“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าส่งออก “อาหารทานเล่น” เจาะตลาดชิลี

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าส่งออก “อาหารทานเล่น” เจาะตลาดชิลี เผย “ช็อกโกแลต ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว คุกกี้และสแน็คบาร์จากธัญพืชและผลไม้” มีโอกาสสูง
แต่จะต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่บริโภคแล้วดีต่อสุขภาพ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ
ทำการสำรวจลู่ทางการส่งออกให้กับสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ ณ กรุงซันติอาโก ประเทศชิลี ถึงโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าอาหารทานเล่นของไทยเข้าสู่ตลาดชิลี เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับอาหารทานเล่นที่ได้รับความนิยมในตลาดชิลี มี 4 ประเภทหลัก ได้แก่ 1.ช็อกโกแลต ของหวาน
2.ไอศกรีม 3.ขนมขบเคี้ยว และ 4.คุกกี้และสแน็คบาร์จากธัญพืชและผลไม้ โดยช็อกโกแลต ของหวาน มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด รองลงมา คือ ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว คุกกี้และสแน็คบาร์ และบริษัทยูโรมอนิเตอร์(Euromonitor)
ยังคาดการณ์ว่าตลาดอาหารทานเล่นในชิลีปี 2565 จะมีมูลค่า 2,690,589 ล้านเปโซชิลี หรือประมาณ 2.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9% และจะขยายตัวต่อเนื่องปีละประมาณ 5% ไปจนถึงปี 2570

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการบริโภคของชาวชิลีมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยหันมาใส่ใจกับการบริโภคสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลชิลีได้ออกกฎหมายบังคับให้ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
ทุกชนิดต้องแสดงเครื่องหมายอาหารเกินเกณฑ์ และโควิด-19 ที่ส่งผลให้คนหันมาบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลง และบริโภคธัญพืชและผลไม้มากขึ้น
“จากความต้องการที่ตลาดอาหารทานเล่นในชิลีที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสที่ดีในการส่งออกสินค้าอาหารทานเล่นของไทยไปยังชิลี เพราะไทยเป็นผู้ผลิตอาหารทานเล่น อาหารขบเคี้ยว สแน็คบาร์ระดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากสินค้าไทยมีความหลากหลายและสามารถผลิตโดยใช้ส่วนประกอบจากธรรมชาติ เช่น สาหร่าย งา ข้าว ผลไม้ ธัญพืช มาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งตรงตามที่ผู้บริโภคต้องการ จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารทานเล่นที่มีคุณค่าทางอาหาร มีกากใยสูง”นายภูสิตกล่าว
ทั้งนี้ กรมฯ ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ที่กรุงซันติอาโก ดำเนินการประสานงานไปยังผู้นำเข้ารายสำคัญของชิลีแล้ว และหากผู้นำเข้ารายใดสนใจที่จะนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากไทย กรมฯ และทูตพาณิชย์จะเร่งจัดจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารทานเล่นของไทยเข้าสู่ตลาดชิลีต่อไป

ปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดอาหารทานเล่นในชิลี มีผู้ผลิตรายใหญ่ 5 ราย ที่ครองตลาดสูงสุด คือ
1.บริษัท Nestle Chile S.A. มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 28.4 2.บริษัท Empresas Carozzi S.A. มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 19.7 ภายใต้แบรนด์ Ambrosoli 3.บริษัท Evercrisp Snack Productos de Chile S.A. มี สัดส่วนตลาดร้อยละ 9.2 4.บริษัท Industria de Alimentos Trendy S.A. มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 5.5 และ 5.บริษัท ICB S.A. มีสัดส่วนตลาดร้อยละ 5.3 และหากพิจารณาตามแบรนด์ พบว่า แบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.Costa 2.Savory 3.McKay 4.Ambrosoli 5.Marcho Polo

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
23 พฤศจิกายน 2565

“พาณิชย์-DITP”เผยสื่อออนไลน์ชื่อดังสหรัฐฯ โชว์ผลสำรวจ มีร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดมากถึง 35 แห่ง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยสื่อออนไลน์ชื่อดังสหรัฐฯ ทำการสำรวจร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดในสหรัฐฯ พบมีมากถึง 35 ร้าน ชี้ปัจจัยหนุนมาจากอาหารไทยมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ รสชาติจัดจ้าน
มีสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เผยเป็นโอกาสที่จะช่วยเพิ่มยอดส่งออกอาหาร เครื่องปรุงรส และเครื่องดื่มจากไทยได้เพิ่มขึ้น ทูตพาณิชย์ชิคาโกแนะอาหารอนาคต มีโอกาสสูง

