“พาณิชย์-DITP”เผยขนมรสชาติเค็มบวกหวานมาแรงในสหรัฐฯ ชี้รสลาบ-ต้มยำของไทย มีโอกาสขายได้

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยเทรนด์ขนมที่กำลังมาแรงในสหรัฐฯ และรสชาติยอดนิยมที่โดนใจชาวอเมริกันปี 66 ชี้ขนมกรุบกรอบรสเค็มขายดีสุด ตามด้วยคุกกี้ แครกเกอร์ และขนมประเภทกราโนล่าบาร์ ส่วนรสชาติที่ผสมผสานระหว่างความเค็มและความหวานมาแรงสุด รวมถึงรสชาติที่แสดงถึง Street Food
ระบุรสชาติไทยอย่างลาบ ต้มยำ มีโอกาสขายได้ แนะเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อเปิดตัวและแนะนำสินค้าไทย
จะช่วยเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก
นางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ถึงเทรนด์ขนมที่กำลังมาแรงในตลาดสหรัฐฯ และรสชาติยอดนิยมโดนใจชาวอเมริกันปี 2566 และลู่ทางในการผลักดันสินค้าขนมของไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าในช่วง 10 เดือนของปี 2565 ยอดขายของขนมขบเคี้ยวในสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 44,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.4% มาแรงแซงยอดขายอาหารและเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ
โดยขนมกรุบกรอบรสเค็ม เช่น มันฝรั่งทอด เพรทเซล และป๊อปคอร์นพร้อมรับประทาน มียอดขายมากที่สุด สัดส่วน 59.3% รองลงมา ได้แก่ ขนมประเภทคุกกี้ สัดส่วน 18.6% ขนมประเภทแครกเกอร์ สัดส่วน 15.3% และขนมประเภทกราโนล่าบาร์ สัดส่วน 12.9%
สำหรับรสชาติที่เป็นที่นิยมในตลาดสหรัฐฯ มีผลสำรวจจากบริษัท T. Hasegawa ซึ่งเป็นบริษัทผลิตผงปรุงรสและกลิ่นปรุงแต่งสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนทั่วโลก พบว่า ผู้บริโภคกว่า 55% ให้ความสนใจกับขนมรสชาติ Hot Honey ซึ่งรสชาติดังกล่าวเริ่มมาแรงในตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2561 และมีแนวโน้มว่าจะยังคงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคสหรัฐฯ ต่อไป ส่วนปี 2566 รสชาติขนมที่น่าจะมาแรงในสหรัฐฯ จากการสำรวจของ Institute of Food Technologies (IFT) ได้แก่ รสชาติที่มีความผสมผสานระหว่างความเผ็ดและความหวาน (Sweet Plus Heat) โดยพบว่า เมนูขนมในสหรัฐฯ มีรสชาติที่มีความผสมผสานระหว่างความเผ็ดและความหวานเพิ่มขึ้นถึง 138% ซึ่งรสชาติในรูปแบบนี้ที่เห็นได้ตามท้องตลาดสหรัฐฯ เช่น รส Dark Chocolate and Chili Pepper และ รส Chili infused honey , maple หรือ syrups
ส่วนรสชาติที่น่าจะมาแรงในปี 2566 ได้แก่ รสชาติที่แสดงถึง Street Food โดยรสชาติ Street Food Mexican เช่น ข้าวโพดย่างราดด้วยมายองเนส ชีส cotija พริก มะนาว และผักชี ได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา และยังพบว่ารสชาติ Street Food ที่มีความผสมผสานของมะม่วงและพริกของอินเดีย เช่น รส Chaat Masala ก็เริ่มที่จะได้รับความนิยมในสหรัฐฯ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของ บริษัท T. Hasegawa พบว่า รสชาติขนมที่เป็นเอกลักษณ์ไทย เป็นรสชาติที่ชาวอเมริกันอยากที่จะลิ้มลองเป็นอันดับ 6 รองจากรสชาติขนมแบบเม็กซิกัน อิตาเลียน จีน ญี่ปุ่น และละติน โดยพบว่า ผู้บริโภคสนใจที่จะลองรสชาติเอกลักษณ์ไทยกับขนมมันฝรั่งอบกรอบมากที่สุด 39% รองลงมา ได้แก่ รสชาติเอกลักษณ์ไทยกับขนม Tortilla Chips 36% ตามด้วยรสชาติเอกลักษณ์ไทยกับขนมมันฝรั่งทอด 34%
“ด้วยเหตุนี้ รสชาติของ Street Food ไทย เช่น รสลาบ และรสต้มยำ ซึ่งมีเอกลักษณ์ในด้านความเผ็ดและความแปลกใหม่ จึงน่าจะเป็นที่นิยมในสหรัฐฯ ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจะทำตลาดสหรัฐฯ จึงควรติดตามเทรนด์สินค้าและความนิยมใหม่ ๆ ในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยอาจเริ่มจากการออกงานแสดงสินค้าเพื่อให้สินค้าของตนเป็นที่รู้จัก และเจาะตลาดสหรัฐฯ โดยงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในสหรัฐฯ เช่น งาน Winter Fancy Food จัดที่ลาสเวกัส ในวันที่ 15-17 มกราคม 2566 และงาน Summer Fancy Food Show จัดที่นิวยอร์ก
ในวันที่ 12-14 มิถุนายน 2566”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 มกราคม 2566

