“จุรินทร์” เปิดงานแสดงสินค้า The Marché by STYLE Bangkok 2022โชว์เคสสินค้า BCG ไทยโดนใจตลาดโลก เร่งดันสินค้าไลฟ์สไตล์โตเพิ่มร้อยละ 7.5

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทย The Marché by STYLE Bangkok 2022 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ อวดสินค้า BCG (Bio-Circular-Green) และสินค้ารักษ์โลกจากผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทยที่สอดรับเมกะเทรนด์โลก ปลื้มสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยปี 64 ขยายตัวร้อยละ 22.28 ในขณะที่สินค้าแฟชั่นไทยเติบโตร้อยละ 14.92 เผยกำลังเร่งเดินหน้านโยบายเชิงรุก-ลึก ดันยอดปี 65 นี้ให้โตเพิ่มร้อยละ 7.5
พิธีเปิดงานแสดงสินค้า The Marché by STYLE Bangkok จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ที่ลาน Central Court ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีนายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมฯ ตลอดจนสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย และกลุ่มเซ็นทรัลเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง
นายจุรินทร์กล่าวว่า การที่ประเทศไทยสามารถผ่านวิกฤติโควิด-19 และผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมืองในช่วงกว่าสองปีนี้มาได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการตั้งเป้าหมาย และใช้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของ กระทรวงพาณิชย์ ตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ พร้อมๆ กับเพิ่มที่ 2 คือการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ และเพิ่มที่ 3 คือการเพิ่มรายได้ ให้กับ ผู้ประกอบการในทุกระดับ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ และนโยบายที่กระทรวงฯ ตั้งไว้ ส่งผลให้ภาพรวม ด้านเศรษฐกิจการส่งออกในปีที่ผ่านมา โตกว่าร้อยละ 17.1 จากที่ตั้งเป้าไว้ร้อยละ 4 หรือเกินเป้ากว่า 4 เท่า นำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวน 8.5 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นมีมูลค่า 385,459 ล้านบาท ขยายตัวถึงร้อยละ 18.66 และจากการผลักดัน เชิงรุกส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 65 มีมูลค่า 109,597 ล้านบาท ขยายตัวถึงร้อยละ 25.98
แนวทางการดำเนินงานดังกล่าว เป็นการผสานความแข็งแรงของ นโยบายส่งออกเชิงรุก ซึ่ง “รัฐหนุนเอกชนนำ” ให้เอกชนเป็นทัพหน้า ในขณะที่รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นกองหลังสนับสนุนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมี คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ หรือ กรอ. พาณิชย์ เป็นเวทีให้หน่วยราชการกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนทุกสาขาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาและอุปสรรคด้านการส่งออก
ในปี 2565 นี้ กระทรวงฯ ได้ตั้งเป้าส่งออกไว้ 9 ล้านล้านบาท ซึ่งใน 3 เดือนแรกที่ผ่านมาก็สามารถทำยอดได้แล้วถึง 2.4 ล้านล้านบาท ด้วยนโยบาย 2 ข้อผสมผสาน นั่นคือ นโยบายเชิงรุก หรือ Proactive Trade Policy และเชิงลึก หรือ ln-Depth Policy ทั้งนี้ จะมีการเร่งทำแผนรุกและลึกใหม่ ผลักดันการส่งออกต่อไปให้เข้มข้นยิ่งขึ้น
การจัดงาน The Marché by STYLE Bangkok ในครั้งนี้ นับเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ตอบสนอง Megatrend ของโลก ในเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพหรือ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งเสริมและผลักดันสินค้าและบริการไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น อันเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย
รองนายกฯ จุรินทร์ยังเปิดเผยด้วยว่า สินค้าไลฟ์สไตล์ไทย ในปี 2564 มีการขยายตัวถึงร้อยละ 22.28 คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.1 แสนล้านบาท ในขณะที่สินค้าแฟชั่นไทยเติบโตถึงร้อยละ 14.92 คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8
แสนล้านบาท เนื่องจากได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ทั้งความโดดเด่นในด้านดีไซน์ ความมีเอกลักษณ์ และคุณภาพ บวกกับแผนงานของกระทรวงพาณิชย์ที่ครอบคลุมหลากหลายมิติ รวมถึงการเร่งรัดการส่งออกยุค New Normal ทำให้มั่นใจได้ว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นตลอดปี 2565 จะเติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง
ร้อยละ 7.5 อย่างแน่นอน
ภายในงานเดียวกันนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่ม SME ด้วยการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายหลัง New Normal โดยมีจำนวน 190 คู่เจรจา จาก 21 ประเทศ ประมาณการคาดการณ์มูลค่าเจรจา 70
ล้านบาท และมีผู้ซื้อเดินทางมาชมงานจากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรีย เป็นต้น
tThe Marché by STYLE Bangkok 2022 จัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในกลุ่มแฟชั่นเสื้อผ้าและเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ ของขวัญของชำร่วย เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องตกแต่งบ้าน และสินค้า Wellness
พร้อมกิจกรรมโปรโมชั่นสำหรับผู้ซื้อ โดยมีมาตรการการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทุกวันถึง 22 พฤษภาคมนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานแสดงสินค้าที่เซ็นทรัลเวิลด์ หรือชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com Facebook และ Instagram Style Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 * * * * * * * * * *

คุณย่าสายบุญ! มอบที่ดิน 25 ไร่ พร้อมเงินสด 200 ล้าน สร้างศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

คุณย่าวารุณี อยู่พูนทรัพย์ อายุ 72 ปี ผู้บริจาคที่ดิน 25 ไร่ พร้อมเงินสดอีก 200 ล้าน สร้างศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุระดับชาติ โรงพยาบาลศิริราช (คลองสี่วาพาสวัสดิ์ ต.นาดี จ.สมุทรสาคร)

