ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง รับรางวัลพิฆเนศวร ประจำปี 2565

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด รับรางวัลพิฆเนศวร ผู้สร้างสรรค์ส่งเสริมมวลชนและสังคมดีเด่น ในงานประทานรางวัลวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๕

รางวัล “#พิฆเนศวร ” หมายถึงรางวัลแห่งความสำเร็จที่มอบให้แก่บุคคลองค์กร หรือชุมชน หน่วยงาน เอกชน ประชาชนทั่วไป ที่มุ่งมั่นการทำงานในหน่วยงานการรับผิดชอบจนประสพความสำเร็จ

เพื่อยกย่องสรรเสริญและชื่นชม ตลอดจนขยายผลการเป็นแบบอย่างให้แก่บุคคล องค์กร หรือชุมชน เจ้าของบริษัท เจ้าของธุรกิจ ดารา นักแสดง เน็ตไอดอล และบุคคลผู้มีประวัติที่ดีในการสร้างสรรค์ความดีและความมีน้ำใจงามของคนไทยให้คงอยู่สืบไป
แนวทางการดำเนินการ
– กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ
-ประสานหน่วยงาน องค์กรภาคีเครือข่าย อันได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และสื่อสารมวลชน ในการติดตามข่าวสาร ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลต่างๆที่กระทำความดีอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติและเป็นที่ประจักษ์
-เมื่อข้อเท็จจริงตามข้อ 2 ได้ข้อยุติเป็นจริง ก็จะมีการพิจารณาแนวคัดเลือกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมเพื่อให้ได้บุคคลที่สมควรได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติคุณ และจะเป็นแรงบันดาลใจเป็นแบบอย่างให้บุคคลอื่นพัฒนาตนเอง เพื่อรณรงค์ รักษา และส่งเสริมคนดี
-ผู้ที่ได้รับการพิจารณา รับรางวัล “#พิฆเนศวร” จะได้รับเกียรติบัตรและโล่เกียรติคุณ จากประธานพิธีมอบรางวัลที่ได้รับเชิญเพื่อมาเป็นเกียรติประวัติ

ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต
ถนนวิภาวดี ดอนเมือง กรุงเทพมหานครฯ

X-Discipline: Designers who make art

นิทรรศการแสดงกลุ่มโดย: thingsmatter ประกอบด้วย นักออกแบบแถวหน้าของเมืองไทย ได้แก่ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ อุดม อุดมศรีอนันต์ วิไลลักษณ์ อุดมศรีอนันต์ ปิยะวัฒน์ พัฒนภักดี Trimode Studio เอกรัตน์ วงษ์จริต ศรัณย์ เย็นปัญญา และ ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์ ผลงานที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเลือนรางของเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างศิลปะและงานออกแบบ ด้วยผลงานของเหล่านักออกแบบที่ข้ามสายการทำงานมาสู่พรมแดนของศิลปะ ดังจะเห็น ได้จากผลงาน ของ ชูเกียรติ ลิขิตปัญญารัตน์ นักออกแบบผู้คร่ำหวอดในวงการดีไซน์ กับผลงานศิลปะจัดวางที่หยิบเอาจินตนาการ ความรู้สึกนึกคิด รวมถึงประสบการณ์ ความหลงใหล การศึกษาเรียนรู้ และการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเขามาประมวลผล ผ่านระบบอัลกอริทึมส่วนตัวจนกลายเป็นภาพแทนตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า “เรากินอะไร เราก็เป็นแบบนั้น” สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ถูกแสดงออกผ่านศิลปะวัตถุชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์จำลอง หรืออันที่จริง พิพิธภัณฑ์แห่งจิตใจ (Museum of mind) ของเขานั่นเอง เปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2565 (จันทร์ - เสาร์, 10:00 - 17:00 น) ณ Main Hall Xspace Gallery ซอยปรีดี พนมยงค์ 14 สุขุมวิท 71 กรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://fb.watch/dco96YR9RV/ หรือโทร 066 073 2332 * * * * * * * * *

“พาณิชย์” โชว์ความพร้อมผนึกกำลัง DITP + GIT ขับเคลื่อนงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair อย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก

27 พฤษภาคม 2565 – กระทรวงพาณิชย์ ประกาศความพร้อมจัดงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair (BGJF) ในรูปแบบ BGJF Virtual Trade Fair 2022 ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2565 เตรียมโชว์ร้านออนไลน์ เปิดให้ผู้ซื้อผู้นำเข้าเข้าชม จัดเวทีเจรจาธุรกิจออนไลน์ และจัดกิจกรรมพิเศษ คาดยอดเจรจาธุรกิจไม่ต่ำกว่า 570 ล้านบาท โอกาสนี้ DITP พร้อมลงนาม MOU ร่วมกับ GIT เพื่อร่วมมือส่งเสริมการจัดงาน BGJF อย่างเต็มรูปแบบ หลังเว้นการจัดงานเกือบ 2 ปี เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้เตรียมความพร้อมจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ Bangkok Gems and Jewelry Fair (BGJF) ในรูปแบบ BGJF Virtual Trade Fair 2022 ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นการนำร่องการจัดงานในรูปแบบออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ตามนโยบาย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบนโยบายให้เร่งรัดผลักดันการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเชิงรุกในทุกมิติ ก่อนที่จะจัดงาน BGJF ครั้งที่ 67 อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 7-11 กันยายน 2565 ซึ่งถือเป็นครั้งแรก หลังจากไม่สามารถจัดงานได้เกือบ 2 ปี จากผลกระทบโควิด-19