“พาณิชย์-DITP”เผยเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ออร์แกนิก แคลอรี่ต่ำ มีโอกาสส่งออกเกาหลีใต้

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มออร์แกนิก เครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ มีโอกาสส่งออกเกาหลีใต้ได้เพิ่มขึ้น หลังผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ทำให้ตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวชนัญญา พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ถึงผลการสำรวจตลาดเครื่องดื่มของเกาหลีใต้ และเทรนด์การดูแลสุขภาพแบบ Healthy Pleasure ของผู้บริโภคชาวเกาหลีใต้

ที่จะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มของไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้ โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าปัจจุบันเทรนด์ Healthy Pleasure ซึ่งหมายถึงความสุขในการดูแลสุขภาพ เป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่รับประทานอาหารตามความชอบเดิม แต่เลือกชนิดที่มีแคลอรี่ต่ำแทน ทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม หันมาให้ความสำคัญ และผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการเพิ่มขึ้น เช่น เครื่องดื่มไร้แคลอรี่และน้ำตาล เครื่องดื่มเสริมอาหาร และยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย สำหรับช่องทางการจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่ม ส่วนใหญ่มีการจำหน่ายผ่านช่องทางออฟไลน์ เช่น ร้านสะดวกซื้อและไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่สัดส่วนยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเกิดสถานการณ์โควิด-19

ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกในการจัดส่งที่รวดเร็วและสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ในจำนวนมาก โดยเครื่องดื่มน้ำอัดลม กาแฟ และน้ำผลไม้ มีสัดส่วนการซื้อแบบออฟไลน์ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับตลาดเครื่องดื่มทั้งหมด ซึ่งน้ำโซดา ชา นมถั่วเหลือง และธัญพืช มีสัดส่วนการซื้อออนไลน์ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตลาดเครื่องดื่มทั้งหมด นายภูสิตกล่าวว่า ทูตพาณิชย์ยังให้ข้อมูลอีกว่าตลาดเครื่องดื่มของเกาหลีใต้ จะเติบโตต่อเนื่อง ด้วยการปล่อยสินค้าเครื่องดื่มชนิดใหม่ ๆ ออกมา และยอดขายของเครื่องดื่มบรรจุขวดพร้อมดื่มในร้านสะดวกซื้อในเกาหลีใต้จะเพิ่มขึ้น และการบริโภคเครื่องดื่ม รวมทั้งน้ำผลไม้และน้ำผักก็เพิ่มมากขึ้นตามแนวโน้มการให้ความสำคัญกับสุขภาพในทุกกลุ่มอายุ โดยเน้นในกลุ่มประชากรที่อายุน้อย

“จากศักยภาพของอาหารและเครื่องดื่มของไทย ทำให้มีโอกาสที่จะขยายตัวเข้าสู่ตลาดเกาหลีได้เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มออร์แกนิก เครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ เครื่องดื่มรสชาติใหม่ ๆ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเครื่องดื่มไทยที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องจากผู้บริโภคเกาหลีใต้แล้ว เช่น Mogu Mogu น้ำผลไม้ และโซดาช้าง เป็นต้น และในการเข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการต้องไม่ลืมที่จะบรรจุสินค้าในบรรจุภัณฑ์ที่รักสิ่งแวดล้อม สะดวกในการทำลายหรือใช้ซ้ำด้วย”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
6 มกราคม 2566

