“พาณิชย์-DITP” ชี้ช่องทาง “อาหารสัตว์เลี้ยงไทย” เจาะตลาดจีนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)

ชี้ช่องผู้ประกอบการไทยส่งออก “อาหารสัตว์เลี้ยง” เจาะตลาดจีน รองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น แนะเปิดตัวสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ใช้ผู้มีชื่อเสียงช่วยทำตลาด การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ชี้สินค้าไฮเอนด์ มีส่วนผสมธรรมชาติ ออร์แกนิก ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้บริโภคหนุ่มสาว

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ
ทำการสำรวจลู่ทางการส่งออกให้กับสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.ชนิดา อินปา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงโอกาสในการขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการ
เลี้ยงสัตว์ของชาวจีน ทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงมีการเติบโตขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง และของใช้ในชีวิตประจำวันของสัตว์เลี้ยง ครองส่วนแบ่งตลาด ในสัดส่วนที่มากที่สุด โดยผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงในจีนปี 2019 มีมูลค่า 105,800 ล้านหยวน หรือประมาณ 560,740 ล้านบาท และปี 2021 มูลค่าเพิ่มขึ้น เป็น 140,100 ล้านหยวน หรือประมาณ 742,530 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน เท่ากับ 5.3 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากจำนวนประชากรที่มีฐานะโสด มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีความต้องการสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของจีน ส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ถูกครองโดยบริษัทต่างชาติ โดยอาหารหลัก Royal Canin ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 13 รองลงมา Myfoodie ร้อยละ 8 PureNatural ร้อยละ 7 และ Orijen Cat & Kitten ร้อยละ 5 และอาหารว่าง Myfoodie ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 18 รองลงมา Wanpy , FancyFeast และ Frisian ครองส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 5 แต่อุตสาหกรรมของจีนเริ่มมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทำให้เข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
นายภูสิตกล่าวว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน เป็นตลาดที่น่าจับตาสำหรับผู้ประกอบการไทย เพราะยังมีโอกาสอีกมาก โดยการเปิดตลาด สามารถทำได้หลายช่องทาง ทั้งผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดังในจีน หรือช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน โดยการร่วมมือกับพันธมิตร คู่ค้าที่น่าเชื่อถือได้ในจีน และเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้ากับเทศกาลสำคัญของแพลตฟอร์มออนไลน์ การทำคลิปวิดีโอสั้น การร่วมกับผู้มีชื่อเสียงท้องถิ่นในการแนะนำสินค้า รวมทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติระดับประเทศทั้งในเมืองหลวง และเมืองรองต่าง ๆ เพื่อทดสอบตลาดในระยะเริ่มต้น ซึ่งปัจจุบันสามารถพบเห็นอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยวางจำหน่ายอยู่บนแพลตฟอร์ม
อีคอมเมิร์ซจีนบ้างแล้ว อาทิ JD.com และ TaoBao เป็นต้น แต่ยังมีแบรนด์ที่ไม่หลากหลายเท่าที่ควร จึงเป็น
โอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยรายใหม่ ๆ จะเข้าสู่ตลาดได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ในการเข้าสู่ตลาด จะต้องศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคชาวจีนใน
การเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยง ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณสมบัติของอาหารสัตว์เลี้ยงให้ตรงความต้องการของผู้บริโภคในตลาดจีนที่มีความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีสารอาหารเสริมครบถ้วน ต้องการผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์
ที่มีความเป็นธรรมชาติหรือออร์แกนิก เพราะสินค้ากลุ่มนี้ ผู้เลี้ยงสัตว์วัยหนุ่มสาวชาวจีนให้ความสำคัญมาก เพราะมีผลต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
14 ธันวาคม 2565

กระทรวงพาณิชย์ จับมือ สอท. และ ม.เกษตรศาสตร์ จัดงาน ThaiTAM 2022 (ไทยทำ 2565) ส่งเสริมสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตรไทยสู่ตลาดโลก แถลงความสำเร็จของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร คาดภายใน 1 ปีสร้างมูลค่ากว่า 450 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จัด งานมหกรรมแทรกเตอร์และจักรกลการเกษตรไทย 2565 (ThaiTAM 2022) ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) เพื่อร่วมพัฒนาและส่งเสริมสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตรไทยสู่ตลาดโลก ขยายฐานการส่งออกแสวงหาตลาดที่มีศักยภาพต่อยอดและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร

งานมหกรรมแทรกเตอร์และจักรกลการเกษตรไทย 2565 (ThaiTAM 2022) เป็นงานแสดงสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี ภายในงานจะมีการแสดงเครื่องจักรกลเกษตรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เหมาะสมกับการเกษตรเขตร้อน (Tropical Agriculture) และมีการติดต่อเจรจาธุรกิจด้านเครื่องจักรกลเกษตรของไทยเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ นับว่าเป็นการจุดประกายการส่งออกสินค้าเกษตรประเภทเครื่องจักรกลเกษตรของประเทศ
8 ธันวาคม 2565 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีแถลงความสำเร็จของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และงานมหกรรมแทรกเตอร์และจักรกลการเกษตรไทย 2565 (ThaiTAM 2022) ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

นายภูสิต กล่าวแถลงความสำเร็จของอุตสาหกรรมฯ และงาน ThaiTAM 2022 ในครั้งนี้ว่า “งาน ThaiTAM 2022 เป็นงานแสดงสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี ภายในงานจะมีการแสดงเครื่องจักรกลเกษตรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เหมาะสมกับการเกษตรเขตร้อน (Tropical Agriculture) และมีการติดต่อเจรจาธุรกิจด้านเครื่องจักรกลเกษตรของไทยเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงถึงศักยภาพในการผลิตเครื่องจักรกลของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการผลักดันการเกษตรของไทยให้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย มีการเพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรกรรมของไทย และต่อยอดสร้างเป็นสินค้าส่งออกที่นำเงินตรามาสู่ประเทศ โดยงานนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการเกษตร ตั้งแต่ผู้ผลิตเครื่องจักรและเทคโนโลยี เกษตรกร ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไปมาอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 16 แล้ว