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ ทำการสำรวจลู่ทางการส่งออกให้กับสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสุปรารถนา กมลเวชช ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐฯ ถึงโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าอาหารไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่บริษัท 24/7 Wall Street Limited Liability Companiesผู้ประกอบการกิจการสื่อออนไลน์ขนาดใหญ่ชื่อดัง ดำเนินกิจการ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในสหรัฐฯ และในหลายทวีปทั่วโลก และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รัฐเดลาแวร์ ได้ทำการสำรวจและทำการรวบรวมข้อมูลร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ และจัดทำเป็นรายงานพิเศษเรื่อง ร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดในสหรัฐฯ (The Best Thai Restaurant in america) โดยปรากฎว่ามีร้านอาหารไทยที่ได้รับการจัดอันดับในรายงานดังกล่าวทั้งสิ้น 35 ร้านทั่วสหรัฐฯ
สำหรับ 35 ร้านดังกล่าว แบ่งเป็นร้านอาหารไทยในรัฐแคลิฟอร์เนียจำนวน 10 ร้าน รัฐนิวยอร์ก จำนวน
10 ร้าน รัฐอิลลินอย์ส จำนวน 3 ร้าน กรุงวอชิงตันดีซี จำนวน 3 ร้าน รัฐออริกอนจำนวน 2 ร้าน รัฐแมสซาชูเซ็ตต์จำนวน 2 ร้าน รัฐมิสซูรีจำนวน 1 ร้าน รัฐโคโลราโดจำนวน 1 ร้าน รัฐแมริแลนด์จำนวน 1 ร้าน รัฐเนวาดา จำนวน
1 ร้าน และรัฐเท็กซัส จำนวน 1 ร้าน ตามลำดับ

โดยปัจจัยที่ทำให้อาหารไทยเป็นที่นิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกัน ส่วนหนึ่งมาจากเอกลักษณ์รสชาติของอาหารไทยที่มีความสมดุล กลมกล่อม มีการผสมผสานกันระหว่างรสเปรี้ยว หวาน เค็ม และเผ็ดได้อย่างลงตัว อีกทั้งโดยพื้นฐานของอาหารไทย ยังมีสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งสามารถ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพได้เป็นอย่างดี และร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ ยังได้พัฒนาเมนูอาหารที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น มีหลายรายนำเสนออาหารท้องถิ่นตามภูมิภาคต่าง ๆ รสชาติจัดจ้าน เช่น ส้มตำปลาร้า ลาบ น้ำตก ข้าวซอย น้ำพริกอ่อง และแกงไตปลา
ซึ่งเป็นที่สนใจแก่กลุ่มชาวอเมริกันที่นิยม รับประทานอาหารไทยแนวสตรีทฟู้ด ซึ่งมีจำนวนมากขึ้น

“ปัจจุบันร้านอาหารไทยกระจายตัวอยู่ในสหรัฐฯ กว่า 5,000 แห่ง และยิ่งมีข่าวผลสำเร็จร้านอาหารไทยที่ดีที่สุด ยิ่งทำให้ร้านอาหารไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงเป็นโอกาสและช่องทางในการกระจายสินค้าวัตถุดิบอาหารที่สำคัญของไทย ทั้งข้าวหอมมะลิ เส้นก๋วยเตี๋ยว ซอสปรุงรส เครื่องแกง ชาไทย และกาแฟไทย เป็นต้น ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากตัวเลขการส่งออกสินค้ากลุ่มสินค้าอาหารไปสหรัฐฯ ในช่วง 9 เดือนของปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.)
มีมูลค่า 3,092.96 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.65% และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก”นายภูสิตกล่าว
นางสุปรารถนา กมลเวชช ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐฯ กล่าวว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ไทยซีเล็ค (Thai Select) ในเขตพื้นที่ดูแลของสำนักงานชิคาโก ทั้งสิ้น 125 ร้าน ในจำนวนดังกล่าวติดอันดับร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดจากการจัดอันดับในครั้งนี้ ทั้งสิ้น 4 ร้าน ได้แก่ ร้านอาหารอร่อยไทย (Aroi Thai) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ร้านอาหารอรุณไทย (Arun’s Thai Restaurant)
นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ร้านอาหารชาวบ้าน (Chao Baan) เมืองเซ็นหลุสต์ รัฐมิสซูรี และร้านอาหาร
สติ๊กกี้ไรซ์ (Sticky Rice) นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ จึงเป็นโอกาสในการดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์อาหารไทย
อีกช่องทางหนึ่งเพื่อให้อาหารไทยเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกันมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์
ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในปัจจุบันผู้บริโภคชาวอเมริกันคำนึงถึงปัจจัยด้านอรรถประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากปัจจัยด้านรสชาติอาหาร โดยอาหารไทยมีความได้เปรียบอาหารชาติอื่นค่อนข้างมาก ผู้บริโภค
ชาวอเมริกันในตลาดมีการรับรู้ว่าอาหาร ไทยเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเนื่องจากวัตถุดิบการปรุงอาหารอุดมไปด้วยผักและสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงน่าจะเป็นโอกาสในการดำเนินกิจกรรมร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ให้บริการร้านอาหารไทยในการประชาสัมพันธ์สินค้า อาหารแห่งอนาคตของไทย เช่น อาหารโปรตีนจากพืช ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกทั้งผู้ประกอบการไทยหลายรายมี ศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารโปรตีนจากพืชที่น่าสนใจหลายรายการ อาทิ เบคอนจากพืช แฮมจากพืช และ อาหารทะเลจากพืช เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
21 พฤศจิกายน 2565

