รฟฟท. จัดโครงการ “สายสีแดงรักษ์โลก เพื่อชุมชนสีเขียว” ณ ชุมชนตลาดล่าง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการ “สายสีแดงรักษ์โลก เพื่อชุมชนสีเขียว” มอบต้นกล้าและน้ำดื่มให้แก่ชุมชนตลาดล่าง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2565

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน บริบทของสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการขยายตัวของสังคมเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การป้องกันภัยพิบัติ และข้อจํากัดทางด้านพื้นที่ ทำให้พื้นที่สีเขียวลดน้อยลง หลายประเทศได้เปลี่ยนแปลงจากการมุ่งพัฒนาในด้านเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์เพียงด้านเดียว มาเป็นการให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวควบคู่ไปด้วย เพื่อตอบสนองให้ทันต่อสถานการณ์ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals; SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) บริษัทฯ จึงมีแนวคิดในการจัดทำโครงการ “สายสีแดงรักษ์โลก เพื่อชุมชนสีเขียว” มอบต้นกล้า จำนวน 1,000 ต้น โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) และมอบน้ำดื่ม จำนวน 1,000 ขวด ให้แก่ชุมชนตลาดล่าง ตำบลบางพูน จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2565 และหลังจากนี้จะดำเนินการนำไปมอบให้ชุมชนอื่นๆ ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในโอกาสถัดไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ทุกชุมชนมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น และช่วยลดมลพิษทางอากาศ โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ซึ่งบริษัทได้ให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความตระหนักให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รวมถึงสร้างมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในบริเวณโดยรอบอีกด้วย

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง Call Center 1690 ตลอด 24

DITP ต่อยอด Mini – FTA ไทย-ปูซาน ดันคอนเทนต์ไทยร่วมงาน Asian Contents & Film Market 2022สร้างมูลค่าเจรจาธุรกิจกว่า 398 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เผยความสำเร็จในการต่อยอด Mini – FTA ไทย – ปูซาน สร้างความร่วมมือด้านการค้า นำ 8 บริษัทคอนเทนต์ไทยบินลัดฟ้าสู่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ
ปูซาน ครั้งที่ 27 นำซอฟพาวเวอร์ไทยเจรจาการค้างาน Asian Contents & Film Market 2022 โดยมีผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทย-เทศ ตอบรับเข้าร่วมเจรจาการค้าจำนวน 134 นัดหมาย สร้างมูลค่ารวม 398 ล้านบาท

​นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “จากที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการค้า หรือ มินิเอฟทีเอ (Mini FTA) กับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจปูซาน หรือ Busan Economic Promotion Agency (BEPA) สาธารณรัฐเกาหลี ไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมุ่งสนองนโยบายความสัมพันธ์ขยายความร่วมมือทางการค้าไปยังประเทศต่างๆ ที่ลงลึกในระดับเมืองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจโลก ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์)
ซึ่งสาธารณรัฐเกาหลีถือเป็นพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญของประเทศไทย มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 10 ของโลก
มูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทยกับเกาหลีปีที่แล้วกว่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเป็นการดำเนินการตามความร่วมมือดังกล่าว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้นำ 8 บริษัทคอนเทนต์ไทย ได้แก่ 9Naa Productions, Benetone Films, De Warrenne Pictures, Halo Productions, M Flow Entertainment, M Pictures, Right Beyond และ Thongkham Films เข้าร่วมเจรจาการค้างาน Asian Contents & Film Market 2022 ระหว่างวันที่ 8 – 11 ตุลาคม 2565 ณ อาคารแสดงสินค้า BEXCO ซึ่งจัดภายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ปูซาน ครั้งที่ 27 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย กรมฯได้นำผลงานซอฟพาวเวอร์ของไทยที่มีจุดเด่นในเรื่องความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เสนอต่อผู้ซื้อ ผู้สร้าง นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อเพิ่มช่องทางการค้าสู่ต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบริการเกี่ยวเนื่อง”
ผลจากการเข้าร่วมงานดังกล่าว มีผู้ประกอบการจากต่างประเทศทั่วโลก อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย แคนาดา มองโกเลีย อินเดีย ไต้หวัน เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา จำนวน 61 ราย เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการคอนเทนท์ไทย รวมจำนวน 134 นัดหมาย สร้างมูลค่าเจรจาการค้าได้ตามเป้าหมายรวม 398 ล้านบาท โดยประเภทของคอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติ ได้แก่ แอคชั่น สยองขวัญ และ Boys’ Love เป็นต้น
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการผลักดันและส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับนานาชาติ รวมทั้งเผยแพร่ศักยภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยที่สามารถให้บริการแก่ทั่วโลกได้อย่างครบวงจรอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) มีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงไทยในงาน American Film Market 2022 จัดระหว่างวันที่ 1 – 6 พฤศจิกายน 2565 และงาน Thai Night ณ นครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ซึ่งกรมได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมทางธุรกิจ อาทิ การเจรจาการค้า การนำเสนอผลงาน
การฉายภาพยนตร์ กิจกรรมเน็ตเวิร์คกิ้ง การสัมมนาด้านศักยภาพและแนวโน้มธุรกิจ เป็นต้น