“พาณิชย์-DITP”ชวนผู้ประกอบการร่วมคณะผู้แทนการค้า บุกเจาะตลาดมัลดีฟส์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมจัดคณะผู้แทนการค้าเจรจาการค้าในมัลดีฟส์ ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2566 เปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจใน 8 กลุ่มสินค้าสมัครเข้าร่วมคณะ รับเพียง 20 บริษัทยื่นสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 มกราคม 2566

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์
เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเพิ่มช่องทางการตลาด และขยายการส่งออกสินค้าและบริการให้กับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพ จึงได้จัดทำโครงการจัดคณะผู้แทนการค้าเจรจาการค้าในประเทศมัลดีฟส์ (Trade Mission Maldives 2023) ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2566 เพื่อหาลู่ทางและเพิ่มโอกาสในการส่งออกให้กับสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูง จากการที่การท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น
หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และหลายประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19
สำหรับกลุ่มสินค้าและบริการเป้าหมาย ที่กรมฯ ต้องการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการให้เข้าร่วมคณะผู้แทนการค้า ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม 2.ผัก ผลไม้สด 3.เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน 4.เครื่องใช้ในบ้าน 5.แฟชั่น 6.ความงามและสุขภาพ 7.วัสดุก่อสร้าง และ 8.ยานยนต์และส่วนประกอบ

“กรมฯ จะนำคณะไปสำรวจตลาดที่กรุงมาเล และเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทย กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า เจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร สปา นักออกแบบตกแต่งอาคารสถานที่ และบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น โดยมั่นใจว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเปิดตลาดสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดมัลดีฟส์ได้แน่นอน ทั้งนี้ กำหนดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมคณะผู้แทนการค้า ตั้งเป้าไว้จำนวน 20 บริษัท ใครที่สนใจให้รีบพิจารณาสมัครเข้าร่วมโดยด่วน ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 มกราคม 2566”นายภูสิตกล่าว
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจให้สมัครผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น โดยสมัครผ่านเว็บไซต์ https://drive.ditp.go.th >> เลือกแบนเนอร์ ประเภทกิจกรรม>> คณะผู้แทนการค้าไทยเยือนต่างประเทศ>> โครงการคณะผู้แทนการค้าเจรจาการค้า ในประเทศมัลดีฟส์ (Trade.Mission Maldives 2023)>> เลือกเอกสารประกอบกิจกรรม เพื่อศึกษารายละเอียดของงาน และดาวน์โหลดเอกสารการสมัคร ได้แก่ ใบสมัครเข้าร่วมโครงการ และ Company Profile แบบฟอร์มของกรม โดยกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เลือก สมัครเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสมัครเข้าร่วมโครงการ ล็อกอินเข้าสู่ระบบ โดยกรอกเลขทะเบียนนิติบุคคลและรหัสผ่าน เพื่อเข้าใช้งานระบบ พร้อมทั้งอัปโหลดเอกสาร และหลักฐานประกอบการสมัครทั้งหมดผ่านระบบสมัครเข้าร่วมงานออนไลน์ โดยสามารถศึกษาการลงทะเบียนสมัครได้จากหัวข้อ คู่มือ จากหน้าระบบ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 มกราคม 2566

“พาณิชย์-DITP” แนะผู้ประกอบการไทยร่วมมือสตาร์ทอัป บุกเจาะตลาดเมืองรองอินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ประกอบการไทยร่วมมือกับสตาร์ทอัปของอินเดีย