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีการจำหน่ายปลีกระหว่างงานสำหรับผู้ซื้อและเกษตรกรไทย การสัมมนาและการเจรจาธุรกิจสำหรับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบ On-site และ Online มีผู้ผลิต ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทยที่ร่วมจัดแสดงสินค้าในงาน และกลุ่ม Start Up นวัตกรรมการเกษตร/ปศุสัตว์ ผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าจากต่างประเทศเข้าร่วมงาน กว่า 20 ราย โดยเป็นผู้นำเข้าจาก 10 ประเทศ ได้แก่ ไนจีเรีย รวันดา แซมเบีย อียิปต์ กาน่า บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปีนส์ เมียนมาร์ และลาว คาดว่าภายในงานจะมีมูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี 450 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้มีการมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการที่มีการปรับใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ และเป็นต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ได้แก่ รางวัล THE BEST ThaiTAM INNOVATION AWARDS ซึ่งเป็นที่สุดของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าประเภทต่างๆ 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ในปี 2565 ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ นวัตกรรมไทยทำเพื่อสุขภาพ ( BEST ThaiTAM INNOVATION FOR HEALTH) คือ บริษัท ซีแอลพี อินเตอร์เทรด จำกัด รางวัลชนะเลิศนวัตกรรมไทยทำเพื่อครอบครัว ( BEST ThaiTAM INNOVATION FOR FAMILY) คือ บริษัท มินเซน แมชีนเนอรี่ จำกัด และ รางวัลชนะเลิศนวัตกรรมไทยทำเพื่อเกษตรกร (BEST ThaiTAM INNOVATION FOR FARMERS) คือ บริษัท ชลบุรีเมืองทอง จำกัด

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมงาน นอกจากจะได้ชมเครื่องจักรกลการเกษตร และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องพร้อมการสาธิตการทำงานจริงในแปลงแล้ว ยังมีการแสดงการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการปลูกพืชสำคัญของประเทศ ได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพด ในทุกขั้นตอน เพื่อให้เด็ก เยาวชนของประเทศ และผู้ที่สนใจ มีความเข้าใจในการเกษตรแบบสมัยใหม่ และหันมาเห็นความสำคัญของการเกษตรที่เป็นหัวใจของประเทศมากขึ้น

“สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ เรียกว่าได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะไม่เพียงแต่ขายให้ผู้ซื้อผู้นำเข้าต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังขายให้เกษตรกรไทยด้วย เพื่อจะได้นำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ และลดต้นทุน ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้เกษตรกรไทยในขายสินค้าไปยังต่างประเทศ รวมทั้งยังเป็นการพัฒนา และส่งเสริมสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตรไทยสู่ตลาดโลก พร้อมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตรได้อีกทาง ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อการค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ” นายภูสิต กล่าวเพิ่มเติม


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
8 ธันวาคม 2565

“พาณิชย์-DITP” แนะผู้ประกอบการศึกษาไลฟ์สไตล์ชาวอเมริกันแต่ละ Genก่อนวางแผนทำตลาด

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ประกอบการไทยศึกษาไลฟ์สไตล์ชาวอเมริกันในแต่ละ Gen เพื่อวางแผนการเจาะตลาดให้ตรงจุด ตรงเป้า เพิ่มโอกาสในการค้าขายและส่งออกสินค้าและบริการไทยได้
เพิ่มมากขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ
ทำการสำรวจลู่ทางการส่งออกให้กับสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.เกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ถึงแนวโน้มไลฟ์สไตล์ของชาวอเมริกันในแต่ละ Gen เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการไทยนำไปใช้ในการวางแผนการผลิตสินค้า การทำตลาดสินค้า
การส่งออกสินค้า และการขยายตลาดเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคในแต่ละ Gen ได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน สหรัฐฯ มีประชากรประมาณ 334 ล้านคน มีครอบครัวแล้วประมาณ 129.4 ล้านคน โดยกลุ่ม Millennial (อายุ 25-39 ปี) เป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด รองลงมา คือ กลุ่ม Baby Boomer (อายุ 55 ปีขึ้นไป) กลุ่ม Gen Z (อายุ 12-24 ปี) กลุ่ม Gen X (อายุ 40-54 ปี) และกลุ่ม Gen Alpha (อายุต่ำกว่า 12 ปี) ตามลำดับ

โดยนิวยอร์กเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นเป็นลำดับต้น รองลงมา คือ ลอสแอนเจลีส ชิคาโก และดัลลัส
สำหรับการศึกษาไลฟ์สไตล์ของชาวอเมริกัน โดยบริษัท Euromonitor พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับตนเองเป็นลำดับต้น รองลงมา คือ คู่ครอง ลูก พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ใช้เวลาทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจ รองลงมาสังสรรค์ ทำงาน ท่องเที่ยว กิจกรรมสาธารณประโยชน์ ซื้อสินค้าและบริการที่ตรงกับการใช้ชีวิต
มีความโดดเด่น ตามกระแสนิยม แสดงฐานะทางสังคม กลุ่ม Gen X และ Baby Boomer ต้องการย้ายบ้านไป
นอกเมือง กลุ่ม Millennial นิยมออกกำลังกายออนไลน์จากที่บ้าน ชอบเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นความต้องการอสังหาริมทรัพย์ชานเมือง
ส่วนการทำงาน บริษัทส่วนใหญ่ยังคงให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ โดยกลุ่ม Gen Z ร้อยละ 25 และ Gen Millennial ร้อยละ 23 วางแผนที่จะมีบริษัทของตนเองในอนาคตเพื่อประกอบอาชีพที่มีความยืดหยุ่นที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตมากขึ้น และผลจากการใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านจากสถานการณ์โควิด-19
ทำให้ชาวอเมริกันหันมาปรับปรุงสิ่งบันเทิงในบ้าน เช่น ดูทีวี ออกกำลังกาย ทำสวน ตกแต่งบ้าน เล่นวิดีโอเกม รวมทั้งเริ่มออกไปช้อปปิ้ง ชมกีฬา ภาพยนตร์ การเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้น ชมพิพิธภัณฑ์ ชมคอนเสิร์ต เป็นต้น โดยเฉพาะกลุ่ม Millennial

