“จุรินทร์”โชว์ 10 ความสำเร็จทริปซาอุ ปลื้มยอดขาย 2,200 ล้าน ทำ FTA เจาะตลาดกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และเตรียมบุกตลาดมองโกเลียเป็นประเทศต่อไป

3 กันยายน 2565 เวลา 8.30 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ได้เปิดเผยถึงข้อสรุปในการเดินทางนำเอกชน 138 รายไปเยือนซาอุดิอาระเบียว่า ประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย เพราะนอกจากจะมีโอกาสได้พบกับรัฐมนตรีถึง 5 ท่านพร้อมกันแล้ว ยังสามารถทำยอดขายสินค้าได้ทันทีถึง 2,200 ล้านบาท
โดยผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมประกอบด้วย
1.ขายสินค้าไทยให้ผู้นำเข้าซาอุ ทั้งที่ “ริยาด และ เจดดาห์” ได้ยอดขายทันทีถึง 2,200 ล้านบาท
2.ซูเปอร์มาร์เก็ตห้าง Manuel จะนำเข้าอาหารไทยมากขึ้นจาก 750 เป็น 1,000 ล้านบาท ในปี 65 นี้
3.ลงนามร่วมจัดตั้ง”สภาธุรกิจ ไทย-ซาอุ” ขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งเป้าร่วมกันว่าจะทำให้ตัวเลขส่งออกสินค้าไทยมาซาอุฯจะเพิ่มขึ้น 10,000 ล้านบาทใน 1 ปี
4.หลังรองนายกและ รมว.พาณิชย์ไทย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือกับ รมว.พาณิชย์ชาอุ อัล คาซาบี้ ร่วมกับอีก 4 รมต.ซาอุ คือ รมต.ท่องเที่ยว รมต.อุตสาหกรรมและเหมืองแร่ รมต.การลงทุน รมต.แรงงาน รมว.พาณิชย์ซาอุฯเห็นชอบตามที่ไทยเสนอคือ จะสนับสนุนให้มีการจัดทำ FTA ระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ 6 ประเทศ (GCC) ประกอบด้วย ซาอุดิอาระเบีย คูเวต การ์ตา โอมาน บาเรนและยูเออี โดยซาอุฯ จะช่วยประสานกับอีก 5 ประเทศให้ต่อไป
5.รมว.พาณิชย์ ซาอุฯเห็นชอบกับข้อเสนอไทย ที่จะให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC)ขึ้นโดยเร็ว ตั้งเป้าให้สามารถจัดตั้งได้ในก่อนสิ้นปีนี้เพื่อเจรจาการค้า การลงทุนระหว่างกันต่อไป
6.ซาอุฯจะปรับเงื่อนไขการออกวีซ่าให้นักธุรกิจไทยใหม่โดยไม่ต้องมีเอกสารคำเชิญจากฝ่ายซาอุฯอีกเพื่ออำนวยความสะดวกให้ฝ่ายไทย
7. อย.ซาอุฯ(SFDA) ยินดีเร่งเดินทางมาตรวจโรงงานผลิตไก่ของไทย เพิ่มอีก 28 โรงตามที่ฝ่ายไทยได้ส่งรายชื่อให้หากกรมปศุสัตว์กรอกเอกสารให้ซาอุฯครบถ้วน และยินดีให้ไทยส่งออกไก่ชำแหละเป็นชิ้นส่วน นอกจากไก่ทั้งตัวไปซาอุฯได้อีกด้วย
8.ซาอุฯยินดีพิจารณานำเข้าเนื้อชนิดอื่น เช่น เนื้อวัว แพะ จากไทยและยินดีร่วมทุนสร้างโรงงานผลิตเนื้อกับนักธุรกิจไทยต่อไป
9.อย.ซาอุฯ(SFDA) ประสงค์จะร่วมมือทางวิชาการกับ”ศูนย์วิทยาศาสตร์ ฮาลาล”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันศึกษาวิจัยและพัฒนาสินค้าฮาลาลที่ได้คุณภาพ มาตรฐานสากลต่อไป โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยประสานงานให้
10.ผลการเจรจากับ บริษัทปุ๋ยรายใหญ่ ซาอุฯชื่อ SABIC และผู้นำเข้าปุ๋ยไทย สามารถนำเข้าปุ๋ยเดือนสิงหาคมเพิ่มได้อีก 1 แสนตัน ป้องกันปุ๋ยขาดแคลน
อย่างไรก็ตามในช่วงวันที่ 5-7 ก.ย.นี้ตนจะเดินทางไปเปิดตลาดใหม่ที่มองโกเลีย เพื่อปูพื้นการนำรายได้เข้าประเทศในอนาคต และจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบต่อไป

