“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าส่งออก “อาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง” เจาะตลาดฟิลิปปินส์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าส่งออก “อาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง”

ขยายตลาดในฟิลิปปินส์ หลังชาวฟิลิปปินส์นิยมเลี้ยงสัตว์ ทำให้มีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น แนะต้องรักษาจุดแข็งในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน กำหนดกลยุทธ์ด้านราคาอย่างเหมาะสม เพื่อจับตลาดแมส แต่อย่าทิ้งตลาดกลาง-บน ที่เน้นคุณภาพ ส่วนช่องทางขาย เน้นผ่านซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสัตว์เลี้ยง ออนไลน์ และควรเข้าร่วมงานแฟร์
เพื่อหาคู่ค้า ย้ำต้องจัดโปรโมชันและโปรโมตต่อเนื่องด้วย นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวจันทนา โชติมุณี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ถึงโอกาสการขยายตลาดสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงในตลาดฟิลิปปินส์ ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ชาวฟิลิปปินส์

หันมาเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น ทำให้มีความต้องการอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ชาวฟิลิปปินส์นิยมเลี้ยงสัตว์ โดยเลี้ยงสุนัขมากที่สุด รองลงมา คือ แมว นก ปลาทอง ปลาเขตร้อน กระต่าย หนูแฮมสเตอร์ สัตว์เลื้อยคลาย แมลงต่าง ๆ และสัตว์อื่น ๆ และฟิลิปปินส์ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งสุนัขของเอเชียตะวันออก มีสุนัขมากเป็นลำดับ 5 ของโลก ประมาณ 20.3 ล้านตัว มีอัตราส่วนการเลี้ยง 1.6 ตัวต่อ 1 ครัวเรือน หรือ 64% ของครัวเรือนมีการเลี้ยงสุนัข ทำให้มีความต้องการอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงเพิ่มสูงขึ้น “จากปัจจัยบวกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่ค่อนข้างสูง แนวโน้มการมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว ข้อได้เปรียบในด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้า ทำให้ฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออกอาหารและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงของไทย”นายภูสิตกล่าว นายภูสิตกล่าวว่า ในการขยายตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ ผู้ประกอบการไทยควรรักษาจุดแข็งในเรื่องมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของสินค้า ควรมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ได้อย่างหลากหลาย ส่วนการเข้าสู่ตลาด ควรกำหนดกลยุทธ์ด้านราคาอย่างเหมาะสม และสามารถจับต้องได้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่ก็ควรพิจารณาเจาะตลาดในระดับกลาง-บนมากขึ้น เนื่องจากสินค้าระดับพรีเมียมเริ่มได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมีการแข่งขันด้านราคาน้อยกว่า

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจร่วมกับคู่ค้าในฟิลิปปินส์ พิจารณาใช้กลยุทธ์การทำการตลาดแบบ
ผูกปิ่นโต หรือ Subscription.box เพื่อให้ดึงดูดผู้บริโภคและกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มมากขึ้น โดยจุดขายหรืออรรถประโยชน์หลักที่ผู้ประกอบการควรพิจารณา ได้แก่ ความคุ้มค่าของราคา คุณค่าทางโภชนาการ และสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ
สำหรับช่องทางที่เป็นที่นิยมในการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าสำหรับตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง ได้แก่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ รวมถึงช่องทางออนไลน์ ส่วนการหาผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายที่มีศักยภาพในฟิลิปปินส์ สามารถดำเนินการได้หลายแนวทาง โดยเฉพาะการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญที่เกี่ยวข้องกับตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง เช่น งาน Pet.Summit Philippines งาน Philippine Pet Expo เป็นต้น หรืองานแสดงสินค้า Thailand Week จัดโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงมะนิลา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การขอคำแนะนำ คำปรึกษา และรายชื่อผู้นำเข้าในฟิลิปปินส์ จาก สคต. ณ กรุงมะนิลา เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรร่วมกับคู่ค้า ผู้นำเข้า ในฟิลิปปินส์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความตระหนักรู้ในแบรนด์สินค้าให้เป็นที่จดจำ เนื่องจากผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์
ให้ความสำคัญกับแบรนด์สินค้าค่อนข้างมาก เช่น การจัดกิจกรรมให้ส่วนลดในช่วงเทศกาลต่าง ๆ การใช้บุคคล หรือดารานักแสดงที่มีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ช่วยโปรโมตสินค้า ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพในตลาดฟิลิปปินส์ และควรร่วมกับคู่ค้าในฟิลิปปินส์ผลักดันการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมพฤติกรรมผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
19 มกราคม 2566

“พาณิชย์-DITP” สานต่อ NEA BizTalk Series ปี 2 เดินหน้าติดอาวุธผู้ประกอบการ ก้าวทันการค้าโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ สานต่อโครงการเสวนาออนไลน์
“NEA BizTalk Series : ก้าวทันการค้าโลก” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ระดมทัพกูรูผู้เชี่ยวชาญแชร์ประสบการณ์
และถ่ายทอดองค์ความรู้ เจาะลึกกลยุทธ์การส่งออก 6 ตลาดการค้าสำคัญ “ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์-แอฟริกา-รัสเซีย-ยุโรปกลาง-ยุโรปตะวันตก/อังกฤษ-อเมริกาเหนือและเม็กซิโก” ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2566 พร้อมเปิดเวทีครั้งที่ 1 “ติดอาวุธผู้ประกอบการไทย ลุยตลาดออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์”
ยกระดับผู้ประกอบการไทย เพิ่มโอกาสขยายส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์
เป็นประธานเปิดงานเสวนาออนไลน์ “NEA BizTalk Series : ก้าวทันการค้าโลก”ครั้งที่ 1 “ติดอาวุธผู้ประกอบการไทย ลุยตลาดออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์” ในวันที่ 18 มกราคม 2566 ท่ามกลางความสนใจจากผู้ประกอบการ ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังการเสวนา
นางอารดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า งานเสวนาออนไลน์ “NEA BizTalk Series : ก้าวทันการค้าโลก” ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นผลักดันการส่งออกไทย ด้วยการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้เป็นนักธุรกิจมืออาชีพระดับสากล เพื่อสร้างโอกาสในยุคการค้าใหม่
สำหรับ งานเสวนาออนไลน์ “NEA BizTalk Series : ก้าวทันการค้าโลก” กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือสถาบัน NEA จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งในปี
ที่ผ่านมา ได้กระแสตอบรับที่ดีมาก มีผู้เข้าร่วมสัมมนาผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) มากกว่า 900 ราย
ซึ่งยังไม่รวมถึงการเข้าร่วมผ่านออนไลน์แพลตฟอร์มอื่น ๆ ทั้ง Facebook และ YouTube
ในปี 2566 สถาบัน NEA ได้ต่อยอดงานเสวนาออนไลน์ “NEA BizTalk Series : ก้าวทัน
การค้าโลก” เป็นปีที่ 2 เพื่อให้ครอบคลุมตลาดส่งออกทั่วโลกมากขึ้น โดยเน้น 6 ตลาดการค้า ได้แก่
ตลาดออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ตลาดแอฟริกา ตลาดรัสเซีย ตลาดยุโรปกลาง ตลาดยุโรปตะวันตก/อังกฤษ และ ตลาดอเมริกาเหนือและเม็กซิโก ซึ่งเป็นตลาดที่การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์การค้าในตลาดต่างประเทศ โดยจะจัดงานเสวนา 6 กลุ่มตลาดเป้าหมายดังกล่าว จำนวน 6 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2566

