“พาณิชย์ – DITP” สร้างความสำเร็จ ร่วมกับ STeP ผ่านการบ่มเพาะ เพิ่มศักยภาพ ผู้ประกอบการไทย ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสู่สากล กับโครงการ Future Lab

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) เผยความสำเร็จ โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสู่ตลาดสากล หรือ Future Lab ถือเป็นผลสัมฤทธิ์จากการ
บูรณาการต่อยอดผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ผ่านการบ่มเพาะจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) มาต่อยอดทางการค้ามุ่งสู่ตลาดต่างประเทศ พัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ 15 แบรนด์ผลิตภัณฑ์

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการ
บ่มเพาะผู้ประกอบการไทยที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสู่สากล หรือ Future Lab เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่กรมได้ดำเนินการตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์
ลักษณวิศิษฏ์) ส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการไทย ที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ของโลกในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม กรมฯ ได้เดินหน้าสร้างและส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วย BCG Economy Model เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยได้ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ในการพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างการค้า การตลาด การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ส่งเสริม ต่อยอดมูลค่าเพิ่มด้านแบรนด์ และนวัตกรรม ให้กับผู้ประกอบการไทย
ในกลุ่มหัตถอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ ในพื้นที่ภาคเหนือ

โครงการ Future Lab เน้นส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถแข่งขันได้ และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า บริการศักยภาพ ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี การใช้ประโยชน์ จากงานวิจัย
การออกแบบ สร้างความแตกต่างของสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและสร้างตราสินค้า ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับ และการค้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการ 15 แบรนด์ผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการนี้ สามารถนำไปปรับใช้ในการบริหารธุรกิจให้เติบโต มั่งคั่ง และยั่งยืน ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในระดับนานาชาติ สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยต่อไป

นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า
กล่าวว่า ผู้ประกอบการ 15 แบรนด์ผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ Future Lab ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2565 เกิดองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมการอบรมเชิงลึกเพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจ อภิปรายอบรมเชิงปฏิบัติการและพัฒนาเชิงลึก และให้คำปรึกษาเชิงลึกตัวต่อตัวระหว่างผู้ประกอบการและ
ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ผู้ประกอบการยังมีโอกาสได้รับคู่มือการสร้างแบรนด์เฉพาะแบบ (Brand Book) รวมถึงแคตตาล็อกสินค้าออนไลน์ (E-Catalog) เพื่อใช้เป็นสื่อในการนำเสนอสินค้า สร้างภาพลักษณ์ และ story telling ของแบรนด์สินค้าแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และในกิจกรรม Pitching วันสุดท้ายก่อนการรับมอบประกาศนียบัตรนั้นยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ และนักธุรกิจ/นักลงทุน (Buyers) ชั้นนำของประเทศ อาทิ บริษัท ไทยพาวิลเลี่ยน คอร์ปอเรท จำกัด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ลาซาด้า จำกัด เป็นต้น ร่วมให้คำแนะนำถึงโอกาสทางการค้า นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคม – กันยายน 2565 กรมฯ มีกิจกรรมส่งเสริมผู้ประกอบการโครงการ Future Lab สู่ตลาดต่างประเทศ โดยจัด Thai brand Festival ที่ห้างสยามดิสคอเวอร์รี่ และ platform online รวมถึง กิจกรรม Online Business Matching ในเดือนกันยายนนี้ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ กล่าวถึงโครงการ Future Lab เป็นโครงการที่ดีที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต ถือเป็นจุดเริ่นต้นของการปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกในปัจจุบัน สามารถขยายตลาดได้ในวงกว้าง สร้างคุณค่าและความเข้มแข็งให้กับแบรนด์สินค้า และดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด BCG Economy Model ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ
ไทยรวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและบริการของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สำหรับผู้ประกอบการทั้ง 15 แบรนด์ผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่
1.ผู้ประกอบการจากจังหวัดเชียงใหม่ 13 แบรนด์ ได้แก่ 1) แบรนด์ วาสุ แผ่นผนังทําจากเส้นใยธรรมชาติที่สามารถดูดซับเสียงก้องสะท้อน
ได้ 2) แบรนด์ ปาป้า เปเปอร์ คราฟท์ กระดาษจากใยธรรมชาติ 3) แบรนด์ รักษ์บาติก ผืนผ้าเพ้นท์ด้วยสีธรรมชาติ 4) แบรนด์ สยามศิลาดล เครื่องปั้นดินเผา เคลือบด้วยขี้เถ้าไม้ ผสมดินหน้านา 5) แบรนด์ สเตปโซล ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบรรเทาอาการบาดเจ็บป่วยจากเส้นใยทางการแพทย์เพื่อสุขภาพ 6) แบรนด์ ละอองทอง เครื่องสำอางสมุนไพร 7) แบรนด์ ม่อนทรายคำ ผลิตภัณฑ์ผ้าและโครเชต์
8) แบรนด์ ลองกอย เสื้อผ้าล้านนา 9) แบรนด์ โซรอน คอสเมติก ครีมโกนหนวดจากสมุนไพร 10) แบรนด์ ไลฟ์ เฟอร์นิเจอร์ เฟอร์นิเจอร์จากไม้ลำไย 11) แบรนด์ แอร์ แฮนดิคราฟท์ ผ้าย้อมสีธรรมชาติ 12) แบรนด์ อารียาแฟชันดีไซส์ เครื่องประดับ แฮนด์เมด และ 13) แบรนด์ เอสเค เทรเลอร์ เสื้อผ้าสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี

  1. ผู้ประกอบการจากจังหวัดแพร่ 1 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ ม่อฮ่อมแพร่ ผ้าม่อฮ่อม
  2. ผู้ประกอบการจากจังหวัดน่าน 1 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ อีนาง กระเป๋าหนังผสมผ้าทอมือที่เย็บด้วยมือทั้งกระบวนการ

…………………………………………………..
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 สิงหาคม 2565

‘พาณิชย์’ นำทีม SMEs ท้องถิ่นพบยักษ์ค้าปลีกไทย-ตัวแทนการค้าอาเซียนและจีนยิ้มรับยอดสั่งซื้อปีแรกกว่า 100 ล้านบาท

กรุงเทพฯ 3 สิงหาคม 2565: กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ประกาศความสำเร็จโครงการ “สร้าง SMEs ไทยสู่เวทีการค้าสากล” (ต้นกล้า ทู โกล) ปี 2565 นำ SMEs ท้องถิ่น 52 รายทั่วประเทศ พบคู่ค้าบริษัทค้าปลีกไทยรายใหญ่และตัวแทนจำหน่ายสินค้าไทยในตลาดอาเซียน จีน และฮ่องกง โชว์ประมาณการยอดสั่งซื้อสินค้าภายใน 1 ปีแรกมากกว่า 100 ล้านบาท

นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า โครงการต้นกล้า ทู โกล ดำเนินการตามนโยบายของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถพัฒนาสินค้าเพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ในทุกแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน
กิจกรรมการเจรจาธุรกิจในปีนี้ มีผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นและส่วนกลาง จำนวน 52 ราย ร่วมเจรจาธุรกิจกับบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของไทยและแพลตฟอร์มออนไลน์ จำนวน 8 ราย ได้แก่ บริษัทคิง เพาเวอร์ จำกัด, บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด, บริษัทซี.พี.ออลล์ จำกัด, บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัทแอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด หรือเทพช็อป ผู้ให้บริการร้านค้าออนไลน์, บริษัทมอลล์ (ไทยแลนด์) จำกัด และตัวแทนการค้าในต่างประเทศ จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัทฟาร์-อี จำกัด ตัวแทนจำหน่ายสินค้าในอาเซียน, บริษัทเอิร์ธบาวน์ด จำกัด ตัวแทนจำหน่ายสินค้าในจีน และบริษัทโกลเด้น อาย คอร์ป ตัวแทนจำหน่ายสินค้าในฮ่องกง โดยมีการเจรจาธุรกิจ 120 คู่ และคาดว่าจะมีคำสั่งซื้อสินค้าภายใน 1 ปีอย่างน้อย 100 ล้านบาท

“สินค้าที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการเจรจาธุรกิจวันนี้ คือ สินค้ากลุ่มอาหาร เช่น เมี่ยงคำอัดแท่ง, ขนมทุเรียน, ชุดก๋วยเตี๋ยวพร้อมปรุง สินค้าเพื่อสุขภาพ เช่น ยาสีฟันเพื่อช่องปากผู้สูงอายุ, ผงปรุงรสคลีน, สารสกัดเปลือกมังคุดชนิดผง และสินค้าแฟชั่น เช่น ผ้าชุดปาเต๊ะ ที่มีดีไซน์การตัดเย็บทันสมัย สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส เมื่อมองในภาพรวมแล้ว จะเห็นว่าสินค้าที่ร่วมโครงการในปีนี้มีความแปลกใหม่ น่าสนใจ ตอบโจทย์ เทรนด์การใช้ชีวิตของคนยุคนี้ที่เน้นความสะดวก และดีต่อสุขภาพ อีกทั้งยังมีดีไซน์สะดุดตา สะท้อนความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้ดี มีความเป็นสากลมากขึ้น” นางอารดา กล่าว
ผู้ประกอบการ SMEs ที่ร่วมโครงการต้นกล้า ทู โกล ในปีนี้ แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. สินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูป อาหารและอาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม 2. สินค้าเครื่องสำอาง เครื่องประทินผิวและสมุนไพรไทย 3. สินค้าหัตถกรรม/เครื่องใช้และของตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ของขวัญ ของชำร่วย 4.สินค้าแฟชั่นและสิ่งทอ และ 5. สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ

ในพิธีปิดโครงการ “ต้นกล้า ทู โกล” 2565 ยังมีกิจกรรมเสวนาวิเคราะห์แผนการตลาดระหว่างประเทศ โดยมีวิทยากรคือ นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ประธานกรรมการ บริษัทซังโกะ ไดคาซติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผศ.ดร.ศศิประภา พันธนาเสวี ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และนายกฤษ คงชยาสุขวัฒน์ บริษัทโกศล-อัมพา จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ซอสพริกโกศล และมีการจัดนิทรรศการแสดงสินค้า และการ Live แนะนำสินค้าในโครงการฯ โดยอินฟลูเอนเซอร์ชาวจีน
นอกจากนี้ มีการมอบโล่รางวัลให้ผู้ชนะรางวัลการเขียนแผนธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ และรางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ 2565 ดังนี้
รางวัลการเขียนแผนธุรกิจเชิงสร้างสรรค์
• นางสาวณัฏฐา เลิศพลาชัย บริษัทเดสทินีเอเชีย จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ D.I.Y Magic ice ผงไอศกรีมสำเร็จรูป
• นายคมกฤช ภู่ทอง บริษัทคราม สกินแคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ผ้าเช็ดตัว/ผ้าซับหน้า ย้อมคราม
รางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์
• นายภูเบศร์ รัตนวิมล บริษัทแอลเอ็น อินโนเทค จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำจิ้มผงตราลุงนวย
• นายกรธวัช ศรีสวัสดิ์ บริษัทเลอคอส (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ South Fabric Kamonmanee เครื่องแต่งกายชุดผ้าปาเต๊ะ
ผู้สนใจสามารถชมสินค้าของผู้ประกอบการโครงการ “ต้นกล้า ทู โกล” 2565 ได้ที่ http://www.tonklatogoal.com


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
3 สิงหาคม 65

พาณิชย์ – DITP จัดงาน Thai Franchise Day 2022ผลักดันผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสู่ตลาดกัมพูชา

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์) ที่ได้สั่งการ ให้ผลักดันและสนับสนุนผู้ประกอบการภาคบริการของไทยสู่ตลาดต่างประเทศโดยธุรกิจแฟรนไชส์เป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่มีศักยภาพนั้น กรมฯ จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ จัดงาน “Thai Franchise Day 2022” ภายใต้โครงการเจรจาการค้ากลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2565 ณ โรงแรม Hyatt Regency Phnom Penh ประเทศกัมพูชา เพื่อประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เป็นที่รู้จัก รวมถึงขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ไทยในกัมพูชา
Thai Franchise Day 2022 มีผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์จากไทยเข้าร่วมจำนวน 10 ราย และผู้ประกอบการจากกัมพูชาสนใจเข้าร่วมงานจำนวน 140 ราย ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมเสวนา “How to succeed in franchise business” โดยผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่ประสบความสำเร็จ ในกัมพูชา กิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ (Online Business Matching) และพิธี
ลงนาม MOU ระหว่างผู้ประกอบการไทยและกัมพูชา จำนวน 2 คู่
การจัดงานในครั้งนี้ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ก่อให้เกิดการจับคู่เจรจาการค้าจำนวน 24 คู่ และเกิดมูลค่าการค้ารวม 38,390,000 บาท แบ่งเป็นมูลค่าสั่งซื้อทันที 6,290,000 บาท และคาดการณ์มูลค่าการค้าภายใน 1 ปี 32,100,000 บาท
ปัจจุบันประเทศกัมพูชามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจแฟรนไชส์เป็นอีกหนึ่งธุรกิจ ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับรัฐบาลกัมพูชามีนโยบายเปิดรับ การลงทุนจากชาวต่างชาติ จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ไทยในการขยายธุรกิจสู่ประเทศกัมพูชา

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนโทร 1169 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2 สิงหาคม 2565

บุกตลาดโลก!“จุรินทร์” จัดงาน MOVE 2022 ดัน Soft Power ไทย เป็นฮับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของเอเชีย คาดสร้างรายได้งานเดียวกว่า 500 ล้าน

วันที่ 1 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ Multimedia Online Virtual Exhibition 2022 หรือ มูฟ(MOVE) พร้อมด้วยนายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่สตูดิโอกันตนา

นายจุรินทร์ กล่าวว่า งานมูฟ(MOVE) คือโครงการเจรจาการค้าระหว่างผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยกับผู้ประกอบการในต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ตั้งแต่ปี 62 ถึงปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์สามารถสร้างมูลค่าการค้าในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของเรา มูลค่ารวมทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายประเทศสามารถสร้างมูลค่ารวมถึง 11,634 ล้านบาท ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ 7,321 ล้านบาท และเป็นอนิเมชั่นกับคาแรกเตอร์ 3,517 ล้านบาท เกมส์ 706 ล้านบาทและ e-learning 90 ล้านบาท รวม 11,634 ล้านบาท
เพื่อจับมือร่วมกันกับภาคเอกชนเดินหน้าสร้างประเทศไทยให้เป็นฮับของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของเอเชียให้ได้ต่อไปในอนาคต
ผลการสำรวจเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมามูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยมีมูลค่าสูงมากถึง 200,000 ล้านบาท เป็นมูลค่าที่เกิดจากภาพยนตร์กับโทรทัศน์รวมกัน 153,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกิจให้ชมภาพยนตร์ผ่านออนไลน์ถึง 36,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญอีกตัวหนึ่งคืออุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ที่พวกเรากำลังจับมือเดินไปข้างหน้า เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไป จะไปรวมในตัวเลขการส่งออกของประเทศที่เป็นพระเอกการขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศ และจากนี้ถ้าเราเปิดประเทศได้การท่องเที่ยวจะเข้ามาช่วยเติม แต่ตอนนี้ยังต้องใช้เวลาเพราะสถานการณ์โควิดยังไม่เลิกและไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยการส่งออกล่าสุด ตัวเลขเดือน ม.ค.-มิ.ย.ทำเงินเข้าประเทศถึง 5 ล้านล้านบาท รวม 6 เดือนเป็นบวกรวมกันถึง 12.7% การส่งออกยังเป็นพระเอกและดิจิทัลคอนเทนท์เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขส่งออก

