Soft Power ไทยที่ขับเคลื่อนผ่านผลิตภัณฑ์ Thai SELECTอาหารไทย

ยังคงเป็นอาหารที่มีมนต์เสน่ห์ในตัวเองด้วยพื้นฐานของวัตถุดิบ เครื่องปรุง และรสชาติที่แตกต่าง และบางครั้งยังแฝงเรื่องราวที่น่าสนใจไปสู่ผู้รับประทานด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Soft Power อันทรงพลังของไทยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก แต่ไม่ใช่แค่เพียงอาหารไทยที่ปรุงสุกใหม่จากร้านอาหารเท่านั้นที่ได้รับความนิยม ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันทำให้อาหารไทยสำเร็จรูปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคต่างประเทศ สามารถรับประทานอาหารไทยที่ยังคงคุณค่าของรสชาติและคุณภาพเอาไว้ได้อย่างดี ซึ่งทุกปีจะมีผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อรับมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นการการันตีให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้มั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่าจะมีรสชาติตามต้นตำรับอาหารไทยอย่างแน่นอน
ตอบโจทย์คนไทยและคนเอเชียในต่างแดน
ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน ข้าวเหนียวน้ำกะทิมะม่วง ข้าวเหนียวเปียกลำไย และข้าวเหนียวมูน เป็นอาหารหวานยอดนิยมของคนไทยมาทุกฤดูกาล ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยที่ไปอาศัยอยู่ต่างประเทศคงจะคิดถึงรสชาติอาหารหวานเหล่านี้อยู่ไม่น้อย และวันนี้ แบรนด์ ดิลิเชียส เดสติเนชั่น (Delicious Destination) ได้ตอบโจทย์ความต้องการนั้นแล้ว ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์แช่เยือกแข็งกลุ่มนี้ไปเสิร์ฟกันถึงต่างประเทศ พร้อมประทับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สร้างความเชื่อมั่นให้แบรนด์อาหารไทยได้เป็นอย่างดี
นายไกรธวัช ศรีเบ็ญจรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอลเคมมิสท์ จำกัด เล่าว่า “จากจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มผลไม้ส่งออกในนาม FINNLAND SMART FARM ที่ส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ใช้เทคโนโลยีในการควบคุมดูแลจนได้ผลผลิตคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน ต่อยอดสู่การพัฒนาแปรรูปผลไม้และถนอมอาหารภายใต้ชื่อ Delicious Destination เพื่อส่งต่อความสดอร่อยของผลไม้ไทยแท้ หลากหลายรสชาติสู่ตลาดโลก โดยทางบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีแช่เยือกแข็งเพียง 5 นาทีในการแปรรูปผลิตภัณฑ์กลุ่มข้าวเหนียวเพื่อส่งออก ซึ่งหลังจากนำเข้าไมโครเวฟ 800 วัตต์ เพียงแค่ 2 นาที แม้จะทิ้งไว้จนเย็นแต่ยังคงความนุ่มของข้าวเหนียว รสชาติเข้มข้น และคุณค่าทางโภชนาการไว้ถึง 95% ถือเป็นการแก้ Pain Point ของข้าวเหนียวอย่างแท้จริง ส่วนตัวเนื้อผลไม้เองก็ไม่เละ ไม่เปลี่ยนรูป แม้จะผ่านความร้อน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยและชาวเอเชียทั่วโลกได้รับประทานอาหารเหล่านี้ประหนึ่งได้เดินทางมาทานที่เมืองไทยโดยตลาดเป้าหมายสำคัญ อาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ส่วนโซนยุโรปจะส่งสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายที่เนเธอร์แลนด์ซึ่งสามารถกระจายสินค้าไปได้แทบทุกประเทศในยุโรป และตลาดตะวันออกกลาง ส่วนสหรัฐอเมริกายังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้นำเข้า
บริษัทใช้เวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ประมาณ 1 ปีครึ่ง เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน อีกทั้งยังเล็งเห็นโอกาสเติบโตในต่างประเทศที่มีค่อนข้างสูงหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ต้องการใช้เวลาทำอาหารทานที่บ้านและอยู่กับครอบครัวมากขึ้น จริงๆ แล้วอาหารไทยนั้นไม่ว่าจะคาวหรือหวานก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในต่างประเทศอยู่แล้ว แต่อาจจะเกิดปัญหาเรื่องคุณภาพของผู้ผลิตซึ่งควบคุมได้ยากเนื่องจากมีผู้ผลิตหลากหลายในตลาดทั้งจากประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เมื่อผู้บริโภคซื้อไปรับประทานแล้ว ไม่พึงพอใจเท่าที่ควร จึงมักจะเหมารวม ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์อาหารไทย ด้วยเหตุนี้ ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จึงช่วยการันตีในคุณภาพ รสชาติตามต้นตำรับไทยแท้ และสร้างความเชื่อมั่นในให้แก่ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งของการส่งออกสินค้าอาหารไทยสำเร็จรูปในภาพรวม”

ปลาเค็มรวน..อาหารไทยโบราณไปนอก
จากธุรกิจกงสีร้านเครื่องเขียนรายใหญ่ของจังหวัดชุมพรและกาฬสินธุ์ และการเป็นตระกูลที่ออกเรือมาหลายชั่วอายุคนที่สมุทรสาคร แต่พอมาเจอกับสถานการณ์โควิด-19 และการเติบโตที่ชะงักลงของธุรกิจการศึกษาทำให้
นางสาวไพรินทร์ อัศวทวีโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ริน อินเตอร์ฟู้ด จำกัด เปลี่ยนวิธีคิดและหาธุรกิจใหม่ที่มีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต จึงหันกลับมามองที่ความชื่นชอบและความคุ้นเคยกับอาหารทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปลาอินทรีเค็ม” ที่กลายเป็นตัวเลือกแรกของการพัฒนาสินค้า เพื่อตอบโจทย์ Pain Point เรื่องกลิ่นเมื่อต้องนำไปประกอบอาหาร ผนวกกับการใช้องค์ความรู้เรื่องการรวนปลาเค็มซึ่งถือเป็นกรรมวิธีโบราณตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ชูจุดเด่นถึงกรรมวิธีการคั่วรวนกับสมุนไพรไทย อาทิ กระเทียม พริกแห้ง ไม่ใส่สารกันเสีย ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ปรุงแต่งน้ำตาล จึงดีไซน์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อแจกจ่ายไปยังคนใกล้ชิดและลูกค้าได้ทดลองทาน จากการสำรวจตลาด (survey) ทำให้ทราบว่าลูกค้าชื่นชอบเพราะ “อร่อย แปลก แตกต่างจากที่เคยทาน” และมีการขอซื้อซ้ำทันที แต่ผู้บริโภคหลายท่านยังเรียกว่า “น้ำพริกปลาเค็ม” ซึ่งคลาดเคลื่อนจากคอนเซ็ปต์ของปลาเค็มรวน จึงต้องสร้างการรับรู้ใหม่ที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาภายใต้สโลแกนที่ว่า “ปลาเค็มรวนไม่ใช่น้ำพริก” และเริ่มต้นเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ

“หลังจำหน่ายไปได้สักระยะ มีสายตรงจากลูกค้าท่านหนึ่งโทรมาจุดประกายว่าสินค้าของแบรนด์เราส่งไปจำหน่ายต่างประเทศได้ เพราะตอบโจทย์ Pain Point ของผู้ที่ต้องการทานปลาเค็มแต่ไม่สามารถทอดทานเองที่บ้าน เพราะประสบปัญหาเรื่องกลิ่นที่กระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในต่างประเทศ สินค้าของเราจึงเข้มงวดเรื่องมาตรฐานด้านอาหารและสุขภาพในหลายมาตรฐานก่อนส่งไปจำหน่าย และได้ตัดสินใจกับครอบครัวในการลงทุนทำโรงงานผลิต ศึกษาเรื่องมาตรฐานอาหารต่างๆ ควบคู่ไปกับการเข้าร่วมกิจกรรมของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ทำให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออกเพิ่มมากขึ้น รวมถึงทราบรายละเอียดโครงการ Thai SELECT จึงตัดสินใจสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ทันที เพราะมั่นใจว่าจะทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในสินค้า สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผลิตภัณฑ์ โดยได้กำหนดกลยุทธ์ในการทำการตลาดไว้ 2 แบบ คือ กลุ่ม Business-to-Customer (B2C) จะเป็นแบบซื้อแล้วทานเลย หรือ
Ready to eat และกลุ่ม Business-to-Business (B2B) ซึ่งจะเป็นกลุ่มร้านอาหารที่นำสินค้าไปประกอบในเมนูอาหาร หรือ Easy to cook
ตลาดเป้าหมายแรกคือประเทศในเอเชียที่ใกล้กับประเทศไทยอย่างเมียนมาร์ ผ่านทาง Thai Town Supermarket และมาเลเซีย ที่จะไปในรูปแบบการจับคู่ธุรกิจกับร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งมีถึง 13 ร้าน ในลักษณะของการสร้างสรรค์เมนูอาหารสไตล์ฟิวชั่นใหม่ๆ ของร้าน และยังมองไปถึงการไปสู่ตลาดที่ไกลมากขึ้นอย่างสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทส่งออกสินค้าไทยซึ่งได้เข้ามาดูโรงงานเพื่อพิจารณาการนำไปจำหน่ายให้กับคนเอเชียที่นั่น ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่พอสมควร สำหรับการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ร่วมกิจกรรมโปรโมทของทาง DITP ทั้งในและต่างประเทศ เพราะการขยายตลาดไปต่างประเทศนั้นนับว่ายังมีโอกาสอยู่มาก แต่จะต้องเข้าไปในช่องทางที่ถูกต้องและมีหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุน สำหรับผู้ประกอบการที่มีสินค้าที่มีอัตลักษณ์ความเป็นไทย มีกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน อยากให้ลองพิจารณาการขอรับตราสัญลักษณ์นี้ ซึ่งในปีหน้า ริน อินเตอร์ฟู้ด ก็เตรียมผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อจะขอรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ด้วยเช่นกัน”
ทำไม “โลโบ” ถึงขอใช้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT อย่างต่อเนื่อง
ด้าน นางสาวศจี เสือขำ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท โกลโบ ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตสินค้าเครื่องปรุงอาหาร ตราโลโบ ที่ต่ออายุตราสัญลักษณ์ THAI SELECT มาอย่างต่อเนื่องเล่าว่า “บริษัทฯ ได้นำสินค้าเข้าประกวดขอรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT มาตั้งแต่พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการขยายขอบเขตตราสัญลักษณ์ เข้ามาในกลุ่มเครื่องปรุงอาหารไทย ผลิตภัณฑ์โลโบก็เข้าพิจารณารับตราสัญลักษณ์และต่ออายุทุกๆ 3 ปี มาโดยตลอด ปัจจุบัน “โลโบ”
มีสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ แล้วถึง 74 รายการ ซึ่งปีนี้มีการขอต่ออายุ 39 รายการ และขอใช้ใหม่อีก 4 รายการ
ได้แก่ ผงทำข้าวหมกไก่ เครื่องแกงฮังเล ผงทำอาหารทอดกระเทียมพริกไทย และผงปรุงน้ำราดหมูแดง เพราะในตลาดต่างประเทศนั้นอาหารไทยเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทำให้มีผู้ผลิตอาหารไทยหลายราย ทั้งจากประเทศไทยเองและประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียก็ผลิตเครื่องต้มยำ หรือประเทศทางยุโรปก็ผลิตแกงเขียวหวานหรือผัดไทย ผู้บริโภคจึงมีตัวเลือกมากมาย นอกจากราคาจะเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อแล้ว เรื่องคุณภาพและมาตรฐานด้านรสชาติไทยแท้ก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย ดังนั้นการมีตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จึงทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในผลิตภัณฑ์ รสชาติ ต้นตำรับและอัตลักษณ์ความเป็นไทย เป็นการช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านภาพลักษณ์ของสินค้าอาหารไทย ที่ไม่ใช่แค่เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีมาตรฐานโดยเฉพาะด้านรสชาติที่เป็นที่นิยมและได้รับรองจากหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือ”

สำหรับผู้ประกอบการอาหารไทยสำเร็จรูปสามารถติดตามรายละเอียดการขอใช้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT
ได้ทาง อีเมล tsproduct.ditp@gmail.com หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 มิถุนายน 2565

พาณิชย์-DITP” ปลื้มสินค้า BCG ไทยสุดปัง แจ้งเกิดในงาน Milan Design Week 2022

กรุงเทพฯ 16 มิถุนายน 2565: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดทัพ 45 แบรนด์ไทยที่มีการออกแบบดีเพิ่มมูลค่าสินค้า BCG จนคว้ารางวัลการออกแบบระดับประเทศ (DEmark Award) อวดสายตาวงการออกแบบโลก ภายใต้นิทรรศการ Slow Hand Design ในงาน Milan Design Week 2022
ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ตามนโยบายของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการไทย นำความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกมากำหนด ทิศทางการผลิตสินค้าให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค New Normal ที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและใส่ใจตนเองมากขึ้น มองหาสินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการและนักออกแบบไทยได้ตื่นตัวกับนโยบายส่งเสริมสินค้า BCG ของกระทรวงพาณิชย์ เกิดการพัฒนาวัสดุและสินค้าได้อย่างน่าสนใจ มีมาตรฐานการออกแบบที่ดีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “DITP ได้เร่งดำเนินการขยายผลสินค้า BCG ที่มีการออกแบบดีต่อยอดสู่ตลาดสากล ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ โดยงาน Milan Design Week นับเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของผู้คนในแวดวงการออกแบบทั่วโลก ทั้งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งภายใน ไลฟ์สไตล์ และนวัตกรรมการออกแบบ รวมถึงสื่อมวลชนต่างๆ จะมารวมตัวกันที่มิลานอย่างคึกคัก เพื่ออัพเดตเทรนด์สินค้าและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการออกแบบจากทั่วโลก ซึ่ง DITP ได้นำสินค้าไทยเข้าร่วมงาน Milan Design Week มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2554 ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อ
การค้า ซึ่งในปีนี้นิทรรศการ Slow Hand Design จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Uncertainty = Certainty คัดสรรผลงานดีไซน์ที่ได้รับรางวัล DEmark ที่มีแนวคิดสอดคล้องกับการออกแบบอย่างยั่งยืน (Sustainable Design) ตอบโจทย์เทรนด์โลก อาทิ สินค้า BCG (Bio-Circular Green economy) ที่นำเสนอนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยภูมิปัญญา และผลงานของ นักออกแบบรุ่นใหม่จากโครงการ Talent Thai มาจัดแสดงรวมแล้วกว่า 45 แบรนด์ จากทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำและสร้างการยอมรับสินค้าไทยที่มีจุดเด่นด้านความประณีตและการผลิตผลงานอย่างตั้งใจ สร้างผลงานสินค้าหัตถอุตสาหกรรม สินค้าไลฟ์สไตล์ ที่สามารถตอบโจทย์การค้าในเชิงพาณิชย์ในระดับสากล

