DITP เปิดโครงการ Qurated Fashion Incubation Project 2022พร้อมยกระดับและผลักดันแบรนด์แฟชั่นไทยสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานเปิดโครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการแฟชั่น ปี 2565 หรือ “Qurated Fashion Incubation Project 2022” จับมือกับ IconCraft พัฒนาผู้ประกอบการแฟชั่นไทย 41 ราย เจาะตลาดอาเซียน นำร่องที่ประเทศมาเลเซีย

นายภูสิต เปิดเผยว่า “โครงการ Qurated ขานรับยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเร่งรัดการส่งออก และการผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระดับสากลอย่างยั่งยืน”

โครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการแฟชั่น เป็นหนึ่งในโครงการที่กรมฯ ให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ประสบความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการแฟชั่นแบรนด์ เสื้อผ้า เครื่องหนัง และเครื่องประดับ รวมกว่า 600 ราย สร้างสินค้าใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มออกสู่ตลาดมากกว่า 5,000 SKU สามารถพัฒนาผู้ประกอบการแบรนด์แฟชั่นไทยสู่ตลาดต่างประเทศมากมาย อาทิ Artty Brand, RIVA, Black Sugar เป็นต้น โดยในปี 2565 นี้ได้มีการปรับเปลี่ยนการดำเนินกิจกรรมด้วยการวางกลยุทธ์ แบบ Market Collaboration กับ IconCraft ซึ่งเป็นร้านค้าประเภท Multi-Brand Store ภายในศูนย์การค้า IconSiam
ที่พร้อมจะเสริมทีมการวิเคราะห์ความต้องการตลาด เพื่อสร้างโจทย์ที่ชัดเจนก่อนการพัฒนาสินค้าคอลเลกชั่นใหม่ และคัดเลือกผลงานที่โดดเด่นไปจัดแสดงและทดลองตลาดแฟชั่น ที่ห้าง Pavilion Bukit Jalil
กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
อีกทั้งโครงการฯ ถูกออกแบบให้มีหลักสูตรการพัฒนาสินค้าแฟชั่นเชิงลึกแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์ศักยภาพตนเอง วิเคราะห์ Fashion Trend วิเคราะห์ความต้องการของผู้ซื้อในต่างประเทศ
แนวทางการสร้างแบรนด์ แนวโน้มความต้องการสินค้าแฟชั่นเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Fashion)
และการตลาดดิจิทัล พร้อมทั้งการให้คำปรึกษาแบบรายเดี่ยวตลอดกระบวนการสร้างคอลเลคชั่นใหม่ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นชั้นนำระดับประเทศ เช่น Vogue Thailand, Theatre, Kloset, Tango, Plankiller และ Sarran ผลงานคอลเลกชั่นใหม่จะถูกนำเสนอผ่านภาพแฟชั่น Look Book และ Fashion Video
เพื่อเสนอขายบายเออร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มั่นใจว่าผลงานแฟชั่นคอลเลกชั่นใหม่ที่จะออกสู่ตลาดมากกว่า 200 แบบ จะสามารถสร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ และเป็นการประกาศศักยภาพความเป็นผู้นำแฟชั่นในระดับอาเซียน
“อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในกลจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ โดยมีห่วงโซ่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมย่อย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ มีผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs รวมกันกว่า 150,000 ราย ที่สำคัญ มีสัดส่วนร้อยละ 3 ของการส่งออกทั้งหมด และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ขยายตัวร้อยละ 14 มูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท และเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวร้อยละ 16 มูลค่า 72,000 ล้านบาท” นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามผลงานที่ผ่านมาของโครงการ ทางเว็บไซต์ http://www.quratedfashion.com และผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
13 พฤษภาคม 65

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ประกอบการอาหาร-สินค้าไทย ใช้ช่องทางเดลิเวอรีขยายตลาดจีน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางเดลิเวอรี ขายอาหาร อาหารปรุงสำเร็จ และสินค้าไทย ในตลาดจีน หลังตลาดเดลิเวอรีบูมสุด ๆ ผู้บริโภคหันมาใช้บริการเพิ่มขึ้น ชี้ช่องเข้าสู่ตลาด ควรร่วมมือกับแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงด้านอาหาร จัดโปรโมชันให้ส่วนลด และใช้ KOL ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับอาหารและสินค้าไทย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.ชนิดา อินปา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงโอกาสในการขยายตลาดสินค้าอาหาร อาหารสำเร็จรูป และสินค้าไทย ผ่านช่องทางเดลิเวอรี ที่กำลังขยายตัวสูงขึ้น หลังจากที่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จีนประสบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้ช่องทางเดลิเวอรีในการสั่งอาหารและซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ชิงต่าวได้รายงานว่า มูลค่าของตลาดเดลิเวอรีอาหารและเครื่องดื่ม ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2020 ตลาดมีมูลค่า 664,600 ล้านหยวน หรือประมาณ 3.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ปี 2021 มีมูลค่า 811,700 ล้านหยวน หรือประมาณ 4.30 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.13% และคาดการณ์ปี 2022 จะมีมูลค่า 941,740 ล้านหยวน หรือประมาณ 4.99 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน เท่ากับ 5.3 บาท) และยอดจำหน่ายอาหารผ่านออนไลน์ก็เพิ่มขึ้น โดยในปี 2020 สัดส่วนรายได้เดลิเวอรีทางออนไลน์ คิดเป็น 16.9% ของรายได้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของจีน ปี 2021 สัดส่วนเพิ่มเป็น 21.4% และปี 2022 จะเพิ่มเป็นสัดส่วน 25.6% ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการก็เพิ่มขึ้น ปี 2020 มีจำนวน 418.83 ล้านคน ปี 2021 จำนวน 544.16 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 52.7% ของประชากรชาวเน็ตจีนทั้งหมด

