องจากจำนวนประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นอย่างดี และมีศักยภาพในการซื้อสูง ดังนั้น การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ผู้ประกอบการไทย ผู้ส่งออกไทย ควรจะร่วมมือกับผู้ประกอบการ E-Wallet ในการขยายตลาดสินค้าในเวียดนาม เช่น การทำกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกันในลักษณะ Co-promotion ซึ่งจะเป็นช่องทางในการเจาะกลุ่มผู้บริโภคเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
31 มีนาคม 2565

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

“พาณิชย์-DITP” แนะผู้ส่งออกเกาะติดเทรนด์บรรจุภัณฑ์ปี 65 นำปรับใช้ทำตลาดญี่ปุ่น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ส่งออกเกาะติดเทรนด์บรรจุภัณฑ์อาหารในญี่ปุ่น นำมาปรับใช้ในการทำบรรจุภัณฑ์สินค้าของไทย เพื่อให้โดนใจผู้บริโภค เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า เผยเทรนด์ปี 65 เน้นดีไซน์ผ่อนคลาย อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดใช้บรรจุภัณฑ์ นำดีไซน์อดีตกลับมาใช้ ดีไซน์หรูทั้งนอกทั้งใน และใช้รูปแบบ 3 มิติ
พร้อมย้ำการขายในญี่ปุ่น ต้องมีภาษาญี่ปุ่นอธิบายวิธีการใช้

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ เพื่อนำมาแนะนำให้กับผู้ส่งออกของไทย ล่าสุดกรมฯ ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ถึงแนวโน้มของบรรจุภัณฑ์อาหารในตลาดญี่ปุ่น ที่เป็นที่ดึงดูดใจต่อผู้บริโภค เพื่อนำมาชี้แจงให้ผู้ส่งออกไทยได้รับรู้ และนำไปปรับใช้กับการพัฒนา
บรรจุภัณฑ์สินค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและขายสินค้าไทยในตลาดญี่ปุ่น
โดยเทรนด์ของบรรจุภัณฑ์ในตลาดญี่ปุ่นปี 2565 ได้แก่ 1.ดีไซน์แนว Minimal ที่ดูเรียบง่าย มีตัวอักษรน้อย และเลือกสี ทำให้ผู้เห็นรู้สึกผ่อนคลาย 2.ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยหันมาใช้วัสดุแทนพลาสติกมากขึ้น เช่น กระดาษหรือพลาสติกย่อยสลายได้ 3.สะท้อนแนวคิด “การบริโภคยึดจริยธรรม” ในบรรจุภัณฑ์ เช่น การลดวัสดุทำบรรจุภัณฑ์ให้น้อยลง 4.ดีไซน์ “Y2K” ในบรรจุภัณฑ์ คือ การนำดีไซน์ที่เคยโด่งดังในอดีต 20-30 ปีกลับมาประยุกต์ใช้ 5.เน้นดีไซน์ไม่เพียงแค่ด้านนอกแต่ใส่ใจการดีไซน์บรรจุภัณฑ์ด้านในด้วย และ 6.ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่มีมิติ (3 มิติ)

