ทำรายได้เข้าไทยไม่หยุด!“จุรินทร์” สร้างประวัติศาสตร์ นำพาณิชย์ลงนาม Mini-FTA ไทย-ปูซาน ของเกาหลี ต่อยอดส่งออก ตั้งเป้า 2 แสนล้าน ภายใน 3 ปี

วันที่ 12 กรกฎาคม 2565 เวลา 17.00 น.ที่ห้อง The conservatory ชั้น 1 อาคาร The House on Sathorn โรงแรม W hotel ถนนสาทร
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการค้า หรือ มินิเอฟทีเอ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจปูซาน หรือ Busan Economic Promotion Agency (BEPA) สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีนายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และนายจิน ยาง-ฮยอน ประธาน BEPA เป็นผู้ลงนามฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลี

นายจุรินทร์ กล่าวว่า การทำ MOU วันนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ตนมอบให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดดำเนินการสร้างความสัมพันธ์ขยายความร่วมมือทางการค้าไปยังประเทศต่างๆ ที่ลงลึกในระดับมณฑลหรือระดับเมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในโลก ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ได้ทำ MOU ในลักษณะนี้หรือที่ตนเรียกว่า Mini FTA กับมณฑลไห่หนานของจีน มณฑลกานซู่ของจีน เมืองโคฟุของญี่ปุ่น และล่าสุดกับรัฐเตลังกานาของอินเดีย วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่ง ที่กระทรวงพาณิชย์ไทยได้ลงนามทำ MOU หรือที่ตนเรียกว่า Mini FTA กับ BEPA ของปูซาน

“ประเทศเกาหลีใต้ถือเป็นพันธมิตรการค้าสำคัญของประเทศไทย เพราะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 10 ของโลก มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีปีที่แล้ว 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และถ้าลงลึกถึงการค้าระหว่างไทยกับปูซาน มีมูลค่าการค้าระหว่างกันถึง 2,330 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 75,000 ล้านบาทในปีที่แล้ว ที่สำคัญท่าเรือปูซานเป็นท่าเรือที่รองรับการส่งออกสินค้าไทยไปยังเกาหลีมากที่สุดเป็นลำดับที่หนึ่ง การลงนาม MOU ระหว่างกันในวันนี้ ตนมั่นใจว่าจะมีความสำคัญทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับปูซานและประเทศเกาหลีในที่สุดต่อไป หวังว่าวันนี้จะเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งของการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีและปูซาน ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นายมูน ซึง ฮย็อน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจําประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2022 จะครบรอบ 64 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เกาหลี อีกทั้งยังเป็นปีที่ครบรอบ 10 ปีของการยกระดับ ความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ

ในปี 2019 มี ชาวเกาหลีกว่า 1.9 ล้านคนเดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย เมื่อพิจารณาถึงมิตรภาพอันยาวนานที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไว้เช่นนี้ ตนหวังว่าในอนาคตความร่วมมือระหว่างไทยและเกาหลีจะแน่นแฟ้นและมั่นคงมากยิ่งขึ้น เหมือนดังที่การค้าระหว่าง ไทยกับเกาหลีมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว แต่ตนคิดว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีนั้นยัง สามารถพัฒนาได้อีกมากในอนาคต

ตนเชื่อว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์และสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจปูซานในวันนี้ เป็นบันใดอีกขั้นหนึ่งในการยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้สูงขึ้น นครปูซานนั้นเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศเกาหลี อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ ทําให้ปูซานมีโครงสร้าง พื้นฐานที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้นครปูซานกับกรุงเทพฯ ยังได้ตกลงเป็นเมืองพี่เมืองน้องกันตั้งแต่ปี 2011

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ฑูตพาณิชย์ดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก โดยเร่งรัดการเจรจาทุกระดับเพื่อขยายการค้าของไทยไปยังตลาดโลกในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรทั้งเมืองหลักและเมืองรองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง โดยตั้งเป้าว่าภายหลังการลงนามในครั้งนี้ มูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสาธารณรัฐเกาหลีจะเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี (นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 ถึง พ.ศ. 2567) พร้อมทั้งได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งผลักดันซอฟพาวเวอร์ของไทย ที่มีจุดเด่นในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ และวัฒนธรรม โดยปูซานตั้งเป้าเป็นเมืองอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ จะมีการจัดงานภาพยนตร์นานาชาติและงานแสดงสินค้าเกมส์ที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลี เป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ใช้ความร่วมมือด้านการค้าผ่านซอฟพาวเวอร์อย่างเป็นรูปธรรม 

“พาณิชย์-DITP”ถกเอกชน ประเมินส่งออกเกษตร อาหาร เครื่องดื่ม ดีต่อเนื่อง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) หารือภาคเอกชนกลุ่มเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม คาดแนวโน้มการส่งออกยังดีขึ้นต่อเนื่อง ได้รับปัจจัยบวกจากบาทอ่อนค่า หลายประเทศต้องการเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร มีการเปิดประเทศ ทำให้ต้องการสินค้ามากขึ้น และส่งออกไปตะวันออกกลางดีขึ้น จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น เล็งจัดจับคู่เจรจาการค้า 6 กรกฎาคมนี้ ระหว่างผู้ซื้อ ผู้นำเข้าซาอุดิอาระเบียกับผู้ส่งออกไทย พร้อมเตรียมจัดคณะ

ไปเยือน 29 สิงหาคม 2565
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้
เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ กรมฯ ได้รับนโยบายและจัดให้มีการประชุมหารือกับภาคเอกชนสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม เมื่อวันที่ 1กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อทราบถึงสถานการณ์ของสินค้าและหารือแนวทางในการส่งเสริมการส่งออก เช่น สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย
สมาคมกุ้งไทย สมาคมทูน่าไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป รวม 24 สมาคม