สำหรับกลุ่มผู้บริโภคหลักของบริการเดลิเวอรี ที่สำรวจโดยบริษัท Meituan ผู้ให้บริการเดลิเวอรีชื่อดังของจีน พบว่า ผู้ที่มีอายุ 23-32 ปี คือ ผู้บริโภคหลัก คิดเป็นสัดส่วน 50% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด ผู้บริโภคที่มีความถี่ในการใช้บริการ ได้แก่ ผู้บริโภคอายุ 18–25 ปี และผู้บริโภคอายุ 26–30 ปี คิดเป็นสัดส่วน 36.1% และ 22.5% ตามลำดับ ส่วนผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ คือ อายุ 43-52 ปี แต่ผู้บริโภคอายุ 33–42 ปี มีค่าใช้จ่ายในการบริโภคโดยเฉลี่ยประมาณ 30 หยวนขึ้นไป หรือประมาณ 159 บาทขึ้นไป ซึ่งสูงกว่าผู้บริโภคอายุระหว่าง 23–32 ปี

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมเดลิเวอรีขยายตัว คือ เศรษฐกิจกักตัว จากผลกระทบโควิด-19 เกิดแนวคิดทุกอย่างส่งถึงบ้าน และการจัดส่งไร้สัมผัส ทำให้เกิดเศรษฐกิจของคนขี้เกียจ หรือ Lazy Economy ผู้บริโภคจึงหันมาใช้บริการสั่งอาหารมากขึ้น แทนออกไปซื้อหรือบริโภคนอกบ้าน และยังได้รับผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการจัดส่งที่ทันสมัย ที่เริ่มมีให้บริการรถจัดส่งไร้คนขับ จัดส่งด้วยโดรน ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการใช้ของผู้บริโภค
นายภูสิตกล่าวว่า การเติบโตของตลาดเดลิเวอรีของจีน เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารไทย หรือผู้ประกอบการสินค้าไทยทั่วไปที่สามารถจัดส่งแบบเดลิเวอรีได้ โดยเฉพาะสินค้าอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน โดยผู้ประกอบการไทยทั้ง 2 กลุ่ม ควรอาศัยความนิยมของการใช้บริการเดลิเวอรีในตลาดจีนให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการเข้าร่วมให้บริการผ่านแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงด้านอาหารของจีน เช่น แพลตฟอร์ม Meituan (เหม่ยถวน) แพลตฟอร์ม Eleme (เอ้อเลอเมอะ) เป็นต้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่ใช้บริการเป็นประจำทุกวันทำงาน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรดึงดูดลูกค้าโดยการจัดโปรโมชันส่วนลดค่าอาหาร การขยายพื้นที่ให้บริการ หรือการแจกคูปองส่วนลดสำหรับการใช้บริการที่ร้าน เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคได้เข้าไปมีประสบการณ์ในการใช้บริการแบบออฟไลน์ เพื่อสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้าอาหาร ทั้งอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน หรือเครื่องปรุงอาหารที่ผู้ประกอบการไทยควรจัดจำหน่ายภายในร้านอาหารด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้าไทยแล้ว แต่ยังสามารถเผยแพร่วัฒนธรรมการปรุงอาหารไทย หรือสร้างความเคยชินในการซื้อสินค้าไทยไปประกอบอาหารให้แก่ผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่งด้วย
ขณะเดียวกัน ควรจัดการประชาสัมพันธ์สินค้าอาหารไทยผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ร่วมกับผู้นำทางความคิด (KOL) โดยปัจจุบันไม่จำเป็นที่จะต้องร่วมกับ KOL ที่มีชื่อเสียงด้านอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถพิจารณาร่วมกับ KOL ที่มีชื่อเสียงด้านอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมในตลาดจีน เพื่อให้เป็นกระบอกเสียงของสินค้าไทยและอาหารไทย ซึ่งนอกจากจะทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบอาหารได้รู้จักสินค้าไทยและอาหารไทยมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบ KOL เหล่านั้น ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ และได้รู้จักสินค้าไทยและอาหารไทยมากขึ้นตามไปด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
12 พฤษภาคม 2565

ผู้นำแรงงาน ขอบคุณ นายก ผ่าน รมว.สุชาติ ปลดล็อค พ.ร.บ.ประกันสังคม ‘3 ขอ’เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน รองรับสังคมสูงอายุ เป็นผลสำเร็จ


เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2565 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับกลุ่มผู้นำแรงงาน นำโดย นายมานิตย์ พรหมการีย์กุล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย
นายชาลี ลอยสูง ที่ปรึกษาคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย นายชาญศิลป์ ทรัพย์โนนหวาย ประธานกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม และคณะ ในโอกาสเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อมอบช่อดอกไม้แสดงความขอบคุณรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ได้ดำเนินการช่วยผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวานนี้ (10 พ.ค.65) เนื่องจากก่อนหน้านี้กลุ่มผู้นำแรงงานได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยมี นางธิวัลรัตน์
อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารกระทรวงแรงงาน
นายสุชาติ กล่าวว่า จุดประสงค์หลักของการร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ในครั้งนี้ เป็นไปตามแนวทางแผนการปฏิรูปประกันสังคม เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ประกันตนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งเปิดทางให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกรับบำเหน็จ บำนาญชราภาพ เป็นหลักประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ และนำเงินกรณีชราภาพที่ตนเองสมทบอยู่ในกองทุนประกันสังคมออกมาใช้ก่อนบางส่วนได้ ตลอดจนรองรับสังคมผู้สูงอายุอีกด้วย
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ฉบับนี้ ได้แก่
1) การขยายความคุ้มครองให้กับผู้ประกันตนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยขยายอายุขั้นสูงของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ให้ผู้รับเงินบำนาญชราภาพสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนได้ ให้ผู้รับเงินบำนาญชราภาพสามารถขอรับเงินบำนาญจ่ายล่วงหน้าได้ 2) การแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพอันเกิดจากข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกันตน โดยกำหนดให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกรับเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญชราภาพได้ (ขอเลือก) ในกรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สาธารณภัย หรือเหตุการณ์อื่นใดอันส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตน ก็สามารถนำเงินสะสมกรณีชราภาพบางส่วนออกมาใช้ก่อนได้ (ขอคืน) และการนำเงินสะสมกรณีชราภาพไปเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินได้ (ขอกู้) 3) การแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ได้แก่ เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากเดิมจ่าย 90 วัน เป็น 98 วัน เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพจากเดิมจ่ายร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 กรณีสงเคราะห์บุตรให้ได้รับการคุ้มครองต่อไปอีก 6 เดือน นับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน 4) ปรับปรุงเงื่อนไขในการสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และกำหนดให้เงินเพิ่มของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะต้องไม่เกินเงินสมทบที่ต้องจ่าย 5) แก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ทั้งในส่วนของการได้มาซึ่งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง เพิ่มเติมอำนาจของคณะกรรมการในการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ รวมทั้งการบริหารจัดการพนักงานและลูกจ้าง และ 6) การแก้ไขมาตรการการลงโทษทางอาญาแก่นายจ้างเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะความผิดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
นายมานิตย์ พรหมการีย์กุล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า
ในนามกลุ่มผู้นำแรงงานต้องขอบคุณรัฐบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านสุชาติ

ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เล็งเห็นความสำคัญและเข้าใจถึงความเดือดร้อนของพี่น้องผู้ใช้แรงงานในช่วงโควิด-19 เป็นอย่างดี เนื่องจากร่างกฎหมายประกันสังคมฉบับนี้มีการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์โดยตรงอย่างแท้จริง

“พาณิชย์-DITP”ชี้ช่องนักลงทุนไทยลงทุนโลจิสติกส์ในเวียดนามรองรับตลาดโต

​กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้ช่องนักลงทุนไทยลงทุนโลจิสติกส์ในเวียดนาม รองรับการขยายตัวของความต้องการคลังสินค้าและการขนส่งที่เพิ่มขึ้น หลังพบล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติแห่เข้าไปลงทุนในเวียดนามแล้วเป็นจำนวนมาก ทั้ง SEKO , DHL และ Imex Pan Pacific Group

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสุภาพร สุขมาก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม ถึงโอกาสการลงทุนธุรกิจโลจิสติกส์ในเวียดนามของนักลงทุนไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการคลังสินค้าและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ ได้เดินหน้าขยายการลงทุนในเวียดนาม รองรับการค้าและการขนส่งที่เพิ่มขึ้น เช่น บริษัท SEKO Logistics ของสหรัฐฯ ได้เปิดสาขาในเวียดนาม มีพื้นที่คลังสินค้ามากกว่า 300,000 ตารางเมตร รถแทรกเตอร์ตู้คอนเทนเนอร์ 350 คัน และรถบรรทุก 150 คัน บริษัท DHL Express ได้ลงทุนโครงการคลังสินค้าใหม่ใกล้กับสนามบินนานาชาติโหน่ยบ่าย มีพื้นที่ใช้สอยรวม 4,500 ตารางเมตร มากกว่าเดิม 2 เท่า และเครือ Imex Pan Pacific Group ซึ่งเป็นเครือนำแบรนด์ระดับโลก เช่น Burger King และ Calvin Klein มีความต้องการพัฒนาศูนย์โลจิสติกส์ในเมืองทู๋ดึ๊ก พร้อมกับการเปิดตัวสายการบิน IPP Air Cargo ส่วนบริษัท MSC Vietnam ต้องการสร้างท่าเรือแบบถ่ายลำในอำเภอเกิ่นเส่อ ที่เป็นอำเภอชายฝั่งทะเลของนครโฮจิมินห์

นายภูสิตกล่าวว่า จากการศึกษา พบว่า อุตสาหกรรมโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยการเติบโตร้อยละ 14-16 ต่อปี และมีมูลค่า 4-4.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ แม้จะมีข้อบังคับทางกฎหมาย ในขณะที่บริษัทโลจิสติกส์ภายในประเทศ ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กด้วยคลังสินค้าแบบดั้งเดิม ขาดโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเงินทุน และยังพบว่า พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปใช้อีคอมเมิร์ซโลจิสติกส์ ทำให้จำนวนธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการบริการคลังสินค้าและบริการจัดส่งเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เวียดนามกำลังบูรณาการกับเศรษฐกิจโลกโดยใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้า เพื่อส่งเสริมการเติบโตของการนำเข้าและการส่งออกที่สูง พร้อมกับการฟื้นตัวของกระแส FDI จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ของไทยในการขยายตลาดและร่วมมือระหว่างประเทศ

“เวียดนามถือเป็นหนึ่งในตลาดโลจิสติกส์ที่น่าดึงดูดที่สุดสำหรับบริษัทรายใหญ่ ด้วยเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตและการบริโภคภายในประเทศของชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของโลก ไม่เพียงแต่สำหรับการขนส่งภายในประเทศเท่านั้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยในการเจาะตลาดธุรกิจโลจิสติกส์ เช่น ธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น เพื่อตอบสนองความต้องการด้านโลจิสติกส์ที่มีแนวโน้มการเติบโตมากในเวียดนาม”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
11 พฤษภาคม 2565