นิทรรศการ Slow Hand Design จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 6 – 12 มิถุนายน 2565 บนพื้นที่กว่า 280 ตร.ม เต็มพื้นที่อาคาร 2 ชั้น ของ My Own Gallery ตั้งอยู่ใน Superstudio Piu ทำเลสำคัญของงาน มิลานดีไซน์วีคในย่าน Tortona Design District เป็นที่น่ายินดีว่านิทรรศการ Slow Hand Design จากประเทศไทย ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานในงาน Milan Design Week 2022 เป็นอย่างมาก ตลอดระยะเวลา 7 วันที่ได้จัดแสดง มีผู้ที่สนใจแวะเวียนมาชมกว่า 30,000 ราย โดยผู้เข้าชมให้ความสนใจ ในภาพรวมของนิทรรศการ Slow Hand Design และสินค้าไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่มีการใช้วัสดุจากธรรมชาติรวมถึงมาตรฐานของการออกแบบของไทยผ่านรางวัล DEmark ที่ได้รับการยอมรับใน แวดวงการออกแบบระดับโลก โดยชื่นชมว่าสินค้าไทยมีจุดเด่นที่สินค้ามีความเรียบง่ายแต่มีสไตล์ ยิ่งเมื่อรู้ว่า มีการนำเอาวัสดุเก่าหรือวัตถุดิบที่ไม่มีคุณค่าแล้วกลับมารีไซเคิลใหม่เพื่อแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้ายิ่งทำให้ ตัวงานดูมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยสินค้าไทยที่ได้รับความนิยมในงานนี้ ได้แก่ ภาชนะและสินค้าไลฟ์สไตล์ แบรนด์ Sonite ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น แกลบ (rice husk) และเปลือกมะพร้าว (coconut fiber) สินค้าตกแต่งบ้านแบรนด์ 103 Paper ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล สินค้าไลฟ์สไตล์ แบรนด์ Qualy ผลิตจากพลาสติก รีไซเคิล จากแห อวนเก่า สินค้าเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ HOOG ผลิตจากเส้นใยพลาสติกจากเยื่อกาแฟ (Coffee Chaff) สินค้าเรือคายัควัสดุผิวทำจากไม้ไผ่และรถมอเตอร์ไซต์ EV แบรนด์สัญชาติไทย Stallions ออกแบบโดย นักออกแบบ dots studio สินค้าภาชนะเซรามิก แบรนด์ lamunlamai craft studio ที่มีเทคนิคการเคลือบผิว โดยใช้วัสดุจาก food waste เช่น เปลือกไข่และแครอท สินค้ากระเป๋าทำจากใบไม้ แบรนด์ Mr.Leaf จาก จ.เชียงใหม่ สินค้าผ้าทอมือ handcraft ย้อมสีธรรมชาติ จากแบรนด์ JUTATIP จ.ขอนแก่น และสินค้า wall decoration ผลงานปลากัด จากแบรนด์ KORAKOT จ.เพชรบุรี เป็นต้น
“ทั้งนี้กรมได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์สินค้า BCG ไทยในช่วงก่อนและระหว่างการเข้าร่วมงานดังกล่าว ผ่านสื่อดิจิทัลด้านธุรกิจและการออกแบบ ระดับโลก Designwanted ซึ่งมีผู้ติดตามกลุ่ม นักออกแบบ สถาปนิก เจ้าของธุรกิจแนวดีไซน์เข้าถึง 35 ประเทศทั่วโลก มียอดผู้ติดตามกว่า 1,000,000 คน เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่นสินค้าไทยที่มีการออกแบบดีและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้กรมยังมีแผนงานส่งเสริมสินค้ากลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดนำสินค้า BCG ไปเข้าร่วมแสดงในเวทีระดับโลกที่สำคัญอื่นๆ อาทิ เข้าร่วม London Design Week 2022 และเข้าร่วมงาน Maison & Objet Paris 2022 ในช่วงเดือนกันยายน 2565 นี้อีกด้วย” นายภูสิตกล่าวเสริม

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

พาณิชย์ – DITP เชิญชวนผู้ประกอบการโลจิสติกส์สมัครเข้าร่วมงานโลจิสติกส์เสมือนจริงและเจรจาธุรกิจออนไลน์ (TILOG VE 2022)ดันโลจิสติกส์ไทยขยายเครือข่าย จับคู่ผู้ใช้บริการ-ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ทั่วโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดรับสมัครผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยเป็น Exhibitor ภายในงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์และเจรจาธุรกิจออนไลน์ (TILOG Virtual Exhibition : TILOG VE 2022) ระหว่างวันที่ 24 – 26 สิงหาคม 2565 ผ่านเว็บไซต์ http://www.tilog-ve.com ดันผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพจากทั่วโลกอย่างไร้ขีดจำกัด

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับภาคบริการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจด้านโลจิสติกส์ จึงได้จัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริงและเจรจาธุรกิจออนไลน์ (TILOG VE 2022) เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า และขยายเครือข่ายให้กับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยสู่ตลาดโลก ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ tilog-ve.com ระหว่างวันที่ 24 – 26 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ต่อยอดความสำเร็จอย่างท่วมท้นในฐานะงานแสดงสินค้า
โลจิสติกส์เสมือนจริงที่ครบวงจรที่สุดของภูมิภาคอาเซียน
นอกจากผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่เข้าร่วมงาน TILOG VE 2022 จะได้นำเสนอสินค้า บริการ เทคโนโลยี ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว ยังได้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพจากหลากหลายประเทศ ทำให้งาน TILOG VE 2022 เป็นงานที่ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไม่ควรพลาด

ผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์ใน 5 กลุ่มสินค้า/บริการ ได้แก่ กลุ่มขนถ่ายวัสดุ (Material Handling) การบรรจุ (Packing) คลังสินค้า (Warehouse & Loading) เทคโนโลยีและนวัตกรรม โลจิสติกส์ (Logistics IT & E-Logistics) และบริการขนส่งสินค้า (Transportation & Logistics Service Providers) สามารถสมัครเข้าร่วม งานได้ที่ http://www.tradelogistics.go.th/th/activity ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ – 10 กรกฎาคม 2565 เท่านั้น รับจำนวนจำกัด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02-507-8450 หรือ Facebook Fanpage: DITP Logistics