เพื่อเป็นพันธมิตรในการบุกเบิกตลาดร่วมกัน หลังปัจจุบันสตาร์ทอัปอินเดียมีการเติบโตสูงมาก และยังมีการเปิดตัวในเมืองรองต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เผยอุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพร มีโอกาสในรัฐเกรละ เคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพ รัฐมัธยประเทศ ยาและโภชนเภสัช รัฐกัว และอิเล็กทรอนิกส์และไอที รัฐกรณาฏกะ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ
เร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกและขยายตลาดการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.สุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย ถึงโอกาสในการร่วมมือกับสตาร์ทอัปของอินเดีย เพื่อเป็นพันธมิตรในการบุกเบิกตลาดร่วมกัน โดยเฉพาะการเจาะตลาดเมืองรองของอินเดีย ที่กำลังเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมฯ ได้รับแจ้งข้อมูลจากทูตพาณิชย์มุมไบว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจ
ของอินเดีย นอกจากจะขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านประชากรและการบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังมีการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัปที่รัฐบาลอินเดียพยายามสร้างให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว โดยพบว่าในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา (2557–2565) อินเดียมีจำนวนสตาร์ทอัปเพิ่มขึ้นมากจาก 400 รายเป็น 70,000 ราย และยังมีแนวโน้มเกิดสตาร์ทอัปรายใหม่ในเมืองรองต่าง ๆ ของอินเดียเพิ่มมากขึ้นด้วย
ขณะเดียวกัน พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 การระดมทุนในธุรกิจสตาร์ทอัปในอินเดียยังกระจุกตัวอยู่ในสามเมืองหลัก ได้แก่ บังกาลอร์ นิวเดลี และมุมไบ ในสัดส่วนประมาณ 78% ของการลงทุนทั้งหมด ตามมาด้วยเมืองใหญ่อย่างเชนไน ไฮเดอราบัด ปูเน่ และเมืองรองในรัฐต่าง ๆ อาทิ รัฐเกรละ และ รัฐมัธยประเทศ ที่รัฐบาลเร่งผลักดันให้เกิดสตาร์ทอัปด้วยมาตรการเชิงรุก
นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ยังรายงานอีกว่า ล่าสุดรัฐบาลได้สนับสนุนการจัดงานรวมตัวของสตาร์ทอัปและหน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ (Ecosystem) ภายใต้ชื่องาน Huddle Global 2022 เมื่อวันที่ 15–16 ธันวาคม 2565
ที่ผ่านมา ที่เมืองธิรูวานันทปุรัม รัฐเกรละ โดยภายในงานมีการเสวนาเกี่ยวกับการดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติให้เข้ามาร่วมลงทุนเพื่อขยายกิจการของสตาร์ทอัปอินเดีย ซึ่งในปัจจุบัน มีหลายประเทศให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการผลิต แต่มีเงินลงทุนจำนวนมาก อาทิ ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และทวีปยุโรปบางประเทศ อาทิ อิสราเอล ออสเตรีย และสวิสเซอร์แลนด์
ส่วนรัฐมัธยประเทศ พบว่า เป็นอีกรัฐหนึ่งที่รัฐบาลให้การสนับสนุนสตาร์ทอัป เพื่อการยกระดับการผลิตให้สามารถลดการนำเข้าและพึ่งพาตนเองตามนโยบายอินเดียพึ่งตนเอง (Self-reliant India / AtmaNirbhar Madhya Pradesh) โดยรัฐบาลของมัธยประเทศได้จัดตั้งเครือข่ายสตาร์ทอัป (Startup Conclave) และศูนย์ Start-up Centre เพื่อเป็นหน่วยศึกษาหาช่องว่างในตลาด ทดลองตลาดให้สินค้าต้นแบบ ให้คำปรึกษาเตรียมความพร้อม และประสานเชื่อมโยงกับตลาดและผู้ร่วมลงทุนทั้งในและนอกประเทศ โดยล่าสุดมีแผนจะจัดงานเสวนา Invest Madhya Pradesh-Global Investors Summit 2023 เพื่อนำเสนอสตาร์ทอัปที่มีศักยภาพสูง ในขณะเดียวกัน รัฐบาลของมัธยประเทศได้ออกมาตรการสนับสนุนด้วย อาทิ การอุดหนุนค่าจ้างพนักงานของสตาร์ทอัป ไม่เกิน
คนละ 2,500 บาท และไม่เกิน 25 คน การอุดหนุนค่าเช่าสำนักงาน/โรงงาน การยกเว้นค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนต่าง ๆ รวมถึงเงินทุนในระยะเริ่มต้น (Seed Fund / Early-stage Fund)
“จากการเติบโตของสตาร์ทอัปในอินเดียดังกล่าว ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อม โดยควรพิจารณาร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัปในอินเดีย เพื่อเป็นพันธมิตรในการบุกเบิกตลาดร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าขั้นกลางจากไทยที่สามารถนำไปต่อยอดหรือพัฒนาอุตสาหกรรมในอินเดียได้ จะมีแนวโน้มที่รัฐบาลอินเดียให้การสนับสนุน เนื่องจากสามารถสร้างงานในอินเดียได้ด้วย โดยในแต่ละรัฐของอินเดียจะมีทรัพยากรและความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องเทศและสมุนไพรในรัฐเกรละ เคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพในรัฐมัธยประเทศ ยาและโภชนเภสัชในรัฐกัว และอิเล็กทรอนิกส์และไอทีในรัฐกรณาฏกะ เป็นต้น โดยในแต่ละรัฐจะมีสถาบันเฉพาะทางในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นแกนกลางในการพัฒนาและเชื่อมโยงสตาร์ทอัปอินเดียกับหน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ รวมถึงผู้ร่วมลงทุนจากต่างประเทศ”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
3 มกราคม 2566