ทั้งนี้ ผลการหารือทราบว่าสินค้าในกลุ่มอาหารส่วนใหญ่ ยังคงมีแนวโน้มและทิศทางที่ดีในการส่งออก รวมทั้งจะมีตัวเลขในการส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ น้ำมันปาล์ม เครื่องดื่ม ผลไม้ ผัก ประมง โดยเฉพาะปลาทูน่า อาหารสัตว์เลี้ยง ปศุสัตว์ อาหารสําเร็จรูป อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ข้าว และมันสําปะหลัง เป็นต้น
“ภาคเอกชนให้ข้อมูลว่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มอาหารข้างต้น ที่มีแนวโน้มดี เนื่องจากเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า ประเทศคู่ค้าต้องการรักษาความมั่นคงทางอาหาร หลายประเทศเริ่มทยอยเปิดประเทศและผ่อนคลายมาตรการควบคุมให้ดําเนินกิจกรรมเศรษฐกิจได้ปกติ และการส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางดีขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาคพลังงาน ซึ่งส่งผลดีต่อกําลังซื้อ”นายภูสิตกล่าว นายภูสิตกล่าวว่า จากผลการหารือดังกล่าว กรมฯ ได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าดังกล่าว ได้แก่ การจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ซื้อ ผู้นําเข้าจากประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2565 ณ ไอคอนสยาม โดยกรมฯ ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าริยาด ซึ่งสภาหอการค้าฯ ได้นัดหมายทางฝ่ายไทยแล้ว 120 ราย และในวันที่ 29 สิงหาคม 2565 กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนนำคณะผู้บริหารระดับสูงเดินทางไปเยือนประเทศซาอุดิอาระเบียด้วย สำหรับสถานการณ์ส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม ในช่วง 5 เดือน ปี 2565 (มกราคม-พฤษภาคม) มีมูลค่ารวม 467,255.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.16% โดยสินค้าเกษตรและอาหารที่ส่งออกสำคัญ

5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง มูลค่า 71,870.68 ล้านบาท เพิ่ม 39.37% 2.ข้าว มูลค่า 47,802.76 ล้านบาท เพิ่ม 34.55% 3.อาหารทะเลสด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูป (รวมทูน่ากระป๋องและแปรรูป
แต่ไม่รวมกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป) มูลค่า 59,225.16 ล้านบาท เพิ่ม 19.92% 4.ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป มูลค่า 50,259.71 ล้านบาท เพิ่ม 15.54% 5.ผัก ผลไม้ สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง มูลค่า 90,911.75
ล้านบาท เพิ่ม 10.16%
ส่วนตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน มูลค่า 95,289.96 ล้านบาท เพิ่ม 10.92% 2.สหรัฐฯ มูลค่า 60,937.81 ล้านบาท เพิ่ม 34.28% 3.ญี่ปุ่น มูลค่า 56,728.94 ล้านบาท
เพิ่ม 10.01% 4.อินเดีย มูลค่า 21,926.56 ล้านบาท เพิ่ม 219.90% และ 5.มาเลเซีย มูลค่า 17,519.7 ล้านบาท เพิ่ม 36.86% ​สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
12 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”เผยผลเจรจาจับคู่ไทย-ซาอุดิอาระเบีย ตกลงซื้อขายยอดสุดปังทะลุ 11,630 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลการจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจไทย-ซาอุดิอาระเบีย

มีการเจรจาจับคู่รวม 352 คู่ เกิดยอดตกลงซื้อขายกว่า 11,630 ล้านบาท ระบุอาหาร ก่อสร้าง การดูแลสุขภาพ
ค้าปลีก ขนส่ง อัญมณีและเครื่องประดับสุดฮอต เตรียมลุยจัดกิจกรรมกระตุ้นความต้องการสินค้าไทยต่อ ทั้งโปรโมตในห้าง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ตามด้วย “จุรินทร์” นำทีมรัฐและเอกชนไปเจรจาการค้าอีกครั้งช่วงปลาย สิงหาคม หรือต้นกันยายนนี้

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยถึงผลการจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ Thai–Saudi Business Matching ที่กรมฯ ได้ดำเนินการร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้หาโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ว่า กรมฯ ได้รับรายงานผลการเจรจาเบื้องต้นแล้ว ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเอกชนซาอุดิอาระเบียจากหอการค้ามณฑลริยาด ที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 70 บริษัท ได้มีการเจรจาจับคู่เจรจากับนักธุรกิจไทยกว่า 352 คู่ สามารถสามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายทันทีประมาณ 130 ล้านบาท และมูลค่าคาดการณ์ภายในหนึ่งปี อีกกว่า 11,500 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มสินค้าและบริการที่ได้รับความสนใจและตกลงซื้อขาย ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ก่อสร้าง การดูแลสุขภาพ ค้าปลีก การขนส่ง และอัญมณีและเครื่องประดับ ตามลำดับ โดยคาดว่า หลังจากตกลงซื้อขายกันในครั้งนี้แล้ว จะมียอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นตามมาอีกในอนาคต เพราะเท่าที่ได้รับรายงานจากการจัดกิจกรรม สินค้าไทยได้รับการชื่นชมว่าเป็นสินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และเชื่อว่าจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวซาอุดิอาระเบีย
นายภูสิตกล่าวว่า นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กรมฯ มีแผนจัดกิจกรรมขยายตลาดซาอุดิอาระเบียเพิ่มเติมอีก โดยจะร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในซาอุดิอาระเบีย ได้แก่ Manuel และ LULU จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล และผลไม้ เป็นต้น เพื่อให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น และจะเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าอาหาร สินค้าฮาลาล สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าความงาม ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม

นอกจากนี้ จะเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากซาอุดิอาระเบียเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย
ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในรูปแบบปกติ หรือในรูปแบบไฮบริดและออนไลน์ เช่น งานแสดงสินค้าและบริการด้านโลจิสติกส์ (TILOG VE/TILOG-LOGISTIX) ระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคม 2565 งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (Bangkok RHVAC 2022) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2565 (Bangkok E&E 2022) ระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2565 และงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems & Jewelry Fair) ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2565
ขณะเดียวกัน ได้เตรียมการนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชน นำทีมโดยนายจุรินทร์เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปเยือนซาอุดิอาระเบีย ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายน 2565 เพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-ซาอุดิอาระเบีย
สำหรับซาอุดิอาระเบียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 17 ของไทย และเป็นคู่อันลำดับที่ 2 ของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยในปี 2565 ไทยและซาอุดิอาระเบียมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 232,757.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.75% โดยเป็นการส่งออก มูลค่า 51,934.34 ล้านบาท ลดลง 0.94% นำเข้า 182,822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.72% และในช่วง 5 เดือนปี 2565 (ม.ค.-พ.ค.) การค้าไทย-ซาอุดิอาระเบียมีมูลค่า 122,235.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.56% เป็นการส่งออก มูลค่า 25,697.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.30% และนำเข้ามูลค่า 96,537.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.31%
โดยสินค้าที่ไทยส่งออกไปซาอุดิอาระเบีย 5 อันดับแรกในช่วง 5 เดือนปี 2565 ได้แก่ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และนำเข้าจากซาอุดิอาระเบีย 5 อันดับแรก ได้แก่ น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ น้ำมันสำเร็จรูป และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
11 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”ชวนสมัครเข้าร่วมเจรจาการค้าออนไลน์ ดันสินค้าไทยเจาะบังกลาเทศ-อินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชวนผู้ผลิต ผู้ส่งออก SMEs สมัครเข้าร่วมโครงการเจรจาการค้าสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม ที่กรุงธากา และโครงการ Thai Trade Expo 2022 เมืองไฮเดอราบัด ผ่านการเจรจาการค้าออนไลน์ เพื่อเปิดตลาดสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดบังกลาเทศและอินเดีย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดกรมฯ ได้กำหนดจัดโครงการเจรจาการค้าสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการผลักดันและส่งเสริมการค้าในตลาดเอเชียใต้ ระหว่างวันที่ 26–27 กรกฎาคม 2565 ณ โรงแรม Amari ที่กรุงธากา บังกลาเทศ ผ่านรูปแบบออนไลน์ โดยจะจัดให้มีการเจรจาการค้าออนไลน์ (Online Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้สร้างเครือข่ายกับผู้นำเข้าหรือนักธุรกิจในบังกลาเทศ ตลอดจนได้รับทราบถึงความต้องการของตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภค
อันจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการให้เหมาะสมกับตลาดและสามารถส่งออกเข้าสู่ตลาดบังกลาเทศได้ต่อไป
สำหรับสินค้าเป้าหมาย ได้แก่ 1.เคมีภัณฑ์ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เซรามิค พลาสติก 2.วัสดุก่อสร้าง ส่วนประกอบโครงสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า วัสดุหรืออุปกรณ์สำหรับการก่อสร้างถนน ป้ายบอกทาง สีสำหรับพื้นถนน เป็นต้น 3.เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง 4.ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง สีสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ 5.ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม น้ำมันหล่อลื่น 6.เครื่องมือ อุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ 7.เทคโนโลยีการผลิต การเก็บรักษา และการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม 8เครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการประมง และ 9.เครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการผลิตกระดาษและกระดาษบรรจุภัณฑ์

นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีกำหนดจัดโครงการ Thai Trade Expo 2022 ณ เมืองไฮเดอราบัด สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อจัดการเจรจาการค้าออนไลน์ และจัดนิทรรศการแสดงสินค้าไทย กำหนดไว้วันที่ 2-4 กันยายน 2565 โดยมีสินค้าเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องเขียน เครื่องใช้สำนักงาน แฟชั่น เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสปา วัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมหนัก

​ทั้งนี้ ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการเจรจาการค้าสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม กรุงธากา บังกลาเทศ สามารถสมัครได้ที่ ditpbd.activity@gmail.com และโครงการ Thai Trade Expo 2022 เมืองไฮเดอราบัด สาธารณรัฐอินเดีย สามารถสมัครเข้าร่วมได้ที่ southasia.adtivity@gmail.com


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP” จัดกิจกรรมยกระดับผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการยกระดับผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ หรือ “Upskill & Reskill” ในวันที่
8 กรกฎาคม 2565 โดยมีผู้ประกอบการ และผู้สนใจด้านการค้าระหว่างประเทศ ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 300 ราย
นายภูสิต เปิดกล่าวว่า “โครงการ Upskill & Reskill ได้ดำเนินการตามนโยบายที่สำคัญของ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนาศักยภาพ ยกระดับ องค์ความรู้ และเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อต่อยอดโอกาสทางการค้าไปยังเวทีการค้าสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs ทั่วประเทศจำนวนมากกว่า 3 ล้านราย ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย”
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ได้จัดโครงการ Upskill & Reskill ระหว่างวันที่ 8, 11 และ 19 กรกฎาคม 2565 เพื่อ UpSkill ความรู้เดิม และ ReSkill เสริมทักษะใหม่ โดยมุ่งเน้นนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย ประกอบกับการเสริมองค์ความรู้ในการสร้างโอกาสทางการค้าจาก Megatrends การค้าที่สำคัญของโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับมือกับโลกในยุคเศรษฐกิจกระแสใหม่อย่างเข้มแข็ง ผ่าน 6 หลักสูตรที่ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่
และด้านเทรนด์การค้าที่สำคัญของโลกในขณะนี้ อาทิ หลักสูตร Sustainable Development Goals หรือ SDGs ขายสินค้าอย่างไรให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน / หลักสูตรยกระดับแนวคิด ทำธุรกิจด้วย IKIGAI (อิคิไก) Branding / หลักสูตร Marketing Technology / หลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการขายออนไลน์ด้วย Chatbot / หลักสูตร Digital Logistics และ หลักสูตรการเจาะตลาด Silver Age Marketing