ปัง! สนั่นซาอุฯ จุรินทร์-เอกชนไทย เปิดดีล 12,200 ล้าน เซ็นค้าขายยาวต่อเนื่อง พร้อมนำการค้าพลิกฟื้นความสัมพันธ์ ชวนชาวซาอุมาลงทุนไทย

วันที่ 30 สิงหาคม 2565 เวลา 8.30 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวภายหลังการพบหารือกับประธานสภาหอการค้าซาอุดีอาระเบีย คือ มร.อัจลาน อะลาจลัน และเปิดงาน Saudi-Thai Business Forum ที่สภาหอการค้าซาอุดีอาระเบีย(Federation of Saudi Chamber) วานนี้(29 ส.ค. 65 เวลาท้องถิ่น 16.00 น.)

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ถือว่าเป็นกิจกรรมใหญ่ที่นำคณะเอกชนมา 138 ราย เพื่อเจรจาการค้าที่ซาอุดีอาระเบีย ต้องถือว่าครั้งนี้ประสบความสำเร็จมาก เพราะ 1.สามารถทำ MOU ร่วมกันระหว่างสภาเอกชนของประเทศไทยกับสภาเอกชนของซาอุดีอาระเบีย โดยมีการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ซาอุดีอาระเบียขึ้นมา และวันนี้ได้มีการเซ็น MOU แล้ว หลังจากนี้สภาธุรกิจไทย-ซาอุดีอาระเบีย จะขับเคลื่อนการเจรจาทางการค้าคาดการณ์ว่าสามารถทำการค้าร่วมกัน ซื้อขายสินค้าระหว่างกันได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ภายในหนึ่งปี นับตั้งแต่วันนี้ที่มีการลงนามจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ซาอุฯขึ้น

  1. การทำสัญญาซื้อขายเซ็น MOU
    ซื้อ-ขาย ภายในระยะเวลาที่กำหนด สามารถลงนาม MOU ได้แล้ว 10 คู่ ที่เจดดาห์และที่ริยาด มีมูลค่าทั้งหมดรวมกัน 1,000 ล้านบาท
    3.กิจกรรมเจรจาซื้อขายทางธุรกิจ เจรจาซื้อขายจริง ทำสัญญาในเวลาที่กำหนดและตกลงราคากันที่นี่ สามารถทำยอดขายได้ทั้งที่ริยาดและที่เจดดาห์ รวมกันแล้วประมาณ 1,200 ล้านบาท การเดินทางเที่ยวนี้ที่ตนจะมาขายของ ขายได้ทันทีชัดเจน 2,200 ล้านบาท MOU 1,000 ล้านบาทและจับคู่ซื้อขายทำสัญญาเลย 1,200 ล้านบาทและยังคาดการณ์ยอดอนาคตอีก 10,000 ล้านบาทภายในหนึ่งปี รวมเป็น 12,200 ล้านบาท นี่คือผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมจากการเดินทางนำคณะเอกชนมาที่ซาอุดิอาระเบียเที่ยวนี้

“ โดยเฉพาะสินค้าอาหารเป็นหลัก เครื่องปรุงรส ผักสด เครื่องแกง อาหารกระป๋อง อาหารทะเล ทูน่ากระป๋อง ซาดีนกระป๋อง ผลไม้กระป๋องและผลไม้สด รวมทั้งสินค้าอื่นๆที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร อาหารเสริม วันนี้ขายได้ดีและสินค้าเหล่านี้เริ่มมีวางขายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตในซาอุดีอาระเบียแล้วไม่ว่าจะเป็นห้าง LuLu hypermarket หรือห้าง Manuel Market ที่ตนไปเมื่อวาน มีสินค้าเหล่านี้วางขายและอาหารไทย ผลไม้ไทยสินค้าอาหารกระป๋อง ถือว่าเป็นอาหารยอดนิยมของซาอุดีอาระเบียของคนที่นี่ มีอนาคตและคิดว่าในอนาคตซาอุดีอาระเบียจะเป็นประตูในการกระจายสินค้าไทยไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลางรวมทั้งกลุ่ม GCC กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ 6 ประเทศด้วย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวต่อว่า และขณะนี้ประเทศซาอุดีอาระเบียต้องการดึงนักลงทุนจากทั่วโลกและนักลงทุนจากให้ไทย เพื่อไปร่วมโครงการใหญ่ที่ท่านมกุฎราชกุมารของซาอุดรอาระเบียทรงเปิดตัวออกมา คือ โครงการ Saudi Vision 2030 ดึงนักลงทุนจากทั่วโลก และเราเองก็สนใจดึงนักลงทุนจากซาอุดีอาระเบียลงทุนที่ประเทศไทยของเราเช่นกันเพราะมีหลายภาคส่วนที่เราต้องการนักลงทุนจากซาอุดีอาระเบีย คือเราสามารถจับมือได้ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวรวมทั้งภาคการผลิตอื่นๆด้วย