นอกจากนี้ ยังพบว่า ชาวอเมริกันได้หันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันสุขภาพ ปรับพฤติกรรมเลี่ยงการเจ็บป่วย นิยมรับประทานอาหารเสริมและวิตามิน และให้ความสนใจอาหารเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennial และยังชอบกิจกรรมนั่งสมาธิ การนวด การใช้สมุนไพร โยคะ สปา โดย Gen X จะชื่นชอบการฝึกสมาธิมากเป็นอันดับต้น
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อช่วยปรับปรุงและรักษาสุขภาพของตนเอง โดยมีกลุ่ม Millennial เป็นผู้นำในกลุ่มนี้ ซึ่งนิยมใช้แอปพลิเคชัน และอุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่อติดตามสุขภาพ ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่วนผู้บริโภคอายุน้อยหันมาใช้เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำให้บ้านของพวกเขา สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ข้อมูลวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของชาวอเมริกันเหล่านี้ นับเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของไทย ในการพัฒนาสินค้าและวางแผนการตลาดให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในตลาดเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มช่องทางและโอกาสในการจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น หากเข้าใจถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างของผู้บริโภคในแต่ละรุ่น ซึ่งในอนาคตอันใกล้ กลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z ในตลาดสหรัฐฯ จะมีกำลังการซื้อเพิ่มขึ้นและ
เข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาด ผู้ประกอบการไทยควรเร่งศึกษาและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี
สมัยใหม่
ทั้งการสร้างโลกจำลอง (Virtual Reality : VR) และการสร้างวัตถุในโลกแห่งความจริง (Augmented Reality : AR) ผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคอเมริกันกลุ่ม Gen Z ที่เป็นกลุ่มที่เน้นหนักทางด้านเทคโนโลยีและ
การเปิดรับข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งทางวิดีโอเกมและสื่อโซเชียลต่าง ๆ ซึ่งเทรนด์ดังกล่าวน่าจะเป็นเทรนด์ยอดนิยมและกระจายครอบคลุมสู่ตลาดหลักโดยรวมต่อไป”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
6 ธันวาคม 2565

เจาะตลาดใหญ่จีน!“จุรินทร์” แจ้งข่าวดี! จีนอนุญาตไทยส่งออกผลไม้ทางรถไฟ “ลาว-จีน” ผ่านด่านโมฮ่าน เริ่ม 3 ธ.ค.นี้

วันที่ 1 ธันวาคม 2565 เวลา 8.30 น.

จุรินทร์ฯ แจ้งข่าวดี ลานตรวจจำเพาะสินค้าผลไม้ ด่านรถไฟโม่ฮาน ก่อสร้างเสร็จแล้ว เตรียมเปิดให้บริการ 3 ธ.ค.นี้ เผยจะส่งผลดีต่อการส่งออกผัก ผลไม้ จากไทยเข้าสู่จีนตอนใต้ และกระจายไปทั่วประเทศจีนและต่อไปยังประเทศอื่นๆ ผ่านรถไฟลาว-จีน ได้สะดวกขึ้น เพิ่มโอกาสในการส่งออกให้ไทยมากขึ้น      

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้รับรายงานจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึงความคืบหน้าการก่อสร้างลานตรวจจำเพาะสินค้าผลไม้ ณ ด่านรถไฟโม่ฮาน ที่ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จและผ่านการตรวจรับจากหน่วยศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) แล้ว และล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ทาง GACC ได้มีการประกาศในบัญชีรายชื่อสถานที่ควบคุมตรวจสอบผลไม้นำเข้าในเว็บไซต์ของ GACC แล้ว ส่งผลให้ด่านรถไฟโม่ฮานมีความพร้อมในการตรวจสอบกักกันผลไม้นำเข้าได้ตามระเบียบที่กำหนดของ GACC ทุกประการ

ทั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาและการปฏิรูปมณฑลยูนนานมีกำหนดจัดพิธีเปิดลานจำเพาะสินค้าผลไม้ ณ ด่านรถไฟโม่ฮาน ในวันที่ 3 ธันวาคม 2565 นี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการเปิดใช้บริการของรถไฟลาว-จีน
โดยการเปิดลานจำเพาะสินค้าผลไม้ ณ ด่านรถไฟโม่ฮาน ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้าของจีนและไทย เพราะเป็นการเพิ่มตัวเลือกในการขนส่งทางรางที่จะช่วยให้ต้นทุนลดต่ำลง และมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการขนส่งสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่าย เช่น ผัก ผลไม้ เข้าสู่จีนตอนใต้ และกระจายไปทั่วประเทศจีน ตลอดจนช่วยเพิ่มปริมาณการค้าสองทางระหว่างไทย-จีนให้มากขึ้น

“เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากรถไฟจีน-ลาวอย่างคุ้มค่า ผู้ประกอบการไทยควรเร่งวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ กับบริษัทผู้นำเข้าและบริษัทโลจิสติกส์ เพื่อยืนยันเรื่องกฎระเบียบการนำเข้าและความชัดเจน ซึ่งจะทำให้การส่งออกสินค้าจากไทยไปจีน และนำเข้าสินค้าจากจีนมาไทย ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยไปจีน” นายจุรินทร์กล่าว

ก่อนหน้านี้ เส้นทางรถไฟลาว–จีน ได้มีการเปิดใช้บริการตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2564 เป็นต้นมา แต่ในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่สามารถส่งออกผลไม้ไทยผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ เนื่องจากต้องรอความพร้อมของด่านรถไฟโม่ฮานในการรองรับการตรวจปล่อยสินค้าจำเพาะผลไม้ โดยปัจจุบันลานดังกล่าวได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว และจะเปิดให้ใช้บริการในวันที่ 3 ธันวาคม 2565 นี้

สำหรับมณฑลยูนนาน ถือว่าเป็นมณฑลหนึ่งของจีน ที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าและบริการของไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากอยู่ใกล้กับประเทศไทยมากที่สุด อีกทั้งมณฑลยูนนานมีเส้นทางเชื่อมโยงสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเส้นทาง R3A และเส้นทางรถไฟลาว-จีน ที่เชื่อมไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของจีนและทั่วโลก

“ผมได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งสร้างเครือข่ายทางโลจิสติกส์ไทย-จีน เพื่อให้มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น และจะส่งผลให้ค่าบริการโลจิสติกส์โดยเฉพาะรถไฟลาว-จีนจะปรับตัวลดลงและแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดให้มีการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยและผู้ประกอบการรถไฟลาว-จีน สร้างมูลค่าความร่วมมือทางโลจิสติกส์แล้ว กว่า 1,000 ล้านบาท” นายจุรินทร์กล่าวเสริม

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

บริษัท เอเชีย เอรา วัน จับมือ สายการบินไทยเวียตเจ็ท จัดแคมเปญ “City Line Connect to The World”

ภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการและหัวหน้าแผนกบริหารแบรนด์และการตลาด บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัดผู้สนับสนุนการเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ภายใต้การกำกับดูแลของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด พร้อมด้วย นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟท. จำกัด ร่วมเปิดตัวแคมเปญ “City Line Connectto The World” พร้อมเชื่อมการเดินทางไปสู่สนามบิน ด้วยรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้าของ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (City Line) และ ไทยเวียตเจ็ท โดยผู้ที่สนใจสามารถจองตั๋วเครื่องบินไทยเวียตเจ็ททั้งเส้นทางในประเทศ และ เส้นทางต่างประเทศ สามารถกรอกโค้ด VIETJETXAERA1CITY เพื่อรับส่วนลดค่าบัตรโดยสารทันที 20% เมื่อจองบัตรโดยสารผ่าน http://www.vietjetair.com และยังสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมด้านการตลาด ณ สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่สถานีพญาไททุกวันศุกร์ต้นเดือน และสถานีมักกะสัน ทุกวันศุกร์ปลายเดือน เพื่อรับสิทธิ์ลุ้นรางวัลตั๋วเครื่องบิน เมื่อสมัครสมาชิก Fun Member พร้อมของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เวียตเจ็ทได้เตรียมไว้มากมาย

ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 ก.พ. 2566 ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นดีๆเกี่ยวกับแคมเปญได้ที่ http://www.vietjetair.com

รฟฟท.จัดกิจกรรมพิเศษ Father’s Day ในรูปแบบ Online ต้อนรับ “วันพ่อแห่งชาติ”

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรมพิเศษ Father’s Day ในรูปแบบ Online ชวนคุณพ่อ-คุณลูก ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลจากรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เนื่องในโอกาสในวันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธันวาคม 2565

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่าเพื่อเป็นการมอบของขวัญให้แก่ผู้โดยสาร เนื่องในโอกาสวันพ่อแห่งชาติ และเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวระหว่างคุณพ่อกับคุณลูก ดังนั้นในวันที่ 5 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันพ่อแห่งชาติ บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด Father’s Day ในรูปแบบ online ให้คุณพ่อและคุณลูกได้ร่วมสนุกลุ้นรับของขวัญสุดพิเศษ ลุ้นรับ Nano LED TV 32 นิ้ว จักรยาน พัดลม เตาปิ้งย่างบาร์บีคิว หม้อหุงข้าว กระติกต้มน้ำร้อน และรางวัลอื่นๆอีกมากมาย รวม 15 รางวัล โดยเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารร่วมคอมเมนต์รูปคู่กับคุณพ่อพร้อมเขียนนิยามความรักระหว่างคุณกับคุณพ่อใต้โพสต์กิจกรรมทางเพจ Facebook RED Line SRTET แล้วแชร์ไปหน้า Facebook ของตนเอง ซึ่งภาพที่มียอดการกดหัวใจมากที่สุดจะได้รับรางวัล โดยจะจัดส่งตรงถึงบ้าน ฟรี! โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้ ผู้ร่วมสนุกต้องตั้งค่าการแชร์โพสต์เป็นสาธารณะ โดย 1 บัญชีเฟสบุ๊คแอคเคาท์สามารถร่วมสนุกได้เพียง 1 สิทธิ์เท่านั้น และการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

กิจกรรมดังกล่าวสามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป และจะสิ้นสุดการร่วมกิจกรรมในวันที่ 5 ธันวาคม 2565 เวลา 20.00 น. ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัล บริษัทฯจะทำการประกาศรายชื่อผ่าน Facebook official page ของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพจ RED Line SRTET ในวันที่ 13 ธันวาคม 2565 ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อ
สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