สำหรับการจัดงาน BGJF Virtual Trade Fair 2022 ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2565 นี้ จะจัดผ่านแพลตฟอร์ม http://www.bgjf-vtf.com ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การจัดหน้าร้านค้าของผู้ประกอบการ (Virtual Store) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้นำเข้าที่สนใจสามารถเข้าชมสินค้าผ่านทางออนไลน์ โดยมีผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมกว่า 300 บริษัท 2) การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) ผ่านการแชตทางโทรศัพท์ หรือผ่าน VDO Conference ด้วยระบบที่มีความปลอดภัยสูงตลอดช่วงการจัดงานทั้งนี้ ผู้ซื้อผู้นำเข้าที่สนใจสามารถทำการนัดหมาย เพื่อเจรจาการค้าผ่านเว็บไซต์ของงานด้วยตนเอง หรือผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ทั่วโลก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และ 3) การจัดกิจกรรมพิเศษ เช่น พิธีเปิดตัวโครงการในรูปแบบออนไลน์ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2565 การสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการอัญมณีและเครื่องประดับ รวมทั้งสร้างเครือข่ายภายในแพลตฟอร์มระหว่างที่มีการเจรจาการค้าแบบเรียลไทม์

คาดว่าในช่วงการจัดงาน จะมีผู้ซื้อ ผู้นำเข้า จากภูมิภาคต่างๆ อาทิ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ มาร่วมในการเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจออนไลน์ไม่น้อยกว่า 400 คู่ และเกิดมูลค่าการสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 570 ล้านบาท

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการแถลงข่าววันนี้ ยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เพื่อร่วมจัดงาน BGJF กำหนดแนวคิดและวิสัยทัศน์หลักในการจัดงาน BGJF สร้างภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์งาน BGJF ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้เครือข่ายที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่ในการขับเคลื่อน

“ความร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้การบริหารจัดการงานแสดงสินค้า BGJF มีประสิทธิภาพ และเกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น สามารถใช้ประโยชน์จากจุดเด่น เครือข่าย และพันธมิตรของแต่ละหน่วยงานที่มีอยู่ในการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เกิดความร่วมมือและสร้างเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้น สร้างภาพลักษณ์อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกตามยุทธศาสตร์ชาติได้สำเร็จ” นายบุณยฤทธิ์กล่าว

นายบุณยฤทธิ์ เสริมว่า สำหรับการจัดงาน BGJF ครั้งที่ 67 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 กันยายน 2565 ที่อิมแพค เมืองทองธานี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วเช่นเดียวกัน โดยถือเป็นการจัดงานเต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี หลังจากที่ประสบปัญหาจากสถานการณ์โควิด-19 โดยปัจจุบันได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมการจัดงานแล้วกว่า 700 ราย และได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ที่จะเดินทางมาร่วมงานกว่า 10,000 ราย โดยคาดว่า จะมีมูลค่าการสั่งซื้อทันทีและภายในงานไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท

“การจัดงาน BGJF ทั้งในรูปแบบ BGJF Virtual Trade Fair 2022 และรูปแบบออฟไลน์เต็มรูปแบบ จะช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยได้เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่าเป้าหมายการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในปี 2565 ที่ตั้งไว้ที่มูลค่า 233,647 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จะทำได้ตามเป้าหมาย” นายบุณยฤทธิ์กล่าว


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
27 พฤษภาคม 65

“พาณิชย์-DITP”เผยปีนี้จัดงานบางกอกเจมส์ 2 ครั้ง ประเดิมแบบออนไลน์ 13-17 มิ.ย.นี้

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประกาศจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในปี 65
รวม 2 ครั้ง เริ่มครั้งแรกแบบออนไลน์ วันที่ 13-17 มิ.ย.นี้ เตรียม 3 กิจกรรม จัดหน้าร้านออนไลน์ เปิดให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า เข้าชม จัดเวทีเจรจาธุรกิจออนไลน์ และจัดกิจกรรมพิเศษ คาดยอดเจรจาธุรกิจไม่ต่ำกว่า 570 ล้านบาท พร้อมเปิดให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วม ส่วนงานออฟไลน์ จัดช่วง 7-11 ก.ย.65 ที่อิมแพค เมืองทองธานี

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมฯ เตรียมจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในปี 2565 จำนวน 2 ครั้ง ประกอบด้วยงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับรูปแบบออนไลน์ BGJF Virtual Trade Fair 2022 ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2565 และ งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ครั้งที่ 67 (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ระหว่างวันที่ 7–11 กันยายน 2565 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี (อาคารชาเลนเจอร์ 1–3) ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบนโยบายให้เร่งผลักดันการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเชิงรุกในทุกมิติ เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6,160.41 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% หรือคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 194,706.08 ล้านบาท

สำหรับงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับรูปแบบออนไลน์ BGJF Virtual Trade Fair 2022 จะจัดผ่านแพลตฟอร์ม http://www.bgjf-vtf.com ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ (1) หน้าร้านค้าของผู้ประกอบการ (Virtual Store) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้นำเข้าที่สนใจสามารถเข้าชมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยผ่านทางออนไลน์ โดยมีผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมกว่า 300 บริษัท
(2) การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) ผ่านการแชตโทรศัพท์ หรือโทรผ่านวิดีโอในระบบที่มีความปลอดภัยสูง ในช่วงการจัดงานผ่านทางออนไลน์ หรือทำการนัดหมายการเจรจาการค้าล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสการค้าอัญมณีและเครื่องประดับผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์การค้าแบบ New Normal ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาสินค้าและทำการนัดหมายเพื่อเจรจาการค้าผ่านเว็บไซต์ของงานด้วยตนเอง หรือผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั่วโลก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
(3) กิจกรรมพิเศษ เช่น พิธีเปิดตัวโครงการในรูปแบบออนไลน์ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2565 การสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด
รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการอัญมณีและเครื่องประดับ รวมทั้งสร้างเครือข่ายภายในแพลตฟอร์มระหว่างที่มีการเจรจาการค้าแบบเรียลไทม์

“การจัดงานครั้งนี้ จะมีผู้ซื้อผู้นำเข้าจากยุโรป แอฟริกา เอเชีย โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ มาร่วมในการเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย คาดว่าจะก่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจออนไลน์ไม่น้อยกว่า 400 คู่ และเกิดมูลค่าการสั่งซื้อขายไม่น้อยกว่า 570 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการขยายโอกาสทางการค้าและสร้างเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศให้กับผู้ประกอบการและนักธุรกิจของไทย”นายภูสิตกล่าว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่บัดนี้ที่ https://exporter-reg.bgjf-vtf.com และติดตามรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ bkkgems.vtf@gmail.com หรือ โทร 095-349-7816, 064-264-6686

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
26 พฤษภาคม 2565

อีกก้าวของสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยสู่เทรนด์โลกThe Marché by STYLE Bangkok 2022กวาดยอดขายร่วม 10 ล้านบาท

งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น The Marché by STYLE Bangkok 2022 ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพและทีเด็ดของสินค้าไทย ตามแนวคิดการจัดงานใน
ครั้งนี้ “Global Trends, Your Styles” ที่ผู้เข้าชมงานและเหล่าบายเออร์ได้เห็นถึงการปรับตัวสู่กระแสเทรนด์โลกของผู้ผลิตไทย รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้วัตถุดิบ นวัตกรรม และการคำนึงถึงมาตรฐานในการส่งออก เพื่อให้โดนใจตลาด ฉายแววอนาคตของอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ที่จะโลดแล่นไปต่อในตลาดโลก และจบปี 2565 ด้วยยอดที่ตรงเป้า

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า เนื่องด้วยปัจจัยภายในได้แก่ นโยบายเชิงรุกและนโยบายลึกของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และปัจจัย ภายนอก ได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทยมีคุณภาพและการออกแบบที่สวยงามเป็นที่ต้องการของตลาด Trade War ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมไปถึงพฤติกรรมการทำงานที่บ้าน (Work from home) มีส่วนทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ ได้กลับมาขยายตัวเกินเป้าในปี 2564 ถึงร้อยละ 18.4 คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.9 แสนล้านบาท และภายในงาน The Marché by STYLE Bangkok 2022 จัดระหว่างวันที่ 18-22 พฤษภาคม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ผ่านมา มียอดจำหน่าย 5 วันเกือบ 10 ล้านบาท มีการจับคู่เจรจาการค้ากับ 21 ประเทศกว่า 190 คู่ ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้ากระตุ้นการส่งออกต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย การส่งออก ปี 2565 สำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นให้ขยายตัว 7.5% แบ่งเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ 5% และสินค้าแฟชั่น 10%

แบรนด์ไทยที่รวบรวมมาจัดแสดงภายในงานแสดงสินค้า The Marché by STYLE Bangkok 2022 รวม 150 ราย แบ่งเป็นกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน 43 ราย (28.7%) กลุ่มของขวัญของชำร่วย ของใช้ในบ้าน 53 ราย (35.3%) และกลุ่มแฟชั่นและเครื่องหนัง 54 ราย (36%) ซึ่งล้วนมีความโดดเด่นในแง่ของการสอดรับกับเมกะเทรนด์โลก ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัสดุธรรมชาติ ความเป็น Organic ไปจนถึงลักษณะเฉพาะตัวของแบรนด์ที่หาที่อื่นไม่ได้ ซึ่งสร้าง ความสนใจต่อผู้ซื้อจากไทยและต่างชาติเป็นอย่างมาก

อภินันท์ มหาศักดิ์สวัสดิ์ ผู้บริหารแบรนด์ Hide and Seek หรือ Start-up บริษัท เวลตี้ ม็อกกี้ อินโนเวชั่น จำกัด ได้นำสินค้าจากการคิดค้นจน ได้รับการจดสิทธิบัตร เป็นผลิตภัณฑ์ทรายแมว จากมันสำปะหลังดี ต่อสุขภาพแมวเจ้าแรก ในไทยและในโลก โดยการนำวัตถุดิบมันสำปะหลังที่หาได้มากในไทย มาผ่านกระบวนการความร้อนที่เหมาะสม จนเปลี่ยนสถานะเป็น modified starch ทำให้มีคุณสมบัติในการจับตัวโดยไม่ต้องใช้สารเคมี หรือไร้สารเคมี 100% แต่งกลิ่นแบบ food grade และยังสามารถนำมาจำหน่ายในราคาท้องตลาด โดยเปิดเผยว่าภายในงานได้รับความสนใจยิ่งจากผู้นำเข้าประเทศญี่ปุ่น

