พาณิชย์-DITP เดินหน้าสร้าง Brand Awareness สินค้าและบริการไทยในตลาดโลก ผ่านการใช้ตราสัญลักษณ์ T Mark

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผลักดันผู้ประกอบการให้ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างแบรนด์และมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานสม่ำเสมอเทียบเท่าระดับสากล โดยใช้ตราสัญลักษณ์ T Mark เครื่องหมายรับรองมาตรฐานและการันตีคุณภาพสินค้าแบรนด์ไทยโดยหน่วยงานภาครัฐของไทย ซึ่งดำเนินการมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 10

​นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กรมมีแผนงานในการสร้างแบรนด์ประเทศไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) มาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเชื่อมั่นและการยอมรับคุณภาพสินค้าและบริการไทยในสายตาผู้บริโภคต่างประเทศ โดยนอกจากจะได้มาตรฐานระดับสากลแล้ว ยังให้ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงานที่เป็นธรรม และคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม สร้างความมั่นใจในแหล่งกำเนิดสินค้าที่ดี ยกระดับภาพลักษณ์สินค้าและบริการไทยให้น่าเชื่อถือมากขึ้น ซึ่งปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 10 ปี T Mark จึงมุ่งเน้นส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด BCG Economy มากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายสำคัญ ภายใต้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลกตามโมเดล BCG ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้บริบทการค้ายุคใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวในการดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาวการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ อาทิ โรคระบาด หรือภาวะสงคราม”

​“ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยที่ได้รับสถานะเป็นสมาชิกตราสัญลักษณ์ T Mark จำนวน 229 ราย โดยกรมกำหนดจะจัดกิจกรรมส่งเสริมและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ให้เป็นที่รู้จักอย่างเป็นวงกว้างมากขึ้นในตลาดเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะในตลาดจีน และอินเดีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีสถิติการนำเข้าสินค้าตราสัญลักษณ์ T Mark มากที่สุด 5 อันดับแรก สำหรับแผนกิจกรรมที่จะดำเนินการในต่างประเทศในปีนี้ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ T Mark ในนครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน และโครงการส่งเสริมแบรนด์ไทยสู่สากล ซึ่งจะมีการนำสินค้าแบรนด์ไทยผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในอินเดีย” นายภูสิตกล่าวเสริม

​สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจขอรับหรือขอต่ออายุตราสัญลักษณ์ T Mark กรมมีรอบการพิจารณาคัดเลือกจำนวน 3 รอบต่อปี ซึ่งกำหนดพิจารณาคัดเลือกในรอบถัดไป คือ เดือนสิงหาคม 2565 โดยผู้สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ทางเว็บไซต์ http://www.thailandtrustmark.com ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2565 นอกจากนี้ กรมยังมีการจัดกิจกรรม T Mark Online Clinic ให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจสมัครขอรับหรือขอต่ออายุตราสัญลักษณ์ตรา T Mark เพื่อให้คำแนะนำการจัดเตรียมเอกสารประกอบการสมัครหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาในการสมัครขอใช้ตรา T Mark แบบเชิงลึกตัวต่อตัวกับผู้ให้คำปรึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประเมินมาตรฐานประกอบการขอใช้ตราสัญลักษณ์ T Mark โดยแบ่งเป็น 7 ห้องให้คำปรึกษา ได้แก่
คลินิค Thailand Trust Mark ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการขอรับและต่ออายุตราสัญลักษณ์ T Mark
คลินิค DITP 1169 ให้คำปรึกษาด้านการสมัครเป็นสมาชิกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
คลินิค Fair Labor ให้คำปรึกษาด้านการขอใบรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001-2563)
คลินิค Green Industry ให้คำปรึกษาด้านการขอใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)
คลินิค CSR-DIW ให้คำปรึกษาด้านการประเมิน CSR-DIW ในการทำธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม
คลินิค Human Rights ให้คำปรึกษาด้านการดำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน
และ คลินิค EXIM Bank ให้คำปรึกษาสินเชื่อเพื่อการส่งออก

โดยกรมมีกำหนดจัดกิจกรรม T Mark Online Clinic อีก 3 ครั้ง ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 / วันที่ 10 มิถุนายน 2565 และวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 ระหว่างเวลา 9.30 – 17.00 น. ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม T Mark Online Clinic เพื่อขอรับคำปรึกษาสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยสแกนผ่าน QR Code ด้านล่าง ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมและตราสัญลักษณ์ T Mark ได้ที่กลุ่มงานส่งเสริมแบรนด์ประเทศเพื่อการค้า สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 02-507-8266-67, 8271 และ 8273


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
3 พฤษภาคม 65

เทรนด์โลก…สไตล์คุณเตรียมไปช้อปสินค้ารักษ์โลก ตรงใจ ตอบรับสไตล์คุณ จากผู้ประกอบการไทยกว่า 150 บูธใน The Marché by STYLE Bangkok พฤษภาคมนี้ที่ CentralWorld

ภาคภูมิใจในสินค้าไทย! พร้อมเกาะติดเทรนด์โลก ! เตรียมพบกับสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นกลุ่ม BCG (Bio-Circular-Green) หรือสินค้ารักษ์โลกคุณภาพส่งออก จาก 150 ผู้ประกอบการไทย ในงาน The Marché by STYLE Bangkok 2022 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 18-22 พฤษภาคมนี้

งานนี้จัดต่อเนื่องจากปีก่อนทั่งออนไลน์และออนไซต์ตามมาตรฐานการการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในงานได้รวบรวมสินค้ากลุ่ม BCG หรือสินค้ารักษ์โลกเข้าไว้ด้วยกันมากที่สุดงานหนึ่ง โดยกลุ่มสินค้าที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ Fashion & Leather : เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับแฟชั่น ผ้าผืน หนังผืน เส้นใย เส้นด้าย รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์เดินทาง แฟชั่นกีฬา Gifts & Premiums : สินค้าของขวัญ ของใช้ ของที่ระลึก ของเล่น เครื่องเขียน สินค้า สัตว์เลี้ยงที่ไม่ใช่อาหาร Houseware : เครื่องครัว เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของใช้ในห้องน้ำและอุปกรณ์ทำความสะอาด Furniture : เฟอร์นิเจอร์ เคหะสิ่งทอ โคมไฟตกแต่งบ้าน เครื่องนอน Wellness ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สปา สินค้าสำหรับแม่และเด็ก สินค้าผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และ Home Décor : ของตกแต่งบ้าน ดอกไม้ ต้นไม้ อุปกรณ์ทำสวน กระจกตกแต่ง เป็นต้น

