“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าใช้ช่องทางออนไลน์ ซื้อสินค้า หาวัตถุดิบจากบราซิล

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางออนไลน์ ซื้อสินค้าหรือหาวัตถุดิบจากบราซิล หลังพบผู้ส่งออกบราซิลหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ทำตลาดกัน
เพิ่มมากขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวพุทธชาติ วงษ์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซาเปาโล ถึงการใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์ ในการซื้อสินค้าหรือหาวัตถุดิบจากบราซิล หลังจากตลาดอีคอมเมิร์ซในบราซิลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิต ผู้ส่งออกบราซิลได้หันมาใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้าและเป็นช่องทางส่งออกสินค้าไปตลาดต่างประเทศมากขึ้น
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้สร้างโอกาสให้กับบริษัทผู้ส่งออกรายใหม่ของบราซิลเพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจในปี 2564 มีจำนวนผู้ส่งออกทั้งสิ้น 30,960 บริษัท แต่มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ส่งออกประจำ แต่หลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้ส่งออกเป็นจำนวนมากหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้าเพิ่มขึ้น และมีจำนวนผู้ส่งออกเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายย่อย จากเดิมที่การขายสินค้าออนไลน์เพื่อส่งออก จะเป็นผู้ส่งออกรายกลางและใหญ่

ขณะเดียวกัน มีข้อมูลที่สำรวจโดยนักเศรษฐกิจ และนักสถิติในบราซิล พบว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมา มีบริษัทในบราซิล ที่เปิดตัวสินค้าในต่างประเทศสูงถึง 5,270 ราย เพิ่มขึ้น 26% และยังมีข้อมูลจากสมาคมการค้าต่างประเทศของบราซิล (AEB) ที่ยืนยันว่า มีบริษัทขนาดเล็ก ที่สามารถส่งออกสินค้าให้บริการเฉพาะกลุ่มที่เป็นบริษัทนำเข้าขนาดเล็กที่แสวงหาซัพพลายเออร์ขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้นด้วย
สำหรับสินค้าที่มีการขายผ่านช่องทางออนไลน์ และมีการเติบโตสูง เช่น ของขวัญและดอกไม้ เพิ่ม 14.3% แฟชั่น เพิ่ม 12.6% เครื่องประดับและนาฬิกา เพิ่ม 11% เป็นต้น โดยเว็บไซต์ที่สำคัญของบราซิล ได้แก่ 1.Mercado Livre 2.Shopee 3.AmazonBrasil 4.Americanas 5.Magalu 6.AliExpress 7.iFood 8.Casas Bahia 9.Netshoes และ 10.Shein ซึ่งผู้ผลิต ผู้นำเข้าของไทย ควรที่จะศึกษาและใช้โอกาสนี้มองหาสินค้าหรือซื้อวัตถุดิบจาก
ผู้ผลิต ผู้ส่งออกของบราซิล
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
19 สิงหาคม 2565

ฉลองความสำเร็จยิ่งใหญ่!”จุรินทร์” ปั้น Gen Z เป็น CEO สร้างทัพหน้าผู้ประกอบการส่งออกรุ่นใหม่ 3 ปี กว่า 36,521 ราย ย้ำใช้ Soft Power ไทยทำกำไรให้ประเทศ

วันที่ 18 สิงหาคม 2565 เวลา 10.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานให้โอวาทพิเศษในพิธีสรุปผลโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ (From Gen Z to be CEO) ที่ Ture Digital Park สุขุมวิท 101

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าทุกคนจะต้องภาคภูมิใจที่สามารถทำแบบทดสอบได้คะแนนสูงสุดเป็น 1 ใน 100 จากผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดกว่า 16,000 คนในปีนี้ สำหรับโครงการปั้น Gen Z ให้เป็น CEO เป็นนโยบายที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบันผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA)ดำเนินการมาตลอด 3 ปี ถือเป็นความภาคภูมิใจของพวกเรากระทรวงพาณิชย์ทุกคนและเป็นนโยบายสำคัญที่ตนเน้นย้ำให้ดำเนินการโดยต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าแต่ละปีจะผลิตได้จำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้น้องๆ เจเนอเรชั่นใหม่ของประเทศ มีโอกาสเดินหน้าไปสู่ฝันที่ฝันไว้ ซึ่งตนเชื่อว่าน้อง Gen Z จำนวนมากฝันว่าจะเป็นนายตัวเองมากกว่าอยู่ในองค์กรอย่างเนิ่นนานจนเกษียณอายุเหมือนเจเนอเรชั่น ก่อนหน้า การเป็นนายตัวเองที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คือความเป็น CEO ขององค์กรธุรกิจที่ตนเองก่อตั้งขึ้น โครงการปั้น Gen Z เป็น CEO ของกระทรวงพาณิชย์จึงเกิดขึ้น เพื่อให้น้องรุ่นใหม่เป็นแม่ทัพทั้งในภาคการผลิต ภาคบริการ ภาคการตลาด บริหารจัดการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศในอนาคตต่อไป ซึ่งดำเนินการมา 3 ปี ตั้งแต่ปี 63-65 มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมโครงการถึง 104 แห่งจากทั่วประเทศ และพันธมิตรธุรกิจระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับโลกร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็น True Huawei Bitkub EXIM Bank Shopee P&G Coro Brothers หรืออื่นๆ ขอขอบคุณที่เข้ามาร่วมโครงการกับกระทรวงพาณิชย์จนประสบความสำเร็จทำให้ 3 ปีสามารถปั้น Gen Z เป็น CEO ได้ถึง 36,521 รายเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคตทั้งเศรษฐกิจในประเทศและส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศต่อไป

