Smart SME EXPO 2025 จบสวย!!  ยอดดีลธุรกิจ&แฟรนไชส์ทะลุ 287 ลบ.ธุรกิจสะดวกซัก & บริการมาแรง   เจรจาธุรกิจพุ่ง 353 คู่  ยอดคนเข้างานรวม 15,463 ราย



จบลงอย่างสวยงามสำหรับงาน Smart SME EXPO 2025 สร้างกระแสตอบรับดีเกินความคาดหมาย  มีผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วันรวม 15,463 ราย  ยอดเจรจาจับคู่ธุรกิจสูงถึง 353 คู่ สร้างมูลค่ารวมกว่า 202 ล้านบาท ในขณะที่ยอดขายธุรกิจและแฟรนไชส์ในงานรวมทั้งสิ้น 287 ล้านบาท  ยอดจองขอสินเชื่อในงาน 186 ล้านบาท   หนุนเงินสะพัดในงานพุ่ง 474 ล้านบาท

งาน Smart SME EXPO 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7-10 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยความร่วมมือของพันธมิตรหลายภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สถาบันอาหาร, สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ, บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด, ธนาคารออมสิน, EXIM BANK,  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ผนึกกำลังให้เกิดกิจกรรมดี ๆครั้งนี้ขึ้น 

นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด สรุปผลการจัดงานแสดงแฟรนไชส์ธุรกิจแห่งปี Smart SME EXPO 2025 ว่า “การจัดงานที่ผ่านมาถือว่าผลตอบรับดีเกินความคาดหมาย สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ค่อนข้างซบเซา โดยคนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเลือกช้อปธุรกิจและแฟรนไชส์ที่ถูกใจ เพื่อสร้างอาชีพและต่อยอดรายได้เพิ่ม  โดยตลอดทั้ง 4 วันมียอดผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 15,463 คน”

สำหรับธุรกิจและแฟรนไชส์มาแรงในงาน Smart SME EXPO 2025 ในปีนี้ต้องยกให้ธุรกิจร้านสะดวกซัก  และธุรกิจบริการ ที่มียอดซื้อและจองธุรกิจในงานสูงสุด  โดยแบรนด์ที่ติดโผยอดนิยม ได้แก่ , Speed Queen by VJ Group, Code Clean, 24 WASH, LG Laundry Lux, DR.TIGER LAUNDRY, แฟรนไชส์ล้างรถ คันโปรด , Tanjai wash & dry, เครื่องผลิตน้ำแข็งหยอดเหรียญ KORI CUBE, ธุรกิจสะดวกซัก-ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ และร้านค้าอัตโนมัติ WSOL, แฟรนไชส์ล้างรถอัตโนมัติ Emberix Car Wash  นอกจากนี้แฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่มก็ยังครองความนิยมไม่แพ้กัน  ไม่ว่าจะเป็น Sukishi Korean Charcoal Grill, ชานมไข่มุก Mikucha, A CUP Coffee, มีความสุข ชานมไข่มุกกระบอก, แซ่บเศรษฐี,  39 RAMEN, ก๋วยเตี๋ยวเรือปัญจะรส, COCO WALK มะพร้าวน้ำหอมล้วนๆ และ ช็อกโกแล็ต Mr Beast  โดยมียอดซื้อขายธุรกิจและแฟรนไชส์ภายในงานรวมมูลค่าถึง 287 ล้านบาท

ด้านยอดขอสินเชื่อภายในงานก็ร้อนแรงเช่นเดียวกัน  โดยมียอดขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่าง ๆที่พร้อมใจนำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคัดพิเศษสำหรับผู้ประกอบการในงานนี้  อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย   ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)  โดยมียอดขอสินเชื่อในงานทั้งสิ้น 186  ล้านบาท  อีกหนึ่งไฮไลท์ในงานคือกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ที่มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและขยายคู่ค้าเป็นจำนวนมาก โดยสามารถเจรจาจับคู่ธุรกิจได้มากถึง 353 คู่  รวมมูลค่า 202 ล้านบาท 

ส่วนกิจกรรมเสวนาให้ความรู้และเวิร์กชอปอบรมอาชีพก็มียอดผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม โดยหัวข้อที่ได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากเรียงลำดับ ดังนี้  เสวนาหัวข้อเริ่มธุรกิจ ด้วยพนักงานคนแรก ชื่อว่า “AI” โดย ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ CEO & FOUNDER, SIAMETRICS CONSULTING รองลงมาคือเวิร์กชอปอบรมอาชีพ เปิดร้านกับกาแฟ Specialty ให้รอดและรุ่ง โดย  คุณอภินัย วรรณไพโรจน์ เจ้าของแฟรนไชส์ Hey Coffee เสวนาหัวข้ออยากขายคราฟท์เบียร์ไทย เลือกยังไงดี? โดย คุณศุภพงษ์ พรึงลำภู SANDPORT BEER และโรงเบียร์สหประชาชื่น  และ หัวข้อเสวนา Fast Track SMEs : เข้าถึงทุนไว ไม่ต้องมีหลักประกัน โดย คุณชาตรี เวทสรณสุธี รองกรรมการผู้จัดการ SME D Bank  และ คุณฉกาจเจษฐ์ กฤษณามระ  หัวหน้าสายงานผลิตภัณฑ์เพื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