เหินฟ้า!! ช่วยชาวสวนและผู้ส่งออก! “จุรินทร์”ลุยส่งผลไม้สดใหม่จากไทย ขึ้นเครื่องบินตรง”สู่ตลาดจีน” กว่า 200 เที่ยวบิน รวม 35,600 ตัน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2565 เวลา 15.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย สมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยและบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)ในการส่งเสริมการส่งออกผลไม้ทางอากาศ ที่อาคารขนถ่ายสินค้า บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจังหวัดสมุทรปราการ

นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป็นนโยบายที่ตนมอบให้กับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศดำเนินการร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายสำคัญคือระบายผลไม้ฤดูกาลผลิตปีนี้ซึ่งมีผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 11% ถือเป็นภารกิจหลักที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันระบายผลไม้คุณภาพของไทยออกสู่ตลาดทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ
จากปริมาณผลผลิตปีที่แล้ว ตลาดในประเทศคิดเป็นประมาณ 45% และตลาดต่างประเทศคิดเป็น 55% โดย 90% ของตลาดต่างประเทศคือตลาดจีน ตลาดจีนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปีที่แล้วเราประสบปัญหาเยอะในเรื่องการส่งออกผ่านเส้นทางบกเพราะด่านสำคัญที่จะเข้าสู่จีนไม่ว่าจะผ่านลาวหรือเวียดนามปิดๆเปิดๆหลายรอบ เพราะนโยบาย Zero Covid ของจีน ปีนี้จึงต้องปรับแนวทางในการส่งออกจากบก เรือและอากาศที่มีสัดส่วนเดิมเป็นสัดส่วนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

ปีที่แล้วส่งออกทางบกคิดเป็น 48% ปีนี้จะปรับลดเหลือ 10.5% เพราะเส้นทางทางบกติดขัดตรงด่านโม่ฮาน ตงซิง โหยวอี้กว่านและผิงเสียง และขณะเดียวกันทางเรือก็ปรับจาก 52% เป็น 83% เพราะทางเรือครั้งนี้ดูเหมือนสะดวกกว่าและทางอากาศปีที่แล้วเราส่งออกทางอากาศ 0.5% แต่ปีนี้จะเพิ่มเป็น 6.5% ทางอากาศก็จะเพิ่มความสำคัญมากขึ้น สำหรับ 6.5% ที่ปรับตัวเลขใหม่เราจะทำตัวเลขเพิ่ม จากการทำงานร่วมกันวันนี้ประกอบด้วยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย การบินไทยและสมาคมตัวแทนขนส่งทางอากาศไทยและสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย 5 ฝ่ายจับมือกัน เป้าปีนี้ 6.5% คือ 30,600 ตัน จะเพิ่มจากความร่วมมือวันนี้อีก 5,000 ตัน เป็น 35,600 ตัน จะมีส่วนช่วยทำให้ตลาดผลไม้สดไทยไปจีนเพิ่มปริมาณขึ้น ช่วยให้เกษตรกรมีความหวังในการระบายผลไม้คุณภาพมาตรฐานไปสู่ตลาดจีนได้คล่องตัวขึ้น ผ่านเส้นทางทางอากาศ ขอขอบคุณในความร่วมมือร่วมกัน

“หวังว่าปีนี้เกษตรกรไทยผู้ปลูกผลไม้ทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ในภาพรวม จะหายใจคล่องกว่าหลายปีที่ผ่านมาทั้งที่น่าจะมีปัญหาอุปสรรคมากกว่า แต่ตนเชื่อว่าจากการบริหารจัดการเชิงรุกและเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับพวกเราทุกคน จะมีส่วนช่วยทำให้ทุกอย่างคล่องตัวและราคาผลไม้ปีนี้จะดีขึ้นด้วย ผู้บริโภคชาวไทยจะได้บริโภคผลไม้สดคุณภาพมาตรฐานส่งออกและราคาจะไม่สูงเกินไปเพราะกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์เตรียมการระบายผลไม้ไทยราคาพิเศษกว่า 10,092 จุด ทั่วทั้งประเทศเรียบร้อยแล้ว และพาณิชย์ Fruit Festival 2022 เปิดแล้ว จะช่วยให้ผลไม้ราคาพิเศษถึงมือผู้บริโภคชาวไทยได้ทั่วถึงราคาพิเศษ”รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

จากนั้นนายจุรินทร์ได้เยี่ยมชมกระบวนการและขั้นตอนการขนส่งผลไม้ภายในศูนย์ขนส่งสินค้าของสดที่อาคารขนถ่ายสินค้า โดยในพิธีประกาศความร่วมมือส่งเสริมการขนส่งผลไม้ทางอากาศมี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติพงษ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสุวรรธนะ สีบุญ​เรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย นายนิธิธร สุขมนัส นายกสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย นายไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต ที่ปรึกษาสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย นางสาวกุลนาฏย์ กองมณี กรรมการสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทยเข้าร่วมด้วย

“พาณิชย์-DITP”เผยสินค้าไทย มีโอกาสขายฟิลิปปินส์ รับตลาดฟื้นตัวจากโควิด-19

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยสินค้าไทยมีโอกาสเพิ่มยอดขายในตลาดฟิลิปปินส์ หลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการคุมโควิด-19 ทำให้ร้านค้า ห้าง ศูนย์การค้ากลับมาคึกคัก จากการที่ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยแบบล้างแค้น แนะจับมือผู้ประกอบการค้าปลีกในการทำตลาด ชี้อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ความงาม และเครื่องสำอาง ของใช้ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า มีโอกาสสูง