“วันนี้ Gen Z ทั้ง 100 คนคือ Top 100 ที่มาจาก 23 สถาบันการศึกษาที่ผ่านกระบวนการทดสอบและคัดเลือกแล้วทั้งหมด สิ่งที่อยากฝากเสริมคือขอให้ Gen Z ไม่ลืม ไม่ว่าจะเข้าไปอยู่ในภาคการผลิต บริการ การตลาดหรือภาคส่วนไหนของเศรษฐกิจของประเทศก็ตาม อย่าลืมพก Soft Power ติดตัวไปด้วยเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ภาคบริการ ภาคส่วนอื่นๆ นอกจากสามารถทำเงินให้กับระบบเศรษฐกิจตนเองและครอบครัว ให้มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทยในการช่วยเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรม วิถีชีวิตและความเป็นไทย ให้ขจรขจายไปในธุรกิจที่ท่านสร้าง เพื่อนอกจากทำกำไรของส่วนธุรกิจของท่าน ก็ทำกำไรให้ประเทศด้วย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า โครงการ From Gen Z to be CEO เป็นโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม ผู้ประกอบการที่เป็นคนรุ่นใหม่ จัดอบรมหลักสูตรเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยมี CEOs และวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ และร่วมมือกับ 104 สถาบันชั้นนำทั่วประเทศ และ
สำหรับผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 500 ลำดับแรก ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Exclusive Training Program จัดโดย True LAB และ 100 ลำดับแรก ได้รับสิทธิ์ในการพิจารณาเข้าร่วมฝึกงานกับองค์กร ระดับประเทศ ได้แก่ True Huawei Bitkub EXIM Bank Shopee P&G Coro Brothers และสำนักงาน ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ที่ตั้งอยู่ในทั่วทุกภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงได้สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือเข้าร่วมโครงการต่างๆ ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและพันธมิตรของโครงการ และภายในงานมีการมอบประกาศนียบัตรให้กับ Gen Z ที่ทำคะแนนสูงสุด 100 ลำดับแรก และมอบรางวัล Gen Z Ambassadors สำหรับผู้ที่ทำคะแนนสูงสุด 4 รายจากผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดกว่า 15,847 ราย โดย Gen Z Ambassadors ได้แก่ (1) นางสาวศิรภัสสร ศรียาภัย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย (2) นายภัทรกร ศรนรายน์ นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (3) นางสาวณชนก นุชชา นักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ (4) นางสาวรษิกา ปริยวรกุล นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พาณิชย์พา 30 แบรนด์ไทยโชว์ศักยภาพในนิทรรศการต่อยอดแบรนด์ไทยสู่สากล ภายใต้โครงการ Thai Brand Fest’ 22

พาณิชย์โชว์ 30 สินค้าแบรนด์ไทยในนิทรรศการต่อยอดแบรนด์ไทยสู่ตลาดสากล หรือ Ready Set Go โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์ นวัตกรรม สอดคล้องกับความต้องการของเทรนด์โลก มีศักยภาพในการส่งออกและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมส่งเสริมต่อเนื่องสู่เวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) มีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Micro SMEs พัฒนาศักยภาพและการตลาดผ่านช่องทางการค้ารูปแบบใหม่เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุค New Normal และ Next Normal โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยเป็น 1 ใน 5 ของเอเชียภายในปี 2570 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงได้จัด โครงการส่งเสริมแบรนด์ไทยสู่สากล หรือ Thai Brand Fest’22 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก โดยใช้กลยุทธ์การสร้าง Brand Awareness สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการแบรนด์ไทยที่ผ่านการเลือกสรรวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ตลอดจนมีการร้อยเรียงเรื่องราวของการสร้างธุรกิจที่มีจุดเด่น เป็นลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้สินค้าและบริการไทยเป็นที่รับรู้และจดจำแก่ผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีระดับสากล ให้สามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจตลาดในประเทศและต่างประเทศได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”
นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “โครงการ Thai Brand Fest’22 เน้นส่งเสริมผู้ประกอบการแบรนด์ไทย 2 กลุ่มหลัก กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มแบรนด์ไทยที่สร้างความแข็งแกร่งในการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการจากโครงการ Idea Lab และ Future Lab จำนวน 30 บริษัท เพื่อร่วมจัด “นิทรรศการต่อยอดแบรนด์ไทยสู่ตลาดสากล หรือ Ready Set Go”ระหว่างวันที่ 17-21 สิงหาคม 2565 สนับสนุนโดย สยามดิสคัฟเวอรี่ และ ODS (Objects of Desire Store) และกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพต่อยอดไปยังต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการสมาชิก Thailand Trust Mark (T Mark) และผู้ประกอบการแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพในตลาดอินเดีย จำนวน 20 บริษัท เพื่อจัดนิทรรศการสินค้าแบรนด์ไทยในตลาดอินเดีย ณ ห้างสรรพสินค้า Jio World Drive เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย ระหว่างวันที่ 19-26 สิงหาคม 2565 โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 2 กลุ่ม ได้รับการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นเวลา 3 วัน รวมถึงจะได้เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์กับผู้นำเข้าต่างประเทศภายหลังจากการจัดแสดงนิทรรศการด้วย”