สำหรับสินค้าไทยที่จะวางจำหน่ายในญี่ปุ่น ฉลากสินค้าต้องมีการกำกับเป็นฉลากภาษาญี่ปุ่น ระบุข้อมูลผู้ผลิต ผู้นำเข้า ข้อมูลโภชนาการต่าง ๆ โดยหากบรรจุภัณฑ์ที่จะนำเข้ามาญี่ปุ่น เป็นบรรจุภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในต่างประเทศอยู่แล้ว เช่น กำกับเป็นภาษาไทย หรือภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น จะมี 2 รูปแบบที่พบในการวางจำหน่ายในญี่ปุ่น คือ 1.นำฉลากสติ๊กเกอร์ภาษาญี่ปุ่นแปะทับบนตัวบรรจุภัณฑ์โดยตรง และ 2.พิมพ์เป็นฉลากภาษาญี่ปุ่นแทนภาษาต่างประเทศ ในบางกรณีอาจจะมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เป็นภาษาญี่ปุ่นเลย
ยกตัวอย่างสินค้าไทยที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรส ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงอาหาร พริกแกงสำเร็จรูป หรือสินค้าพร้อมทานต่าง ๆ ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดญี่ปุ่น เห็นว่าแพกเกจจิ้งหรือบรรจุภัณฑ์
มีความสำคัญสำหรับผู้บริโภค ได้แก่ น้ำจิ้มไก่แม่ประนอม ซึ่งเป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในญี่ปุ่นหลายช่องทาง แต่เดิมจะเป็นในรูปแบบขวดแก้วขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แต่หลังจากการสำรวจตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ใหม่
ในรูปแบบหลอดบีบ ซึ่งตอบสนองวิธีการใช้งานที่ง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภค หลังวางจำหน่ายในญี่ปุ่นได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์เดียวกัน (น้าจิ้มไก่เหมือนกัน) แต่ปริมาณ แบบบรรจุภัณฑ์ที่ต่างกัน ก็สามารถเจาะตลาดได้แตกต่างกัน
นอกจากบรรจุภัณฑ์ที่ต้องมีการระบุเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้ว ยังต้องระบุสัญลักษณ์ประเภทวัสดุของบรรจุภัณฑ์นั้น ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแยกขยะทิ้งได้อย่างถูกต้อง เช่น เป็นพลาสติก กระดาษ ขวด PET หรือวัสดุเผาไม่ได้อย่างอลูมิเนียม เป็นต้น และหากเป็นสินค้าอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน เช่น มัสมั่น ก็ต้องมีสัญลักษณ์ไมโครเวฟแสดงให้เห็น มีวิธีการอุ่น รวมถึงมาตรฐานที่ได้รับ เช่น ฮาลาล ออร์แกนิก เป็นต้น
นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการต้องการทราบแนวโน้มและทิศทางบรรจุภัณฑ์ในตลาดญี่ปุ่นเพิ่มเติม สามารถเข้าร่วมชมงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์สินค้าต่าง ๆ ได้ ดังนี้ 1.TOKYO PACK (จัดในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี) เป็นนิทรรศการบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จัดแสดงที่ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยจัดแสดงบรรจุภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแห่งปีในญี่ปุ่น มีความทันสมัย มีการออกแบบที่สร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพ งานนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เห็นความก้าวหน้าของตลาดบรรจุภัณฑ์ ความต้องการของผู้บริโภคและความสำคัญของผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ 2.JAPAN PACK (จัดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี) เป็นนิทรรศการบรรจุภัณฑ์ในญี่ปุ่น จัดแสดงที่ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มี Japan Packaging Machinery Manufacturers Association เป็นผู้จัดงาน จึงถือเป็นอีกงานหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับการติดตามเทคโนโลยี แนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ในตลาดญี่ปุ่นในแต่ละปี
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
30 มีนาคม 2565

“พาณิชย์ – DITP” เดินหน้าบ่มเพาะแบรนด์ไทยให้เป็นแบรนด์ BCG Heroes ระดับโลกเพิ่มขีดความสามารถ สร้างจุดแข็ง และชูอัตลักษณ์รับ Megatrends ในตลาดสากล

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP เปิดตัวกิจกรรมบ่มเพาะแบรนด์ไทย รุ่นที่ 5 หรือ IDEA LAB 5 ส่งเสริม SMEs ไทยมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ BCG Heroes สร้างจุดแข็ง ชูอัตลักษณ์
แบรนด์รับ Megatrends ในตลาดสากล และสอดคล้องกับรูปแบบชีวิต Next Normal ปีนี้ผู้ประกอบการให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 293 แบรนด์

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย สร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและบริการไทย เพื่อตอบสนองความต้องการ Megatrends และความต้องการของผู้ประกอบการในยุค Next Normal โดยเน้นส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของตนเองได้ มีความพร้อมด้านการค้าและเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อสร้างผู้ส่งออกรายใหม่ (New Faces) และยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่นในทุกภูมิภาคของไทยสู่ตลาดโลก หรือ Local To Global จึงเกิดเป็นกิจกรรม
บ่มเพาะแบรนด์ไทย หรือ IDEA LAB ขึ้นมา