นอกจากนั้น นายจุรินทร์ กล่าวบนเวที Saudi-Thai Business Forum ด้วยว่า ปัจจุบันโลกกําลังเผชิญกับปัญหาความท้าทายที่สําคัญยิ่ง คือความมั่นคงด้านพลังงานและด้านอาหาร จึงเป็นช่วงเวลาสําคัญที่สุดที่ทั้ง 2 ประเทศจะเร่งกระชับความเชื่อมโยง เพื่อเสริมศักยภาพของกันและกัน ในการเปลี่ยนความท้าทาย ให้เป็นความเข้มแข็งร่วมกัน โดยซาอุดีอาระเบีย จะแหล่งความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย และประเทศไทยจะเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้ซาอุดีอาระเบีย
นอกจากนี้นายจุรินทร์ได้เชิญชวนนักลงทุนชาวซาอุดีอาระเบียมาลงทุนในประเทศไทยโดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA ที่ประเทศไทยทํากับ 18 ประเทศ 14 ฉบับ อาทิ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ฮ่องกง เปรู ชิลี RCEP และจะทําเพิ่ม เช่น EFTA และ UK และไทยยังมีศักยภาพเป็นประตูการค้าสู่อาเซียน และซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้าสู่ตะวันออกกลาง ทั้งหมดคือโอกาสของชาติ

“พาณิชย์-DITP”จัด Think Rice Think Thailand ขยายตลาดข้าวไทยในฟิลิปปินส์ ทำยอดขยายกว่า 153 ล้าน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลจัดโครงการ Think Rice Think Thailand ส่งเสริมการขยายตลาดข้าวไทยในฟิลิปปินส์ ประสบความสำเร็จเกินคาด ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้บริโภค รู้จักข้าวไทยมากขึ้น และมีการเจรจาธุรกิจ ยอดสั่งซื้อกว่า 153 ล้านบาท เผยยังได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอข้าวขาวพื้นนุ่ม ได้รับความสนใจล้นหลาม มั่นใจเพิ่มส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในฟิลิปปินส์ได้เพิ่มขึ้นแน่

