DITP เตรียมอวดสินค้า BCG ไทย ตอบรับเทรนด์โลกในงาน The Marché by STYLE Bangkok 2022พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) แถลงเตรียมพร้อมจัดงานแสดงสินค้า The Marché by STYLE Bangkok 2022 โชว์ผลิตภัณฑ์แนวรักษ์โลกใหม่ล่าสุดตอบรับกระแสโลก พร้อมกิจกรรมเสวนาและไลฟ์สดโชว์สินค้าแบบออนไลน์ นำเสนอโปรโมชั่นพิเศษสุดปังประจำปี กระตุ้นยอดส่งออก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19 โดยจะจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคม 2565 นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมจัดกิจกรรมคู่ขนาน BCG Symposium ด้วยความร่วมมือของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีของเขตเศรษฐกิจเอเปคสำหรับ Micro SMEs ที่มีนวัตกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้เป็นประธานในงานแถลงข่าวซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ (วันที่ 22 เมษายน 2565) ที่โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok พร้อมด้วยผู้บริหารกรมฯ ตลอดจนสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทยและกลุ่มเซ็นทรัล มาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยได้เปิดเผยว่าวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อกระตุ้นและขับเคลื่อนการส่งออกของประเทศ ผลักดันให้สินค้าไลฟ์สไตล์ และแฟชั่นไทยขยายส่วนแบ่งตลาด ทั้งรักษาและขยายตลาดเดิม ขยายตลาดใหม่ และฟื้นฟูตลาดเก่าที่หายไป
ทั้งนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกได้พบปะสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และเจรจาการค้ากับนักธุรกิจ ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่ายจากต่างประเทศและในประเทศ ทั้งแบบออนไซต์ในงานแสดงสินค้า และจับคู่เจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เลือกซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นจากผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ กลุ่ม BCG หรือสินค้ารักษ์โลกที่สอดคล้องกับเทรนด์โลกในปัจจุบัน รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุค New Normal
ภายในงานแถลงข่าว ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “สัมผัสแห่งสุนทรีย์ในโลกวิถีใหม่…ที่ผู้คนห่วงใยสิ่งแวดล้อม และใส่ใจชีวิตมากยิ่งกว่าเดิม” ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรที่เป็นผู้นำในแวดวงผลิตภัณฑ์ BCG ไทย ได้แก่
คุณทศพล ศุภเมธีกูลวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท นิว อาไรวา จำกัด คุณโกสินทร์ วิระพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท แปลน ทอยส์ และคุณท็อป – พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ อย่างยั่งยืนและผู้ก่อตั้ง ECOLIFE Application โดยมีแฟชั่นโชว์นำโดยดารา/นายแบบสุดฮอต “ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์”
โครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น The Marché by STYLE Bangkok จัดขึ้นครั้งแรกในเดือนตุลาคมปี 2564 ทดแทนการจัดงาน STYLE Bangkok 2021 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มสินค้าไลฟ์ไสตล์และแฟชั่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ยังคงสามารถเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ
The Marché by STYLE Bangkok 2022 ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Global Trends, Your Styles : เทรนด์ใหม่ของโลก สไตล์ของคุณ” เพื่อแสดงศักยภาพผู้ประกอบการ BCG ไทย ในฐานะผู้ผลิตสินค้า คุณภาพที่ตอบโจทย์ตลาดและสอดรับกับเทรนด์โลก ภายในงานจะจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นรักษ์โลกโดยผู้ส่งออกจำนวน 150 ราย จากกลุ่มสินค้า Fashion & Leather, Furniture, Gifts & Premiums, Houseware, Home Décor และ Wellness บนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร ณ บริเวณชั้น 1 และชั้น 2 โซน Eden 1-2, Dazzle และ Beacon 2-3 และ 4 สินค้า BCG ที่นำมาจัดแสดงล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือมีกระบวนการผลิตที่เกิดของเสียน้อยที่สุด เป็นสินค้าสีเขียว ที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อโลกอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความ ต้องการของตลาดโลกยุค New Normal
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา DITP ได้ปรับและพัฒนากลยุทธ์เพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบการ และผลักดันให้เกิดการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการผลักดันส่งเสริมสินค้าและตลาด BCG หรือ Bio-Circular-Green ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยกรมฯ ได้ขานรับนโยบายซึ่งริเริ่มโดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในการตอบสนองความต้องการของตลาดในกลุ่มผู้บริโภครักษ์โลก
การจัดงานแสดงสินค้า The Marché by STYLE Bangkok 2022 แบบออนไซต์ที่มีมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะประกอบด้วยกิจกรรมพิเศษหลากหลาย ได้แก่ Exhibitor Talk ซึ่งเป็นการเชิญ หัวข้อ “การต่อยอดสินค้าด้วยแนวคิด BCG” และกิจกรรม MC Tour เจาะสินค้าที่น่าสนใจภายในงาน พร้อมกับการไลฟ์ (Live Streaming) ทาง Facebook : STYLE Bangkok Fair ทุกวันของการจัดงาน อีกด้วย
งานในครั้งนี้มาพร้อมกับการจัดเจรจาการค้าระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ซื้อจากทั่วโลกผ่าน Online Business Matching หรือ OBM ระหว่างวันที่ 18-20 พฤษภาคม 2565 สำหรับนักช้อป เตรียมพบกับกิจกรรม Price Off และ Pro Reward โปรโมชั่นส่วนลดจากผู้ประกอบการเมื่อซื้อสินค้าภายในงาน และรับคูปองสมนาคุณ สำหรับซื้อสินค้าภายในงานมูลค่า 200 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 5,000 บาท (จำกัด 100 สิทธิ์ต่อวัน) รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษในการบริการจัดส่งร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