วงประชุมข้าวโลกยกนิ้วให้!“จุรินทร์”โชว์วิชั่นกลางวงผู้นำเข้าข้าวโลกกว่า 1,000 ราย ดันข้าวไทยเป็นแหล่งผลิตแปรรูป-ส่งออก

สร้างความมั่นคงทางอาหารคุณภาพโลก พร้อมย้ำ!ไทยส่งเสริมการค้าข้าวเสรีทั้งตลาดในและต่างประเทศ

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เวลา 10.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมประชุมและกล่าวปาฐกถาพิเศษการประชุมข้าวโลก ครั้งที่ 14 (14th World Rice Conference) พร้อมด้วย Mr.Jeremy Zwinger ประธานกรรมการบริหารนิตยสาร The Rice Trader นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและผู้ประกอบการค้าข้าวทั้งในและต่างประเทศ ที่โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดภูเก็ต
โดยในงานนายจุรินทร์ได้กล่าวว่า ขอบคุณ Mr.Jeremy Zwinger และนิตยสาร The Rice Trader ที่ให้เกียรติกับประเทศไทยเป็นครั้งที่ 3 เพราะเคยจัดที่ไทยมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ปี 2016 ครั้งที่สองที่จังหวัดภูเก็ตปี 2010 และครั้งนี้ครั้งที่สาม 2022 จังหวัดภูเก็ตเป็นเกาะเชื่อมกับจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งของตน การที่มาจัดการประชุมข้าวโลกที่ภูเก็ต หวังว่าทุกท่านจะได้มีโอกาสข้ามสะพานท้าวเทพกระษัตรีไปยังจังหวัดพังงาและจังหวัดอื่นในอันดามัน ทั้งภูเก็ตและกระบี่ ขอต้อนรับผู้ประกอบการข้าวจากทั่วโลกที่ได้มีโอกาสมาเยือนภูเก็ต

สำหรับสถานการณ์ข้าว ถือเป็นธัญพืชที่เพาะปลูกมากเป็นลำดับ 3 ของโลก รองจากข้าวโพด และข้าวสาลี ภูมิภาคที่บริโภคข้าวมากที่สุดในโลกคือทวีปเอเชีย มากกว่า 90% ของผลผลิตทั้งโลก ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่าปีนี้ 2022 ความต้องการข้าวโลกจะมากขึ้นประมาณ 3.5% เทียบจากปีที่แล้วที่ 517 ล้านตัน สูงสุดในรอบ 10 ปี เพราะปัญหาความวิตกกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เศรษฐกิจโลกและความเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ ส่งผลให้หลายประเทศที่เป็นผู้นำเข้าข้าวหันมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้น เช่น อินโดนีเซียเซเนกัล ออสเตรเลีย ทั้งที่เป็นผู้นำข้าวมาก่อน ทำให้เกิดการแข่งขันด้านการตลาดข้าวรุนแรงตามไปด้วย