DITP เดินหน้าพัฒนา SMEs สร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ “ธุรกิจคาร์บอนต่ำ”ร่วมลงนาม MOU องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ส่งเสริม SMEs ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลกด้านสิ่งแวดล้อม “การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำ” พร้อมร่วมมือกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ลงนาม MOU เพื่อผลักดัน SMEs ให้สามารถรับการรับรองคาร์บอนฟุ้ตพริ้นท์ มุ่งหวังสร้างผู้ประกอบการ BCG Heroes โชว์ผลงานอย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้ โดยตั้งเป้าหมายเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยคาร์บอน 3,184 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
(tonCO2 e )ในปี 2566 จากผู้ประกอบการนำร่อง 10 ราย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จัดกิจกรรมเสวนาและพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมผู้ประกอบการในด้านการบริหารก๊าซเรือนกระจก ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมทั้งเชิญผู้บริหารองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ฑูตพาณิชย์มาร่วมถ่ายทอดทิศทางและโอกาสการเติบโตของภาคธุรกิจในตลาดต่างประเทศที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และนำตัวอย่างผู้ประกอบการที่มีนโยบายการดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์

นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมผู้ประกอบการในด้านการบริหารก๊าซเรือนกระจกระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ว่า “การลงนาม MOU ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเข้าถึงการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก การลดการปลดปล่อยคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจ และสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ความร่วมมือดังกล่าวได้ดำเนินการตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยและส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทย รวมทั้งตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและการทำธุรกิจคาร์บอนต่ำ รวมทั้งการตระหนักถึงความจำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ เพิ่มความได้เปรียบในด้านการค้าระหว่างประเทศ ลดข้อกีดกันทางการค้าในอนาคต สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและบริการของไทยให้เป็นที่ยอบรับในระดับสากล และยังช่วยสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมไทยและประชาคมโลก

นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีภารกิจในการสนับสนุนทางเทคนิคและจัดให้มีแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวัด รายงาน ทวนสอบ และให้การรับรองปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมให้เกิดการลดและการชดเชยคาร์บอน ยินดีให้ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจกแก่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรหลักในสนับสนุนการขับเคลื่อนให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ประเทศไทยมุ่งสู่เศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน”

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจหลักของ DITP คือการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ขยายช่องทางการค้า รวมทั้งพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพื่อผลักดันให้ผู้ส่งออกไทยเปิดตลาดต่างประเทศ สามารถแข่งขันและรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยกำหนดให้ Bio-Circular-Green Economy เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Model เป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่และเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

“กรมจึงได้เร่งดำเนินการทั้งในด้านพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ โดยสร้างผู้ประกอบการนำร่อง ที่เรียกว่า BCG Heroes และส่งเสริม SMEs รายใหม่ๆ ให้สามารถนำความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลักดันให้เกิดการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตให้เป็นศูนย์ การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ หรือ การนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ โครงการ DEsign from Waste of Agriculture and Industry พัฒนาผลผลิตเหลือใช้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์สู่ตลาดสากล (DEWA & DEWI) และโครงการล่าสุดนี้ คือ โครงการเสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยสู่ความยั่งยืน (BCG Heroes to Low Carbon Pioneers) โดยให้ความรู้และฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการลดการปลดปล่อยคาร์บอนในวัฏจักรผลิตภัณฑ์ และไปสู่การขอรับรองคาร์บอนฟุ้ตพริ้นท์ต่อไป มุ่งเน้นการยกระดับผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมด้านการค้า สร้างการรับรู้ให้กับผู้ประกอบการเข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ของการดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ ผลการจัดกิจกรรมนี้ ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งในวันนี้ ได้มีตัวอย่างผู้ประกอบการ BCG Heroes 10 ราย ที่เริ่มลงมือปฏิบัติและจัดทำแผนลดการปลดปล่อยคาร์บอนในตัวสินค้ามาจัดแสดงในวันนี้ด้วย ซึ่งในปัจจุบัน (ปี 2565) 10 สินค้าจากทั้งสิบรายนี้ ได้ประเมินการปล่อยคาร์บอน รวมทั้งปี 9,696,467 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
(KgCO2 e )โดยตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ภายในสิ้นปี 2566 ผู้ประกอบการทั้งสิบราย จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนจากเดิม เฉลี่ยร้อยละ 20 – 50 คาดว่าจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยคาร์บอน 3,183,805 KgCO2 e ในปี 2566 จากผู้ประกอบการนำร่อง 10 ราย”
ภายในงานยังมีการบรรยายในหัวข้อต่างๆ อาทิ “ประเทศไทยกับการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำเส้นทางสู่ Carbon Footprint และ Net Zero” โดย นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก “ทิศทางและโอกาสการเติบโตที่ยั่งยืนของภาคธุรกิจในตลาดต่างประเทศ” โดย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (นิวยอร์ก/ลอนดอน/ซิดนีย์/โซล) “คาร์บอนฟุตพรินต์” โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และการเสวนา“Success Stories” บริษัทที่ได้การรับรองคาร์บอนฟุ้ตพริ้นท์ อาทิ บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด บริษัท โซไนต์ อินโนเวทีฟ บริษัท แอร์โรเฟลกซ์ จำกัด และบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)

อธิบดีภูสิต กล่าวปิดท้ายว่า “ผลสำเร็จจากการส่งเสริมผู้ประกอบการ BCG Heroes 50 รายในปี 2565 นี้ สร้างมูลค่าการเจรจาการค้า ผ่านกิจกรรมในตลาดเป้าหมาย ได้แก่ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และ Online Business Matching คิดเป็นมูลค่ารวม 74.49 ล้านบาท และการส่งเสริมการค้าสินค้ากลุ่ม BCG ผ่านกิจกรรมกรม สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ากว่า 5,000 ล้านบาท จากกิจกรรมกว่า 60 กิจกรรม”
ภายในปี 2567 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีเป้าหมายในการส่งเสริมผู้ประกอบการส่งออกสร้างความเข้มแข็งทางการค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเครื่องมือทางการตลาด อีกทั้งสร้างผู้ประกอบการ BCG Heroes กว่า 200 ราย และผลักดันให้เป็นผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำ “BCG Low Carbon Pioneers” สามารถลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม 30 – 40 ราย ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมเป็น BCG Heroes และต้องการดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th สายตรงการค้าระหว่างประเทศโทร. 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
29 พฤศจิกายน 65