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.จันทนา โชติมุณี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ถึงโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ หลังจากที่ปัจจุบัน รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย และหาซื้อสินค้าในร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้าเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมค้าปลีกสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ และมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานเพิ่มเติมว่าผลจากการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกได้เห็นพฤติกรรมการช้อปแบบล้างแค้นของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ โดยผู้บริโภคมีความกระตือรือร้นมากขึ้น และร้านค้าปลีกต่าง ๆ ก็พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับธุรกิจมากขึ้น โดยการใช้จ่ายแบบแก้แค้นของผู้บริโภคที่สามารถจับจ่ายได้ คาดว่าจะช่วยชดเชยผลกระทบและความเสียหายจากการสูญเสียรายได้ในช่วงการบังคับใช้มาตรการกักกันชุมชนที่เข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการเปิดเศรษฐกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป ยังทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น
นายภูสิตกล่าวว่า ฟิลิปปินส์มีช่องทางค้าปลีกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าปลีกดั้งเดิม ซึ่งถือเป็นช่องทางสำคัญในการช่วยกระจายสินค้าของไทยไปสู่ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ และจากแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมค้าปลีกของฟิลิปปินส์จากความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าต่าง ๆ ของไทยมายังฟิลิปปินส์ ผู้ประกอบการไทย ควรใช้โอกาสจากการฟื้นตัวดังกล่าว และควรแสวงหาโอกาสทางการค้าร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีศักยภาพในฟิลิปปินส์ในการนำเสนอสินค้า
สำหรับสินค้าที่มีโอกาสในการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกมีหลากหลาย ไม่ว่าจะกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ความงาม และเครื่องสำอาง ของใช้ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น และการเข้าไป/จำหน่ายในช่องทางค้าปลีก ปัจจุบันถือเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ และคาดว่าจะเติบโตได้อีกมากในอนาคต

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 พฤษภาคม 2565

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าเชิงรุก ชู Circular Mark เพื่อสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมร่วมมือกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข) วีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และโครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมเพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน หรือกลุ่ม PPP Plastics ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าส่งเสริมผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับระบบรับรองและฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน “CIRCULAR MARK” ของไทยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการไทย ที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ของโลกในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม กรมฯ ได้เดินหน้าสร้างและส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วยโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Model (Bio Circular Green Economy) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ให้ความสำคัญต่อการปกป้องสิ่งแวดล้อม เป็นฮีโร่ BCG (BCG Heroes) จำนวน 50 ราย ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ และเพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในด้านการค้าและตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนสร้างความเข้มแข็งให้กับแบรนด์สินค้า และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขอรับการรับรอง Circular Mark และใช้เป็นเครื่องมือการตลาด ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อรักษาฐานทรัพยากรของประเทศและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้าน จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับสินค้าไทยในต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ได้มีงานแถลงข่าวเปิดตัวความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนา Circular Mark เป็นมาตรฐาน และระบบรับรองระดับชาติ รวมทั้งเปิดตัว 30 บริษัทนำร่อง 376 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นกลุ่มแรก
ของประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์หมุนเวียน ว่ามีการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อกระตุ้นและผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนของวัสดุ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียน มีคำแนะนำการใช้งาน ตลอดจนมีการรวบรวมและจัดการของเสียหลังหมดอายุการใช้งาน โดยเน้น
5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ เกษตรอาหาร วัสดุก่อสร้าง พลาสติก บรรจุภัณฑ์และแฟชั่นไลฟ์สไตล์

​​
จากการสำรวจข้อมูลมี 10 บริษัท จาก 30 บริษัทนำร่องที่เข้าโครงการต่างๆ ของกรมอาทิ บริษัท อุตสาหกรรมดีสวัสดิ์ จำกัด บริษัท วาสุ45 จำกัด บริษัท นิว อาไรวา จำกัด บริษัท โซไนต์ อินโนเวทีฟ เซอร์เฟสเซส จํากัด เป็นต้น ที่ผ่านโครงการต่างๆ ของกรมฯ เช่น รางวัล PM Export Award โครงการ BCG next Gen และ โครงการ BCG Heros ซึ่งเป็นโอกาสอันดี ที่จะช่วยกันส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการได้รับรู้ประโยชน์ของ Circular Mark ของประเทศไทย และร่วมกันสร้างความร่วมมือของกรมในการต่อยอดกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับ Circular mark เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าไปยังตลาดประเทศได้มากยิ่งขึ้น
นายภูสิตกล่าวว่า กรมฯ ยังสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการด้วยการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจออนไลน์ ให้ทูตพาณิชย์เชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้ามาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการของไทย นำเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ โดยจะนำไปบุกเจาะตลาดที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม หรือเป็นเวทีที่มีการหยิบยกประเด็นสิ่งแวดล้อม เช่น ตลาดสหราชอาณาจักร ตลาดญี่ปุ่น ตลาดออสเตรเลีย และตลาดเกาหลี เป็นต้น

ถือเป็นจุดเริ่นต้นของปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกในปัจจุบันและลดข้อกีดกันการค้าในอนาคต
เป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดได้ในวงกว้าง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างความเข้มแข็งให้กับแบรนด์สินค้า และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและบริการของไทยให้เป็นที่ยอบรับในระดับสากล และยังช่วยสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมไทยและประชาคมโลก

หากผู้ประกอบการท่านใดสนใจขอการรับรองฉลาก Circular Mark สามารถติดต่อสอบถามขอรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โทรศัพท์ : +66 (0) 2503-3333 หรือ info@tei.or.th


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
7 พฤษภาคม 2565

พาณิชย์–NEA ติดอาวุธผู้ประกอบการให้ก้าวทันการค้าโลก“รู้ รับ ปรับตัว” ฝ่าวิกฤติโควิดพิชิตตลาดส่งออกระดับแสนล้าน

