“พาณิชย์” ลงนาม MOU “SHOPEE” ลุยอีคอมเมิร์ซอาเซียนดันรายย่อยขายออนไลน์ไปต่างประเทศมากขึ้น

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานลงนาม MOU ระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จํากัด ภายใต้เครือ Sea (ประเทศไทย) ในการร่วมมือ ด้านการส่งเสริมการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน หวังดันผู้ประกอบการรายย่อยของไทยกว่า 50,000 ราย ขายออนไลน์ไปต่างประเทศและสร้างมูลค่ากว่า 300 ล้านบาทใน 3 ปี

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายหลักของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการเร่งผลักดันภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในทุกระดับก้าวสู่การค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้เร่งสร้างเครือข่ายการค้าอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการสร้างพาร์ทเนอร์ในกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพขนาดใหญ่ โดยความร่วมมือกับแพลตฟอร์มช้อปปี้ที่เป็นแพลตฟอร์มชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวันในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยสามารถส่งออกสินค้าไทยผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซของช้อปปี้โดยผู้ประกอบการเปิดเพียงแค่ 1 ร้านค้าบนช้อปปี้ประเทศไทย จะสามารถขายสู่ 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ได้ ตลอดจนมี
การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อเสริมกลยุทธ์ด้านการขายได้อย่างยั่งยืน
“ล่าสุดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้โปรโมทร้านค้าของผู้ประกอบการผ่านแคมเปญ “TOPTHAI” หรือ “หน้าร้านค้าออนไลน์ของกรม” ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าไทยท่ามกลางสินค้านานาชาติ รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อและนำมาสู่ยอดขายสินค้าของผู้ประกอบการไทย โดยมีแคมเปญที่หลากหลายได้แก่ คูปองส่วนลดและคูปองฟรีค่าจัดส่งให้กับนักช้อป รวมทั้งการปักหมุดร้าน TOPTHAI ไว้ที่หน้าแรกของแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ผู้ใช้งานมองเห็นได้ตั้งแต่หน้าแรก ทั้งนี้ กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถผลักดันให้ผู้ประกอบการชาวไทยโดยเฉพาะ
รายย่อยกว่า 50,000 ราย ให้สามารถขึ้นขายบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ เพื่อสร้างยอดขายกว่า 300 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นางสาวมณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “Sea (ประเทศไทย) และ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายช่องทางการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น ผ่านโปรแกรม Shopee International Platform (SIP) ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสและลดอุปสรรค์ในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ โดยการร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ จะมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพิ่มการรับรู้และโอกาสการเข้าถึงสินค้าไทย และการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ที่จะสามารถส่งออกได้อย่างสะดวกผ่านแพลตฟอร์มช้อปปี้”
ร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรม “Shopee International Platform (SIP)” จะได้รับการสนับสนุนจากช้อปปี้ในด้านการจัดการร้านค้า เช่น การสร้างร้านค้าในต่างประเทศ การจัดการสินค้าและสต็อก
การแชทกับผู้ซื้อ และการจัดส่งไปต่างประเทศ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ในระยะเริ่มต้นจะเปิดโอกาสให้ผู้ขายชาวไทยสามารถรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าใน 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรม “Shopee International Platform (SIP)” สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://seller.shopee.co.th/edu/article/12122

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “กรมฯ มีความ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้บูรณาการความร่วมมือกับช้อปปี้ โดยร้าน TOPTHAI บนแพลตฟอร์มช้อปปี้นับเป็นร้านลําดับที่ 7 แล้ว จากก่อนหน้านี้ได้เปิดแล้วบน 6 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Bigbasket.com (ตลาดอินเดีย) Tmall China (ตลาดจีน) Amazon (ตลาดอเมริกา) PChome Thai (ไต้หวัน) Klangthai (ตลาดกัมพูชา) และ Blibli (ตลาดอินโดนีเซีย) สามารถสร้างมูลค่ารวมกันได้กว่า 505 ล้านบาท”
ทั้งนี้ โครงการ TOPTHAI Store คือ ร้านค้าออนไลน์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่เปิดอยู่บนแพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนําในตลาดเป้าหมาย โดยมีวัตถุประสงค์หลักใน การสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพสู่ตลาดโลกผ่านช่องทางออนไลน์ข้าม พรมแดนระดับสากล ซึ่งจุดแข็งของร้าน TOPTHAI คือ เป็นร้านค้าที่จําหน่ายสินค้าคุณภาพจากไทยซึ่งผ่านการคัดสรรจากหน่วยงานรัฐบาลทําให้เชื่อมั่นได้ว่า สินค้าจากร้าน TOPTHAI จะเป็นสินค้าคุณภาพดีจากไทย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
19 กันยายน 2565

พาณิชย์ – DITP เดินหน้าต่อ ในพื้นที่ภาคเหนือ เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยพร้อมรับมือและปรับตัว มุ่งสู่ธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ สู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน

​กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมสัมมนาเสริมสร้างองค์ความรู้และฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ด้าน BCG และ Carbon footprint ภายใต้กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสู่ความยั่งยืน แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มหัตถอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ ในพื้นที่ภาคเหนือ

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสู่ความยั่งยืน เป็นกิจกรรมที่กรมได้ดำเนินการตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการไทย รวมทั้งตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม
​การจัดกิจกรรมในพื้นที่ภาคเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ภาคกลางไปแล้ว

เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยผู้ประกอบการมีความยินดีที่ได้รับโอกาสในการเพิ่มองค์ความรู้สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ DITP ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) นำร่องยกระดับผู้ประกอบการไทย เน้นเตรียมความพร้อมด้านการค้า สร้างการรับรู้ให้กับผู้ประกอบการเข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ของการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด BCG Economy Model และธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ มุ่งสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนา
ที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในกลุ่มหัตถอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ ในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ เกิดองค์ความรู้และทักษะในการประกอบธุรกิจภายใต้แนวคิด BCG Economy Model และการเตรียมความพร้อมเพื่อยื่นขอฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ โดยกิจกรรมในพื้นที่ภาคเหนือ
จัดระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 (3 วัน) และได้รับการตอบรับเป็นอย่างกีจากผู้เข้าร่วมฝึกอบรม โดยตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรมผู้ประกอบการ ภาคเหนือ จำนวน 16 บริษัท จะได้รับการอบรม
5 หลักสูตร ได้แก่

หลักสูตรที่ 1 “โอกาสส่งออกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เป็นการบรรยายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ จาก นางสาวจารุวรรณ คำเมือง กรรมผู้จัดการ บริษัท ฟางไทย แฟคทอรี่ จำกัด

หลักสูตรที่ 2 “การจัดการธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่” เป็นการอบรมเชิงบรรยาย จาก ผศ.ดร.สุริยะ ทองมุณี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หลักสูตรที่ 3 “การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดที่เกี่ยวกับ BCG การเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียว”

หลักสูตรที่ 4 “ที่มา หลักการ การขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ตามรูปแบบขององค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.)”

หลักสูตรที่ 5 “หลักการพื้นฐานและแนวคิดการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์”

หลักสูตรที่ 3 – 5 เป็นการอบรมเชิงบรรยายและเชิงปฏิบัติการ จาก หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หลังจากจบกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะดังกล่าว ผู้ประกอบการสามารถนำพื้นฐานองค์ความรู้
ที่ได้มาใช้ต่อยอดในกระบวนการผลิตของตนเองในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และมีโอกาสต่อยอดเข้าสู่การให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในด้านการดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำในเฟสที่ 2 ในปี 2566
ในปีหน้า (2566) กรมฯ มีแผนต่อยอดผู้ประกอบการที่สนใจและมีการดำเนินการ

ภายใต้แนวคิด
BCG Economy Model เข้าร่วมเป็นฮีโร่ BCG (BCG Heroes) สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th สายตรงการค้าระหว่างประเทศโทร. 1169 และกิจกรรมด้าน BCG Economy ในพื้นที่ภาคเหนือ ติดต่อ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://www.step.cmu.ac.th/ โทรศัพท์ 05394 8678


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 กันยายน 65

“จุรินทร์” นำสินค้าแฟชั่นไทยโชว์ที่ฮ่องกง สุดฮอต ตกลงซื้อขายกว่า 40 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการสินค้าแฟชั่นไทยเข้าร่วมงาน CENTRESTAGE 2022 ที่ฮ่องกง ประสบความสำเร็จเกินคาด มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจกว่า 30 ราย รวมกว่า 80 นัดหมาย ตกลงซื้อขายรวมกว่า 40 ล้านบาท เผยสินค้าที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ปกป้องสิ่งแวดล้อม ผ้าไทย ผ้าทอมือ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง เข้าร่วมงานแฟชั่นใหญ่ของฮ่องกง CENTRESTAGE 2022 ซึ่งจัดโดย Hong Kong Trade Development Council เป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-13 ก.ย.2565 ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เปิดตัวสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า และเครื่องประดับไทย ผ่านรันเวย์แฟชันโชว์และคูหาประเทศไทย ในรูปแบบ Thai Pavilion ผ่านการจัดงานในรูปแบบ Mirror-Mirror ที่มีการจัด Exhibition ให้ผู้ซื้อได้เห็นและสัมผัสสินค้าของจริงควบคู่ไปกับการเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการแบบ Online Business Matching

ทั้งนี้ ในการเข้าร่วมงาน แม้ฮ่องกงจะยังคงมีการใช้มาตรการกักตัวในการเดินทางอยู่ แต่กรมฯ สามารถนำแบรนด์แฟชันของไทยเข้าร่วมงาน 34 แบรนด์ เป็นสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจำนวน 330 ชิ้น โดยมี 12 แบรนด์เป็นผลผลิตของโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการแฟชั่นไทย Thailand Qurated Fashion Incubation Project 2022 ของกรมฯ โดยโครงการนี้ เป็นการสร้างโอกาสของดีไซเนอร์ไทยสู่ฮ่องกง ซึ่งเป็นประตูการค้าที่สำคัญของเอเชียไปสู่ตลาดจีนและตะวันตก

นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง กล่าวว่า งาน CENTRESTAGE 2022 Asia’s Fashion Spotlight ปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Inclusive and Diversity” มีแบรนด์แฟชั่นเข้าร่วมงานกว่า 240 แบรนด์ จาก 15 ประเทศ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 22,500 ราย โดยสินค้าแฟชันเสื้อผ้าและเครื่องประดับไทย ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากชาวฮ่องกง ผู้นำเข้า นักธุรกิจ และสื่อมวลชน สินค้าที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ สินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ มีกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เสื้อผ้าที่ใช้ผ้าไทย ผ้าทอมือ เป็นส่วนสำคัญโดยมีการออกแบบที่ทันสมัยสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ในช่วงการจัดงาน คูหาประเทศไทยยังโดดเด่นที่สุดภายในงาน และมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานพิธีเปิดคูหาและแฟชันโชว์จำนวนมาก อาทิ นายริชาร์ด ลี มหาเศรษฐีของฮ่องกง ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่ม Pacific Century Group ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบการสื่อสารโทรคมนาคม สื่อมวลชน ธุรกิจประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ และมีการลงทุนในประเทศไทย (บุตรชายของนายลีกาซิง มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของฮ่องกง) นายเบอร์นาด (ชาญวุฒิ โสภณพนิช) ชาน สมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประธานสภาธุรกิจฮ่องกง–ไทย นายโจนาธาน ซีแมน CEO ของ Lan Kwai Fong Group และมีแขกระดับบุคคลสำคัญทางราชการของฮ่องกง นาย Paul Chan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนักธุรกิจระดับ tycoon ซึ่งเป็น fashion influencers ในวงสังคมของฮ่องกง ตลอดจน buyers KOL และกองทัพสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน
ภายในงานมีการประกาศให้ Mr.Bernard ชาญวุฒิ โสภณพนิช Chan สมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน อดีตรองนายกรัฐมนตรีของฮ่องกง และประธานสภาธุรกิจฮ่องกง –ไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็น Honorary Trade Advisor ให้กับกระทรวงพาณิชย์ด้วย

สำหรับผลการจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าจากฮ่องกง จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย อินเดีย และสหรัฐฯ เป็นต้น มีการเจรจาจับคู่กว่า 30 ราย รวมกว่า 80 นัดหมาย โดยเบื้องต้นมีการสั่งซื้อทันที 10 ล้านบาท และคาดการณ์ภายใน 1 ปีอีกไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

ฮ่องกงเป็นคู่ค้าลำดับที่ 12 ของไทย ในปี 2564 มีมูลค่าการค้ารวม 14,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.67 มีมูลค่าการส่งออก 11,591 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 2.65 โดยสินค้าสิ่งทอ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม จากไทยไปฮ่องกงในปี 2564 มีมูลค่า 171.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 31.73 เป็นสินค้าส่งออกลำดับที่ 18 ของไทยสู่ตลาดฮ่องกง

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
16 กันยายน 2565

“จุรินทร์”เปิด “คอสโมพรอฟ” ครั้งแรกในไทย ดันไทยเป็นฮับด้านสุขภาพ-ความงาม อาเซียน เผย 7 เดือนแรก 65 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ความงามแล้วกว่า 64,850 ล้าน

วันที่ 15 กันยายน 2565 เวลา 11.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน COSMOPROF CBE ASEAN Bangkok 2022 พร้อมด้วยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ Hall 9-10 ศูนย์และการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลสุขภาพและความงาม ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า อุตสาหกรรมความงามโลกในปีที่แล้ว มีมูลค่าสูงถึง 18.5 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3% โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 36% สินค้าสำคัญที่ขยายตัวสูงของโลกมี 2 ตัวหลัก คือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกับเครื่องสำอาง ประเทศไทยเป็นตลาดอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามที่สำคัญ ปีที่แล้วอุตสาหกรรมด้านนี้มีมูลค่าถึง 221,000 ล้านบาท เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว 88,766 ล้านบาท ประเทศไทยถือว่าเป็นศูนย์กลางการอุตสาหกรรมความงามที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ที่ Made in Thailand ถือว่าได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 7 เดือนแรกของปีนี้ ประเทศไทยส่งออกผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมด้านความงามบำรุงผิวแล้วถึง 64,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 22%

กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับตัวเลขการส่งออกส่วนนี้ ถือเป็นนโยบายสำคัญนโยบายหนึ่งของตน ที่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เป็นตัวทำรายได้สำคัญให้กับประเทศต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องถือว่าผลิตภัณฑ์ด้านความงามเป็นส่วนหนึ่งของ Bio Economy ที่จะเป็นนโยบายสำคัญของประเทศต่อไปและทวีความสำคัญยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารยาและเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงาม นับวันจะยิ่งให้ความสำคัญกับการใช้สมุนไพร การใช้ Bio เป็นด้านหลักในส่วนผสม เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านนี้

“สำหรับงาน COSMOPROF ASIA กระทรวงพาณิชย์นำภาคธุรกิจเข้าร่วมงานทุกปีที่ฮ่องกง เริ่มงานมาแล้ว 21 ครั้ง โดยปี 62 คือครั้งล่าสุดก่อนเกิด โควิด-19 เข้ารวม 36 บริษัท สามารถทำมูลค่าให้กลับประเทศได้ไม่น้อย สำหรับงาน COSMOPROF CBE ASEAN Bangkok 2022 วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทย เป็นงานที่มีความสำคัญและเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งให้กับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางความงามของประเทศไทย ถือว่าเป็นการนับหนึ่งให้กับอุตสาหกรรมนี้ของประเทศที่มีศักยภาพต่อไป ซึ่งในงานมีทั้งเป็นผู้ส่งออกผู้นำเข้าและผู้บริโภคจากทุกภูมิภาคเข้าร่วม แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้มีศักยภาพ จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพต่อไป” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวระบุว่า สำหรับงาน COSMOPROF CBE ASEAN Bangkok 2022 ได้จัดขึ้นที่ประเทศไทยครั้งนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและสัมมนาด้านสุขภาพและความงามที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่ประเทศอิตาลี ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา อินเดีย และในปี 2565 จัดขึ้นที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยบริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ต จำกัด และสนับสนุนการจัดงานโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานจำนวน มากกว่า 500 บริษัท และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานจำนวนถึง 8,000 ราย โดยจัดงานระหว่างวันที่ 15 – 17 กันยายน 2565 เป็นเวลา 3 วัน เพื่อ 1) ขยายตลาดสินค้าและบริการของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย 2) พัฒนาและส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและธุรกิจบริการเพื่อการส่งออก 3) เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในตลาดอาเซียนและตลาดโลก และ 4) กระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าในอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพและความงามของไทย

“พาณิชย์-DITP” ดัน “Cafe Amazon” ปักธงบนแผ่นดินซาอุดีอาระเบีย สำเร็จ!

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ( DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในการผลักดันการส่งออกเชิงรุกและลึก รวมทั้งการหาโอกาสในการขยายความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเปิดประตูทางการค้าและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนของไทยในการแสวงหาลู่ทางการทำธุรกิจและการหาหุ้นส่วนทางการค้ากับนักธุรกิจในต่างประเทศนั้น ล่าสุด กรมฯ ได้รับรายงานจาก นายอภิชาติ ประเสริฐสุด ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบียว่า กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินการผลักดันการเปิด" Cafe Amazon" ในซาอุดีอาระเบียได้สำเร็จ โดยได้มีพิธีลงนามสัญญามอบสิทธิ Master Franchise ธุรกิจ Café Amazon ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ระหว่าง ดร.อีหมาด อับดุลอะซิส อัล ดูแค ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท แอดวานซ์ ซิสเต็ม ประเทศซาอุดีอาระเบีย และ นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ พร้อมเปิดร้าน Café Amazon สาขา Inter Health Hospital หรือ IHH ณ กรุงริยาด ซึ่งเป็นสาขาแรกในประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การดำเนินงานที่ผ่านมา สคต.เมืองเจดดาห์ ได้ติดต่อกับ PTT OR ตั้งแต่ปลายปี 2564 เพื่อให้ข้อมูลการเติบโตและความน่าสนใจของตลาดธุรกิจร้านกาแฟในซาอุดีอาระเบีย ซึ่ง PTT OR สนใจและมองหาโอกาสในการเปิด Cafe Amazon ในซาอุดีอาระเบีย โดย สคต.เมืองเจดดาห์ ได้ช่วยคัดกรองและส่งบริษัทซาอุดีอาระเบีย 3 ราย ที่สนใจและมีศักยภาพ ให้แก่ PTT OR พิจารณา ในเดือนมิถุนายน 2565 PTT OR ได้ส่งทีมงานมาสำรวจตลาดธุรกิจร้านกาแฟในซาอุดีฯ และพูดคุยกับบริษัทที่แสดงความสนใจเป็น Master Franchise และสุดท้ายได้เลือกกลุ่มบริษัท แอดวานซ์ ซิสเต็ม( Advance System Group) เป็น Master Franchise โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมาย ภายใน 10 ปี จะเปิด Cafe Amazon ให้ได้ 150 สาขา ทั่วซาอุดีอาระเบีย ด้าน น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยมีนโยบายฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับประเทศซาอุดีอาระเบีย โออาร์ เล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดค้าปลีกในประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดร้านกาแฟพรีเมียมที่มีกำลังอุดหนุนของผู้บริโภคในประเทศซาอุดีอาระเบียเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับพันธกิจของ โออาร์ ในการขยายฐานธุรกิจเพื่อสร้างความสำเร็จและการยอมรับในตลาดโลก (Scale Portfolio for The Global Market) การลงนามสัญญาให้สิทธิ Master Franchise และการเปิดให้บริการ Café Amazon สาขา IHH ณ กรุงริยาดในครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกก้าวสำคัญที่ Café Amazon จะขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น และมุ่งสู่การเป็น Global Brand ต่อไป