สินค้ารักษ์โลกนับเป็นเทรนด์หรือกระแสโลกในปัจจุบัน ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ หันมาให้ความสนใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำรงชีวิตหรือจากไลฟ์สไตล์ของตน ซึ่งผู้ประกอบการไทยเองได้มีการปรับตัว และตอบรับกับกระแสโลกในการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ตามแนวคิดผลิตภัณฑ์ BCG หรือ Bio-Circular-Green

ผลิตภัณฑ์ BCG ซึ่งจะได้พบภายในงาน The Marché by STYLE Bangkok ล้วนเป็นสินค้าที่ผลิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทั้งในแง่การผลิตและการนำมาใช้โดยผู้บริโภค มีการใช้ทรัพยากรชีวภาพ หรือวัสดุเหลือใช้ที่นำมารีไซเคิล มีขั้นตอนการผลิตที่คำนึงถึงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การลด-ละ-เลิก การปล่อยมลพิษ การสร้างขยะ และการปล่อยของเสีย เป็นต้น

หนึ่งในแบรนด์ที่นับว่าเป็นผู้ส่งออกไทยชั้นนำในประเภทสินค้าไลฟ์สไตล์ อย่าง Qualy ก็ได้ส่งคอลเลกชั่นใหม่มาจัดแสดงในงานนี้เช่นกัน ทศพล ศุภเมธีกูลวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท นิว อาไรวา จำกัด เปิดเผยว่า เนื่องจากอุปสรรคในการออกงานแสดงสินค้าในช่วงโควิด-19 เรียกได้ว่าผู้ประกอบการต่างก็พร้อมที่จะปล่อยสินค้าใหม่ๆ ออกมาในงานครั้งนี้ โดย Qualy เอง มีสินค้าที่จะมาจัดแสดงก่อนในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมกับ โปรโมชั่นพิเศษภายในงาน Qualy เป็นแบรนด์สินค้าของใช้ในบ้าน ที่ผลิตจากพลาสติกซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติก ที่ใช้แล้วทิ้ง โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด การสั่งของเดลิเวอรี่หรือใดๆ ก็ตาม ทำให้แต่ละวันเราสร้างขยะพลาสติกเป็นจำนวนมาก นี่นับว่าเป็นปัญหาระดับโลกไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศไทยเท่านั้น

คุณทศพลเปิดเผยว่า เรื่องความเป็น BCG เรียกว่าอยู่ใน DNA ของแบรนด์เลยก็ว่าได้ แต่ละการออกแบบและผลิตล้วนทำตามเช็คลิสต์ว่ามีความรักและใส่ใจโลกอย่างไร ยกตัวอย่างคอลเลกชั่น “Unplug” สำหรับไว้ใช้ ตอนออก จากบ้าน ซึ่งจะคอยเตือนใจว่าก่อนออกจากบ้านอย่าลืมถอดปลั๊กไฟนะ มีสินค้าชื่อ “Log & Roll” ที่เป็นรูปขอนไม้ทุกครั้งที่ดึงออกมาตัวกระรอกจะเตี้ยลงสื่อว่ากระดาษที่เราใช้มันทำจากต้นไม้ ทุกครั้งที่ดึงออกมาใช้คุณตัดไม้ทุกๆ ครั้ง สุดท้ายจะเหลือแต่ตอไม้ที่ปราศจากกระรอก และก็ยังมีมีคอลเลกชั่นที่ไปร่วมกับ NGO จากอังกฤษ ที่รณรงค์เรื่องทะเลปลอดอวน ออกคอลเลกชั่นที่ชื่อว่า “Ocean” ใส่ถุงพลาสติกไปที่ก้นวาฬ แล้วตอนดึงเพื่อใช้ จะเป็นการดึง ออกจากปากวาฬ เหมือนเป็นการช่วยชีวิตเขาไม่ให้กินพลาสติก นอกจากนี้ ยังมีที่แขวนผ้าเอย Magnet เอยที่ทำจากอวนรีไซเคิล เป็นต้น

ทั้งนี้ ปัจจุบัน Qualy ส่งออกไปกว่า 66 ประเทศทั่วโลก โดยมียุโรปเป็นตลาดหลัก สินค้ากลุ่มของเล่น ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา โดยมูลค่าการส่งออกมีการเติบโตสูงสวนกระแสโควิดก็ว่าได้ ขึ้นชื่อว่าเป็นของเล่น ผู้ประกอบการไทย อย่างแบรนด์ Plan Toys นั้นไม่ใช่แค่ผลิตแบบให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและพัฒนาการของเด็กเท่านั้น แต่ผลิตแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากว่า 40 ปีแล้ว คุณโกสินทร์ วิระพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท แปลน ทอยส์ เปิดเผยว่า คนจำนวนมากไม่รู้ว่า Plan Toys เป็นแบรนด์ไทย ของเล่นของแบรนด์ฯ เป็นการเอาไม้ยางพาราอันเป็นพืชเศรษฐกิจไทยเราเอง และมีอยู่มากมาผลิตเป็นของเล่น ตามแนวคิดในการ Recycle และ Reuse มาเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ในยุคแรกเรียกว่าแบรนด์ได้ไม้ยางมาฟรีสำหรับใช้ในการผลิต แต่ปัจจุบันไม้ยางพารามีมูลค่ามหาศาลทีเดียว
คุณโกสินทร์เปิดเผยว่า การผลิตของ Plan Toys นับว่ามีกระบวนการผลิตที่ยากมาก แต่นี่คือปรัชญาของแบรนด์ที่ไม่อยากจะเบียดเบียนโลกและสังคม ตามแนวคิด “Better Kids, Better World to Sustainable Plays” ซึ่งยึดมา ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัท ซึ่งในขณะนั้นคำว่า Sustainable ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลาย

นอกจากนั้น ปัจจุบันแบรนด์มีการนำเอาขี้เลื่อยที่เป็นเศษวัสดุมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของเล่น ซึ่งสามารถจะพัฒนาจนมีประสิทธิภาพในการกันน้ำ มีการหันมาซัพพอร์ตท้องถิ่นมากขึ้น นำไม้ยางพาราจาก จังหวัดตรังมาวิจัย เพื่อ เพิ่มมูลค่า จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ทำจากยางพารา 100%

ด้านหนุ่มนักแสดง-พิธีกร รักษ์โลกอย่าง ท็อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ก็ได้เอ่ยเชิญชวนเหล่านักศึกษา คนรุ่นใหม่ หรือนักออกแบบมาชม The Marché by STYLE Bangkok 2022 เนื่องจากจะได้รับแรงบันดาลใจ เข้าใจแนวคิด ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการชั้นนำของไทยมากขึ้น จะได้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์สิ่งแวดล้อมกลับไปมากมาย