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 ตุลาคม 65

สำเร็จ!!“จุรินทร์” แจ้งข่าวดี อย.ซาอุ ไฟเขียวไทยส่งออกไก่ได้ทุกชิ้นส่วนทั้ง ไก่สด -ไก่ปรุงสุก-ไก่แปรรูป

วันที่ 16 ตุลาคม 2565 เวลา 8.30 น.
“จุรินทร์” แจ้งข่าวดี อย.ซาอุดีอาระเบีย ไฟเขียว 11 โรงงานไก่ไทย สามารถส่งออกไก่สด ไก่แปรรูป ไก่ปรุงสุกไปยังซาอุดีอาระเบียได้แล้วทุกชิ้นส่วน ทุกด่านทั่วประเทศ มีผลตั้งแต่ 11 ต.ค. คาดช่วยเพิ่มยอดส่งออกไก่ไปซาอุดีอาระเบีย และทำเงินเข้าประเทศได้เพิ่มขึ้น
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์การอาหารและยาซาอุดีอาระเบีย (SFDA) หรือ อย.ซาอุดีอาระเบีย ได้แก้ไขข้อมูลบนเว็บไซต์ อนุญาตให้โรงงานไก่ไทย 11 โรงงาน สามารถส่งออกไก่สด ไก่แปรรูป ไก่ปรุงสุก เข้าประเทศซาอุดีอาระเบียได้อย่างครบถ้วน ทุกด่านทั่วประเทศ  ซึ่งเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นหลังจากที่ตนได้เดินทางไปยังซาอุดิอาระเบีย เมื่อช่วงปลายเดือนส.ค.2565 และได้หารือกับดร.ฮีชาม บิน ซาอัด อัล จาดฮี ประธาน อย.ซาอุดิอาระเบีย เพื่อแก้ไขปัญหาข้อติดขัดเรื่องการส่งออกชิ้นส่วนไก่จนได้ข้อสรุปและเป็นที่มาของการประกาศความชัดเจนอย่างเป็นทางการในครั้งนี้
“การปรับแก้ไขข้อมูลบนเว็บไซต์ของ อย.ซาอุดีอาระเบียดังกล่าว ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.2565 ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถส่งออกไก่ทุกชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็นไก่ทั้งตัว ไก่แปรรูป ไก่ปรุงสุก ไปยังซาอุดิอาระเบียได้เพิ่มขึ้น และจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกไก่ไทยไปยังซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้น ทำรายได้เข้าประเทศมากขึ้น”นายจุรินทร์กล่าว
ก่อนหน้านี้ การผลักดันการส่งออกสินค้าไก่และผลิตภัณฑ์ไปซาอุดีอาระเบีย ในปี 2562 SFDA ได้เดินทางมาตรวจสถานประกอบการทั้งโรงฆ่าสัตว์ปีกและโรงงานแปรรูปสัตว์ปีกของไทย 11 แห่ง เพื่อดำเนินการเปิดตลาดด้านสุขอนามัยสำหรับการดำเนินการนำเข้าสัตว์ปีกจากไทย ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้เรียกร้องให้ซาอุดีอาระเบียยกเลิกมาตรการระงับการนำเข้าสินค้าสัตว์ปีกจากไทยตั้งแต่ปี 2552 ต่อมาในปี 2563 ซาอุดีอาระเบียได้ให้การยอมรับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) เป็นหน่วยงานออกเครื่องหมายรับรองฮาลาลของประเทศไทย (Certification Body) ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกที่ไม่ใช่มุสลิมมีหน่วยงานที่สามารถออกเครื่องหมายฮาลาลสำหรับการส่งออกสินค้าฮาลาลไปยังซาอุดีอาระเบียได้
ขณะเดียวกัน ไทยยังได้ยื่นรายชื่อโรงงานชำแหละเนื้อไก่อีก 27 โรงงาน ให้เร่งรัดการตรวจโรงงาน ซึ่ง อย. ซาอุดีอาระเบียแจ้งว่าพร้อมที่จะมาตรวจสอบ ส่วนเรื่องเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ เช่น เนื้อวัว เนื้อแพะ เป็นต้น ก็มีโอกาสส่งออกเพิ่มขึ้น โดยซาอุดีอาระเบียมีความต้องการนำเข้า โดยเฉพาะเนื้อที่มีคุณภาพดี ราคาถูก และมีความปลอดภัย ขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานระหว่างกรมปศุสัตว์กับ อย.ซาอุดีอาระเบีย
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