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง ลงนามถวายพระพร

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นตัวแทนนักเรียนโรงเรียนจิตรลดารุ่นที่ 23 เข้าร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ฉลองปีใหม่ ผู้โดยสารเดินทางฟรี!!! ตั้งแต่เที่ยงวัน 31 ธ.ค. 65 ถึงเที่ยงวัน 1 ม.ค. 66

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ขอส่งมอบความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผู้โดยสารเดินทางฟรี ระหว่างเวลา 12.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค. 65 ถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค. 66

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ตามที่ประชุม ครม.ได้มีมติให้หน่วยงานภาครัฐจัดของขวัญปีใหม่เพื่อมอบแก่ประชาชน โดยส่วนของกระทรวงคมนาคมได้เสนอของขวัญปีใหม่ที่จะมอบให้กับประชาชนหลายโครงการด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ เรื่องการยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ระหว่างเวลา 12.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค.2565 ถึงเวลา เวลา 12.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค. 2566 และยังได้ขยายเวลาเปิดให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ในคืนวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม 2565 จากเดิมที่จะให้บริการถึงเวลา 24.00 น. เป็นให้บริการถึงเวลา 02.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2566 โดยได้รับการอนุมัติจากการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อสนองนโยบายของกระทรวงคมนาคม รวมถึงร่วมส่งมอบความสุขและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เนื่องในโอกาสเทศกาลแห่งความสุข ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2566 นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนที่จะเดินทางไปร่วมกิจกรรมในสถานที่ต่างๆ ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ตลอดจนการเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงมาตรการด้านความปลอดภัย ควบคู่กับมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคม ทางบริษัทฯ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตรวจตราด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทุกสถานี รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่มีอาการมึนเมาในการเข้าใช้บริการอย่างเข้มงวด และตรวจสอบระบบการใช้งานโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ให้สามารถใช้งานได้ดีอยู่เสมอ อีกทั้งบริษัทฯ ได้กำหนดวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้ามาในระบบรถไฟฟ้า ได้แก่ อาวุธ ของมีคม ลูกโป่ง และวัตถุที่จะทำให้เกิดประกายไฟทุกชนิด ในส่วนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญ โดยจัดให้มีการตรวจคัดกรองเจ้าหน้าที่ทุกคนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ และขอความร่วมมือผู้โดยสารทุกท่านสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่ในระบบรถไฟฟ้า รวมถึงจัดให้มีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ทุกสถานี

หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง, http://www.srtet.co.th, Facebook Page : RED Line SRTET และหน้าห้องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“พาณิชย์-DITP”เปิดรับสมัคร SMEs ขอทุน SMEs Pro-active เข้าร่วมค้าออนไลน์แพลตฟอร์มระดับโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ SMEs ไทย ขอรับการสนับสนุนจากโครงการ SMEs Pro-active เพื่อเข้าร่วมค้าออนไลน์กับแพลตฟอร์มชื่อดังระดับโลก ยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง

20 มกราคม 2566 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์

เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs
Pro-active ได้เริ่มเปิดรับสมัครขอรับการสนับสนุนกิจกรรมในกลุ่มใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการค้าพาณิชย์ข้ามพรมแดน หรือ Cross-Border e-Commerce โดยผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจสามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ขายในแพลตฟอร์ม B2B ชั้นนำอย่างเช่น Alibaba หรือ Klangone และ GlobalConnect ได้ในวงเงินสูงสุดครั้งละ 100,000 บาท และผู้ประกอบการแต่ละราย มีโอกาสใช้สิทธิ์สำหรับกิจกรรมในกลุ่มนี้ได้ถึง 6 ครั้ง จนถึงระยะเวลาสิ้นสุดโครงการในเดือนกันยายน 2567 สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจจะขอรับการสนับสนุนในกิจกรรม Cross-Border e-Commerce จากโครงการ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้ประกอบการ SMEs ไทย 2) เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน

3) มีประสบการณ์ในการส่งออก มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ไม่เกิน 500 ล้านบาท 4) เป็นสมาชิกกรมฯ และเป็นสมาชิกผู้ขายในแพลตฟอร์ม thaitrade.com ของกรมฯ 5) เป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ส่งออก ก็ยังมีโอกาสเข้าร่วมโครงการได้ โดยต้องเข้ารับการอบรมหลักสูตรที่ทางโครงการให้การรับรอง “ขณะนี้โครงการ SMEs Pro-active อยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 20 มกราคม 2566 ซึ่งเป็นการรับสมัครสำหรับรอบการพิจารณาที่ 1/2566 โดยผู้ประกอบการสามารถขอรับการสนับสนุนในกิจกรรมที่มีกำหนดจัดขึ้นในช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2567โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลการรับสมัครเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือโทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-507-7783 และ 02-507-7786”นายภูสิตกล่าว สำหรับผลการพิจารณาสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ครั้งที่ 4/2565 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปี คณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ได้มีมติอนุมัติให้การสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งหมด 116 ราย ใน 58 กิจกรรม วงเงินกว่า 22.8 ล้านบาท โดยเป็นการสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ จำนวน 57 กิจกรรม และเข้าร่วมงานแสดงสินค้าแบบ Virtual อีก 1 กิจกรรม สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
29 ธันวาคม 2565

“พาณิชย์-DITP”ชวนผู้ประกอบการสมัครร่วมงาน Thailand Week Roadshow 2023 เจาะเมืองรองอินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจบุกเจาะตลาดเมืองรอง เมืองอาห์เมดาบัด และเมืองสุรัต ของอินเดีย สมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Thailand Week Roadshow 2023 ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ 2566 และ 25-27 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อเปิดตัวสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดอินเดีย เปิดยื่นสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 6 มกราคม 2566

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับ
ผู้ประกอบการไทยเพื่อผลักดันและขยายการส่งออกสินค้า
และบริการของไทยเข้าสู่ตลาดเมืองรองที่มีศักยภาพ จึงได้กำหนดจัดงานแสดงสินค้า Thailand Week Roadshow 2023 ณ เมืองอาห์เมดาบัด (Ahmedabad) และเมืองสุรัต (Surat) รัฐคุชราต (Gujarat) สาธารณรัฐอินเดีย ระหว่างวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ 2566 และวันที่ 25–27 กุมภาพันธ์ 2566 ตามลำดับ เพื่อผลักดันการขยายการส่งออกสินค้าและธุรกิจบริการของไทยเข้าสู่ตลาดเมืองรองที่มีศักยภาพของอินเดีย