“หากมีนักออกแบบสนใจและอยากจะออกแบบสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เราจำเป็นที่จะต้องช่วยเขา ถ้าเราเห็นว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ดี ราคาเหมาะสม ตอบไลฟ์สไตล์ของเราได้ ใช้งานได้ดี ก็อยากจะให้หันมา ลองเลือกใช้ดู เรารู้ว่าใช้แล้วโลกจะดี แต่ ณ วันนี้ยังขายไม่ได้ มันก็จะยังมีการผลิตในปริมาณที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ โลกเราก็จะแย่” ท็อปกล่าว

นอกจากสินค้าไลฟ์สไตล์ BCG มากมายบนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตรแล้ว งานจะประกอบด้วยกิจกรรมพิเศษหลากหลาย อาทิ Exhibitor Talk ซึ่งเป็นการเชิญผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าร่วมเสวนา หัวข้อ “การต่อยอด สินค้าด้วยแนวคิด BCG” และกิจกรรม MC Tour เจาะสินค้าที่น่าสนใจภายในงาน พร้อมกับการไลฟ์ (Live Streaming) ทาง Facebook : STYLE Bangkok Fair ทุกวันของการจัดงาน อีกด้วย

สำหรับนักช้อป เตรียมพบกับกิจกรรม Price Off และ Pro Reward โปรโมชั่นส่วนลดจากผู้ประกอบการเมื่อซื้อสินค้าภายในงาน รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษในการบริการจัดสินค้าโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ผู้สนใจสามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com Facebook และ Instagram Style Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 * * * * * * * * * *

“พาณิชย์-DITP” เผย “บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มีโอกาสขายจีน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย “บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มีโอกาสเจาะตลาดจีน หลังจีนเข้มการใช้พลาสติก และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเติบโต ทำให้มีความต้องการใช้เพิ่มสูงขึ้น แนะพัฒนาสินค้าจากธรรมชาติ ใช้วัสดุจากธรรมชาติ ย่อยสลายได้ง่าย และนำมารีไซเคิลได้ จะมีโอกาสสูง พร้อมชี้ช่องการทำตลาด ควรร่วมมือกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียง

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.ชนิดา อินปา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการขยายตลาดบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ตลาดจีน หลังจากที่ทางการจีนได้ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้พลาสติก และทำให้ผู้ประกอบการหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ในปี 2008 จีนได้ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการจำกัดการใช้พลาสติก โดยระบุอย่างชัดเจนว่าในซุปเปอร์มาร์เก็ต และตลาดสด ไม่ควรให้ถุงพลาสติกฟรี และในปี 2021 มีคำสั่งห้ามใช้พลาสติกที่เข้มงวดที่สุด โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ คือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลาดสด รวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารเดลิเวอรี และกิจกรรมนิทรรศการต่าง ๆ ห้ามใช้หลอดพลาสติก และบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้ (บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประเภทบริการเดลิเวอรีที่เติบโตเป็นอย่างมากในช่วง 2–3 ปี ที่ผ่านมา และทำให้มีการใช้กล่องอาหารและหลอดพลาสติกเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษพลาสติกไปทั่วประเทศ

“จากแรงกดดันดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มเริ่มใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และคาดว่าในปี 2025 ความต้องการพลาสติกที่ย่อยสลายได้ของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจะสูงถึงเกือบ 2.10 ล้านตัน โดยพลาสติกที่ย่อยสลายได้มีราคาเฉลี่ย 25,000 หยวนต่อตัน หรือประมาณ 132,500 บาทต่อตัน (อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน เท่ากับ 5.3 บาท) แสดงให้เห็นว่าความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 52,500 ล้านหยวน หรือประมาณ 278,250 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของจีนยังมีจำนวนไม่มากเท่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีต้นทุนที่สูง คุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และบรรจุภัณฑ์ยากต่อการนำมารีไซเคิล เนื่องจากผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากเกินไป แต่ในอนาคต ความต้องการจะมีเพิ่มขึ้นแน่ ส่วนหนึ่งจากนโยบายของจีนเอง และอีกส่วนจากการให้ความสำคัญของผู้บริโภคในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเห็นได้จากการมีผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ดังนั้น ตลาดผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของจีน จึงนับเป็นอีกโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเข้ามาขยายตลาดในจีน เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้ง Stay at Home Economy หรือเศรษฐกิจอยู่ติดบ้าน และพฤติกรรมการสั่งอาหารและเครื่องดื่มเดลิเวอรีของชาวจีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายควบคุมการใช้พลาสติกที่จะทำให้ตลาดบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเริ่มเป็นที่ต้องการอย่างมากในจีน ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มให้สอดคล้องกับความต้องการในการบริโภคสีเขียว และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีนให้มากขึ้น โดยการพัฒนาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นธรรมชาติ สามารถย่อยสลายได้เอง สามารถนำมารีไซเคิลได้ง่าย มีตัวเลือกรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายและมีราคาที่เป็นมิตร

นอกจากนี้ ยังสามารถพิจารณานำเอาวัสดุจากธรรมชาติของไทยมาแปรรูปให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของไทยได้อีกทางหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ประกอบการไทยยังควรเฝ้าติดตามพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคชาวจีนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนพิจารณาร่วมมือกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงของจีนในลักษณะของ Co-Brand เพื่อให้การเข้ามาเจาะตลาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจีนมีโอกาสประสบความสำเร็จ และสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2 พฤษภาคม 2565

นายก รับ 8 ข้อเรียกร้อง เปิดวันแรงงานแห่งชาติ ย้ำ รัฐบาล มุ่งยกระดับศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานทุกมิติ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2565 ณ กระทรวงแรงงาน พร้อมรับข้อเรียกร้องวันแรงงานทั้ง 8 ข้อ ย้ำ รัฐบาลมุ่งยกระดับศักยภาพกำลังแรงงานและส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานในทุกมิติ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2565 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ไทยล้วน ประธานคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2565 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงข้าราชการกระทรวงแรงงาน ผู้นำแรงงาน และพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้การต้อนรับ โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา รมว.แรงงาน ได้เป็นประธานในพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงาน ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน ในส่วนของการเคลื่อนริ้วขบวนเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพวรางกูร และริ้วขบวนของผู้ใช้แรงงาน ในปีนี้ได้ตั้งริ้วขบวนที่บริเวณท้องสนามหลวงและเคลื่อนมายังกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายสุชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลและกำกับกระทรวงแรงงาน ตระหนักถึงความสำคัญของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ถึงแม้ว่าประเทศไทยและประเทศทั่วโลกยังคงประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงแรงงานยังมุ่งมั่นส่งเสริมให้แรงงานมีงานทำ ได้รับการพัฒนาแรงงานให้มีศักยภาพสูงในทุกมิติสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ใช้แรงงานได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึงให้มีความปลอดภัยในทำงาน รวมถึงการสร้างหลักประกันทางสังคมแก่แรงงานนอกระบบ กลุ่มเปราะบาง ยกระดับการประกันสังคมเพื่อให้แรงงานได้รับประโยชน์สูงสุด เร่งรัดปรับปรุง แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทสถานการณ์ปัจจุบันและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นำไปสู่ความมั่นคง ความมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