“พาณิชย์-DITP”เป็นปลื้ม SMEs Pro-active คว้ารางวัลเลิศรัฐ หลังช่วยหนุน SMEs โกอินเตอร์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เป็นปลื้ม “โครงการ SMEs Pro-active” ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาบริการ หลังมีส่วนช่วยเหลือ SMEs ไทยให้มีโอกาสออกไปตะลุยตลาดการค้าระหว่างประเทศได้สำเร็จ และนำเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก

นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ได้เป็นผู้แทนกรมฯ ในการรับมอบรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาบริการ จากสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้หน่วยงานภาครัฐ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติในความมุ่งมั่นปฏิบัติราชการจนประสบความสำเร็จ โดยผลงานที่ได้รับรางวัล คือ โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs Pro-active ที่กรมฯ นำมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ของไทยรุกสนามค้าโลก และช่วยให้มีโอกาสขยายตลาดออกสู่ตลาดต่างประเทศ
สำหรับโครงการ SMEs Pro-active มีเป้าหมายในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย ขยายตลาดในต่างประเทศได้อย่างทั่วถึง มีทางเลือกในการเข้าร่วมกิจกรรมในตลาดใหม่ ตลาดเดิม และตลาดรอง ครอบคลุมกิจกรรมการค้าในต่างประเทศที่หลากหลายทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์

โดยสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมและตลาดส่งออกที่ตรงกับกลยุทธ์ของบริษัทและตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการระยะที่ 3 (ปี 2562-2565) มีเงื่อนไขสามารถขอรับการสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ และงานแสดงสินค้ารูปแบบไฮบริด จำนวน 6 ครั้ง วงเงิน 2 แสนบาทต่อครั้ง เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการเสมือนจริง 6 ครั้ง สนับสนุน 5 หมื่นบาทต่อครั้ง และสนับสนุนกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้า เครือข่ายธุรกิจ เช่น เจรจาธุรกิจ นำเสนอผลงาน 6 ครั้ง วงเงิน 2 แสนบาทต่อครั้ง

ทั้งนี้ ผลการดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2542-2556 รวมระยะเวลา 14 ปี มี SMEs เข้าร่วม จำนวน 1,560 ราย เปรียบเทียบกับผู้ประกอบการ SMEs ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ปีงบประมาณ 2556-2564 รวมระยะเวลา 9 ปี จำนวน 6,436 ราย สะท้อนให้เห็นว่าภายในระยะเวลาเพียง 9 ปี มีผู้ประกอบการ SMEs ให้ความสนใจสมัครขอรับการสนับสนุนจากโครงการ SMEs Pro-active เพิ่มขึ้นร้อยละ 312.56
ส่วนมูลค่าคำสั่งซื้อจากการเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการ SMEs Pro-active ปีงบประมาณ 2556-2564 รวมทั้งสิ้น 708.52 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนารูปแบบการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระหว่างปี 2563-2564 ที่ไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมได้ในหลายประเทศทั่วโลก แต่ SMEs ที่ขอรับการสนับสนุนจาก SMEs Pro-active ยังสามารถเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าได้ผ่านกิจกรรม Virtual Exhibition กิจกรรมงานแสดงสินค้ารูปแบบ Hybrid และกิจกรรมเจรจาธุรกิจรูปแบบ Showroom เป็นต้น
ทางด้านมูลค่าการส่งออกของ SMEs ไทย เพิ่มขึ้นในช่วงระยะ 9 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2556-2564) โดยมีมูลค่าส่งออกรวมทั้งสิ้น 255,213 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยต่อปี 28,357 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในปี 2564 การส่งออกของ SMEs ไทยมีมูลค่า 31,997 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.42 เมื่อเทียบกับปี 2556 และระหว่างปี 2563-2564 ที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 การส่งออกของ SMEs ไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากมาตรการภาครัฐและจากมาตรการโครงการ SMEs Pro-active ที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ SMEs ด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยมูลค่าส่งออกในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.25 เมื่อเทียบกับปี 2563