งานนี้ทำให้เห็นว่า ผู้ผลิตรายใหญ่ของแวดวงสินค้าจากวัสดุ PE มากกว่า 40 ปีอย่าง บริษัท สหชัย โปรโมชั่น จำกัด ยังกระโดดเข้ามาจับวัสดุธรรมชาติอย่างกัญชง ฟางข้าว และเศษไม้ โดยแสงชัย จิตบุญทวีสุข รองกรรมการ ผู้จัดการ นำแบรนด์ Hempology ภาชนะใส่อาหารที่ทำจากเส้นใยกัญชง ผสมพลาสติกย่อยสลายได้ เกรด A รูปทรงสวยงาม น้ำหนักเบา มาเปิดตัวครั้งแรกในงานนี้ โดยเป้าหมายของแบรนด์คือผลิตภาชนะเพื่อให้ใช้งานซ้ำให้ได้มากที่สุด ย่อยสยายได้ภายใน 5-10 ปี โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง และสามารถนำไปรีไซเคิลได้ ซึ่งได้รับความสนใจไม่น้อยจากผู้ซื้อชาวญี่ปุ่น

รชาดา ส่งเสริมสวัสดิ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์เซรั่ม Natural & Eco-Friendly Product จากกัญชงที่มีสารอาหารสำหรับผิวสูงที่ช่วยเรื่อง Anti-Aging แบรนด์ Lalyss Organic Creation เปิดเผยว่า อาศัยช่วงโควิด-19 ในการทำวิจัย ค้นคว้า และเข้าอบรมกับ DITP สร้างแบรนด์สินค้าขึ้น โดยดึงกัญชงมาเป็นตัวหลักของสินค้า ซึ่งสามารถช่วยลดขยะจากการผลิต และเนื่องจากตั้งเป้าตลาดต่างประเทศเป็นหลัก จึงเน้นการทำ Lab Test ให้ได้รับ Certificate ยืนยันในเรื่องมาตรฐาน อีกทั้งทำการขอตราสัญลักษณ์ Vegan จาก PETA ซึ่งเป็นตราที่เครื่องสำอางแบรนด์ใหญ่ๆ ได้รับ อีกทั้งผสานศาสตร์ของพลังงาน การปรับสมดุลของร่างกายมาใช้กับผลิตภัณฑ์กัญชง ซึ่งเป็นพืช ที่มี ประสิทธิภาพในการเยียวยาแบบธรรมชาติด้วย นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมจับคู่เจรจาการค้ากับผู้นำเข้าจากซาอุดิอาระเบียและญี่ปุ่นอีกด้วย

นอกจากเป็นงานแสดงสินค้าที่เปิดโอกาสให้สินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นแบรนด์ไทยได้โชว์ศักยภาพแล้ว งานซึ่งจัดในรูปแบบไฮบริด ยังสะท้อนการปรับตัวสู่ยุค Next Normal นอกจากการจำหน่ายปลีกแล้ว ยังมีการจับคู่เจรจา การค้าออนไลน์ หรือ OBM ผสานกิจกรรม Live Streaming ตลอดการจัดงาน เพื่อให้กลุ่มผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศได้ชื่นชมสินค้าไทย

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม STYLE Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 * * * * * * * * *

เผยแพร่ในนาม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยบริษัท ซิลเลเบิล จำกัด ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
คุณสมคิด เจริญศักดิ์ โทร. 08 4147 7575/ 0 2254 6895-7 คุณพรไพริณ สุริยา โทร. 06 1989 2214 หรือ อีเมล pr.syllable@gmail.com

บทพิสูจน์เมกะเทรนด์สินค้ารักษ์โลกThe Marché by STYLE Bangkok 2022หนุน SMEs ฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นใส่ใจสิ่งแวดล้อม

งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น The Marché by STYLE Bangkok 2022 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระหว่าง 18-22 พ.ค. ที่ผ่านมา ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ปิดฉากอย่างสวยงาม ท่ามกลางรอยยิ้มผู้ประกอบการ SMEs จากทั่วประเทศ ที่ได้มีโอกาสโชว์ศักยภาพ เจรจาการค้ากับผู้ซื้อทั้งไทยและจากต่างประเทศ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย หลังเผชิญวิกฤติโควิด-19 มากว่า 2 ปี ในขณะเดียวกันผู้ซื้อต่างพึงพอใจในสินค้า
ไลฟ์สไตล์และแฟชั่นรักษ์โลกหรือ BCG ที่นำมาจัดแสดงสอดรับเมกะเทรนด์โลก

The Marché by STYLE Bangkok 2022 จัดคู่ขนานระหว่างงานแสดงสินค้าและการเจรจาการค้าออนไลน์ สามารถสร้างมูลค่าซื้อขายภายในงานเกือบ 10 ล้านบาท จับคู่เจรจาระหว่าง ผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าต่างประเทศ จากกว่า 21 ประเทศ 190 คู่ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกระยะเวลา 1 ปี รวมกว่า 70 ล้านบาท

ภายในงาน สินค้า BCG (Bio-Circular-Green) ซึ่งจัดแสดงถึง 150 คูหา เป็นสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs ไทย ทั้งที่คร่ำหวอดเป็นที่ยอมรับในเวทีส่งออก และผู้ประกอบการหน้าใหม่ไฟแรง ที่ล้วนมีสินค้าคุณภาพ ออกแบบด้วยไอเดียสร้างสรรค์และผลิตด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ

มาย การุณงามพรรณ CEO วัย 27 ปีจากแบรนด์ UPCYDE ผลิตรองเท้าแฟชั่นจากเปลือกทุเรียน กล้วยและสับปะรด ซึ่งเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในครั้งนี้ เปิดเผยว่าที่ผ่านมาตนได้เข้าร่วมกิจกรรมประกวดพัฒนาสินค้า และได้รับ โอกาสร่วมจัดแสดงงานสินค้าในต่างประเทศกับ DITP มาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเริ่มต้นแบรนด์เพียงไม่ถึงปี แต่ปัจจุบันสามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศเดนมาร์ก และงานครั้งนี้ ได้ทำเจรจาธุรกิจ B2B กับผู้ซื้อจากฝรั่งเศส เยอรมนี เวียดนาม อเมริกา และหลายประเทศในยุโรป

UPCYDE เริ่มจากการสังเกตเห็นขยะจากเปลือกผลไม้จำนวนมหาศาลที่เหลือทิ้งจากการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ตนจึงช่วยชุมชนเกษตรต่างๆ รับซื้อแล้วนำขยะ เหล่านั้นมาผนวกนวัตกรรม แปรรูป และผลิตออกมา เป็น รองเท้าแฟชั่น แทนที่จะถูกเผาทิ้งแล้วเกิดมลพิษ

ยอดหทัย ภู่เศรษฐพันธ์ ผู้แทนจากวิสาหกิจชุมชนบ้านเนินสว่าง จ.ระยอง ผู้ผลิตเบาะนั่งสมาธิ ที่นอนสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย ที่นอนแก้ปวดหลัง หมอนเพื่อสุขภาพ จากยางพารา แบรนด์ Kaika และ Pararaksa ที่มาพร้อมนวัตกรรม Bubble คุณสมบัติกระจายน้ำหนัก รองรับก้นกบ บุด้วยถุงคาร์บอนลดกลิ่น ลดแบคทีเรีย และเชื้อรา ปัจจุบันนอกจากจะได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว ยังส่งออกไปหลายประเทศ เช่น อเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น และประเทศ ในยุโรป ยอดหทัย เล่าว่าการได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจาก DITP รวมถึงโอกาสในการจัดแสดงสินค้าออกสู่สายตาบายเออร์ นับเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวสวนยางพาราเป็นอย่างมาก

กร ภัทรโชคช่วย ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ A Lua Home ผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านงานช่างฝีมือ Semi-Porcelain กล่าวว่า แบรนด์เข้าร่วมงาน The Marché เป็นครั้งแรก เนื่องจากในช่วงสองปีที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไม่มีโอกาสออกงานแสดงสินค้าใดๆ เลย การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ได้ผลตอบรับที่ดี สามารถจำหน่ายสินค้าภายในงานได้มากพอสมควร โดยเป็นลูกค้าต่างชาติและคนไทยเท่าๆ กัน

เทคนิคการทำชิ้นงานของ A Lua Home ได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นคุณพ่อ ที่มีลวดลายวิจิตรเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นำมาประยุกต์เป็นของที่ใช้ได้หลากหลายในชีวิตประจำวัน ซึ่งที่ผ่านมาลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มอินทีเรียดีไซเนอร์ รวมทั้งกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ตทั้งในและต่างประเทศ

นวเลิศ ชัยอมตวงศ์ Business Director แบรนด์ Mr. Leaf ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากการรีไซเคิลใบไม้ เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้นอกจากจะได้รับความสนใจจากผู้ซื้อจำนวนมาก รวมถึงได้เจรจาการค้ากับผู้ซื้อจากประเทศรัสเซีย เยอรมนี อเมริกา และสิงคโปร์แล้ว ยังได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นกลุ่มบริษัทต่างๆ ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์รักษ์โลกเพื่อใช้ในองค์กร ซึ่งส่วนมากมุ่งมางาน The Marché by STYLE โดยเฉพาะ เพื่อมองหาผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าว

Mr. Leaf ผลิตกระเป๋า เครื่องใช้ ของตกแต่งบ้าน ด้วยการใช้วัสดุใบไม้แห้งที่ตกหล่นตามพื้นในชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผสานกับ Nano Rubber กลายเป็นวัสดุที่เรียกว่า Leaf leather ที่นอกจากจะตอบรับผู้ซื้อกลุ่ม Vegan ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ป่าจากซากใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นอีกด้วย

The Marché by STYLE Bangkok 2022 นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมจัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่นอกจากจะส่งเสริม สนับสนุน SMEs ไทย กระตุ้นเศรษกิจแล้ว ยังเป็นเวทีผลักดันสินค้า BCG ซึ่งกำลังเป็น เมกะเทรนด์ โลกออกสู่ตลาด ถือเป็นการผนึกกำลังในการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกระจายรายได้ให้ผู้ผลิตและชุมชน ถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหลากหลายมิติ ทั้งนี้ The Marché by STYLE Bangkok จัดอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โดยในปีหน้า จะกลับมาอย่างเต็มรูปแบบเพื่อรองรับการส่งออกที่เข้มข้นต่อไป

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม STYLE Bangkok Fair หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169 * * * * * * * * *

ห้ามพลาด!”จุรินทร์ จัดยิ่งใหญ่” THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารระดับโลก 24-28 พ.ค.นี้ ที่เมืองทองธานี คาดสร้างมูลค่าการค้าให้ประเทศกว่า 10,000 ล้านบาท