“ภาพรวมการจัดงาน Smart SME EXPO 2025 ในครั้งนี้เรียกได้ว่าสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยเรามุ่งหวังให้งานนี้เป็นอีกหนึ่งเวทีที่เปิดโอกาสให้คนที่มองหาธุรกิจได้ไอเดียธุรกิจใหม่ ๆ รวมทั้งมองเห็นช่องทางในการต่อยอดสร้างอาชีพและสร้างรายได้  เรียนรู้ที่จะปรับตัวพร้อมรับมือลุกขึ้นสู้ตั้งรับกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวในปัจจุบัน    การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี ต้องขอขอบคุณความร่วมมือของพันธมิตรหลายภาคส่วน ที่ผนึกกำลังสร้างเวทีให้เอสเอ็มอีไทยได้ขยาย ต่อยอด และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ” นางสาวณรินณ์ทิพกล่าวทิ้งท้าย

พบกันอีกครั้งกับงาน Smart SME EXPO 2026 ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569 ณ  ฮอลล์  7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  สำหรับผู้ที่พลาดช้อปธุรกิจแฟรนไชส์และสินเชื่อรอบนี้  ปลายปีนี้เตรียมพบกับงานมหกรรมชี้ช่องรวยแฟรนไชส์ วันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568  ที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมออกบูธในงานสามารถติดต่อได้ที่โทร. 094-915-4624   เฟซบุ๊ค : Smart SME EXPO

‘รมช.ฉันทวิชญ์’ นำพาณิชย์เดินหน้าลุยโปรโมทสินค้าเกษตรนวัตกรรมต่อยอดขยายตลาด เปิด Pop-up store เน้นกลุ่มต่างชาติพาสินค้าไทยโกอินเตอร์ สร้างที่ยืนในตลาดโลก

​กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ยกระดับสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ต่างประเทศ โดยร่วมกับ คิง เพาเวอร์ เปิด Pop-up counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ณ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ หวังจับกลุ่มชาวต่างชาติให้รู้จักสินค้าเกษตรนวัตกรรมให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

​นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการจัด Pop-up counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” ซึ่งจัดขึ้นภายในแนวคิด Cultivated in Thailand, Innovated for the World มุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์และช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ต่างประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจาก คิง เพาเวอร์ ในการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยที่มีศักยภาพ ทั้งสำหรับกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติรวมถึงชาวไทย ทั้งสินค้าอาหารและสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่ได้คัดสรรจากสินค้าที่ได้รับรางวัล “Agri Plus Award” และสินค้าศักยภาพที่แสดงถึงความเป็นนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรไทย

​Pop-up counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” จำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมครั้งนี้มีกำหนดจัดตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 21 กันยายน 2568 ณ ชั้น 1 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์
โดยกรมการค้าต่างประเทศได้คัดสรรสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยที่ได้รางวัลและผ่านเข้ารอบตัดสิน Agri Plus Award รวมถึงสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกกว่า 60 รายการ จากผู้ประกอบการกว่า 30 ราย มาร่วมจัดจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นข้าวไร้แป้งจากไฟเบอร์สาหร่าย เม็ดฟู่สมุนไพรกลิ่นผลไม้ GI ของไทย กราโนลาข้าวก่ำล้านนาอินทรีย์ ข้าวเหนียวมะม่วงอัดเม็ด นวัตกรรมครีมเจลจากลูกประคบไทย ยาสีฟันสมุนไพรไทยอัดเม็ด กระเป๋ารองเท้าจากวัสดุ Upcycling จากฟางข้าว และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย โดยแต่ละผลิตภัณฑ์ สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ในการผสมผสานธรรมชาติกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยให้สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และมีสไตล์ ในขณะที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

​นายฉันทวิชญ์ฯ กล่าวย้ำว่า “กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาต่อยอดสินค้าเกษตรไทยจากสินค้า ‘โภคภัณฑ์’ ไปสู่สินค้า ‘นวัตกรรม’ ตามแนวคิด ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยพร้อมเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรไทยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และพัฒนาผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้แข็งแกร่งพร้อมโกอินเตอร์ก้าวสู่ตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สินค้าไทยมี
ที่ยืนในตลาดโลกมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่สอดรับกับเทรนด์โลก ช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย และส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดี ทั้งนี้ ในปี 2567 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมขยายตลาดสินค้าเกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมีมูลค่าการค้าที่ได้รับ
การส่งเสริมฯ รวม 367 ล้านบาท และมั่นใจว่ามูลค่าการค้าสินค้าเกษตรนวัตกรรมจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับกิจกรรม Pop-up counter นี้จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดีในการเป็นของขวัญของฝากจากเมืองไทย ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมสำคัญที่นำสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล และสร้างมูลค่าการค้าได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

​ในการนี้ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญชวนร่วมชม ชิม ช้อป แชะ แชร์ ใน Pop-up counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” มาเลือกชมเลือกซื้อสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย

เพื่อสุขภาพและเพื่อโลกที่ยั่งยืน พร้อมร่วมสนุก ร่วมลุ้นรับของที่ระลึกและรับคูปองส่วนลดสุดพิเศษ และช่วยกันบอกต่อกิจกรรมดีๆ ผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรมของไทยให้เป็นที่รู้จักไปด้วยกัน ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 21 กันยายน 2568 ณ ชั้น 1 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ โทร 0 2547 4744 หรือ Facebook Page: กรมการค้าต่างประเทศ DFT

ปักหมุดเริ่มแล้ว !! งาน Smart SME EXPO 2025 วันที่ 7-10 ส.ค.นี้  ที่เมืองทองธานีพาเหรดแฟรนไชส์ดีลด่วน 250 แบรนด์  เสิร์ฟสินเชื่อ ทำเล ครบจบในงาน คาดเงินสะพัด 200 ลบ.