เปิดให้บริการ เดือนมกราคม 2566 นี้ครับ ถือว่าคนไทยโชคดีโดยเฉพาะชาวสมุทรสาคร

“ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” สร้างบนที่ดิน 25 ไร่ ที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งคุณสัมพันธ์ และคุณวารุณี อยู่พูนทรัพย์ ได้บริจาคให้กับศิริราช และได้รับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ

วัตถุประสงค์ของการก่อสร้างศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ มี 3 ข้อ คือ

  1. สร้างบุคลากรที่จะทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ เช่น แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการดูแลคนสูงวัย คนในครอบครัว คนในสังคม
  2. ศึกษาวิจัยเพื่อเสนอรูปแบบการดูแลผู้สูงวัยให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย
  3. ศูนย์ทำหน้าที่เป็น Intermediated Care นั่นคือ ผู้สูงวัยเมื่อเจ็บป่วยก็ต้องส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อหายดีแล้วอยู่ในระยะเตรียมตัวกลับบ้าน

สามารถมาที่ศูนย์เพื่อรับการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพด้วยหลักการทางเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เพื่อไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยอีก และเข้าสู่โปรแกรมฝึกฝนเตรียมพร้อมก่อนกลับบ้านให้ทั้งผู้สูงวัยและญาติที่ทำหน้าที่ดูแลต่อที่บ้าน

ทั้งนี้ ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ไม่ใช่โรงพยาบาลหรือบ้านพักคนชรา และไม่ใช่สถานบริการดูแลผู้สูงอายุ

“ผู้สูงอายุไม่ใช่คนเจ็บไข้ได้ป่วย แต่คือความเสื่อมตามอายุ ที่ ๆ ดีที่สุดของผู้สูงอายุ คือ บ้าน ไม่ใช่โรงพยาบาล และผู้ที่จะทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุดีที่สุด คือ ลูกหลานที่บ้าน”

ขอพระเจ้าอวยพระพรให้ คุณย่าวารุณี อยู่พูนทรัพย์ มีความสุข สุขภาพพลานามัยแข็งแรงนะครับ

Cr: Facebook วศิน วรรณพฤกษ์

“จุรินทร์” จัดเดอะมาเช่ “นำสินค้าไลฟสไตล์และแฟชั่น ขายงานเอเปค พร้อมจับคู่ธุรกิจ 190 คู่ คาดงานเดียว 70 ล้านบาท!! ปลื้มส่งออก 3 เดือนแรกปี 65 สินค้าไลฟสไตล์ +26% มูลค่ากว่า 110,000 ลบ.ในตลาดทั่วโลก

วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 เวลา 11.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน The Marché by STYLE Bangkok พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ที่ลานอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า งานนี้ถือว่าจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 สำหรับงานเดอะ มาเช่ และงานสไตล์แบงคอกได้จัดต่อเนื่องมาหลาย 10 ปี ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศของเราเผชิญกับปัญหาต่างๆเยอะเช่นเดียวกับทุกประเทศในโลก โดยเฉพาะปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤตโควิด และมาเจอสงครามการค้า แถมด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงกระทบทั้งโลก การขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกประเทศในโลกจะซับซ้อนขึ้น แต่ประเทศของเราถือว่าทำได้ดีโดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโควิด เรายังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะพระเอกสำคัญที่ขับเคลื่อนคือการส่งออก ปีที่แล้วแม้เจออุปสรรคมากมายแต่ตัวเลขการส่งออกก็เป็นบวกถึง 17.1% ทำเงินเข้าประเทศถึง 8.5 ล้านล้านบาท และปีนี้เรายังเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้เป็นอย่างดี ไตรมาสแรกปีนี้ ทำตัวเลขเป็นบวกถึง 15% นำเงินเข้าประเทศถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าจะทำให้ได้เพิ่มจากปีที่แล้วอีก 500,000 ล้านบาท เป็น 9 ล้านล้านบาท โอกาสการส่งออกของเรายังถือว่าดีการจัดงานแสดงสินค้าในวันนี้คือการเพิ่มตัวเลขการส่งออก เป็นกิจกรรมที่สำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่มาจัดแสดงในงานนี้ถือเป็นกลุ่มสินค้าเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำเงินเข้าประเทศไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมา โดยตนเพิ่งเปิดงานเสวนานานาชาติ APEC BCG Symposium 2022 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีกิจกรรมเสริมในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ช่วง 19-22 พฤษภาคม โดยงานนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่เน้นการนำ BCG Model มาขับเคลื่อนเอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มอี ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยนำสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าแฟชั่นนำมาแสดงในงานวันนี้

“ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ OBM ซื้อขายเพื่อทำตัวเลขส่งออกเพิ่มเติม จำนวน 190 คู่ จากกลุ่มเอเปค 21 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีถึง 95% คาดว่ามูลค่าการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท โดยสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ปีที่แล้ว(2564)ส่งออกเป็นบวกถึง 18% นำเงินเข้าประเทศถึง 385,000 ล้านบาท และปีนี้(2565) ตั้งเป้าว่าจะบวกให้ได้อย่างน้อย 7.5% ซึ่งไตรมาสแรกของปีนี้เป็นบวกแล้ว 26% ทำเงินเข้าประเทศแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้กว่า 110,000 ล้านบาท”รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า งาน”เดอะ มาเช่ บาย สไตล์ แบงคอก”
จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 ที่บริเวณ ช้ัน 1 และ 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีการแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการกว่า 150 ราย ซึ่งสินค้าที่นำมาจัดแสดงประกอบด้วยกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน 43 ราย กลุ่มของขวัญของชำร่วยและของใช้ในบ้าน 53 ราย และกลุ่มแฟชั่นและเครื่องหนัง 54 ราย
และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ OBM มีผู้นำเข้าจาก 21 เขตเศรษฐกิจเข้าร่วม เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย จีน ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