สำหรับประเทศไทย ปีนี้ถือเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายสำคัญ โดยผลิตข้าวเป็นอันดับ 4 ของโลก ประเทศที่ผลิตมากที่สุดในโลกคือ จีน 147 ล้านตัน อินเดีย 124 ล้านตัน เวียดนาม 27 ล้านตันและไทยผลิตได้ 20 ล้านตัน สำหรับการส่งออก 9 เดือนแรกของปีนี้ ม.ค.-ก.ย.ประเทศไทยส่งออกข้าวแล้ว 2,796 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.5% ปีที่แล้วส่งออกได้ 6.1 ล้านตัน ปีนี้คาดว่าจะส่งออกได้ถึง 7.5 ล้านตันโดยประมาณ ด้านคุณภาพในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย ขอยืนยันว่าข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลกชนิดหนึ่งหรือประเทศหนึ่ง ดูจากผลการประกวดข้าวโลกของนิตยสาร The Rice Trader ซึ่งจัดมา 13 ครั้งประเทศไทยได้แชมป์ข้าวโลกถึง 7 ครั้ง เกินกว่าครึ่งหนึ่งของการจัดประกวด คือเครื่องการันตีว่าข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง
สำหรับนโยบายของรัฐบาลไทย 1. ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ข้าวไทย ว่า 5 ปีตั้งแต่ปี 2020-2024 มีเป้าหมายสำคัญทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตด้าน การตลาดและด้านผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีคุณภาพของโลกใช้ยุทธศาสตร์”ตลาดนำการผลิต” เพื่อสนองความต้องการของตลาดโลก กำหนดเป้าหมายแต่ละด้านชัดเจน เช่น ภายใน 5 ปี จะเพิ่มพันธุ์ข้าวใหม่ให้ได้อย่างน้อย 12 พันธุ์ วันนี้ปี 2022 มีข้าวพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการรับรองแล้ว 6 พันธุ์ และคาดว่าไม่เกินปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า จะได้ข้าวพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 6 พันธุ์ รวมเป็น 12 พันธุ์ใหม่สนองความต้องการของตลาดโลกต่อไป
ข้าวพันธุ์ใหม่ประกอบด้วยข้าวพื้นนุ่ม 4 พันธุ์ ข้าวพื้นแข็ง 4 พันธุ์ ข้าวหอม 2 พันธุ์
รวมทั้งข้าวคุณสมบัติพิเศษ เช่น ข้าวสี ข้าวเพื่อการบริโภค ข้าว Functional Food อีก 2 พันธุ์ วันนี้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกับกระทรวงพาณิชย์นำมาแสดงและให้ทุกท่านได้ชิม 2.นโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ดำเนินการมา 3 ปีเต็ม และปีนี้เป็นปีที่ 4 ปลายอายุของรัฐบาลนี้ จะหมดวาระประมาณเดือนมีนาคมปีหน้า เมื่อวานคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเดินหน้าต่อนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวใช้เงิน 81,200 ล้านบาท ให้ชาวนาในประเทศไทยมีรายได้เพียงพอกับการยังชีพ ถ้าราคาตกต่ำกว่ารายได้ที่ประกันจะมีเงินส่วนต่างช่วยชดเชยให้สามารถเลี้ยงชีพได้ ไม่เลิกอาชีพปลูกข้าวเพื่อทำให้ประเทศไทยมีข้าวบริโภคและเป็นส่วนหนึ่งด้านความมั่นคงทางอาหารของโลกดำรงอยู่ต่อไปได้ ด้วยฝีมือชาวนาไทยที่มีส่วนสำคัญ และทำให้ประเทศไทยเป็นครัวโลกหรือ Kitchen of the World เป็นแหล่งสำรองอาหารให้กับโลกโดยเฉพาะข้าวได้ต่อไป

“สุดท้ายที่เป็นนโยบายรัฐบาลคือด้านการตลาด ประเทศไทยยังดำรงและดำเนินนโยบายการค้าข้าวเสรี ไม่มีนโยบายแทรกแซงราคาข้าวทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญ ประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกประเทศทั้งผู้ผลิตข้าวและผู้บริโภคข้าว พร้อมจับมือพัฒนาพันธุ์ข้าวและผลิตข้าวคุณภาพสู่ตลาดโลก ไม่แทรกแซงราคาตลาดข้าวไม่ว่าจะเป็นข้าวในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม ขอให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวทั้งหลายเกิดความมั่นใจว่าราคาที่ได้เป็นราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาดโลกอย่างแท้จริง” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า สำหรับงานประชุมข้าวโลกครั้งที่ 14 หรือ 14th World Rice Conference จัดภายใต้แนวคิด “Rice and Risks – War, Weather, Currency Market Challenges in Feeding the World” จัดโดย The Rice Trader วารสารการค้าข้าวนานาชาติชั้นนำของโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจัดระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2565 ที่โรงแรม ดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต ซึ่งข้าวไทยถือเป็นข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานดี จนชนะการประกวดข้าวโลกถึง 7 ครั้ง จากการประกวดข้าวที่ดีที่สุดของโลก หรือ The World’s Best Rice Award 13 ครั้งที่ผ่านมาของนิตยสาร The Rice Trader ซึ่งมีผู้นำเข้าข้าวจากต่างประเทศเข้าร่วม กว่า 1,000 ราย โดยนายจุรินทร์ได้รับเสียงชื่นชมและเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงานกึกก้องในการแสดงวิสัยทัศน์ข้าวของไทย