นายสุชาติ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อเรียกร้องวันแรงงานในปีนี้ทั้ง 8 ข้อ ได้แก่ 1) ให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง 2) ให้เร่งดำเนินการนำร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. …. ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านประชาพิจารณ์มาแล้ว เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐสภาฯ โดยเร่งด่วน 3) ให้ขยายวงเงินเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ที่ลูกจ้างได้รับก้อนสุดท้าย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 4) ปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 5)ให้รัฐบาลปฏิรูป แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันสังคม 6) เร่งรัดออกกฎหมายคุ้มครอง ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรได้ 7) ให้จัดระบบกองทุนสวัสดิการเพื่อการเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้างภาครัฐวิสาหกิจ และ 8) แต่งตั้งคณะทำงานติดตามข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2565 ว่ากระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากพี่น้องแรงงานโดยจะนำข้อเรียกร้องมาดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน มีการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อพัฒนาการให้บริการพี่น้องแรงงาน และได้ประสานแจ้งให้คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติทราบถึงความคืบหน้าแล้ว เพราะตระหนักว่าทุกข้อเสนอแนะจะนำมาซึ่งการปรับปรุงการดำเนินการของกระทรวงแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องแรงงาน และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศสืบไป ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงแรงงาน มีดังนี้ การปฏิรูปการประกันสังคมในส่วนของการขยายอายุผู้ประกันตน มาตรา 40 เพื่อให้สอดรับกับสังคมผู้สูงอายุนั้น จากเดิมไม่เกิน 60 ปีเป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ใน ร่าง พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ…. ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้อยู่ระหว่างเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ การเร่งรัดออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบนั้น ได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุ้มครองแรงงานนอกระบบ พ.ศ. …. เพื่อให้แรงงานนอกระบบสามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในการประกอบอาชีพมีความปลอดภัยในการทำงาน มีหลักประกันทางสังคม มีการรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กร ได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมพัฒนาเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.64 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป การรับรองอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับแล้ว ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 5 ก.พ.62 และร่างพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. …. คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.63 เมื่อมีผลบังคับใช้แล้วจะนำเสนอให้รัฐบาลให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาดังกล่าวได้ การให้สถานประกอบกิจการ ที่มีลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้จัดทำแนวปฏิบัติของพนักงานตรวจแรงงาน กำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามมาตรา 11/1 อย่างเคร่งครัด และชี้แจงนายจ้างให้ปฏิบัติต่อลูกจ้างรับเหมาค่าแรงให้ถูกต้องตามกฎหมายข้อเรียกร้องให้รัฐบาลขยายวงเงินเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ที่ลูกจ้างได้รับก้อนสุดท้ายนั้นกระทรวงแรงงานได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง พิจารณาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยและงดจ่ายภาษีกรณีเงินออกจากงาน และขยายวงเงินเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ หากมีการแก้ไขจะมีผลบังคับใช้ทั้งลูกจ้างภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจโดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งได้ดำเนินการจัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่งตั้งคณะทำงานซึ่งเป็นคณะกรรมการไตรภาคีขึ้นมาศึกษา ปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน สำหรับกิจกรรมวันแรงงานแห่งชาติที่น่าสนใจในปีนี้ อาทิ บริการตรวจคัดกรองโควิด-19 บริการสาธิตและนวดแผนไทย บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น กิจกรรมเล่นเกมตอบปัญหาแจกรางวัล กิจกรรมเสวนา เรื่อง เศรษฐกิจยุคโควิดมีผลกระทบกับแรงงานและค่าจ้างอย่างไร การแสดงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน การแสดงมายากล และบริการอาหารเครื่องดื่ม เป็นต้น

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เผยแพร่ภาพยนต์โฆษณาเรื่องแรกของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

… นำแสดงโดย 13 คนขับรถไฟ ตัวจริงเสียงจริง ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่ร่วมกันนำเสนอภาพของการวิ่งตามความฝัน … พร้อมเพลงประกอบโฆษณาแสนไพเราะที่ได้
บี พีระพัฒน์ ทั้งแต่งและร้อง ติดตามชมได้ทาง Social Media ทุกข่อง ทาง แค่พิมพ์ red_line_srtet

“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าผู้ส่งออกไทย ทำตลาดสินค้าอาหารจากพืช เจาะผู้บริโภคอเมริกัน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าผู้ส่งออกไทย ทำตลาดสินค้าอาหารที่ทำจากพืช เจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกัน หลังแนวโน้มความต้องการพุ่งสูงขึ้น แนะเลี่ยงสินค้าที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมอยู่แล้ว ทั้งไส้กรอก เบอร์เกอร์ เนื้อ ลูกชิ้น และเนย เน้นสินค้าแปลกใหม่อย่างเครื่องดื่มนมมะพร้าว นมถั่ว อาหารทำจากพืช อาหารกลุ่มวีแกน จะมีโอกาสมากกว่า ระบุควรขอเครื่องหมายรับรอง และเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อเปิดตัวสินค้าด้วย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสุปรารถนา กมลเวชช ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก ถึงโอกาสการทำตลาดสินค้าอาหารที่ทำจากพืช เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มที่ให้ความสำคัญในด้านสุขภาพ การรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพของสัตว์ ที่กำลับเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าว มีข้อมูลยืนยันจากสมาคม Plant-Based Foods Association ร่วมกับสถาบัน The Good Food Institute ที่ได้เปิดเผยยอดค้าปลีกจำหน่ายอาหารทำจากพืชของปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6% โดยกลุ่มสินค้านมจากพืช (Plant-based milk) ยอดขายเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 35% ของกลุ่มโปรตีนจากพืช หรือปัจจุบันคิดเป็น 16% ของยอดค้าปลีกนมทั้งหมด ส่วนนมจากสัตว์ มีมูลค่า 264 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2% ขณะที่ชีสจากพืช โยเกิร์ต ครีมเทียม เนย และไอศกรีม ล้วนมีการเติบโตมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์

ขณะที่เนื้อจากพืชเฉพาะแพ็กในบรรจุภัณฑ์ ในปี 2564 สัดส่วนตลาดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเป็น 2.7% ครัวเรือนซื้อเนื้อสัตว์จากพืชเพิ่มขึ้น 18% ส่วนยอดขายของเนื้อสัตว์จากพืชขยายตัว 74% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายของเนื้อทั่วไปเติบโตขึ้น 8% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อาหารหมวดไข่จากพืชยังเป็นกลุ่มย่อย แต่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2564 ยอดขาย 8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 42% มีส่วนแบ่งตลาดไข่เกือบ 0.6% และยอดขายไข่แบบธรรมดาลดลง 4% ในปี 2564