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้า
ติดอาวุธผู้ส่งออก “รู้ รับ ปรับตัว” ลุยเจาะตลาดต่างประเทศในยุคการค้าใหม่หลังวิกฤติโควิด–19 คิกออฟงานเสวนา
แห่งปี “NEA BizTalk Series”: ก้าวทันการค้าโลก เจาะลึก 6 ตลาดส่งออกระดับแสนล้าน “ตะวันออกกลาง/ซาอุดิอาระเบีย เกาหลี อินเดีย อาเซียน จีน/ฮ่องกง และญี่ปุ่น” ผ่าน 6 เวทีเสวนา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2565 นำร่องครั้งที่ 1 “เจาะลึกตลาดซาอุฯ มองทะลุตลาด MENA” ระดมทัพกูรูแชร์ประสบการณ์และถ่ายทอดความรู้ ขับเคลื่อนส่งออกไทยขยายตัวต่อเนื่อง

​6 พฤษภาคม 2565 – สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงานเสวนา “NEA BizTalk Series” : ก้าวทันการค้าโลก โครงการ “เจาะลึกตลาดต่างประเทศในยุคการค้าใหม่” ภายใต้โครงการพัฒนา SMEs ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ประจำปี 2565 ครั้งที่ 1 “เจาะลึกตลาดซาอุฯ มองทะลุตลาด MENA” โดยได้รับเกียรติจาก นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย
นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนางสาววิลาสินี โนนศรีชัย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ณ ห้องประชุมพาณิชย์สัมพันธ์ ชั้น 11 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ท่ามกลางความสนใจจากผู้ประกอบการ ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมฟังการเสวนา

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ภายใต้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นองค์กรชั้นนำในการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันในเวทีการค้ายุคใหม่ ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” และส่งเสริมตลาดส่งออกสำคัญ โดยเน้นการรักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่ และฟื้นฟูตลาดเก่า ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการค้าระหว่างประเทศ
จากการเปลี่ยนแปลงทั้งในบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด–19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจทั่วโลก ดังนั้น ผู้ประกอบการต้อง ตั้งรับ ปรับตัว และหาโอกาสขยายตลาดด้วยกลยุทธ์ใหม่ ๆ ให้ก้าวทันการค้าโลก

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ได้จัดทำโครงการ “เจาะลึกตลาดต่างประเทศในยุคการค้าใหม่” ภายใต้โครงการพัฒนา SMEs ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ประจําปี 2565 ในรูปแบบงานเสวนา “NEA BizTalk Series” :
ก้าวทันการค้าโลก เพื่อเสริมสร้างความรู้ การวิเคราะห์ตลาดเชิงลึกถึงตลาดที่มีศักยภาพในยุคการค้าใหม่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
คู่แข่งขัน ปัญหาและอุปสรรค ช่องทางและโอกาสทางการตลาด โดยเฉพาะในช่วงหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด–19 ครอบคลุม
6 ตลาดเป้าหมาย ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าการค้าสูง ได้แก่ ตลาดตะวันออกกลาง/ซาอุดิอาระเบีย ตลาดเกาหลี ตลาดอินเดีย ตลาดอาเซียน ตลาดจีน/ฮ่องกง และตลาดญี่ปุ่น โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความชำนาญเฉพาะด้านจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์การค้าในตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยจัดงานเสวนา 6 ตลาดเป้าหมาย จำนวน 6 ครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2565

สำหรับงานเสวนา “NEA BizTalk Series” : ก้าวทันการค้าโลก ครั้งที่ 1 “เจาะลึกตลาดซาอุฯ มองทะลุตลาด MENA” ที่จัดขึ้นในวันนี้ (6 พฤษภาคม 2565) เป็นการวิเคราะห์เจาะลึกโอกาสการส่งออกสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ โดย ปณต บุณยะโหตระ กงสุล (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อภิชาติ ประเสริฐสุด กงสุล (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจดดาห์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย, พูลศักดิ์ คุณอุดม อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอังการา สาธารณรัฐตุรกี, ทวีป ราชาภักดี อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน, เถลิงศักดิ์ วงศ์สามศร อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ กรุงไคโร สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์, พรพรรณี ปิ่นโภคินทร์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้า
ในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ รัฐอิสราเอล, วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานสภาธุรกิจไทย–ตะวันออกกลาง และรองประธานกรรมการหอการค้าไทย และ ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มาร่วมแชร์ประสบการณ์และถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ประกอบการ โดยมี บัญชา ชุมชัยเวทย์ เป็นวิทยากรดำเนินรายการ

นายภูสิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง/ซาอุดิอาระเบีย มีมูลค่าประมาณ 8,850 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออก 3 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว และเครื่องปรับอากาศ ตลาดเกาหลี มูลค่า 5,882 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออก ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย และแผงวงจรไฟฟ้า ตลาดอินเดีย มูลค่า 8,534 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออก ได้แก่ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ และเคมีภัณฑ์ ตลาดอาเซียน มูลค่า 65,015 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ
ตลาดจีน/ฮ่องกง มูลค่า 48,793 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออก ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง และตลาดญี่ปุ่น มูลค่า 24,985 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
ไก่แปรรูป และเคมีภัณฑ์ ซึ่งในทุกตลาดดังกล่าว มีอัตราการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“สถานการณ์โควิด–19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลกได้ฉุดเศรษฐกิจโลกให้ถดถอยอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับธุรกิจส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดประเทศชั่วคราวในแทบทุกประเทศ ส่งผลให้ส่งออกสินค้าไม่ได้ เกิดภาวะขาดแคลน
ตู้คอนเทนเนอร์ ค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้ราคาสินค้าในการส่งออกปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ตลอดจนส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนทั่วโลก ดังนั้น ผู้ส่งออกจำเป็นต้องคิดค้นกลยุทธ์เพื่อตั้งรับ ปรับตัว และสร้างโอกาส ใหม่ ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์
ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งการได้รับความรู้จากวิทยากร ผู้มีประสบการณ์ตรงใน 6 ตลาดการค้าระดับแสนล้าน ได้แก่
ตลาดตะวันออกกลาง/ซาอุดิอาระเบีย เกาหลี อินเดีย อาเซียน จีน/ฮ่องกง และญี่ปุ่น จะช่วยให้ผู้ส่งออกนำความรู้ไปพัฒนาธุรกิจ
เพื่อก้าวสู่โอกาสทางการค้าในเวทีตลาดโลกแล้ว ยังเพิ่มศักยภาพการส่งออกและสร้างรายได้เข้าประเทศไทยอีกด้วย” นายภูสิต กล่าว