นางอารดา กล่าวว่า ในปี 2565 (ม.ค.-พ.ย.) ประเทศไทยส่งออกไปตลาดออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์
มีมูลค่าประมาณ 11,853 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดแอฟริกา มูลค่า 6,062 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดรัสเซีย มูลค่า 536 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดยุโรปกลาง มูลค่า 2,257 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดยุโรปตะวันตก/อังกฤษ มูลค่าประมาณ 26,073 ล้านเหรียญสหรัฐ และตลาดอเมริกาเหนือและเม็กซิโก มูลค่า 49,462 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกของไทยไปยัง 6 ตลาดดังกล่าว มีมูลค่ารวมประมาณ 96,243 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยคาดว่าจะยังมีโอกาส และช่องทางการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง มาจากปัจจัยหลักได้แก่
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการปรับตัวของภาคเอกชนไทย
สำหรับงานเสวนา “NEA BizTalk Series : ก้าวทันการค้าโลก ปี 2566” ครั้งที่ 1
“ติดอาวุธผู้ประกอบการไทย ลุยตลาดออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์” ที่จัดขึ้นในวันนี้ (18 มกราคม 2566)
เป็นการวิเคราะห์เจาะลึกโอกาสการส่งออกสินค้าไปยังตลาดออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ซึ่งในปี 2565 (ม.ค.-พ.ย.) ออสเตรเลียเป็นตลาดส่งออกสำคัญลำดับที่ 8 ของไทย สินค้าส่งออก 3 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ การส่งออก
ไทย-ออสเตรเลีย มีมูลค่า 10,224 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนนิวซีแลนด์เป็นตลาดส่งออกลำดับที่ 33 ของไทย
สินค้าส่งออก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ การส่งออกไทย-นิวซีแลนด์ มีมูลค่า 1,629 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยมีประเด็นการเสวนาที่น่าสนใจ ได้แก่ โอกาสของสินค้าไทยในตลาดออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ในยุค New Normal, ก้าวสู่การลงทุนและทำการค้าในออสเตรเลียได้อย่างไร และเทคนิคการเจาะตลาดออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ในมุมมองของภาคเอกชน
“โครงการเจาะลึกตลาดต่างประเทศในยุคการค้าใหม่ ปีที่ 2 มีเป้าหมายที่จะเติมเต็มความรู้
ให้ผู้ประกอบการในทุกกลุ่มสินค้าและบริการ ผู้ผลิตและผู้ส่งออกที่มีศักยภาพในการส่งออกไม่ต่ำกว่า 500 ราย ให้รับทราบสถานการณ์การค้าและข้อมูลเชิงลึกของตลาดเป้าหมายที่เป็นปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที
โดยเฉพาะในช่วงหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัว
ได้ตรงกับความต้องการของตลาด และจะส่งผลให้มีศักยภาพการส่งออกเพิ่มมากขึ้น โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์ตรง เติมเต็มองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปรับกลยุทธ์การส่งออกสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย
สามารถรับมือกับปัญหาและอุปสรรคทางการค้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคการค้าใหม่ เช่น ปัญหาด้านโลจิสติกส์ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้า ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ส่งออกนำความรู้ไปพัฒนาธุรกิจ
เพื่อก้าวสู่โอกาสทางการค้าในเวทีตลาดโลกแล้ว ยังเพิ่มศักยภาพการส่งออกและสร้างรายได้เข้าประเทศอีกด้วย”
นางอารดา กล่าว

สำหรับงานเสวนาออนไลน์ “NEA BizTalk Series : ก้าวทันการค้าโลก” ภายใต้โครงการ
“เจาะลึกตลาดต่างประเทศในยุคการค้าใหม่ ประจำปี 2566” มีกำหนดจัดขึ้น 6 ครั้ง ครั้งที่ 1
ตลาดออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ในวันที่ 18 มกราคม 2566 ครั้งที่ 2 ตลาดแอฟริกา ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566, ครั้งที่ 3 ตลาดรัสเซีย ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566, ครั้งที่ 4 ตลาดยุโรปกลาง ในวันที่ 3 มีนาคม 2566,
ครั้งที่ 5 ตลาดยุโรปตะวันตก/อังกฤษ ในวันที่ 17 มีนาคม 2566 และครั้งที่ 6 ตลาดอเมริกาเหนือและเม็กซิโก ในวันที่ 5 เมษายน 2566 โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานเสวนา “NEA BizTalk Series : ก้าวทันการค้าโลก ปี 2566” อีก 5 ตลาดการค้าสำคัญ ได้ฟรี! ที่ https://drive.ditp.go.th/ หรือรับชมสด! ผ่าน Facebook Live สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) และ Youtube NEA DITP สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 095-923-0638


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
18 มกราคม 2566

“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้า “อาหารสำหรับผู้สูงอายุ” สินค้าทำเงินตัวใหม่ในตลาดเกาหลีใต้

รมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าสินค้าทำเงินตัวใหม่ในตลาดเกาหลีใต้ เผย “อาหารสำหรับผู้สูงอายุ”.กำลังมาแรง หลังผลสำรวจพบหลายบริษัท และห้างหันมาผลิตสินค้าและทำตลาดเพิ่มมากขึ้น

แนะผู้ส่งออกเน้นสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ คุณค่าโภชนาการสูง รสชาติดี นิ่ม สะดวกเคี้ยว และอย่าลืมขอตรารับรองอาหารปลอดภัย รวมทั้งตรารับรองอาหารสำหรับผู้สูงอายุ จะยิ่งทำให้ขยายตลาดได้ดีขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวชนัญญา พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ถึงโอกาสในการขยายตลาดสินค้าอาหารสำหรับผู้สูงอายุในตลาดเกาหลีใต้ เพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทอาหารในเกาหลีใต้มีการนำเสนอสินค้าอาหารที่เคี้ยวและย่อยง่ายสำหรับผู้บริโภคสูงอายุกันมากขึ้น เพื่อรองรับจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอัตราการเกิดที่ลดลง เช่น บริษัท Lotte.Confectionery ได้ปิดกลุ่มธุรกิจอาหารสำหรับเด็กไปเมื่อเดือนตุลาคม 2565
ที่ผ่านมา และมีแผนที่จะเข้าบุกกลุ่มธุรกิจอาหารที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น Pulmuone Foodmerce มีการเปิดตัวแบรนด์อาหารที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ และกำลังขยายไลน์สินค้า ปัจจุบันมี 24 รายการที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล มีการขยายช่องทางค้าปลีกเข้าสู่โรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้า และออนไลน์ และ Hyundai.Green Food ได้รับการรับรองคุณภาพอาหารที่ปลอดภัยสำหรับเมนูหมูหมัก 3 ประเภทในเดือนธันวาคม 2565 โดยตั้งเป้าจะใช้สินค้าอาหารผู้สูงอายุเป็นกลไกใหม่ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ
ส่วนห้างสรรพสินค้า เช่น Shinsegae กำลังเข้าสู่ธุรกิจอาหารที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุในปี 2566
โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2565 สินค้าอาหารและเครื่องดื่มของ Shinsegae.Food ได้รับการรับรองคุณภาพอาหารที่ปลอดภัยจากรัฐบาล 5 รายการ อาทิ บูลโกกิ และทงพายุก (หมูสามชั้นผัดซีอิ๊ว) ซึ่งบริษัทได้เปิดตัวภายใต้แบรนด์สินค้าชื่อ Care food ซึ่งเป็นสินค้าสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการเลือกอาหารโดยเน้นสุขภาพเป็นหลัก
นายภูสิตกล่าวว่า ทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าจากอัตราการเกิดที่ลดลงทุก ๆ ปี และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นในเกาหลีใต้ โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปี ถึง 15.7% ส่งผลให้บริษัทอาหารในเกาหลีใต้หันมาเน้นสินค้าอาหารสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น อาทิ อาหารที่ขบเคี้ยวและย่อยง่าย อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน แต่ผู้ผลิตสินค้าในเกาหลีใต้ ก็ยังคงเน้นที่รสชาติของอาหาร และการขอตรารับรองคุณภาพอาหารปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ประกอบการไทย ควรที่จะให้ความสำคัญกับตลาดอาหารผู้สูงอายุเกาหลีใต้เช่นเดียวกัน เนื่องจากขนาดของตลาดกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าอาหารทั่วไป โดยยังควรเน้นไปที่สินค้าอาหารที่ดีต่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ คุณค่าทางอาหารสูง รสชาติดี ทำเป็นชิ้นพอดีคำ เพื่อให้ง่ายต่อการเคี้ยวและย่อย หรือนิ่ม และที่สำคัญ ต้องขอตรารับรองคุณภาพอาหารปลอดภัยจากรัฐบาลต่าง ๆ และหากเป็นไปได้ อาจจะขอตรารับรองอาหารสำหรับผู้สูงอายุ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น สูงสุดแก่ผู้บริโภคด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)
กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 มกราคม 2566.