ทั้งนี้ รัฐคุชราตตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกของอินเดีย จัดว่าเป็นรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ
ของอินเดีย โดยเฉพาะเมืองอาห์เมดาบัดและเมืองสุรัต ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของรัฐคุชราตนั้น ประชาชนมีกำลังซื้อสูง แต่ในปัจจุบันพบว่าสินค้าไทยที่วางจำหน่ายในเมืองดังกล่าว
ยังมีไม่มากนัก จึงนับเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายช่องทางการดำเนินธุรกิจและการส่งออกสินค้าและธุรกิจบริการของไทยเข้าสู่ตลาดเมืองรองใหม่ ๆ ของอินเดียดังเช่นรัฐคุชราต
สำหรับการจัดงานแสดงสินค้าในครั้งนี้ กำหนดจัดคูหาแสดงสินค้าและบริการของผู้ประกอบการไทย โดยมีสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม (มังสวิรัติ) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน อาหารสัตว์เลี้ยง แฟชั่น ผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องใช้สำนักงาน วัสดุก่อสร้าง ไม้ยางพารา และธุรกิจบริการ และยังมีคูหาประชาสัมพันธ์ของกรมฯ ตลอดจนกิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารไทย เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมงานอีกด้วย
นายภูสิตกล่าวว่า ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าดังกล่าว กรมฯ จะรับผิดชอบการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายบางส่วนตามเงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าออกแบบตกแต่งสถานที่และคูหามาตรฐาน และค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น โดยผู้ประกอบการรับผิดชอบค่าขนส่งสินค้า ค่าธรรมเนียม/ภาษี ค่าตรวจลงตรา (Visa) ค่าเดินทาง ค่าที่พักและค่าใช้จ่ายส่วนตัว

“กรมฯขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจเดินทางเข้าร่วมงาน
แสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ ณ เมืองอาห์เมดาบัด และเมืองสุรัต รัฐคุชราต สาธารณรัฐอินเดีย พิจารณาสมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้าดังกล่าว โดยสามารถสมัครได้ที่ https://drive.ditp.go.th ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2566 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 โทร 02-507-8225, 02-507-8209 ในวันและเวลาราชการ”นายภูสิตกล่าว


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
28 ธันวาคม 2565

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง เตรียมส่งมอบความสุขสไตล์เกาหลี

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
เผยคัดมาเองกับมือ แซนต้า แซนตี้ หน้าตาดี
เซทเช้าสไตล์เกาหลี เซทเย็นเน้นลูกครึ่ง
เนื่องในโอกาส Merry X’Mas & Happy New Year 2023

พร้อมแจกฟรี Xmas แอลกอฮอร์สเปรย์ การ์ด 10,000 ชิ้น สีแดง กลิ่น Sakura แจกช่วงเช้า และ สีเขียว กลิ่น Lavender แจกช่วงค่ำ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีหลักสี่ และ สถานีสนามบินนานาชาติดอนเมือง ครับ

“มากกว่าการเดินทางคือ .. . ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดงยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

Call Center 1690 ตลอด 24 ชม.

“พาณิชย์-DITP”เผยสินค้า BCG ไทย มีโอกาสเจาะผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ในแคนาดา

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยสินค้ากลุ่ม BCG มีโอกาสส่งออกเจาะผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ในแคนาดา หลังพบเป็นกลุ่มที่นักการตลาดให้ความสำคัญ มีกำลังซื้อสูง และให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
การปกป้องสิ่งแวดล้อม ชี้สินค้าไทยตอบโจทย์ ผู้ประกอบการควรศึกษาทำตลาดอย่างจริงจัง