รมว.สุชาติ ร่วมงานเสวนา “Better Thailand Open Dialogue “ถามมา – ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม”

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงานเสวนา “Better Thailand Open Dialogue ถามมา–ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมเสวนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อดีตปัจจุบัน และอนาคต ประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” ซึ่งในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์ข้อเสนอแนะ และทิศทางการปรับตัวรับมือเพื่อวางรากฐานรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆในอนาคตให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะต่อไป
สำหรับงานเสวนา “ถามมา – ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 20 พฤษภาคม 2565 ณ รอยัล พารากอน ฮอล์ สยามพารากอน ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกับสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนิสิตเก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมนิสิตเก่าเศรษฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) (สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และการดำเนินงานที่ผ่านมาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยภายใต้วิกฤตการณ์ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 เวลา 15.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อ“คุณภาพชีวิตยุคใหม่ ลดความเหลื่อมลํ้า ให้โอกาสทุกคน” กับรัฐมนตรีที่มีส่วนสำคัญในการทำงานเพื่อประเทศและประชาชนไทย นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการเสวนาในหัวข้อสำคัญ ได้แก่ “มองเศรษฐกิจโลก สะท้อนเศรษฐกิจไทย” “ประเทศไทยก้าวต่อไปอย่างไร ในประเด็นการดำเนินการในภาคการผลิตและบริการ การปรับตัวรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้นและการวางรากฐานการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาพื้นที่ และการวางรากฐานการพัฒนาในอนาคต“

“กระทรวงพาณิชย์” ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่แล้วกว่า 28,000 ราย สู่การเป็นผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ปั้นนักรบการค้ารุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังจากประสบความสำเร็จ 2 ปีที่ผ่านมา สร้าง CEO GEN Z กว่า 28,000 ราย ล่าสุด จับมือ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ปั้นคนรุ่นใหม่สู่การเป็นผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อบูรณาการความร่วมมือ “ในการเสริมสร้างศักยภาพ สนับสนุนผู้ประกอบการนิติบุคคล และ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” โดยมี นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, คุณสกลกรย์ สระกวี กรรมการบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, คุณภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, คุณพิมลอมร สุรคุปต์ ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมพิธีลงนาม ณ ห้องเมแฟร์บอลรูม โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ
นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้เริ่มเปิดโอกาสและปรับตัว ในการรับเศรษฐกิจกระแสใหม่ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันและปรับรูปแบบการทำการค้าไปสู่ชีวิตวิถีใหม่มากยิ่งขึ้น โดยการค้าในปี 2565 นี้ จะเปรียบเสมือนปีแห่งการเปิดรับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ รวมถึงการฟื้นฟูภาพรวมของเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดที่มีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงพาณิชย์จึงต้องการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ CEO Gen Z ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ข้อมูลที่เหมาะสมและเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อที่จะสามารถนำไปพัฒนา ต่อยอดและสร้างไอเดียใหม่ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้อีกด้วย ซึ่งรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนา ส่งเสริม ให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล ด้วยกลยุทธ์ที่จะสามารถสร้างประโยชน์ทางธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน และพร้อมผลักดันให้เกิดการเรียนรู้และเกิดความเข้าใจในบริบทของสินทรัพย์ ดิจิทัล คริปโตเคอเรนซี่ และเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อให้เกิดการตื่นตัวของ ผู้ประกอบการ บุคลากรภายในองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะการตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทางด้านธุรกิจ และเทคโนโลยีที่ส่งผลโดยตรงต่อการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน
ที่ผ่านมา บริษัท บิทคับฯ เป็นหนึ่งในพันธมิตรของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้บูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับธุรกิจของตน ภายใต้โครงการปั้น Gen Z เป็น CEO ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ซึ่งได้สร้างนักรบการค้ายุคใหม่ไปแล้วกว่า 28,000 ราย ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน
สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ และบริษัท บิทคับฯ จะร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี่ เทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นหลักสูตรให้กับน้อง ๆ เจนซี ภายใต้โครงการปั้น Gen Z เป็น CEO อย่างต่อเนื่อง และสร้างหลักสูตรพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง สินทรัพย์ดิจิทัล บนระบบเศรษฐกิจของเมตาเวิร์ส ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างเทศที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์โลกที่กำลังหมุนไปด้วยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป
ด้านนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า “ ขอขอบคุณกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพของบิทคับ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ ในการพัฒนาผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นิติบุคคล และบุคคลทั่วไป การร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ เนื่องจากในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาเราพึ่งพาเศรษฐกิจเก่ากันมาโดยตลอด แต่ในอนาคตเราทุกคนต้องปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจใหม่หรือเศรษฐกิจดิจิทัล ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดนผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่ในเวลาเดียวกันเรามีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นใหม่อีก 70 ล้านคนในอาเซียน ซึ่ง 9 ใน 10 คน เป็น ผู้บริโภคยุคดิจิทัล ที่มีการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ดังนั้นเราต้องมองถึง กลไกขับเคลื่อน ตัวถัดไป และทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัลของอาเซียนให้ได้
ผมมีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทราบว่าในปีผ่านมากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีการพัฒนาบุคลากรจำนวนกว่า 2 หมื่นคน สิ่งนี้จะช่วยให้ประเทศไทยแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นและสามารถสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ บิทคับ มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล บนเทคโนโลยีบล็อกเชนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ เป็นสะพานเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างโลกเดิมกับโลกดิจิทัล