“พาณิชย์-DITP”ชวนผู้ประกอบการสมัครร่วมงาน Top Thai Brands Hainan 2023

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจบุกเจาะตลาดเมืองไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน ของจีน สมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Top Thai Brands Hainan 2023 ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12-16 เมษายน 2566 เพื่อเปิดตัวสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดเมืองรองของจีน เปิดยื่นสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวน 20 ราย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์
เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อผลักดันและขยายการส่งออกสินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพ โดยล่าสุดกรมฯ ได้กำหนดจัดงานแสดงสินค้า Top Thai Brands Hainan 2023 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Hainan International Convention and Exhibition Center เมืองไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2566
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาการค้าและจัดจำหน่ายสินค้านำไปจัดแสดง

สำหรับการจัดงาน Top Thai Brands Hainan 2023 ในครั้งนี้ กำหนดจัดคูหาแสดงสินค้าและบริการของผู้ประกอบการไทย ได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์ สัดส่วน 40% สินค้าสุขภาพและความงาม สัดส่วน 40% และธุรกิจบริการ ด้านสุขภาพความงาม สัดส่วน 20% โดยจะรับผู้ประกอบการรวม 20 ราย

นายภูสิต กล่าวว่า ในการเข้าร่วมงาน กรมฯ จะรับผิดชอบการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายบางส่วนตามเงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าออกแบบตกแต่งสถานที่และคูหามาตรฐาน ค่าจัดนัดหมายเจรจาธุรกิจ และค่าสาธารณูปโภค โดยผู้ประกอบการรับผิดชอบค่าขนส่งสินค้า ค่าธรรมเนียม/ภาษี ค่าตรวจลงตรา (Visa) ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัว

“กรมฯขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจร่วมจัดแสดงสินค้า
และเจรจาธุรกิจด้วยตนเอง เมืองไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน ของจีน พิจารณาสมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้าดังกล่าว โดยสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ของกรมฯ
ได้ที่เว็บไซต์ https://drive.ditp.go.th ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 โทร 02-507-8230”นายภูสิตกล่าว สำหรับรายละเอียดการรับสมัคร ให้สมัครเข้าร่วมงานผ่านระบบออนไลน์ทางเดียวเท่านั้น โดยดาวน์โหลดเอกสารการสมัคร และศึกษารายละเอียด ได้ดังนี้ เข้าเว็บไซต์ https://drive.ditp.go.th >> 1.เลือกงานแสดงสินค้า Top Thai Brands/Thailand Week ที่ต้องการสมัคร >> 2.ไปที่เอกสารประกอบกิจกรรม เพื่อเข้าไปศึกษาข้อมูลงาน >> 3.ดาวโหลดเอกสารการสมัคร ได้แก่ Company profile (แบบฟอร์มในระบบ) >> 4.คลิกที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสมัครเข้าร่วมงานฯ >> 5.Login เข้าสู่ระบบ โดยกรอกเลขทะเบียนนิติบุคคลและรหัสผ่านเพื่อเข้าใช้งานระบบ >> 6.Upload เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องในระบบ


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
16 มกราคม 2566

จิม ทอมป์สัน เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ฉลองตรุษจีน “Jim Thompson x Pichaya Osothcharoenpol” ผลงานคอลแลบกับศิลปินไทยชื่อดังพร้อมเผยโปรเจ็กต์พิเศษ ดึง 3 ศิลปินไทยร่วมสมัยร่วมดีไซน์ 3 คอลเลกชันในซีรีส์ Artists in Residence

กรุงเทพฯ 12 มกราคม 2566 — จิม ทอมป์สัน แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดไอคอนิกของไทย ประกาศเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่ล่าสุด “Artists in Residence” ประกาศดึง 3 ศิลปินชื่อดังของไทยร่วมดีไซน์ 3 คอลเลกชัน
สุดพิเศษ พร้อมเปิดตัวคอลเลกชัน Jim Thompson X Pichaya Osothcharoenpol ผลงานแรกจากซีรีส์การคอลแลบกับเหล่าศิลปิน โดยคอลเลกชันแรกนี้มาพร้อมการออกแบบลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมประเพณีอันงดงามของจีน เพื่อเฉลิมฉลองการเข้าสู่ “ปีเถาะ” คอลเลกชันใหม่นี้จึงนำเสนอลวดลายกระต่าย สัญลักษณ์แห่งความสงบสุข ความอดทน และความสุขุมรอบคอบ ทั้งยังแต่งแต้มด้วยลายแมกไม้และบุปผานานาพันธุ์ ที่ล้วนแสดงถึงความเป็นสิริมงคล

พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล เป็นศิลปินนักออกแบบและนักวาดภาพประกอบชื่อดังที่นำเสนอผลงานผ่านการใช้เทคนิคการวาดลายเส้นอันประณีตบรรจงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและการรังสรรค์จิตรกรรมดิจิทัลร่วมสมัย โดดเด่นด้วยสีสันสว่างสดใสและลวดลายที่มีความพลิ้วไหว โดยคอลเลกชันใหม่นี้มาพร้อมเครื่องแต่งกายหลากสีสัน ทั้งสีแดง เพื่อเฉลิมฉลองตรุษจีน และอีกหลากหลายเฉดสี ได้แก่ ชมพู ฟ้า เขียว และเหลือง พร้อมเผยให้ชมความงดงามและแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดผ่านการออกแบบของศิลปิน ในวันที่ 12 มกราคม 2566 นี้

คุณนันท์นภัส เวโรจนวัฒน์ ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาด แบรนด์จิม ทอมป์สัน (บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด) กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้เปิดตัวโปรเจ็กต์ Artists in Residence โดยคอลเลกชันแรกจากซีรีส์นี้จะเป็นการเฉลิมฉลองตรุษจีน เราตั้งใจมาสร้างสีสันความสนุกสนานและความแปลกใหม่ให้วงการแฟชั่นไทย โดยศิลปินไทยแต่ละท่านที่มาร่วมคอลแลบกับเราล้วนเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของตน สำหรับผลงานของคุณนัส-พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล ถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ด้วยประสบการณ์ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างสรรค์งานศิลป์ และการวาดภาพประกอบ”

พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล (หรือที่รู้จักในชื่อ Pichaya O) เป็นดีไซเนอร์และนักวาดภาพประกอบผู้จบการศึกษาจาก Raffles International College และจบหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิชฐญาณ์ เป็นที่รู้จักจากผลงานด้านการออกที่เปี่ยมด้วยความประณีตบรรจง เธอมีความเชี่ยวชาญในการผสานเทคนิคลายเส้นวาดมือเข้ากับเทคนิคดิจิทัล นอกจากนี้ ยังได้สร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบ AR ที่ผสานประสบการณ์ในโลกจริงและโลกเสมือนไว้ได้อย่างสวยงามลงตัว ผลงานของพิชฐญาณ์ ได้รับการจัดแสดงที่งานศิลปะและงานออกแบบชั้นนำ โดยเธอยังได้รับรางวัล DEmark

Award ในปี 2017 และ 2021 ซึ่งเป็นรางวัลด้านการออกแบบอันทรงเกียรติ ที่ผ่านมา พิชฐญาณ์ ได้ร่วมงานกับหลากหลายแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและยังเป็นหนึ่งใน 16 ศิลปินที่ได้เข้าร่วมโครงการ Art for the Future เพื่อช่วยเปลี่ยนอนาคตของเด็กด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานศิลปะ นอกจากนี้ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2019 พิชฐญาณ์ เป็นศิลปินคนที่ 2 ที่ได้ร่วมโปรเจ็กต์พิเศษกับโรงแรมเพนนินซูลากรุงเทพฯ 

“เราดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับคุณนัส-พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล เพื่อนำงานศิลปะของเธอออกสู่สายตาของ
ผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและความคิดสร้างสรรค์จากแบรนด์จิม ทอมป์สัน” คุณนันท์นภัส เวโรจนวัฒน์ กล่าวเสริม

ด้าน พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล เผยถึงแนวคิดในการออกแบบว่า “ตามความเชื่อของคนจีน กระต่ายเป็นตัวแทนของความสงบสุข ความอดทน และความสุขุมรอบคอบ เราจึงได้นำสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคลเหล่านี้มารวมเข้ากับภาพวาดดอกไม้และต้นไม้มงคล เช่น  ต้นสนและต้นทับทิม เพื่อรังสรรค์เป็นลายปริ้นท์ ที่จะช่วยนำโชคลาภและความสำเร็จมาสู่ผู้ที่สวมใส่คอลเลกชันพิเศษนี้ นัสขอส่งคำอวยพรวันปีใหม่ให้ลูกค้าของจิม ทอมป์สัน ผ่านแต่ละไอเทมที่ได้ตั้งใจออกแบบขึ้นมา”

คอลเลกชันนี้มาพร้อมไอเทมเครื่องแต่งกายหลากหลายสไตล์กว่า 20 ชิ้นสำหรับทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ซึ่งผลิตขึ้นด้วยนวัตกรรม Easy Care เทคโนโลยีการผลิตเส้นไหมไทยของจิม ทอมป์สัน ที่ทำให้การดูแลรักษาผ้าไหมเป็นเรื่องง่าย โดยสามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าและรีดให้เรียบด้วยเตารีดง่าย ๆ ไม่ต้องส่งซักแห้ง ตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย

โดยไอเทมสำหรับผู้หญิงประกอบด้วย เดรสยาวและเดรสสั้น กระโปรงยาวทรงบาน เสื้อเบลาส์ และกางเกงขายาว สำหรับผู้ชาย สามารถเลือกซื้อไอเทมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นและแขนยาว และกางเกงขาสั้น รวมถึงกางเกงฟิชเชอร์แมนสีสันสดใสที่เป็นไอคอนิกไอเทมจากจิม ทอมป์สัน และยังมีอีกหลากหลายไอเทมพิเศษที่รอให้มาเลือกช้อป

ไอเทมไฮไลต์ที่เป็น Must-have จากคอลเลกชันนี้ ได้แก่ เสื้อคอจีนแขนกุด เดรสยาวคลุมเข่าคาดเอว แม็กซี่เดรสที่มาพร้อมลวดลายสุดพิเศษ กางเกงคูลอตต์ขาบานสีพื้น และเดรสยาวคลุมเข่าแขนกุดใน 3 สีพื้นซึ่งเหมาะสำหรับการมิกซ์แอนด์แมตช์กับไอเทมอื่น ๆ

พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล จะมาบอกเล่าแรงบันดาลใจและกระบวนการออกแบบคอลเลกชันใหม่นี้ที่งานเปิดตัวครั้งแรก ซึ่งมาพร้อมกับแฟชั่นโชว์สุดพิเศษ

พบกับคอลเลกชัน Jim Thompson x Pichaya Osothcharoenpol ได้ที่สโตร์ของจิม ทอมป์สันทุกสาขา หรือช้อปทางออนไลน์ที่ http://www.jimthompson.com พร้อมติดตามการเปิดตัวอีก 2 คอลเลกชันพิเศษร่วมกับศิลปินภายในปี 2566 นี้

#JimThompsonArtistsInResidence #JimThompsonxPichayaO #JimThompson

เซ็นทรัล ผนึกกำลังฉลองตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ทั้งศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าในแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2023” ดึง “JCCHR” ศิลปินดัง ดีไซน์กระต่ายมงคล และหมอช้าง-ทศพร ร่วมส่งความสุข นำโชคลาภให้ลูกค้าเฮงตลอดปี!

  • ตระการตา โชว์เชิดมังกรทองยาวที่สุดในไทย 188 เมตร  พร้อมเปิดตัวเครื่องประดับเพชรและทองคำรวมมูลค่ากว่า 105 ล้านบาท จาก NGG Jewellery โดยนางเอกสาวชื่อดัง แพทริเซีย กู๊ด
  • อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารมงคล กิจกรรมเสริมดวงรับปีกระต่าย จุใจกับสินค้าคอลเลกชันตรุษจีน และช้อปลุ้นโชคทองคำ และรับโปรโมชันพิเศษมากมายตลอดเทศกาลตรุษจีน ตั้งแต่ 11 ม.ค. – 5 ก.พ. 66 ที่ห้างและศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา!
  • ยืนหนึ่งเดสติเนชั่นจับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว ที่ดีที่สุดในช่วงตรุษจีน อาทิ ประติมากรรม กระต่ายมงคลสูง 4 เมตร ณ จุดเช็คอินกระต่ายมงคลที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 10 สาขาทั่วไทย, ช้อปของไหว้-อาหารมงคล ใน Chinese Market และตลาดส้มรวยทวีคูณ, สนุกกับเกมส์จับกระต่าย AR Lucky Rabbit ลุ้นทองคำแท้จาก NGG Jewellery รวม 2,400 รางวัล, ช้อปลุ้นโชค ทองคำกระต่ายมงคลหนัก 8 บาท และของรางวัลอื่นๆ รวมกว่า 100 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท (เฉพาะที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล)