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
7 ตุลาคม 2565

DITP เร่งผลักดันเพิ่มกิจกรรม Cross-Border e-Commerce เพื่อสนับสนุน SMEs ไทยไปตลาดโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 3/2565 หรือรอบที่ 57 โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มีมติอนุมัติให้การสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งหมด 94 ราย จาก 49 กิจกรรม วงเงินกว่า 17 ล้านบาท โดยเป็นการสนับสนุนให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศจำนวน 43 งาน และเข้าร่วมงานแสดงสินค้าแบบ Virtual อีก 3 งาน เมื่อกันยายนที่ผ่านมา

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เป็นประธานการประชุมโครงการ SMEs Pro-active ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับหน่วยงานพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ และสมาคมธนาคารไทย ที่มุ่งให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้สามารถขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศทั่วโลกผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมขยายตลาดหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ (Oversea Trade Fair) งานแสดงสินค้า/บริการเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) และกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ (Business Opportunities & Partnership) โดยที่ผ่านมาให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไปแล้วมากกว่า 7,500 ราย และเพิ่งได้รับรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2565
ด้านบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการ จากรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ไปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและทำให้รูปแบบการค้าเปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการฯ จึงได้มีมติเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการค้าพาณิชย์ข้ามพรมแดน (Cross-Border
e-Commerce) ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการทำการค้าผ่านแพลตฟอร์ม B2B ระดับโลกอย่าง Alibaba, KlangOne และ GlobalConnect ได้มากยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการในเรื่องดังกล่าว ทางโครงการฯ ยังได้มีการเพิ่มหลักสูตรฝึกอบรมด้าน
E-Commerce ของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ลงในบัญชีรายชื่อหลักสูตรที่กรมฯ รับรอง (QTL) อีกจำนวน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “ครบเครื่องเรื่องการค้าออนไลน์” และหลักสูตร “เกษตรทันสมัย พาณิชย์ขายให้ ออนไลน์ทั่วโลก”
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active ได้ โดยมีสิทธิ์ได้รับเงินสนับสนุนในการเข้าร่วมกิจกรรมขยายตลาดในรูปแบบต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในวงเงินสูงสุดถึง 200,000 บาท ต่อครั้ง โดยในขณะนี้ไปจนถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2565 เป็นการเปิดรับสมัครสำหรับรอบการพิจารณาที่ 4/2565 ซึ่งผู้ประกอบการสามารถขอรับการสนับสนุนกิจกรรมที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2567 ได้

ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
5 ตุลาคม 2565

มหิดล เปิดดีลประวัติศาสตร์ จับมือ บี-52 แคปปิตอล ตั้งบริษัทร่วมทุน ลุยต่อยอดพัฒนาธุรกิจ

มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท บี-52 แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อนำเอาองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมหิดล ไปต่อยอด และพัฒนาในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง 

โดยจะเริ่มจาก 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์-บริการทางการแพทย์และสุขภาพ ได้แก่ ยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน สมุนไพร อาหารทางการแพทย์ อุปกรณ์ทางแพทย์ และนวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตออกสู่ตลาดนั้นจะต้องได้มาตรฐาน ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐาน MST Standard สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดกับผู้บริโภค

โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค อาหารเสริม วิตามิน และสมุนไพร นั้นจะดำเนินการโดย บริษัท เอ็มเมด ฟาร์มา จำกัด ภายใต้แบรนด์ “เอ็มเมด” (M MED) 

ศ.นพ. บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “นอกจากความพยายามในการก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลกแล้ว มหาวิทยาลัยเองยังมีความมุ่งมั่นในการนำเอาองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ที่มหาวิทยาลัยได้พัฒนาไปต่อยอด และทำประโยชน์ต่อสังคมทั้งในและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน และเป็นรูปธรรม”

“ความร่วมมือกับเอกชนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการบริหารจัดการธุรกิจ มีพันธมิตรทางธุรกิจและการลงทุน มีเครือข่ายการกระจายสินค้าและบริการที่ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ อย่างบริษัท บี-52 แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) นั้น นับเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ภารกิจเดินหน้า และประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย” ศ.นพ. บรรจง กล่าว

ศ.ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท บี-52 แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความเห็น โดยกล่าวว่า “ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในวิสัยทัศน์ และความตั้งใจของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะนำเอาองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณค่า ออกนอกรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อนำไปต่อยอดและก่อให้เกิดโยชน์ต่อสาธารณะอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในปัจจุบันนั้น นอกจากงานวิชาการ มาตรฐานในเรื่องการเรียนการสอน คุณภาพงานวิจัยและพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมแล้ว  ความสามารถของมหาวิทยาลัยในการนำเอาความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้จริง หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมได้จริงนั้น ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน”  