เริ่มวันนี้วันแรกสำหรับงานธุรกิจและแฟรนไชส์แห่งปี Smart SME EXPO 2025 ครั้งที่ 11  ด้วยการขนทัพธุรกิจและแฟรนไชส์ที่พร้อมใจจัดโปรโมชั่นแรงชวนคุณมาดีลด่วนในงานรวมกว่า 250 แบรนด์ เต็มพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร  หวังช่วยปลุกคนไทยฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจด้วยตัวช่วยแบบครบเบ็ดเสร็จในงานทั้งสินเชื่อ และทำเลให้เลือกสรรทั่วประเทศ  พร้อมบูธให้คำปรึกษาสำหรับเอสเอ็มอี กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ  เสวนาให้ความรู้โดยผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย และกิจกรรมอบรมอาชีพฟรีอัดแน่นตลอดงาน พลาดไม่ได้ วันที่ 7-10 สิงหาคมนี้ ที่ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี  คาดเม็ดเงินสะพัดในงาน 200 ล้านบาท

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  กล่าวว่า “ธุรกิจ SME โดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  กระทรวงพาณิชย์เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SME ไทย ให้มีความสามารถในการแข่งขัน พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง และสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในปัจจุบัน  การจัดงาน Smart SME EXPO 2025 ในวันนี้จึงเป็นเวทีเชื่อมโยงโอกาส ทั้งด้านการตลาด การเงิน การพัฒนาความรู้ และการต่อยอดนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งมั่นในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SME ไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ภายในงาน SMART SME EXPO 2025 นี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้นำธุรกิจภายใต้การส่งเสริมของกรมฯ ร่วมออกบูธ จำนวน 46 บูธ ประกอบด้วยธุรกิจแฟรนไชส์  จำนวน 40 บูธ ใน 6 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา ค้าปลีก และความงาม/สปา ภายใต้ DBD Pavilion ขนาดพื้นที่กว่า 500 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีธุรกิจต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจากกิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพ (DBD-SPE) จำนวน 3 บูธ และกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ (DBD-ACM) จำนวน 3 บูธ  เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายการบริโภคภาคครัวเรือน สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ แก่ผู้ว่างงานและผู้ต้องการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์

ด้านนางสาวณรินณ์ทิพ  วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงาน Smart SME EXPO 2025 ให้รายละเอียดว่า “งาน Smart SME EXPO 2025 ในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานพันธมิตรหลายภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สถาบันอาหาร, สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ, บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด, ธนาคารออมสิน, EXIM BANK,  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) นำเหล่าธุรกิจและแฟรนไชส์แบรนด์ดังพร้อมใจลดราคาช่วงกลางปี  พ่วงด้วยแหล่งเงินทุน และสินเชื่อ เพื่อตอบโจทย์คนอยากมีธุรกิจในยุคนี้ให้สามารถเริ่มต้นได้ง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น กับโมเดลธุรกิจที่น่าเชื่อถือและสร้างรายได้ได้จริง 

ธุรกิจและแฟรนไชส์กว่า 250 แบรนด์ชั้นนำ  อาทิ  โคตรปั่นสมูทตี้โยเกิร์ต, เพนกวินมิลค์ที, 39 RAMEN ,LG Laundry Lux, แฟรนไชส์น้ำด่างดริงค์โค, COCO WALK มะพร้าวน้ำหอมล้วนๆ, ชานมไข่มุก MOMO Shake, เสือน้อยหม่าล่าทั่ง , DR.TIGER LAUNDRY,  Moncha ชานมไข่มุกเม็ดจิ๋ว, แฟรนไชส์ติดฟิล์ม Watch Protection Film, Ojisan Relaxing Station, แฟรนไชส์ร้านยางและช่วงล่าง พี.พี.ไทร์,  เฮง ปัง ปั๊ว, อุปกรณ์เครื่องมือช่าง Fix & Build, ธุรกิจสะดวกซัก Speed Queen by VJ Group,  ตู้ฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกอัตโนมัติ  Helmetclean SweetSun, Emberix Car Wash, ก๋วยเตี๋ยวเรือปัญจะรส, อนิเมะชานมไข่มุก, ซีทีที โลจิสติกส์,  ไก่ว้าว, เจปัง, Hey Coffee, ไทยสัปปายะ, PAPA SNACKS หนังไก่กรอบ ฯลฯ นอกจากนี้ยังเสริมทัพด้วยนวัตกรรมและสินค้าชุมชนจากอีอีซี รวมกว่า 30 บูธ มาให้เลือกชิม ช้อปแบบจุใจในงานอีกด้วย
สำหรับใครที่สนใจลงทุนธุรกิจหรือแฟรนไชส์แต่ติดขัดเรื่องเงินทุน  ภายในงานยังมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเอสเอ็มอีจากธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), EXIM BANK,  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม  และ Funding Societies ให้เลือกมากมาย  นอกจากนี้ยังมีบูธให้คำปรึกษาทั้งในเรื่องการตลาด  การลงทุน  การพัฒนาสินค้า  การสร้างแบรนด์  การขยายตลาดต่างประเทศ ฯลฯ  อีกทั้งยังมีเสวนาให้ความรู้จากเหล่าวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิอีกคับคั่ง  กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และกิจกรรมอบรมอาชีพฟรีตลอดงาน