กรุงเทพฯ 12 มกราคม 2566 — ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล และศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนา ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ฉลองเทศกาลตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่รับปีกระต่ายทองกับงาน “The Great Chinese New Year 2023” ต้อนรับศักราชใหม่ด้วยความสุข ความสมหวังในปีกระต่าย ด้วยการคอลแลบกับ “JCCHR” หรือ แนน–จิดาภา จันทร์สิริสถาพร นักวาดภาพประกอบชื่อดังที่มีลายเส้นอันประณีตโดดเด่น สร้างสรรค์ผลงานศิลปะสุดงดงามเพื่อฉลองตรุษจีนปี 2566 ผ่านผลงานอาร์ตหลากหลายรูปแบบทั้ง Interactive AR, ประติมากรรม และ
ไอเทมตกแต่งห้างเซ็นทรัลและศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา  ชูเซ็นทรัล เป็นแลนด์มาร์กแห่งการฉลองเทศกาลตรุษจีนที่ดีที่สุด ให้ลูกค้าชาวไทยและต่างชาติได้สัมผัสบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความโชคดีและความเป็นสิริมงคล พร้อมจัดงานฉลองสุดยิ่งใหญ่จัดเต็มแสง สี เสียง สุดตื่นตา และไฮไลต์การแสดงเชิดมังกรทองยาวที่สุดในประเทศไทย 188 เมตร  และเพลิดเพลินกับการแสดงชุดพิเศษจากนางเอกสาวสุดฮอต แพทริเซีย กู๊ด ที่มาปรากฏตัวพร้อมกับเครื่องประดับเพชรและพลอยทับทิมจาก NGG Jewellery ในชุด Rubiesia The Eye Of Rabbit และ ชุดเครื่องหัวทองคำ The Empire Of Swan Paradise รวมมูลค่ากว่า 105 ล้านบาท! และฟังเคล็ดลับ ช้อปเสริมดวงรับความเฮงกับหมอช้าง ทศพร ศรีตุลา นักพยากรณ์ชื่อดังของประเทศ เพื่อเสริมโชคลาภและความโชคดี ให้ทุกคนได้เฮง ๆ รับโชคลาภตลอดทั้งปี

โอลิวิเยร์ บรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้า ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ห้างเซ็นทรัล ได้เคียงข้างทุกโมเมนต์แห่งความสุขของคนไทยและคนไทยเชื้อสายจีนมาโดยตลอด ในปีนี้เราได้ร่วมมือกับ Central The 1 Credit Card จัดงานฉลองตรุษจีนต้อนรับปีกระต่ายอย่างยิ่งใหญ่กับแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2023” ตอกย้ำการเป็นจุดหมายแห่งการเฉลิมฉลองที่ดีที่สุด พร้อมดึง ‘JCCHR’ ศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มาร่วมครีเอตผลงานศิลปินเพื่อเนรมิตห้างเซ็นทรัลให้เต็มไปด้วยความน่ารักของฝูงกระต่าย พร้อมนำความมั่งมีศรีสุขมาสู่ลูกค้าทุกคนที่มาเยือนห้างของเรา นอกจากการตกแต่งห้างฯ อย่างงดงามด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ตลอดช่วงเทศกาลตรุษจีน เราก็ยังจัดเต็มด้วยกิจกรรมมากมาย อาทิ การแสดงเชิดสิงโตเสริมความมงคล กิจกรรมถ่ายรูปร่วมเฟรมกระต่าย Chinese AR Lucky Spot แสนน่ารัก กิจกรรมระบายสีตุ๊กตากระต่ายเซรามิค ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเอาใจสายฟู้ดเลิฟเวอร์ด้วยเมนูอาหารมงคลครบทั้งคาวและหวาน ส่วนขาช้อป ห้ามพลาด ไอเทมสินค้าแบรนด์ดังทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ของใช้และของแต่งบ้านคอลเลกชันพิเศษเฉพาะเทศกาลตรุษจีน และ Chinese Market พื้นที่ป็อป-อัพรวมสินค้าสไตล์จีนสุดลิมิเต็ดหลากหลายสไตล์ ที่มาพร้อม
โปรโมชันพิเศษให้เหล่านักช้อปได้เลือกซื้อสินค้าเป็นของขวัญให้ตนเอง ครอบครัว และเพื่อนฝูงได้อย่างจุใจตลอดช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขาและทุกช่องทางช้อปออนไลน์ของเซ็นทรัล” 

ด้าน ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “การผนึกกำลังในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้าง Double impact ด้วยการมอบประสบการณ์ Best deal ที่คุ้มที่สุด และดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยว ด้วยโปรโมชัน และกิจกรรมมากมายทั้งในศูนย์-ห้าง ตอกย้ำเซ็นทรัล เป็นเดสติเนชั่นการ จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว ที่ดีที่สุด สำหรับทุกเจเนอเรชั่น โดยมีไฮไลต์มากมาย อาทิ ตลาด Chinese Market ศูนย์รวมของไหว้ และเมนูอาหารมงคลจากร้านอร่อยระดับตำนาน รวมทั้งชุดของไหว้แนวใหม่จากร้านดังในศูนย์ฯ และร้านระดับมิชลินสตาร์ อย่าง Kam’s Roast, Hongmin, Hua Seng Hong, Nara Thai Cuisine, เอี่ยวไถ่, Boon Tong Kee, Sergeant, LT Fish และ Fatt Chicken เป็นต้น พร้อมสร้าง Spending Mood สนุกๆ จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยเกมส์จับกระต่ายนำโชค AR ลุ้นรับทองคำแท้รวมมากถึง 2,400 รางวัล สำหรับสายอาร์ต เตรียมพบกับไฮไลต์ประติมากรรมกระต่ายมงคลขนาดยักษ์สูง 4 เมตร ทำจากวัสดุรักษ์โลกและวัสดุที่โชว์อัตลักษณ์ท้องถิ่นในศูนย์การค้า 10 สาขาทั่วประเทศ และสำหรับ Top spender ปีนี้ เราได้ร่วมกับหมอช้าง – ทศพร ศรีตุลา จัด Exclusive trip รับประทานอาหารมื้อพิเศษพร้อมไหว้พระเสริมมงคลรับศักราชใหม่ นอกจากนี้ สาย snap พลาดไม่ได้กับ Instagrammable landmark ทั่วทั้งศูนย์ฯ-ห้าง จากผลงานนักวาดภาพประกอบชื่อดัง “JCCHR” ที่สร้างสีสัน และความ unique ให้กับงานตรุษจีนในปีนี้ ตอกย้ำการเป็น The Best Festive Destination of All Time ที่ดีที่สุดของไทยอย่างแท้จริง”

สำหรับงาน “The Great Chinese New Year 2023” ได้รับเกียรติจาก โอลิวิเยร์ บรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา  และคณะผู้บริหารจากห้างเซ็นทรัลและศูนย์การค้าเซ็นทรัล พร้อมด้วยพันธมิตร อย่าง อธิศ รุจิรวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด รวมถึงพาร์ทเนอร์ คู่ค้า ลูกค้า ศิลปินดาราและเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทยร่วมงานและชมโชว์ชุดพิเศษ การแสดงเชิดมังกรทองยาวที่สุดในประเทศไทย 188 เมตร พร้อมไฮไลต์จากนางเอกสาวสุดฮอต แพทริเซีย กู๊ด ที่มาปรากฏตัวพร้อมเครื่องประดับเพชรและทองคำรวมมูลค่ากว่า 105 ล้านบาท! จาก NGG Jewellery นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับช้อปเสริมดวงรับความเฮงจาก หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา เพื่อเสริมโชคลาภและความโชคดีตลอดปีนี้ 