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ
เร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกและขยายตลาดการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.จันทนา โชติมุณี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ถึงผลการจัดโครงการ Think Rice Think Thailand ส่งเสริมการขยายตลาดข้าวไทยในฟิลิปปินส์ โดยเข้าร่วมงานแสดงสินค้า World Food Expo (WOFEX) 2022 ภายใต้สโลแกน “Think Rice Think Thailand” we serve the best quality rice to the world. ระหว่างวันที่ 3–6 สิงหาคม 2565 ณ SMX Convention Center กรุงมะนิลา
ซึ่งประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย สามารถผลักดันให้ชาวฟิลิปปินส์รู้จักข้าวไทยเพิ่มขึ้น มีความต้องการบริโภคข้าวไทยมากขึ้น และทำให้ไทยมีโอกาสในการรักษาตลาดและขยายส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงการจัดงาน ไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ ในการนำเสนอพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ของไทย โดยเฉพาะข้าวขาวพื้นนุ่ม ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการดำเนินการสอดรับกับนโยบายของนายจุรินทร์ ในการผลักและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ รวมทั้งนโยบายการใช้ Soft Power ผ่านอาหารไทยในการช่วยขับเคลื่อนการค้า ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์เป็นอย่างมาก
ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ได้จัดนิทรรศการสินค้าข้าวไทย เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย ข้าวขาวพื้นนุ่มพันธุ์ กข79 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นต้น และผลิตภัณฑ์จากข้าวไทย เช่น น้ำนมข้าว โจ๊กข้าวกล้องผสม ข้าวน้ำนมอบกรอบผสมธัญพืช จัดแสดงและจำหน่ายข้าวไทยจากผู้นำเข้าฟิลิปปินส์รวม 4 ราย จัดการสาธิตการปรุงอาหารไทย โดยใช้วัตถุดิบจากข้าวไทยโดยร้าน Thai SELECT รวม 4 ร้าน และจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจการค้า (Online Business Matching) ซึ่งมียอดการซื้อขายรวม 4,286,251 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 153.66 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดสั่งทันที 85,124 เหรียญสหรัฐ และยอดสั่งซื้อภายใน 1 ปี 4,201,127 เหรียญสหรัฐ โดยมีผู้เข้าเยี่ยมชมคูหารวม 508 ราย
“ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า WOFEX 2022 ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี
โดยผู้เข้าเยี่ยมชมคูหาและกลุ่มผู้ค้า ผู้นำเข้าข้าว ได้แสดงความพึงพอใจอย่างยิ่งต่อการจัดกิจกรรมดังกล่าว และจากยอดผลการเจรจาการค้า สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าร่วมงาน WOFEx สามารถสร้างโอกาสในการขยายการค้าข้าวระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ และข้าวไทยสามารถเข้าไปอยู่ในหัวใจของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ได้มากขึ้น และยังถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านการค้าข้าวและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพสูงและอาหารระดับโลก”นายภูสิตกล่าว
สำหรับฟิลิปปินส์ เป็นตลาดศักยภาพสำหรับสินค้าข้าวของไทย เนื่องจากเป็นประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลกปีละประมาณเกือบ 3 ล้านตัน โดยฟิลิปปินส์ได้เปิดเสรีนำเข้าข้าวมาตั้งแต่ปี 2562 แทนนโยบายการจำกัดการนำเข้าเชิงปริมาณ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการส่งออกข้าวของไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมา ข้าวไทยยังไม่สามารถช่วงชิงโอกาสได้มากนัก เนื่องจากมีราคาสูงกว่าคู่แข่งสำคัญ เช่น เวียดนาม ทำให้แข่งขันลำบาก แต่ปัจจุบันราคาข้าวไทยปรับลดลงตามทิศทางของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้อยู่ในระดับที่แข่งขันกับคู่แข่งได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารจากผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตปุ๋ยและธัญพืช ประกอบกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดดังกล่าวคาดว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการนำเข้าข้าวในช่วงที่เหลือของปีนี้ และที่สำคัญ ประเทศไทยอยู่ในระหว่างเร่งพัฒนาข้าวขาวพื้นนุ่มในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นชนิดข้าวที่เป็นที่ต้องการของตลาดฟิลิปปินส์ คาดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสและศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดฟิลิปปินส์ต่อไป
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
26 สิงหาคม 2565

“จุรินทร์”เตรียมนำคณะผู้แทนการค้าไทยเยือนซาอุดีอาระเบีย ขยายการค้า ลงทุน ร่วมมือเศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย “จุรินทร์” มีกำหนดนำคณะผู้แทนการค้าไทย เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย 28 ส.ค.-3 ก.ย.นี้ เตรียมเข้าพบปะหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์ หาทางขยายการค้า การลงทุน พร้อมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พบองค์การอาหารและยา ดันโรงงานไทยขึ้นทะเบียนเพิ่ม พบหอการค้าซาอุดีอาระเบีย ผลักดันเพิ่มความร่วมมือทางธุรกิจ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า ทั้งลงนาม MOU ซื้อขายสินค้า จับมือห้างโปรโมตอาหารไทย
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดการนำคณะผู้แทนการค้าไทย ประกอบด้วยภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางไปเยือนราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย ระหว่างวันที่ 28 ส.ค.-3 ก.ย.2565 โดยมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ DR. Majid bin Abdullah Al-kassabi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารมวลชนแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อหาโอกาสในการขยายความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ นายจุรินทร์ยังมีกำหนดพบหารือกับ Saudi Food and Drug Authority (SFDA) ในเรื่องความร่วมมือในการเพิ่มจำนวนโรงงานอาหารสัตว์ อาหารทะเล และเนื้อสัตว์ ให้ขึ้นทะเบียนกับ SFDA เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความหลากหลายทางด้านอาหาร และหารือกับหอการค้าซาอุดีอาระเบีย (Saudi Chamber of Commerce and Industry) ในเรื่องความร่วมมือระหว่างกันในสาขาธุรกิจต่าง ๆ ทั้งด้านการค้าและการเป็นหุ้นส่วนในการลงทุนและการประกอบการ เพื่อเปิดประตูทางการค้าและสร้างโอกาสให้กับ SMEs และนักลงทุนของไทยในการแสวงหาลู่ทางการทำธุรกิจและการแสวงหาหุ้นส่วนทางการค้ากับนักธุรกิจทั้งในซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
สำหรับกรมฯ จะใช้โอกาสนี้ จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า เพื่อเป็นการบุกตลาดใหม่และสร้างโอกาสให้กับ SMEs และนักลงทุนของไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกที่ชะลอตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ประสบปัญหา ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนในการบุกตลาดใหม่และขยายการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยเพื่อกระจายผลผลิตทางการเกษตรและช่วยบรรเทาปัญหาราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกต่ำ รวมถึงเร่งรัดการส่งออกกลุ่มสินค้าสำคัญอื่น ๆ ของไทย เช่น อาหารสำเร็จรูป
โดยรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมการค้า มีแผนดำเนินการ 3 กิจกรรม ได้แก่ (1) การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนผู้ประกอบการไทย-ซาอุดีอาระเบีย ในวันที่ 29 ส.ค.2565 ในสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง ซอสปรุงรส เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อัญมณีและเครื่องประดับ (2) การส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าอาหารไทยร่วมกับห้างซูเปอร์มาร์เก็ต Manuel Market และ (3) กิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม สินค้าวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน สินค้าชิ้นส่วน/อะไหล่ยานยนต์และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าและธุรกิจบริการอื่นๆ
ซาอุดีอาระเบีย เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 29 ของไทย โดยการค้าระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย ในช่วง 6 เดือนปี 2565 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 152,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.46 เป็นการส่งออกมูลค่า 30,956 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.95 สินค้าที่ไทยส่งออกไป 5 อันดับแรก คือ 1.รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2.ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 3.เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 4.ผลิตภัณฑ์ยาง 5.อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และ และนำเข้า มูลค่า 121,684 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.28 สินค้าที่ไทยนำเข้า 5 อันดับแรก คือ 1.น้ำมันดิบ 2.เคมีภัณฑ์ 3.ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ 4.น้ำมันสำเร็จรูป และ 5.สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
25 สิงหาคม 2565