นายภูสิตกล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคอาหารทำจากพืช รวมไปถึงเนื้อที่ทำจากพืช ได้ขยายวงออกไปมาก ไม่เพียงแต่ในกลุ่มเฉพาะผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ แต่ได้ขยายเข้ากลุ่มผู้บริโภคหลักของประเทศ โดยพบว่า คนอเมริกันกว่า 30% หันมาบริโภคอาหารและเครื่องดื่มทำจากพืช และ 63% เป็นผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 24-39 ปี ทำให้กระแสความต้องการบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากพืชในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการเป็นอาหารมีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีรสชาติที่ดี และยังมีความต้องการอยากทดลองชิมรสของผู้บริโภค ที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งต่อการเพิ่มการบริโภคอาหารทำจากพืช

นอกจากนี้ ยังพบว่า นักลงทุน และโรงงานผลิตอาหารในสหรัฐฯ ได้ทุ่มทุนตั้งโรงงานผลิตอาหารทำจากพืชเพื่อสนองความต้องการตลาดที่ขยายตัวเป็นลำดับ รวมไปถึงยักษ์ใหญ่วงการอาหารของสหรัฐฯ เช่น บริษัท Ingredion, Inc., Tyson Foods Smithfield , Perdue , Hormel , Nestle , Jimmy Dean และ Unilever ต่างเข้ามาแข่งขันแย่งสัดส่วนตลาดอาหารทำจากพืชเช่นกัน รวมถึงวงการร้านอาหารจานด่วน ผู้นำของตลาดต่างได้นำเสนอเมนูอาหารทำจากพืชให้บริการแก่ลูกค้า เช่น McDonald นำเสนอเมนู McPlant Meatless Burger ร้าน KFC นำเสนอ Beyond Fried Chicken และ ร้าน Burger King เสนอเมนู Impossible Whopper เป็นต้น
ส่วนช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มทำจากพืช มักจะจำหน่ายในตลาด Mainstream เป็นช่องทางหลัก ได้แก่ ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น Kroger , Whole Food Market , Trader Joe’s , Costco
นายภูสิตกล่าวว่า การขยายตัวของตลาดบริโภคอาหารทำจากพืช ถือเป็นช่องทางและโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการสินค้าอาหารไทยในการขยายตลาดไปยังสหรัฐฯ แต่สินค้าอาหารทำจากพืชของไทย ควรเลี่ยงเข้าไปแข่งขันกับกลุ่มอาหารทำจากพืชพื้นฐานที่ผู้บริโภคอเมริกันคุ้นเคยและเป็นสินค้าที่มีผลิตในประเทศสูง เช่น ไส้กรอก , ฮอตดอก , เบอร์เกอร์ , เนื้อ , ลูกชิ้น และเนย โดยควรนำเสนออาหารและเครื่องดื่มทำจากพืช เช่น เครื่องดื่มนมมะพร้าว และนมถั่วชนิดต่าง ๆ อาหารปรุงสำเร็จรูปพร้อมรับประทานทำจากพืชหรือธัญพืช อาหารทะเลทำจากพืช (Plant-based seafood) และอาหารผู้บริโภคกลุ่มวีแกน ซึ่งผลิตจากขนุนและหัวปลีกล้วย ซึ่งมีโอกาสเจาะตลาดได้

นอกจากนี้ ควรพิจารณาขอรับการรับรองเครื่องหมายว่าเป็นอาหารที่ผลิตจากพืชจากสมาคม Plant Base Foods ของสหรัฐฯ (www.plantbasedfoods.org) เพื่อสร้างความมั่นใจในตัวสินค้าให้กับผู้บริโภคในสหรัฐฯ และควรไปเข้าร่วมแสดงสินค้าที่สำคัญของวงการ คือ Plant Base World Conference and Expo 2022 ระหว่างวันที่ 8-9 ก.ย.2565 ที่นครนิวยอร์ก และงาน Natural Product Expo East 2022 ระหว่างวันที่ 28 ก.ย.–1 ต.ค.2565 ที่นครฟิลาเดลเฟีย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
29 เมษายน 2565

“กระทรวงพาณิชย์” จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า เพิ่มยอดส่งออกไปตลาดซาอุดีอาระเบีย และตะวันออกกลาง

กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งขยายตลาดเป้าหมายการส่งออก และการดําเนินงานตามแผนงาน “อาหารไทย อาหารโลก” โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการส่งออกสินค้าของไทย เพิ่มสัดส่วนทางการตลาดของสินค้าไทยในตลาดโลก พร้อมส่งเสริมการค้าและการตลาดระหว่างประเทศในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการดําเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างความเข็มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันอย่างยั่งยืน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แผนงานเพื่อส่งเสริมตลาดส่งออกของไทยในปี 2565 กระทรวงพาณิชย์ เชื่อว่าตัวเลขจะยังเป็นบวกต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจและการนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญที่ขยายตัว อีกทั้งคาดว่าความรุนแรงของโควิด-19 จะลดน้อยลง ทำให้อุปสรรคต่างๆ ลดลง โดยที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ยังคงดําเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนบางกิจกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาทิ การเข้าร่วมงาน Gulfood 2022 เมื่อวันที่ 13 – 17 กุมภาพันธ์ 2565 ณ Dubai World Trade Centre ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี มีผู้นำเข้าจากหลายประเทศทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน กาตาร์ อิรัก อิหร่าน และประเทศในทวีปแอฟริกา เป็นต้น โดยได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานใน 2 รูปแบบ คือ เดินทางไปเข้าร่วมงานด้วยตนเอง หรือจัดส่งสินค้าไปร่วมแสดงภายในงาน และเจรจาธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ VDO Conference ที่เรียกว่า Mirror-Mirror โดยภาพรวมการเจรจาการค้ามีมูลค่าการสั่งซื้อรวมทั้งสิ้น 8,125 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าสั่งซื้อทันที 843 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดว่าจะสั่งซื้อภายใน 1 ปีอีก 7,282 ล้านบาท
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลในรูปแบบออนไลน์ (Online Business Matching : OBM) ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีช่องทางในการพบปะคู่ค้าในต่างประเทศ ซึ่งพบว่าประเทศที่เกิดการจับคู่เจรจาออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ ซาอุดีอาระเบีย โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ข้าว 2. ผลไม้ และ 3. อาหารกระป๋อง