The Marché by STYLE Bangkok 2022 จะเป็นอีกโครงการที่จะช่วยเหลือสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการประชาสัมพันธ์สินค้าและขยายช่องทางการตลาดในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเป็นรูปธรรม เป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และศักยภาพสินค้าไทย โดยเป็นงานที่รวบรวมสินค้า BCG ไว้ได้มากที่สุดงานหนึ่งของปี คาดการณ์มูลค่าการค้าทันทีและยอดสั่งซื้อภายในระยะเวลา 1 ปี ประมาณ 70 ล้านบาท
The Marché by STYLE Bangkok จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคมนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานแสดงสินค้าที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com Facebook และ Instagram Style Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 * * * * * * * * * *

“จุรินทร์” ดันแผนอีคอมเมิร์ซ ระยะ 2 ตั้งเป้า มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายใน 5 ปี เป็น 7.1 ล้านล้านบาท

คณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เตรียมพร้อมการพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนากำลังคน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การสร้างความเชื่อมั่น และการพัฒนาผู้ประกอบการ พร้อมมุ่งเป้าเพิ่มมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศเป็น 7.1 ล้านล้านบาท
ในปี 2570

ดร.สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างการประชุมคณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี 2565 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนว่า กระทรวงพาณิชย์และเลขานุการคณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้จัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
(e-Commerce) แห่งชาติ ระยะที่ 2 ครอบคลุมปี 2566-2570 ตั้งเป้าให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อน e-commerce ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ คาดว่าภายในปี 2570 จะมีมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ 7.1 ล้านล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 นับจากปี 2564 ที่มีการสำรวจโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ล่าสุด โดยพบว่ามูลค่า e-Commerce ภายในประเทศไทยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 4.01
ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.08 จากปีก่อนหน้า (มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ ปี 2563 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 3.78 ล้านล้านบาท)

“โดยในปี 2565 ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์นั้น ได้ดำเนินงานตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในการเดินหน้าเสริมสร้าง
ขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการไทย ซึ่งรวมถึง SMEs วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่ไปกับการผลักดันให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ทางการค้าที่ดี เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก โดยการใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เช่น ส่งเสริมการขยายตลาดสินค้ากลุ่ม BCG (Bio – Circular – Green Economy) ในยุค New Normal ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการเจรจาการค้าออนไลน์ (OBM) เป็นต้น”
สำหรับ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570)
ได้กำหนดยุทธศาสตร์ของแผนไว้ทั้งสิ้น 4 ด้าน ได้แก่ 1. การพัฒนากำลังคน พลเมือง และผู้ประกอบการดิจิทัล (Competency Building) 2. การพัฒนาสภาพแวดล้อม และปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Ecosystem and Enabling Factors) 3. การยกระดับความเชื่อมั่นต่อการทำธุรกรรมในอุตสาหกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Trust and Security) และ 4. การพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ และส่งเสริมการค้าออนไลน์ทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน (Enhance and Promotion)

ทั้งนี้ คณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกว่า 30 หน่วยงาน เช่น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เป็นต้น เพื่อร่วมขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทย และมุ่งเป้าให้ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยเติบโต เท่าทัน ครบครัน มั่นใจ ปลอดภัย ยั่งยืน”

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
21 เมษายน 2565

แนวโน้มอาหารไทยสำเร็จรูปในตลาดโลกสดใสผู้ประกอบการส่งสินค้าขอรับตรา Thai SELECT อย่างคึกคัก

ตลาดสินค้าอาหารไทยสำเร็จรูปในตลาดโลกยังสดใส ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลังโควิด-19 และความนิยมอาหารไทยที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการส่งออกร่วมกันส่งผลิตภัณฑ์ขอรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT กันอย่างคึกคัก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศร่วมกับคณะกรรมการทำการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์เพื่อเข้าพิธีรับมอบตราสัญลักษณ์ช่วงปลายพฤษภาคมนี้

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (COVID-19) ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกเพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตในวิถีใหม่ ด้านผู้ประกอบการในหลายธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที โดยสินค้าอาหารเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีการปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะผู้คนต่างหันมาปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้านมากขึ้น ในหลายประเทศพบว่าแม้ผู้คนจะยังคงต้องการใช้ชีวิตนอกบ้าน แต่เรื่องอาหารยังเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญและเน้นความปลอดภัยเป็นสำคัญ
“ในทุกๆ ปี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะทำการคัดเลือกผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารไทยสำเร็จรูป พร้อมปรุงหรือพร้อมรับประทาน เครื่องแกง น้ำจิ้ม หรือ ขนมไทย เพื่อมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อให้ผู้บริโภคหรือร้านอาหารไทยในต่างประเทศสามารถเลือกซื้อเพื่อนำไปปรุงอาหารได้อย่างสะดวกและมีรสชาติตามตำรับอาหารไทย โดยนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในเรื่องของ “อาหารไทย อาหารโลก” ที่มุ่งเน้นการขยายตลาดอาหารไทยไปตลาดโลกนั้น ทำให้การมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จึงเป็นภารกิจสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในตลาดสากลได้มากขึ้น ปัจจุบันมีการมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้กับผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปไปแล้วทั้งสิ้น จำนวน 603 ผลิตภัณฑ์ จาก 54 บริษัท

สำหรับกิจกรรมคัดเลือกผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปเพื่อมอบตราสัญลักษณ์ในปีนี้ มีผู้ประกอบการให้ความสนใจสมัครเข้ามาขอรับตราสัญลักษณ์เป็นจำนวนมาก จากการเล็งเห็นอัตราการเติบโตในตลาดต่างประเทศ และต้องการยกระดับมาตรฐานควบคู่กับการส่งเสริมภาพลักษณ์ของสินค้า ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคในตลาดสากล และในปีนี้ได้มีการขยายการมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้ครอบคลุมเครื่องปรุงรสสำหรับอาหารไทย เช่น กะปิ น้ำปลา น้ำปลาร้า เป็นต้น เนื่องจากเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในอาหารไทยและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตลาดต่างประเทศ

DITP ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจส่งผลิตภัณฑ์เข้ารับการคัดเลือกเพื่อขอรับตรา Thai SELECT วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 จนถึง 26 มกราคม 2565 มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 44 บริษัท เป็นบริษัทรายเดิม 20 บริษัท และบริษัทรายใหม่ 24 บริษัท มีผลิตภัณฑ์ที่ขอใช้ตราถึง 189 รายการ และขอต่ออายุตรา 175 รายการ รวมทั้งสิ้น 364 รายการ ซึ่งตรา Thai SELECT มีอายุในการรับรอง 3 ปี โดย DITP ได้ทำการคัดเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อรับมอบตรา Thai SELECT ไปเมื่อวันที่ 30-31 มีนาคม ที่ผ่าน ซึ่งมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภายในของกระทรวงพาณิชย์ และกรรมการจากหน่วยงานภายนอก ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร) ผู้แทนสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ผู้แทนสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ผู้แทนสถาบันอาหาร และผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาหารไทย เข้าร่วมการพิจารณาโดยจะประกาศผลในช่วงปลายเดือนเมษายน และจัดพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อรับมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 ระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคม 2565
โดยคณะกรรมการมีเกณฑ์การให้คะแนนครอบคลุมด้านรสชาติอาหาร ที่จะต้องคงความเป็นไทยและ ใช้วัตถุดิบตามประเภทของอาหารนั้นๆ ด้านนวัตกรรมและคุณภาพของอาหาร หลังการเปิดภาชนะบรรจุออกมาแล้วอาหารยังมีความสมบูรณ์และสวยงาม เมื่อผ่านกระบวนการอุ่นหรือทำให้สุกก่อนรับประทานยังคงมีรูปลักษณ์ที่สวยงามเหมือนการปรุงสด หรือมีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต ด้านการระบุขั้นตอนการเตรียมและประกอบอาหาร ด้าน Food Safety โดยจะต้องมีการรับรองความปลอดภัยจากองค์กรระดับประเทศหรือระดับโลก อาทิ องค์การอาหารและยา หรือ อย. / GMP / GHP / HACCP / ISO / Halal / BRC ด้านบรรจุภัณฑ์ โดยภาชนะ หีบห่อ บรรจุภัณฑ์ และฉลากอาหารต้องมีความสวยงาม เหมาะสมกับอาหาร รวมทั้งมีการระบุรายละเอียด อาทิ ส่วนประกอบ วัตถุดิบ บนฉลากไว้อย่างชัดเจน

“ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ไม่ใช่การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสัญลักษณ์การันตีว่าเป็นเมนูอาหารไทยที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบและเครื่องปรุงอาหารตามแบบวิธีการปรุงอาหารไทย ผ่านกรรมวิธีประกอบอาหารที่ใช้เครื่องปรุงตามแบบอย่างอาหารไทย บ่งบอกเอกลักษณ์ มีรสชาติและรูปลักษณ์ของอาหารตามมาตรฐานอาหารไทย ซึ่งมีรายละเอียดแจ้งไว้บนบรรจุในบรรจุภัณฑ์ถนอมอาหารที่ได้มาตรฐานสากลโดยอาหารยังคงมีคุณภาพสมบูรณ์เมื่อเปิดบริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกมั่นใจได้ว่าสินค้าอาหารไทยสำเร็จรูปที่กำลังจะเลือกซื้อนั้นมีรสชาติและคุณภาพตามที่ต้องการอย่างแน่นอน สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT นั้น จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของกรม เช่น การประชาสัมพันธ์ในงานแสดงสินค้าอาหาร ในต่างประเทศที่กรมเข้าร่วม การจัดแสดงในคูหานิทรรศการ Thai SELECT ในงานแสดงสินค้า THAIFEX- ANUGA ASIA การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและจับคู่เจรจาธุรกิจโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั่วโลก รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อของกรมทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งกรมเชื่อมั่นว่าโครงการและกิจกรรมต่างๆ จะช่วยผลักดันให้การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปไปยังต่างประเทศนั้นเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายภูสิต กล่าวทิ้งท้าย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
20 เมษายน 2565

“พาณิชย์-DITP” โชว์ผลงานดัน Soft Power ช่วยผู้ประกอบการแล้ว 1,878 ราย ทำเงิน 3,905 ล้าน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานดัน Soft Power ครึ่งปีแรก ส่งเสริมผู้ประกอบการ 1,878 ราย สร้างมูลค่าการค้า 3,905 ล้านบาท ผ่านการผลักดันการส่งออกสินค้าอาหาร ผลไม้ ดิจิทัลคอนเทนต์ สุขภาพความงาม และสินค้าสร้างสรรค์อัตลักษณ์ไทย