“กรมฯ ได้ผลักดันให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ทางการค้าที่ดี เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก โดยยกโมเดลเศรษฐกิจ BCG Model เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 มิติไปพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เป็นแนวทางที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ ช่วยขยายตลาดสินค้ากลุ่ม BCG ในยุค Next Normal ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยคาดหวังให้กิจกรรมบ่มเพาะแบรนด์ไทยนี้ ช่วยสร้างผู้ประกอบการที่มีมูลค่าเพิ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น สร้างแบรนด์ภูมิภาคให้เป็นแบรนด์ต้นแบบประจำท้องถิ่น ได้นำความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม การออกแบบ และการสร้างแบรนด์ มาส่งเสริมเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ ให้แบรนด์ไทยเป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าโลก มุ่งยกระดับสู่การเป็นแบรนด์ BCG Heroes ซึ่งจากการดำเนินงานโครงการ 4 รุ่นที่ผ่านมา
ได้สร้างผู้ประกอบการจำนวน 65 ราย และทำให้ผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในด้านการสร้างแบรนด์อย่างเป็นรูปธรรม โดยแต่ละรายได้แนวทางกลยุทธ์แบรนด์ของตนเอง ค้นพบอัตลักษณ์
จุดแข็ง และความท้าทายของตนเอง สามารถเพิ่มศักยภาพของธุรกิจในเวทีสากล”

สำหรับ กิจกรรมบ่มเพาะแบรนด์ไทย รุ่นที่ 5 หรือ IDEA LAB 5 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Local Brand Building for Global Market” เน้นส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในทุกภูมิภาค ในด้านการสร้างคุณค่าของแบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับและให้สามารถขยายมูลค่าการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด กรมทรัพย์สินทางปัญญา กองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ในปีนี้ มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 293 แบรนด์ โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เน้น 3 กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพในทางการตลาด ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร กลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม และกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และหัตถกรรม ซึ่งมีกิจกรรมใน 2 รูปแบบ ได้แก่ ช่วงที่ 1 การสัมมนาด้านการสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างการรับรู้ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางด้านการสร้างแบรนด์ ได้รับเกียรติจากผู้บริหารองค์กรธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ชั้นนำ ระดับแนวหน้าของประเทศ ที่จะมาให้ความรู้ด้านการสร้างแบรนด์แบบรอบด้าน อาทิ นางสาวศศิภาส์ มงคลนาวิน ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท โอกิลวี่ ประเทศไทย จำกัด, นายทรงพล เนรกัณฐี แบรนด์และนักการตลาดเชิงกลยุทธ์, นายสุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและสื่อสารแบรนด์ชุมชน, นายณทัต ณ สงขลา ผู้ก่อตั้ง The Double Rabbits Creation Agency, นายดำรงค์ พิณคุณ ประธานกรรมการเครือ บริษัท เรสเตอร์ กรุ๊ป, นายอธิคม วัชชลาพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า, นายสุทธิเกียรติ สุทธิธรรม ที่ปรึกษาด้านประสบการณ์ผู้บริโภค องค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise CX Advisor), Twilio, นายสมชนะ กังวารจิตต์ ผู้ก่อตั้ง Prompt Design เป็นต้น จากนั้นผู้ที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 2 ช่วงจะถูกคัดเลือกเหลือ 30 แบรนด์ เพื่อเข้าสู่กิจกรรมใน ช่วงที่ 2 การอบรมเชิงลึก และคัดเลือกเหลือ 15 แบรนด์สุดท้าย ซึ่งจะรับการพัฒนากลยุทธ์การสร้างแบรนด์เฉพาะราย โดยให้ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญร่วมกันค้นหาจุดแข็งและการสร้างความแตกต่าง รวมไปถึงแนวทางการสื่อสารแบรนด์เพื่อนำไปสู่การสร้างคู่มือแบรนด์ (Brand Bible) ต่อไป

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
29 มีนาคม 2565

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์
ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น