วันที่ 25 พฤษภาคม 2565 เวลา 10.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” พร้อมด้วยนายกีรติ รัชโน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายแมธเธียส คูเปอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทโคโลญเมสเซ่ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่อาคาร Challenger Hall 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายจุรินทร์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากการที่ประเทศไทยส่งออกอาหารเป็นอันดับ 13 ของโลก โดยมีสัดส่วนกว่า 2.3% และส่งออกมากเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย แม้ว่าการค้าระหว่างประเทศจะมีข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากโรคระบาดแต่ในไตรมาสแรกของปี 2565 ไทยสามารถส่งออกสินค้าอาหารได้กว่า 2.86 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 28.8% เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2564 ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นได้นั้น ไม่ใช่เพราะ “ความโชคดี” 
แต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในรูปแบบ กรอ.พาณิชย์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาทางการค้า โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศ
อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่ได้มาจากกลไก กรอ.พาณิชย์ คือการสร้างความมั่นใจในการบริโภคอาหารและผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศไทย ว่ามีความปลอดภัยและปราศจากเชื้อโควิด โดยตนได้ริเริ่มของการทำงานร่วมกันระหว่าง 4 กระทรวง ในการออกหนังสือรับรอง COVID-19 Prevention Best Practice ให้กับ 262 โรงงาน เพื่อสร้างมาตรฐานทางความปลอดภัย และผู้ซื้อสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตได้นั้น เพิ่มความมั่นใจและยกระดับประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของโลก
อีกนโยบายที่สำคัญ คือ การทำให้อาหารไทยกลายเป็นอาหารโลก โดยคำนึงถึงการตอบสนองเทรนด์แห่งอนาคตด้วย BCG Model ในเรื่องนี้ ตนได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดทำแผนกลยุทธ์ Soft Power ขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้คนได้รู้จักอาหารไทยแล้ว จะนำไปสู่การสร้างความชื่นชอบในความเป็นไทยที่มีสเน่ห์และความเฉพาะตัวไปอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนทั่วโลก ซึ่งผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากแผน Soft Power นี้ จะนำไปสู่ความต้องการของสินค้าและบริการของไทยมากยิ่งขึ้น สร้างการส่งออกจากประเทศไทยไปทั่วโลกให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องในการพัฒนากิจกรรมเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้ตอบสนองกับความต้องการของผู้ซื้อจากทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน หลายประเทศได้เริ่มเปิดประเทศให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยประเทศไทยก็ได้ดำเนินการกิจกรรมเพื่อสร้างให้ “อาหารไทยเป็นอาหารโลก” ได้ สำหรับการจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ด้วยแนวคิด “Re-imagine the Future of Food and Beverage Industry” นี้ จัดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อจำนวนมาก ที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศ

“โดยงานแสดงสินค้าแบบ On-Site จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 – 28 พฤษภาคม 2565 และสำหรับผู้ซื้อที่ยังไม่สะดวกในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทย ก็สามารถชมบูธภายในงานได้ ผ่านช่องทางออนไลน์ THAIFEX Virtual Trade Show โดยจะจัดงานออนไลน์คู่ขนานไปกับงาน On-site แต่เพิ่มความพิเศษคือ ผู้ซื้อสามารถใช้ช่องทางนี้ในการค้นหาและพูดคุยกับผู้ขายได้ต่อเนื่องไปอีก 1 ปี เพื่อสร้างโอกาสทางการค้ามากยิ่งขึ้นโดยการจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบ hybrid นี้ จะสามารถสร้างมูลค่าทางการค้ากว่า 10,000 ล้านบาทให้กับเศรษฐกิจไทยได้” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า งานแสดงสินค้าอาหารในปี 2565 THAIFEX – ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ซึ่งเป็นงานผสมผสาน ระหว่างการจัดงานในศูนย์แสดงสินค้า (Offline) และงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริง (Online) ซึ่งในปีนี้ มีผู้เข้าร่วมงานออฟไลน์ ท้ังสิ้น 1,603 บริษัท ประกอบด้วย ผู้ประกอบการไทย จํานวน 722 บริษัท และผู้ประกอบการต่างชาติ จํานวน 881 บริษัท จาก 36 ประเทศ อาทิ เอเชียตะวันออก อาเซียน ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท จากงานออฟไลน์ 9,550 ล้านบาท และงานออฟไลน์ 450 ล้านบาท โดยคาดว่าระหว่างวันที่ 24 -28 พ.ค.65 นี้ จะมีก็ผู้เข้าร่วมงานกว่า 75,000 คน
ซึ่งสินค้าที่นํามาจัดแสดงภายในงานแบ่ง ออกเป็น 11 โซน ประกอบด้วย สินค้าอาหารทุกประเภท อาหารทะเล อาหารแช่แข็ง ข้าว ผักและผลไม้ ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม ชาและกาแฟ เครื่องมือ/เครื่องใช้/ อุปกรณ์ รวมถึงบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากยังมีโซนพิเศษ สําหรับจัดแสดงสินค้าในกลุ่มฮาลาล ออแกนิกส์ และอาหารแห่งอนาคต ในส่วนของการจัดงานออนไลน์ เป็นการจัดงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริงที่ เรียกว่า THAIFEX – Virtual Trade Show (THAIFEX – VTS) ผ่านแพลตฟอร์ม http://www.thaifex-vts.com ผู้ใช้งาน สามารถเข้าสู่งานเสมือนจริงได้ตลอด 24 ชั่วโมง นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการ เจรจาการค้าระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้ซื้อจากทั่วทุกมุมโลก