​​นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามนโยบาย Soft Power ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า กรมได้ตั้งเป้าหมายผลักดันการส่งออกใน 4 กลุ่มสินค้าเกี่ยวข้อง ได้แก่ อาหาร ดิจิทัลคอนเทนต์ สุขภาพความงาม และสินค้าสร้างสรรค์อัตลักษณ์ไทย ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.บ่มเพาะผู้ประกอบการยุคใหม่ให้มี Mindset ด้าน Soft Power 2.พัฒนาสินค้าสร้างสรรค์อัตลักษณ์ไทย 3.ขยายตลาดสินค้าอาหารไทย อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์และธุรกิจบริการ Wellness Medical Service (WMS) และ 4.ประชาสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ประเทศไทย โดยในปี 2565 มีโครงการสนับสนุนทั้งสิ้น 32 โครงการ

​​ผลการดำเนินการในช่วงครึ่งปีแรกของกิจกรรมสำคัญ ได้แก่
​​1.การส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าอาหารไทยและธุรกิจบริการอาหารไทยในต่างประเทศ ผ่านการส่งเสริมตราสัญลักษณ์ Thai Select ร่วมกับร้านอาหารและผู้นำเข้าอาหารไทย ดำเนินการแล้ว ใน 16 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แคนาดา จีน โปแลนด์ เยอรมนี เกาหลีใต้ สาธารณรัฐเช็ก สเปน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส มาเลเซีย สหราชอาณาจักร และอิตาลี

​​2.การส่งเสริมตลาดธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์และธุรกิจเกี่ยวเนื่องสู่ตลาดต่างประเทศ (ภาพยนตร์ เกม แอนิเมชั่น คาแรคเตอร์) มีแผนดำเนินการ 4 ประเทศ (สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) และรูปแบบออนไลน์ ดำเนินการแล้ว 4 โครงการ ได้แก่ American Film Market 2021 (Online), Kidscreen Summit Virtual 2022 กิจกรรม Content Pitching และการเข้าร่วมงาน Global Game Exhibition G-Star 2021 ผู้ประกอบการเข้าร่วม 30 ราย สร้างมูลค่าการค้า 1,181 ล้านบาท

​​3.การส่งเสริม Wellness Medical Service สุขภาพความงาม ใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจีน โดยการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สปา/สมุนไพร ในงาน Beauty Expo และ Beauty World Middle East 2021 (รูปแบบ Mirror & Mirror) ผู้ประกอบการเข้าร่วม 29 ราย มูลค่าเจรจาการค้า 62.09 ล้านบาท

​​4.การบ่มเพาะผู้ประกอบการ เพื่อสร้าง Mindset ด้าน Soft Power ผ่านโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ (From Gen Z to be CEO) และ Salesman จังหวัด Go Intern ดำเนินการพัฒนาผู้ประกอบการและ Salesman จังหวัดยุคใหม่แล้ว 1,652 ราย

​​5.การส่งเสริมสินค้าสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ไทย ผ่านโครงการส่งเสริมนักออกแบบ สินค้า/บริการนวัตกรรม และพัฒนาส่งเสริมสินค้า OTOP อยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าและผู้ประกอบการดำเนินการแล้ว 72 ราย มูลค่าการค้า 14.39 ล้านบาท

​​6.การส่งเสริมแบรนด์ประเทศไทย ผ่านตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark และการส่งเสริมสินค้า ที่มีการออกแบบดี ตลอดจนการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการศักยภาพไทยสู่ตลาดโลกผู้ประกอบการ 95 ราย นอกจากนี้ นายภูสิตกล่าวว่า กรมได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ กับการผลักดันการส่งออกผลไม้ในปีนี้ ที่ผ่านมา ได้จัด Online Business Matching สำหรับฤดูผลไม้ภาคตะวันออก กับผู้นำเข้าทั่วโลก ไปแล้ว 2 ครั้ง สร้างยอดขายกว่า 2 พันล้านบาท และกำหนดจัดอีกครั้งในเดือน ก.ค. 65 สำหรับฤดูผลไม้ภาคใต้และภาคเหนือ ตลอดจนมีแผนจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ร่วมกับห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศอีก 9 โครงการ ที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้มี 2 งานได้แก่ 1.งาน Taste of Thailand ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 8-28 เม.ย.2565 สินค้ายอดนิยม ได้แก่ มะม่วง มังคุด ทุเรียนและสับปะรด คาดการณ์มูลค่าการสั่งซื้อ 29.7 ล้านบาท และ 2. เทศกาลอาหารและผลไม้ไทย ณ กรุงไทเป ไต้หวัน ระหว่างวันที่ 7-20 เม.ย.2565 ร่วมมือกับ Breeze super ซุปเปอร์มาร์เก็ตไฮเอนด์ เปิดตัวทุเรียนสดพร้อมทานจากไทยขายในไต้หวันครั้งแรก และในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. 65 กำหนดจะจัดกิจกรรมยิ่งใหญ่ “Thai Fruit Golden Months” ส่งเสริมการขายผลไม้ไทยในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ใน 13 เมืองกระจายทั่วประเทศจีน เพื่อส่งเสริมการบริโภคและส่งออกผลไม้ไทย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
19 เมษายน 2565

มัลลิกา ชม มิลลิ!! ไอเดีย Soft Power ข้าวเหนียวมะม่วงบนเวทีโลก พาณิชย์พร้อมหนุนส่งออกอาหาร-คอนเทนต์ไทยไปต่างประเทศ

วันที่ 18 เมษายน 2565

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวขอชื่นชมทีมงานศิลปินเดี่ยวชาวไทยมิลลิ (MILLI) กับการแสดงบนเวที Coachella 2022 ที่นำข้าวเหนียวมะม่วง อาหารว่างคนไทยและเป็น 1ใน 50 เมนูขนมหวานที่ดีที่สุดของโลกเป็น Soft Power Content บนเวทีคอนเสิร์ต ถือเป็นไอเดียที่เป็นดีและน่าชื่นชม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุน Creative Economy โดยปี 2565 นโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตั้งแต่ต้นปีคือการส่งเสริมและเชื่อมตลาดด้านนี้โดยเน้น Soft Power และยินดีหากทีมนี้จะให้กระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมสนับสนุน

นางมัลลิกา กล่าวว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้นโยบายกับกระทรวงพาณิชย์ ด้าน Soft Power ว่ากระทรวงพาณิชย์จะต้องเป็นผู้ที่ช่วยส่งเสริม Soft Power เพื่อที่จะทำให้ Soft Power ของไทยไปผงาดในตลาดโลก ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะวัฒนธรรม วิถีชีวิต โดยเฉพาะอาหารไทยเป็นที่เลื่องลือและยอมรับไปทั่วโลกและสิ่งที่มีความคุณค่ามากที่สุด คือ ความเป็นไทย ที่ไม่มีใครแย่งไปจากเราได้ ซึ่งนำไปขายได้ในทุกเรื่อง ทั้งในด้านการผลิตที่ละเอียดลออ งดงามและมีความรับผิดชอบ ในภาคบริการการท่องเที่ยวที่ไม่มีใครสู้เราได้ในโลก ซึ่งทั้งหมดนี้จะไปสู่โลกได้อย่างไร เราก็ทำมาเป็นลำดับและทำเป็นระบบชัดเจน มีกลไกรับผิดชอบยิ่งขึ้น

โดยในปี 2565 ซึ่งได้มอบหมายให้ดำเนินยุทธศาสตร์ Soft Power ทำกิจกรรม ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค. เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมแรกของปี 65 คือ การผลักดัน Soft Power ผ่านภาพยนตร์ แอนิเมชั่น และดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย ในโครงการ Content Pitching เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 65 ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งผู้เจรจาจากบริษัทฝั่งไทยสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 815 ล้าน นับเป็นครั้งแรกในการดึงผู้ให้บริการสตรีมมิ่งความบันเทิงชื่อดังอย่าง Netflix, WeTV, iQiyi และ VIU เจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 15 บริษัท

“ปีนี้ 2565 ให้มุ่งเน้นการส่งเสริม Soft Power ให้ไทยให้ผงาดได้ในตลาดโลก โดยได้มีการส่งเสริม และสร้างเครือข่าย ขยายโอกาสเผยแพร่ผลงานดังกล่าวสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมกลุ่มธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม แหล่งวิถีชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยอีกด้วย อย่างไรก็ตามผู้สนใจสามารถประสานงานที่สำนักพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้ที่ 02-507-8449 หรือสายด่วน 1169 https://ditp.go.th ” นางมัลลิกา กล่าว

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่าสถานการณ์การส่งออกข้าวเหนียว
ปี 2564 มีปริมาณ 150,570 ตัน มูลค่า 3,108.40 ล้านบาท ลดลง 25.73% จากปี 63
และปี 2565 (ม.ค.- ก.พ. 65) มีปริมาณ 29,312 ตัน มูลค่ารวม 594.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.98 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 64 มีตลาดส่งออกหลัก คือ จีน สหรัฐอเมริกา ลาว เวียดนาม และญี่ปุ่น

และสถานการณ์การส่งออกมะม่วงสดปี 2564 ไทยส่งออกมะม่วงรวม 4,440.30 ล้านบาท แบ่งเป็น มะม่วงสด มูลค่า 2,934.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.25 % จากปี 63 และมะม่วงกระป๋องมูลค่า 1,505.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.12% จากปี 63
และปี 2565 (ม.ค. – ก.พ. 65) มีปริมาณ 10,398 ตัน มูลค่ารวม 403.51 ล้านบาท แบ่งเป็นมะม่วงสด มูลค่า 177.96 ล้านบาท ลดลง 38.13 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันจากปี 64 และมะม่วงกระป๋องมูลค่า 225.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.78 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันจากปี 64
โดยมีประเทศ 10 อันดับแรกที่เป็นตลาดส่งออกมะม่วงสดสำคัญของไทย ได้แก่ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เมียนมา ลาว สิงคโปร์ รัสเซีย เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจีนตามลำดับ

“พาณิชย์-DITP”เผย “ข้าวหอมมะลิไทย-ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” มีโอกาสขายออสเตรีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แจ้งข่าว “ข้าวหอมมะลิไทย-ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” มีโอกาสส่งออกตลาดออสเตรีย หลังทูตพาณิชย์เดินหน้าคุยผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่งและค้าปลีก พร้อมจัดทดสอบคุณภาพให้เห็นถึงความแตกต่าง และผลักดันให้ร้านอาหารไทยใช้แต่ข้าวหอมมะลิไทย ทำให้มีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา (นางสาวอรอนุช ผดุงวิถี) ถึงโอกาสในการขยายตลาดข้าวไทยในตลาดออสเตรีย ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้เพิ่มขึ้น และข้าวไทยมีโอกาสส่งออกได้มากขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย และข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ทั้งในไทยและในสหภาพยุโรป (อียู)

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์กรุงเวียนนา ได้รายงานว่า ผลจากกระแสความนิยมรับประทานอาหารเอเชีย โดยเฉพาะอาหารไทยในออสเตรีย ที่เติบโตต่อเนื่อง และผู้บริโภครับรู้ว่าข้าวไทยมีชื่อเสียงโด่งดัง จึงได้ใช้โอกาสนี้ ทำการประสาน
ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่งและค้าปลีกข้าวไทยในออสเตรีย เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้าวหอมมะลิไทย โดยจัดให้มีการทดสอบคุณภาพข้าวหอมต่าง ๆ ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดกับข้าวหอมมะลิไทยว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร มีรสชาติ และหอมกว่าข้าวชนิดอื่นอย่างไร ทำให้รู้จักข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น และมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้ผลักดันให้ร้านอาหารไทยใช้ข้าวหอมมะลิไทยด้วย

