“พาณิชย์-DITP” โชว์ผลสำเร็จ ดัน “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” เจาะตลาดออสเตรีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลสำเร็จผลักดัน “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลร้องไห้” เข้าสู่ตลาดออสเตรียได้แล้ว เผยหลังสินค้าถึงมือผู้ซื้อ พอใจคุณภาพ มาตรฐาน สั่งซื้อเพิ่มทันที “ทูตพาณิชย์”แนะต้องควบคุมคุณภาพ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ขายความเป็นสินค้าพรีเมียม

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวอรอนุช ผดุงวิถี ผู้อำนวยการสานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา ถึงความคืบหน้าการผลักดันข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทย เข้าสู่ตลาดออสเตรีย หลังจากที่ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดข้าวไทยให้กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าออสเตรียไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ผู้นำเข้ารายแรกได้บรรลุคำสั่งซื้อข้าวล็อตแรกปริมาณ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ และได้มีการส่งมอบสินค้าเป็นที่เรียบร้อย โดยสินค้าถูกขนส่งมาถึงกรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2565
ที่ผ่านมา ซึ่งทันทีที่ผู้นำเข้าได้เห็นสินค้า มีความพึงพอใจอย่างมาก และประเมินสถานการณ์ว่าสินค้าล็อตนี้จะได้รับการตอบรับอย่างสูงมากจากลูกค้าและจะถูกจำหน่ายหมดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว จึงได้ทำการติดต่อกับผู้ผลิตเพื่อขอสั่งซื้อข้าวล็อตต่อไปในทันที
นางสาวอรอนุช กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าว เป็นไปตามยุทธศาสตร์ “เวียนนาโมเดล” ที่มุ่งมั่นตั้งใจส่งเสริมข้าวหอมมะลิไทยในตลาดโลก เพื่อต่อสู้กับข้าวหอมจากประเทศอื่น ๆ ที่เข้าตีตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยที่
ผ่านมา ได้สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้นำเข้าถึงความแตกต่างระหว่างข้าวหอมมะลิไทย และข้าวหอมทั่วไป ซึ่งยังคงมีความเข้าใจผิดอยู่มากในกลุ่มผู้บริโภค ตลอดจนสามารถเจรจาโน้มน้าวให้ผู้นำเข้าออสเตรียหลายรายหันมานำเข้าข้าวหอมมะลิไทยที่ได้รับเครื่องหมายรับรองของกรมการค้าต่างประเทศ และข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นสินค้าชนิดแรกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ของสหภาพยุโรป
ขณะเดียวกัน สามารถจับคู่ธุรกิจระหว่างข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ตราศรีแสงดาวกับผู้นำเข้าอาหารใน
กรุงเวียนนา 2 ราย รายแรกเป็นธุรกิจนำเข้า ค้าส่งและค้าปลีกอาหารเอเชีย รวมถึงจัดส่งวัตถุดิบให้กับร้านอาหารเอเชียในประเทศออสเตรียและสโลวีเนีย อีกรายเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหารเกรดพรีเมียมรายเก่าแก่ของประเทศออสเตรีย ซึ่งมีช่องทางการจำหน่ายผ่านเครือข่ายห้างค้าปลีกรายใหญ่ทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จะเป็นข้าวเกรดพรีเมียมและมีคุณภาพดีกว่าข้าวหอมอื่น ๆ รวมถึงมีจุดขายที่ทำให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าโดยไม่จำเป็นต้องลดระดับลงไปแข่งขันกับสินค้าที่เป็นรอง แต่ผู้ผลิตควรพิจารณาพัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม ใช้นวัตกรรมเข้าช่วยในการลดต้นทุนเพื่อให้ราคาข้าวอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคยอมรับได้ จัดสรรให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าและ
เป็นธรรม และทำประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจและยอมจ่ายเงินมากกว่าเพื่อสินค้าที่ดีกว่า
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
25 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP” รุกหนัก ผลักดันแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพสู่การค้าโลกกับ“โครงการส่งเสริมแบรนด์ไทยสู่สากล”