โดยในส่วนของ “นิทรรศการต่อยอดแบรนด์ไทยสู่ตลาดสากล หรือ Ready Set Go” ซึ่งกรมได้ร่วมกับ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด นำผู้ประกอบการจำนวน 30 แบรนด์ จัดแสดงนิทรรศการเพื่อแสดงศักยภาพของสินค้าแบรนด์ไทยที่ผ่านการบ่มเพาะและเตรียมความพร้อมในการพัฒนาสินค้าเพื่อออกสู่ตลาดโลกในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร (Agricultural and Food Products) 16 แบรนด์ ได้แก่ BIOBLACK (ไบโอแบล็ค) กราโนลาข้าวก่ำไทยจาก จ.พะเยา อุดมด้วยสารอาหารช่วยต้าน​อนุมูล​อิสระ​ BIOVEGGIE (ไบโอเวกกี้) ผักอัดเม็ด DIAMOND FRESH (ไดมอนด์ เฟรช) น้ำนมข้าวยาคูออร์แกนิค HILLKOFF (ฮิลล์คอฟฟ์) ผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพดีจากเชียงใหม่ JOJO’S GRANOLA (โจโจ้ กราโนล่า) กราโนลาจากผลิตภัณฑ์ในชุมชน อาทิ ถั่ว งา ผลไม้อบแห้ง KAEW (แก้ว) ขนมทองม้วนจากกาญจนบุรี LEAFIA (ลีฟเฟีย) ผงผักโรยข้าว ผงปรุงรสจากผัก และผงผักห้าสี LUCKY EGG (ลัคกี้เอ้ก) ไข่เยี่ยวม้าสีทอง MANTRA (มันตรา) ผลิตภัณฑ์แพลนท์เบสซีฟู้ด ORGANEH (ออร์กาเนะ) อาหารเสริมพัฒนาการเด็ก PATTARAPORN (ภัทรภร) เม็ดมะม่วงหิมพานต์คาราเมล PHORNSAVOEI (ภรณ์เสวย) ข้าวซอยกึ่งสำเร็จรูปพร้อมปรุง SIRITHAI (สิริไท) ผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ TEPA (เทพา) เครื่องปรุงรสไทยจากวัตถุดิบธรรมชาติ TRULYHILL (ทรูลี่ฮิลล์) ผลิตภัณฑ์กาแฟสายพันธุ์ดี จากอมก๋อย จ.เชียงใหม่ และ YORICE AMAZAKE (โยไรซ์ อามาซาเกะ) สาเกหวานจากข้าวไทยพื้นบ้าน อุดมไปด้วย วิตามิน B ไบโอติน สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดอะมิโน
กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม (Health and Beauty Products) 4 แบรนด์ ได้แก่ COSMOS & HARMONY (คอสมอส แอนด์ ฮาร์โมนี่) แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและวัฒนธรรมจากทั่วโลก KHRAMER (ครามเมอร์) สกินแคร์ไทยจากรากครามจาก จ.สกลนคร MC JABRIAL & MEDISILK (แม็ค จาเบรียล และเมดิซิลค์) แผ่นมาส์กหน้าใยไหมทองคำ หน้ากากอนามัยแผ่นใยไหม และ SOOKHO (สุขโข) ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหมอนสมุนไพรเพื่อสุขภาพและลูกประคบ
กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าหัตถกรรม (Lifestyle and Handicraft Products) 7 แบรนด์ ได้แก่ DeCycle (ดีไซเคิล) ผู้ผลิตแผ่นยางปูพื้นรักษ์โลก PASHA (ปาศะ) ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้เซรามิก PAHKAHMAH THAILAND (ปากาม้าไทยแลนด์) สินค้าดีไซน์ ไอเดียจากผ้าขาวม้าไทย RUKBATIK (รักษ์บาติก) ผ้ากลิ่นหอม ลวดลายเอกลักษณ์ เพ้นท์ด้วยมือจากสีธรรมชาติ SIAM CELADON (สยาม ศิลาดล) ผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบศิลาดล UPCYDE (อัปไซด์) แบรนด์รองเท้าหนังเทียมที่ผลิตจากขยะทางการเกษตรอย่างผลไม้ และต่อยอดสู่สินค้ารูปแบบต่างๆ และ WASOO (วาสุ) สินค้าที่ทำมาจากจากฟางข้าวและกะลากาแฟของแบรนด์รักษ์โลก
กลุ่มสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Products) 3 แบรนด์ ได้แก่ DOGANIC (ด็อกแกนิก) ผลิตภัณฑ์ออแกนิก สำหรับสัตว์เลี้ยง ORGA (ออร์ก้า) ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหนังสัตว์เลี้ยงที่ผลิตจากสารสกัดจากผลไม้ตามธรรมชาติปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังมนุษย์และสัตว์เลี้ยง และ PET SMILE (เพ็ท สไมล์) ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิกสำหรับสัตว์เลี้ยง

โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมนิทรรศการเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเลือกซื้อสินค้าที่ถูกใจจาก “นิทรรศการต่อยอดแบรนด์ไทยสู่ตลาดสากล หรือ Ready Set Go” ภายใต้โครงการ Thai Brand Fest’ 22 ได้ ตั้งแต่วันที่ 17-21 สิงหาคม 2565 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ครีเอทีฟ แล็บ ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่ หรือเลือกช้อปออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน ONESIAM SuperApp ได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม – 16 กันยายน 2565 นี้


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 สิงหาคม 2565

DITP เตรียมจัดงานใหญ่ Bangkok RHVAC 2022 และ Bangkok E&E 2022ในวันที่ 7-10 กันยายนนี้

​กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จับมือภาคเอกชน เตรียมจัดงานแสดงสินค้า Bangkok RHVAC 2022 และ Bangkok E&E 2022 งานใหญ่ในรอบ 3 ปี ของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ เครื่องทําความเย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้แนวคิด One Stop Solutions พร้อมนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบรับความท้าทายใหม่ๆ ของโลก รวบรวมไว้ทั้งนวัตกรรมตื่นตาฝีมือคนไทย พร้อมสินค้าและบริการหลากหลายจากผู้ผลิตชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2565 ณ ไบเทค บางนา

​นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในงานแถลงข่าวงานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น 2565 (Bangkok RHVAC 2022) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2565 (Bangkok E&E 2022) ว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทําความเย็น และกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน Bangkok RHVAC 2022 และ Bangkok E&E 2022 ขึ้นอีกครั้งในรอบ 3 ปี หลังจากว่างเว้นไปเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยทั้งสองงานจะจัดขึ้นพร้อมกันภายใต้แนวคิด One Stop Solutions พร้อมนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบรับความท้าทายใหม่ๆ ของโลก (New Innovations for New Global Challenges) ซึ่งจะเป็นการโชว์ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยด้วยสินค้านวัตกรรมล้ำหน้าที่ตอบรับความท้าทายที่โลกต้องเผชิญ ทั้งโรคระบาด และปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยได้รวบรวมสินค้าและบริการไว้อย่างครบครัน อาทิ แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง ไปจนถึงผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบในระบบทำความเย็น ตลอดจนผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน และอุปกรณ์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม รวมกว่า 100 บริษัท 400 คูหา บนพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร

​“นอกจากการแสดงสินค้าจากผู้ผลิตและผู้ส่งออกชั้นนำแล้ว การจัดงานในครั้งนี้จะมีไฮไลท์พิเศษที่นำผลิตภัณฑ์และสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ มาจัดแสดง ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนนิทรรศการ One Stop Solutions โซนการจัดแสดง Product Showcase 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ และโซนนิทรรศการพิเศษ “Stay Healthy, Stay Connected” โดยนิทรรศการ One Stop Solutions จะนำเสนอในรูปแบบแนวคิด Smart Home ที่ตอบโจทย์บ้านยุคใหม่ด้วยพลังงานทางเลือก อาทิ การติดตั้ง Solar Rooftop การใช้ระบบ IoT ภายในบ้าน เครื่องทำความเย็นประหยัดพลังงานและกรองเชื้อโรค/ฝุ่น ตลอดจนการใช้อุปกรณ์ที่รองรับรถยนต์ไฟฟ้า ในโซนนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลักๆ ได้แก่ Internet of Things, Energy Service Company, Climate, International Standard, Refrigerant Trend, Air Quality, Safety และ Technology โดยแต่ละวันจะมีการจัดงานเสวนาในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจร่วมด้วย” นายนันทพงษ์กล่าว

​ในส่วนของการจัดแสดง Product Showcase 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ นางสุภาณี จันทศาศวัต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น เปิดเผยว่า ในโซนนี้จะแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 5 กลุ่มสินค้า ที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมที่น่าสนใจและตอบโจทย์ความต้องการของโลกในยุคใหม่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองวิถี New Normal ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับระบบ IoT ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ เช่น เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เครื่องส่งลมเย็นหรือ Air Handling Unit (AHU) แผ่นทำความเย็นในรูปรังผึ้งแบบลดการเกาะของตะกรันแคลเซียม เครื่องปรับอากาศ Solar Hybrid สามารถนำพลังงานไฟฟ้าจากแผง Solar Cell มาใช้โดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เครื่องกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ตลอดจนเครื่องแลกเปลี่ยนอากาศและเครื่องเติมอากาศ

​สำหรับนิทรรศการพิเศษ “Stay Healthy, Stay Connected” นายสุรเดช บุณยวัฒน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้ให้รายละเอียดว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ในนามคลัสเตอร์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องปรับอากาศ จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี Smart Living Solutions และนวัตกรรม Medical Smart Electronics ฝีมือคนไทยมาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการ โดยมีสินค้านวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น ตู้เก็บวัคซีนพร้อมอุปกรณ์ Monitoring ตู้เย็นขนาดเล็กแบบพกพาพร้อม Monitoring ระบบปรับอากาศสำหรับห้องความดันลบและห้องทันตกรรม Telemedicine อุปกรณ์ตรวจสุขภาพทางไกล Smart Pole เสาไฟอัจฉริยะใช้ระบบ Solar และพลังงานลม เพื่อรองรับเมืองอัจฉริยะ เครื่องฟอกอากาศแบบพกพา และยังจัดแสดงต้นแบบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านการแพทย์ อาทิ การพัฒนาระบบสังเคราะห์อนุภาคนาโนไขมันสำหรับนำส่งอาร์เอ็นเอเพื่อการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 นวัตกรรมการพัฒนาหน้ากากผ้าไหมปักธงชัย และเครื่องทดสอบประสิทธิภาพการกรองฝุ่นของหน้ากากอนามัย โครงการออกแบบและสร้างห้องความดันลบสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เครื่องผลิตออกซิเจนความบริสุทธิ์สูง และเครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้นเพื่อประยุกต์ใช้งานทางการแพทย์ ซึ่งนวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้ล้วนตอบโจทย์โลกในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสุขภาพและอนามัย

ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสำคัญในสินค้าเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น โดยส่งออกเครื่องปรับอากาศเป็นอันดับ 2 ของโลก มูลค่ากว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกตู้เย็นกว่า 28,700 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ยังส่งออกผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นอันดับที่ 13 ของโลก คิดเป็นมูลค่าถึง 65,721 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “การจัดงานแสดงสินค้า Bangkok RHVAC 2022 และ Bangkok E&E 2022 ในปีนี้ จึงเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความเย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่มีการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง สามารถสนองตอบความต้องการของตลาดและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก จนสินค้าของไทยเป็นที่ยอมรับจากผู้ซื้อทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 5,000 ราย และมีมูลค่าการสั่งซื้อภายในงานกว่า 1,500 ล้านบาท” นายนันทพงษ์กล่าว

​งาน Bangkok RHVAC 2022 และ Bangkok E&E 2022 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2565 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยเป็นวันเจรจาการค้าตลอดทั้ง 4 วัน และ 2 วันสุดท้ายจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมและซื้อสินค้า ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่ https://pre.eventthai.com/publics/create/visitor/rhe22/step1และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bangkok-rhvac.com และ http://www.bangkok-electricfair.com


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
16 สิงหาคม 2565

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง ชวนเที่ยว เวรี่ วินเทจ มาร์เก็ต ตึกแดง จตุจักร มีทุกอย่างสำหรับนักช็อป

สาวกแฟชั่นวินเทจเดินได้ทั้งตึก แบบไม่มีทางเบื่อ เปิดทุกวัน จันทร์ถึงศุกร์ 10 โมงเช้า ถึง 4 ทุ่ม เสาร์และอาทิตย์ 11 โมงเข้า ถึง เที่ยงคืน ถ้าเป็นแต่ก่อน ก่อนเทศกาล Covid19 ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เขาเปิด 24 ชั่วโมงจ้า ลั้ลลาได้สบายๆ

นอกจากเสื้อผ้าแรร์ไอเทมสำตล์วินเทจแล้วยังมีของหายาก ตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา เฟอร์นิเจอร์พระเครื่อง กระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง แว่นตา กล้อง นาฬิกา ถ้วย โถ โอ ชาม ยันโซฟา กระจก ตู้เก็บของ งานไม้ งานเหล็กแบบเก๋าๆ

เสื้อผ้าของหนุ่ม ๆ กับเสื้อแบรนด์ฮิต แบรนด์ดัง ที่ปั๊ม Made in USA และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก และยังเป็นขุมทรัพย์ของชะนีน้อยชะนีใหญ่สายแฟ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ เดรส กระโปรง กางเกง รองเท้า หรือเครื่องประดับต่างๆ แนวสายวินเทจ แฮนด์เมด หรือโอลด์สคูล ลุคไหนก็จับแมทช์ได้เริ่ด จะมือ 1 หรือมือสอง ก็มีหมดกด ลิฟต์ไปที่ขั้น 4 เลยครับ

ด้านหน้าตึกแดง เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ที่วางขายกันแบบแบกะดินในราคามิตรภาพ พูดคุยต่อราคาให้ความรู้เหมือนคนในครอบครัว ผมว่าอบอุ่นดีครับ สำหรับของกินเล่น ของกินจริง คาเฟ่ น้ำผลไม้ ยันเหล้าปั่น ก็มีให้เห็นเป็นจุดๆ ผู้คนดูเป็นมิตร เวรี่เฟรนด์ลี่ มากๆ

มือกล้องฟิล์มทั้งสมัครเล่น Beginner และ Professional ที่นี่ เขาก็มีร้านกล้องฟิล์มให้ได้เข้ามาเลือกแบบเอ็กคลูซีฟและสุดคลาสสิกไปใช้งานหรือสะสมกันในราคาสมเหตุสมผล แถมสอนวิชาความรู้เบาๆ ด้วย แผ่นเสียงและเทปคาสเซทต่าง ๆ รูปภาพ ของสะสมแบบที่หาที่ไหนไม่ได้ แต่หาที่นี่ได้ ที่ไม่มีอย่างเดียวคือ สัตว์เลี้ยง ถ้าหาอาหารหมา เสื้อผ้าแมว ให้ข้ามถนนไปอีกฝั่งนะครับ เพียบ

ช็อปปิ้งกันให้หนำใจ แล้วอย่าลืมป้องการการแพร่ระบาด Covid19 อย่างเคร่งครัดนะคร้บ Mask
สเปรย์แอลกอฮอล์ สำรองไว้หลายๆชิ้นในกระเป๋าผ้าหรือเป้ ที่สำคัญช่วงนี้หน้าฝน พกร่มไปด้วยนะครับ สำหรับการเดินทางเขื่อว่าทุกคนมีวิธีการไป ใครขับรถมีที่จอดบนตึกข้างหลัง ชั่วโมงละ 20 สะดวกดี .. .