ปรบมือสนั่น! “จุรินทร์” โชว์วิชั่น จุดยืนไทยหลังเอเปค จับมือสภาหอการค้าฝ่า 4 วิกฤตโลก

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565 เวลา 8.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ Enhancing Trade Facilitation for Thailand Competitiveness : เปิดการค้าไทย มิติใหม่สู่สากล ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ค่ำวานนี้(26 พ.ย.65) ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งภายในงานมีประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมด้วย

โดยนายจุรินทร์ได้กล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่าโลกและประเทศไทยยังเผชิญปัญหาและสิ่งท้าทาย อย่างน้อย 4 เรื่อง 1. ปัญหาโควิด 2.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ 3.ปัญหาการกีดกันทางการค้า 4. การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

เรื่องแรกปัญหาโควิด จากการติดตามสถานการณ์ โควิดยังต้องอยู่กับเราต่อไป ไม่มีใครสรุปได้ว่าจบเมื่อไหร่ เรื่องที่สองความร้อนแรงของภูมิรัฐศาสตร์ เชื่อว่าจากนี้จะร้อนแรงขึ้น คือการเอาการเมืองกับเศรษฐกิจมารวมกัน แบ่งขั้วแบ่งค่าย บังคับให้ประเทศต่างๆต้องเลือกข้าง ทำให้เกิดมวยยักษ์สองคู่ คือ 1) รัสเซีย-ยุโรป เป็นผลมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เกิดวิกฤติอาหาร-พลังงาน 2) สหรัฐฯ-จีน ในทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทาน วัตถุดิบในการผลิตสินค้าหลายตัวทั้งโลกทั้งห่วงโซ่อาหาร เซมิคอนดักเตอร์ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เกิดการตั้งวงหาพวก จีนมีวง RCEP ที่เป็นวงใหญ่ สหรัฐฯเคยใช้วง CPTPP ต่อมาถอนตัวและมาตั้งวงใหม่ คือ อินโด-แปซิฟิก ตอนคิดว่าวง CPTPP มีแนวโน้มที่สหรัฐฯจะทิ้งวงนี้ และวงใหม่จะทวีความสำคัญขึ้น เป็นโจทก์ว่าต้องทำอย่างไร แต่ประเทศไทยยังอยู่ทั้ง 2 วง ทั้ง RCEP ที่ตนเคยเป็นประธานในที่ประชุมจนประสบความสำเร็จ และวงของสหรัฐฯ อินโด-แปซิฟิก ล่าสุดเราประกาศเข้าร่วม
และตอนช่วงประชุมเอเปคได้มีโอกาสพบกับ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ(USTR) ได้เจรจาทวิภาคีเห็นความพยายามในการเร่งเครื่องอินโด-แปซิฟิก และพยายามหาพันธมิตรเพิ่มเติม กำหนดกฎกติกาเพิ่มเติม เพื่อให้เอกชนพอทราบว่าเป็นอย่างไร จะจับมือกับรัฐบาลเดินหน้าเข้าวงไหน เพราะบางกลุ่มยังอยากเดินหน้า CPTPP อยู่ อย่างน้อยในการประชุมเอเปค สะท้อนให้เห็นว่าเรามีพันธมิตรใหม่เพิ่มเติมที่น่าจะเป็นที่พึ่งได้ในอนาคตคือซาอุดิอาระเบีย เป็นตลาดใหญ่ทั้งการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศไทยและซาอุฯ และการหารือเต็มคณะตนมีส่วนเข้าร่วมประชุมมีหลายมุมที่เห็นความกระตือรือร้นร่วมมือกันทั้ง 3 ด้าน ซาอุฯจะเป็นที่พึ่งสำคัญของเราอีกที่พึ่งหนึ่ง และไทยก็เป็นที่พึ่งสำคัญของซาอุฯอีกประเทศหนึ่งด้วย

ประเทศไทยคงต้องแสดงจุดยืนให้มีความชัดเจนว่าจะใช้ภูมิรัฐศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเราอย่างไร อย่างน้อยเราอยู่ในวงอาเซียนต้องจับมือกับอาเซียนให้แน่นหนาเข้มแข็ง และเรามีโอกาสอยู่ทั้ง 2 วง เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดกับประเทศของเราในทางเศรษฐกิจ

เรื่องที่สาม เรื่องการกีดกันทางการค้าจะมีรูปแบบใหม่เข้ามามากขึ้นในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษีและไม่ใช่ประเด็นเดิม ตนนี้คิดว่าทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมรับมือ ในการประชุมเอเปคเรามีสัญญาณที่ดีหลายเรื่องในหลายประเด็นเช่น เห็นพ้องว่าควรใช้เวทีพหุภาคีเป็นเวทีขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าการลงทุนในกลุ่มเขตเศรษฐกิจเอเปค เพื่อไม่ให้ประเทศเล็กเสียเปรียบประเทศใหญ่และเอเปคยอมรับการขับเคลื่อน BCG Model หน้ายอมรับธีม Open. Connect. Balance.ของประเทศไทย และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มอี ที่ประชุมเอเปคพูดถึงเรื่องนี้เยอะ และให้ความสำคัญกับสตรีรวมทั้งกลุ่มเปราะบางเข้ามามีโอกาสและบทบาททางเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวของกลุ่มสมาชิกเอเปคมากขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือการที่ที่ประชุมขับเคลื่อนให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจแบบยั่งยืน เพราะเป็นเหรียญสองด้าน มีหลายเรื่องที่เป็นประเด็นผูกกับการค้าเศรษฐกิจและการลงทุน และขับเคลื่อนใน WTO ที่จะเป็นกติกาโลกต่อไปในอนาคต ซึ่งด้านบวกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของโลกในอนาคต แต่อีกด้านอาจเป็นการนำเรื่องนี้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวในอนาคตได้ เราต้องเตรียมรับมือ เช่น การใช้มาตรการทางคาร์บอน เป็นต้น