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าผลักดันและส่งเสริมแบรนด์ไทยจากโครงการ IDEA LAB, FUTURE LAB, T Mark รวมถึงแบรนด์ที่มีศักยภาพสู่ตลาดสากล พร้อมพาเจาะตลาดอินเดีย คู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ กับ“โครงการส่งเสริมแบรนด์ไทยสู่สากล” หวังสร้างโอกาสขยายเครือข่ายและต่อยอดทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ภาวะเศรษฐกิจซบเซาและการปรับราคาของน้ำมันในตลาดโลกที่ยังไม่แน่นอน ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศ ณ ขณะนี้ ส่งผลต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจและกดดันปริมาณการใช้จ่ายของผู้บริโภค ดังนั้นธุรกิจที่ต้องการหาทางรอด ฝ่าฟันให้ผ่านวิกฤตในครั้งนี้และเติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่ง สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ที่สำคัญคือตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สามารถขยายตลาดและช่องทางการจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
(นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) โดยมีการวางแผนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย ผลักดันให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ของเอเชียในปี พ.ศ. 2570 สร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและบริการไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการ Megatrends และยุค Next Normal โดยเน้นพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของตนเอง ด้วยองค์ความรู้ด้านการสร้างแบรนด์ การออกแบบ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ อย่างเป็นระบบและครบวงจรเพื่อให้มีความพร้อมด้านการค้าและเศรษฐกิจยุคใหม่ ยกระดับ ผู้ประกอบการท้องถิ่นในทุกภูมิภาคของประเทศสู่ตลาดโลก และสร้างผู้ส่งออกรายใหม่ (New Faces)

​​กรมจึงได้จัด “โครงการส่งเสริมแบรนด์ไทยสู่สากล” ขึ้น ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการด้านการสร้างแบรนด์สู่สากล ส่งเสริมแบรนด์ที่มีศักยภาพ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นเจาะตลาดในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และยังเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โครงการดังกล่าวถือเป็นกลยุทธ์เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการไทย ควบคู่ไปกับการผลักดันให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ทางการค้าที่ดี เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก” ​
​โดยเปิดโอกาสให้ ผู้ประกอบการแบรนด์ไทยที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะแบรนด์ไทย หรือ IDEA LAB รุ่นที่ 1-5 ที่ผ่านมา โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสู่สากล หรือ FUTURE LAB ผู้ประกอบการสมาชิก Thailand Trust Mark (T Mark) และผู้ประกอบการแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพในต่างประเทศที่เป็นสินค้ากลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสปา ของใช้ในบ้าน และเครื่องใช้ในครัวเรือน เข้าร่วมโครงการ
​สำหรับ กิจกรรมแรกภายใต้โครงการที่จะเกิดขึ้นนั้น คือ การจัดอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ โดยแบ่งเป็นสำหรับผู้ประกอบการกิจกรรมต่อยอดแบรนด์ไทย ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมให้ความรู้และแนวทางการสร้างแบรนด์ อาทิ นางปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจค้าปลีก บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด, นายทรงพล เนรกัณฐี นักรังสรรค์แบรนด์ และนักการตลาดเชิงกลยุทธ์ นางสาวภัณฑิลา เทพาคำ ผู้บริหาร แบรนด์เทพาและแบรนด์สามเกลอเสมอใจ และนางสาวฐิตาภา ตันสกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Stories of Silver & Silk
เป็นต้น และสำหรับผู้ประกอบการกิจกรรมเจาะตลาดอินเดีย ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ อาทิ นางสุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย และ นายประเสริฐ ปิยะสัจจะเดช รองประธานชมรมธุรกิจไทยอินเดีย และอุปนายกสมาคมการค้า ส่งเสริมการส่งออกและการลงทุน เป็นต้น
​หลังจากนี้ จะมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 30 ราย เพื่อเข้าร่วมจัดกิจกรรมนิทรรศการต่อยอดแบรนด์ไทยสู่ตลาดสากล (Thai Brand Festival) ณ สยามดิสคัฟเวอรี่ วันที่ 17-21 สิงหาคม 2565 ควบคู่ไปกับการจำหน่ายสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน ONESIAM นอกจากนี้ สคต. ณ เมืองมุมไบ ได้คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ 20 ราย ให้จัดส่งสินค้าตัวอย่างไปเข้าร่วมการจัดกิจกรรมนิทรรศการแบรนด์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้า Jio World Drive เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย วันที่ 19-26 สิงหาคม 2565 และสุดท้ายจะเป็นการจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ ระหว่างผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมและผู้นำเข้าต่างประเทศ
​“เป็นที่น่ายินดีที่มีผู้ประกอบการแบรนด์ไทยสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 57 ราย จาก 35 บริษัท โดยกิจกรรมที่กรมได้เตรียมไว้ให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนั้น ค่อนข้างครบทุกกระบวนการตั้งแต่การมอบองค์ความรู้ด้านการสร้างแบรนด์เพื่อให้มีลักษณะเฉพาะและเกิดความโดดเด่นในตลาดในประเทศและต่างประเทศ สร้างประสบการณ์การต่อยอดแบรนด์ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจทั้งกับผู้ประกอบการในประเทศ และผู้นำเข้าสินค้าต่างประเทศ และมีการขยายธุรกิจในต่างประเทศได้อย่างยั่งยืนเป็นรูปธรรม ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างประโยชน์ทางการค้าให้กับผู้ประกอบการและกระตุ้นการส่งออกสินค้าสู่ตลาดต่างประเทศได้เป็นอย่างดี” นายเอกฉัตร กล่าว

​สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
20 กรกฎาคม 65

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง เตรียมทำเมกะโปรเจกต์ “ปั้นดาวสู่จักรวาล”

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
เตรียมแผนงานปั้นดาวมหาลัยไปสู่จักรวาล

ติดตามชม Viral ได้ทางสื่อ Digital รถไฟฟ้าสายสีแดง เร็วๆนี้

#หมอมหิดล
#นิเทศน์รังสิต
#ศิลปศาสตร์รังสิต
#วิทยาศาสตร์มหิดล

“พาณิชย์-DITP”โชว์ผลจัดงานแฟร์ที่ย่างกุ้ง ผลักดันขายสินค้าไทยได้กว่า 113 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลการจัดงานแสดงสินค้าไทยในกรุงย่างกุ้ง เมียนมา

ประสบความสำเร็จตามเป้า มีชาวเมียนมาแห่เข้าชมงานกว่า 18,000 คน มียอดการเจรจาซื้อขายรวมกว่า 113
ล้านบาท ระบุเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส ครีมบำรุงผิว รองเท้าแตะสุดฮอต พร้อมโชว์ Soft Power ไทย
ทั้งนวด สปา ทำอาหาร และข้าวเหนียมมะม่วง

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้
กรมฯ เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายธนวุฒิ
นัยโกวิท ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงย่างกุ้ง เมียนมา ถึงผลการจัดงานแสดงสินค้าเพื่อส่งเสริมและขยายตลาดสินค้าไทยในเมียนมา ที่จัดขึ้นที่โรงแรม Novotel Yangon Max Hotel เมืองย่างกุ้ง ระหว่างวันที่ 16-19 มิ.ย.2565 ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย สามารถเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทย
เข้าสู่ตลาดเมียนมาได้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ผลการจัดงาน มีผู้เข้าชมงานตลอดการจัดงานเป็นระยะเวลา 4 วัน รวมกว่า 18,000 คน มีผลการเจรจาสั่งซื้อ โดยเป็นมูลค่าการสั่งซื้อภายในงานทันทีประมาณ 8.3 ล้านบาท และคาดว่าจะมีการเจรจาสั่งซื้อภายใน 1 ปี ประมาณ 105 ล้านบาท และสินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส
ซอส ผงปรุงรส ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิว และรองเท้าแตะยางแบบสวม เป็นต้น
สำหรับการจัดงานในปีนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานเพิ่มเติมว่า ได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน แยกเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่าย ผู้นำเข้าสินค้าไทยที่สมัครผ่านสำนักงานฯ ที่ย่างกุ้ง จำนวน 40 บริษัท 40 คูหา ประกอบด้วยกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 22 คูหา กลุ่มสินค้าเครื่องสำอางผลิตภัณฑ์ความงาม จำนวน 6 คูหา
กลุ่มสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ จำนวน 8 คูหา และกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้าน 4 คูหา