มีความสุขในวันหยุดยาว ขอพระเจ้าอวยพระพร

“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าส่งออก “อาหารมังสวิรัติ” เจาะตลาดผู้บริโภคชาวไต้หวัน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย “อาหารมังสวิรัติ” มีแนวโน้มเติบโตในตลาดไต้หวัน

หลังผู้บริโภคเริ่มหันมาบริโภคมากขึ้น และผู้ประกอบการหันมาผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการ ชี้เป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทย ที่จะใช้ความได้เปรียบด้านความเชี่ยวชาญอาหาร ผลิตและส่งออกป้อนตลาด
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจาก นางสาวกัลยา ลีวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ถึงผลการสำรวจตลาดอาหารมังสวิรัติในไต้หวัน โดยพบว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ มีโอกาสเติบโตสูง เพราะผู้บริโภคในไต้หวันมีการรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด (จำนวนประชากรไต้หวัน 23
ล้านคน) ซึ่งมีเหตุผล เพราะต้องการรักษ์โลก ต่างจากอดีตที่เป็นความเชื่อทางศาสนาและสุขภาพ จึงเป็นสินค้าที่ไทยมีโอกาสในการขยายตลาดส่งออกเข้าสู่ไต้หวันได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ปัจจุบัน Plant-Based แบรนด์สินค้าเนื้อสัตว์จากพืชของไต้หวัน ซึ่งประสบความสำเร็จในการทำตลาดสหรัฐฯ จนสามารถเข้าวางขายสินค้าในเชนซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังอย่าง ALDI ได้สำเร็จ ได้หันมาจับมือกับคาร์ฟู ไฮเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ในไต้หวัน ผลักสินค้าเนื้อสัตว์จากพืชแบบ Ready-to-cook คือ กะเพราหมู เนื้อย่างเกาหลี ไส้กรอกแบบยุโรป และลูกชิ้นแบบยุโรป เข้าสู่ตลาด อีกทั้งยังเตรียมที่จะวางตลาดสินค้าเนื้อสัตว์จากพืชรสต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน ไก่ทอดตะไคร้ราดพริก ซึ่งต่างก็เป็นอาหารไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตลาดไต้หวัน
ขณะเดียวกัน Plant-Based ได้พัฒนาอาหารปรุงสำเร็จโดยใช้เนื้อสัตว์จากพืชแบบ Ready-to-cook
รวม 9 เมนู จากเดิมที่บริษัทพัฒนาสินค้าจากผักเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคอาหารเจของเหล่า
ผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานและกลุ่มลัทธิอีก้วนเต้า แต่เนื่องจากรสชาติของอาหารจากผักส่วนใหญ่
จะค่อนข้างจืดและไม่มีความหลากหลายทางรสชาติ ทำให้ยังไม่เป็นที่ยอมรับของตลาดส่วนใหญ่ บริษัทจึงพัฒนาสินค้าจนทำให้ได้เนื้อสัตว์จากพืชที่มีรสชาติอันหลากหลาย และประสบความสำเร็จในการรุกเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
ผ่านซุปเปอร์มาร์เก็ต ALDI เมื่อสองปีก่อน และด้วยความที่รสชาติคล้ายกับอาหารที่ไม่ใช่อาหารเจมากจนแยก
ไม่ออก ทำให้สามารถสร้างยอดขายได้สูงถึงเกือบ 20,000 กิโลกรัม ในช่วงที่แรกที่เข้าสู่ตลาด
อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้บริษัทตัดสินใจชะลอการรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและหันมารุกตลาดในประเทศแทน และหันมาร่วมมือกับคาร์ฟูที่ถือเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาอยู่มากมายทั่วไต้หวัน ผลิตเมนูอาหาร Ready-to-cook โดยบริษัทได้อาศัยกระแสความนิยมอาหารไทยในตลาดไต้หวันผลิตเมนูอาหารไทยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

“จากกระแสความต้องการบริโภคอาหารมังสวิรัติ จนทำให้ผู้ประกอบการในไต้หวันหันมาบุกเบิกตลาดสินค้ามังสวิรัติรสชาติไทยออกมาวางขายมากขึ้น โดยเฉพาะเมนูที่มีชื่อเสียง เช่น กะเพราหมู ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน จึงถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะใช้ความได้เปรียบในด้านความเชี่ยวชาญอาหารไทย พัฒนาสินค้าอาหารไทยมังสวิรัติมาวางขาย เพื่อตอบรับความต้องการอาหารมังสวิรัติในตลาดไต้หวันต่อไป”นายภูสิตกล่าว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
11 สิงหาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”จับมือแม็คโครขายสินค้าไทย ชาวกัมพูชาแห่ชอป ยอดกระฉูดกว่า 14.5 ล้าน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมมือกับห้างแม็คโคร ในกัมพูชา 2 สาขา จัดกิจกรรม