สำหรับผลการดำเนินการ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยขณะนี้ผู้นำเข้าได้เดินทางเยือนประเทศไทยและตัดสินใจเปลี่ยนมาเลือกนำเข้าข้าวหอมมะลิที่ได้รับเครื่องหมายรับรองจากกรมการค้าต่างประเทศแทนของเดิม และบริษัทนำเข้าอาหารเอเชียรายใหญ่ ซึ่งจัดส่งวัตถุดิบให้กับร้านอาหารไทยส่วนใหญ่ในออสเตรีย ได้หันมานำเข้าข้าวหอมมะลิไทยและจัดส่งให้กับร้านอาหารในราคาที่แข่งขันได้กับสินค้าคู่แข่ง
ส่วนการนำเสนอและจับคู่สินค้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งได้รับเครื่องหมาย GI ของสหภาพยุโรปกับบริษัทนำเข้าสินค้าอาหารเกรดซุปเปอร์พรีเมียมรายเก่าแก่ของประเทศออสเตรีย ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาราคาและรายละเอียดบนฉลากสินค้า

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
12 เมษายน 2565

แถลงข่าวการจัดงานแสดงสินค้า “The Marché by STYLE Bangkok 2022

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้เกียรติเป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดงานแสดงสินค้า “The Marché by STYLE Bangkok 2022 ” ในวันศุกร์ที่ 22 เมษายน 2565 เวลา 10.00 -11.30 น. พร้อมด้วยผู้บริหารกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ ร่วมด้วย 2 เซเลบริตี้ด้านไลฟ์สไตล์ชื่อดัง ได้แก่ รถเมล์ คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์ นักแสดงพิธีกร และ ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักแสดง/นายแบบ ณ ห้องสตูดิโอ 4 ชั้น 6 โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok

The Marché by STYLE Bangkok 2022 จะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com และโซเชียลมีเดีย Facebook และ Instagram Style Bangkok Fair หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 * * * * * * * * * *

สำเร็จ“จุรินทร์” ประเดิมลงนาม Mini FTA ไทย-เตลังคานา บุกตลาดเมืองรองแดนโรตี-อินเดีย ต่อเนื่อง

วันที่ 11 เมษายน 2565 เวลา 11.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
เปิดงานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ รูปแบบออนไลน์ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ รัฐเตลังคานา สาธารณรัฐอินเดีย พร้อมด้วยนายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ พร้อมตัวแทนภาคเอกชน ที่ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยอีกฝ่ายเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม และพาณิชย์ รัฐเตลังคานา สาธารณรัฐอินเดีย โดยเป็นภารกิจผ่านออนไลน์ด้วยระบบ Zoom Conference

นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ไทยและอินเดียมีความผูกพันเชื่อมโยงกัน อย่างแนบแน่นในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา วรรณกรรม วัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติด้านเศรษฐกิจ อินเดีย เป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการค้า ที่สําคัญยิ่งของไทย ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็น อันดับ 6 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี และสหราชอาณาจักร และจํานวนประชากรกว่า 1,300 ล้านคน อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าสําคัญอันดับที่ 11 ของไทย และเป็นประเทศคู่ค้า อันดับที่ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ ขณะที่ไทยเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 4 ของอินเดียในภูมิภาคอาเซียน โดยในปี พ.ศ. 2564 การค้าระหว่างไทยและอินเดียมีมูลค่า 14,940 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 474,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.52 จากปีก่อน
ตนเชื่ออย่างยิ่งว่าความสัมพันธ์ ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและอินเดียยังคงมีศักยภาพ และโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกมากภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโควิด-19 ตนได้นําคณะผู้แทนการค้าของไทย เยือนอินเดีย รวม 2 ที่เมืองมุมไบและเมืองเจนไน และครั้งที่ 2 ที่เมืองเบงการูลู และเมืองไฮเดอราบัด รัฐเตลังคานา ตนให้ความสําคัญกับการเสริมสร้างและพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เชิงเศรษฐกิจระหว่างไทยและอินเดียมากเพียงใด โดยเฉพาะการเดินทางเยือนอินเดียครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2563 ได้มีโอกาสเยือนเมืองไฮเดอราบัด รัฐเตลังคานาเป็นครั้งแรก และประทับใจ ถึงการพัฒนาเมืองใหม่ การเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติที่มีชื่อเสียง รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคที่ทันสมัย ถึงภาพลักษณ์ของอินเดียยุคใหม่ ตลอดจนการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไอที และอุตสาหกรรมยาของอินเดีย จนได้รับการขนานนามว่า “ไซเบอราบัด”และ “จีโนมวัลเลย์”
และสิ่งพิเศษที่สุดได้มีโอกาสพบกับท่านรัฐมนตรี KTR ของรัฐเตลังคานาเป็น ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2563 โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่า ไทยและอินเดียควรพิจารณาจัดทําข้อตกลงการค้าเชิงลึกระหว่างกันมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย และอาเซียน- อินเดีย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการขยาย ความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับรัฐบาลระดับรัฐ มณฑล หรือเมืองรองของประเทศคู่ค้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งหวังให้เกิดการอํานวยความสะดวกด้านการค้า และการลงทุนระหว่างไทยและรัฐเตลังคานา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้สิทธิ ประโยชน์ด้านการลงทุนต่าง ๆ กรณีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรม เป้าหมายของรัฐเตลังคานา อาทิ การแปรรูปอาหาร เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

การแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพผ่านศูนย์บ่มเพาะธุรกิจและระบบนิเวศด้านนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาสตาร์ทอัพของรัฐเตลังคานา ที่มีชื่อว่า “T-Hub” ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีของไทยในการเรียนรู้ เพื่อนํามาพัฒนาศักยภาพของ สตาร์ทอัพไทยให้เติบโตและแข่งขันในระดับสากลตลอดจนการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มดิจิทัล “Thaitrade.com” ของไทยเข้ากับ Telangana State GlobalLinker”ของรัฐเตลังคานา เพื่อขยายเครือข่ายธุรกิจของแต่ละฝ่ายได้มากยิ่งขึ้น

“การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ ถือเป็นการลงนามครั้ง ประวัติศาสตร์ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับรัฐบาลระดับรัฐของอินเดียเป็น ครั้งแรก ขณะนี้ กําลังมีการจัดโครงการส่งเสริม การจําหน่ายสินค้าไทยร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตรีไลแอนซ์ ที่เมืองไฮเดอราบัด รัฐเตลังคานา รวม 17 สาขา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประเดิมการดําเนินความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ นอกจากนี้ การจัดพิธีลงนาม MOU ในวันนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระสําคัญแห่งการครบรอบ 75 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินเดียในปีนี้ด้วย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ทางด้านอินเดีย นายคาลวากุลท์ลา ทารากา รามา เรา รัฐมนตรีบริหารเทศกิจ พัฒนาชุมชนเมือง อุตสาหกรรม เทคโนโลยี สารสนเทศและพาณิชย์ (KTR)รัฐเตลังคานา ผู้แทนรัฐบาลเตลังคานา สาธารณรัฐอินเดีย กล่าวว่า
ตนยังคงจำเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้วก่อนที่พวกเราจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19      ในครั้งนั้น รัฐเตลังคานาได้รับเกียรติจากการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย โดยในช่วงการเดินทางเยือนเมืองไฮเดอราบัดเมื่อเดือนมกราคม 2563 ท่านจุรินทร์และตนได้หารือร่วมกันอย่างบังเกิดผลสำเร็จถึงแนวทางที่เป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือและการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและรัฐเตลังคานา ตนมีความดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ในที่สุด พวกเราได้เดินทางมาถึงวันนี้ที่การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของทั้งสองฝ่ายกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
ตนสามารถยืนยันแก่ทุกท่านได้ว่า ความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ครอบคลุมแทบทุกสาขา นับตั้งแต่การลงทุนจนถึงแพลตพอร์มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งจะมีส่วนต่อการพัฒนาและการเจริญเติบโตของบริษัทไทยที่วางแผนเข้ามาลงทุนในรัฐเตลังคานา นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เสนอให้โดยรัฐเตลังคานา อาทิ การอำนวยความสะดวกให้ได้รับอนุมัติจัดตั้งธุรกิจในรัฐเตลังคานาอย่างรวดเร็ว รวมถึงความช่วยเหลือในการจัดหาแรงงานและการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการ  ในนามของรัฐบาลเตลังคานา ตนมีความเชื่อมั่นว่าบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะเป็นแรงผลักดันสำหรับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองรัฐบาลในอนาคต อันจะนำมาซึ่งการขยายตัวอย่างยั่งยืนของการค้าทวิภาคีระหว่างประเทศอันเป็นที่รักของเราทั้งสองประเทศในระยะยาวสืบไป

สุดปัง!“จุรินทร์”ปั้น CEO Gen Z ชายแดนใต้ร่วมกับ ม.ฟาฏอนี และศอ.บต. สร้างแม่ทัพการค้ายุคใหม่กว่า 1,000 คน ผสาน Soft Power เจาะตลาดมุสลิมทั่วโลก

วันที่ 9 เมษายน 2565 เวลา 14.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานและสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding) ด้านวิชาการระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ในโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ From Gen Z to be CEO (ภาคใต้) พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ รศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) และนางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ห้องประชุมอาคารเรียนรวมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี อําเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

นายจุรินทร์ กล่าวว่า
ภายใต้โครงการปั้น Gen Z เป็น CEO ของกระทรวงพาณิชย์ที่ตนได้มอบนโยบายให้ดำเนินการมาโดยต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องถึงปีนี้ 2565 ปั้น GenZ เป็น CEO ไปแล้วจำนวนมาก ซึ่ง Gen Z ต่างจากรุ่นตนและ Gen X Gen Yเพราะส่วนใหญ่จบการศึกษาไปแล้วหลายคนอยากเป็นนายตัวเอง ซึ่งก็ต้องมีธุรกิจหรือกิจการของตนเอง จึงเป็นที่มาของนโยบายปั้น Gen Z ให้เป็น CEO
โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA)ของกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหัวเรือใหญ่จัดหลักสูตรอบรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการตั้งแต่ Micro SME และ SME
และผู้ส่งออก เราจึงตั้งเป้าปั้นน้องนักศึกษาปี 3-4 ก่อนจบการศึกษา และเมื่อจบไปแล้วจะได้ไปเป็นนายตนเองทำธุรกิจเป็น CEO ให้กับกิจการของตัวเองได้
2 ปีที่ผ่านมา 63-64 เราลงนาม MoU กับสถาบันการศึกษาทุกภาคทั่วประเทศ 94 สถาบัน จบหลักสูตรไปแล้ว 21,000 คน และปี 65 ตั้งเป้าจะทำให้ได้ 20,000 คนภายในปีเดียว และในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน สำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่เป็น CEO Gen Z ปกติแต่จะปั้นเป็น CEO ฮาลาล ซึ่งจะมีทั้งสินค้าและบริการรวมทั้ง Soft Power ของจังหวัดชายแดนใต้ที่จะเป็นจุดขายทำให้ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจการค้าได้