“พาณิชย์-DITP”จัด OBM บริการการศึกษานานาชาติ ดึงนักศึกษาอินโดนีเซียเรียนในไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมจัดเจรจาธุรกิจออนไลน์ (OBM) กลุ่มธุรกิจบริการการศึกษานานาชาติ ระหว่างสถาบันการศึกษาไทยกับสถาบันการศึกษาอินโดนีเซีย วันที่ 21 พ.ค.นี้ หวังดึงนักศึกษาอินโดนีเซียเข้ามาศึกษาในไทยเพิ่มขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ หาลู่ทางและโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทย ล่าสุดกรมฯ โดยสำนักพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการ ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย กำหนดจัดโครงการเจรจาการค้ากลุ่มธุรกิจบริการการศึกษานานาชาติในรูปแบบออนไลน์อย่างเร่งด่วน ในวันที่ 21 พ.ค.2565 เพื่อเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักศึกษาอินโดนีเซียให้เข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

สำหรับกิจกรรมที่จะจัดในครั้งนี้ เป็นรูปแบบไฮบริด (Online/Onsite) โดยจะมีกิจกรรมแนะนำสถานศึกษาไทย การสร้างความสัมพันธ์กับตัวแทนสถาบันการศึกษา ผู้แนะแนวการศึกษา และผู้ปกครองจากทั่วทั้งอินโดนีเซีย โดยจัดกิจกรรม ณ กรุงจาการ์ตา พร้อมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจออนไลน์ (OBM) แก่ 15 สถาบันการศึกษาไทย กับ สถาบันการศึกษาอินโดนีเซีย และบริษัทด้านการศึกษาต่อ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนนักศึกษาอินโดนีเซียที่จะเดินทางมาศึกษาในประเทศไทยสำหรับโปรแกรมการศึกษาต่อเนื่อง ตลอดจนการโปรแกรมการศึกษาดูงานระยะสั้น เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวต่อไป
“ปัจจุบันสินค้าไทย ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากชาวอินโดนีเซีย ทั้งด้านคุณภาพและราคา แต่อินโดนีเซียมีมาตรการปกป้องสินค้าในประเทศอย่างเข้มแข็ง การสร้าง Soft Power ด้านการศึกษาต่อเยาวชนอินโดนีเซีย จะช่วยส่งเสริมความนิยมในประเทศไทยและลดอุปสรรคด้านการค้าในอนาคต”นายภูสิตกล่าว

ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีความสําคัญทางยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาและการปลูกฝังแนวคิดอิสลามสายกลาง โดยเป็นแหล่งศึกษาของนักเรียน นักศึกษามุสลิมมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นแหล่งทุนการศึกษาสําคัญของ นักเรียน นักศึกษามุสลิมไทย ขณะนี้มีนักเรียน นักศึกษาไทย ศึกษาในอินโดนีเซียประมาณ 2,000 คน ในขณะที่มีนักศึกษาอินโดนีเซียในไทยเพียงประมาณ 500 คน ใน 33 มหาวิทยาลัย ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การบริหาร การท่องเที่ยว และภาษาศาสตร์
ขณะเดียวกัน พบว่า อินโดนีเซียมีประชากรกว่า 270 ล้านคน ร้อยละ 68 อยู่ในวัยเจริญพันธ์ หรือราว 185 ล้านคน โดยกึ่งหนึ่งเป็นประชากรวัยศึกษา อายุต่ำกว่า 20 ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 34.5 ราว ๆ 96 ล้านคน อินโดนีเซียจึงมีมหาวิทยาลัยของรัฐประมาณ 125 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เช่น อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ในการพัฒนาระบบการเรียนการสอนร่วมกัน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
24 พฤษภาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ประกอบการใช้ TikTok ขาย “เสื้อผ้า” ในตลาดจีน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
(DITP) แนะผู้ประกอบการการไทย ศึกษาใช้แพลตฟอร์ม TikTok ขาย “เสื้อผ้า” เจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน หลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แนะต้องติดตามเทรนด์ความต้องการ และควรโพสต์ขายทั้งในรูปแบบวิดีโอ และการไลฟ์สด

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.นันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงโอกาสการเพิ่มยอดขายสินค้าเสื้อผ้าของไทยผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ของจีน ทั้งการเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอ และการถ่ายทอดสด Live Streaming เพื่อจำหน่ายสินค้า เพราะปัจจุบัน TikTok ได้รับความนิยมอย่างมากในจีน มีฐานผู้ใช้งานปัจจุบัน 1,100 ล้านคน หากผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางนี้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าให้กับผู้บริโภคชาวจีนได้เพิ่มขึ้น