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
15 มิถุนายน 2565

“พาณิชย์-DITP”เดินหน้าขยายตลาดอินเดียเชิงลึก ลุยเพิ่มกิจกรรมขยายตลาด เร่งลงนาม MoU กับรัฐเพิ่ม

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าเจาะตลาดอินเดียเชิงลึก เตรียมลุยจัดกิจกรรมผลักดันการส่งออกสินค้าไทยเป็นรายเมือง จัด OBM เพิ่มโอกาสส่งออก พร้อมเดินหน้าลงนาม MoU กับรัฐเพิ่มเติม หลังประสบความสำเร็จกับรัฐเตลังคานาแล้ว คาดรัฐกรณาฏกะ และรัฐมหาราษฏระ ลงนามได้ไม่ช้านี้

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมฯ ทำแผนขยายตลาดเป้าหมายแบบเชิงรุกและเชิงลึก ล่าสุดกรมฯ ได้เดินหน้าขยายตลาดอินเดียแบบเชิงลึก โดยมีแผนที่จะเพิ่มการจัดกิจกรรมเจาะตลาดในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งจะเร่งรัดการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับรัฐเป้าหมายในอินเดียให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อผลักดันการส่งออกในปี 2565 ให้เป็นไปตามเป้าหมายมูลค่า 9,216.83 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8%
สำหรับกิจกรรมที่กรมฯ จะดำเนินการเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีนี้ เช่น การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับ Lulu Mall ในการทำตลาดสินค้าไทย
ช่วง 10-31 กรกฎาคม 2565 จัด Top Thai Brand และ Thailand Week
ที่กรุงนิวเดลี จัดงาน Thai Trade Expo 2022 ที่รัฐเตลังคานา วันที่ 5-7 สิงหาคม 2565 จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (OBM) สินค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม ผักและผลไม้ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง แบตเตอรี อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ เฟอร์นิเจอร์ อัญมณีและเครื่องประดับ และธุรกิจบริการ ซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2565

ทั้งนี้ กิจกรรมที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น การจัด In-Store Promotion ร่วมกับ Ratanadeep Supermarket
มีมูลค่าการสั่งซื้อทันที 1.25 ล้านบาท การจัด Top Thai Brand 2022 ที่เมืองปูเน่ มีมูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปี 200 ล้านบาท และกิจกรรม OBM ช่วงต.ค.2564-เม.ย.2565 มีมูลค่าการสั่งซื้อรวม 688.81 ล้านบาท
รวมทำรายได้เข้าประเทศแล้ว 1,371.63 ล้านบาท
นายภูสิตกล่าวว่า กรมฯ ยังมีเป้าหมายในการเดินหน้าจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับรัฐต่าง ๆ ของอินเดียเพิ่มขึ้น หลังจากที่ได้ลงนามกับรัฐเตลังคานาของอินเดียไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2565 ที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นการลงนามครั้งประวัติศาสตร์ ที่เป็นครั้งแรกที่กระทรวงพาณิชย์มีการลงนาม MOU ด้านการค้าการลงทุนกับรัฐบาลระดับรัฐของอินเดีย โดยมีแผนที่จะทำ MoU ลักษณะเดียวกันนี้กับรัฐอื่น ๆ ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจของอินเดียเพิ่มเติม ได้แก่ รัฐกรณาฏกะ รัฐมหาราษฏระ รัฐเกรละ รัฐอัสสัม และรัฐคุชราต ทั้งนี้ รัฐที่มีความคืบหน้า คือ
รัฐกรณาฏกะ และรัฐมหาราษฏระ ที่คาดว่าจะมีการลงนามกันได้ในไม่ช้านี้
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในอินเดีย เดินหน้าศึกษาและหาโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปลงทุน หรือร่วมลงทุนทำธุรกิจในอินเดียในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ภาคบริการ
การโรงแรมและการท่องเที่ยว การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ การผลิตส่วนประกอบยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการเกษตรและการแปรรูปอาหาร ซึ่งเป็นสาขาที่อินเดียยังขาดทักษะและความเชี่ยวชาญ รวมทั้งการหาลู่ทางในการขยายตลาดสินค้าไทยในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การส่งสินค้าป้อนตลาดค้าปลีกและแฟรนไชส์
ในอินเดีย โดยเฉพาะ E-commerce startups เนื่องจากฐานผู้บริโภคชนชั้นกลางถึงชั้นสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้
ในปี 2564 การค้ารวมมีมูลค่า 14,940.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 52.52% แยกเป็นการส่งออก มูลค่า 8,534.10 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 55.05% และนำเข้า มูลค่า 6,406.39 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 49.28% ส่วนช่วง 3 เดือนของปี 2565 (ม.ค.-มี.ค.) การค้ารวมมีมูลค่า 4,600.14 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.30% แยกเป็นการส่งออกมูลค่า 2,578.76 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.03% และนำเข้ามูลค่า 2,021.38 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.75% สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
14 มิถุนายน 2565

“พาณิชย์” เปิดงาน BGJF Virtual Trade Fair 2022คาดทำรายได้เข้าประเทศกว่า 570 ล้านบาท

“พาณิชย์” เปิดงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair (BGJF) ในรูปแบบ BGJF Virtual Trade Fair 2022 ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2565 อย่างยิ่งใหญ่ บนเว็บไซต์ http://www.bgjf-vtf.com โชว์ไฮไลต์ 3 กิจกรรมหลัก นำผู้ประกอบการไทยกว่า 300 ราย มาจัดแสดงร้านค้าออนไลน์เปิดให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าเลือกชม ช้อป พร้อมจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจออนไลน์กับผู้ซื้อจากทั่วโลก ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 400 คู่ และสัมมนาทิศทางอุตสาหกรรม แนวโน้มตลาด คาดยอดปังไม่ต่ำกว่า 570 ล้านบาท ก่อนจัดงานรูปแบบออฟไลน์ 7-11 กันยายน 2565 อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังเว้นมาสองปี จากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ Bangkok Gems and Jewelry Fair (BGJF) ในรูปแบบ BGJF Virtual Trade Fair 2022 ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2565 ผ่านแพลตฟอร์ม http://www.bgjf-vtf.com ว่าการจัดงานรูปแบบออนไลน์ครั้งนี้ ถือเป็นการนำร่องก่อนการจัดงานรูปแบบออฟไลน์ในเดือนกันยายนนี้ เพื่อกระตุ้นการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการปรับรูปแบบการจัดงาน BGJF มาเป็นงานแสดงสินค้าเสมือนจริงผ่านระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2563 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดียิ่ง และได้จัดอย่างต่อเนื่องมาครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 เพื่อสร้างช่องทางและโอกาสให้กับผู้ประกอบการในการเข้าถึงผู้ซื้อผู้นำเข้าจากทั่วโลก ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ไม่สามารถเดินทางระหว่างประเทศได้เป็นปกติ