“ปัญหาชายแดนใต้มี 3-4 ข้อ 1.ความมั่นคง 2.การศึกษา 3.เศรษฐกิจ โครงการนี้จะเป็นโครงการที่ช่วยสนองตอบการช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจให้กับพี่น้องโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างตรงประเด็นที่สุดและสนองตอบต่อนโยบายเศรษฐกิจการค้าของประเทศด้วย
ซึ่งต้องสมัครเข้าโครงการ และจะมีการอบรมใช้เวลาเต็มวันประมาณ 5 ครั้ง หลังจากนั้นจะมีการฝึกงานจริง หลักสูตรที่เรียน เช่น การบริหารจัดการธุรกิจยุคใหม่ การบริหารจัดการการส่งออก ความรู้การส่งออกเบื้องต้น การวิเคราะห์การตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การบริหารจัดการสตาร์ทอัพ การเอา Soft Power ศิลปะวัฒนะธรรมประเพณีของคนจังหวัดชายแดนใต้ผสมผสานเป็นจุดขายให้กับสินค้าและบริการสร้างความเป็นอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ของเราเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และทรัพย์สินทางปัญญา ช่วยสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการต่อไปในอนาคต รวมทั้งการทำแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าบริการในแพลตฟอร์มต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเรื่องอีคอมเมิร์ซ สินค้าและบริการแห่งอนาคต ซึ่งเป็นเทรนใหม่ของโลก จะได้มีพื้นความรู้ในการเป็นนายของตัวเองอย่างมีศักยภาพ นอกจากนำรายได้ให้กับครอบครัว ตนเองและนำรายได้ให้กับประเทศถ้าส่งออกต่อไปได้ และได้ของแถมคือได้หน่วยกิตด้วยเพราะเราทำ MoU กับมหาวิทยาลัย และ ศอ.บต. เรียนแล้วได้หน่วยกิต ตั้งเป้าว่าอย่างน้อยจังหวัดชายแดนใต้จะทำให้ได้ 1,000 คน” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

และตนขอมอบท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพและต้องการเข้าร่วมกับทีมเซลล์แมนจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมการวิจัยและพัฒนาให้กับสินค้าและบริการให้กับทีมเซลล์แมนจังหวัด จะได้มีเวทีสำหรับการเอาผลงานวิจัยพัฒนาเป็นสินค้าและบริการได้ทันที

“พาณิชย์-DITP”ดันผลิตภัณฑ์กัญชงไทยเจาะตลาดอินเดียนำร่องซื้อขายน้ำมันสมุนไพรช่วยการนอนหลับ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าผลักดันผลิตภัณฑ์กัญชงไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ ล่าสุดทูตพาณิชย์กรุงนิวเดลี ช่วยผู้ประกอบการไทยเซ็น MoU กับคู่ค้า ทำตลาดในอินเดีย นำร่องซื้อขายน้ำมันสมุนไพรช่วยการนอนหลับ คาดซื้อขายใน 1 ปีกว่า 10 ล้าน

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้
ทูตพาณิชย์เดินหน้าขยายตลาดให้กับผลิตภัณฑ์จากกัญชง ล่าสุดกรมฯ ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี ถึงการขยายตลาดสินค้ากัญชงของไทยเข้าสู่ตลาดอินเดีย โดยบริษัท
The Shortcut จากไทย กับ Everest Eco Hemp ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชงเจ้าใหญ่
ในอินเดีย ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการเป็นคู่ค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชา เพื่อทำตลาดในอินเดีย

ทั้งนี้ ผลจากการลงนามใน MoU คู่ค้ามีแผนร่วมกันพัฒนาสายพันธ์กัญชา กัญชง ทั้งในแปลงปลูกที่ไทยและอินเดีย พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมกัญชงจากวัตถุดิบไทยและอินเดีย ทั้งแบบสั่งผลิต และแบรนด์ของบริษัทคู่ค้า เช่น อาหารเสริมออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและผ่อนคลาย ผลิตภัณฑ์อายุรเวท เครื่องแต่งกายใยกัญชง เป็นตัน และได้เริ่มนำร่องการทำธุรกิจด้วยการซื้อขายน้ำมันสมุนไพรช่วยการนอนหลับ (hemp oil) คาดการณ์มูลค่าซื้อขายใน 1 ปีกว่า 10 ล้านบาท

น.ส.สายทอง สร้อยเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี อินเดีย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ผู้แทนบริษัท The Shortcut ได้เดินทางมาพบทีมงานที่สำนักงาน เพื่อขอรับคำปรึกษา การแนะนำคู่ค้า แนวทางการทำธุรกิจกับคู่ค้า และสภาพตลาดอินเดีย จากบริษัทได้ทำการสำรวจแปลงปลูกกัญชงในรัฐอุตรขัณฑ์ และมองเห็นโอกาสการค้ากัญชงไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มของกัญชงในตลาดอินเดีย ซึ่งมีความคุ้นเคยกับการใช้กัญชง กัญชา ในเชิงการแพทย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ร่วมมือกับบริษัทของอินเดียในการทำธุรกิจร่วมกัน
สำหรับบริษัท The Shortcut มีโรงเรือนปลูกกัญชงและเกษตรกรคู่สัญญาในจังหวัดกาฬสินธุ์ และต้องการผลักดันการสร้างมูลค่าเพิ่มจากกัญชงไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
8 เมษายน 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น