นอกจากนี้ ยังได้จัดพื้นที่คูหาพิเศษ ประกอบด้วย คูหา DITP ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกรมฯ ประชาสัมพันธ์เครื่องหมาย Thailand Trust Mark และตราสัญลักษณ์ที่มอบให้กับร้านอาหาร Thai SELECT และจัดพื้นที่การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) คูหาธุรกิจบริการขนส่ง คูหาธุรกิจบริการโรงพยาบาล และคูหาธุรกิจผู้ให้บริการโทรคมนาคมอินเทอร์เน็ตของไทย และยังมีกิจกรรมพิเศษ เน้นผลักดันนโยบาย Soft Power ของไทย ได้แก่ นวดแผนไทยและสปา การสอนทำอาหารไทยและข้าวเหนียวมะม่วง และโปรโมตสินค้าผลไม้ไทย ได้แก่ มะม่วง มังคุด ส้ม เงาะ และลำไย เป็นต้น ​สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
19 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP” ชี้ช่องผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดเมืองคาฟเอลเชค เมืองรองอียิปต์

รมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้ช่องผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดเมืองคาฟเอลเชค เมืองรองของอียิปต์ หลังทูตพาณิชย์นำทีมไปสำรวจตลาด พบมีโอกาสสูงทั้งการทำการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

เผยผู้ประกอบการในเมืองนี้ ยังมีแผนจัดคณะมาเยือนไทยด้วย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ
เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายเถลิงศักดิ์ วงศ์สามศร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงไคโร อียิปต์ ถึงผลการจัดกิจกรรมสัมมนาการค้าและการลงทุน ที่ทูตพาณิชย์ได้ร่วมมือกับหอการค้าเมืองคาฟเอลเชคจัดขึ้น เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างเครือข่ายให้กับผู้ประกอบการไทยกับเมืองรองที่มีศักยภาพ
ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ว่าผลการจัดงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยได้เข้าพบปะหารือกับเลขาธิการเมืองคาฟเอลเชคเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน และเข้าเยี่ยมชมเขตนิคมอุตสาหกรรม โดยเมืองคาฟเอลเชคยินดีต้อนรับผู้ประกอบการไทยที่จะเข้ามาลงทุนและขยายโอกาสทางการค้า ทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมถึงการท่องเที่ยว และสนใจที่จะจัดคณะผู้ประกอบการเดินทางเยือนไทยด้วย
สำหรับเมืองคาฟเอลเชค ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงไคโร มีประชากร 4 ล้านคน มีศักยภาพด้านเกษตรกรรมและประมง สามารถผลิตสินค้าประมงคิดเป็นสัดส่วน 40% เพื่อเลี้ยงตลาดภายในประเทศ และยังมีอุตสาหกรรมการผลิตหลายสาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ อาหารแปรรูป แยม/น้ำผลไม้ แหและอวน ก๊าซธรรมชาติ ชิ้นส่วนยานยนต์ เภสัชภัณฑ์ วัตถุดิบอาหารเสริมสำหรับสัตว์ ฟาร์มปลา รวมถึงตลาดค้าส่งสินค้าประมงที่ใหญ่ที่สุด

ปัจจุบันสินค้าส่งออกของไทยไปอิยิปต์ ในปี 2565 (ม.ค.-พ.ค. 65) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 483.3 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.83 % เพิ่มขึ้นจากปี 2564 และสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ตามลำดับ ​สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
18 กรกฎาคม 2565