“การเป็นพันธมิตรกับภาคธุรกิจ เพื่อทลายข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยทั้งในด้านระดมเงินลงทุน การผลิตเชิงพาณิชย์ การวางแผนการตลาด การจัดการด้านโลจิสติกส์ และการบริหารจัดการธุรกิจ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปสู่เชิงพาณิชย์ หรือไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง” ศ.ดร. สุรเกียรติ์ กล่าว

นายทวี โฆษิตจิรนันท์ รองประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท บี-52 จำกัด (มหาชน) ด้านการพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า “บริษัท บี-52 แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในโอกาสที่จะได้ช่วยมหาวิทยาลัยมหิดล ในการนำองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปต่อยอดและพัฒนาธุรกิจในครั้งนี้ ด้วยทีมนักบริหารธุรกิจมืออาชีพ รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเครือข่ายการกระจายสินค้าและบริการที่ บี-52 มีอยู่กว่า 160,000 ร้านค้าทั่วประเทศนั้น เรามีความมั่นใจว่าจะสามารถช่วยให้ภารกิจสำคัญนี้สำเร็จได้”

ส่วนนายพิรุฬห์ เศวตนันทน์  หัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัทเอ็มเมด ฟาร์มา จำกัด กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่ารากฐานที่ดีของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ต้องมีมาตรฐานที่ดี ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมหิดลมีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อยู่แล้ว จุดแข็งของ     แบรนด์ M MED อยู่ที่การนำเอาองค์ความรู้ นวัตกรรม งานวิจัย และบุคลากรที่เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดลมาช่วยเราในการตรวจสอบมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ที่มาของแหล่งวัตถุดิบ จนถึงการยืนยันผลการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆและการจัดเก็บ ภายใต้แนวคิด MST Standard ทำให้ผลิตภัณฑ์เอ็มเมด เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสูง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ทาง M MED มีความต้องการที่จะเป็นแบรนด์ชั้นนำในกลุ่มสินค้าสุขภาพของไทย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยารักษาโรค อาหารทางการแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนวัตกรรมทางการแพทย์” 

โดยในงานได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกระชายพลัส ยี่ห้อ M MED ที่พร้อมจัดจำหน่ายแล้วในวันนี้ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่จะทยอยนำออกสู่ตลาด และยังมีการแนะนำแพลตฟอร์ม หมอประจำบ้านอัจฉริยะ “Doctor At Home” ที่พัฒนาโดยบริษัท เอ็ม เมดิคอล อินโนเวชั่น จำกัด เป็นครั้งแรก โดยพัฒนาจากความพยายามกว่า 40 ปี ของ รศ. นพ. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบท

วันนี้ แพลตฟอร์ม Doctor At Home สามารถทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงแพทย์ เภสัชกร ข้อมูลโรค ข้อมูลยา และข้อมูลสุขภาพได้ เหมือนมีหมอประจำตัวมาคอยดูแลเราอยู่ใกล้ๆ 

นอกจากจะมีโปรแกรม “หมอประจำบ้านอัจฉริยะ” ที่ผู้ใช้งานสามารถใช้ตรวจอาการเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองเวลาเจ็บป่วยแล้ว Doctor At Home ยังมีบริการปรึกษาแพทย์และเภสัชกรออนไลน์ และบริการอื่นๆ โดยจะทยอยเปิดตัวในปีนี้  โดยจะมีการมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม Doctor At Home อย่างเป็นทางการอีกครั้งในเร็วๆ นี้

รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ M MED และ Doctor At Home สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ www.mmed.com  และ www.doctorathome.com

“พาณิชย์-DITP”จัดจับคู่เจรจาธุรกิจ ดันสินค้าไทยขายในห้าง Lulu Hypermarket

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) รับนโยบาย “จุรินทร์” จับมือสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ EXIM Bank และ EMKE Export นำผู้ประกอบการไทย 23 บริษัท ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลผลิตทางการเกษตร จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ดันสินค้าไทยเข้าไปขายในห้าง Lulu Hypermarket