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
15 กันยายน 65

เดินหน้าปี 4 เซลล์แมนประเทศ!”จุรินทร์” เร่งเครื่องส่งออกสินค้า สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลกปรับแผน”รุก-ลึก”เจาะตลาด

พร้อมดัน 345 กิจกรรมส่งเสริมขาย คาดทำเงินเข้าประเทศเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท ช่วงท้ายปี

วันที่ 14 กันยายน 2565 เวลา 12.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมสรุปแผนผลักดันการส่งออกเชิงรุกและเชิงลึก ครึ่งปีหลัง 2565 พร้อมด้วยนายกีรติ รัชโน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และตัวแทนภาคเอกชน ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 ตึกสำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ และผ่านระบบ VDO Conference กับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.)

นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมทูตพาณิชย์จากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งหมด 42 ประเทศ 58 สำนักงาน ร่วมกับภาคเอกชนและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อปรับแผนงานในการเพิ่มตัวเลขส่งออกไปทำรายได้ให้กับประเทศให้มากขึ้น แม้ว่าต้องเผชิญกับปัญหาเช่นเดียวกับหลายประเทศในโลก ทั้งสงครามการค้า โควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน และปัญหาจีนกับไต้หวันเพิ่มเติมขึ้นมา ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจของผู้ค้าของเราชะลอตัว บางประเทศมีแนวโน้มติดลบ รวมทั้งปัญหาการขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินและระบบการขนส่งสินค้าก็ตาม

สำหรับการทำรายได้ให้ประเทศในเรื่องการส่งออกยังเป็นไปด้วยดีปี ที่แล้วสามารถทำเงินให้กับประเทศถึง 8.5 ล้านล้านบาท เป็นบวกถึง 17.1% และปี 65 ตั้งเป้าจะทำเงินให้กับประเทศถึง 9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4% แต่ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ตั้งแต่ ม.ค.-ก.ค.ทำเงินให้ประเทศแล้ว 5.774 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกินเป้าที่ 4% เป็น 11.5% ตนได้มอบให้กระทรวงพาณิชย์รวมทั้งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและภาคเอกชน รวมทั้งทูตพาณิชย์ของเราจากทั่วโลกปรับแผน เพื่อทำเงินให้ได้มากกว่านี้โดยเฉพาะในครึ่งปีหลัง ได้มอบนโยบายจัดทำแผนทั้งเชิงรุกและเชิงลึก เพื่อทำรายได้จากการส่งออกให้ได้มากที่สุด ซึ่งทูตพาณิชย์จากทุกประเทศ ได้จัดทำแผนร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและภาคเอกชน ทำแผนงานที่มีความชัดเจน จากเดิมกำหนดไว้กิจกรรมในปี 2565 ไว้ที่ 185 กิจกรรม เดินหน้าให้ได้ตัวเลขส่งออก 9 ล้านล้านบาท แผนใหม่ปรับเป็น 530 กิจกรรม มีกิจกรรมใหม่เพิ่มขึ้นอีก 345 กิจกรรม เพื่อทำตัวเลขครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้นกว่าเป้าเดิมที่ทำไว้ ซึ่ง 345 กิจกรรม ทั้งกิจกรรมเชิงรุกและเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็น เร่งรัด Mini-FTA ส่งเสริมการค้าระบบออนไลน์ การจับคู่เจรจาธุรกิจ การนำซอฟพาวเวอร์ใส่สินค้าและบริการของไทย การให้ความสำคัญกับ BCG การเร่งรัดการเดินหน้าตามนโยบาย รักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่และฟื้นตลาดเก่า โดยมีมาตรการรายละเอียดเพิ่มเติมชัดเจน ในการเจาะตลาดใหม่มีรูปแบบชัดเจนคือ การเจาะตลาดเมืองรอง จากที่เน้นการเจาะเมืองหลักในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตลาดเมืองรองมีเป้าหมายชัดเจนจะเจาะทั้งหมดใน 36 ประเทศ 105 เมือง และเจาะตลาดสินค้าชนิดใหม่เพิ่มเติม เช่น ซาอุดีอาระเบียที่ตนนำคณะไปเจรจา จะเน้นสินค้าก่อสร้างและการให้บริการด้านการก่อสร้าง ซึ่งซาอุดีอาระเบีย มีนโยบายสร้างเมืองใหม่และตลาดเฟอร์นิเจอร์ ตลาดสินค้าฮาลาล
สำหรับตลาดจีนที่มณฑลกานซู่ มีมุสลิมจำนวนมาก หรืออาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นดาวเด่นในการส่งออกช่วงปีที่ผ่านมา จะมุ่งเน้นตลาดยุโรป เป็นต้น