เปิดวันแรกคึกคัก…The Marché by STYLE Bangkok ขนสินค้าไลฟ์สไตล์ BCG ต้อนรับนักช้อปสายรักษ์โลก

The Marche’ by STYLE Bangkok งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ภายใต้ธีม Global Trends, your styles นำเสนอสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นกลุ่ม BCG ที่ดีต่อผู้ใช้ ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม จากผู้ผลิต-ผู้ส่งออกไทยคุณภาพ จัดแสดงกว่า 150 บูธ ให้นักช้อปสายรักษ์โลกทั้งไทยและต่างชาติ เลือกซื้อกันอย่างจุใจ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานรวบรวมเอาสินค้า BCG หรือ Bio-Circular-Green มาจัดแสดงร่วมกันมากที่สุดงานหนึ่ง จัดเต็มบนพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร โดยแบ่งเป็น 7 โซนสินค้า สินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า (Fashion & Leather) สินค้าของขวัญ ของชำร่วย ของเล่น (Gifts & Premiums) สินค้าเครื่องครัว เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (Houseware) สินค้าเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสปา (Wellness) สินค้าของตกแต่งบ้าน (Home Décor) และโซนสินค้ามีดีไซน์โดดเด่น (Design Hall) นอกจากสินค้าคุณภาพส่งเกรดพรีเมียม ทั้งแบรนด์ไทยดังไกลระดับโลกและแบรนด์น้องใหม่ที่ควรค่าแก่การสนับสนุน ผู้เข้าชมงาน ยังได้เต็มอิ่มกับกิจกรรม Price Off และ Pro Reward โปรโมชั่นส่วนลดจากผู้ประกอบการเมื่อซื้อสินค้าภายในงานอีกด้วย The Marche’ by STYLE Bangkok จัดถึงวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณชั้น 1 และชั้น 2 โซน Eden 1-2, Dazzle และ Beacon 2-3 และ 4 เปิดให้เข้าชมระหว่างเวลา 10.00-22.00 น.

ชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com Facebook และ Instagram Style Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 * * * * * * * * * *

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ประกาศความพร้อมจัดงาน “THAIFEX – ANUGA ASIA” อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง


เปิดเวทีเจรจาธุรกิจสินค้าอาหารและเครี่องดื่มระดับโลกแบบ On Ground และ Virtual 24-28 พ.ค.นี้

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย (TCC) และโคโลญเมสเซ่ (KM) ประเทศเยอรมนี ประกาศจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย เปิดเวทีการค้าระดับโลกให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้เจรจาธุรกิจ สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด ค้นหานวัตกรรม เทคโนโลยี และแรงบันดาลใจใหม่ เชื่อมต่อธุรกิจทั้ง On Ground Trade Show และ Virtual Trade Show ระหว่างวันที่ 24-28 พฤษภาคม 2565 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี และแพลตฟอร์ม http://www.thaifex-vts.com ทั้งนี้ ตั้งเป้าเงินสะพัดนำรายได้เข้าประเทศ 10,000 ล้านบาท
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-ANUGA ASIA ได้เคยจัดขึ้นในรูปแบบ On Ground อย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากปีที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงและกระจายวงกว้าง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานเป็นงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริง THAIFEX – Virtual Trade Show (VTS) โดยจัดเจรจาธุรกิจออนไลน์หรือ Virtual – Online Business Matching (V-OBM) ผ่านแพลตฟอร์ม http://www.thaifex-vts.com สำหรับปีนี้ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการและเดินทางระหว่างประเทศได้แล้ว ผู้จัดงานทั้ง 3 ฝ่าย จึงเห็นพ้องต้องกันที่จะจัด THAIFEX-ANUGA ASIA ให้ยิ่งใหญ่ในรูปแบบ On Ground Trade Show เช่นเดิม แต่ยังคงการจัดงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริงควบคู่กัน เพื่อรองรับผู้ที่ยังไม่สะดวกเดินทาง โดยใช้ชื่องานปีนี้ว่า THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” จัดภายใต้คอนเซ็ปต์ Re-imagine the Future of Food & Beverage Industry
“งานนี้จะเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย เป็นเวทีการค้าระดับโลกที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศต่าง ๆ จะมาเจรจาธุรกิจทั้งแบบ On Ground Trade Show และ Virtual Trade Show กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคมนี้ ในส่วนของ On Ground จัดบนพื้นที่จริงที่ Challenger Hall 1-3 และ IEC Hall 5-10 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นวันเจรจาการค้าทั้ง 5 วัน และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม และซื้อสินค้าได้ในวันสุดท้าย ซึ่งยังคงมาตรการป้องกันโควิด-19 และดูแลสุขอนามัยของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด” นายภูสิต กล่าว
นายภูสิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติเมื่อทราบว่างาน THAIFEX-ANUGA ASIA ในปีนี้จะกลับมาจัดในรูปแบบ On Ground อีกครั้ง ต่างก็ให้การตอบรับเข้าร่วมงานเป็นอย่างดี โดยในฝั่งผู้นำเข้าที่ทางทูตพาณิชย์ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก ได้เชิญเข้ามาร่วมงานนั้น ก็ได้แจ้งยืนยันการเดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ขณะเดียวกัน ก็จะมีผู้ซื้อจากทางโคโลญเมสเซ่ ผู้จัดงานร่วมของเราที่ได้เชิญให้เดินทางมาเยี่ยมชมงานอีกจำนวนมาก ทำให้เรามั่นใจว่างานนี้จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และผลักดันอาหารไทยสู่เวทีโลก ตามนโยบาย “อาหารไทย อาหารโลก” ของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ยังได้คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้เข้าชมงานในรูปแบบ On Ground รวม 75,000 ราย ผู้เยี่ยมชมผ่านแพลตฟอร์ม http://www.thaifex-vts.com มากกว่า 3,500 ราย และได้ตั้งเป้าว่างานนี้จะเกิดยอดเจรจาสั่งซื้อประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดสั่งซื้อจากการจัดงาน On Ground 9,550 ล้านบาท และยอดสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์ม http://www.thaifex-vts.com เป็นมูลค่าสูงถึง 450 ล้านบาท
สำหรับรูปแบบการจัดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ในส่วนของ On Ground Trade Show จะมีสินค้ามาจัดแสดง 11 โซนสินค้า ประกอบด้วย สินค้าอาหารทุกประเภท อาหารทะเล อาหารแช่แข็ง เนื้อสัตว์ ข้าวและธัญพืช ผักและผลไม้ สินค้าอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม ชาและกาแฟ เครื่องมือ/เครื่องใช้/อุปกรณ์ รวมถึงบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีโซนพิเศษสำหรับจัดแสดงสินค้าในกลุ่มฮาลาลและออแกนิกส์ อาหารนวัตกรรม รวมถึงสินค้าอาหารจากส่วนภูมิภาคที่จังหวัดต่าง ๆ เลือกสรรมาเข้าร่วมงานตามนโยบายของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเชื่อมโยงความร่วมมือของพาณิชย์จังหวัดในฐานะ Salesman จังหวัด สู่ทูตพาณิชย์ในนาม Salesman ประเทศ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ นิทรรศการประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้ภาคตะวันออกของไทย และกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าผลไม้ศักยภาพของไทย อาทิ ทุเรียน มังคุด โดยจัดให้มีบริการสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-order) กับเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง รวมทั้งกิจกรรมจัดแสดงสินค้าแห่งอนาคต (Future Food) ของผู้ประกอบการไทยที่เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดโลก

ในส่วนของ Virtual Trade Show เป็นการจัดงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริงที่เรียกว่า THAIFEX – Virtual Trade Show (VTS) ผ่านแพลตฟอร์ม http://www.thaifex-vts.com โดยผสานการจัด Virtual Trade Fair และ Virtual – Online Business Matching (V-OBM) เข้าด้วยกัน รองรับการเจรจาการค้าเสมือนจริงจากผู้ซื้อทั่วทุกมุมโลกรวมถึงประเทศจีนแบบตามเวลาจริง (Real time) ซึ่งผู้ชมงานสามารถเลือกประเภทสินค้าที่สนใจชมคูหา วิดีโอ และแคตตาล็อกสินค้าได้แบบ 3 มิติ และชมสินค้าในรูปแบบ 2 มิติ และ 360 องศา ที่สามารถหมุนและซูมดูรายละเอียดฉลาก รวมทั้งเข้าไปเจรจาการค้าได้ทั้งในรูปแบบการพิมพ์ข้อความสนทนา (Chat) การสนทนาด้วยเสียง (Voice Call) การสนทนาด้วยภาพพร้อมเสียง (Video Call) และยังมีกิจกรรม Live Streaming นำเสนอเสมือนจริงสำหรับผู้แสดงสินค้าต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม รวมถึงสตาร์ตอัปต่าง ๆ
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยมีมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน GDP อาหารต่อ GDP ประเทศอยู่ที่ 5.5% โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 13 ของโลก มีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่ที่ 2.3% และเป็นอันดับ 4 ของเอเชียรองจากจีน อินโดนีเซีย และอินเดีย การจัดงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX-ANUGA ASIA จะทำให้ผู้ประกอบการไทยทั้ง SMEs รายใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหม่ ได้นำสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและสากล ได้พบปะกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพทั้ง On Ground และ Virtual รวมทั้งได้นำเสนอสินค้าที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ตามเทรนด์ความต้องการของโลก และเทรนด์อาหารยุคใหม่ ซึ่งงาน THAIFEX–ANUGA ASIA พร้อมที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการให้ประสบความสำเร็จและเติบโต
​“เราได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ผู้ประกอบการต่างมีความพร้อมในการนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพและนวัตกรรมใหม่ออกไปสู่สายตานานาประเทศ อีกทั้งได้มีการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ตามเทรนด์ยุคใหม่ มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดและความต้องการของผู้บริโภค อาทิ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรักษาคุณภาพสินค้า รักษาสิ่งแวดล้อม สะดวกต่อการขนส่ง มีความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจเรื่องของการปลอดเชื้อให้แก่ผู้บริโภค โดยขณะนี้ มีผู้ส่งออกไทยยืนยันเข้าร่วมงานแล้วกว่า 722 ราย 2,085 คูหา โดยเป็น SMEs กว่า 400 ราย สำหรับผู้เข้าชมงาน ได้รับการติดต่อที่จะเข้าเยี่ยมชมงานทั้งจากในและต่างประเทศผ่านช่องทางต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากงานนี้มีความหลากหลายของสินค้ามีตั้งแต่ระดับ Niche Market จนถึง Commodity และมีผู้เล่นในตลาดทุกระดับ” นายวิศิษฐ์ กล่าว
ทางด้าน นายแมธเธียส คูเปอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคโลญเมสเซ่ จำกัด กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าจากต่างประเทศและผู้นำเข้าสินค้า 815 ราย บนพื้นที่ 11,592 ตร.ม. ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับงานล่าสุดในปี 2563 และแม้จะมีกฎระเบียบด้านการเดินทางที่เข้มงวดสำหรับบางประเทศ แต่จำนวนผู้ร่วมแสดงสินค้าจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของงานนี้ที่ช่วยผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาค โดยผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศและผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวมาจาก 35 ประเทศ กลุ่มใหญ่ที่สุดมาจากเกาหลีใต้ รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม อิตาลี มาเลเซีย และตุรกี และขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรม Hosted Buyers อย่างคับคั่ง โดยบริษัทรายใหญ่ของโลก อาทิ Dole Asia และ NTUC ก็ได้ยืนยันที่จะเข้าร่วมงานนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการจัดงานในรูปแบบปกติยังคงมีความสำคัญต่อธุรกิจ ในขณะที่ผู้แสดงสินค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานในพื้นที่จริงเช่น จีน ก็ได้เข้าร่วมงานแบบเสมือนจริง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าธุรกิจต่างต้องการเข้าร่วมงานนี้ และพวกเขาได้ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านการเดินทาง
“ในงานนี้มีเทรนด์ใหม่ที่โดดเด่น คือ ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ตอบรับกระแสความยั่งยืน รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากพืช และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากอาหารสะอาด (Clean label) ซึ่งในปีนี้เราได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 20% ของพื้นที่ทั้งหมด และเพื่อตอบสนองเทรนด์ด้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เราจึงร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance :SOS) ซึ่งเป็นมูลนิธิกู้ชีพอาหาร ให้มาทำหน้าที่จัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเศษอาหารเหลือทิ้งจากการจัดงานครั้งนี้ โดยในช่วงท้ายของงาน มูลนิธิฯ จะรวบรวมอาหารส่วนเกินทั้งหมดจากผู้แสดงสินค้านำไปแจกจ่ายให้กับชุมชนที่มีรายได้น้อย สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และที่พักอาศัยต่าง ๆ ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางในสังคม” นายแมธเธียส กล่าว
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition ได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โทร.1169 หรือ http://www.ditp.go.th และลงทะเบียนเข้าชมงานแบบ On Ground ได้ที่ http://www.thaifex-anuga.com ลงทะเบียนเข้าชมงาน THAIFEX – Virtual Trade Show ได้ที่ http://www.thaifex-vts.com