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าว มาจากที่ประเทศไทยมีการเปิดความสัมพันธ์กับประเทศซาอุดีอาระเบีย พร้อมผลักดัน 7 มาตรการ เพื่อสร้างให้เกิดความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน โดยกิจกรรมที่ดำเนินการแล้ว ประกอบด้วย การเจรจาการค้าออนไลน์ร่วมกัน ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี โดยผู้นำเข้าให้ความสนใจจำนวนมาก หลังจากนี้จะมีการต่อยอดกิจกรรมดังกล่าวต่อเนื่อง อาทิ การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศซาอุดีอาระเบีย เช่น งานแสดงสินค้าอาหารและสินค้าฮาลาล (งาน SAUDI FOOD EXPO) ผ่านโครงการ SMEs Pro-active ระหว่างวันที่ 16 – 19 พฤษภาคม 2565
นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (In store – Promotion) สินค้าไทยร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในซาอุดีอาระเบีย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล และผลไม้ เป็นต้น เพื่อให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าประเภทต่างๆ ทั้งสินค้าอาหาร, ฮาลาล, อุตสาหกรรม, ความงาม ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในซาอุดีอาระเบีย เช่น Facebook Instagram ตลอดจนการเชิญผู้นำเข้าจากซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในรูปแบบปกติ หรือในรูปแบบไฮบริด/ออนไลน์ เช่น งานแสดงสินค้า THAIFEX – ANUGA ASIA 2022 (24 – 28 พฤษภาคม 2565) งานแสดงสินค้า LOGISTIX 2022 (22-25 มิถุนายน 2565) งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น 2565 (Bangkok RHVAC 2022) ซึ่งจัดพร้อมกับงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2565 (Bangkok E&E 2022) (7-10 กันยายน 2565) และงานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry Fair (7-11 กันยายน 2565) ตลอดจนการจัดกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ด้านตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเปิดกว้างทางวัฒนธรรมของซาอุดีอาระเบีย ภายใต้แนวคิด ” Saudi Vision 2030 ” และความสัมพันธ์ใหม่ ไทย – ซาอุดีอาระเบีย

นายจุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นตลาดการค้าที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยกระทรวงพาณิชย์ได้โฟกัสตลาดนี้เพิ่มเติมตั้งแต่ต้น เพราะถือเป็นประตูการค้านำสู่อีกหลายประเทศในภูมิภาค บวกกับนโยบายใหม่ของประเทศซาอุดีอาระเบีย Saudi Vision 2030 ที่เน้นเพิ่มการลงทุนมากขึ้น มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเพิ่มภาคการท่องเที่ยว ภาคบริการ ภาคการร่วมลงทุน ทำให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าและกำลังการผลิตจำนวนมาก นั่นจึงเป็นโอกาสของประเทศไทย และผู้ประกอบการไทยที่จะขยายการลงทุน และการส่งออกไปยังประเทศซาอุดีอาระเบียมากขึ้นจากนี้


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
28 เมษายน 2565

“จุรินทร์” สร้างประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง ลงนาม ความร่วมมือด้านการค้าระหว่างไทย-กานซู่ ดันทำยอดการค้า 1,265 ล้านบาท ภายใน 1 ปี เน้นเจาะตลาดสินค้าฮาลาลโดยเฉพาะ

วันที่ 27 เมษายน 2565 เวลา 14.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานสักขีพยานและกล่าวแสดงความยินดีในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับกรมพาณิชย์ มณฑลกานซู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนายเริ่น เจิ้นเห้อ ผู้ว่าการมณฑลกานซู่ ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในนามของกระทรวงพาณิชย์ ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้
เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ แห่งราชอาณาจักรไทย กับ กรมพาณิชย์มณฑลกานซู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ประเทศจีน เป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ มีความหลากหลาย และมีจุดเด่นที่แตกต่างกันในแต่ละมณฑล ด้วยเหตุนี้ ตนจึงมีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์จัดทำความร่วมมือกับมณฑลสำคัญของจีน เพื่อนำจุดเด่นของ
แต่ละมณฑลมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งมณฑลกานซู่จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือในด้านการค้าและการลงทุน ทั้งจากไทยและอาเซียนสู่จีน ไปจนถึงเอเชียกลางและยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าทางบก ที่สำคัญสายหนึ่งของโลกมาตั้งแต่อดีตกาล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “เส้นทางสายไหม” โดยในปัจจุบันได้ขยายจากเส้นทางทางบกไปสู่เส้นทางสายไหมทางทะเล และได้มีเส้นทางระเบียงการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลระหว่างประเทศสายใหม่ (New International Land-Sea Trade Corridor: ILSTC) ที่มีจุดเริ่มต้นที่ท่าเรือชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ผ่านนครฉงชิ่ง และเข้าสู่มณฑลกานซู่ เชื่อมต่อไปยังดินแดนทางทิศตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบขนส่งทางรางที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาความเชื่อมโยงจีนภายใต้นโยบายข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI)
สำหรับโอกาสทางการค้าไทย มีความโดดเด่นในสินค้าฮาลาล สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อาหารและโลจิสติกส์ ในขณะที่กานซู่เป็นมณฑลที่มีความโดดเด่นด้านการแพทย์แผนจีน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและวัตถุดิบสมุนไพรที่มีความหลากหลาย และยังเป็นแหล่งทรัพยากรด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นกระแสที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

ดังนั้น ตนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า MOU ด้านการค้าระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับกรมพาณิชย์มณฑลกานซู่ที่ลงนามในวันนี้ จะช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางการค้าระหว่างไทยและจีน และสามารถต่อยอดการค้าอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 หรือคิดเป็นมูลค่าการค้ารวมประมาณ 1,265 ล้านบาท

สุดท้ายนี้ ตนขอขอบคุณมณฑลกานซู่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันผลักดันและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในวันนี้ขึ้น ตนเชื่อมั่นว่า การลงนาม MOU ในวันนี้ จะเป็นกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการค้าและการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตต่อไป

นายเริ่น เจิ้นเห้อ ผู้ว่าการมณฑลกานซู่ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าด้วยการจัดทำ “บันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์กับกรมพาณิชย์ มณฑลกานซู่” จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ประสบผลสำเร็จที่ดียิ่งขึ้น
 