สำหรับงานเสวนา “NEA BizTalk Series” : ก้าวทันการค้าโลก ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “รู้ รับ ปรับตัว เข้าถึงตลาดเกาหลีในยุคการค้าใหม่” มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2565, ครั้งที่ 3 หัวข้อ “เปิดโลกหลังโควิด พิชิตตลาดอินเดีย” วันที่ 15 มิถุนายน 2565, ครั้งที่ 4 หัวข้อ “หุ้นส่วนการค้า เชื่อมสัมพันธ์ตลาดอาเซียน” วันที่ 19 กรกฎาคม 2565, ครั้งที่ 5 หัวข้อ“ส่องฮ่องกง รู้ใจจีน ฝ่าฟันการค้ายุคโควิด” วันที่ 20 กรกฎาคม 2565 และครั้งที่ 6 หัวข้อ“รู้เท่า ก้าวทัน จับมือกันพิชิตตลาดญี่ปุ่น” จะจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม 2565 โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1169 กด 1


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
6 พฤษภาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้าผู้บริโภคชาวบราซิล

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ประกอบการไทย ใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้าเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวบราซิล หลังเติบโตสูงมากช่วงโควิด-19 ระบาด ระบุควรเจาะผ่านแพลตฟอร์มและเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ใช้ภาษาโปตุเกส และควรคำนึงถึงระยะเวลาในการส่งสินค้า

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซาเปาโล ถึงโอกาสในการขยายตลาดสินค้าของไทยผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ปัจจุบันกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากที่ปีที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ในการค้าขาย ขณะที่ผู้บริโภคก็หันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นด้วย

“กรมฯ ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ที่บราซิลว่าปัจจุบันการค้าออนไลน์ได้กลายเป็นเทรนด์ใหม่ และได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ยอดการสั่งซื้อออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีผู้บริโภครายใหม่ที่หันมาซื้อออนไลน์ ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซทวีบทบาทสำคัญมากขึ้นในตลาดลาตินอเมริกา โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดการค้าออนไลน์มาโดยตลอด ได้แก่ สินค้าแฟชั่น สุขภาพและความงาม อุปกรณ์เสริม เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าบ้านและสวน เป็นต้น”

นอกจากนี้ ยังพบว่า การใช้บัตรเครดิตเพื่อเป็นช่องทางการชำระเงินการซื้อสินค้าออนไลน์ ก็ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยมากกว่า 50% เป็นการชำระโดยบัตรเครดิตของลูกค้า และผู้บริโภคชาวบราซิลยังคงต้องการใช้บัตรเครดิตและนิยมซื้อแบบผ่อนชำระเป็นงวด หรือช่องทางการเงินอื่นในการซื้อสินค้าราคาแพง เพื่อแบ่งเบาภาระในการชำระเงิน
สำหรับแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม คือ Nuvemshop มีบริการกว่า 200 แอปพลิเคชัน มีการจัดการด้านการขนส่ง โลจิสติกส์ และกระบวนการจ่ายเงินที่ครบวงจร สามารถเชื่อมระบบและส่งสินค้าไปยังเมืองต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวมุ่งเน้นผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดกลางที่มีรายได้เกิน 100,000 เฮอัล หรือประมาณ 680,000 บาท โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวมีบริการจัดทีมวิศวกรและเทคนิคสนับสนุนเพื่อช่วยพัฒนาการดำเนินธุรกิจออนไลน์ของผู้ประกอบการ คาดว่าในปี 2565 จะมีบริษัทที่ใช้แพลตฟอร์มนี้กว่า 300 ราย ทั้งนี้ Nuvemshop กำเนิดในอาร์เจนตินา ในปี 2554 เป็นหนึ่งในผู้นำทางการตลาดออนไลน์ และขยายตลาดสู่บราซิล โดยมีการขยายตัวจากปี 2563 จาก 70,000 ราย เป็น 95,000 ราย
ส่วนเว็บไซต์ที่สำคัญและเป็นที่นิยมในบราซิลในปี 2565 ซึ่งมีทั้งเว็ปไซต์ท้องถิ่น และเว็ปไซต์ระหว่างประเทศ โดยห้างสรรพสินค้าชั้นนำก็หันมาจำหน่ายสินค้าออนไลน์มากขึ้น ได้แก่ 1.Mercado Livre จำหน่ายสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว (มีผู้ติดตามกว่า 260 ล้านราย) 2.Americanas จำหน่ายสินค้าจำพวกสินค้าที่เกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ในครัว เครื่องมือ และของเล่น (มีผู้ติดตามกว่า 134 ล้านราย) 3.OLX จำหน่ายสินค้าจำพวก ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือการเกษตร เครื่องใช้ในบ้าน สินค้าแฟชั่นและความงาม (มีผู้ติดตามกว่า 100 ล้านราย) 4.Amazon Brazil จำหน่ายสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า หนังสือ เกมส์ สินค้าแฟชั่น เครื่องประดับและอาหาร (มีผู้ติดตามกว่า 54 ล้านราย) 5.Magazine Luiza จำหน่ายสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือสื่อสาร เฟอร์นิเจอร์และเครื่องครัว (มีผู้ติดตามกว่า 50 ล้านราย)