ทรงปลูกต้นไม้

วันที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๒. น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไป ทรงปลูกต้นไม้ ร่วมกับคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนิสิตคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องในเทศกาลวันเข้าพรรษา ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยเสด็จร่วมด้วย

Cr. FB ประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Cr: Facebook นายวศิน วรรณพฤกษ์

รับพระราชทานรางวัลนักเรียนที่มีพัฒนาการดีเด่น

ด.ช บุณย์ วรรณพฤกษ์ รับพระราชทานรางวัลนักเรียนที่มีพัฒนาการดีเด่น จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานวันปิดภาคการศึกษาประจำปีการศึกษา ๒๕๕๙ วันศุกร์ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๐ ณ ศาลาผกาภิรมย์ โรงเรียนจิตรลดา ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวอย่างสูงสุด

“พาณิชย์-DITP”นำทัพนักธุรกิจแอฟริกาตะวันออก 5 ประเทศ เจรจาธุรกิจ-ดูงานที่ไทย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือทูตพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูต ไนโรบี นำทัพนักธุรกิจจากแอฟริกาตะวันออก 5 ประเทศ มาเจรจาธุรกิจและดูงานด้านธุรกิจที่ไทย 17 ราย นำผู้ผลิต
ผู้ส่งออก SMEs 78 ราย เข้าจับคู่เจรจาผลเจรจาการค้า มีมูลค่าซื้อขายทันที กว่า 51 ล้านบาท คาดมูลค่าการซื้อขายภายใน 1 ปี รวมกว่า 115 ล้านบาท พร้อมนำดูงาน โรงพยาบาลกรุงเทพธนบุรี SCG ดาวบิน และมูลนิธิชัยพัฒนา มั่นใจเพิ่มโอกาสทำธุรกิจระหว่างกันได้เพิ่มขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดกรมฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา จัดทำโครงการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับแอฟริกาตะวันออก ปี 2565 โดยนำนักธุรกิจจาก 5 ประเทศในแอฟริกาตะวันออก ได้แก่ เคนยา แทนซาเนีย ยูกานดา เอธิโอเปีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จำนวน 17 ราย เดินทางมาเจรจาธุรกิจและดูงานด้านธุรกิจที่ไทย ระหว่างวันที่
3-8 กรกฎาคม 2565 เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำการค้าร่วมกัน

ทั้งนี้ มีสินค้าเป้าหมาย ได้แก่ อาหาร อะไหล่รถยนต์ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ยาและเครื่องมือทางการแพทย์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ยาง โดยได้กำหนดจัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการ SMEs ของไทย จำนวน 78 ราย และมีการจับคู่ธุรกิจ
96 คู่ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2565 ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ผลเจรจาการค้า มีมูลค่าซื้อขายทันที จำนวน
51.8 ล้านบาท และคาดว่าจะมีการมูลค่าซื้อขายภายใน 1 ปี จำนวน 63.35 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น จำนวน 115.15 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ใช้โอกาสนี้ นำเสนอข้อมูลแนะนำตลาดและสินค้าศักยภาพในแอฟริกาตะวันออก โดยคณะผู้แทนการค้าจากแอฟริกาตะวันออก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับทราบข้อมูลต่าง ๆ เช่น ศักยภาพของตลาดในแต่ละประเทศ พฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบสินค้าที่ต้องการ คู่แข่งสำคัญในตลาดกับสินค้าไทย เป็นต้น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ได้ขอรับคำปรึกษาจากทูตพาณิชย์ เพื่อขอทราบแนวโน้มตลาด โอกาสการส่งออกในตลาดแอฟริกาตะวันออก

นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีกำหนดพาคณะนักธุรกิจแอฟริกาตะวันออก เข้าเยี่ยมชมโรงงาน และสถานประกอบการ โดยได้เข้าดูงานที่โรงพยาบาล กรุงเทพธนบุรี เพื่อดูเรื่องการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) กลุ่มบริษัท SCG เพื่อดูงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) บริษัท ดาวบิน จำกัด ดูงานด้านเครื่องจักรการเกษตร มูลนิธิชัยพัฒนา ดูงานด้านโรงสีข้าวและการทำเกษตร ตามแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง “กรมฯ มั่นใจว่า การจัดโครงการในครั้งนี้ จะเกิดการสร้างความสัมพันธ์และขยายเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากแอฟริกาตะวันออกกับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสในสาขาธุรกิจที่ไทยต้องการขยายตลาดในอนาคต เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และอุตสาหกรรมทางการเกษตร ช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าศักยภาพของไทย เช่น อะไหล่รถยนต์ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรทางการเกษตร ยาและเครื่องมือทางการแพทย์ และจะช่วยเพิ่มโอกาสขยายตลาดการส่งออกในประเทศที่ไทยยังมีการส่งออกมาน้อย เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ยูกานดา แทนซาเนีย และเอธิโอเปีย รวมทั้งได้รับรู้ถึงศักยภาพในการค้าการลงทุนในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกมากขึ้น”นายภูสิตกล่าว นายณัฐพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี สาธารญรัฐเคนยา กล่าวว่า ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก เป็นตลาดใหม่ที่นักธุรกิจไทยยังมีความรู้จักและเข้าใจในข้อมูลต่าง ๆ ค่อนข้างจำกัด เช่น การทำการตลาด การหาสินค้าที่มีศักยภาพและเหมาะสม วิธีการส่งออกและนำเข้าสินค้า พฤติกรรมผู้บริโภค เป็นต้น เนื่องจากยังไม่ค่อยมีการแลกเปลี่ยนคณะเดินทางระหว่างกัน ทั้งในระดับภาครัฐและเอกชนมากนัก และไม่สามารถจัดคณะผู้แทนการค้าในช่วงระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และในด้านการค้า ก็มีปัญหาด้านความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจระหว่างกัน การหลอกลวงการขายและนำเข้าสินค้า (Trade Scam) อยู่บ่อยครั้ง รวมไปถึงความน่าเชื่อถือในระบบการชำระเงิน ทำให้ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจที่จะทำการค้า ทั้งการส่งออก นำเข้า หรือการเข้ามาลงทุนค่อนข้างน้อย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงได้จัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ถือเป็นแหล่งนำเข้าวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตสินค้าหลายชนิด เช่น ทองแดง อัญมณี โคบอล ทองคำ ดีบุก ชา กาแฟ เป็นต้น ซึ่งไทยสามารถพิจารณาเป็นทางเลือกในการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าได้ในอนาคต โดยเฉพาะแร่ทองแดง และโคบอล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นสินค้าที่จะมีนัยสำคัญต่อภาคการผลิตรถไฟฟ้าของไทยในอนาคต และปัจจุบัน หลายประเทศในแอฟริกาตะวันออก ที่เคยพึ่งพาการนำเข้าจากจีน เช่น เคนยา ที่มีการนำเข้ากว่า 60% ก็ประสบปัญหาจีนส่งมอบสินค้าไม่ได้ตามปกติ จึงต้องหาแหล่งนำเข้าทดแทน รวมทั้งแหล่งนำเข้าเดิม เช่น รัสเซีย ยูเครน มีปัญหา จึงต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ ​สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
15 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP” ผลักดันการส่งออกกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) “ตลาดนำการผลิต” และ “การเจาะตลาดเมืองรองที่มีศักยภาพ” โดยมอบหมายให้กรมฯ เร่งรัดผลักดันการส่งออกและขยายตลาดสินค้าไทยสู่เมืองรองเพิ่มเติม ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว (สคต.โตเกียว) ได้เห็นถึงศักยภาพในการส่งออกสินค้ากล้วยหอมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นเพิ่มเติม เนื่องจากประชากรญี่ปุ่นนิยมบริโภคกล้วยหอมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมเป็นอย่างมาก โดยประเทศญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยจากต่างประเทศประมาณปีละ 1 ล้านตัน สำหรับประเทศไทยได้โควตาส่งออกกล้วยหอมไปญี่ปุ่นปีละ 8,000 ตัน (ภาษี 0%) แต่ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกกล้วยหอมได้เพียงปีละประมาณ 2,000 – 3,000 ตัน เนื่องจากคุณภาพกล้วยหอมไทยยังไม่ตรงกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่น นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีความต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมเพิ่มขึ้นทุกปี