Thai Products Festival 2022 ส่งเสริมการขายสินค้าไทย ชาวกัมพูชาแห่ชอบยอดพุ่งกว่า 14.5 ล้านบาท พร้อมดึงร้านอาหาร Thai SELECT จัดสาธิตการทำอาหาร แจกให้ชิมฟรี ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ เร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกและขยายตลาดการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายนิรวัชช์ รังสีกาญจน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ถึงผลการจัดกิจกรรม Thai Products Festival 2022 เพื่อส่งเสริมการขายสินค้าไทยร่วมกับห้าง Makro ระหว่างวันที่ 13-26 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยทำให้ชาวกัมพูชารู้จักสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น และสั่งซื้อสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น สำหรับรายละเอียดการจัดกิจกรรมดังกล่าว ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ได้ร่วมกับห้าง Makro จำนวน

2 สาขา คือ สาขาพนมเปญ และสาขาเสียมเรียบ จัดการส่งเสริมการขายสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพความงาม และของใช้ไทย โดยได้จัดให้มีคูหาแสดงและจำหน่ายสินค้าไทย ที่สาขาพนมเปญ
18 คูหา สาขาเสียมราฐ 18 คูหา มีสินค้าแบรนด์ไทยทั้งในรูปของอาหารสด อาหารกึ่งสำเร็จรูป นม ขนมขบเคี้ยว ซอสปรุงรส น้ำมันพืช เครื่องดื่ม สุขภาพความงามและของใช้ มาร่วมในงานกว่า 100 รายการ จากบริษัทผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายสินค้าไทยในกัมพูชาทั้งหมด 80 ราย ทั้งนี้ ในช่วงการจัดงานยังจัดให้มีกิจกรรมเพิ่มเติม ได้แก่ การสาธิตการทำอาหารไทยจากร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT ในเมนูต่าง ๆ โดยใช้วัตถุดิบที่มีขายอยู่ในงานเป็นส่วนประกอบ และแจกให้ผู้เข้าร่วมงานชิมฟรี โดยมีร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai Select เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 4 ร้าน ได้แก่ 1.ร้านอาหาร Black Canyon สาธิตการทำผัดไทยกุ้ง 2.ร้านอาหาร อินทนน สาธิตการทำแกงเขียงหวานไก่ 3.ร้านอาหาร Regent Park สาธิตการทำมัสมั่นไก่ และ ร้านอาหาร KinD สาธิตการทำพะแนงไก่ ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ซึ่งจัดให้มีการชิงโชคลุ้นรางวัลต่าง ๆ โดยจับสลากในวันสุดท้ายของงาน เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าไทยภายในงานรวมกันแล้วมีมูลค่า 5 ดอลลาร์สหรัฐ จะได้รับสลากจำนวน 1 ใบ เพื่อชิงโชครางวัลต่าง ๆ ได้แก่ สินค้าของใช้ในบ้าน ส่วนผลการจัดงาน สินค้าไทยได้รับความสนใจเข้ามาชมและเลือกซื้อเป็นอย่างมาก มียอดการซื้อสินค้าภายในงานทั้ง 2 สาขาประมาณ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14.5 ล้านบาท ส่งผลกระตุ้นให้ยอดซื้อสินค้าโดยรวมของห้าง Makro เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 จากวันเปิดดำเนินการปกติ ทั้งนี้ คาดว่ายอดจำหน่ายสินค้าไทย จะเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป หลังจากชาวกัมพูชา ได้เห็นถึงคุณภาพ มาตรฐานสินค้าไทย สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
10 สิงหาคม 2565

DITP-GIT ประกาศความพร้อมจัดงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 67 อย่างยิ่งใหญ่

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผนึกกำลังสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ประกาศความพร้อมการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ครั้งที่ 67 อย่างยิ่งใหญ่ หลังกลับมาจัดงานเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เผยมีผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้ากว่า 800 ราย รวมกว่า 1,800 คูหา คาดผู้ชมงานไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นราย ตั้งเป้าเจรจาซื้อขายไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ผนึกกำลังกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เตรียมจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 67 ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2565 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งถือเป็นการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอย่าง เต็มรูปแบบครั้งแรก ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลังจากว่างเว้นมา 2 ปี จากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
สำหรับการจัดงานครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการ รวมถึงคนในแวดวงอัญมณีและเครื่องประดับ จากทั่วโลกจะได้มาพบและเจรจาธุรกิจกันอีกครั้ง โดยภายในงาน ผู้ซื้อและผู้นำเข้าจะได้พบกับผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ส่งออกชั้นนำของไทยและจากนานาประเทศกว่า 800 ราย บนพื้นที่รวมกว่า 1,800 คูหา นำเสนอสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง
คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 ราย จากทั่วโลก และเกิดการสั่งซื้อไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท

“แม้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ จะต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้านตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อสถานการณ์โรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นการเดินทางระหว่างประเทศมีข้อจำกัดลดลง จึงได้กลับมาจัดงานแบบเต็มรูปแบบอีกครั้ง และคาดหวังว่า การจัดงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 67 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย และช่วยตอกย้ำประเทศไทยในฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก”นายภูสิตกล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง ไตรมาสที่ 1-2 ของปี (ม.ค.-มิ.ย.) มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำไม่ขึ้นรูป) มีมูลค่า 3,884.21 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.96 % จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2564 และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ การส่งออกจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น ตามความต้องการสินค้าที่ขยายตัวดีขึ้นจากการ
ที่ประเทศคู่ค้าสำคัญ มีการเปิดประเทศ เปิดและกลับสู่การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยยอดส่งออกทั้งปี คาดว่าจะมีมูลค่า 7,392.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20%