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ความรู้ที่ทันสมัยจากโครงการ Upskill & Reskill แล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการอบรมตามเกณฑ์ที่กำหนดยังจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสถาบัน NEA ในอนาคตต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรการฝึกอบรม สัมมนา ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศในด้านต่างๆ สามารถติดตามข่าวสาร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการ
การค้ายุคใหม่ nea.ditp.go.th หรือสายด่วน โทร 1169 กด 1 กด 1


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
8 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP” ผนึกกำลังเกษตรปลดล็อกไทยส่งออกมังคุดไปไต้หวัน

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์
ชี้ให้ผู้ประกอบการไทยเร่งใช้โอกาสในการส่งออกมังคุดไปไต้หวัน หลังจากไต้หวันอนุญาตให้ไทยกลับมาส่งออกมังคุดได้อีกครั้ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2565 นายภูสิตฯ เปิดเผยว่าการที่ไต้หวันอนุญาตให้ไทยกลับมาส่งออกมังคุดได้เป็นผลมาจากการทำงานอย่างบูรณาการและใกล้ชิดระหว่างสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) หน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งรับผิดชอบไต้หวัน และสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ของไทยที่ร่วมกันผลักดัน และเจรจาเพื่อนำเสนอข้อมูลทางวิชาการให้ไต้หวันยอมรับและมั่นใจในวิธีการตรวจปล่อยมังคุดของไทย นับเป็นการทำงานที่ตอบรับนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการ
ให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ทำงานประสานกันเพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย
นางสาวกัลยา ลีวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2)
กล่าวเพิ่มเติมว่า ไต้หวันเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีการบริโภคผลไม้เฉลี่ยต่อหัวสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยชาวไต้หวันมีกำลังซื้อสูง และมังคุดเป็นผลไม้ไทยที่ชาวไต้หวันนิยมมากเป็นอันดับสองรองจากทุเรียน โดยมังคุดที่เคยวางขายในไต้หวันสามารถทำราคาได้สูงถึง 40-50 บาทต่อผล ทั้งนี้ ในปี 2562 ไต้หวันอนุญาตให้ไทยส่งออกมังคุดไปยังไต้หวันได้ โดยมีเงื่อนไขต้องผ่านกระบวนการอบไอน้ำเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ และต้องมีเจ้าหน้าที่เกษตรของไต้หวันเดินทางมาควบคุมการตรวจปล่อยก่อนการส่งออก แต่เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินทางมาไทยได้ ส่งผลให้ไทยไม่สามารถส่งออกมังคุดไปไต้หวันได้ ไทยจึงแก้ไขปัญหาโดยเสนอแนวทางให้ไทยสามารถตรวจปล่อยมังคุดได้โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่จากไต้หวันเดินทางมากำกับดูแล ซึ่งจะช่วยปลดล็อคให้ไทยสามารถส่งออกมังคุดได้แม้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
ล่าสุดไต้หวันอนุญาตให้โรงอบไอน้ำแห่งแรกของไทย (บริษัท SEM) กลับมาส่งออกมังคุดได้โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ไต้หวันเดินทางมาควบคุมการตรวจปล่อยสินค้า และยังมีโรงอบไอน้ำอีก 4 โรง ที่หากผ่านการทำ running test ตามที่ไต้หวันกำหนดแล้ว ก็จะสามารถส่งออกมาไต้หวันได้เช่นกัน การที่ไทยสามารถกลับมาส่งออกมังคุดไป
ยังไต้หวันได้จะช่วยระบายผลผลิตมังคุดและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของไทยต่อไป ทั้งนี้ สคต. ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ขอให้ผู้ส่งออกไทยระมัดระวังเรื่องมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารตกค้างและแมลงที่อาจติดมากับผลไม้ เนื่องจากไต้หวันมีความเข้มงวดในการตรวจผลไม้นำเข้า โดยหากตรวจพบแมลงหรือสารตกค้างสินค้าจะถูกทำลายหรือส่งกลับทั้งล็อต นอกจากนี้ สินค้านำเข้าในล็อตต่อไป จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
7 กรกฎาคม 2565

เร่งเครื่องส่งออก“จุรินทร์”สร้างประวัติศาสตร์จัดจับคู่ธุรกิจไทย-ซาอุฯ จับมือสภาหอขายสินค้าไทย คาดส่งออกไปซาอุฯปีนี้กว่า 56,000 ล้านบาท

วันที่ 6 กรกฎาคม 2565 เวลา 13.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน Thai – Saudi Business Matching พร้อมด้วย มร.ครารีม อัลอันซี่ กรรมการหอการค้ามณฑลริยาดและหัวหน้าคณะกรรมการด้านการค้าของหอการค้ามณฑลริยาด นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะที่สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม

นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งของการค้าการลงทุนของประเทศไทยกับซาอุดีอาระเบีย ที่นักธุรกิจของทั้งสองประเทศได้มีโอกาสพบกัน นับตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี นำคณะจากประเทศไทยเปิดสัมพันธ์ไมตรีอีกครั้งหนึ่งกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนับจากนี้ต่อไปประเทศไทยจะได้สานต่อความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียในรูปแบบต่างๆ ทั้งการค้าการลงทุนและด้านอื่นๆ ด้านการค้าถือว่าซาอุดีอาระเบียเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศไทย และเป็นประเทศที่มีความสำคัญทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจประเทศหนึ่งของโลก มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียปีที่แล้วมีมูลค่ารวมกันถึง 234,000 ล้านบาท ประเทศไทยส่งออกไปซาอุดีอาระเบียปีที่แล้ว 51,000 ล้านบาท ยังขาดดุลซาอุดีอาระเบียอยู่เยอะเพราะประเทศไทยนำเข้าพลังงานจากซาอุดีอาระเบียเยอะมาก สำหรับการส่งออก 5 เดือนแรกของปีนี้ ประเทศไทยส่งออกไปซาอุดีอาระเบียถึง 25,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.3%และตั้งเป้าว่าปีนี้ประเทศไทยจะส่งออกไปซาอุดีอาระเบียให้ได้ 56,000 ล้านบาท ให้มากกว่าปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 6%
ซึ่งซาอุดีอาระเบียสามารถใช้ไทยเป็นประตูการค้าไปสู่อาเซียนและประตูการค้าไปสู่เอเชียตะวันออกได้ รวมทั้งประเทศไทยก็สามารถใช้ซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้าไปสู่ตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศ GCC (กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Council)

ขอถือโอกาสเชิญชวนนักธุรกิจจากซาอุดีอาระเบียที่เดินทางมาเยือนไทยเที่ยวนี้จากมณฑลริยาดถึง 96 ราย 74 บริษัทว่าประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักลงทุนและผู้ค้าจากซาอุดีอาระเบียที่เป็นภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ ภาครัฐของซาอุดีอาระเบีย ถ้ามาลงทุนในประเทศไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างน้อยจาก FTA ที่ประเทศไทยทำกับประเทศต่างๆ 18 ประเทศ จำนวน 14 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย เปรู ชิลี และฮ่องกง รวมทั้งสิทธิประโยชน์จาก FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบันนี้ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกคือ RCEP ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership)
ซึ่งบังคับใช้แล้วเมื่อต้นปีนี้ และในอนาคตไทยกำลังจะทำ FTA เพิ่มกับบางประเทศ เช่นกลุ่มประเทศ EFTA ที่มีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ที่ตนไปประกาศนับหนึ่งที่ให้ไอซ์แลนด์ เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้ง FTA กับ UK และกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจเสรีการค้า APECในอนาคต ที่จะพัฒนาไปเป็น FTA และประเทศไทยมีข้อตกลงทางการค้ารูปแบบพิเศษจัดขึ้นที่เรียกว่า Mini FTA ซึ่งทำ Mini FTA กับมณฑลไห่หนานของจีน มณฑลกานซู่ของจีน รัฐเตลังคานของอินเดีย และเมืองโคฟุของญี่ปุ่น ซึ่งนักลงทุนที่มาลงทุนในไทยจะได้ประโยชน์ด้วย ที่สำคัญเรามีกลไกเรียกว่า กรอ.พาณิชย์(คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์)ซึ่งเป็นเวทีทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทย ซึ่งภาคเอกชนมีสมาชิกประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาโลจิสติกส์ทางเรือ และสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งสมาพันธ์เอสเอ็มอี นักลงทุนจากซาอุดีอาระเบีย เมื่อมาลงทุนทำการค้ากับประเทศไทยถ้าติดขัดปัญหาอุปสรรคจะสามารถใช้เวที กรอ.พาณิชย์ ช่วยคลี่คลายปัญหาได้โดยผ่านสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

“วันนี้ถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งสำหรับ 2 ประเทศ ที่นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียจะได้มาพบกับนักธุรกิจไทยเจรจาทางการค้าด้วยกันในรูปแบบ Business Matching ตนหวังว่าการเจรจาการค้าระหว่างกันวันนี้จะนำมาซึ่งการเซ็นสัญญาซื้อขายและการทำ MOU ระหว่างกันในมูลค่าไม่น้อยทีเดียว และปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นกันยายนนี้ตนจะนำคณะนักธุรกิจจากไทยไปเยือนซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งที่เมืองริยาดด้วย ขอต้อนรับนักธุรกิจจากซาอุดีอาระเบียและขอขอบคุณสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่ประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จนเกิดงาน Thai – Saudi Business Matching ขึ้น” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ก่อนการเปิดงาน Thai – Saudi Business Matching วันนี้ หัวหน้าคณะนักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย (มร.ครารีม อัลอันซี่) ในฐานะกรรมการและหัวหน้าคณะกรรมการด้านการค้าของหอการค้ามณฑลริยาด ได้นำคณะผู้บริหารของหอการค้ามณฑลริยาดเข้าเยี่ยมคารวะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันด้วย ซึ่งซาอุดีอาระเบียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 18 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง สินค้าที่ไทยส่งออกไปซาอุดีอาระเบีย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2.ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 3. ผลิตภัณฑ์ยาง 4.อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 5.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เป็นต้น

พาณิชย์จับมือสยามพิวรรธน์ จัด DEmark Show 2022ฉลอง 15 ปี รางวัล DEmark อวดโฉมงานออกแบบไทยก้าวหน้าสู่สิ่งใหม่พร้อมจัดพิธีลงนาม MOU สานต่อความร่วมมือ ดันสินค้าไทยสู่ตลาดสากล