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมมือกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบริษัท EMKE Export (Thailand) จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจเจาะตลาดตะวันออกกลาง (Resilient growth in the Middle East market: Business Matching with Lulu Hypermarket) เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดตะวันออกกลาง ผ่านสาขาของ Lulu Hypermarket ที่มีสาขามากกว่า 200 สาขา โดยมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมจำนวน 23 บริษัท แบ่งเป็นกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม 12 บริษัท เครื่องสำอาง 4 บริษัท และสินค้าอื่น ๆ เช่น อุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตผลทางการเกษตร 7 บริษัท “การจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับ Lulu Hypermarket เป็นไปตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับชีฮิม โมฮัมหมัด (Mr. Shehim Mohammed) ซึ่งเป็นประธานของ Lulu Hypermarket ในซาอุดีอาระเบีย ในวันที่ 28 สิงหาคม 2565 ช่วงระหว่างการเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 28-31 สิงหาคม 2565 โดยนายจุรินทร์ได้ผลักดันให้ Lulu Hypermarket วางจำหน่ายสินค้าไทยเพิ่มขึ้น และร่วมมือกับฝ่ายไทยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายระหว่างกันต่อไป ในอนาคต และนำมาซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้” นายภูสิตกล่าว สำหรับ Lulu Hypermarket เป็นธุรกิจของบริษัท Lulu Group International และเป็นธุรกิจที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของ Lulu Group International ปัจจุบันมีมากกว่า 200 สาขาทั่วโลก โดยบริษัทมีสำนักงานสำหรับจัดซื้อสินค้าเพื่อมาจำหน่ายใน Hypermarket กระจายอยู่ทั่วโลก ในภูมิภาคอาเซียนมีสำนักงานจัดซื้ออยู่ในเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย โดยสำนักงานจัดซื้อในไทย คือ บริษัท EMKE Export (Thailand) ก่อนหน้านี้ กรมฯ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ กรุงเตหะราน และกรุงไคโร ร่วมมือกับ Lulu Hypermarket จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายใน Lulu Hypermarket ประเทศโอมาน กาตาร์ และอียิปต์ ในเดือนกันยายน 2564 โดยมีมูลค่าการสั่งซื้อรวม 83.7 ล้านบาท แบ่งเป็นการสั่งซื้อทันที 5.2 ล้านบาท และการสั่งซื้อภายใน 1 ปี 78.5 ล้านบาท สินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ผักและผลไม้สด ซอสและเครื่องปรุงรส ผลไม้อบแห้งและของขบเคี้ยว เป็นต้น

ในปี 2564 ตะวันออกกลางเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย โดยไทยและซาอุดีอาระเบียมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 30,780.57 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 48.53% และในช่วง 8 เดือนของปี 2565 (มกราคม–สิงหาคม) มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 32,101.88 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 72.02% โดยสินค้าที่ไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2. ข้าว 3. เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 4. ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 5. ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลาง 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. น้ำมันดิบ 2. เคมีภัณฑ์ 3. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 4. เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 5. แผงวงจรไฟฟ้า

​สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
30 กันยายน 2565

ดีเดย์ “จุรินทร์ นำ Mini-FTA เชื่อมการค้าไทย-เกาหลี ยึดหัวหาด “คยองกี เมืองเศรษฐกิจอันดับ 1” ดันพัฒนาสินค้าเอสเอ็มอี สู่ตลาดโลก

วันที่ 28 กันยายน 2565 เวลา 10.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับบริษัท Gyeonggi Business and Science Accelerator (GBSA) เมืองคยองกี สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมด้วยนายมุน ซึง-ฮยอน(H.E. Mr. Moon Seoung-Hyun) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย นายกีรติ รัชโน รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า การจัดทำ Mini-FTA ถือเป็นนโยบายที่ตนได้มอบให้กระทรวงพาณิชย์ สร้างความสัมพันธ์ในอีกรูปแบบทางการค้า การลงทุน นอกเหนือจากรูปแบบ FTA ปัจจุบันนี้ไทยมี FTA 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ และ Mini-FTA เป็นนโยบายส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า ลดอุปสรรคและหาลู่ทางใหม่ในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างผู้ลงนามทั้ง 2 ฝ่าย โดยปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ มี Mini-FTA กับเมืองและรัฐสำคัญในโลก 5 ฉบับ เริ่มที่ ไห่หนานของจีน รัฐเตลังคานาของอินเดีย เมืองโคฟุของญี่ปุ่น กานซู่ของจีน และปูซานของเกาหลี ฉบับนี้ที่ทำกับ GBSA จะเป็นฉบับที่ 6 และกระทรวงพาณิชย์ยังมีเป้าหมายอีกหลายรัฐและหลายมณฑลทั่วโลกต่อไป