โดยมีพันธมิตรชั้นนำที่ร่วมสร้างปรากฏการณ์ อีกมากมาย ได้แก่ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส, บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ, บัตรเครดิตซิตี้, บัตรเครดิตออมสิน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตกรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟีร์สช้อยส์ วีซ่า, บัตรเครดิตเคทีซี, บัตรเครดิตไทยพาณิชย์, บัตรเครดิตทีทีบี, บัตรเครดิตยูโอบี, บริษัท เอ็นจีจี เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด และ บริษัท มาดามฟิน จำกัด

นอกจากนั้น ยังยกขบวนกิจกรรมอีกมากมายมาให้ลูกค้าได้ร่วมจอยโมเมนต์แห่งความสุขสนุกสนานร่วมกับเพื่อน ๆ และครอบครัว ในบรรยากาศสุดคึกคัก พร้อมเสริมโชคลาภและความโชคดีกันได้ตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 66 – 19 ก.พ. 66 โดยไฮไลต์กิจกรรมพิเศษฉลองตรุษจีนปี 2566 มีดังนี้ 

ห้างเซ็นทรัล พบกับกิจกรรมสุดพิเศษ ได้แก่

  • จุดถ่ายรุปสุดชิคกับบรรยากาศห้างสุดเก๋ 5 แบบ 5 สาขา ให้ทุกคนได้มาถ่ายภาพและแชร์โมเม้นต์แห่งความสุขช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่ ห้างเซ็นทรัลชิดลม, เซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์, ลาดพร้าว,
    บางนา และ ปิ่นเกล้า 
  • “Lucky AR Snap” สร้างโมเม้นต์แห่งความสุขในช่วงเทศกาลตรุษจีน ให้คุณได้สนุกกับคาแรกเตอร์ของกระต่ายแสนน่ารักที่ออกมาให้คุณได้ถ่ายรูปร่วมเฟรมแชร์ลงโซเชียล ที่จุด AR ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา 
  • เพลิดเพลินกับโชว์ชุดพิเศษ “Chinese Lion Dance” การแสดงเชิดสิงโต 3 รอบ เวลา 12.00, 15.00, 18.00 น. วันที่ 21 ม.ค. 66 – 23 ม.ค. 66 เฉพาะห้างเซ็นทรัลชิดลม, เซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์, บางนา, ปิ่นเกล้า และลาดพร้าว และ วันที่ 21 ม.ค. 66 – 22 ม.ค. 66 ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา 
  • เอาใจคุณหนูๆ กับกิจกรรม Paint A Bunny ระบายสีตุ๊กตากระต่ายสไตล์ของตัวเอง ระหว่างวันที่ 21 ม.ค. 66 – 24 ม.ค. 66 ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา
  • พิเศษ! สำหรับผู้ถือบัตร Central The1 Credit Card เพียงแสดงบัตร รับฟรี เค้กส้มมงคล เฉพาะที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม และเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 21 ม.ค. 66 – 24 ม.ค. 66 (จำกัด 100 เซ็ต / วัน)  และรับ ปฏิทินจีนมงคล 2566 ออกแบบโดย แนน – จิดาภา จันทร์สิริสถาพร ฟรี! ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา วันที่ 21 ม.ค. 66 – 24 ม.ค. 66 เฉพาะที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม และเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และ วันที่ 22 ม.ค. 66 ที่เซ็นทรัลทุกสาขา (จำนวนจำกัด)
  • อิ่มอร่อยกับอาหารมงคลกว่า 100 เมนูจากร้านดังมากมายที่ Eathai ชั้น LG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล
    เอ็มบาสซี, Lofter ชั้น 7, Public Market และ Public Lane ชั้น 2 ห้างเซ็นทรัลชิดลม, Living House และ Wanjai Cafe ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และชั้น 4 ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว
  • พิเศษสุดสำหรับนักช้อป! พบกับไอเทมเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบมาเพื่อฉลองตรุษจีนปีกระต่ายจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมโปรโมชันพิเศษ อาทิ นาฬิกาสีแดงสด “Year of The Rabbit” จาก Swatch เอสเซนส์น้ำตบในตำนาน SK-II FACIAL TREATMENT ESSENCE ในลวดลายลิมิเต็ด “CNY 2023” กับ White Rabbit น่ารักน่าสะสม หรือเครื่องสำอางแบรนด์ MAC ที่จัดเต็มหลากหลายไอเทมสีแดงในคอลเลกชัน Lunar New Year เป็นต้น 

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พบไฮไลต์กิจกรรมที่คุณไม่ควรพลาด อาทิ

  • ยิ่งใหญ่ที่สุดกับประติมากรรมกระต่ายมงคล “The Lucky Rabbits Project” ณ 10 จุดเช็คอินทั่วไทย เซ็นทรัล เชียงราย : The Forest Lucky Rabbit : อำนวยพรความสุขสมบูรณ์, เซ็นทรัล พระราม 2 : The Earth Lucky Rabbit : อำนวยพรความมั่งคั่งร่ำรวย, เซ็นทรัล พระราม 3 : กระต่ายทองคำ : อำนวยพรโชคลาภ, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า : กระต่ายดอกไม้มงคล : อำนวยพรความรัก, เซ็นทรัล อยุธยา : กระต่ายผ้าลายอย่าง : อำนวยพรความราบรื่นและอุดมสมบูรณ์, เซ็นทรัล โคราช : The Lunar Lucky Rabbit : อำนวยพรสุขภาพแข็งแรง, เซ็นทรัล ขอนแก่น : กระต่ายมองดวงจันทร์ในคืนปีใหม่ : อำนวยพรให้ครอบครัวกลมเกลียว, เซ็นทรัล อุบลราชธานี : กระต่ายแสงแรกแห่งสยาม : อำนวยพรความมั่งมี และความรุ่งโรจน์, เซ็นทรัล จันทบุรี : The Solar Lucky Rabbit : อำนวยพรความโชคดี และเซ็นทรัล หาดใหญ่ : The Ocean Lucky Rabbit : อำนวยพร ความรุ่งเรือง
  • เซ็นทรัลเวิลด์ ตื่นตากระต่ายมหามงคล สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ มั่งคั่ง สุขี พร้อมช้อปของไหว้ ส้มมงคลที่เยอะที่สุดครบที่สุดใน Chinese Market, อิ่มอร่อยกับเมนูมงคลร้านดังระดับมิชลิน และ Street food ร้านดังที่รวมมาไว้ที่นี่ที่เดียว พร้อมชมโชว์เชิดสิงโตเบิกเนตรอภิมหามงคล 
  • เซ็นทรัล เวสต์เกต เนรมิตมหกรรมโคมไฟจีน Oversize ที่ใหญ่ที่สุด, จับจ่ายอาหารและสินค้ามงคลในChinese Market ที่ครบที่สุดในย่าน, กิจกรรมแจกส้มมงคล และชมศิลปะวัฒนธรรมจีนที่หาชมยาก
  • เซ็นทรัลอีสต์วิลล์ จำลองบรรยากาศความเป็น Little Hong Kong มาไว้ที่ศูนย์การค้าชมการแสดงเชิดสิงโต 9 มงคล และแห่มังกรยาวกว่า 40 เมตร พร้อมสักการะขอพร 3 เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ องค์จำลองจากฮ่องกง ได้แก่ วัดแชกงหมิว (วัดกังหัน), วัดหวังต้าเซียน และเจ้าแม่กวนอิม ปางประทานพร 
  • เซ็นทรัล พัทยา อลังการกับ Rabbit Inflatable สูงกว่า 5 เมตร กลางศูนย์การค้าฯ ท่ามกลางสวนดอกไม้มงคล 
  • เซ็นทรัลเชียงใหม่ เสริมมงคลกับเมนูอาหารมงคลจากร้านดังในงาน Chiangmai China Town, Chinese Tea Bar จิบชาส้มเมนูพิเศษและเมนูชาเพื่อสุขภาพ, ช้อปสินค้ามงคล ราคาพิเศษ 
  • เซ็นทรัล ภูเก็ต พบ Chinese Lobster and Seafood market เดสติเนชั่นที่รวมร้านซีฟู้ดชื่อดัง และเมนู Lobster สไตล์อาหารจีนไว้มากที่สุดในภูเก็ต, ชมการแสดงเชิดสิงโตใต้น้ำที่เดียวในภูเก็ต