สำหรับเทคนิคในการจำหน่ายเครื่องแต่งกายบน TikTok สถานบันวิจัย Crawley Index Institute ได้แนะนำเทคนิคไลฟ์สดไว้ 9 ข้อ ได้แก่ 1.เนื้อหาต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เช่น การจัดแต่งฉาก สร้างสถานการณ์จำลอง แสดงความเป็นตัวเอง สื่อให้เห็นถึงการใช้สินค้าจริง 2.ใช้กลยุทธ์จิตวิทยาทางการตลาด เช่น บอกราคาสูงไว้ก่อน แล้วค่อยบอกราคาลด สร้างการตลาดแบบปากต่อปาก 3.เน้นกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์ เช่น Adidas มีการแบ่งแบรนด์ย่อยเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย 4.อย่ามองข้ามอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามตั้งแต่ 1,000-10,000 คน เพราะสามารถขายสินค้าได้มากกว่าผู้ที่มีผู้ติดตามตั้งแต่ 1 ล้านคนก็ได้ 5.กำหนดกลุ่มผู้บริโภคและขายสินค้าให้ตรงกลุ่ม 6.การสร้างแบรนด์ที่สื่อถึงแบรนด์ในประเทศจะสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้มากขึ้น 7.การเชื่อมโยงการขายกับสถานการณ์ประเด็นร้อนในปัจจุบัน ทำให้คนเข้ามาดูไลฟ์มากขึ้น 8.การตลาดนอกฤดู เช่น ขายเสื้อผ้าฤดูหนาวในฤดูร้อน จะช่วยดึงให้คนหยุดดูมากขึ้นนานขึ้น และ 9.การไลฟ์การเดินโชว์บนแคทวอล์ค เป็นการสร้างประสบการณ์การใหม่ในการช้อปปิ้ง
นอกจากนี้ จะต้องติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งมีผลรายงาน 2022 TikTok Top Ten Life Trends Report ที่ได้อ้างอิงจากเนื้อหายอดนิยม ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค และแนวโน้มที่เปลี่ยนไป พบว่า มีเทรนด์สำคัญ ๆ เกิดขึ้นจำนวน 10 เทรนด์ ได้แก่ 1.เวลาว่าง วัยรุ่นชอบใกล้ชิดธรรมชาติ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับกลุ่มเสื้อผ้ากลางแจ้ง 2.Street Snap สาดแฟลชทุกจุดเช็คอิน แฟชันต้องพร้อมในทุกสถานที่ 3.ดื่มด่ำรื่นรมย์อยู่กับบ้าน ชุดอยู่บ้านกลายมาเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น 4.รักษ์โลกอย่างมีสไตล์ เน้นเสื้อผ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 5.สร้างความรู้สึกถึงชาติพันธุ์ เน้นวัฒนธรรมเครื่องแต่งกายประจำชาติจีน 6.สร้างภาพลักษณ์ในที่ทำงานอย่างมืออาชีพ เน้นเสื้อผ้าสไตล์เรียบหรู ดูแพง 7.แฟชั่น Y2K ยังคงเป็นที่นิยม สไตล์การแต่งตัวแนววินเทจย้อนยุคกำลังกลับมา 8.สไตล์หล่อ เท่ ซุกซนกำลังมาแรง 9.แฟชั่นชุดออกกำลังกายยังคงอยู่ในกระแส และ 10.ทลายทุกมิติแฟชั่น แสดงบุคลิกและตัวตนใหม่ โดยแต่งตามอนิเมะหรือคอสเพลย์

“จากข้อมูลข้างต้น ทำให้เห็นถึงจุดที่ควรให้ความสำคัญและสื่อถึงสิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันในการไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม TikTok ของจีน โดยการไลฟ์สดจำหน่ายสินค้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้ผู้ซื้อมีความมั่นใจในตัวผู้ขายมากกว่าการโพสขายสินค้าแบบใช้รูปถ่าย เพราะสามารถพูดคุยโต้ตอบ สอบถามกับเจ้าของแบรนด์ได้ในทันที และสามารถมองเห็นสินค้าจริงจากการไลฟ์ขายสินค้าของร้านค้าได้ ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเทคนิคปรับใช้ในรูปแบบการตลาดดิจิทัลเพื่อเจาะกลุ่มตรงใจผู้บริโภคชาวจีนได้มากขึ้น ก็จะเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
23 พฤษภาคม 2565

สถานีบางซื่อ พร้อมฉีดวัคซีนโมเดอร์นา ให้ประชาชน

#บางซื่อมีโมเดอร์นา

ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ
ได้รับสนับสนุนวัคซีนโมเดอร์นา มาจำนวนหนึ่ง*
จึงเปิดบริการ Walk in (ลงทะเบียน ณ จุดฉีด)
วัคซีนโมเดอร์นาเข็มต่างๆดังนี้

#เข็มที่ 1
สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนใดมาก่อน
จะได้รับเป็นสูตรไขว้ (Mn-Pz)
เข็มที่ 1 วัคซีนโมเดอร์นา – เข็มที่ 2 วัคซีนไฟเซอร์ ระยะห่าง 28 วัน

#เข็มที่ 2,3,4
วัคซีนโมเดอร์นา โดยระยะห่างขึ้นกับชนิดวัคซีนในเข็มก่อนหน้า

เป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
รับบริการได้ที่ประตู 1
ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2565 เป็นต้นไป
เวลา 9.00 – 15.00 น.
จนกว่าวัคซีนจะหมด

หมายเหตุ
1. วัคซีนโมเดอร์นา ที่ได้รับสนับสนุนมามีจำนวนจำกัด
ศูนย์ฯจะหยุดให้บริการเมื่อวัคซีนหมด
2. สำหรับผู้ที่จองคิวเข็มที่ 3,4 วัคซีนไฟเซอร์แล้ว
สามารถแจ้งความประสงค์ที่เจ้าหน้าที่ลงทะเบียน
เปลี่ยนเป็นวัคซีนโมเดอร์นาได้
3. เข็มกระตุ้น สามารถเลือกรับบริการ
รูปแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อเต็มโดส / กล้ามเนื้อครึ่งโดส / ชั้นผิวหนัง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น