“เมืองคยองกีถือเป็นเมืองที่มีจีดีพีสูงที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ และเป็นซิลิคอนวัลเลย์ของเกาหลี มีการพัฒนาไอทีส่งเสริมเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม Mini-FTA ไทย-คยองกี จะมีส่วนช่วยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ โดยเฉพาะช่วย SMEs ของทั้งสองประเทศต่อไป มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับคยองกีปี 2564 มีมูลค่าการค้ารวม 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 65 นี้ 7 เดือนแรก มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันระหว่างไทยกับคยองกี 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ Mini-FTA ระหว่าง 2 ฝ่ายในวันนี้นอกจากเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันแล้ว ประการสำคัญคือ จะร่วมกันพัฒนาสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs เพื่อขยายการค้า 2 ประเทศสู่ประเทศที่ 3 ต่อไป”รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

นายมุน ซึง-ฮยอน(H.E. Mr. Moon Seoung-Hyun) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ตนได้อ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศไทยซึ่งน่าภูมิใจเป็นอย่างมาก และได้มีการเซ็น MOU กับเมืองปูซานด้วย ซึ่งพัฒนาการค้าระหว่าง 2 ประเทศเกิดผลอย่างมากมาย ตนเล็งเห็นว่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ยังมีโอกาสอีกมากที่จะขยายและเติบโต จึงมีงานจัดจึงมีการจัดงาน G-FAIR KOREA 2022 (Korea Sourcing Fair in Bangkok) เกิดขึ้น ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศไทยและเกาหลีเติบโตไปด้วยกัน และจังหวัดคยองกีเป็นจุดศูนย์กลางของบริษัทใหญ่ๆทั้ง Samsung และบริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และมีการทำซอฟพาวเวอร์ พัฒนาเศรษฐกิจ จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสองประเทศร่วมกัน และตนมีความประทับใจในโครงการ Mini-FTA เป็นพิเศษ ตนเห็นว่าเราสามารถปรับโครงการนี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจไทย-เกาหลีได้เป็นอย่างดี และมี RCEP อีก ซึ่งตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการนำแนวทาง Mini-FTA ร่วมกับ RCEP กระตุ้นเศรษฐกิจของสองประเทศไปร่วมกัน

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ความร่วมมือ Mini-FTA ไทย-คยองกี นับเป็น Mini-FTA ฉบับที่ 2 ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดทำกับหน่วยงานท้องถิ่นของสาธารณรัฐเกาหลี ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเปิดประตูการค้าด้วยสินค้า บริการ และซอฟพาวเวอร์ เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ ในการบุกตลาดสาธารณรัฐเกาหลี เร่งรัดสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงรุก เพื่อขยายการค้าของไทยไปยังตลาดโลกในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรทั้งเมืองหลักและเมืองรองที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงและเร่งผลักดันการส่งออกสินค้าทุกรูปแบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่การค้าสากลได้อย่างยั่งยืนต่อไป โดยภายในงานมีนายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และนายอี แก-ยอล (Mr. Lee Gae-Youl) Head of Global Trade Department and Executive Director, GBSA เป็นผู้ลงนามฝ่ายเกาหลี โดยหน่วยงาน Gyeonggido Business & Science Accelerator หรือ GBSA จังหวัดคยองกี สาธารณรัฐเกาหลี เป็นหน่วยงานภายใต้รัฐบาลจังหวัดคยองกี เพื่อส่งเสริมด้านเศรษฐกิจการค้าและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ของจังหวัดคยองกี