“อยากเชิญชวนผู้ที่กำลังมองหาอาชีพ คนว่างงาน วัยเกษียณ รวมทั้งผู้สนใจลงทุน มาเดินช้อปธุรกิจและแฟรนไชส์ที่เราดีลมาจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษทั้งงาน  พร้อมกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย ที่เชื่อมั่นว่าจะช่วยจุดประกายไอเดียในการเริ่มต้นธุรกิจและอาชีพ  รวมทั้งเติมองค์ความรู้เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจของคุณให้ก้าวทันโลกสามารถเติบโตและยืนหยัดได้ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน   งาน  Smart SME EXPO มุ่งมั่นเป็นเวทีที่จะสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เข้มแข็งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งต่อไป  โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดราว 200 ล้านบาท” นางสาวณรินณ์ทิพกล่าวปิดท้าย

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน Smart SME EXPO 2025 ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยงานจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 7-10 สิงหาคมนี้  ที่ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี  บริการที่จอดรถมากมาย หรือใช้บริการรถไฟฟ้าสายสายชมพู สอบถามรายละเอียดโทร. 086-314-1482

กรมการค้าต่างประเทศจับมือกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ เปิด Pop Up Counter โชว์สินค้าเกษตรนวัตกรรม มุ่งเจาะนักท่องเที่ยวและต่างชาติเล็งขยายสู่ตลาดโลก

นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นประธานในพิธีเปิด Pop-up Counter ในธีม “Nature for Future: Agriculture + Innovation” ณ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. ทั้งนี้โดยมีการจำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยกว่า 60 รายการ จากผู้ประกอบการกว่า 30 ราย ไปจนถึงวันที่ 21 กันยายน 2568 นี้
      ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นาง อารดา เฟื่องทอง คณะผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้ร่วมให้การต้อนรับ โดยมี แอนโทเนีย โพซิ้ว รองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023 และ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2023 ให้เกียรติมาร่วมงานในฐานะพรีเซนเตอร์โครงการ
      กิจกรรม Pop-up Counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” ดำเนินการโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ที่มีศักยภาพทั้งสำหรับกลุ่มผู้ซื้อ ชาวไทย และ กลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ ทั้งสินค้าเกษตรนวัตกรรมอาหารและสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยได้มีการคัดสรรจากสินค้าที่ได้รับรางวัล “Agri Plus Award” และสินค้าอื่นที่แสดงถึงความเป็นนวัตกรรม เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรไทย แต่ละผลิตภัณฑ์ สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ในการผสมผสานธรรมชาติกับเทคโนโลยี ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และมีสไตล์ ในขณะที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้กับ เกษตรกร และผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน
      Pop-up Counter “Nature for Future: Agriculture + Innovation” เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวนานาชาติ เข้าชม ชิม ช้อป ใช้ และร่วมภาคภูมิใจกับสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย พร้อมร่วมสนุก เพื่อลุ้นรับของที่ระลึกและคูปอง ส่วนลดสุดพิเศษได้ที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ไปจนถึงวันที่ 21 กันยายน 2568
      สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (สกน.) กรมการค้าต่างประเทศ โทร. 0 2547 4744 อีเมล apiinspire@gmail.com, api.dft@moc.go.th หรือกดติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook: Institute for Agricultural Product Innovation (APi)   * * * * * * * *

รฟฟท. จัดโครงการ CSR “สายสีแดงร่วมส่งต่อลมหายใจให้น้องหมาน้องแมว” พร้อมมอบเงินสนับสนุน ให้แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จัดโครงการ CSR รถไฟฟ้าสายสีแดงร่วมส่งต่อลมหายใจให้น้องหมาน้องแมว” พร้อมมอบเงินสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่เจ้าของขาดทุนทรัพย์ในการรักษา ให้แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า โครงการ “รถไฟฟ้าสายสีแดงร่วมส่งต่อลมหายใจให้น้องหมาน้องแมว” ถือเป็นโครงการที่บริษัทฯตั้งใจจัดขึ้น เพื่อสนับสนุนและให้การช่วยเหลือสัตว์ที่ต้องเข้ารับการรักษาเป็นการเร่งด่วน และเจ้าของขาดแคลนงบประมาณในการเข้ารับการรักษา บริษัทฯ จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยยินดีมอบเงินสนับสนุน พร้อมมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ให้แก่คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ในวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2568 โดยมีอาจารย์นายสัตวแพทย์ เกียรติศักดิ์ ตันเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน และอาจารย์นายสัตวแพทย์ ดร.พายุ ศรีศุภร รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เป็นผู้รับมอบ นอกจากนี้ภายในงานยังมีอินฟลูเอนเซอร์ สายสัตว์เลี้ยงชื่อดัง ประกอบด้วย “โอ๊ต” ยูทูบเบอร์ชื่อดังเจ้าของช่อง GuOatFamily , “ปาล์ม ศุภชัย” นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี เจ้าของน้องสมสี-น้องโชกุน และ “ออม” เจ้าของเพจ“ คุณชายสี่ พามิ๊เที่ยว” กับน้องสุนัขชิวาวา สายแฟชั่น และรักการท่องเที่ยว เข้าร่วมในกิจกรรมด้วย