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ คาดว่าจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยจะมี 3 กิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ 1.การจัดหน้าร้านค้าของผู้ประกอบการ (Virtual Store) โดยมีผู้ประกอบการชาวไทยเข้าร่วมกว่า 300 บริษัท ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้นำเข้าที่สนใจสามารถเข้าชมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยผ่านทางออนไลน์ 2. การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) โดยคาดว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจออนไลน์ไม่น้อยกว่า 400 คู่ ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสสำหรับการค้าอัญมณีและเครื่องประดับผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์การค้าแบบ New Normal 3. การสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการอัญมณีและเครื่องประดับ รวมทั้งสร้างเครือข่ายภายในแพลตฟอร์มระหว่างที่มีการเจรจาการค้าแบบเรียลไทม์

“การจัดงานในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริงครั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้ซื้อ ผู้นำเข้า จากภูมิภาคต่างๆ อาทิ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ มาร่วมในการเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะเกิดมูลค่าการสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 570 ล้านบาท” นายภูสิตกล่าว

ทั้งนี้ หลังจากการจัดงานในรูปแบบออนไลน์ครั้งนี้แล้ว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะมีการจัดงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการจัดงานอย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 7-11 กันยายน 2565 ที่อิมแพค เมืองทองธานี หลังเว้นจากการจัดงานเกือบ 2 ปี จากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมกำหนดแนวคิดและวิสัยทัศน์หลักในการจัดงาน BGJF ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์งาน BGJF ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้เครือข่ายที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่ในการขับเคลื่อน โดยขณะนี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศที่คาดว่าจะเข้าร่วมงานกว่า 700 ราย และได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้ชมงานจากทั่วโลกที่จะเดินทางมาร่วมงานกว่า 10,000 ราย ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก คาดว่าจะมีมูลค่าการสั่งซื้อทันทีและภายในงานไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท
นายภูสิตกล่าวว่า สำหรับมาตรการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อเร่งรัดการส่งออกทั้งเชิงรุกและเชิงลึก ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ภายใต้นโยบายของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการสร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่เชื่อมโยงธุรกิจสู่เมืองรองต่างๆ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับเมืองคู่ค้าต่างๆ เช่น การลงนาม MOU กับเมืองโคฟุ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีส่วนทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น และได้ดำเนินการปรับรูปแบบการจัดงานแสดงสินค้า เป็นรูปแบบ เสมือนจริงซึ่งทำสำเร็จในการจัดงาน BGJF ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งยังได้จัดกิจกรรมเพื่อช่วยผู้ประกอบการและการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การจัดงาน Phuket Gems and Jewelry Fest by Bangkok Gems and Jewelry Fair ณ จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนธันวาคม 2564 เป็นต้น

โดยผลจากการดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก จะช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยได้เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่าเป้าหมายการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในปี 2565 ที่ตั้งไว้ที่มูลค่า 234,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยสถานการณ์ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำไม่ขึ้นรูป) ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2565 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 62,546 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีมาก


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
13 มิถุนายน 65

“พาณิชย์-DITP”ชวนร่วมฟังเสวนา ชี้โอกาส แนะช่องทางการบุกเจาะตลาดเกาหลีใต้-อินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กำหนดจัดเสวนา “NEA BizTalk Series 2 และ 3” เชิญกูรูภาครัฐและเอกชน มาร่วมให้ความรู้โอกาสทางการค้า แนะช่องทางการบุกเจาะตลาดเกาหลีใต้และอินเดียแบบเจาะลึก วันที่ 14 และ 15 มิ.ย.นี้ เชิญชวนผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วม ฟรี

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ เร่งขยายโอกาสในการส่งออกให้กับผู้ประกอบการ ในการบุกเจาะตลาดเป้าหมายสำคัญ ล่าสุด กรมฯ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ได้กำหนดจัดเสวนา “NEA BizTalk Series 2 และ 3” ภายใต้โครงการ “เจาะลึกตลาดต่างประเทศในยุคการค้าใหม่” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับตลาดเกาหลีใต้ และอินเดีย โอกาสในการบุกเจาะตลาด และช่องทางในการบุกเจาะตลาด ให้กับผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจในการส่งออกไปยัง 2 ตลาดข้างต้น

สำหรับการจัดเสวนา NEA BizTalk
Series 2 : “รู้ รับ ปรับตัว เข้าถึงตลาดเกาหลีในยุคการค้าใหม่” กำหนดจัดในวันที่ 14 มิ.ย.2565 เวลา 09.00–15.00 น. โดยจะมีกูรูจากภาครัฐและเอกชน มาร่วมให้ความรู้อย่างเจาะลึก ได้แก่ ประเด็น “โอกาสของสินค้าไทยในตลาดเกาหลี ยุคการค้าใหม่” โดยน.ส.ชนัญญา พรรณรักษา อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี และ Mr.Sung Hoon Kang , Director–Office of Thai Trade Representative in Busan , “สิทธิประโยชน์ทางการค้าในกรอบความร่วมมือทางการค้า RCEP” โดยนายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และอดีต ผอ. สคต. เมืองมุมไบ และน.ส.ปิยชาติ สอทิพย์ ผู้อำนวยการกองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ และ “เทคนิคการนำเข้า–ส่งออกไปยังตลาดเกาหลี” โดย Mr. Stanley Park–Honorable Trade Advisory to Ministry of Commerce และ ฐาณิญา เจนธุระกิจ กรรมการบริหาร บริษัท ฑี ฐาณิญา จำกัด

ส่วนการเสวนา NEA BizTalk Series 3 : “เปิดโลกหลังโควิด พิชิตตลาดอินเดีย” กำหนดจัดวันที่ 15 มิ.ย.2565 เวลา 09.00–15.30 น. จะได้พบกับปาฐกถาพิเศษ “มองอินเดียใหม่…ที่คนไทยไม่คุ้นเคย” โดยนายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย, การเสวนา “โอกาสการค้าไทยในตลาดอินเดียหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–19” โดยน.ส.สุพัตรา แสวงศรี กงสุล (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย , น.ส.สายทอง สร้อยเพชร อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย, น.ส.หทัยชนก สีวะรา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจนไน สาธารณรัฐอินเดีย และ “ทำธุรกิจอย่างไร ให้ชนะใจอินเดีย?” โดยบีไยกุมาร ปานเดย์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดต่างประเทศ Innovek Asia Co., Ltd., สีฟ้า เกตุไชโย เจ้าของร้านอาหาร SEEFAH และ สันติ จงคงคา รองประธาน ITD Cementation India Limited

โดยตลาดเกาหลีใต้ เป็นคู่ค้าสำคัญของไทยที่น่าจับตามอง จากยอดส่งออกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2565 มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจในประเทศ จากการเปลี่ยนแปลงทั้งในบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤติโควิด–19

ขณะที่ตลาดอินเดีย เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 10 ของไทย และเป็นตลาดสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ และอินเดียยังถูกมองว่าจะเป็นตลาดส่งออกใหม่ของไทยที่จะมาแทนจีน ด้วยจำนวนประชากรและขนาดของประเทศที่ใหญ่และมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในอนาคต ถือเป็นโอกาสและความท้าทายครั้งสำคัญของผู้ประกอบการส่งออกไทย ที่จะต้องตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาสขยายตลาดด้วยกลยุทธ์ใหม่ ๆ