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ
ทำการสำรวจลู่ทางการส่งออกให้กับสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุดได้รับรายงานจากน.ส.วิวรรณ ศรีรับสุข ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโทรอนโต ประเทศแคนาดา ถึงโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้ากลุ่ม BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) เจาะตลาดผู้บริโภค
กลุ่ม Gen Z ในแคนาดา ที่ปัจจุบันให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีการผลิตที่เป็นมิตร
กับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มผู้บริโภค Gen Z ที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี กำลังกลายเป็นกลุ่มที่นักการตลาดให้ความสำคัญที่สุด ทุกวันนี้ กลุ่ม Gen Z มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรในแคนาดา และได้กลายเป็นกลุ่ม ที่มีกำลังซื้อสูงกว่ากลุ่มรุ่นก่อน คือ Millennials ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ กลุ่ม Gen Z มีการใช้จ่ายในปี 2564 มูลค่าสูงถึง 360,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (12.9 ล้านล้านบาท) ซึ่งมีแหล่งรายได้มาจากงานประจำ งานชั่วคราว หรือจากผู้ปกครอง โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้มีทัศนคติและพฤติกรรมผู้บริโภคแตกต่างจากคนรุ่นก่อน ทำให้นักการตลาดให้ความสำคัญกับการศึกษาและทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้ เพื่อปรับกลยุทธ์สินค้าการตลาดต่าง ๆ ให้กับเข้ากับคนกลุ่มนี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z เหล่านี้ ส่วนใหญ่เริ่มตื่นตัวรับรู้ถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ โดยกว่าร้อยละ 72 ของ Gen Z มองว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อน จะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างมากในอนาคต ทัศนคติของคนกลุ่ม Gen Z ในเรื่องมุมมองความเชื่อของข้อมูลวิทยาศาสตร์แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ที่มองว่าสินค้าตัดต่อทางพันธุกรรม GMO อาจไม่ได้เลวร้ายหรือไม่เหมารวมอยู่ในกลุ่มสินค้าไม่ดีต่อสุขภาพ โดยคนกลุ่มนี้มองว่าวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ อาทิ การตัดต่อพันธุกรรมของพืช จะช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและดีต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พื้นที่เพาะปลูก ลดการบุกรุกทำลายป่า ลดการใช้ทรัพยากรน้ำ โดยคน Gen Z จะเชื่อมั่นในองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ นิยมค้นหาความรู้ด้วยตนเอง และกล้าเปิดใจ ทดลองสิ่งใหม่ ๆ อาทิ สินค้า Plant Based หรือเนื้อสัตว์ที่สังเคราะห์ในห้องทดลอง ไม่ใช่เป็นเนื้อสัตว์ที่มาจากการทำปศุสัตว์”นายภูสิตกล่าว
นอกจากนี้ ยังพบว่า กลุ่ม Gen Z ยังมองว่านโยบายเพื่อความยั่งยืนของบริษัท เป็นสิ่งขั้นต่ำพื้นฐานที่จะต้องมีอยู่แล้ว และจะค้นหาข้อมูลว่าบริษัทที่อ้างว่าใช้นโยบายยั่งยืนนั้น ทำได้จริงในทางปฏิบัติหรือไม่ โดยจะ
ไม่ค่อยเชื่อถือโฆษณามากนัก แต่จะเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์ หรือการรีวิวสินค้ามากกว่า และยังนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ควบคู่ออฟไลน์ การเข้าเยี่ยมร้านค้าปลีกเพื่อจับต้องสินค้า หรือต้องการมีประสบการณ์กับสินค้าและบริการโดยตรง ซึ่งผลการทำวิจัยจากบริษัท Hartman Group ในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่า Gen Z ได้ไปจับจ่ายใช้สอย
ภายในห้างค้าปลีกเฉลี่ย 2.5 ครั้งต่อสัปดาห์ กลุ่ม Millennials (อายุ 26-41 ปี) ไปจับจ่ายเพียง 1.9 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่ม Gen X (อายุ 42-57 ปี) 1.5 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งกลุ่ม Gen Z นิยมให้ร้านค้าต่าง ๆ สามารถรับการชำระเงินหรือสั่งสินค้าได้หลายช่องทาง ทั้งมือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งการซื้อสินค้าผ่านโทรทัศน์ (Smart TV) ที่เป็น Omnichannel Shopping Experience ในขณะที่ยังอยากเดินช้อปปิ้ง อยากจับต้องสินค้าภายในร้านอีกด้วย ทำให้นักการตลาดจะต้องเตรียมรูปแบบธุรกิจที่รองรับกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้
“ผู้บริโภคในแคนาดากลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีสัดส่วนของประชากรที่สำคัญ โดยปัจจุบันมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด นักการตลาดจึงควรเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้
อย่างถ่องแท้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับกลยุทธ์สินค้าให้กับผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยคนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับ BCG มากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ ที่เป็นรูปแบบการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนต่อผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม คนกลุ่มนี้เน้นจริยธรรมของธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เป็นหน้าที่ของภาคธุรกิจที่จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ผลิตสินค้าในกลุ่ม BCG ที่จะผลักดันสินค้าของไทยเข้าไปเจาะตลาด โดยต้องศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อปรับรูปแบบกลยุทธ์สินค้าและการตลาดตามให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคจะทำให้สินค้าไทยมีโอกาสส่งออกได้มากขึ้น”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
19 ธันวาคม 2565

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น