ทั้งนี้ รฟฟท. ถือเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในด้านการรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นผู้ให้บริการขนส่งมวลชนระบบรางที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน หรือแม้แต่สัตว์ต่างๆก็ไม่ละเลยที่จะให้ความช่วยเหลือ เพราะทุกชีวิตล้วนมีความสำคัญ โดยบริษัทฯ จะดำเนินกิจการเคียงข้างประชาชน และจะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง รวมทั้งรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

วว. ร่วมแสดงความยินดีกับ “นางสาวสุดาวรรณ  หวังศุภกิจโกศล” ในโอกาสได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รมว.อว.

นางสาวสุดาวรรณ  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงและสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เพื่อความเป็นสิริมงคล ในโอกาสที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.  พร้อมมอบนโยบายต่อผู้บริหารและเปิดตัวโครงการ “1 มหาวิทยาลัย 1 ภารกิจ เพื่อท้องถิ่น” โดยให้มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม เดินหน้าพัฒนากำลังคน ลดเหลื่อมล้ำ ให้ทุนเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ทั้งทุนเพื่อนักศึกษาพิการ ทุนเพื่อเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ทุน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอื่น ๆ กว่า 7,900 ทุน เน้นย้ำการบริหารจัดสรรทุนวิจัยต้องรัดกุม มีประสิทธิภาพ เอื้อประโยชน์ครอบคลุมทุกมิติ  

ในการนี้ ศ.ดร.ศุภชัย  ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหาร  หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดและบุคลากร อว.  ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ   ผู้ว่าการ  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.)  นางสาวกาญจนา  ทุมมานนท์   ผอ.สำนักผู้ว่าการ  ดร.ปริยะดา  วิสุทธิแพทย์ ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร  และบุคลากร วว. เข้าร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีด้วย  ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568  ณ  กระทรวง อว. โยธี  กรุงเทพฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า การเข้าทำงานในฐานะ รมว.อว. มีความตั้งใจที่จะทำให้งานอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการใช้่องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อทำให้ประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง และเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่และมีมูลค่าสูง ซึ่งต้องอาศัยกำลังคนทักษะสูง การวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ การสร้างผู้ประกอบการหรือ Tech Startup  ให้กับประเทศ  ซึ่ง กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญมากในเรื่องนี้  

นางสาวสุดาวรรณ  หวังศุภกิจโกศล  กล่าวถึงนโยบายการทำงานของกระทรวง อว. ว่า  แบ่งเป็น  2  ด้าน ด้านแรก คือ การพัฒนากำลังคน เน้นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางการเข้าถึงอุดมศึกษาของคนในประเทศ พร้อมกับเรื่องการพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในปัจจุบันและอนาคต  ด้านที่สอง  การพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ซึ่งกระทรวง อว. มีกองทุนส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม ที่ได้รับงบประมาณ 19,828 ล้านบาท  ต้องการเห็นการดำเนินการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่ก่อให้เกิดผลกระทบ (Impact) จริงต่อทั้งภาคเศรษฐกิจและสังคม ผ่านนโยบาย ดังนี้ 1) เน้นประสิทธิภาพในการบริหารกองทุน การจัดสรรทุน การจัดสรรงบประมาณไปยังหน่วยให้ทุน หรือ PMU  และจาก PMU ไปยังมหาวิทยาลัยและนักวิจัย ครอบคลุมในทุกมิติทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ธุรกิจชุมชน SMEs อุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการทำวิจัยที่ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้สมัยใหม่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง  

2) นำ ววน. ไปช่วยสนับสนุนภาคเกษตร ให้สามารถแข่งขันได้ โดยต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ด้าน ววน. ไปช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพผลผลิตด้วยเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย สามารถควบคุมปัจจัยการผลิต ได้อย่างแม่นยำ เช่น การทำเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา  เป็นต้น  3)  นำ ววน. ไปช่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เช่น  PM 2.5  น้ำท่วม  ภัยแล้ง   เป็นต้น เพื่อพัฒนาและเร่งแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ ในหลาย ๆ ด้าน และ 4) ส่งเสริมการวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของประเทศ ทั้งจากการดึงดูดการลงทุน


2 / 2

จากต่างประเทศ และการสร้าง Deep tech startup  ในประเทศ เช่น ด้านยานยนต์สมัยใหม่อาหารแห่งอนาคต  เศรษฐกิจอวกาศ (Space economy) AI  เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง

“ …ที่สำคัญดิฉันและทั้งองคาพยพของกระทรวง อว.จะร่วมกันสร้าง “1 มหาวิทยาลัย 1 ภารกิจ เพื่อท้องถิ่น” เป็นการดึงศักยภาพทั้งกำลังคนและวิทยาศาสตร์  วิจัย และนวัตกรรม ของกระทรวง อว. มาสร้างการพัฒนาในระดับพื้นที่   ปัจจุบันเรามี “อว. ส่วนหน้า” ประจำจังหวัดต่าง ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่อยู่แล้ว และหลังจากนี้แต่ละหน่วยงาน ทั้งสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย จะเข้าไปดูว่าในแต่ละพื้นที่ที่ดูแลหรือเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น มีปัญหาอะไรที่ควรจะเข้าไปดูแลจัดการ โดยใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้าไปช่วยในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัญหาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ปัญหาสภาพดิน ปัญหาโรคพืช ปัญหาแปรรูปสินค้า ปัญหา PM 2.5 ปัญหาน้ำท่วม -น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ  ปัญหาขยะ   เป็นต้น…”  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวสรุป


รฟฟท. เพิ่มมาตรการเชิงรุก จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เพิ่มมาตรการเชิงรุก ประสานตำรวจท้องที่ตลอดเส้นทางรถไฟฟ้า จนสามารถจับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้พร้อมของกลางบริเวณลานจอดรถจักรยานยนต์สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯได้รับแจ้งจากชุดสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน ซึ่งนำโดย พันตำรวจเอก เด่นโดม ลาภานันต์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลเตาปูน พร้อมกำลังชุดปฎิบัติงานป้องกันปราบปราม สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 1 คน บริเวณลานจอดรถจักรยานยนต์สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งจากการตรวจค้นพบของกลางจำนวน 21 รายการ ประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้

1.สายไฟกราวสีเขียว จำนวน 1 ม้วน
2.สายไฟทองแดงสี่คอร์ จำนวน 1 ม้วน
3.สายไฟสีดำอลูมิเนียม จำนวน 10 ม้วน
4.สายไฟกราวทองแดงที่ปอกแล้ว จำนวน 45 ม้วน น้ำหนักรวมประมาณ 74.5 กิโลกรัม
5.สายไฟกราวทองแดงยังไม่ปอก ยาว 1 เมตร จำนวน 1 เส้น
6.คีมตัดเหล็กขนาด24นิ้ว จำนวน 1 อัน
7.คีมขนาดเล็ก จำนวน 2 อัน
8.ประแจ จำนวน 2 อัน
9.ประแจบล็อกตัวที จำนวน 2 อัน
10.มีดปอกสาย จำนวน 6 เล่ม
11.รถล้อเลื่อนสามล้อ จำนวน 1 คัน
12.เชือกโรยตัว จำนวน 2 เส้น
13.กระเป๋าสะพายหลังสีแดง จำนวน 1 ใบ
14.กระเป๋าสะพายหลังสีดำ จำนวน 1 ใบ
15.กระเป๋าถือสีน้ำตาล-ดำ จำนวน 1 ใบ
16.กระเป๋าถือแบบล้อลากสีดำ จำนวน 1 ใบ
17.รถเข็นเหล็ก2ล้อสีฟ้า จำนวน 1 คัน
18.ตะกร้าสีเขียว จำนวน 1 ใบ
19.วิทยุอนาล็อกสีดำ จำนวน 1 เครื่อง
20.โทรศัพท์มือถือ สีฟ้า จำนวน 1 เครื่อง
21.รถยนต์ ยี่ห้อ ford สีดำ จำนวน 1 คัน

โดยจากการสอบปากคำผู้ต้องหา ได้ให้การรับสารภาพ และให้การเพิ่มเติมว่ามีผู้เข้าร่วมกระทำการดังกล่าวอีก ทั้งนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิดในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตั้งแต่สองคนขึ้นไปภายในสถานีรถไฟ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป และมีหรือใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยินดีจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งจับกุมกลุ่มผู้ร่วมกระทำการลักลอบตัดสายไฟในพื้นที่รถไฟฟ้าอย่างเต็มความสามารถ

ทั้งนี้บริษัทฯยังคงมีมาตรการในด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มมาตรการเชิงรุก บูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายรักษาความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวัน เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟในระบบของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และยังคงยึดมั่นในด้านความปลอดภัยของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ

กรมการท่องเที่ยวไปสุด! ปักหมุดไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวโลก ดันผู้ประกอบการคุณภาพสู่ต้นแบบความสำเร็จ ผ่านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า”

“สรวงศ์ เทียนทอง” ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวโลกตามนโยบายรัฐบาล โดยยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านการรับรองคุณภาพบริการและมาตรฐาน “ช้างชูงวงเริงร่า” รวมถึงมาตรฐานการท่องเที่ยวอาเซียน, ISO และGreen Destinations ขับเคลื่อนผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน แหล่งท่องเที่ยวสู่ต้นแบบความสำเร็จ เสริมศักยภาพ