​กรุงเทพมหานคร – 5 กรกฎาคม 2565 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดนิทรรศการ “DEmark Show 2022” ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 4 – 10 กรกฎาคม 2565 แสดงผลงานการออกแบบจากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 405 ผลงาน ภายใต้โครงการรางวัล Design Excellence Award หรือ DEmark ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 15 ภายใต้แนวคิด “Step forward to the Future of Impactful Design ดีไซน์ก้าวหน้า สู่สิ่งใหม่”ล่าสุดผนึกกำลังกับกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ จัดพิธีลงนาม MOU สานต่อความร่วมมือขยายผลสร้างการยอมรับสินค้ามีดีไซน์ไทยในตลาดโลก ชูจุดเด่นสินค้ากลุ่มหัตถอุตสาหกรรมและBCG เร่งสร้างโอกาสทางการค้าผ่านทุกช่องทาง ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปสู่เวทีโลก

​​นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ได้ให้นโยบายด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการค้าและยกระดับสินค้าไทยให้มีมูลค่าเพิ่มและได้รับการยอมรับระดับสากล สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤติสาธารณสุขที่ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ต่อเศรษฐกิจไทยและภาคธุรกิจ ส่งผลให้ความต้องการของตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไป ผู้ประกอบการไทยต้องพบกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมากไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และรายย่อย จะต้องมีการพัฒนากลยุทธ์เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพิ่มมูลค่า และสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการให้สอดรับกับกระแสความต้องการวิถีใหม่ ซึ่งการออกแบบนับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่ช่วยให้ SMEs สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ รางวัล DEmark จึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการของไทย ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกรม ที่ได้ให้การสนับสนุนนักออกแบบไทย ตลอดจนผู้ประกอบการ SME ที่ส่งผลงานเข้าประกวดอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 15”
​​รางวัล Design Excellence Award หรือ DEmark เป็นเวทีประกวดรางวัลด้านการออกแบบระดับประเทศ มุ่งหวังให้เกิดการยกระดับมาตรฐานการออกแบบจากประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยทุกปีจะมีการเฟ้นหาสินค้าที่มีการออกแบบดีที่โดดเด่น ส่งต่อไปสู่รางวัล Good Design Award หรือ G-mark รางวัลการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในระดับสากล จัดโดย Japan Institute of Design Promotion (JDP) พันธมิตรที่ให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด นอกจากนี้กรมยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานผู้จัดประกวดรางวัลการออกแบบอื่น เช่น รางวัล Golden Pin Design Award ไต้หวัน จัดโดย Taiwan Design Research Institute (TDRI) และรางวัล Hongkong Smart Design Awards ฮ่องกง จัดโดย The Hong Kong Exporters’ Association อีกด้วยโดยได้รับเกียรติจากหน่วยงานส่งผู้แทนร่วมเป็นกรรมการตัดสินเพื่อจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับแพร่หลายในตลาดโลก
​​กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้จัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือ MOU ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และบริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จํากัด ภายในงาน “DEmark Show 2022” ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

นางปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ Retail Concept Shop บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยามพิวรรธน์ ในฐานะผู้พัฒนาธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกชั้นนำของประเทศไทย ที่ดำเนินธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ และมีความตั้งใจที่จะสร้างโอกาสให้คนไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์ ได้ยกระดับขีดความสามารถและเผยแพร่ชื่อเสียงผลงานของตนเองให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยและประเทศชาติ การส่งเสริมบุคคลากรในอุตสาหกรรมการอออกแบบจึงเป็นกิจกรรมที่เราให้ความสำคัญมาอย่างยาวนาน และเป็นที่มาของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยพร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้อีกทั้งความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัว รวมถึงให้การสนับสนุนสถานที่เพื่อจัดกิจกรรมเผยแพร่ การส่งเสริมการตลาด การประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผลงานของนักออกแบบมีช่องทางจำหน่ายในตลาดอีกด้วย โดยสยามพิวรรธน์ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่จะนำพาผู้ประกอบการไทยไปสู่เวทีโลก ร่วมเสนอผลงานสินค้าไทยที่มีการออกแบบดีและมีความคิดสร้างสรรค์ รุกตลาดขยายแพลตฟอร์มสู่นานาประเทศ ผ่านร้าน ICONCRAFT, ABSOLUTE SIAM และ ECOTOPIA และล่าสุดนำผู้ประกอบการไทย รุกตลาดประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ในงาน Meetz STORE ที่ห้างทาคาชิมายะ ไทม์สแควร์ ย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว และขยายตลาดไปยังประเทศมาเลเซีย ในห้าง Pavilion อีกด้วย”

​​รางวัล DEmark 2022 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 ภายใต้แนวคิด “Step forward to the future of impactful Design ดีไซน์ก้าวหน้า สู่สิ่งใหม่” ปีนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 500 ผลงานทั่วประเทศครอบคลุม 7 ประเภทอุตสาหกรรมการออกแบบที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในเวทีโลก ได้แก่ กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ กลุ่มความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นเครื่องแต่งกาย กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและดิจิทัล กลุ่มผลงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ กลุ่มผลงานกราฟิกดีไซน์ และกลุ่มผลงานออกแบบตกแต่งภายใน มีผลงานที่ผ่านคุณสมบัติจำนวน 405 ผลงาน และร่วมจัดแสดงในนิทรรศการ “DEmark Show 2022”ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 4 – 10 กรกฎาคม 2565 โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายในงาน ได้มีการจัดเสวนาพิเศษ หัวข้อ “15 ปี DEmark เส้นทางสู่ความสำเร็จของการออกแบบไทยในเวทีระดับโลก : 15 Years of DEmark, pathway of Thai design to global success” โดย ผศ. เอกรัตน์ วงศ์จริต ผู้แทนสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายความคิดสร้างสรรค์ บริษัท คราฟแฟคเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด คุณธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ Founder / design director แบรนด์ QUALY, คุณปุยฝ้าย คุณาวัฒน์ Director, Creative crews และ คุณอภิรัฐ บุญเรืองถาวร Designer ร่วมเสวนา

โดยเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี DEmark กรมได้มีการเพิ่มรางวัลพิเศษ DEmark Grand Prix เพื่อประกาศเกียรติคุณให้แก่เจ้าของผลงานที่เคยได้รับรางวัล DEmark ในอดีตตั้งแต่ปี 2008 – 2021 ค้นหาผลงาน DEmark ต้นแบบแห่งความสำเร็จในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแบบอย่างของการยกระดับมาตรฐานงานออกแบบไทยสู่สากล โดยกำหนดตัดสินช่วงปลายเดือนกรกฏาคม 2565ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัล DEmark จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น ใช้โลโก้ DEmark เครื่องหมายรับรองจากภาครัฐที่ช่วยในการส่งเสริมการขาย สร้างการยอมรับแก่ผู้บริโภคในด้านคุณภาพและมาตรฐานการออกแบบสินค้าในระดับสากล

ได้รับการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการ โฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อชั้นนำระดับโลกต่าง ๆ รวมทั้งนำสินค้าไปจัดแสดงนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ เช่นGood Design Show, Milan Design Week, Maison & Objet Paris และ Creative Expo Taiwan เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล DEmark จะได้เข้ารอบ 2 ของการประกวดรางวัล G-Mark ประเทศญี่ปุ่นทันทีและในปีนี้กรมยังได้รับ ความร่วมมือกับรางวัล Golden Pin Design Award ของไต้หวันให้สิทธิ์ผลงานไทย สมัครประกวดรางวัล Golden Pin Design Award โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย
ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชม นิทรรศการ “DEmark Show 2022” ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร ได้ตั้งแต่ วันที่ 4 -10 กรกฎาคม 2565 ภายในงานมีการแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 4 โซน ดังนี้
ชั้น M โซน Charoennakorn Hall จัดแสดงผลงาน Furniture, Lifestyle & Interior Design
ชั้น 1 โซน Rassada Hall จัดแสดงผลงาน Lifestyle& Industrial and Digital Appliance
ชั้น 3 โซน Wattana Hall จัดแสดงผลงาน Graphic Design & Packaging Design
ชั้น 4 โซน ICONCRAFT จัดแสดงผลงาน Creative & Innovative Fashion
โดยทุกท่านสามารถร่วมโหวตให้กับผลงานที่ชื่นชอบผ่านกิจกรรม Touch DEmark 2022 ได้ทางลิงค์ http://touch.demarkaward.net/ ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานของผู้สมัครในรูปแบบ Online Exhibition และยังสามารถเลือกซื้อสินค้า สนับสนุนผลงานและบริการของนักออกแบบ ที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมที่ DITP ได้ดำเนินการเพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและปรับให้สอดรับกับวิถี New Normal ในปัจจุบัน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th สายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169 หรือ ผ่านทาง Facebook page: DEmark Thailand เว็บไซต์ http://www.demarkaward.net หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมนวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร 061- 032 6594, 082-954 5965 หรือ 02-507 8278 Email: demark@demarkaward.net.


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
5 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”เผยเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งบ้านแนวคิด BCG ไทยสุดฮอตในงานแฟร์อิตาลี

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Salone del Mobile 2022 ในอิตาลี สินค้าไทยที่นำวัสดุเหลือใช้มาผลิตตามแนวทาง BCG ได้รับความสนใจ และเข้าชมเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้จัดจำหน่าย รีสอร์ต โรงแรม นักออกแบบ และธุรกิจเรือยอร์ช คาดมียอดสั่งซื้อทันทีและภายใน 1 ปีกว่า 60 ล้านบาท

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจาก นางสาวอนงค์นารถ
มหาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองมิลาน อิตาลี ถึงผลการนำผู้ประกอบการสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านจำนวน 11 บริษัท ภายใต้โครงการพัฒนาและเจาะตลาดสินค้า Hospitality (Host & Home) ในตลาดอิตาลี เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Salone del Mobile 2022 ระหว่างวันที่ 7-12 มิถุนายน 2565 ณ อาคาร 8 เลขที่คูหา B37 ศูนย์แสดงสินค้า Fiera Milano เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งประสบความสำเร็จเกินคาด โดยเฉพาะสินค้าที่มีการนำวัสดุเหลือใช้นำกลับมาใช้ใหม่ตามแนวทาง BCG
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าผลการจัดงานทั้ง 6 วัน ปรากฏว่า คูหาของประเทศไทยได้รับความสนใจอย่างมาก โดยการจัดคูหาในครั้งนี้ ออกแบบโดย Mr.Alberto Grassi ที่ปรึกษาชาวอิตาเลียน ที่ได้นำสินค้าทั้ง 11 บริษัท จัดวางนำเสนอเป็นภาพรวมของสินค้าโครงการ Host & Home สินค้าทุกชิ้นจึงมีความโดดเด่นอย่างลงตัว ได้รับความสนใจและชื่นชมจากผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการคัดสรรสินค้าที่มีดีไซน์ทันสมัย สินค้ามีความหลากหลายและสามารถใช้งานได้จริง มีการนำเอาวัสดุที่เหลือใช้นำกลับมาใช้ใหม่ตามแนวทาง BCG การให้ความสำคัญกับวัสดุที่ใช้ที่คำนึงถึง​สิ่งแวดล้อม​มุ่งสู่ความยั่งยืนตามแนวโน้มเรื่อง Sustainability​ ที่ตลาดยุโรปได้ให้ความสำคัญ​เป็นอย่างมาก​ซึ่งในปีนี้​มีประเทศ​ในแถบเอเชียที่จัดแสดงในงานเพียง​ 3 ประเทศ​ คือ​ ไทย​ ญี่ปุ่น​ และอินเดีย​จึงทำให้คูหาของประเทศไทย​ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ​