“พาณิชย์-DITP” เปิดตัว DITP Business AI ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ส่งออกไทยมากขึ้น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดตัว DITP Business AI นวัตกรรมใหม่ ในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยประเมินโอกาสและความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ เจาะลึกข้อมูลรายสินค้า รายประเทศ มั่นใจช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อตัดสินใจทำธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น และภาครัฐสามารถใช้เป็นข้อมูลเพื่อกำหนดแผนงานและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการค้าได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์โลก นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมได้เปิดตัวระบบแนะนำกลยุทธ์ทางการค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ DITP Business AI ที่จะเข้ามาช่วยประเมินโอกาสและความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ถึง 30 กลุ่มสินค้า ครอบคลุม 5 หมวดสินค้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม และสินค้าอุตสาหกรรม สามารถคาดการณ์แนวโน้มการส่งออกเป็นรายสินค้าและรายประเทศ (Global trade Analytics) ได้ทั้งในระยะสั้น (3 เดือน) และในระยะยาว (12 เดือน) การวิเคราะห์ผลกระทบทางการค้าระหว่างประเทศจากแหล่งข่าวทั่วโลก (News Sentiment Analytics) และการวิเคราะห์ความต้องการเชิงลึกของผู้ซื้อผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชในตลาดเป้าหมาย (Market Insight) พร้อมนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนสถานการณ์สำคัญที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มสินค้าเป้าหมาย ทั้งที่เป็นเชิงบวกและเชิงลบต่อการค้าของไทย (Early Warning) ระบบแนะนำกลยุทธ์ทางการค้า (Suggestive Guideline) ที่จะช่วยประเมินศักยภาพของประเทศคู่ค้าเพื่อโอกาสในการส่งออก และระบบวิเคราะห์คู่แข่ง (Competitor Analysis) เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการค้าในตลาดและสินค้าเป้าหมาย โดยผู้สนใจสามารถเข้าลงทะเบียนใช้งานผ่านทาง https://tradeai.ditp.go.th ที่ผ่านมาระบบ DITP Business AI ช่วยให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจในเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งการเพิ่มกิจกรรมที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนการส่งออกในตลาดที่มีโอกาส หรือแผนรับมือความเสี่ยงสำหรับตลาดที่มีแนวโน้มถดถอย หรือเสียเปรียบให้กับคู่แข่ง สามารถค้นหาความต้องการเชิงลึกของตลาด ทำให้ทราบกระแสความต้องการของผู้บริโภค อาทิ กระแสความนิยมผลิตภัณฑ์รักษ์โลก (Bio Circular and Green: BCG) แนวโน้มความต้องการสินค้าแห่งอนาคต (Future Food) สินค้าที่กำลังเป็นที่ต้องการรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) หรือแม้แต่ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคอย่าง Soft Power ซึ่งข้อมูลที่ AI วิเคราะห์ได้ดังกล่าวสามารถช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจการค้าของไทยและนำพาผู้ประกอบการไทยไปสู่อนาคตทางการค้าระหว่างประเทศที่ดียิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อร่วมมือกันในการพัฒนาแนวทางในการนำข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทยด้วยนวัตกรรมดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เข้าร่วมลงนามความร่วมมือดังกล่าว พร้อมด้วย รศ.ดร. ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) นำทีมผู้เชี่ยวชาญให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance) แก่กรมฯ ในการพัฒนาและปรับปรุงระบบสารสนเทศและแบบจำลองที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ และ ร่วมกันพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับ Data Science และ Business Intelligence เพื่อประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการตัดสินใจบนข้อมูลเชิงประจักษ์ “กรมฯ มั่นใจว่า ระบบ DITP Business AI จะเข้ามาช่วยพลิกโฉมหน้าการทำการค้าระหว่างประเทศให้กับผู้ผลิต ผู้ส่งออกของไทย เพราะสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าสินค้าอะไรกำลังเติบโต ประเทศไหนต้องการสินค้าอะไร แล้วสามารถนำมาใช้ในการวางแผนการผลิตและส่งออก รวมทั้งสามารถประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อการส่งออกได้ด้วย ทำให้สามารถวางแผนรับมือได้ทันท่วงที และช่วยให้ไทยยังคงเดินหน้าผลักดันการส่งออก ทำรายได้เข้าประเทศได้ต่อเนื่อง”นายภูสิตกล่าว


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
23 กันยายน 2565

รฟฟท.จัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน มอบถุงยังชีพ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน มอบถุงยังชีพ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ ชุมชนตลาดล่าง เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์วิกฤติอุทกภัยในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในหลายพื้นที่ทั้งในต่างจังหวัดและในพื้นที่เขตปริมณฑล บริษัทฯมีความตระหนักและห่วงใยในความเป็นอยู่รวมถึงสุขอนามัยของประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งวิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เกิดจากปริมาณน้ำสะสมที่ไหลเข้าท่วมอาคารบ้านเรือน ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงด้วย

บริษัทฯ จึงได้ลงพื้นที่สำรวจชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วเห็นว่า ชุมชนตลาดล่าง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีหลักหก ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนหลายครัวเรือน จึงดำเนินการจัดทำถุงยังชีพ จำนวน 200 ชุด ประกอบด้วยสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นการเร่งด่วน โดยนำไปมอบให้แก่ชุมชนตลาดล่าง ตำบลบางพูน จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 ซึ่งโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงได้น้อมนำพระราชปณิธานการบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ และการทำความดีด้วยหัวใจของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการร่วมกันทำประโยชน์และพัฒนาสังคมเพื่อประเทศชาติ อีกทั้งโครงการดังกล่าวนั้น ยังถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม(CSR) อีกด้วย

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตคนชานเมือง Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น