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีความพิเศษกว่าครั้งที่ผ่านมา โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ GIT เพื่อร่วมกันจัดงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะมีการใช้จุดเด่น เครือข่าย และพันธมิตรที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่ในการขับเคลื่อนการจัดงาน การประชาสัมพันธ์ และการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมงาน โดยมั่นใจว่าการจัดงานจะยิ่งใหญ่สมกับที่รอคอยมานานกว่า 2 ปีอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ The Jewel Wonders นิทรรศการรวมสินค้าไฮไลต์จากผู้แสดงสินค้าและเทรนด์จิวเวลรีที่กำลังมาแรง ส่วนจัดแสดง The Jewellers นำเสนอผลงานของนักออกแบบเครื่องประดับรุ่นใหม่ และคูหาพิเศษภายใต้โครงการ The New Faces รวบรวมผู้ประกอบการ SMEs ชั้นนำทั่วไทย กิจกรรมเสวนาให้ความรู้ด้านต่าง ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญ การสาธิตการทำเครื่องประดับโดยช่างฝีมือ และกิจกรรม
เวิร์กชอปสุดเพลิดเพลินตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ครั้งที่ 67 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2565
วันเจรจาธุรกิจ วันที่ 7-9 กันยายน 2565 เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้วันที่ 10-11 กันยายน 2565
เวลา 10.00-18.00 น. ณ อิมแพค เมืองทองธานี ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bkkgems.com หรือทาง facebook.com/Bangkokgemsofficial


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 สิงหาคม 2565

“พาณิชย์-DITP” ติดอาวุธทางความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ ก้าวขึ้นไปเป็นนักการค้ามืออาชีพ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “ผู้ส่งออกอัจฉริยะ : Smart Exporter” รุ่นที่ 21 หรือ“Smart Exporter” ในวันที่ 8 สิงหาคม 2565 โดยมีผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มทายาทธุรกิจ และผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่ ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 100 ราย

นายภูสิต กล่าวว่า “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับพลังของ Sharing Economy โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งปันและสร้างโอกาสในการเรียนรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศของผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าในระดับสากล นำมาสู่การสร้างรายได้ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ได้เล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญของการยกระดับพัฒนาองค์ความรู้ของ SMEs ให้เข้ามามีบทบาทเป็นกลไกส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อนภาคการส่งออกของประเทศไทยในอนาคต จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “ผู้ส่งออกอัจฉริยะ : Smart Exporter” รุ่นที่ 21 ขึ้นในระหว่างวันที่ 8 – 26 สิงหาคม 2565 เพื่อยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กลุ่มธุรกิจ Startup กลุ่มทายาทธุรกิจ และผู้ประกอบการรายใหม่ ให้ก้าวขึ้นมาเป็นนักการค้าระหว่างประเทศที่มีความเป็นมืออาชีพได้ในอนาคต ผ่านหลักสูตรต่างๆ ที่ครบวงจร ครอบคลุมองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การศึกษาดูงานนอกสถานที่ รวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกจากทูตพาณิชย์ และการให้คำแนะนำแผนการตลาดเพื่อการส่งออก (Business model Canvas) จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน
นอกจากความรู้ที่ทันสมัยและครบวงจรจากโครงการ Smart Exporter รุ่นที่ 21 แล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการอบรมตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับสิทธิในการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อาทิ โครงการ SMEs Pro-active และกิจกรรมการฝึกอบรมของสถาบัน NEA ในอนาคตต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรการฝึกอบรม สัมมนา ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศ ในด้านต่างๆ สามารถติดตามข่าวสาร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ nea.ditp.go.th หรือสายด่วน โทร 1169 กด 1 กด 1

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
8 สิงหาคม 65

รฟฟท. ให้คุณลูกพาคุณแม่ขึ้นรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ฟรี! วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2565

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ให้คุณลูกพาคุณแม่ขึ้นรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ฟรี! ไม่จำกัดเที่ยว เนื่องในวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2565

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวเนื่องในวันแม่แห่งชาติ ให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณแม่ และสนับสนุนสถาบันครอบครัวให้มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรมพิเศษให้คุณลูกพาคุณแม่ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี! ในวันที่ 12 สิงหาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 05.30 น. – 24.00 น. เพียงคุณลูกพาคุณแม่มาแสดงบัตรประจำตัวประชาชนแก่เจ้าหน้าที่บริเวณห้องจำหน่ายบัตรโดยสาร (คุณแม่และคุณลูกไม่จำเป็นต้องมีนามสกุลเดียวกัน) เพียงเท่านี้คุณแม่ก็สามารถเดินทางได้ฟรี

ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเน้นย้ำมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการของผู้โดยสาร โดยมีมาตรการต่างๆ ได้แก่ ทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสภายในสถานีและภายในขบวนรถไฟฟ้าก่อนให้บริการ สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ใช้บริการ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังเข้าใช้บริการ รวมถึงตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น