DITP เปิดตัวต้นแบบ OTOP “โก” อินเตอร์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จับมือนักออกแบบระดับนานาชาติ เปิดตัวต้นแบบสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ในกลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่นจาก OTOP เกือบ 200 รายการ เตรียมตัวก้าวสู่ระดับอินเตอร์ ในโครงการพัฒนาและส่งเสริมสินค้า OTOP สู่ตลาดสากล ครั้งที่ 7
วันนี้ (24 สิงหาคม 2565)

สำนักงานส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงานแสดง Mini Trade Show และการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) โดยมี
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ ลานไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) ชั้น 5 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมสินค้า OTOP สู่ตลาดสากล “OTOP Premium Go Inter” ครั้งที่ 7

ภายในงานมีการจัดกิจกรรม Mini Trade Show การแสดงต้นแบบสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ในกลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่นจากโครงการ “OTOP Premium Go Inter” ครั้งที่ 7 จำนวนเกือบ 200 รายการ ของผู้ประกอบการ จำนวน 42 ราย การเสวนาเรื่อง GLOW … OTOP Premium go Inter ปีที่ 7 เผยกลยุทธ์ปั้นผู้ประกอบการ ‘โก’ อินเตอร์ โดย 4 Design Directors ของโครงการฯ และการเจรจาธุรกิจ (Business Matching)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โครงการ OTOP Premium Go Inter จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นโครงการที่มุ่งเน้นบ่มเพาะผู้ประกอบการโอทอปเชิงลึก ด้วยแนวคิดที่สอนให้ผู้ประกอบการตกปลาได้เอง ผ่านการดึงอัตลักษณ์และทักษะเฉพาะของผู้ประกอบการแต่ละราย นำมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เพื่อให้สามารถเพิ่มยอดขายสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และขยายช่องทางตลาดสู่สากลได้จริง ปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ขนานรับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของท่านจุรินทร์
ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ “เมกะเทรนด์โลก” ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG

Mini Trade Show เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการโอทอปที่เข้าร่วมกิจกรรมเชิงลึก ได้มีโอกาสทดสอบตลาดจริงผ่านเวทีการค้าระดับประเทศ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เชิญคู่ค้าที่มีศักยภาพ อาทิ กลุ่มห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ธุรกิจค้าออนไลน์ โรงแรม ร้านค้าปลีกที่เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว และอื่นๆ มาร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการ อีกทั้งยังได้คัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพจากผู้ประกอบการ 19 ราย ไปจัดแสดงและทดสอบตลาดที่งานแสดงสินค้า Tokyo International Gift Show Autumn ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2565