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการหรือผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานเสวนา NEA BizTalk Series 2 : “รู้ รับ ปรับตัว เข้าถึง ตลาดเกาหลีในยุคการค้าใหม่” ผ่านระบบ Zoom ได้ฟรี! ที่ https://shorturl.asia/3vp2r และ NEA BizTalk Series 3 : “เปิดโลกหลังโควิด พิชิตตลาดอินเดีย” ผ่านระบบ Zoom ได้ฟรี! ที่ https://shorturl.asia/N9mpn หรือรับชมสด! ผ่าน Facebook Live สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1169 กด 1 หรือสอบถามรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมติดต่อ ปัทมา รุจินธรรม (หญิง) โทร. 081 343 4576


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
11 มิถุนายน 65

พาณิชย์ – DITP ร่วมกับ TAFA จัดเสวนา “ขนส่งทางอากาศ…ทางเลือกของผู้ส่งออกผลไม้”ต่อยอดความร่วมมือขนส่งสินค้าทางอากาศ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) กำหนดจัดงานเสวนา “ขนส่งทางอากาศ…ทางเลือกของผู้ส่งออกผลไม้” ในวันพุธที่ 15 มิถุนายน 2565 ต่อยอดความร่วมมือขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างภาครัฐและเอกชน

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน และได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศดำเนินการร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับแนวทางการขนส่งโดยเพิ่มทางเรือและอากาศ

นอกเหนือจากการขนส่งทางบก โดยกรมฯ ได้ดำเนินการจัดพิธีประกาศความร่วมมือขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา และกำหนดจัดงานเสวนา “ขนส่งทางอากาศ…ทางเลือกของผู้ส่งออกผลไม้” เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางด้านธุรกิจบริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ให้ข้อมูลแก่ผู้ส่งออกในการเตรียมความพร้อมของสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผลไม้ในการขนส่งทางอากาศ โดยได้รวบรวมข้อมูลสถานการณ์และแนวโน้มการขนส่งทางอากาศที่น่าจับตามอง รวมถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ส่งออก ในวันพุธที่ 15 มิถุนายน 2565 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้อง Conference Hall 1 ชั้น 2 GlowFish (สาธร) อาคารสาธรธานี 2 และผ่านระบบออนไลน์ (Webinar)

ภายในงานเสวนาได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในวงการขนส่งผลไม้ทางอากาศ ได้แก่ นายนิธิธร
สุขมนัส นายกสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย นายกิตติชัย ปัทมดิลก นายกสมาคมการค้าธุรกิจการบินขนส่งสินค้า นายเมธาสิทธิ์ ภมรสูต หัวหน้ากลุ่มงานขายประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นางสาวปภาวี สุธาวิวัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย มาร่วมให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเข้าร่วมการเสวนาได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.tradelogistics. go.th/th/activity ตั้งแต่วันนี้ – 12 มิถุนายน 2565 เท่านั้น หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : DITP.logistics ** ขอสงวนสิทธิเฉพาะผู้ลงทะเบียนเท่านั้น **


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
10 มิถุนายน 65

รฟฟท. จัดพิธีมอบรางวัลให้แก่สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงที่ชนะเลิศในการส่งคลิปวิดีโอเข้าประกวด จาก โครงการยกระดับภาพลักษณ์ในการให้บริการ “Smart Image & Smile Service”

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดพิธีมอบรางวัลให้แก่สถานี รถไฟฟ้าที่ชนะเลิศในการส่งคลิปวิดีโอเข้าประกวดจากโครงการยกระดับภาพลักษณ์ในการให้บริการ “Smart Image & Smile Service” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ณ อาคารสถานีกลางบางซื่อ

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ณ อาคารสถานีกลางบางซื่อ บริษัทได้จัดพิธีมอบรางวัล โครงการยกระดับภาพลักษณ์ในการให้บริการ “Smart Image & Smile Service” ซึ่งจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการให้บริการของพนักงานปฏิบัติการสถานีรถไฟฟ้าให้เป็นมาตรฐานสากล โดยให้แต่ละสถานีจัดทำผลงานคลิปวีดีโอการบริการความเป็นเลิศใน 8 ด้านของแต่ละสถานี คือ 1.ด้านความสามัคคี 2.ด้าน ความรวดเร็ว 3.ด้านความโปร่งใส 4.ด้านความปลอดภัย 5.ด้านความมีวินัย 6.ด้านความรอบคอบ 7.ด้านบริการด้วยใจ 8.ด้านตรงต่อเวลา โดยสถานีที่ได้คะแนนสูงตามเกณฑ์การประเมินและได้รับรางวัลรางวัลชนะการประกวดมีจำนวนทั้งสิ้น 8 สถานี จากทั้งหมด 13 สถานี โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ด้านความสามัคคี ได้แก่สถานีบางซ่อน 2. ด้านความรวดเร็ว ได้แก่สถานีดอนเมือง 3. ด้านความโปร่งใส ได้แก่สถานีรังสิต
  2. ด้านความปลอดภัย ได้แก่สถานีหลักสี่ 5. ด้านความมีวินัย ได้แก่สถานีจตุจักร
  3. ด้านความรอบคอบ ได้แก่สถานีทุ่งสองห้อง 7. ด้านบริการด้วยใจ ได้แก่สถานีกลางบางซื่อ 8. ด้านตรงต่อเวลา ได้แก่ สถานีหลักหก

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถช่วยสร้างขวัญกำลังใจ สร้างความมุ่งมั่นการปฎิบัติงานและ ยกระดับการให้บริการของพนักงานปฏิบัติการสถานีรถไฟฟ้าให้เป็นมาตรฐานสากล

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“จุรินทร์” รวมพลังเครือข่าย”วิสาหกิจเพื่อสังคม” (SE) กว่า 20 เครือข่าย สร้างธุรกิจแนวใหม่ที่ไม่เน้นผลกำไรอย่างเดียวแต่มุ่งรับใช้สังคมด้วย

9 มิถุนายน 2565
เวลา 10.30 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการตลาดวิสาหกิจเพื่อสังคม เชื่อมธุรกิจสร้างสรรค์ สู่สั่งคมที่ยั่งยืน (SE Connect) ที่สามย่านมิตรทาวน์ พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า

วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์เกิดขึ้นในหลายประเทศแล้ว และประเทศไทยก็เริ่มดำเนินการมาในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งขณะนี้ได้มีการจดทะเบียนการดำเนินธุรกิจแบบโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์ วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งคำจำกัดความนั้น หมายความว่าการจดทะเบียนวิสาหกิจนี้จะไม่มุ่งเน้นผลกำไรอย่างเดียวเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าได้ แต่มีมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของสังคม โดยจะมีการแบ่งปันรายได้และกำไรไปสู่สังคมด้วย คล้ายกับการต่อยอด CSR ที่คนไทยรู้จักดี แต่ไปจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมโดยเฉพาะ ซึ่งก็จะได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐบาล เช่น การจัดซื้อจัดจ้างเกิน 500,000 บาทของภาครัฐ ก็สามารถซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจงให้กับวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์เพื่อให้มีกำไรแล้วนำไปแบ่งปันให้กับสังคมต่อไปได้