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
18 พฤษภาคม 65

รฟฟท. เผยผลสำรวจความพึงพอใจผู้โดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงครึ่งปีแรกหลังเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเผยผลสำรวจความพึงพอใจผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงครึ่งปีแรกหลังเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูล และเข้าถึงความต้องการของผู้โดยสารสำหรับนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงได้ดำเนินการจ้างหน่วยงานภายนอกที่เชี่ยวชาญจัดทำแบบสำรวจความพึงพอใจผู้โดยสาร หลังเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมาเป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยผลปรากฎว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้โดยสารมีความพึงพอใจด้านการให้บริการ 4.40 , ด้านความปลอดภัย 4.39 , ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานีและในขบวนรถ 4.39 , ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.26 , ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.25 และด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.23 ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้เชื่อว่าเป็นผลมาจากการที่บริษัทให้ความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้โดยสาร โดยเฉพาะมาตรฐานการให้บริการที่บริษัทยึดถือปฏิบัติมาตลอด โดยล่าสุดบริษัทได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 ขอบเขตการปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า ความปลอดภัย และวิศวกรรมซ่อมบำรุง จากหน่วยรับรอง Bureau Veritas (BV)

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“พาณิชย์-DITP”เผย “เชอราตัน” โรงแรมดังไต้หวันจัดเทศกาลอาหารไทย มั่นใจช่วยหนุน Soft Power

​กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยโรงแรมดังไต้หวันจัดต่อ ไม่รอแล้วนะ ล่าสุด “เชอราตัน” ตอบรับกระแสคิดถึงเมืองไทย จัดเทศกาลอาหารไทย เสิร์ฟเมนูแนว Street Food จัดเมนูของหวาน ทั้งข้าวเหนียวมะม่วง รวมมิตรน้ำแข็งไส และเครปใบเตยเป็นไฮไลต์ พร้อมขนมไข่แบบไทย ปิดท้ายด้วยชาไทยใส่ไข่มุก ลูกค้าทะลัก ระบุเป็นการขับเคลื่อน Soft Power ของไทยได้เป็นอย่างดี แย้มเตรียมจับมือห้างหรูจัดเทศกาลขายสินค้าไทยอีก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.กัลยา ลีวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) รับผิดชอบพื้นที่ไต้หวัน ถึงโอกาสการใช้อาหารไทย เป็น Soft Power ขยายตลาดไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคชาวไต้หวัน ที่ต้องการบริโภคอาหารไทย หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยได้ จนกระทั่งมีห้างร้าน ไฮเปอร์มาร์เก็ต และโรงแรมชั้นนำหลายรายจัดเทศกาลอาหารไทย เพื่อใช้ดึงดูดลูกค้าโดยสร้างบรรยากาศเสมือนได้ไปเที่ยวเมืองไทย พร้อมไปกับการขายสินค้าและบริการ