การแสดงต้นแบบสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ในกลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่นจากโครงการ “OTOP Premium Go Inter” ครั้งที่ 7 จำนวนเกือบ 200 รายการ ของผู้ประกอบการโอทอปที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาเชิงลึก จำนวน 42 ราย ภายใต้การบ่มเพาะที่เข้มข้นจากกูรูด้านการออกแบบระดับสากล อาทิ คุณอภิรัฐ บุญเรืองถาวร, คุณภูเมศร์ เตชะบรรเจิด, คุณยุทธนา อโนทัยสินทวี และคุณธีระ ฉันทสวัสดิ์ เพื่อพัฒนาผลงานผู้ประกอบการให้มีความสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่สามารถขายได้จริง แต่คงไว้ซึ่งจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ประกอบการแต่ละรายไว้ได้อย่างลงตัว สามารถนำไปต่อยอดสู่กลุ่มลูกค้าและเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

ด้านนางปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป และผู้บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวถึงการสนับสนุนในการจัดงานในครั้งนี้ว่า “การสนับสนุนในครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ “ไอคอนคราฟต์” ที่ต้องการเปิดโอกาสให้นักออกแบบไทยได้ต่อยอดความสามารถ เพิ่มคุณค่าในผลงาน ตลอดจนเพิ่มโอกาสและให้พื้นที่จัดแสดงและส่งเสริมการจัดจำหน่ายผลงานในโครงการต่างๆ ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ทางไอคอนคราฟต์ จึงพร้อมที่จะสนับสนุน แลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนรายชื่อผู้ประกอบการ รวมถึงให้การสนับสนุนสถานที่จัดงานเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด การประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผลงานของนักออกแบบไทยมีช่องทางจัดจำหน่ายในตลาดอีกด้วย”

ผู้สนใจสามารถชมงานแสดงสินค้าได้ระหว่าง วันที่ 24-29 สิงหาคม 2565
ณ ลานไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) ชั้น 5 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) เปิดให้เข้าชมได้ ตั้งแต่เวลา 13.00-20.00 น. ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมสินค้าต้นแบบผลิตภัณฑ์ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ หรือสามารถติดตามข้อมูลได้ที่ Facebook Fanpage : OTOP Premium Go Inter65


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
24 สิงหาคม 2665 (2)

พาณิชย์ – DITP เดินหน้าเพิ่มศักยภาพ SME ไทย และ BCG Heroesพร้อมรับมือและปรับตัวเชิงรุก มุ่งสู่ธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ สู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน

​กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมพร้อมผู้ประกอบการไทยรับมือและปรับตัวเขิงรุกกับกติกาการค้าโลกเศรษฐกิจสีเขียว จัดกิจกรรมสัมมนาเสริมสร้างองค์ความรู้และฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ด้าน BCG และ Carbon footprint ภายใต้กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสู่ความยั่งยืน แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มหัตถอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ ในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ

​นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสู่ความยั่งยืน เป็นกิจกรรมที่กรมได้ดำเนินการตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
(นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการไทย รวมทั้งตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม
​การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ DITP ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ในการนำร่องยกระดับผู้ประกอบการไทย เน้นเตรียมความพร้อมด้านการค้า สร้างการรับรู้ให้กับผู้ประกอบการเข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ของการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด BCG Economy Model และธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ มุ่งสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

​นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ BCG Heroes และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ในกลุ่มหัตถอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ ในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ เกิดองค์ความรู้และทักษะในการประกอบธุรกิจภายใต้แนวคิด BCG Economy Model และการเตรียมความพร้อมเพื่อยื่นขอฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ โดยกิจกรรมในพื้นที่ภาคกลาง จัดระหว่างวันที่ 24 – 26 สิงหาคม 2565 (3 วัน) และในพื้นที่ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 (3 วัน)
​ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรมผู้ประกอบการ จำนวน 17 บริษัท (ผู้ประกอบการกลุ่ม BCG Heroes 10 บริษัท ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ 7 บริษัท) จะได้รับการอบรม 5 หลักสูตร ได้แก่
หลักสูตรที่ 1 “โอกาสส่งออกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เป็นการบรรยายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ จาก นายอมรพล หุวะนันท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Moreloop startup Thailand
หลักสูตรที่ 2 “การจัดการธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่” เป็นการอบรมเชิงบรรยาย จาก รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย รองผู้อำนวยการ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หลักสูตรที่ 3 “การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดที่เกี่ยวกับ BCG การเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียว”
หลักสูตรที่ 4 “ที่มา หลักการ การขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ตามรูปแบบขององค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.)”
หลักสูตรที่ 5 “หลักการพื้นฐานและแนวคิดการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์”
หลักสูตรที่ 3 – 5 เป็นการอบรมเชิงบรรยายและเชิงปฏิบัติการ จาก หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หลังจากจัดกิจกรรมครบทั้ง 5 หลักสูตร ในพื้นที่ภาคกลางแล้ว จะดำเนินการจัดกิจกรรมแก่กลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือต่อไป