โดยผลของการจัดงาน มีผู้เข้าชมคูหาของไทยมากกว่า 3,000 คน​ ได้แก่ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน รีสอร์ต โรงแรมที่พัก ผู้จัดงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ นักออกแบบ และธุรกิจเรือยอร์ช เป็นต้น
มีประเทศที่สนใจสินค้าของโครงการ ได้แก่ อิตาลี อินเดีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน บราซิล ตุรกี อิสราเอล สหรัฐฯ โปแลนด์ และซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น โดยผู้ประกอบการไทยได้พบปะลูกค้ารายใหม่ ๆ จำนวนมาก โดยทูตพาณิชย์ได้ทำการสัมภาษณ์ และเก็บข้อมูลผู้มาเยี่ยมชม และเจรจาธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการไทย คาดว่าจะมีการสั่งซื้อสินค้าทันที 320,000 เหรียญสหรัฐ และสั่งซื้อสินค้าภายใน 1 ปี 1,450,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”เผยชาวออสเตรเลียสนใจสินค้าข้าว-ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกของไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยสินค้าทำจากข้าว ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกไทยสุดฮอต

หลังนำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Naturally Good Expo 2022 ที่ออสเตรเลีย มีโอกาสเจาะเข้ากลุ่มอาหาร ร้านอาหาร สถานเสริมความงาม บริการสุขภาพ แถมคูหาที่ใช้วัสดุก่อสร้างจากกระดาษ ได้รับคำชื่นชมเป็น
อย่างมาก แนะการเข้าสู่ตลาด บรรจุภัณฑ์ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีรายละเอียด ช่องทางติดต่อ
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.วรรณศรี โชติกะพุกกณะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ถึงความสำเร็จในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อสุขภาพและออร์แกนิก หรือ Naturally Good Expo 2022 ระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน 2565 ณ International Convention Centre นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ภายใต้โครงการขยายตลาดสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ ที่กรมฯ ได้ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ ทำการคัดเลือกผู้ประกอบการจำนวน 32 ราย นำสินค้าไปจัดแสดง
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าสินค้าไทยที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอาหาร เช่น ขนมขบเคี้ยว ข้าว Rice Berry อาหารเด็ก (โจ๊ก) ข้าวสำเร็จรูปพร้อมทาน และน้ำมันรำข้าว และกลุ่มสินค้า Non-food เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า สบู่ น้ำมันนวด และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย

ทั้งนี้ ไทยยังได้รับคำชื่นชมในการจัดคูหา เพราะโดดเด่นด้วยการใช้วัสดุก่อสร้างจากกระดาษ Recycle (Carton board / Corrugated Cardboard) สอดรับกับสินค้าที่นำมาจัดแสดง พร้อมด้วยชะลอมที่ทำจากกระดาษ (สำหรับใส่สินค้าตัวอย่าง) เพื่อแจกให้ผู้เข้าชมงาน สื่อความหมายและความเชื่อมโยงกับ APEC การสร้างความสมดุลตามแนวทาง BCG โดยคูหาได้รับความสนใจและกระแสตอบรับที่ดีจากผู้เข้าชมงานและผู้จัดงานว่ามีความแปลกใหม่โดดเด่นที่สุดในงาน วัสดุ Carton board ที่ใช้นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและขนส่งแล้ว ยังสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรที่สอดคล้องกับแนวคิดของงานและสินค้า ช่วยให้สินค้าโดดเด่นและมีมูลค่าเพิ่ม นายภูสิตกล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าไทย แต่ยังเป็นช่องทางในการเข้าสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ที่กระจายอยู่ในภาคธุรกิจที่หลากหลาย

อาทิ อาหาร ร้านอาหาร กลุ่ม Chef) โดยทูตพาณิชย์แจ้งว่าได้มีโอกาสมอบข้าว Riceberry แก่ผู้แข่งขัน Master Chef Australia นำไปทดลองทำเมนูใหม่ ๆ รวมถึงสถานเสริมความงาม บริการด้านสุขภาพ ที่กำลังมองหาสินค้ามาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของตน
นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ได้มีข้อเสนอแนะในส่วนของบรรจุภัณฑ์สินค้าไทยว่าควรใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ควรใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก และควรเพิ่มคำอธิบายสินค้า เช่น รายละเอียดวัตถุดิบ หากเป็นสินค้า
ออร์แกนิก ควรมีเครื่องหมายรับรองเพื่อยืนยันคุณสมบัติสินค้า ช่องทางการติดต่อและสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม
โดยนอกจาก Facebook ควรเป็น WhatsApp หรือ WeChat ไม่ใช่ line เพราะไม่ได้เป็นที่นิยมของผู้บริโภคท้องถิ่น ทั้งนี้ ผู้บริโภคออสเตรเลียให้ความสำคัญกับรายละเอียดบรรจุภัณฑ์อย่างมาก และเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

สำหรับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ได้กำหนดแนวคิด “Rice, Heart of Thailand, Heart of APEC” นำเสนอ “ข้าว” สินค้าโดดเด่นของไทยสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เป็นการสานต่อมติที่ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก (MRT) และนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้ BCG Model โดยมีสินค้าไทย 6 กลุ่มที่นำไปจัดแสดง ได้แก่ Food & Snack 15 ราย Beverage 3 ราย Supplement 1 ราย Beauty & Person Care 9 ราย Pet products 1 ราย และ Home Decoration 2 ราย ซึ่งทูตพาณิชย์ได้จัดให้มีการให้ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสำหรับเจรจาการค้า Online และได้เปิดให้มี Virtual Exhibition (เป็นเวลา 1 เดือน) สามารถทำการนัดหมาย Online Business Matching ล่วงหน้าและภายในงาน
จะมีการติดตามยอดการสั่งซื้อต่อไป สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2 กรกฎาคม 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น