รฟฟท. เตรียมพร้อมมาตรการด้านความปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เตรียมความพร้อมมาตรการด้านความปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 16 – 18 พฤศจิกายน 2565

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด บูรณาการความร่วมมือและเตรียมความพร้อมเพื่อดำเนินการตามมาตรการด้านความปลอดภัยรองรับการเดินทางในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในระหว่างวันที่ 16 – 18 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยบริษัทฯ ได้เตรียมพร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยในระบบรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน รวมถึงผู้เข้าร่วมการประชุมตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบอย่างเข้มงวดทุกสถานี โดยเฉพาะบริเวณทางเชื่อมต่อกับสนามบินดอนเมือง, พื้นที่ใกล้เคียง และในจุดลับตา รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่มีอาการมึนเมาอย่างเข้มงวดในการเข้าใช้บริการ และตรวจสอบระบบการใช้งานโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) ให้สามารถใช้งานได้ดีอยู่เสมอ อีกทั้งบริษัทฯได้กำหนดวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้ามาในระบบรถไฟฟ้า ได้แก่ อาวุธ ของมีคม ลูกโป่ง และวัตถุที่จะทำให้เกิดประกายไฟทุกชนิด

ด้านความมั่นคง กำหนดให้ฝ่ายปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้าทบทวนการทำงานด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับวัตถุต้องสงสัย โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกระเป๋า กล่องหีบห่อ หรือสัมภาระที่วางทิ้งไว้แบบผิดสังเกต รวมถึงระมัดระวังบุคคลภายนอกที่อาจแปลกปลอมเข้ามาในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงานหรือพื้นที่สถานี พร้อมจัดชุดตรวจผสม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด , เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย , เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลดอนเมือง , ชุดปฏิบัติการสุนัขทหาร(K-9) ออกตรวจสอบพื้นที่และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยในช่วงวันดังกล่าว

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

DITP จับมือแพลตฟอร์ม Amazon ดัน SMEs ไทย ขายออนไลน์ในอเมริกา

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน สานต่อความร่วมมือในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ในงาน Amazon Global Selling Thailand Business Accelerator เตรียมจัด road show และ workshop ด้านการค้าออนไลน์ในทุกภูมิภาค เพื่อส่งเสริมธุรกิจสินค้าไทยขายบนแพลตฟอร์ม Amazon

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ให้เร่งใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมการขยายตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กรมฯ จึงได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ Tmall (ตลาดจีน) Bigbasket (ตลาดอินเดีย) และ Shopee (ตลาดมาเลเซีย) โดยในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมาก หนึ่งในแพลตฟอร์มสำคัญที่กรมฯ ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด คือ Amazon Global Selling Thailand ในการช่วยสนับสนุน SMEs ไทย สู่ตลาดการค้าออนไลน์อย่างครบวงจร ซึ่งปีนี้เรายังคงให้ความร่วมมือย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ถือว่าพิเศษกว่าครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากมีความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน อาทิ สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ตลอดจนภาคเอกชนจากหลากหลายธุรกิจ ที่จะมาช่วย SMEs ไทยให้เข้าสู่ระบบการค้าออนไลน์ได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย อีกทั้งปัจจุบันกรมมีหน้าร้านค้าออนไลน์ “TOPTHAI Store” บนแพลตฟอร์ม Amazon.com ที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์ไทยแท้ ซึ่งถือได้ว่าช่วยเพิ่มโอกาสบุกเจาะตลาดและช่วยขยายการรับรู้แบรนด์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ กรมมีแผนงานร่วมกับ Amazon Global Selling Thailand ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ได้แก่ การร่วมจัด Roadshow และ Workshop ด้านการค้าออนไลน์ในทุกภูมิภาค เพื่อส่งเสริมสินค้าศักยภาพของไทยขึ้นขายบนแพลตฟอร์ม Amazon และขยายสู่ตลาดอื่นๆ ต่อไป อันจะเป็นการประกาศศักยภาพสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ และยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล ได้กล่าวในช่วงเสวนา “อนาคตอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและนัยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในปี 2566” ว่าเทรนด์ของ Cross-Border eCommerce ในปี 2023 จะเน้นที่การแข่งขันในการสร้างประสบการณ์ที่ดีของการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานได้อย่างสะดวก (User Friendly) ความปลอดภัยในการชำระเงิน และการได้รับสินค้าที่รวดเร็ว อีกทั้งสินค้าก็ต้องตอบโจทย์เทรนด์ความต้องการของผู้ซื้อในโลกการค้ายุคใหม่ด้วย และยังเสริมอีกว่าโอกาสสินค้าไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาจะเป็นกลุ่มสินค้าเกรดพรีเมี่ยม มีคุณภาพสูง รวมทั้งสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ ของเล่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นที่ต้องการในตลาด