โดยกรมหวังว่า ผู้ประกอบการ SME ในกลุ่ม BCG Heroes และ ผู้ประกอบที่มีศักยภาพ ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จะสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าทางการค้าของประเทศในอนาคต เป็นธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ ช่วยขับเคลื่อนและเป็นต้นแบบให้กับผู้ประกอบการ SME รายอื่นๆ ต่อไป


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
24 สิงหาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”เตรียมจัดงาน STYLE DE PHUKET โปรโมตสินค้าไลฟ์สไตล์ไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมจัดงาน STYLE DE PHUKET นำสินค้าไลฟ์สไตล์จัดโชว์
ที่จังหวัดภูเก็ต วันที่ 27 สิงหาคม -4 กันยายน 2565 หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและต้อนรับการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้ดำเนินกิจกรรมสร้างการรับรู้สินค้าไทยทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุด กรมฯ โดยสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ได้กำหนดจัดงาน STYLE DE PHUKET ในวันที่ 27 สิงหาคม – 4 กันยายน 2565 ณ Blue Tree ภูเก็ต บริเวณ The Living Art Gallery เพื่อจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น กลุ่มของใช้ในบ้านและประดับตกแต่งบ้าน ผลิตภัณฑ์สปา และเคหะสิ่งทอ เป็นต้น
“กรมฯ มองว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวจากการเปิดประเทศ และเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เกี่ยวเนื่องไปถึงธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ จึงได้ใช้โอกาสนี้ จัดงาน STYLE DE PHUKET ซึ่งปกติงาน STYLE จะเป็นงานใหญ่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่กรุงเทพฯ แต่ได้ย่อส่วนไปจัดที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และช่วยโปรโมตสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย”

สำหรับการเลือกจัดงานที่จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากเห็นว่าอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง คือ ภาคท่องเที่ยว เพื่อให้เป็นตัวส่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปยังภาคผลิต และคาดหวังว่าจะต่อไปยังภาคอื่น ๆ ของเศรษฐกิจของไทยคล้ายแรงกระเพื่อมของคลื่น และจังหวัดภูเก็ตยังเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในฝันที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องการมาเยือนมากที่สุด และยังรองรับด้วยสนามบินระหว่างประเทศ จึงสะดวกในการเดินทางมาของนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ทั้งนี้ ในการจัดงาน กรมฯ ได้คัดเลือกผู้ประกอบการเหลือเพียง 36 บริษัทชั้นนำ อาทิ DEESAWAT , ASIA COLLECTION , ABLE INTERIOR , SCULPTURE เป็นต้น และยังจะจัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ เช่น การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ ในวันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2565 รวมถึงกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและนักธุรกิจในพื้นที่ ในวันที่ 1 กันยายน 2565 โดยมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการชาวไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ ธุรกิจกลุ่มโรงแรม นักออกแบบ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมงานและติดต่อเจรจาธุรกิจ ก่อนที่จะกลับมาจัดงาน STYLE BANGKOK อีกครั้ง ในเดือน มีนาคม 2566 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
23 สิงหาคม 2565

รฟฟท. เผยผลสำรวจความพึงพอใจผู้โดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงครึ่งปีหลัง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเผยผลสำรวจความพึงพอใจผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ประจำปี 2565 ครั้งที่ 2

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูล และเข้าถึงความต้องการของผู้โดยสารสำหรับนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงได้ดำเนินการจ้างบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัย เป็นผู้ออกแบบและลงพื้นที่สำรวจความพึงพอใจผู้โดยสารในครั้งนี้ โดยผลปรากฎว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้โดยสารมีความพึงพอใจด้านการให้บริการ 4.45 , ด้านความปลอดภัย 4.46 , ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.31 , ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.36 , ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานีและในขบวนรถ 4.44 , ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.24