“อยากเห็นอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยนำซอฟพาวเวอร์ มาผสมผสานเพื่อสะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นไทยลงไปในเนื้อหาของดิจิทัลคอนเทนท์ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีย์ต่างๆ โทรทัศน์เกมส์หรืออื่นๆ รวมทั้งอนิเมชั่นนอกจากขายศักยภาพของภาคธุรกิจด้านนี้ของไทยแล้วให้ขายความเป็นไทยเข้าไปด้วย จะได้สองต่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและศิลปะวัฒนธรรม วิถีชีวิตของความเป็นเรา คู่ขนานกันไปพร้อมพร้อมกัน” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ซึ่งงาน MOVE ปีนี้ จะมุ่งเน้นส่งเสริมผู้ประกอบการในกลุ่มภาพยนตร์และอนิเมชั่นบริการเกี่ยวเนื่องรูปแบบออนไลน์ ซึ่งงานนี้จะมีกิจกรรม 2 กิจกรรมหลัก 1.กิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ระหว่าง ผู้ประกอบการของไทย 30 รายและต่างประเทศที่เข้ามาซื้อ 40-50 ราย และกิจกรรมที่สอง พิชชิ่ง(Pitching )ให้ 5 บริษัทของไทย นำเสนอผลงานให้ 15 บริษัทต่างประเทศ เพื่อซื้อหรือเจรจาต่อไปเพื่อทำตัวเลขให้กับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทย

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า โครงการ Multimedia Online Virtual Exhibition 2022 หรือ มูฟ(MOVE) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 สิงหาคม 2565 และจะมีผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าจากวงการภาพยนตร์จากทั่วโลกเข้าชมเว็บไซต์ https://move-ditp.com/ ไม่น้อยกว่า 10,000 ราย
คาดว่าเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 200 คู่ สร้างมูลค่าการค้าแก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

“จุรินทร์” เปิด “เทศกาลอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 2” ดันการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวไทยกับแดนโรตี พร้อมลุยทำ Mini-FTA กับอินเดียอีกหลายรัฐดันยอดส่งออก

วันที่ 30 กรกฎาคม 2565 เวลา 11.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 2” หนึ่งในกิจกรรมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งความสัมพันธ์การทูตไทย-อินเดีย พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย (นางสุจิตรา ดูไร) รัฐมนตรีแห่งรัฐประจากระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลอินเดีย (ดร. ราจคูมาร์ รันจัน ซิงห์) มุขมนตรีและรองมุขมนตรีของรัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียมีความใกล้ชิดกับประเทศไทยทั้งในทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณี งานเทศกาลที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยมากคืองานเทศกาล “ซังเก้น” (Sangken) ของรัฐอรุณาจัล ประเทศ กับเทศกาลสงกรานต์ ของประเทศไทย และมีงานเทศกาล “โบฮัก บิฮู” (Bohag Bihu) ของรัฐอัสสัมที่มีลักษณะเหมือนกับงานสงกรานต์ของไทย ถือว่าวัฒนธรรมประเพณีใกล้เคียงกันมากกับไทย ในนามตัวแทนรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยขอถือโอกาสนี้ขอบคุณรัฐบาลกลางของอินเดียและรัฐบาลของรัฐภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ที่จัดงานเทศกาล อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย ครั้งที่ 2 (Second Edition of North East India Festival in Thailand) เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระการครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างไทยกับอินเดีย จะมีส่วนสำคัญในการเสริมความสัมพันธุ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางหลวงไตรภาคีระหว่างไทย เมียนมา และอินเดียเสร็จสมบูรณ์ จะยิ่งเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างการให้มากยิ่งขึ้น

“3 ปีที่ตนมารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีโอกาสนำคณะกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน เดินทางไปที่อินเดียแล้ว 2 ครั้ง ครั้งที่หนึ่งเดือนกันยายน 2562 เยือนมุมไบและเจนไน สามารถทำ MOU มูลค่ามหาศาลระหว่างไทยกับอินเดีย ครั้งที่สองพฤษภาคม 2563 เยือนเมืองบังกาลอร์และเมืองไฮเดอร์ราบัด ให้กระทรวงพาณิชย์ของไทยมีโอกาสทำ Mini-FTA กับรัฐเตลังคานาขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ 11 เมษายน 2565 จะช่วยทำให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทยกับรัฐเตลังคานา ของอินเดียเพิ่มพูนมากขึ้น และตนมีแผนที่จะทำ Mini-FTA กับอีกหลายรัฐของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นรัฐกรณาฏกะ
รัฐมหาราษฏระ รัฐเกรละ รัฐคุชราต รวมถึงรัฐอัสสัมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียด้วย เพื่อเพิ่มพูนมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับอินเดียต่อไป” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่กล่าว