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เล็งเห็นถึงความต้องการของตลาด และโอกาสในการผลักดันการส่งออกสินค้าดังกล่าว จึงได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมการขยายตลาดสินค้ากล้วยหอมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมไทยเพื่อขยายตลาดส่งออกสู่ตลาดเมืองรองในญี่ปุ่น ปี 2565 เป็นปีแรก เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายกล้วยหอมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมไทย รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่น โดยโครงการนี้ได้จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกกล้วยหอมและการพัฒนาสินค้าแปรรูปจากกล้วยหอมให้ตรงตามความต้องการของตลาดญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 โดย Mr. Nobuo SHIRAHAMA ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านการตลาดและการนำเข้าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยหอมสู่ประเทศญี่ปุ่น และคุณพิมใจ มัตซึโมโตะ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ และผู้นำเข้าสินค้าไทยมามากกว่า 30 ปี มาบรรยายให้ผู้ประกอบการไทยกว่า 90 ราย จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รวมถึงกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึก ซึ่งจะคัดเลือกผู้ประกอบการ ที่มีความพร้อมประมาณ 10 ราย (นำร่องจากเขตพื้นที่ภาคเหนือ) เข้าร่วมโครงการฯ โดยผู้เชี่ยวชาญจะลงพื้นที่ (สถานประกอบการ/โรงงาน/แปลงเพาะปลูก) เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด เช่น การแปรรูปกล้วยหอมให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาดญี่ปุ่น คุณภาพและมาตรฐานสินค้า ขนาดและปริมาณที่เหมาะสมกับตลาดญี่ปุ่น และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งราคาสินค้า และกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อเจาะตลาดญี่ปุ่นเป็นรายบริษัท/เกษตรกร ซึ่งหลังจากดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกแล้ว จะมีการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ (Online Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าญี่ปุ่นภายในเดือนกันยายน 2565 ต่อไป
ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าผลไม้ ปี 2565 (ม.ค.-พ.ค. 65) รวมทั้งสิ้น 86,222.34 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 11.19 ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม ตามลำดับ ซึ่งญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญลำดับที่ 8 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 390.50 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.33

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลการค้าเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ DITP สายด่วนโทร. 1169 หรือติดตามข้อมูลจาก http://www.ditp.go.th


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
14 กรกฎาคม 2565

รฟฟท. จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟและสายส่งสัญญาณรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้พร้อมของกลางระหว่างเส้นทางสถานีหลักหก กับสถานีรังสิต

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟและสายส่งสัญญาณรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้พร้อมของกลางระหว่างเส้นทางสถานีหลักหก กับสถานีรังสิต พร้อมประสานนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 12 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน ได้ออกตรวจพื้นที่ตามแนวเส้นทางเดินรถไฟฟ้าสายบางซื่อ – รังสิต ได้พบถุงกระสอบสีขาวอยู่บริเวณท่อสายส่งสัญญาณรถไฟฟ้า ช่วงระหว่างสถานีหลักหก กับสถานีรังสิต จึงเข้าทำการตรวจสอบ พบผู้ต้องสงสัย 1 คน ซ่อนตัวอยู่ภายในท่อสายสัญญาณ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการแสดงตัว เพื่อขอตรวจสอบ โดยหลังจากการตรวจสอบผู้ต้องสงสัย พบอุปกรณ์ที่คาดว่าใช้สำหรับตัดสายไฟ จึงติดต่อประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรปากคลองรังสิต เพื่อนำตัวไปสอบสวน และประสานงานการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเรื่องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้บริษัทคำนึงถึงความปลอดภัยในการให้บริการแก่ผู้โดยสารเป็นสำคัญ โดยยังคงเข้มงวดในการส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟและสายส่งสัญญาณของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงต่อไป

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น