พบความสุข ความสมหวังตลอดปีกระต่ายทองกับงานฉลองตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ได้ที่ “The Great Chinese New Year 2023” ที่ห้างเซ็นทรัลและศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา หรือช้อปคุ้มกับโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ Central App, บริการ Central Chat & Shop แอดไลน์ @Centralofficial รวมถึง Central Call & Shop และบริการผู้ช่วยส่วนตัว Central Personal Shopper โทร.1425 และเฟซบุ๊กห้างเซ็นทรัล ที่ facebook.com/CentralDepartmentStore และติดตามข่าวสารกิจกรรมและโปรโมชันของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ได้ที่เฟซบุ๊ก CentralPattana

“พาณิชย์-DITP”เผยเทรนด์บริโภคขนมขบเคี้ยวไขมันต่ำกำลังมาแรงในจีน แนะศึกษาวางแผนผลิตสินค้าขาย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยเทรนด์บริโภคขนมขบเคี้ยวไขมันต่ำกำลังมาแรงในตลาดจีน หลังผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ แนะการเข้าสู่ตลาดต้องจับกระแสให้ทัน และเน้นการผลิตสินค้าโดยลดไขมัน

ลดน้ำตาล ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงพัฒนาสินค้าโดยใช้นวัตกรรม ใช้การสื่อสารทำความเข้าใจผู้บริโภค
จะทำให้สินค้าเจาะเข้าสู่ตลาดได้ดีขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก
นางสาวเนตรนภิศ จุลกนิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงแนวโน้มการทำตลาดสินค้าขนมขบเคี้ยวไขมันต่ำที่กำลังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคชาวจีน
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคชาวจีนให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ก็ยังคงมีความต้องการด้านรสชาติอาหารที่อร่อยควบคู่ไปกับประโยชนที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้อุตสาหกรรมขนมขบ เคี้ยวของจีนค่อย ๆ ปรับตัว เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคดังกล่าว เช่น การเปิดตัวของผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ใส่สารเติมแต่ง ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ มีน้ำตาลและไขมันต่ำ ซึ่งกำลังทยอยเข้าสู่ท้องตลาด
นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตอาหารหลายรายได้เริ่มศึกษาวิจัยเทคนิคการผลิตอาหารที่มีไขมันเล็กน้อย หรือไขมันเท่ากับศูนย์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยเปิดตัวขนมขบเคี้ยว ของว่างหลากหลายชนิดที่เน้นจุดขายไขมันต่ำ เช่น เค้กบุกไขมันต่ำ เนื้อวัวอบแห้งไขมันต่ำ เป็นต้น รวมถึงผู้ผลิตมันฝรั่งแผ่นทอดหลายรายที่ได้พัฒนาและเปิดตัวมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบที่มีไขมันต่ำ เช่น Lay’s ได้เลือกใช้น้ำมัน rapeseed oil-lowerucic acid มาทอด ทำให้ไขมันอิ่มตัวลดลง 50% แต่ราคาขายทำได้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เทรนด์การบริโภคอาหารมักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และความต้องการของผู้บริโภค
ก็จะได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยปัจจุบันขนมขบเคี้ยวที่วางจำหน่ายในตลาดจีน ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะเลือกปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในด้านเทคนิคการผลิต ส่วนผสม และบรรจุภัณฑ์ อย่างเช่น สตรอเบอรี่อบแห้ง
(พัฒนา ด้านเทคนิคการผลิต) ขนมเวเฟอร์ที่เติมโปรไบโอติก และเยลลี่น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ(ปรับปรุงด้านส่วนผสม) ถั่วเปลือกแข็งบรรจุในซองขนาดเล็ก (ปรับปรุงด้านบรรจุภัณฑ์) เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้านอาหารของไทย ควรติดตามแนวโน้มการบริโภคของตลาดจีนอย่างใกล้ชิด พยายามส่งเสริมการผลิตสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีมากขึ้น โดยเน้นงานวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ศึกษารวบรวมข้อมูลความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับสารอาหารและสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้บริโภค ติดตามผลสะท้อนกลับจากผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสำรวจทิศทางตลาดที่เหมาะสมกับการพัฒนาของตนเอง ซึ่งจะทำให้มีโอกาสในการผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
12 มกราคม 2566

“พาณิชย์-DITP”เผยอาหารและเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว สินค้าอุปโภคบริโภคมีโอกาสขายเวียดนามรับตลาดค้าปลีกโต

          กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลสำรวจตลาดค้าปลีกในเวียดนามกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังโควิด-19 คลี่คลาย การท่องเที่ยวฟื้นตัว ชี้เป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยเข้าไปขาย ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว สินค้าอุปโภคบริโภค

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสุภาพร
สุขมาก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม ถึงผลการสำรวจตลาดค้าปลีกในเวียดนามที่พบว่ามีการกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย
และการท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้มีการเปิดตัวของการค้าปลีกเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมค้าปลีกของเวียดนาม มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง หลังจาก 1 ปีที่เวียดนามเปิดทำการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 โดยมีผลการสำรวจธุรกิจค้าปลีกที่จัดทำโดยบริษัท Vietnam Report ในเดือนสิงหาคม 2565 พบว่าร้อยละ 53.8 ของธุรกิจค้าปลีกมีผลการดำเนินงานที่เทียบเท่าและสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดของโควิด-19 การฟื้นตัวและการเติบโตของอุตสาหกรรมค้าปลีกมีส่วนอย่างมากต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม แม้ว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจยังคงผันผวนก็ตาม

“จากสถานการณ์การฟื้นตัวของการค้าปลีกดังกล่าว ส่งผลให้เวียดนามมีความต้องการสินค้ามากขึ้น ทำให้สินค้าของไทยในหลายกลุ่ม เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว สินค้าอุปโภคบริโภคของไทย มีโอกาสที่จะเข้าไปขยายตลาดในเวียดนามได้มากขึ้น กรมฯ ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการบุกเจาะตลาดเวียดนาม
มองหาโอกาสในการขายสินค้าในกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่เวียดนาม เพื่อป้อนความต้องการที่สูงขึ้น ทั้งตลาดบริโภคในประเทศและตลาดบริโภคที่เกิดขึ้นจากนักท่องเที่ยว”นายภูสิตกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มของการค้าปลีกจะเติบโต แต่เวียดนามก็ยังต้องเผชิญกับผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อ และความยากลำบากที่เกิดจากราคาสินค้าสูง การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการจับจ่ายอย่างประหยัดและลดการใช้จ่ายของใช้ที่ไม่จำเป็นลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มการบริโภคกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคมีความกังวลและให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น เปลี่ยนมาใช้การชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด หรือเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าโดยตรงเป็นออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องทำการศึกษา และติดตามเทรนด์การตลาดเหล่านี้ให้ทัน เพื่อนำมาใช้วางแผนในการบุกเจาะตลาด