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานของอินเดียประกอบด้วย 8 รัฐ ได้แก่ 1. อรุณาจัลประเทศ 2. อัสสัม 3. เมฆกัลยา 4. มณีปุระ 5. มิโซรัม 6. นากาแลนด์ 7. ตริปุระ หรือคนไทยรู้จักกันดีในชื่อว่า “รัฐเจ็ดสาวน้อย” และ 8. สิกขิม ซึ่งเป็นรัฐน้องใหม่ล่าสุด เป็นแหล่งของวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรม   ต่าง ๆ อาทิ การแปรรูปอาหาร สิ่งทอ และพลังงาน เป็นต้น รัฐบาลอินเดียกำลังเร่งผลักดันภูมิภาคนี้ให้เป็นประตูสำคัญสู่อาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทางหลวงไตรภาคีระหว่างอินเดีย-เมียนมา-ไทยเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยให้การขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างอินเดียและภูมิภาคอาเซียนสะดวกยิ่งขึ้น สำหรับการค้าไทย-อินเดียช่วง 6 เดือนของปี 2565 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 314,196.64 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 34.26%) เป็นการส่งออก มูลค่า 185,940.14 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 40.92%) สินค้าส่งออกหลักของไทยไปอินเดีย 5 ลำดับแรก ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ (เพิ่ม 309.78%) เม็ดพลาสติก (เพิ่ม 41.45%) เคมีภัณฑ์ (เพิ่ม 61.41%) อัญมณีและเครื่องประดับ (เพิ่ม 150.40%) และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ (เพิ่ม 18.51%)

“พาณิชย์-DITP”ชวนร่วมโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ รับรู้โอกาสส่งออก 5 ภูมิภาค

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชวนผู้ประกอบการไทย สมัครเข้าร่วมโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ ครั้งสุดท้ายของปีนี้ เพื่อจะได้หารือเชิงลึก รับรู้โอกาสส่งออกกับทูตพาณิชย์จาก 5 ภูมิภาค กว่า 32 สำนักงาน เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 5 สิงหาคม 2565 ก่อนเข้าติวเข้มในวันที่ 15 สิงหาคม 2565 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้แนะนำช่องทางและโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ กรมฯ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ได้กำหนดจัดโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) ในวันที่ 15 สิงหาคม 2565 เวลา 09.30-16.30 น. ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom ซึ่งครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ โดยมีทูตพาณิชย์จาก 5 ภูมิภาค กว่า 32 สำนักงาน ที่จะมาให้คำปรึกษาเชิงลึกกับผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการของไทยที่สนใจจะทำตลาดต่างประเทศ สำหรับทูตพาณิชย์ที่จะมาให้คำปรึกษาเชิงลึก ได้แก่ ภูมิภาคอาเซียน เช่น เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ภูมิภาคจีน เช่น ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว คุนหมิง ชิงต่าว เฉิงตู หนานหนิง เซี่ยะเหมิน ไต้หวัน ภูมิภาคแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ อียิปต์ เคนยา ไนจีเรีย ภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย ตุรกี อิหร่าน อิสราเอล ภูมิภาคเอเชียใต้ เช่น อินเดีย (มุมไบ

นิวเดลี เจนไน) บังกลาเทศ “ผู้ประกอบการที่สนใจจะทำการส่งออก หรือขยายการส่งออกไปยังตลาดต่าง ๆ สามารถเข้ามารับคำปรึกษาถึงแนวโน้ม ทิศทาง และโอกาสการส่งออกในแต่ละตลาด เพื่อที่จะได้นำไปปรับใช้ทำแผนการทำตลาด และมีความพร้อมในการบุกเจาะตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น”นายภูสิตกล่าว ทั้งนี้ ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ ที่สนใจจะทำตลาดต่างประเทศ สามารถสมัครเข้ารับคำปรึกษาด้านการตลาดแบบเจาะลึกกับทูตพาณิชย์ได้โดยตรง โดยเปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 5 สิงหาคม 2565 สมัครได้ที่ https://forms.gle/aU6cRaJEHGj7xG3g9 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 084-346-2006 ,

098-287-8600, 1169 กด 1 หรือ E-mail: pr.nea.seminar2019@gmail.com


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
29 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP” เผย “ซอสและเครื่องปรุงรส” มีโอกาสส่งออกตลาดเนเธอร์แลนด์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย “ซอสและเครื่องปรุงรส” ของไทย มีโอกาสขยายตลาดในเนเธอร์แลนด์ หลังความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการนำไปจิ้มกับอาหารทานเล่น และใช้ปรุงอาหารรับประทานที่บ้าน