การที่ผลสำรวจความพึงพอใจของผู้โดยสารที่มีต่อรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอยู่ในระดับพึงพอใจมากในด้านต่างๆแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในปัจจุบันยังมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และบริษัทได้ดำเนินนโยบาย มาตรการต่างๆที่เป็นการยกระดับการให้บริการ รวมถึงการการรักษาความปลอดภัยมาโดยตลอด โดยเฉพาะมาตรฐานการให้บริการที่บริษัทยึดถือปฏิบัติมาตลอด โดยล่าสุดบริษัทได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 ขอบเขตการปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า ความปลอดภัย และวิศวกรรมซ่อมบำรุง จากหน่วยรับรอง Bureau Veritas (BV)

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ออกบัตรโดยสารแบบเติมเงิน ประเภทบุคคลทั่วไป “The Limited Edition RED Line Stored Value Card” บัตรรถไฟฟ้าลายพิเศษโดยจะมีการเปิดจำหน่ายครั้งแรก(Pre-sale) ในวันที่ 1 กันยายน 2565 ที่สถานีตลิ่งชัน ตั้งแต่เวลา 05.30 – 24.00 น. ซึ่งผู้โดยสารที่ซื้อบัตรในวันดังกล่าวสามารถนำบัตรโดยสารมาแลกบัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท และซองใส่บัตรโดยสารที่ออกแบบมาเป็นพิเศษฟรี 1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์ ต่อของขวัญ 2 ชิ้น ที่บูธกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ณ สถานีตลิ่งชันเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 8.30 – 16.00 น. หรือจนกว่าของจะหมด และจะมีการเปิดจำหน่ายบัตรโดยสารอย่างเป็นทางการพร้อมกันทุกสถานีอีกครั้ง ในวันที่ 9 เดือน 9 (9 กันยายน 2565)

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

พาณิชย์ – DITP ชวนผู้ประกอบการ ร่วมงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริงครบวงจรงานใหญ่ของภูมิภาคอาเซียน “TILOG Virtual Exhibition 2022”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าจัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เสมือนจริงและเจรจาธุรกิจออนไลน์ (TILOG Virtual Exhibition : TILOG VE 2022) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด Connecting ASEAN to the World ตอกย้ำภาพลักษณ์งานโลจิสติกส์ครบวงจรของอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์ระหว่างประเทศของไทย และเปิดประตูสู่การเป็นโลจิสติกส์ในภูมิภาค บนแพลตฟอร์ม http://www.tilog-ve.com ระหว่างวันที่ 24 – 26 สิงหาคม 2565
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์
ลักษณวิศิษฏ์) ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมธุรกิจภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ จึงได้จัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์และเจรจาธุรกิจออนไลน์ (TILOG Virtual Exhibition : TILOG VE 2022) ขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย ซึ่งในปีนี้ได้รวบรวมผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยชั้นนำกว่า 50 ราย ใน 5 กลุ่มสินค้า/บริการ ได้แก่ กลุ่มขนถ่ายวัสดุ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ กลุ่มคลังสินค้า กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมโลจิสติกส์ และกลุ่มบริการขนส่งสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะได้พบกับกิจกรรมภายในงาน อาทิ การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรทั้งในไทยและต่างประเทศแบบเรียลไทม์ และการชมคูหาเสมือนจริง
โอกาสครั้งใหม่สู่ตลาดโลจิสติกส์แบบไร้พรมแดนพร้อมแล้ว มาร่วมคว้าโอกาสในตลาดโลจิสติกส์ พร้อมก้าวสู่การเติบโตทางธุรกิจไปพร้อมกันกับงาน TILOG VE 2022 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ขอเชิญชวนผู้ผลิต ผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต่างประเทศที่สนใจรับชมพิธีเปิดงานได้ในวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป บนแพลตฟอร์ม http://www.tilog-ve.com และลงทะเบียน
เข้าร่วมชมงานได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
20 สิงหาคม 2565

บัตรโดยสารรถไฟฟ้า“The Limited Edition RED Line Stored Value Card” Pre-Sale ในราคาปกติ 1 กันยายน

ฉีกกฎบัตรโดยสารรถไฟฟ้า
ที่มาพร้อมโปรโมชั่นที่ปังที่สุดในปฐพี
“The Limited Edition RED Line Stored Value Card” Pre-Sale ในราคาปกติ 1 กันยายน นี้
เฉพาะที่สถานีตลิ่งชัน รับฟรี!!!

ซองใส่บัตรสุดคูล

บัตรของขวัญห้างดัง100บาท

บัตรโดยสารรถไฟฟ้าที่หน้าตาน่ารักที่สุด

ขายจริง 9 เดือน 9 ทุกสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง

“มากกว่าการเดินทางคือ .. . ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดงยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

1690 ☎️ ตลอด 24 ชม.

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น