ซึ่งเรื่องนี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า ตั้งแต่ตนเข้ามารับหน้าที่ประธานคณะกรรมการ ก็ได้ขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมในหลายเรื่องทีเดียว เช่น ขณะนี้การจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เพิ่มเติมขึ้นมาจนถึงวันนี้ มี 191 แห่งแล้ว ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายว่าในปี 65 จะทำให้ได้ 190 แห่ง แต่ขณะนี้เพียงไม่ถึง 6 เดือน ก็ทำได้เกินเป้าหมายแล้ว ก็หวังว่าจะมีการจดทะเบียนเพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อให้วิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นประโยชน์กับสังคม และประเทศ มีทั้งปริมาณเพิ่มขึ้นและมีความเข้มแข็งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญที่เป็นห่วงคือ วิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นเดินเดี่ยวไม่ได้เพราะยังไม่เข้มแข็งพอ ยกเว้นบางแห่งที่เข้มแข็งแล้ว เช่น ดอยคำ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่มีความเข้มแข็งอย่างชัดเจน แต่ที่เหลือหลายแห่งยังอ่อนแออยู่ ดังนั้นการจับมือกันสร้างเครือข่ายเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือในเรื่องเทคโนโลยี เรื่องการผลิต เรื่องทุน เรื่องการตลาด จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นเราจึงได้พยายามสร้างภาคีเครือข่าย ทำ MOU อยู่กับ 18 องค์กร และวันนี้ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งในการนำภาคีเครือข่ายทั้งหลายมาพบกัน แลกเปลี่ยนความเห็น จัดสัมมนากัน เพื่อที่จะสนับสนุนให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีความเข้มแข็งขึ้นยิ่งๆ ขึ้นไป และเป็นประโยชน์ทั้งทางธุรกิจที่ให้อยู่รอดได้ และไปแบ่งปันให้กับสังคมต่อไปได้ ซึ่งก็เป็นเป้าหมายสำคัญของกิจกรรมในวันนี้ และเป็นนโยบายสำคัญของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ตนเป็นประธานและของรัฐบาลด้วย

ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางการตลาดในการผลักดันวิสาหกิจชุมชนสู่สากลว่าจะเป็นอย่างไรนั้น รองนายกรัฐมนตรี ตอบว่า สำหรับวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีเป้าหมายในการส่งออกด้วยนั้น ตนได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมให้สามารถส่งออกได้ โดยรูปแบบของการจัด Online Business Matching หรือการจับคู่เจรจากับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ และวิสากิจเพื่อสังคมไทยก็เป็นผู้ส่งออกให้ได้เจอกันในภาวะโควิด และสามารถทำยอดขายได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถทำยอดขายได้ถึงกว่า 70 ล้านบาท หากดูตัวเลขรวมก็อาจจะน้อย แต่สำหรับวิสาหกิจเพื่อสังคมถือว่าเป็นตัวเลขที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและต่อไปในอนาคต วิสาหกิจเพื่อสังคมจะต้องได้สิทธิพิเศษในการเดินทางไปเปิดตลาดในต่างประเทศ ถ้ามีศักยภาพพอ ในการที่จะได้พื้นที่บูธ ในการเป็นส่วนหนึ่งของคณะที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็จะได้ทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อส่งเสริมให้วิสาหกิจเพื่อสังคมเดินหน้าได้ไม่เฉพาะตลาดในประเทศเท่านั้น

“YES Token” และ “Bitkub Chain” ผนึก “BUZZEBEES”ดึง CRM ระดับประเทศสู่ตลาดคริปโตฯเปิดตัวแคมเปญใช้คะแนนแลก YES Token ต่อยอดลงทุนบน Bitkub NEXT

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – “YES Token” (เยส โทเคน) โทเคน (Utility Token) ที่ได้รับการรับรองโดย บิทคับ เชน (Verified by Bitkub Chain) และสามารถใช้เช่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้ครั้งแรกในไทย และ Bitkub Blockchain Technology (บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี) ผู้สร้างและดำเนินการ Bitkub Chain เครือข่าย Blockchain ที่ได้รับความนิยมของไทย ประกาศความร่วมมือกับ “BUZZEBEES” (บัซซี่บีส์) ผู้นำในการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มด้าน CRM Privilege & Loyalty Program โดยครองสัดส่วนการตลาดในประเทศไทยกว่า 90% เปิดดีลครั้งยิ่งใหญ่เขย่าวงการ Loyalty Point เปิดตัวแคมเปญ “แลกคะแนนเป็น YES Token” เชื่อมบัญชีผู้สะสมแต้มกับร้านค้าและบริการที่อยู่ภายใต้ระบบของ BUZZEBEES กว่า 130 ล้านบัญชี เข้าสู่โลกแห่งการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย YES Token บน Bitkub NEXT หรือแลกซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

นายสุทธิเกียรติ กิตติภัทรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เยส เอ็กซ์ เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า “YES Token” ได้ลุยตลาดคริปโตฯ อย่างเข้มข้น เพื่อต่อยอดการเข้าถึงโทเคนในวงกว้างและสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้มากยิ่งขึ้น โดยล่าสุด ได้ผนึกความร่วมมือครั้งสำคัญกับ “Bitkub Blockchain Technology” ผู้พัฒนาเครือข่ายบล็อกเชนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทย และ “BUZZEBEES” ผู้ครองตลาดอันดับหนึ่งในด้านการออกแบบพัฒนาแพลตฟอร์มสิทธิประโยชน์บนดิจิทัล (CRM Privilege Platform) รวมถึงระบบสมาชิก สะสมคะแนน แลกของรางวัล ของร้านค้าและบริการต่าง ๆ ที่มีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มรวมกันกว่า 130 ล้านบัญชี เปิดตัวแคมเปญ “แลกคะแนนเป็น YES Token” เพื่อสร้างโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี ไม่ว่าจะเป็นการแลกใช้คริปโตฯ ซื้อสินค้าและบริการที่อยู่ใน Ecosystem ของ YES Token หรือนำไปใช้ค้ำประกันการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลบน yestoken.digital แพลตฟอร์มให้บริการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลรายแรกในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยี CeDeFi สุดล้ำ รวมทั้งสามารถลงทุนบน Bitkub NEXT เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนในโลกดิจิทัลได้ง่ายยิ่งขึ้น