  1. ทั้งสองฝ่ายต้องการขยายขอบเขตความร่วมมือทางการค้า “ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค” (RCEP) มีผลบังคับใช้ในจีนและไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายต้องใช้กฎข้อสัญญาในการเปิดตลาดที่ตกลงกันไว้อย่างเต็มที่ ส่งเสริมความเชื่อมโยงของตลาดระหว่างมณฑลกานซู่กับประเทศไทย แบ่งปันทรัพยากร เพิ่มมูลค่าการนำเข้าและส่งออก และอำนวยความสะดวกในตลาดให้มากยิ่งขึ้น
  2. ทั้งสองฝ่ายต้องยกระดับความร่วมมือและการลงทุน มณฑลกานซู่มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เน้นตลาด ถูกกฎหมาย และเป็นสากล มณฑลกานซู่ยินดีต้อนรับผู้ประกอบการไทยอย่างจริงใจ เพื่อให้มาลงทุนในมณฑลกานซู่ โดยตั้งแต่วันที่ 7 ถึง 11 กรกฎาคม 2565 จะมีการจัดประชุมเจรจาการค้าการลงทุนหลานโจว ที่มณฑลกานซู่ ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการไทยมาเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและขยายขอบเขตความร่วมมือระหว่างกัน
     3. ทั้งสองฝ่ายต้องเพิ่มความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มณฑลกานซู่ได้รับการแนะนำโดย The New York Times ให้เป็น” 1 ใน 52 จุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดในโลก” หวังว่า มณฑลกานซู่กับประเทศไทยจะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือแบบ win-win
    ขอเชิญทุกท่านด้วยความจริงใจ เพื่อพาครอบครัวและเพื่อนฝูงของตนเอง เดินทางมายังมณฑลกานซู่ สัมผัสเส้นทางสายไหมอดีตกาล และมารับน้ำใจของชาวมณฑลกานซู่

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า มณฑลกานซู่ หรือมณฑลกังชก มีประชากร 25 ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับที่ 22 ของจีน(ตามลําดับจํานวนประชากร) มีชาวมุสลิม 1.6 ล้านคน (คิดเป็น 6.4%) เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกพลังงานหลักจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้แก่ พลังงานนํ้า พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานความร้อนใต้พิภพ นอกจากนี้ยังเป็นจังหวัดที่ผลิตชิปที่ใหญ่เป็นอันดับสองในจีนและเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า และอุตสาหกรรมเคมีด้วย ซึ่งสินค้าส่งออกหลักของไทยไปกานซู่ 5 อันดับแรก ปี พ.ศ. 2565 (ม.ค.-ก.พ.) ได้แก่ 1) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ
2) เอสเซนเชียลออยล์และเรซินอยด์ เครื่องหอม เครื่องสำอาง
3) พืชผักรวมท้ังรากและหัวบางชนิดท่ีบริโภคได้
4) เมล็ดพืช และผลไม้ท่ีมีนำ้มัน เมล็ดธัญพืชและผลไม้เบ็ดเตล็ด
5) ปลา และสัตว์นำ้ท่ีไม่มีกระดูกสันหลัง

โดยในงานนี้มีนายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมด้วย

“จุรินทร์” เร่งเจรจาอำนวยความสะดวกการค้าชายแดนและผ่านแดน – เปิดช่องทางระบายผลไม้ไทยไปจีน – เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์รถไฟจีน-ลาว

วันที่ 26 เมษายน 2565
เวลา 8:30 น.

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้นโยบายที่ชัดเจนและได้ขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ของกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่องในการใช้ประโยชน์จากการค้าชายแดนและผ่านแดน

จากการลงพื้นที่ไปที่จังหวัดหนองคายเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมารองนายกฯ จุรินทร์ได้หารือกับภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการใช้ประโยชน์จากรถไฟจีน-ลาวให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้ติดตามแก้ปัญหารวมถึงอำนวยความสะดวกโดยให้บรรจุไว้ในวาระการประชุม กรอ.พาณิชย์

นางมัลลิกา กล่าวว่า “สำหรับประเด็นที่สามารถหาทางออกร่วมกับภาคเอกชนได้ระหว่างการประชุมท่านรองนายกฯ จุรินทร์ก็จะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที แต่สำหรับประเด็นที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ทันที ก็จะรับไปดำเนินการต่อด้วยตัวเอง”

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าผ่านแดนจากไทยไปยังประเทศจีนที่มีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องครอบคลุมหลากหลายประเด็น เช่น

ประเด็นที่ 1 ปัญหาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการขนส่งเนื่องจากรถบรรทุกจากประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนหัวรถเมื่อเดินทางไปถึง สปป. ลาว รองนายกฯ จุรินทร์ ได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นหารือกับการประชุมร่วมกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งทางการลาวก็ได้รับประเด็นดังกล่าวไปพิจารณา

ประเด็นที่ 2 จำนวนเจ้าหน้าที่และจำนวนชั่วโมงของด่านตรวจสินค้าบริเวณชายแดนระหว่างลาว-จีนและเวียดนาม-จีน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไทยส่งสินค้าผ่านทางบกด้วยรถบรรทุกไปเป็นจำนวนมาก ในประเด็นดังกล่าวนี้ รองนายกฯ จุรินทร์ก็ได้ใช้เวทีการประชุม ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 4 หรือการประชุมร่วมกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว โดยได้เจรจาเพื่อขอให้รัฐมนตรีด้านการค้าของเวียดนามและสปป.ลาว พิจารณาเป็นตัวแทนของประเทศในอาเซียนที่มีชายแดนติดกับประเทศจีนช่วยเจรจาให้ทางการจีนอำนวยความสะดวกในการตรวจสินค้าโดยเพิ่มระยะเวลาในการทำการของเจ้าหน้าที่และเร่งเปิดด่านที่ปิดอยู่ในปัจจุบันด้วย

และประเด็นที่ 3 กระทรวงพาณิชย์ประสานงานร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศในการเร่งเจรจากับรัฐบาลจีนให้เปิดด่านสถานีรถไฟโม่ฮาน โดยได้ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีประจำสำนักงานศุลากรแห่งชาติจีน (GACC) เพื่อขอประชุมหารือผ่านระบบออนไลน์โดยเร็วที่สุด ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอตอบรับจากฝ่ายจีน เชื่อว่าจะสามารถหาทางออกที่เป็นรูปธรรมในขณะที่จีนยังคงมีนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero COVID) อยู่ได้ โดยสามารถรับผลไม้จากประเทศไทยที่มีคุณภาพและปลอดเชื้อโควิดเข้าไปถึงผู้บริโภคในจีนได้อีกด้วย

“ที่ผ่านมานั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ใช้ประโยชน์จากทุกเวทีเพื่อหาทางออกที่จะส่งผลต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการผู้ส่งออกไทย ผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์และผลผลิต เกษตรกรผู้ปลูกผักและผลไม้ไทยที่กำลังจะออกผลผลิตจำนวนมากในปีนี้ เมื่อใดที่การขนส่งชายแดนและผ่านแดนไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะประเทศจีน สามารถกลับไปดำเนินการได้ใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 นั้น ก็จะสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกของประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่ามูลค่าการส่งออกในปีที่ผ่านมา ถือเป็นเครื่องจักรตัวเดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาถึงปัจจุบันได้” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเสริม

ล่าสุด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยเพื่อใช้ประโยชน์จากเส้นทางขนส่งผ่านรถไฟจีน-ลาว โดยกิจกรรมดังกล่าวจะรวบรวมความรู้ เพิ่มความชัดเจนด้านเส้นทางการขนส่ง และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ผ่านการจัดงานเสวนาหัวข้อ “โอกาส อุปสรรค และทางออกของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยในภาคอีสานตอนบนจากการเชื่อมโยงรถไฟจีน – ลาว” ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 เวลา 10:00 – 12:00 น

การเสวนาในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมาย ผู้แทนจากหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้แก่ นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย รองประธานกรรมการหอการค้าไทย/ประธานหอการค้าภาคอีสาน และนางดวงใจ สุขเกษมสิน เลขานุการหอการค้า จังหวัดหนองคาย พร้อมด้วย ดร. สุรัตน์ จันทองปาน กรรมการบริหารสมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต และผู้บริหารบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน)

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ 1) โรงแรมรอยัล นาคารา หนองคาย จังหวัดหนองคาย 2) ผ่านช่องทางออนไลน์

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมได้ที่เว็บไซต์ https://tinyurl.com/Train-china-laos ตั้งแต่วันนี้ – 10 พฤษภาคม 2565
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 02 046 6688, 080-229-4499 หรือ 02 507 8419

DITP จัดโครงการโอท็อปพรีเมียมโกอินเตอร์ ปีที่ 7 ดันผู้ประกอบการโอท็อปไทย สู่เวทีโลก

แม่ทัพใหญ่ DITP ขานรับนโยบายจุรินทร์ “ตลาดนำการผลิต” จัดโครงการโอท็อปพรีเมียม โกอินเตอร์ต่อเนื่องปีที่ 7 พัฒนาผู้ประกอบการโอท็อปกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นแบบเข้มข้น ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อให้พร้อมก้าวสู่เวทีการค้าระดับสากลอย่างมั่นใจ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “โครงการพัฒนาและส่งเสริมสินค้า OTOP สู่ตลาดสากล” หรือ “OTOP Premium Go Inter” เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2565 ณ โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี เพื่อเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การบ่มเพาะเชิงลึกที่สามารถขายได้จริง และเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลทั้งในและต่างประเทศ โดยนายภูสิตได้กล่าวว่า “โครงการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดระดับสากล ให้กับผู้ประกอบการสินค้า OTOP และในปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิด “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมของไทย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการค้าที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการภายใต้บริบทการค้ายุคใหม่ ที่กระแสรักษ์โลก เป็นเมกะเทรนด์สำคัญของโลก และช่วยขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ รวมถึงเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการโอท็อป ให้สามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไปให้ได้”
“โครงการนี้ เป็นโครงการที่มีหลักสูตรเข้มข้นและได้ประโยชน์จริง โดยตลอด 6 ปี ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการโอท็อป เข้าร่วมโครงการแล้วรวมกว่า 2 พันราย และมีผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาเชิงลึกรวมกว่า 300 ราย สร้างสรรค์สินค้าต้นแบบใหม่ได้กว่า 1,400 รายการ ผลักดันผู้ประกอบการ ให้สามารถเพิ่มยอดขาย และขยายช่องทางตลาดสู่สากลได้จริง และเป็นที่น่าภูมิใจว่าผู้ประกอบการโอท็อปที่เข้าร่วมโครงการกับเรา บางรายได้รับรางวัลด้านดีไซน์ในระดับโลกด้วย” นายภูสิตกล่าวเสริม

โครงการ“OTOP Premium Go Inter” ในปีนี้ พิเศษยิ่งขึ้น มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยได้รับเกียรติกูรูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การทำธุรกิจโดยตรง และอบรมเชิงปฏิบัติการในรูปแบบ Team Mentor พร้อมรับการปรึกษาเชิงลึก เพิ่มความรู้ด้านการส่งออกออนไลน์ ตั้งเป้ารุกตลาดสินค้า BCG Economy โดยครอบคลุมการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ 3 มิติ คือ คน ธุรกิจ และตลาด

ช่วงแรก เป็นการจัดกิจกรรมสัมมนาใน 4 ภูมิภาค อันได้แก่ ภาคกลาง (นนทบุรี) ภาคเหนือ (เชียงใหม่) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) และภาคใต้ (นครศรีธรรมราช) เน้นให้ความรู้ด้านแนวโน้มตลาดและสินค้าให้มีจุดเด่นสอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล โดยกูรูผู้เชี่ยวชาญ อาทิ คุณธีระ ฉันทสวัสดิ์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเสื้อผ้า ผ้าทอและผ้าบาติกร่วมสมัย และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์) คุณยุทธนา อโนทัยสินทวี (นักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์ เจ้าของธุรกิจ Upcycling แบรนด์ “The ReMaker”) คุณอภิรัฐ บุญเรืองถาวร (นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ รางวัลระดับสากล) คุณภูเมศร์ เตชะบรรเจิด (นักออกแบบตกแต่งภายในและสินค้าไลฟ์สไตล์) และทีมที่ปรึกษาเฉพาะด้านที่จะลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้ประกอบการ ที่เข้าร่วมโครงการ
หลังจากนั้น ทางโครงการ จะคัดเลือกผู้ประกอบการ OTOP จำนวน 40 ราย ที่มีศักยภาพ และความพร้อม เข้าร่วมกิจกรรมในช่วงที่สอง คือกิจกรรมพัฒนาสินค้าเชิงลึก ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบ มืออาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของสินค้า การพัฒนารูปแบบสินค้า ที่ได้รับมาตรฐานและมีคุณภาพ ที่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของผู้ประกอบการ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของผู้ประกอบการ OTOP ผ่านช่องทางการตลาด ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและเจรจาการค้าในงานมินิเทรดโชว์เพื่อทดสอบตลาดและเตรียมความพร้อม รวมถึงการทดลองตลาดผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในระดับนานาชาติอีกด้วย
ผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้ ดังนี้

1) วันที่ 25 เมษายน 2565 (ภาคกลาง) : โรงแรม แกรนด์ริชมอนด์ สไตลิส คอนเวนชั่น โฮเต็ล จ.นนทบุรี
2) วันที่ 28 เมษายน 2565 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) : โรงแรม พูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด จ.ขอนแก่น
3) วันที่ 3 พฤษภาคม 2565 (ภาคใต้) : โรงแรม แกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช 4) วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 (ภาคเหนือ) : โรงแรม วินทรี ซิตี้ รีสอร์ท เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ สามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการได้ที่ Facebook : OTOP Premium Go Inter 65
สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ : 06 3625 9962, 09 0236 2915 หรือ (Line) : @ditpotopgointer
หรือสแกน QR CODE เพื่อสมัครเข้าร่วมโครงการ
ผ่านไลน์แอด @ditpotopgointer ผ่าน Google Form

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น