กรมมีกิจกรรมที่พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยภายใต้แนวคิด BCG Model และใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางในการนำเสนอสินค้า BCG ไทยเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นการขับเคลื่อน “BCG Economy Model” ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
11 พฤศจิกายน 2565

พาณิชย์ DITP – ทำงานเชิงรุกเตรียมความพร้อมผู้ส่งออกสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย

กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) เปิดโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) : ตลาดซาอุดีอาระเบีย ประเดิมจัดเสวนา “เปิดโลกการค้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย” รวมกูรูตลาดซาอุดีอาระเบียเป็นพี่เลี้ยง เพื่อเตรียมความพร้อม สร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างแรงบันดาลใจในการส่งออกไปยังตลาดซาอุดีอาระเบีย ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพ มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 200 ราย

​นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า โครงการ “เปิดโลกการค้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย (Discover Saudi Arabia Potentials)” เกิดขึ้นตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ให้ความสำคัญกับตลาดส่งออกหลักของไทย และเพิ่มโอกาสทางการค้าไปในตลาดส่งออกใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดซาอุดีอาระเบีย ที่ได้มีการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย จากการเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการผลักดันขยายโอกาสทางการค้าระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2565 เฉพาะเดือนมกราคม – กันยายน ไทยสามารถส่งออกไปซาอุดีอาระเบียได้มากถึง 49,194.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันอย่างบูรณาการทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการส่งออกของไทยอย่างยั่งยืน และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) จัดโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) : ตลาดซาอุดีอาระเบีย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 – มกราคม 2566 เพื่อเน้นย้ำการทำงานเชิงรุกและการให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน สนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์)
​โครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) : ตลาดซาอุดีอาระเบีย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 – มกราคม 2566 กำหนดจัดขึ้น 3 ครั้ง ประกอบด้วยกิจกรรม 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 กิจกรรมพัฒนาองค์ความรู้ และส่วนที่ 2 กิจกรรมการให้คำปรึกษา (Online Export Clinic) โดยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย
​สำหรับการดำเนินโครงการครั้งที่ 1 จัดขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ณ ห้อง Auditorium สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก ด้วยความร่วมมือของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล และสถาบันอนุญาโตตุลากร จัดเสวนาใน 2 หัวข้อ ได้แก่ “เปิดโลกการค้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย” วิทยากร ได้แก่ คุณฐานิศร์ ณ สงขลา ที่ปรึกษากิตติมาศักดิ์ สมาคมการค้าผู้ส่งออกเอเชียและตะวันออกกลาง คุณสรกิจ มั่นบุปผชาติ รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณพัสดาพร กระจ่างจิตยศกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทขุนพล อินเตอร์เทรด จำกัด และ “รู้ไว้ก่อนส่งออกไปซาอุฯ” วิทยากรโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากสถาบันอนุญาโตตุลากร ทั้งนี้ เป็นการกลับมาจัดกิจกรรมในรูปแบบ Onsite อย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกของ NEA หลังจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการอย่างล้นหลาม ต้องปิดรับสมัครผู้เข้าฟังเสวนาตั้งแต่วันแรกที่เปิดรับสมัคร

​ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมอื่นๆ ของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ได้ที่ http://www.nea.ditp.go.th, Fanpage Facebook : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และ DITP Service Center โทร.1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
10 พฤศจิกายน 65

“DITP”ลงนาม MOU สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมมือจัดงาน STYLE Bangkok อย่างยิ่งใหญ่

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ลงนาม MOU กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมมือจัดงาน STYLE Bangkok อย่างยิ่งใหญ่ หลังเตรียมจัดงานปกติเต็มรูปแบบ วันที่ 22-26 มีนาคม 2566 ตั้งเป้าเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออก , SMEs , Micro SMEs และนักออกแบบ มีโอกาสพบปะเจรจาการค้ากับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า เปิดตัวสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ

นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการจัดงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่าการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งที่แสดงถึงพลังความมุ่งมั่นของภาครัฐและภาคเอกชน ในอันที่จะร่วมกันยกระดับการจัดงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok สู่การเป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่สำคัญของภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม เพราะด้วยศักยภาพและจุดเด่นของทั้งสองหน่วยงาน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทยให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ สินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยสร้างรายได้ให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติ COVID-19 ซึ่งจากการดำเนินงานเร่งรัดการส่งออกทั้งในเชิงรุก และเชิงลึก
ตานโยบายของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผ่านกลไกต่าง ๆ โดยผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์(กรอ.) และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ได้ส่งผลให้การส่งออกของอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในปี 2564
สร้างมูลค่ามากกว่า 3.8 แสนล้านบาท โดยขยายตัวถึงร้อยละ 18.68 และในปี 2565 นี้ คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 7.5

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า STYLE Bangkok เป็นเวทีการค้าที่ผู้ซื้อและผู้ขายได้พบปะเจรจาธุรกิจ แลกเปลี่ยนความรู้ อัพเดทเทรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อสนับสนุนผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่สำคัญของภูมิภาค และเป็นเวทีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SME ตลอดจนนักออกแบบไทยได้แสดงผลงานความคิดสร้างสรรค์
สู่ตลาดโลก และการจัดงาน STYLE Bangkok กำหนดกลับมาจัดในรูปแบบปกติอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 22 – 26 มีนาคม 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันสู่การเป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน

ทางด้าน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในฐานะองค์กรภาคเอกชน ตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมจัดงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok ซึ่งเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งเครือข่ายสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการบูรณาการที่สำคัญที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยในกลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์และแฟชั่นให้มีโอกาสในการแสดงศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยในเวทีโลก เป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 พฤศจิกายน 2565

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง รับรางวัลเกียรติยศ”ตรีเทพทองคำ” ปี2565

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวขอบคุณสภาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ชมรมผู้สื่อข่าวออนไลน์ ที่ให้เกียรติ มอบรางวัลตรีเทพทองคำ ปี 2565 รางวัลผู้บริหารงานภาครัฐผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ

ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต

เล็งปั้นเป็นอันดับ 1 ของโลก ”จุรินทร์” จับคู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดมหกรรม Pet Fair SE ASIA 2022 ครั้งแรกในไทย 26-28 ต.ค.นี้ที่ไบเทค โชว์ฝีมือ 9 เดือนแรกปีนี้ส่งออกเฉพาะ”อาหารสัตว์เลี้ยงกว่า 75,000 ลบ.” โต 37 เดือนต่อเนื่อง

วันที่ 26 ตุลาคม 2565 เวลา 10.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน Pet Fair SE ASIA 2022 และงานเปิดตัวสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย พร้อมด้วยพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ประธานหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ที่ Hall 103-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยงานจะจัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 26-28 ต.ค. 2565

นายจุรินทร์ กล่าวว่า งาน Pet Fair South East Asia (SEA) 2022 และเปิดตัวสมาคมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยวันนี้ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงถือเป็นสินค้าดาวรุ่งของประเทศไทยที่นำรายได้เข้าประเทศจากการส่งออก ประมาณปีละ 65,000 ล้านบาท และ 9 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ก.ย.65) สามารถทำเงินให้ประเทศแล้ว 75,000 ล้านบาท มากกว่าช่วงที่ผ่านมาทั้งปี เป็น +34.4% ขยายตัว 37 เดือนต่อเนื่อง 3 ปีเต็ม
ประเทศไทยเราเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากเยอรมันและอเมริกา สนองต่อตลาดทั้งระดับกลางและระดับบนได้เป็นอย่างดี เพราะอาหารสัตว์เลี้ยงไทยมีคุณภาพ มาตรฐานปลอดภัยและระบบการผลิตที่สร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม

โดยเฉพาะ functional food ที่สามารถส่งเสริมสุขภาพสัตว์เลี้ยงเฉพาะทาง เป็นพัฒนาการของอาหารสัตว์เลี้ยงไทยที่สนองตอบต่อความต้องการของตลาดโลกและผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงทั่วโลกที่รักสัตว์เลี้ยงเสมือนบุคคลในครอบครัวของตนเอง การจัดงาน Pet Fair South East Asia (SEA) 2022 ครั้งนี้ถือเป็นการจัดครั้งแรกและมีกิจกรรมเพิ่มเติมคือการเจรจาธุรกิจซึ่งถือเป็นงานเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดขึ้น มีผู้เข้าร่วม 150 บริษัท 35 ประเทศ 3 วันคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 3,000 ราย สร้างมูลค่าซื้อขายทันทีไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท

“และวันนี้สมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยถือว่าเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการนับจากก่อตั้งเมื่อปี 2562 ขอแสดงความชื่นชมกับความสำเร็จในการรวมตัวกันของผู้ประกอบการอาหารสัตว์เลี้ยงไทยและขอขอบคุณที่สมาคมทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์แก้ไขปัญหาและส่งเสริมการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงมาโดยตลอด ด้วยการทำงานใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชนภายใต้หลัก “รัฐหนุนเอกชนนำ” ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันและส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงตามเป้าหมาย ตนมั่นใจว่าในอนาคตไม่นานประเทศไทยมีสิทธิ์จะเป็นอันดับ 1 ของโลกในการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง โดยปีต่อไปเราจะพัฒนางานอาหารสัตว์เลี้ยง Pet Fair เป็นการจัดงาน Fair ระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพยิ่งขึ้น โดยการร่วมมือกันระหว่างสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยและกระทรวงพาณิชย์ ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นและเป็นงานระดับภูมิภาคเป็นงานระดับโลกต่อไปในอนาคตสำหรับปีหน้าเป็นต้นไป” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่าการส่งออกรวม 74,975.65 ล้านบาท (+34.41%) ตลาดส่งออกสําคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 21,520.36 ล้านบาท (+59.11%) ญี่ปุ่น 8,411.20 ล้านบาท (+6.56%) และอิตาลี 4,821.45 ล้านบาท (+ 52.59%) สินค้าส่งออกสําคัญ ได้แก่ อาหารสุนัขและแมว 65,279.63 ล้านบาท (+41.05%) อาหารสัตว์ อื่นๆ 9,696.02 ล้านบาท (+2.06%)

พาณิชย์ – DITP โชว์ศักยภาพภาพยนตร์ไทย ในงานอเมริกันฟิล์มมาร์เก็ต 2022

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพจัดงานไทยไนต์ (Thai Night)
ในงานอเมริกันฟิล์มมาร์เก็ต 2022 (American Film Market 2022) ในวันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2565 เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่สายตาชาวโลกและสร้างเครือข่ายทางการค้าในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า งานไทยไนต์นับเป็นงานสำคัญควบคู่กับเทศกาลและตลาดภาพยนตร์นานาชาติ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบล
รัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จทรงเป็นประธาน โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนผู้บริหาร และบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศให้เกียรติเข้าร่วมงาน งานไทยไนต์จึงเป็นเวทีสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการให้ได้มาพบปะเชื่อมความสัมพันธ์ทั้งในระดับบุคคล ระดับหน่วยงาน และระดับประเทศ นอกจากนี้ บริษัทภาพยนตร์ชั้นนำของไทย 8 ราย ยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมแสดงผลงานเพื่อนำเสนอศักยภาพที่ไร้ขอบเขตของบุคลากรในอุตสาหกรรมดังกล่าวอีกด้วย
งานอเมริกันฟิล์มมาร์เก็ตปีนี้กำหนดจัดระหว่างวันที่ 1 – 6 พฤศจิกายน 2565 ณ เมืองซานตา โมนิกา
รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งผู้ผลิตภาพยนตร์จากประเทศไทย รวมถึงตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมงาน
จะได้นำเสนอโอกาสอันหลากหลายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มุ่งหน้าส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์ของภูมิภาค ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบหลายประการทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ ต้นทุน ทักษะความสามารถ การผลิต สถานที่ถ่ายทำ ขั้นตอนหลังการถ่ายทำ คอมพิวเตอร์กราฟิก และการร่วมทุน ที่หลายภาคส่วนได้ร่วมมือผลักดันให้อุตสาหกรรมมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นในช่วงที่สถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเป็นจุดหมายที่สร้างสรรค์และคุ้มค่ายิ่งขึ้นสำหรับนักสร้างภาพยนตร์และผู้ซื้อคอนเทนต์

เกี่ยวกับงานอเมริกันฟิล์มมาร์เก็ต
งานอเมริกันฟิล์มมาร์เก็ต เป็นงานสำหรับการจัดหา พัฒนา และสร้างเครือข่ายในวงการภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในแต่ละปีมีการเจรจาธุรกิจและจัดจำหน่ายภาพยนตร์มูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีทั้งภาพยนตร์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว และอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา หรือการผลิต ตลอดระยะเวลาการจัดงานจะมีบุคลากรในวงการกว่า 7,000 คน จากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมงาน และเจรจาธุรกิจกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ งานอเมริกันฟิล์มมาร์เก็ต จัดขึ้นโดย Independent Film & Television Alliance®


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
25 ตุลาคม 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น