ประเด็นสุดท้าย ที่ตนเป็นห่วงคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกปี 64 เศรษฐกิจโลก +6% แต่ปีนี้แนวโน้มจะเหลือแค่ 3.2% และปีหน้าจะเหลือแค่ 2.7% โดยประมาณ สะท้อนให้เห็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกลดลง อาจกระทบตัวเลขทั้งการลงทุน การค้า การส่งออกและการท่องเที่ยว ต้องเร่งจากมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนแก้ไขปัญหานี้ต่อไปในอนาคต

“ตนมีหลัก 2 ข้อคือ 1.อะไรที่เกินกำลังเราต้องเว้นไว้ก่อน เช่น สั่งให้ 2 ประเทศหยุดทำสงครามไม่ได้ ต้องเผชิญหน้ากับมันแต่อะไรที่เป็นปัจจัยที่เราควบคุมได้ ต้องเร่งทำโดยเฉพาะตัวเลขการส่งออก ตนมอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับกระทรวงพาณิชย์ทุกหน่วยงาน เร่งหารือกับภาคเอกชนเพราะตนมั่นใจว่าการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิดคือพลังสำคัญ ช่วยให้เราฝ่าปัญหาและความท้าทายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นนี้ไปได้ ซึ่งได้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานเศรษฐกิจการค้า รวมทั้งภาคเอกชนที่จะช่วยกันหาคำตอบท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวทำตัวเลขการส่งออกให้เติบโตต่อไปได้ได้อย่างไร มีอะไรบ้างที่ทำได้ในเวลาที่รวดเร็วมาช่วยกันทำ ตลาดไหนมีศักยภาพที่เราสามารถบุกได้ ตนพร้อมร่วมมือกับพวกเราทุกคนเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอี ไมโครเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน มีโอกาสร่วมเปิดตลาดทำตัวเลขการส่งออกให้ประสบความสำเร็จต่อไปเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเงินให้กับประเทศของเราให้ประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

“พาณิชย์-DITP”ชี้ช่องผู้ประกอบการไทย ส่งออกโกโก้-ผลิตภัณฑ์จากโกโก้เจาะตลาดอินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้ช่องผู้ประกอบการไทย ส่งออกโกโก้และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโกโก้เจาะตลาดอินเดีย หลังพบตลาดมีการขยายตัวสูง และสินค้าไทยหลายรายการมีโอกาสที่จะทำตลาดได้ เผยยังสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-อินเดียในการลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถใน
การแข่งขันได้ด้วยพร้อมแนะพิจารณาเข้าไปร่วมลงทุนกับผู้ผลิต
นมและน้ำตาล ต่อยอดใช้โกโก้ทำขนม เครื่องดื่ม ของหวาน

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ ทำการสำรวจลู่ทางการส่งออกให้กับสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.สุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดียถึงโอกาสในการขยายตลาดสินค้าโกโก้และ
ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโกโก้เจาะตลาดอินเดีย เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของตลาด
ที่ชาวอินเดีย เริ่มมีการบริโภคสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ การเติบโตของตลาดสินค้าดังกล่าว มีผลการศึกษาของยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor) รายงานว่าสินค้าของหวานในอินเดีย มีมูลค่า 118,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมถึงช็อคโกแลต ลูกอม อมยิ้ม และหมากฝรั่ง โดยพบว่าตลาดช็อคโกแลตมีแนวโน้มจะเติบโตเป็นเท่าตัวในปี พ.ศ. 2570 สอดคล้องกับผลการศึกษาของ IMARC Group
ที่คาดการณ์ว่าตลาดช็อคโกแลตในอินเดียจะเติบโตเฉลี่ย 12.1% ต่อปี ในช่วงปี พ.ศ. 2563–2569 ในขณะที่ BlueWeave Consulting คาดการณ์ว่าตลาดช็อคโกแลตในอินเดียว่าจะเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปีในช่วงปี พ.ศ 2565–2571
ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยด้านประชากรที่ครึ่งหนึ่งของคนอินเดียมีอายุน้อยกว่า 25 ปี และ 2 ใน 3 ของประชากรมีอายุต่ำกว่า 35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สามารถบริโภคช็อคโกแลตได้ในปริมาณมาก รวมถึงครอบครัวชนชั้นกลางมีการขยายตัวมากขึ้น สะท้อนถึงกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้นและชาวอินเดียยังนิยมบริโภค
และมอบของขวัญด้วยช็อคโกแลตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงคาดว่าความต้องการของตลาดจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้อินเดีย เพิ่มการเพาะปลูกโกโก้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการซึ่งอินเดียต้องการใช้เมล็ดโกโก้แห้งประมาณ 5 หมื่นตันต่อปี เพื่อนำมาผลิตสำหรับการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก
นายภูสิตกล่าวว่า ที่ผ่านมา อินเดียนำเข้าเมล็ดโกโก้จากไทย เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2561 เป็น มูลค่า 1.57 แสนเหรียญสหรัฐ และเพิ่มขึ้นเป็น 3.62 ล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ. 2562 เพิ่มขึ้น 2,193% แต่หลังจากนั้น อินเดียหันไปนำเข้าจากโดมินิกันและเนเธอแลนด์แทน และไม่พบการนำเข้าจากไทยอีก ส่วนของผงโกโก้ ไทยยังไม่มีการส่งออกไปอินเดีย แต่พบว่ามีอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ครองตลาดอินเดียอยู่ในสัดส่วนถึง 94% ของการนำเข้าทั้งหมด จึงเป็นไปได้ว่าไทยอาจโอกาสแทรกตลาดได้บ้าง โดยผู้นำเข้าอินเดียสามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีนำเข้าเมล็ดโกโก้และผงโกโก้จากไทยได้ภายใต้ FTA อาเซียน-อินเดียได้ ส่วนช็อคโกแลตและผลิตภัณฑ์อื่นที่ทำจากโกโก้
ในปี พ.ศ. 2564 อินเดียนำเข้าจากไทยเป็นมูลค่า 2.05 แสนเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 819% โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 24 ของอินเดีย มีสัดส่วนตลาดเพียง 0.26% ในขณะที่สิงคโปร์ และมาเลเซียเข้าไปเจาะตลาดและเป็นแหล่งนำเข้า Top 10 ของอินเดียแล้ว