“ปัจจุบัน บราซิลเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับการค้าออนไลน์และเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคกว่าครึ่ง นิยมซื้อออนไลน์แบบผ่อนชำระมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาแพง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เฟอร์นิเจอร์ จึงเป็นโอกาสทางการค้าของสินค้าไทยในการขายแบบออนไลน์ภายใต้แพลตฟอร์มและเว็ปไซต์ที่เชื่อถือได้ และเป็นที่นิยมของตลาดบราซิล เพื่อสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างได้มากขึ้น และควรใช้ภาษาโปรตุเกส โดยระยะเวลาขนส่งเฉลี่ยจากไทยมายังบราซิลประมาณ 30-50 วัน ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึงอายุของสินค้าและความปลอดภัยในการขนส่ง เพื่อไม่ให้สินค้ามีการชำรุดในระหว่างการขนส่ง”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
5 พฤษภาคม 2565

ทำงาน NON-STOP!“จุรินทร์”ระดมทีมเซลล์แมนประเทศ-ภาคเอกชน ลุยช่วยชาวสวนผลไม้ จัดแผนขนส่งรองรับเรือ-อากาศ-บก ครบ 100% ส่งออกกว่า 530,000 ตัน

วันที่ 4 พฤษภาคม 2565 เวลา 13.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้ามาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2565 และการแก้ไขปัญหาการส่งออกผลไม้ ครั้งที่ 2/2565 ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมทำแผนปฏิบัติการณ์จริงเรื่องการส่งออกผลไม้สดไปยังตลาดที่ใหญ่ที่สุดคือจีน ที่ส่งออกถึง 90% ซึ่งปี 2565 มีเป้าหมายส่งออก 530,000 ตัน หัวใจสำคัญคือการจัดระบบการขนส่ง ปกติใช้ 3 ทาง คือ 1.ทางเรือ 2.ทางบก 3. ทางอากาศ โดนปี 2564 ใช้เส้นทางเรือ 52% ทางบก 48% และทางอากาศไม่ถึง 1%

สำหรับปี 2565 จะมีการปรับแผนเพราะการขนส่งทางบกไปจีน ผ่าน 4 ด่านหลักคือ โม่ฮาน โหย่วอี้กวาน ตงซิงและผิงเสียง ซึ่งมีประเด็นเรื่องด่านจีนที่บางครั้งเปิด-ปิด เพราะสถานการณ์โควิดและนโยบาย Zero-Covid
ของจีน จึงปรับแผนเป็นส่งทางเรือมากขึ้น ตนได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทำแผนส่งผลไม้สดไปจีนครบทั้ง 530,000 ตันครบแล้ว เป็น 1.การขนส่งทางเรือ 83% 3.9 แสนตัน ผ่าน 5 สายเรือ คือ Cosco SITC หยางหมิง Maersk และ Wanhai โดยขึ้นที่ท่าเรือ เซอโข่ว 26.5% ท่าเรือหนานซา 20% ฮ่องกง 20% จ้านเจียน 13.5% ซินโจว 13.5 เซี่ยเหมิน 6.5% รวม 3.9 แสนตัน
ทางอากาศได้มีการเตรียมพื้นที่รองรับไว้แล้ว 36,000 ตัน คิดเป็น 6.5% ของการขนส่งทั้งหมด เตรียมไว้ 3 ท่าอากาศยานของจีน คือ 1.กว่างโจว 80% 2.เซินเจิ้น 13% 3.คุณหมิง 7% โดย 4 สายการบิน คือ 1.การบินไทย 2.ไทยไลออนแอร์ 3.แอร์เอเชียเอ็กซ์ 4.ไชน่าเซาเทิร์นแอร์ไลน์
ส่วนที่เหลืออีก 10.5% จะมุ่งเน้นในการส่งออกผ่านทางบกไปสู่ 4 ด่านของจีน คือ โม่ฮาน โหย่วอี้กวาน ตงซิงและผิงเสียง ซึ่งถ้าด่านใดประสบปัญหาปิดด่าน ทูตพาณิชย์กับทูตเกษตรและกระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่เร่งรัดเจรจากับจีนให้เปิดด่านโดยเร็วที่สุด

“และเพื่อให้ทุกอย่างบรรลุเป้าหมายให้ผลไม้สดไทยสามารถส่งออกไปจีนได้โดยมีอุปสรรคน้อยที่สุดในปีนี้ ตนจัดตั้งวอรูมขึ้นมามอบหมายให้อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นประธานและมีตัวแทนภาคเอกชนทั้งผู้ส่งออก ล้ง เกษตรกรและสมาคมโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ร่วมกันเป็นคณะทำงานติดตามสถานการณ์ทุกวัน ทุกสัปดาห์ร่วมกันแก้ปัญหาให้เสร็จโดยเร็ว
ซึ่งการส่งออกผลไม้สดไปจีนปีนี้ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ถึง 90% ของไทยมีการวางแผนด้านการขนส่งที่เป็นรูปธรรมเสร็จเรียบร้อยแล้วคือ ทางเรือ 83% ทางอากาศ 6.5% และทางบก 10.5% เป็นปริมาณทั้งหมด 5.3 แสนตัน ถือเป็นการทำตลาดเชิงรุก ที่เป็นรูปธรรมที่สุดยุคหนึ่ง” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

โดยมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
สมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ ทูตพาณิชย์ ทูตเกษตร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมด้วย ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ผลผลิตผลไม้ปี 2565 คาดการณ์ผลผลิตรวม 5.36 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 11% และผลไม้ไทยส่งออกไปยังทั่วโลกตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค. 2565 มีปริมาณ 754,027 ตัน คิดเป็นมูลค่า 33,983.90 ล้านบาท แบ่งเป็นผลไม้สด 225,159 ตัน ผลไม้แปรรูปและกระป๋อง 213,578 ตัน ผลไม้แห้ง 180,254 ตัน ผลไม้แช่เย็นแช่แข็ง 9,620 ตัน

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น