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.ชนรรค์ดา สรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก ถึงโอกาสการขยายตลาดซอสและเครื่องปรุงรสไทยในเนเธอร์แลนด์ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น หลังในช่วงโควิด-19 ชาวดัตช์หันมาทำอาหารบริโภคที่บ้านเพิ่มมากขึ้น
สำหรับปัจจัยที่ทำให้มีความต้องการซอสและเครื่องปรุงรสของไทยเพิ่มขึ้น ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า
เทรนด์การบริโภคอาหารของชาวดัตช์ ไม่เพียงแต่นิยมอาหารที่ทำจากพืช แต่ยังชอบทานอาหารทานเล่น โดยเฉพาะของทอด ทำให้มีความต้องการซอสจิ้มต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และจากผลกระทบโควิด-19 ที่ทำให้ร้านอาหารต้องปิดบริการชั่วคราว มีการทำงานที่บ้าน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวดัตช์มีการปรุงอาหารรับประทานเองมากขึ้น จึงมีความต้องการวัตถุดิบ เครื่องปรุงรส และซอสต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โดยซอสและเครื่องปรุงรส ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น เช่น ซอสพริก ซอสพริกศรีราชา ซอสพริกศรีราชาผสมมายองเนส น้ำจิ้มปอเปี๊ยะ น้ำจิ้มไก่ น้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มบ๊วย น้ำยำ น้ำสลัด น้ำปลาหวาน เป็นต้น และซอสปรุงรสประเภทต่าง ๆ เช่น น้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมันหอย ซีอิ้วขาว ซีอิ้วขาวเห็ดหอม ซีอิ้วดำ ซีอิ้วดำหวาน น้ำส้มสายชู ซอสผัดไทย ซอสผัดกระเพรา ซอสบาร์บีคิว ซอสผัดพริกไทยดำ ซอสผัดเปรี้ยวหวาน เป็นต้น
นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ยังรายงานอีกว่ามีสินค้าไทยหลายรายการกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการมีผลิตภัณฑ์อาหารและขนมขบเคี้ยวที่มีรสชาติไทย มีรสเผ็ด หรือมีพริก ซอสพริก หรือซอสรสเผ็ดเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสซอสศรีราชา ซอสสำหรับจิ้มหรือทานคู่กับอาหาร โดยเฉพาะ Sriracha Mayo และขนมขบเคี้ยวที่มีการพัฒนารสชาติเป็นรสซอสศรีราชา รส Thai Sweet Chili Sauce เป็นต้น ที่ผลิตออกมาเพื่อดึงดูดและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในตลาด

นายภูสิตกล่าวว่า ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจะต้องไม่ลืมว่าผู้บริโภคชาวดัตช์ให้ความสำคัญและใส่ใจเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก และเนเธอร์แลนด์เป็นสังคมผู้บริโภค ที่ผู้บริโภคมีปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าโดยมุ่งเน้นด้านราคาและคุณภาพเป็นหลัก ผู้ประกอบการไทยจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานการผลิต คุณภาพของส่วนผสมและวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ ปราศจากสารปนเปื้อนและสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ และควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายและแตกต่าง แต่ยังคงเอกลักษณ์ของรสชาติความเป็นไทย บรรจุภัณฑ์ควรทำจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวก มีหลายขนาดเพื่อความเหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มร้านอาหาร และกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป และควรมีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์บนฉลากบรรจุภัณฑ์ที่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ซอสของไทยเป็นที่นิยมมากขึ้น สามารถขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ในปี 2564 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสและสิ่งปรุงรสอาหารไปเนเธอร์แลนด์ มูลค่า 56.39
ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.80% โดยประเทศคู่ค้าที่เนเธอร์แลนด์นำเข้าผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสและสิ่งปรุงรสอาหารมากที่สุด ได้แก่ เยอรมนี เบลเยี่ยม โปแลนด์ สหราชอาณาจักร และไทย โดยการนำเข้าผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสและสิ่งปรุงรสอาหารของไทยส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าผ่านผู้นำเข้าสินค้าอาหารเอเชียทั้งรายใหญ่และรายเล็ก และมีการวางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตหลักของเนเธอร์แลนด์ เช่น Albert Heijn , Jumbo , Plus , Aldi , Lidl ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์ไทย และผลิตภัณฑ์ที่เป็น Private Label Brand แต่ผลิตในประเทศไทย
และยังมีการวางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตเอเชียและร้านขายสินค้าเอเชีย สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
28 กรกฎาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”แนะส่งออกไทยดันสินค้าโปรตีนจากพืชเจาะตลาดสเปน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ส่งออกไทย จับตาตลาดสินค้าโปรตีนจากพืชในสเปน

หลังผลสำรวจพบมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคให้ความสำคัญในการบริโภค และยินดีจ่าย
เหตุช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.วิชาดา ภาบรรเจิดกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด ถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าโปรตีนจากพืช
ของไทย เพื่อเจาะตลาดสเปน รองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยโอกาสในการทำตลาดสินค้าดังกล่าว ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลยืนยันว่า มีผลการศึกษาเรื่อง Route to the food transition โดย Louis Bonduelle Foundation ที่ระบุถึงผลการสำรวจว่า ราว 64% ของชาวสเปน ยืนยันที่จะเพิ่มการบริโภคโปรตีนจากพืชในปีนี้ ด้วยเหตุผลหลักด้านสุขภาพ 78% และความยั่งยืน 48% เหตุผลรองลงมา ได้แก่ ราคา 26% และรสนิยม 21% โดยประชากรวัยหนุ่มสาวในยุค Gen Z ที่มีอายุระหว่าง 18-28 ปี ยืนยันการบริโภคโปรตีนจากพืชเพิ่มขึ้นมากที่สุด ซึ่งเห็นได้ว่าโปรตีนจากพืชมีบทบาทสำคัญต่ออาหารของสเปนและสร้างความมั่นคงทางด้านโภชนาการ และ 7 ใน 10 คน ยืนยันว่า จะเพิ่มการบริโภคโปรตีนจากพืชในปีนี้
อีกทั้งจะบริโภคผักและผลไม้เพิ่มขึ้นในอีก 5 ปี ข้างหน้า
นอกจากนี้ ผลการศึกษาอีกหลายสถาบัน ระบุว่า มีจำนวนผู้ประกอบอุตสาหกรรมอาหารเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่รับผิดชอบดำเนินการเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นต์ หรือการลดแก๊สเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ และยังระบุว่า หากลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ลงครึ่งหนึ่ง และเพิ่มการบริโภคพืช ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมจะลดลงถึง 40% สำหรับตัวชี้วัดบางตัวในส่วนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน ทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลอีกว่า ชาวสเปนมองว่า อาหารประจำวันควรดีต่อสุขภาพและอาหารต้องมีคุณภาพ โดยปัจจัยสำคัญเมื่อซื้ออาหาร ได้แก่ ราคา 54% คุณค่าทางโภชนาการ 50% ผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาล 40% และโดยทั่วไปผู้บริโภคชาวสเปนจะมีความอ่อนไหวต่อราคาอาหาร แต่เมื่อผู้บริโภคซื้อพืชผักจะมองที่คุณภาพมากกว่าราคา ซึ่งในปีที่ผ่านมา ชาวสเปนราว 62% ลดการบริโภคโปรตีนจากสัตว์ เนื่องจากคำนึงถึงจริยธรรม 78% และจากผลการสำรวจ ผู้บริโภคราว 29% ยอมรับว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะบริโภคเนื้อสัตว์ลดลงจากเดิม รายงานการศึกษาฉบับนี้ ยังกล่าวถึงชาวสเปนที่มีอายุ 25-34 ปี เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญเรื่องผลกระทบในการบริโภคอาหารต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ กลุ่มอายุ 18-24 ปี และ 6 ใน 10 คน ของชาวสเปน เห็นว่า

การรับประทานอาหารอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ “จากทัศนคติของชาวสเปนที่ได้จากผลการสำรวจ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในเรื่องผลกระทบในบริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้สะท้อนถึงพฤติกรรมและแนวโน้มตลาดและการบริโภคของชาวสเปนโดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาว วัยกลางคนในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการจะผลิตสินค้าอาหารที่มุ่งใช้วัตถุดิบโปรตีนจากพืช เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการสร้างความยั่งยืนในการเข้าสู่ตลาดในระยะยาว”นายภูสิตกล่าว สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
27 กรกฎาคม 2565

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จัดโครงการ Lost & Found เพื่อสังคม “สานฝันเพื่อน้องครั้งที่ 3” ณ โรงเรียนวัดไร่แตงทอง และโรงเรียนบ้านรางมูก จังหวัดนครปฐม

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการ Lost & Found เพื่อสังคม “สานฝันเพื่อน้องครั้งที่ 3” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา และตามนโยบายของ บริษัทฯที่เน้นการดำเนินงานให้สอดคล้องตามนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมที่บริษัทให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นชุมชน หรือโรงเรียนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ชุมชนหรือโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล โดยที่ผ่านมา บริษัทฯได้ดำเนินโครงการ CSR “มอบรอยยิ้มให้น้อง พร้อมเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก ”ปรับปรุงลานอเนกประสงค์ ณ โรงเรียนชุมทางตลิ่งชัน และดำเนินการจัดกิจกรรม Big Cleaning Day เก็บขยะ ปรับภูมิทัศน์ และทาสีพื้นผิวจราจรบริเวณพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าหลักหก เป็นต้น

โดยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา บริษัทฯได้จัดโครงการ Lost & Found เพื่อสังคม “สานฝันเพื่อน้องครั้งที่ 3” กิจกรรมดังกล่าวบริษัทฯได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนหรือชุมชนในพื้นที่ห่างไกล โดยนายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมคณะผู้บริหาร และพนักงาน ได้ร่วมพิธีส่งมอบสนามฟุตซอลที่ได้รับการปรับปรุง สื่อการเรียนการสอน ตู้เก็บหนังสือ อุปกรณ์กีฬา ชุดตรวจ ATK และชุดอุปโภคบริโภค ณ โรงเรียนบ้านรางมูก อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม และมอบชุดตรวจ ATK เจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย ยาสามัญประจำบ้าน อุปกรณ์ทำแผล อุปกรณ์กีฬา ตู้กับข้าว ตู้ทำน้ำเย็น ชุดอุปกรณ์เครื่องครัวและเครื่องปรุงอาหาร พัดลม อุปกรณ์ชุดทดลองห้องวิทยาศาสตร์ พร้อมหุ่นจำลองอวัยวะ และกล้องจุลทัศน์ ณ โรงเรียนวัดไร่แตงทอง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

“พาณิชย์-DITP”แนะเกาะติดพฤติกรรมการบริโภคกลุ่ม Gen Z ในจีน ก่อนวางแผนทำตลาด

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าผู้ประกอบการไทยเกาะติดผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ในจีน หลังกำลังเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญและมีกำลังซื้อสูง แนะศึกษาพฤติกรรมการบริโภค และวางแผนในการทำตลาดป้อนความต้องการ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.นันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงโอกาสในการเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ในจีน ที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น และกำลังจะกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงในปัจจุบัน จึงเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าไทย เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานเพิ่มเติมว่า กลุ่มผู้บริโภค Gen Z เป็นกลุ่มที่เกิดระหว่างปี 2538-2552 กำลังจะกลายเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ ที่มีอยู่ประมาณ 280 ล้านคน คิดเป็น 18.1% ของประชากรทั้งหมด โดยคนเหล่านี้กำลังเข้าสู่การทำงาน และจะกลายเป็นกำลังหลักในการบริโภคในอนาคตอันใกล้ ซึ่งความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้ เป็นโอกาสสำหรับสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นและเป็นที่ต้องการของกลุ่ม Gen Z มากขึ้น
สำหรับพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่ม Gen Z เช่น การเสพติดคือรักแท้ โดยผู้บริโภคยินดีจ่ายเพื่อสินค้าและบริการที่ตัวเองรักและพึงพอใจ เช่น อาหารที่มีไขมัน น้ำมัน น้ำตาลสูง และรสชาติจัด ทำให้ร้านหม้อไฟ ชานม
ของทอดเสียบไม้ อาหารตุ๋น และซุปหม่าล่า ได้รับความนิยมในแบรนด์ร้านอาหารต่างๆ และ
จากการที่หมกมุ่นกับอาหารที่มีไขมัน น้ำมัน เกลือ และน้ำตาลสูง ได้ทำให้กลุ่ม Gen Z กลุ่มหนึ่งที่หันมาใส่ใจกับสุขภาพ มีความต้องการอาหารที่มีส่วนผสมออร์แกนิก แคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ และมีความสมดุลทางโภชนาการ
นอกจากนี้ ยังพบกว่ากลุ่ม Gen Z นิยมบริโภคตามเทรนด์ใหม่ๆ ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม หากสร้างกระแสได้ ก็จะดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ ส่วนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจีนเป็นสังคมลูกคนเดียวมานาน ทำให้รู้สึกขาดเพื่อน กลุ่ม Gen Z จึงมักเข้าร่วมปาร์ตี้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในร้านอาหาร และร้านนั่งดื่ม เพื่อดื่มด่ำประสบการณ์ใหม่ ๆ รวมถึงนิยมหาประสบการณ์ในการบริโภค เช่น ร้าน Starbucks ที่มีการโปรโมต แนะนำความรู้เกี่ยวกับเมล็ดกาแฟประเภทต่าง ๆ การคั่ว การแปรรูปทีละขั้นตอน และวิธีการชงกาแฟในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ดึงดูดกลุ่ม Gen Z เข้าไปใช้บริการ นอกจากนี้ความคุ้มค่า ก็เป็นสิ่งที่กลุ่ม Gen Z ให้ความสำคัญ โดยจะเน้นเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าด้วยจำนวนเงินที่น้อยที่สุด

“ปัจจุบันกลุ่ม Gen Z ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในตลาดการบริโภคสินค้าในจีน แนวคิดและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปของกลุ่มคน Gen Z ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและผลกระทบของโควิด-19
ทำให้จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายในการครองชีพ การเลือกซื้อสินค้าและบริการจึงมีความพิถีพิถันมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคข้างต้น ไม่เพียงแต่สามารถนำมาปรับใช้ในด้านอุตสาหกรรมร้านอาหารเท่านั้น ผู้ประกอบการไทยยังสามารถศึกษาและปรับเปลี่ยนใช้ให้เข้ากับสินค้าและบริการของธุรกิจในด้านต่าง ๆ เพื่อครองใจผู้บริโภคชาวจีนยุคใหม่ เพราะการสร้างสินค้าที่ใช่ให้กับลูกค้าที่ใช่ จะเป็นหัวใจหลักของการทำการตลาดที่ยั่งยืน”นายภูสิตกล่าว ​สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
26 กรกฎาคม 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น