“YES Token บนแพลตฟอร์ม “yestoken.digital” นับเป็น Fintech บน Bitkub Chain ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้วงการคริปโตฯ ไทย ผู้ถือครองเหรียญ YES Token สามารถใช้เพื่อยืมสินทรัพย์ดิจิทัล ซื้อหรือแลกสิทธิ์ในร้านค้าที่ร่วมรายการ อีกทั้งการถือเหรียญ YES จะสามารถทำกำไรได้ในอนาคตเมื่อราคาเหรียญมีมูลค่าสูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้กับ 2 พาร์ทเนอร์สำคัญ ทั้ง “BUZZEBEES” ที่มีสมาชิกมากถึง 130 ล้านบัญชี และ “Bitkub Blockchain Technology” ที่เป็นผู้พัฒนาระบบการแลกคะแนนเป็นโทเคนได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำ จะทำให้ผู้ใช้บริการสะสมคะแนนเข้าถึงการลงทุนบนโลกดิจิทัลได้ง่ายขึ้น โดยใช้คะแนนนำมาแลกเป็น YES Token เพื่อนำไปลงทุนต่อ ส่งผลให้ Ecosystem ของทั้ง YES, Bitkub Chain และ BUZZEBEES แข็งแกร่งมากขึ้น สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเรา ที่จะทำให้ YES Token เป็นมากกว่าแค่เหรียญที่มีไว้เพื่อเก็งกำไร แต่สามารถใช้งานได้ในโลกชีวิตจริงอีกด้วย เรามั่นใจว่า การร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงประสบการณ์ลูกค้าจากหลายช่องทางเข้าด้วยกัน และมอบเป็นรางวัลที่คุ้มค่าให้กับลูกค้าอย่างแน่นอน” นายสุทธิเกียรติกล่าว

“YES Token” เป็น Utility Token ที่ได้รับการรับรองโดย บิทคับ เชน (Verified by Bitkub Chain) ผลงานความร่วมมือของ บริษัท เยส เอ็กซ์ เทคโนโลยี จำกัด และ บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด รวมถึงพันธมิตรสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีแถวหน้าของประเทศไทยอย่าง บริษัท ฟินสเตเบิ้ล จำกัด และ บริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด ภายใต้มูลค่าการลงทุนกว่า 500 ล้านบาท โดยมูลค่าเหรียญ YES เริ่มต้น 28 บาท (ณ วันเปิดตัว 14 กุมภาพันธ์ 2565) ปัจจุบัน (8 มิถุนายน 2565) มีมูลค่ากว่า 43.53 บาท Marketcap อยู่ที่ 222.6 ล้านบาท Total Lending 5.2 ล้านบาท และ Total Borrowing 106,200 บาท ผู้ถือครองเหรียญ YES สามารถนำไปใช้ค้ำประกันการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม yestoken.digital แพลตฟอร์มให้บริการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลรายแรกในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยี CeDeFi สุดล้ำ รวมถึงการยืม NFT และสิ่งของในโลกจริง, การแลกสิทธิ์ในร้านค้าที่ร่วมรายการ และแคมเปญให้คนเข้ามาร่วมสนุกโดยทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ อีกมากมายในอนาคต ทั้งนี้ ผู้ที่ถือเหรียญ YES ครบ 10 เดือนสามารถซื้อ-ขาย (เทรดได้) ในตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (List on Bitkub Exchange) โดยหลังจากนี้มีแผนพัฒนาเหรียญ YES ให้เป็นเหรียญที่สามารถโหวต และมีสิทธิ์ในระบบการเทรดได้อย่างโปร่งใส (Governance Function) ในอนาคต
สำหรับ “BUZZEBEES” นับเป็นผู้นำอันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 90% ในด้านการออกแบบพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและจัดหาสิทธิประโยชน์บนดิจิทัลแบบครบวงจร (CRM Privilege & Loyalty Program) ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate) และลูกค้าขนาดย่อม (Retail) เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อสำหรับลูกค้า ปัจจุบัน BUZZEBEES มีผู้ใช้งานรวมกันมากกว่า 130 ล้านบัญชี ส่งมอบสิทธิพิเศษและของรางวัลต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้กับลูกค้ามากกว่า 20 ล้านรางวัลต่อปี รวมถึงเป็นพาร์ทเนอร์กับองค์กรระดับชั้นนำ อาทิ LINE, Samsung, AIS, Citi, AIA, PTT, SCG, Lotus’s, Singha, Nestlé, Mead Johnson, PepsiCo, Royal Canin, Grab และองค์กรชั้นนำอื่น ๆ อีกกว่า 300 องค์กร ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มร. ไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด กล่าวว่า “BUZZEBEES มุ่งมั่นที่จะมอบสิทธิพิเศษให้ผู้ใช้งานบน Ecosystem กว่า 130 ล้านบัญชี ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์และความสนใจ โดยในหนึ่งปีเรามียอดสะสมคะแนนจาการซื้อสินค้าและบริการผ่านแบรนด์ที่อยู่ใน Ecosystem รวมกันในระบบมากกว่า 1,000 ล้านคะแนน ซึ่งนอกจากสมาชิกจะสามารถนำไปใช้แลกดีลส่วนลดหรือซื้อสินค้าและบริการแทนเงินสดจากพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถนำคะแนนมาใช้ต่อยอดในการลงทุนโดยแลกเป็นเหรียญ YES เพื่อลงทุนในโลกคริปโตฯ ได้อีกด้วย ความร่วมมือกับ YES Token ในครั้งนี้จึงนับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการ Loyalty Point ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าและความหลากหลายในการแลกของของรางวัลให้กับคะแนนสะสม ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มที่สนใจการลงทุนและสร้างการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล จึงเชื่อมั่นว่าจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่างแน่นอน”

ลูกค้าผู้สะสมคะแนนของ BUZZEBEES สามารถนำ YES Token ไปใช้ลงทุนต่อได้บน “Bitkub NEXT” (บิทคับเน็กซ์) บริการกระเป๋าเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Wallet) ของประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จํากัด มีคุณสมบัติในด้านการทำธุรกรรมและเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) หรือ Non-Fungible Token (NFTs) และยังสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันที่ไม่มีตัวกลาง (Decentralised Application หรือ Dapps) เช่น NFTs Marketplace, DeFi อีกด้วย

นายภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “การร่วมมือของ YES Token และ BUZZEBEES นั้น เรามองว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อ Ecosystem ในภาพรวม ซึ่งในขณะเดียวกัน การร่วมมือครั้งนี้ก็จะมีบทบาททำให้เกิดประสิทธิภาพการใช้งาน พร้อมทั้งสร้าง Use Case ใหม่ ๆ ของสินทรัพย์ดิจิทัล โดยการร่วมมือในครั้งนี้เป็นการตอบโจทย์การมองหาพันธมิตรทางธุรกิจของเรา ที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี Decentralized Finance ได้ง่าย ผ่านการเชื่อมต่อกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitkub NEXT และเราเชื่อว่า การพัฒนาเหล่านี้ของทุกฝ่ายจะสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งไปพร้อม ๆ กับ Bitkub Chain ในอนาคต”

ค้นหาข้อมูล BUZZEBEES ได้ที่ https://crm.buzzebees.com/

ติดตามข่าวสารของ YES Token ได้ที่แพลตฟอร์ม yestoken.digital Facebook page: : YES Token Line OA : @yestoken และ Line Open Chat: YES Token Community

สมัครบัญชีกระเป๋าเงิน Bitkub NEXT ได้ทางเว็บไซต์ https://accounts.bitkubnext.com/login

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น