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า หลังจากที่เครือโรงแรม Leofoo และ Marriot ได้จัดเทศกาลอาหารไทยไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมี.ค.2565 ที่ผ่านมา ล่าสุดโรงแรมเชอราตันได้จัดเทศกาลอาหารไทย ที่โรงแรมเชอราตัน สาขาซินจู๋ ซึ่งถือเป็นเมืองแห่งซิลิคอนวัลเลย์ของไต้หวัน และที่โรงแรมเชอราตัน สาขาไทเป โดยนอกจากจะมีอาหารไทยเมนูใหม่มาให้ลองชิมแล้ว ยังมีการจัดซุ้มสินค้าไทยให้ลูกค้าได้เลือกซื้อสินค้าไทยอื่น ๆ ด้วย
ขณะที่ร้านอาหารสุโขทัย ของโรงแรมเชอราตัน สาขาไทเป ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราเครื่องหมาย Thai Select ได้ออกเมนูใหม่ตั้งแต่เดือนเม.ย.2565 โดยมีการนำเอาเมนูอาหารไทยแนว Street Food ที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวไต้หวันที่เดินทางไปเยือนประเทศไทย เช่น ข้าวเหนียวปิ้งโคราช เล้งแซ่บ เนื้อย่างน้ำตก ไก่ย่างขมิ้น ปลาเผาราดพริก หมูสะเต๊ะ เป็นต้น มาเริ่มให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ โรงแรมเชอราตัน ยังระบุว่า อีกหนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ ของหวาน ซึ่งนอกจากจะมีเมนูยอดนิยม ทั้งข้าวเหนียวมะม่วง และรวมมิตรน้ำแข็งไสแล้ว ยังมีการนำเอาใบเตย ที่ถือเป็นเครื่องปรุงซึ่งมีใช้กันมากในการทำอาหารไทย มาประยุกต์ใช้กับการทำเครป ที่ถือเป็นของว่างที่ชาวไต้หวันชื่นชอบด้วย จนกลายเป็นเครปใบเตยใส่ไอศครีมกะทิ และยังมีการนำเอาขนมไข่ ซึ่งถือเป็น Street Food ที่มีอยู่ทั่วไปในไต้หวัน มาทำเป็นขนมไข่แบบไทยโดยมีให้เลือกทั้งรสใบเตยและรสชาไทย และยังมีชาไทยใส่ไข่มุก ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมสูงในไต้หวัน มาคอยให้บริการแก่ลูกค้าด้วย

ขณะเดียวกัน โรงแรมเชอราตัน สาขาซินจู๋ ยังจัดให้มีโซนขายสินค้าไทยอื่น ๆ ซึ่งเป็นของฝากที่คนไต้หวันนิยมซื้อหาเมื่อมีโอกาสได้เดินทางไปประเทศไทย เช่น สินค้าไลฟ์สไตล์ กระเป๋ารูปช้างแบรนด์ BKK ORIGINAL ชาตรามือ ซอสปรุงรส เครื่องปรุงอาหารไทย เครื่องดื่มและขนมขบเขี้ยว มาวางจำหน่ายให้กับลูกค้าของทางโรงแรมในช่วงจัดเทศกาลด้วย ซึ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศในแบบเสมือนได้ไปเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้สินค้าไทยด้วยอีกทางหนึ่ง
นายภูสิตกล่าวว่า อาหารไทยนับเป็น Soft Power ที่สำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างความไว้วางใจและความคุ้นเคยต่อวัฒนธรรมไทยให้กับคนในต่างแดน และเป็นจุดริเริ่มนำไปสู่ความนิยมในการใช้และบริโภคสินค้าไทยอื่น ๆ โดยความนิยมอาหารไทยของชาวไต้หวัน ได้รับอานิสงส์จากการที่ชาวไต้หวันนิยมไปท่องเที่ยวประเทศไทย เมื่อกลับมาจากเมืองไทยแล้ว จึงทำให้ส่วนใหญ่ยังคงมีความคิดถึงอาหารไทย จนส่งผลให้กลายเป็นกระแสนิยมขึ้นมา ซึ่งการจัดเทศกาลไทย โดยจัดโซนสินค้าไทยอื่น ๆ มานำเสนอควบคู่ไปกับการให้บริการอาหารไทย เช่น ในกรณีของโรงแรม 5 ดาวอย่างเชอราตัน แสดงให้เห็นถึงอำนาจของอาหารในการนำมาซึ่งโอกาสทางการค้าของสินค้าไทย อีกทั้งยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าไทย

นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานเพิ่มเติมจากทูตพาณิชย์ว่า ได้เล็งเห็นโอกาสและมีแผนที่จะร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าระดับบนอย่าง Breeze และ SOGO จัดเทศกาลไทย เพื่อส่งเสริมการขาย สร้างการรับรู้ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าอาหาร ผลไม้ และสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยเพิ่มเติมด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 พฤษภาคม 2565

“Recycling” ธุรกิจมาแรงปี 65 เตรียมส่องสินค้าผู้ส่งออกไทยใน The Marché by STYLE Bangkok

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมโชว์สินค้ารักษ์โลก-รีไซเคิลไทยคุณภาพในงานแสดงสินค้า The Marché by STYLE Bangkok 2022 ที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 18-22 พฤษภาคมนี้ ผู้ประกอบการผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นจากหลากหลายวัสดุรีไซเคิล อาทิ ยาง ขยะขวดพลาสติก เศษใบไม้ และดีบุก ตอกย้ำความเป็นธุรกิจน่าจับตาในปี 2565 จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจของกระทรวงพาณิชย์ จากสถิติจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ จำนวนธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ สถานที่ตั้ง งบการเงิน ผลการประกอบธุรกิจ และข้อมูลปัจจัยทางธุรกิจ และเศรษฐกิจอื่นๆ พบว่า ธุรกิจรีไซเคิลเป็น 1 ใน 10 ธุรกิจน่าจับตามองในปี 2565 ทั้งนี้เกิดจากปัจจัยสนับสนุนที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ยังคงมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และยึดโยงกับพฤติกรรมผู้บริโภคและตอบสนองความต้องการของคนยุคใหม่เป็นหลัก ปัจจุบัน ธุรกิจรีไซเคิลในไทย ยังมีจํานวนไม่มาก โดยธุรกิจรีไซเคิลในธันวาคม 2564 คิดเป็น 0.04% ของธุรกิจทั้งหมด ที่ดําเนินการอยู่ในประเทศไทย แต่พบว่าผลประกอบการในช่วงปี 2561-2563 ของธุรกิจรีไซเคิลขนาดกลางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีจํานวนการจัดตั้งธุรกิจรีไซเคิลในปี 2564 เพิ่มข้ึนจากปีก่อนหน้ากว่า 18.96%ธุรกิจรีไซเคิล (Recycling) ในปัจจุบันได้รับอิทธิพล มาจากรูปแบบ การประกอบธุรกิจให้ยั่งยืนด้วย BCG (Bio, Circular and Green) โมเดล โดยประกอบธุรกิจการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เน้นการใช้ทรัพยากร หมุนเวียนเพื่อลดการทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากร และกระแสอนุรักษ์นิยมของผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สําคัญของธุรกิจรีไซเคิล ในระยะเวลาที่ผ่านมาชาติมหาอำนาจได้ดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อโครงสร้างการค้าโลกให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เช่น สหรัฐฯ และยุโรป ได้ออกกฎหมาย ควบคุมการนำเข้า โดยเน้นสินค้ากลุ่ม carbon footprint ต่ำขณะเดียวกัน จีนเองก็ออกมาตรการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม และรณรงค์ให้ลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน หันไปใช้ พลังงาน สะอาดมากขึ้น ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ผลักดันส่งเสริมสินค้าและตลาด BCG ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ขานรับนโยบายตลาดนำการผลิต ซึ่งริเริ่มโดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ตอบสนองความต้องการของตลาดในกลุ่มผู้บริโภครักษ์โลก