Supply Side ยกระดับไทยสู่คุณภาพระดับโลก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว จัดพิธีมอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 เมื่อเร็วๆนี้ ณ ห้องเซ็นทาราแกรนด์บอลรูม ชั้น L โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ หนึ่งในโรงแรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย มาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยว ประเภทโรงแรม โดยนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดี และมอบเครื่องหมาย รับรอง มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย แก่ผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยจากกรมการท่องเที่ยว ทั้งประเภทที่พักเพื่อการท่องเที่ยว บริการท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว มาตรฐานการท่องเที่ยวอาเซียน มาตรฐาน ISO และ Green Destinations ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รวมทั้งสิ้น 488 ราย โดยภายในงาน มีการเสวนาหัวข้อ “Standards: The Bridge to Success and Competitive Capabilities” ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวชั้นนำซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยร่วมแบ่งปันประสบการณ์ จริง ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพบริการและกลยุทธ์การบริหารจัดการ ตอกย้ำว่ามาตรฐานคือสะพานสู่ความสำเร็จและศักยภาพในการแข่งขัน กรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการจัดพิธีมอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว ที่มีศักยภาพและเป็นต้นแบบ แห่งความสำเร็จ ผู้ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจประเมินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้น การยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านการพัฒนาคุณภาพบริการ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยใช้ Soft Power และการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยว จากทั่วโลกได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน เป็นเลิศทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่น ในศักยภาพของไทย ในฐานะจุดหมายปลาย ทางคุณภาพ ระดับโลก ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ คุณค่า และมูลค่า ให้เครื่องหมายมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า” เป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว และสาธารณชนทั่วไป ตลอดจนกระตุ้นและเชิญชวนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการบริหารจัดการและการให้บริการที่ดีมีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ทุกกลุ่ม และสร้างความยั่งยืนสู่ผู้ประกอบการ มีทั้งสิ้น56 มาตรฐาน อายุการรับรองมาตรฐาน 3 ปี ครอบคลุมการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ทั้งที่พัก สินค้าและบริการท่องเที่ยวด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ด้านแหล่ง ท่องเที่ยว และด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ผู้ได้รับการรับรองมาตรฐานได้รับประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพการให้บริการและการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ สร้างรายได้และเกิดความยั่งยืน ในการประกอบ ธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการสถานประกอบการท่องเที่ยว ชุมชน โฮมสเตย์ และมัคคุเทศก์ ที่ได้รับรอง มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ด้วยความมั่นใจ คุ้มค่า โดยสามารถค้นหาสถานที่และสถานประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ผ่านทางเว็ปไซต์ tts.dot.go.th และเฟซบุ๊ก Thailand Tourism Standard สำหรับผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3235 และอีเมล tsactourism@gmail.com   * * * * * * * * * * *

“STYLE Bangkok 2025” สร้างมูลค่าสั่งซื้อโซน ‘Local Craft’ กว่า 94 ล้านบาท ชูความแข็งแกร่งสินค้าชุมชน-วิสาหกิจ หนุน Micro SMEs ไทยสู่ตลาดโลก

STYLE Bangkok 2025 งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นระดับนานาชาติของไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สร้างมูลค่าซื้อขายภายในงานกว่า 1.4 พันล้านบาท พร้อมโชว์ศักยภาพสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย รวมถึงผลงานของวิสาหกิจชุมชนและ Micro SMEs สู่สายตาผู้ซื้อทั่วโลก โดยในปีนี้ดึงดูดผู้เข้าชมงานทั้งในและต่างประเทศเกือบ 25,000 ราย ประเทศ/ภูมิภาคที่เข้าชมงานสูงสุด 10 ลำดับแรก ได้แก่ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร
      STYLE Bangkok จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 เป็นเวทีช่วยผลักดันผู้ประกอบการในระดับวิสาหกิจชุมชนและ Micro SMEs ผ่านการจัดแสดงสินค้าในโซน “Local Craft in STYLE Bangkok” ซึ่งรวบรวมสินค้าเด่นจากจังหวัดทั่วไทย อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน ขอนแก่น พัทลุง และตรัง ฯลฯ ซึ่งเป็นการจับมือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในการทดสอบตลาดและเป็นโอกาสได้นำเสนอสินค้าต่อผู้ซื้อทั้งไทยและต่างชาติ โดยสามารถสร้างมูลค่าสั่งซื้อรวมกว่า 94 ล้านบาท
     

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จัดแสดงสินค้าผ้าฝ้ายและผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติ ลวดลายจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ลายเกล็ดเต่า ไข่มดแดง บายศรีสู่ขวัญ ได้รับความสนใจ เป็นอย่างยิ่ง จากผู้ซื้อทั้งไทยและต่างชาติ ด้วยสินค้าที่โดดเด่นได้ตราสัญลักษณ์ GI คุณอนัญญา เค้าโนนกอก ประธานวิสาหกิจฯ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่มฯ เกิดจากการรวบรวมสมาชิกชุมชนบ้านเกิดที่มีฝีมือ ใช้เวลาที่เหลือจากการทำนาปี รวมกันทอผ้าไหมจากหม่อนไหมที่เลี้ยงเอง โดยเห็นศักยภาพของผลกำไรที่เกิดจากการทุ่มเท และยึดมั่นในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของบ้านเกิดไว้ เพื่อถ่ายทอดสู่สายตาคนรุ่นต่อๆ ไป จนได้รับมาตรฐานสินค้า OTOP ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มอยู่ 62 ชีวิต และมีการขยายธุรกิจไปสู่การทำฟาร์มสเตย์ เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยการได้เข้าร่วมงาน STYLE Bangkok ในครั้งนี้ สินค้าของกลุ่มฯ ได้รับความสนใจจากกลุ่มดีไซเนอร์ ที่สนใจนำผ้าไปผลิตต่อเป็นงานตกแต่ง ต่างๆ
     