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
11 มกราคม 2566

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ประกอบการไทยศึกษาใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้าชาวอิตาเลียน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ประกอบการไทยศึกษาโอกาสขายสินค้าไทยในอิตาลีผ่านช่องทางออนไลน์ หลังชาวอิตาเลียนหันมาซื้อออนไลน์กันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เผยสินค้าที่นิยมซื้อออนไลน์ มีทั้งสินค้าตกแต่งภายใน อุปกรณ์สำนักงาน สินค้าของแต่งบ้าน สินค้ากีฬา เครื่องครัว เครื่องไฟฟ้า สินค้าเทคโนโลยี และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก
นางสาวอนงค์นารถ มหาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมิลาน อิตาลี ถึงโอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดอิตาลีด้วยช่องทางการค้าออนไลน์ เนื่องจากในปัจจุบันชาวอิตาเลียนได้ให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มองว่าอีคอมเมิร์ซตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งความสะดวกสบายจากระบบชำระเงิน การขนส่ง ประหยัดเวลา มีตัวเลือกสินค้าอย่างหลากหลาย สามารถเปรียบเทียบราคาได้ รวมถึงมีระบบบบริการหลังการขาย ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัย สำคัญและ
มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์อย่างมาก
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ยังได้รายงานข้อมูลสนับสนุนว่าผลการวิจัยล่าสุด โดยบริษัท Netcomm แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มตลาดอีคอมเมิร์ซในอิตาลี มีมูลค่าการค้าและส่วนแบ่งตลาดขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจุบัน
ชาวอิตาเลียนเริ่มคุ้นเคยกับอีคอมเมิร์ซมากขึ้น โดยในเดือนกันยายน 2565 เพียงเดือนเดียว มูลค่าการค้าเท่ากับ 185 ล้านยูโร ขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.7% ส่วนในช่วง 9 เดือนของปี 2565 (มกราคม-กันยายน) มูลค่าการค้าอยู่ที่ 1.4 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 9% เป็นรองแค่จากร้านสะดวกซื้อ (Discount store) ที่เพิ่มขึ้น 10.4%

สำหรับสินค้าที่เริ่มเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ได้แก่ สินค้าเกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งภายใน อุปกรณ์สำนักงานและสิ่งของสร้างความสะดวกสบาย สินค้าของตกแต่งบ้าน สิ่งของตกแต่ง สินค้ากีฬา อุปกรณ์ออกกำลังกาย สินค้าเครื่องครัว เครื่องมือและเครื่องใช้ในครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเทคโนโลยี เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์
“การที่ปัจจุบันชาวอิตาเลียนให้ความนิยมกับช่องทางการค้าออนไลน์มากขึ้น นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะนำเสนอสินค้าผ่านแพลตฟอร์มในต่างประเทศ โดยจำเป็นต้องศึกษาขั้นตอน กฎระเบียบ และพิธีการที่เกี่ยวข้อง ศึกษาแพลตฟอร์มและ marketplace ของประเทศอิตาลี เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงเป้าหมาย การสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้า โดยการระบุตัวตนบริษัท มาตรฐานต่าง ๆ ของสินค้า และรายละเอียดสินค้า การสร้างแบรนด์สินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ยังไม่เป็นที่รู้จักดีในต่างประเทศ การจัดทำกลยุทธ์ด้านสินค้า ซึ่งควรเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ยังไม่มีการวางจำหน่ายในร้านค้าที่มีหน้าร้าน ยากต่อการหาซื้อในอิตาลี มีเอกลักษณ์โดดเด่น จะเป็นที่ต้องการสูง และมีราคาเหมาะสม (โดยเฉลี่ยแล้วสินค้าที่ มีราคาระหว่าง 10-40 ยูโร เป็นสินค้าที่ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ ซึ่งเมื่อเกินจากนี้แล้ว ผู้บริโภคมักตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและเปรียบเทียบ
ราคากับผู้ขายรายอื่น ๆ) และการเลือกเครื่องมือด้านการตลาดที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น การใช้กลยุทธ์ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาสินค้า รวมถึงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และระบบ E-Payment เพื่อรองรับธุรกิจ”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
10 มกราคม 2566

รถไฟฟ้าสายสีแดง ฉลองวันเด็กแห่งชาติ 2566 สุดพิเศษทั้ง “ออฟไลน์-ออนไลน์” แจกไอศกรีม 13 สถานีและให้ผู้โดยสารร่วมสนุกโพสต์ภาพในวัยเด็กสุดน่ารัก ลุ้นรับของรางวัลมากมาย กว่า 30 รางวัล

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เมื่อถึงช่วงวันเด็กแห่งชาติในแต่ละปี บริษัทฯ จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อมอบความสุข และสร้างรอยยิ้มให้แก่เด็ก ๆ และผู้โดยสารมาโดยตลอด โดยวันเด็กแห่งชาติ 2566 นี้ บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรมการตลาดในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและยังคำนึงถึงความปลอดภัยในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วยการมอบความสุขให้แก่ผู้โดยสาร โดยการแจกไอศกรีมใน 13 สถานี บริเวณชั้นจำหน่ายตั๋ว ทั้งสายนครวิถี(บางซื่อ-ตลิ่งชัน) สายธานีรัถยา(บางซื่อ-รังสิต) ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าของจะหมด และยังให้ผู้โดยสารได้ร่วมสนุกด้วยการโพสต์รูปภาพวัยเด็กสุดน่ารัก ใต้โพสต์กิจกรรมที่ทางรถไฟฟ้าสายสีแดงจัดขึ้น ซึ่งจะเริ่มในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 ทางเฟซบุ๊ก RED Line SRTET ตั้งแต่เวลา 05.30 – 20.00 น. ซึ่งภาพไหนมีคอมเมนต์ใต้รูปภาพด้วยคำว่า “ถูกใจ” มากที่สุด จะได้รับรางวัลที่ 1 เป็น “เครื่องเกมพกพา Nintendo Switch Lite” , และรางวัลอื่น ๆ ตามลำดับ อาทิ Scooter สำหรับเด็ก, เครื่องบินบังคับ รถบังคับหรือโดรนบังคับ(แบบไม่มีกล้อง), ตุ๊กตาบาร์บี้, บัตรกำนัลรับประทานไอศกรีมมูลค่า 200 บาท และรางวัลอื่น ๆ อีกมากมายกว่า 30 รางวัล โดยรางวัลจะจัดส่งถึงบ้าน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

อีกทั้งในวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2566 บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยังได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ด้วยการมอบสิ่งของที่จำเป็น ตลอดจนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการละเล่น เพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้ม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ อีกทั้งยังมอบไอศกรีมให้แก่น้อง ๆ ณ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ชุมชนสวนผัก เขตจตุจักร อีกด้วย
ทั้งนี้ 1 บัญชีเฟซบุ๊กแอคเคาท์ สามารถร่วมสนุกได้เพียง 1 สิทธิ์เท่านั้น และการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

สำหรับการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล บริษัทจะทำการประกาศผ่าน Facebook Official Page รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เพจ RED Line SRTET ในวันพุธที่ 18 มกราคม 2566 ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น