อย่างไรก็ตาม กรมฯ ประเมินว่า ไทยน่าจะขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไปยังอินเดียได้อีก นอกเหนือจากช็อคโกแลตทั่วไปแล้ว ผู้ผลิตนมและไอศกรีมของไทยอาจนำโกโก้มาใช้ทำไอศกรีมช็อคโกแลต เพื่อส่งออกไปอินเดียด้วย ซึ่งเป็นสินค้าที่สามารถใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีภายใต้ FTA โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าหลักของอินเดียสำหรับสินค้า
ไอศกรีมอยู่แล้วโดยควรทดลองนำผลไม้อบแห้งจากไทยไปใช้เป็นส่วนผสมของช็อคโกแลตและไอศกรีมด้วย
ซึ่งในปัจจุบัน ยังมีแบรนด์ทางเลือกในตลาดยังไม่มากนัก

นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าผู้ประกอบการที่มีความพร้อม ควรพิจารณาไปลงทุนในอินเดีย โดยเฉพาะการร่วมลงทุนกับผู้ผลิตนมและน้ำตาลในอินเดีย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง
โดยสามารถนำเมล็ดและผงโกโก้จากไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงการเปิดร้านขนม แฟรนไชส์ ที่ให้บริการเครื่องดื่มและของหวานด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
25 พฤศจิกายน 2565

“พาณิชย์-DITP”ชี้ช่องผู้ประกอบการไทยใช้แพลตฟอร์ม PChome และ PINKOI ขายสินค้าเจาะไต้หวัน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้ช่องผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้าเจาะตลาด
ไต้หวัน เผยสามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มพีซีโฮม (PChome) และแพลตฟอร์มพินคอย (PINKOI)
ที่มีสาขาในประเทศไทย หลังได้ประสานเปิดร้าน TOPTHAI เพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าไทยไปไต้หวัน

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ ทำการสำรวจลู่ทางการส่งออกให้กับสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.กัลยา ลีวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ไต้หวัน ถึงโอกาสในการขยายตลาดการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ไต้หวันผ่านช่องทางการค้าออนไลน์ที่กำลังเติบโตและได้รับความนิยมในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในการขยายตลาดสินค้าไทยไปยังไต้หวันผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซนั้น เนื่องจากแพลตฟอร์มใหญ่ของไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็น Shopee , Momo , Yahoo หรือ ET Mall ต่างก็จำเป็นต้องเข้าระบบการชำระเงินภายในไต้หวัน ทำให้ไม่สะดวกสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยในชั้นนี้ มีเพียง PChome และ PINKOI ที่มีสาขาในประเทศไทย จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการทดลองตลาดก่อนในระยะที่ยังไม่มีผู้นำเข้า เพราะกรมฯ ได้เปิดร้าน TOPTHAI ขึ้นใน PChome Thai Shopping เพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าจากไทยมายังไต้หวันได้
โดยตรงแล้วโดยหากมีผู้บริโภคไต้หวันสั่งซื้อสินค้าจาก PChome Thai Shopping ทางแพลตฟอร์มมีนโยบายที่จะจัดซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการไทย
โดยตรงและจะเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคไต้หวันโดยตรง และหากเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก PChome Thai จะจัดซื้อเป็นล็อตใหญ่มาเก็บไว้ในคลังสินค้าและส่งให้ลูกค้า
เมื่อมีการสั่งซื้อ

นอกจากนี้ PChome Thai ยังมีแผนขยายธุรกิจโดยคัดเลือกสินค้าที่ได้รับความนิยมใน PChome Thai Shopping มาวางจำหน่ายใน PChome 24h ซึ่งมีฐานลูกค้าที่ใหญ่กว่า โดยร้อยละ 98 ของรายได้ของ PChome มาจาก PChome 24h โดยเริ่มนำสินค้าแบรนด์ไทยเข้ามาวางจำหน่ายแล้ว เช่น กระเป๋า BKK Original เครื่องสำองาค์ Mistine,
เครื่องหอม Smell Lemongrass และเครื่องปรุงรส Blue Elephant เป็นต้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยที่จะขายสินค้า แบบ B2B ให้กับ PChome Thai ต่อไป ในขณะที่ PINKOI ก็มีสำนักงานที่สามารถติดต่อได้ในประเทศไทย
ทำให้การเปิดร้านและรับจ่ายเงินค่าสินค้ามีความสะดวกเป็น
อย่างมากเช่นกัน

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
24 พฤศจิกายน 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น