ส่วน สมหวัง ทองวิชิต ประธานวิสาหกิจชุมชนทอผ้าลายแคน บ้านสวนปอ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่นำ “ผ้าขาวม้าไฉไล” 7 สี มงคล สีสันสดใส มาอวดโฉมในงาน สมหวัง เล่าว่า ผ้าขาวม้าไฉไลเป็นลวดลายผ้าขาวม้าที่มีเอกลักษณ์ของไทย นำมาตัดเย็บให้เป็นเสื้อผ้าแฟชั่นที่สวมใส่ได้ทั้งชายหญิง เป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีมูลค่ามากยิ่งขึ้น จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศความคิดสร้างสรรค์ ในปี 2560 และรางวัลรองชนะเลิศการออกแบบลายผ้า ในปี 2562 จากโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย
     

ในขณะที่ กลุ่มดีจริง อินเตอร์ อิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งจำหน่ายสินค้า GI ขึ้นชื่อจากศรีสะเกษ เป็นผลผลิตจากชุมชนครบวงจร ได้แก่ งานเครื่องจักสานพื้นถิ่น ทุเรียนภูเขาไฟ และหอมแดงศรีสะเกษ สามารถทำยอดขายจากการจัดแสดง 3 วันแรกไปกว่า 20 ล้านบาท
     

ด้านวิสาหกิจชุมชนโหนดศิลปบ้านทองลัง จังหวัดสงขลา แสดงศักยภาพและฝีมือการออกแบบและการบริหารจัดการของชุมชน นำผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน เช่น โคมระย้าอุบะ พวงมาลัย โคมไฟ กระจกตกแต่งด้วยใบลานและใบตาล ซึ่งเป็นต้นไม้ดั้งเดิมของชุมชนมาจัดจำหน่าย เด่นด้วยเทคนิคการอบด้วยเครื่องอบที่ผลิตเอง รวมทั้งกระบวนการที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่ขึ้นราและการสานด้วยลวดลายสวยงามของช่างฝีมือในชุมชน ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และได้รับออเดอร์ไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทยอีกด้วย
     

อีกกลุ่มจากภาคใต้ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นเดียวกัน นั่นคือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานก้านจาก บ้านนายอดทอง จังหวัดตรัง ด้วยสินค้าสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นอย่าง ‘ต้นจาก’ ซึ่งเป็นของเหลือใช้ในชุมชน นำมาแปรรูป เป็นกระจาด กระบุง ตะกร้า กระเป๋า กล่องเก็บของอเนกประสงค์ ที่มีความทนทาน ผ่านกรรมวิธีการอบโดยใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ และอบโอโซนฆ่าเชื้อ ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานเป็น 10 ปี
     

สุจินต์ ไข่ริน ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจฯ เล่าว่า “งาน STYLE Bangkok 2025 เปิดโอกาสให้เราได้เจอลูกค้าแบบเห็นหน้ากันจริงๆ ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าและได้เห็นคุณภาพสินค้าของเรา ในงานมีลูกค้าจากฮ่องกงให้ความสนใจสั่งทำกระจาด จำนวน 100,000 ชิ้น เป็นมูลค่ากว่า 18 ล้านบาท”
     

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีหลากหลายโครงการเพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุน SMEs ไทย ให้สามารถขยายช่องทางการค้า ในรูปแบบต่างๆ ไปยังตลาดต่างประเทศได้ด้วยตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการ OTOP Premium Go Inter การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ กิจกรรมจับคู่ธุรกิจในต่างประเทศ (Business Matching) รวมไปถึงการจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (B2B) ชั้นนำ
     

ชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน STYLE Bangkok ได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com Facebook/Instagram/TikTok: Style Bangkok Fair หรือโทรสายตรงกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169   * * * * * * * * * *

สายสีแดง เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เพิ่มมาตรการในด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการ ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2568 บริษัทฯ ถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ไทย ส่งมอบความสุข และความห่วงใยให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยตระหนักและคำนึงถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย พร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ผู้ที่ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีความปลอดภัยสูงสุด สามารถเดินทางท่องเที่ยว และเดินทางกลับภูมิลำเนาได้โดยสวัสดิภาพ โดยเน้นย้ำมาตรการในด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 9 – 17 เมษายน 2568 โดยจะดำเนินมาตรการตรวจสอบไม่ให้บุคคลที่มีอาการมึนเมา ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เข้าภายในระบบรถไฟฟ้า รวมถึงไม่อนุญาติให้นำวัตถุต้องห้าม ได้แก่ อาวุธ ของมีคมทุกชนิด ลูกโป่งทุกชนิด ดอกไม้ไฟ พลุ ประทัด วัตถุอื่นๆ ที่จะก่อให้เกิดประกายไฟเข้าในระบบรถไฟฟ้า โดยจะมีเจ้าหน้าที่สังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้บริการผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ตลอดระยะเวลาการให้บริการ

นอกจากนี้ยังได้พิจารณาเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย โดยมีการจัดชุดตรวจลาดตระเวน รวมถึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ พร้อมด้วยสุนัข (K-9) จากกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ และจากกรมสัตว์ทหารบก ตรวจตราและเข้มงวดเป็นพิเศษในจุดที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุอันตรายต่อผู้ใช้บริการ โดยจะทำการตรวจตราในทุกพื้นที่ หากผู้ใช้บริการพบสิ่งผิดปกติหรือมีเหตุฉุกเฉินขณะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สามารถแจ้งกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ประจำสถานีได้ทันที

บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้โดยสารจะได้รับความสุข รู้สึกถึงความปลอดภัยทุกครั้ง จากการใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น