มีการกำหนดเป้าหมายตัวเลขชัดเจน เฉพาะครึ่งปีหลัง นอกจากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้รวมทั้งปี 9 ล้านล้านบาท จะทำเงินให้ประเทศเพิ่มจากการส่งออกอีกไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะทำงานร่วมกับเอกชนภายใต้หลักคิด “รัฐหนุน เอกชนนำ”ต่อไป ร่วมกับทีมเซลล์แมนประเทศทั่วโลกดำเนินแผนงาน

“และภาคเอกชนได้ขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งวงคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเร่งรัดตัวเลขส่งออกและการแก้ปัญหาการส่งออก รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดอันหนึ่งคือ ในช่วงที่ผ่านมาเราได้ช่วยกันแก้ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนและค่าระวางเรือมีราคาสูงมาก วันนี้เอกชนรายงานให้ทราบว่าสามารถร่วมมือกันแก้ปัญหาคอนเทนเนอร์ขาดแคลน เฉพาะ 6 เดือนแรกของปีนี้ ตู้คอนเทนเนอร์มีให้ใช้ส่งออกได้เพิ่มขึ้นถึง 12% และค่าระวางเรือปรับลดลงจาก 15,000 ถึง 20,000 เหรียญสหรัฐลดลงมาเหลือ 7000 ถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ ลดลงมาประมาณ 50% ทำให้ตัวเลขส่งออกของเราคล่องตัวขึ้น และการเปิดโอกาสให้เรือใหญ่มาเทียบท่าที่แหลมฉบังได้ มีส่วนช่วยเสริมให้มีพื้นที่เหลือ ส่งออกได้มากขึ้น โดยความร่วมมือจากกรมเจ้าท่าออกประกาศให้เรือใหญ่เทียบท่าได้ตั้งแต่ 9 ก.พ.64 มีอายุ 2 ปี ซึ่งที่ประชุมจะขอความร่วมมือจากกรมเจ้าท่าต่ออายุไปอีก จะมีส่วนช่วยให้การส่งของเราคล่องตัวขึ้น จะมีพื้นที่เรือขนสินค้าไทยไปยังต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ต่างชาติแห่ซื้อ!! “จุรินทร์” เปิด Bangkok RHVAC 2022 และ Bangkok E&E 2022 “ขายแอร์-เครื่องใช้ไฟฟ้าไทย” 3 วันได้แล้วกว่า 8,500 ล้าน คนแน่นไบเทคบางนา

วันที่ 9 กันยายน 2565 เวลา 14.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีแถลงความสำเร็จของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความเย็น และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ “Thai Industry’s Export Achievement Ceremony” ในงานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (Bangkok RHVAC 2022) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Bangkok E&E 2022) ที่บริเวณโถงด้านหน้าอาคาร 103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)

นายจุรินทร์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยเพราะก่อให้เกิดความสร้างงานในประเทศมากกว่า 640,000 คนสร้างรายได้จากการส่งออกมากกว่า 2 ล้านล้านบาท 7 เดือนแรกของปีนี้ สามารถส่งออกได้แล้วถึง 1.4 ล้านล้านบาท ปัจจุบันประเทศไทยถือว่าเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก การส่งออกเฉพาะเครื่องปรับอากาศเป็นอันดับ 2 ของโลก และส่งออกเครื่องทำความเย็น ทั้งตู้เย็น ห้องแช่ ห้องเย็น เป็นอันดับ 6 ของโลก เพราะเราสามารถได้ผลิตครบวงจร ทางต้นน้ำและปลายน้ำ รวมถึงการคิดค้นนวัตกรรม สำหรับปีนี้งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (Bangkok RHVAC 2022) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Bangkok E&E 2022) ถือว่ากลับมาจัดในรูปแบบปกติในรอบ 3 ปี ภายใต้แนวคิด “ONE STOP SOLUTIONS – New Innovations for New Global Challenges”
มาที่เดียวจะมีครบทุกผลิตภัณฑ์ ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ประสบความสำเร็จ เพราะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 บริษัท 400 คูหา

“คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 5,000 ราย และตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถสร้างมูลค่าไม่ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาทภายในหนึ่งปี แต่แค่จัดงานนี้ 3 วันขายได้ไปแล้ว 8,500 ล้านบาท ซึ่งภายในงานมีการมอบรางวัล THE BEST OF RHVAC AND E&E PRODUCT AWARD 2022 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอุตสากรรมให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อครองความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้ในตลาดโลกต่อไป”รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้ารับรางวัล THE BEST OF RHVAC AND E&E PRODUCT AWARD 2022 ซึ่งเป็นที่สุดของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าประเภทต่างๆ 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ V-MER Smart Vibration Analyzer เครื่องวัดวิเคราะห์การสั่นสะเทือน จากบริษัท อีควิตี้ เซอร์วิสเซส แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด รับรางวัล New Innovation Product Award แผ่นฉนวนทนไฟ IXL (IXL FR Panel) จากบริษัท ไอเอ็กซ์แอล จำกัด รับรางวัล Environmentally Friendly Product Award เครื่องปรับอากาศโซล่าเซลล์ จากบริษัท สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด รับรางวัล Energy Saving Product Award เครื่องกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (Filtreat Filtration Unit) จากบริษัท 3วี เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่น จำกัด รับรางวัล New Normal Product Award และ WindFree Premium Plus จากบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด รับรางวัล IoT System Product Award โดยภายในงานมีพร้อมด้วยนายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานและกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ประธานและกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เข้าร่วมด้วย

“จุรินทร์” รุกตลาดอัญมณี เครื่องประดับ “ทำยอดขายให้ปัง” จัด BGJF ครั้งที่ 67 รวมพลผู้ส่งออกไทย ผู้ซื้อทั่วโลกแห่ช๊อปกว่า 15,000 ราย คาดยอดขาย 5 วัน 3,000 ล้าน

วันที่ 9 กันยายน 2565 เวลา 10.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงความสำเร็จของงานแสดงอัญมณีและเครื่องประดับ ครั้งที่ 67 (Bangkok gems and Jewelry fair :BGJF 67th Edition) พร้อมด้วยนายกีรติ รัชโน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูต และคณะทูต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ห้องจูปิเตอร์ 4-7 อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์และการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีแถลงความสำเร็จงานแสดงสินค้า อัญมณีและเครื่องประดับ Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 67 ในวันนี้ ซึ่งเป็นการจัดงานอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในรอบ 2 ปี
ในช่วงปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยเผชิญความท้าทาย ต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน การผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การระบาดของโรคโควิด-19 จนถึง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนโลจิสติกส์ ที่ส่งผลกระทบกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการค้าโลกในปัจจุบัน
ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนได้มอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดการส่งออกเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า อัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของโลก มุ่งเน้นรักษาตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ และฟื้นฟูตลาดเก่าที่เคยเป็นตลาดสำคัญ และใช้ยุทธศาสตร์การสร้างพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับกับตลาดเป้าหมาย ด้วยการจัดทำ Mini FTA ที่ลงลึกระดับเมือง/รัฐ/มณฑลที่มีศักยภาพ ที่ผ่านมา ได้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ กับเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของญี่ปุ่น เพื่อเสริมศักยภาพของกันและกันในการยกระดับอุตสาหกรรมของทั้ง 2 ประเทศร่วมกัน
ผลการผลักดันการส่งออกเชิงรุกตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 29.8 ในปี 2564 ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ถึง 4 เท่า สามารถนำรายได้เข้าประเทศ 194,950 ล้านบาท และในปี 2565 ตั้งเป้าไว้ที่ 234,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา การส่งออกมีมูลค่าสูงถึง 149,842 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 50.64
อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เนื่องจากมีผู้ประกอบการ SMEs ที่อยู่ในอุตสาหกรรมถึงกว่าร้อยละ 90 มีการจ้างแรงงานในห่วงโซ่อุปทานถึงกว่า 664,000 คน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยยังมีความโดดเด่นในด้านต่างๆ ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญด้านการผลิต ช่างฝีมือที่เปี่ยมด้วยทักษะและฝีมืออันประณีตในการคัดสรร การเจียระไน การขึ้นรูป รวมถึงการออกแบบ ซึ่งจากศักยภาพดังกล่าว รัฐบาลไทยจึงมีนโยบายส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair เป็นงานแสดงและเป็นเวทีการค้าสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยได้พบเจรจาการค้ากับผู้ซื้อจากทั่วโลก ในช่วงระยะเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้มีการปรับรูปแบบการจัดงานสู่งานแสดงสินค้าเสมือนจริง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายผ่านการจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ครั้งละกว่า 500 ล้านบาท
ในวันนี้ ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่งานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair สามารถกลับมาจัดงานได้อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายที่มาร่วมงานในครั้งนี้ โดยมีผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมาจัดแสดงสินค้า จำนวน 1,020 บริษัท พื้นที่ 2,004 คูหา โดย Exhibitor มีจำนวนสูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ถึงร้อยละ 30  
การจัดงานในครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้ซื้อจากทั่วโลกเดินทางมาเจรจาการค้ามากกว่า 15,000 ราย คาดว่าจะมียอดการซื้อขายภายในงานสูงถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยส่งผลให้การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 20 ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งไว้
สุดท้ายนี้ ตนขอแสดงความยินดีกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสถาบันวิจัยและพัฒนอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมผนึกกำลังกันจัดงานนี้จนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ส่งผลให้งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ก้าวขึ้นมาเป็นงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเซีย และติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก

รฟฟท. เผยตัวเลขผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงรวมมากกว่า 3 ล้านคน ตั้งแต่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เผยตัวเลขยอดผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมมากกว่า 3 ล้านคน นับตั้งแต่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า นับตั้งแต่รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 จนถึงปัจจุบัน มีปริมาณผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือนที่ผ่านมา มีปริมาณผู้โดยสารรวมสูงถึง 3,277,824 คน และมีผลการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการในด้านต่างๆ อยู่ในระดับพึงพอใจมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมากยิ่งขึ้น บริษัทฯได้ดำเนินนโยบาย มาตรการต่างๆที่เป็นการยกระดับการให้บริการ โดยมีสถิติความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงตั้งแต่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 99.45% , 99.52% และ 100% ตามลำดับ รวมถึงมีการรักษาความปลอดภัยในทุกพื้นที่ อีกทั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2565 ที่ผ่านมา บริษัทได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 ในขอบเขตการปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า ความปลอดภัย และวิศวกรรมซ่อมบำรุง จากหน่วยรับรอง Bureau Veritas (BV) ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้บริการด้านการตรวจประเมินและออกใบรับรองในด้านคุณภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในระดับโลก

ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าด้วยมาตรฐานระดับสากลที่บริษัทนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติ จะส่งผลให้สามารถยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงบริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพ เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นที่ผู้โดยสารได้ให้ความไว้วางใจด้วยดีเสมอมา

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“จุรินทร์” บุก “อีมาร์ท” ซุปเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่มองโกเลีย ดันสินค้าไทยขึ้นเชล พร้อมเสิร์ฟอาหารไทยถึงใจชาวมองโกเลีย

วันที่ 6 กันยายน 2565 เวลาท้องถิ่น 11.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังกิจกรรมสำรวจตลาดที่ห้างสรรพสินค้า EMart กรุงอูลานบาตาร์ ประเทศมองโกเลีย กับ Mr. Samadi Batbold ผู้บริหารเครือบริษัท ALTAI holding llc และ
Ms.Javzmaa Lkhagvasuren ผู้บริหารห้างสรรพสินค้า EMart

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนอยู่ที่ห้าง EMart
ซึ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขา 3 สาขาและกำลังจะขยายสาขาที่ 4 ซึ่งห้าง EMart มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของประเทศมองโกเลีย ข่าวดีคือที่นี่ได้นำเข้าสินค้าไทยมาระยะเวลาหนึ่งและมีสินค้าไทยโดยเฉพาะอาหาร รวมทั้งหมดประมาณ 350 รายการ ที่นำเข้ามาจำหน่ายในห้างมูลค่าการนำเข้าปีละประมาณ 15-20 ล้านบาท ซึ่งหวังว่าจากนี้ไป จะมีการนำเข้าอาหารไทยและสินค้าไทยมาขายได้มากขึ้น โดยมีการเจรจากับผู้ส่งออกของไทยหลายราย และกระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดให้มีการพบปะระหว่างผู้ส่งออกของไทยกับผู้บริหารของห้างและเชิญผู้บริหารห้างร่วมงาน THAIFEX – Anuga Asia ซึ่งประเทศไทยจะจัดในปีหน้าด้วย
และช่วงเวลานี้ก็จะเจรจากับผู้ส่งออก ผู้ผลิตรายสำคัญของประเทศไทย หวังจะนำเข้าสินค้าหลายรายการมากขึ้นและมีมูลค่ามากขึ้นต่อไป ตนคิดว่ามองโกเลียเป็นตลาดใหม่มูลค่ายังไม่มากแต่มีอนาคต การที่เราเดินทางมาเยือนมองโกเลียเที่ยวนี้ เป็นการนับหนึ่งให้กับประเทศไทย สร้างอนาคตให้กับประเทศไทยต่อไป ที่จะเป็นตลาดสำคัญของเราในบริเวณนี้ ซึ่งตนได้ถามผู้บริหาร EMart หลังจากที่นักท่องเที่ยวชาวมองโกเลีย
เดินทางไปเที่ยวประเทศไทย ซึ่งจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ชื่นชอบอาหารไทย จุดนี้เป็นจุดที่ทำให้ห้างสามารถวางสินค้าไทย อาหารไทยมาขายได้สะดวกขึ้น และตอนนี้เชิญชวนอยากให้คนไทยมาเปิดร้านในซุปเปอร์มาร์เก็ตขายอาหารตามสั่ง หวังว่าจะขายดีขึ้นที่นี่ อาหารไทยอร่อยและมีคุณภาพมีมาตรฐานมีชื่อเสียงระดับโลกเกือบทุกประเทศในโลกรู้จัก แต่ทำอย่างไรที่จะมาส่งเสริมการขายอย่างที่กระทรวงพาณิชย์กำลังทำ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น