ในงานแสดงสินค้า The Marché by STYLE Bangkok ครั้งนี้ จะเป็นการรวบรวมผู้ส่งออกสินค้า BCG ไทย รวมถึงผู้ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นรีไซเคิล มาอวดแนวคิดและนวัตกรรมในการผลิต สินค้ารักษ์โลกบริษัท กรีนดอทบลู หนึ่งในผู้ประกอบการในงานนี้ มีการออกแบบและผลิตผลิตภัณฑ์จากสักหลาดผ้ารีไซเคิลและ ขยะขวดพลาสติก 100% เป็นการช่วยลดขยะพลาสติก และยืดอายุวัสดุให้ใช้งานได้นานขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้คนแยกขยะมากขึ้น กรีนดอทบลู ผลิตภายใต้แบรนด์ชื่อ ARTWORK ที่เน้นผลิตภัณฑ์กระเป๋ารีไซเคิล และปีที่แล้วได้แตกแบรนด์ลูกชื่อ HOE TE เพื่อเป็นแบรนด์สินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลุ่มวีแกนไลฟ์สไตล์ ทั้งนี้ แบรนด์ได้รับรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยล่าสุด ได้รับรางวัล Golden Pin Design Award 2020 จากประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นรางวัล พิเศษประจำปี หัวข้อ circular design ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี 2563 มีปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น 25.37 ล้านตัน และถูกนํากลับมารีไซเคิล ปริมาณ 8.36 ล้านตัน ในจํานวนน้ีเป็น การรีไซเคิลขยะ ประเภทพลาสติก สูงสุด ของปริมาณขยะที่นํามารีไซเคิล โดยธุรกิจรีไซเคิลนับว่ามีแนวโน้มขยายตัวสอดรับกับปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ส่วนบริษัท RUBBER IDEA ที่จะมาแสดงสินค้าภายในงาน The Marché by STYLE Bangkok ด้วยเช่นกัน มีแนวคิดในการใช้วัตถุดิบ ตั้งต้นจากยางพารา ซึ่งเป็นวัตถุดิบ ส่วนเกินที่เหลือ จากกระบวนการ ผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์แล้วนํามารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋าที่สวยงามทันสมัย โดยใช้เทคโนโลยีในการผลิตผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล การผลิตสินค้าโดยใช้วัสดุจากพืชที่สามารถปลูกทดแทนของเดิมที่หมดไป อย่างการทําผลิตภัณฑ์จากน้ำยางพาราธรรมชาติ ข้างต้น จะช่วยลดการขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากหาทดแทนได้ตลอดเวลา ทั้งนี้แบรนด์ได้ดำเนินการตาม BCG โมเดล ในการลดการใช้พลังงานในการจัดหา และขนส่ง นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตรให้สามารถนำมาใช้งานได้มากยิ่งขึ้น ในงาน The Marché by STYLE Bangkok เราจะได้พบกับผลิตภัณฑ์รีไซเคิลที่หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์จากดีบุก อาทิ ผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านและของใช้บนโต๊ะอาหารจากแบรนด์ 5ive Sis ซึ่งปกติแล้วส่งออกไปยังตลาดหลักในจีน ไต้หวัน และตะวันออกกลาง ผลิตภัณฑ์เด่นของแบรนด์ อาทิ งานแก้วไวน์หัว 12 นักษัตร และ ดอกไม้เดือนเกิด ซึ่งแนวคิดหลัก ของแบรนด์ คือการสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์เพื่อต่อยอดงานฝีมือ และ ทักษะด้านโลหะของคนไทย เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ด้วยการสร้างความต่าง ซึ่งมีกระบวนการผลิตโดยการนำดีบุกซึ่งเป็นโลหะที่หลอมกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่รู้จบ มาหล่อขึ้นรูป เชื่อมประกอบเป็นรูปทรง ตกแต่งลวดลายให้สวยงาม และผลิตโดยคำนึงถึงการใช้วัสดุน้อยที่สุดแต่มีมูลค่ามากสุดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของ 150 ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์รีไซเคิล ผลิตภัณฑ์ BCG และสินค้ารักษ์โลก ใน The Marché by STYLE Bangkok ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคมนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานแสดงสินค้าที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.stylebangkokfair.com Facebook และ Instagram Style Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 * * * * * * * * *

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น