เคาะลุยแผนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ระยะที่ 2 ตั้งเป้าเพิ่มยอดค้าออนไลน์ 7.1 ล้านล้าน ภายในปี 70


คณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เห็นชอบร่างแผนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ระยะที่ 2 (2566-2570) ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าออนไลน์ในประเทศเป็น 7.1 ล้านล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนมูลค่าสินค้าที่ส่งออกไปต่างประเทศผ่านตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 20 ภายในปี 2570

​​ดร.สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับภาครัฐและเอกชน ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการดำเนินการจัดทำแผนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของชาติ ระยะที่ 2 (ปี 2566-2570) ต่อเนื่องจากระยะที่ 1 (ปี 2564-2565) โดยตั้งเป้ามูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศให้มีมูลค่า 7.1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 และยังได้ตั้งเป้าสัดส่วนมูลค่าสินค้าที่ส่งออกไปยังต่างประเทศของผู้ประกอบการที่ค้าขายผ่านตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ที่ร้อยละ 20 ภายในปี 2570 เพื่อให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยเติบโตทั้งภายในและระหว่างประเทศ
​​สำหรับ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 2 (ปี 2566-2570)
ได้กำหนดยุทธศาสตร์ของแผนไว้ทั้งสิ้น 4 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนากำลังคน พลเมือง และผู้ประกอบการดิจิทัล (Competency Building) 2.การพัฒนาสภาพแวดล้อม และปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Ecosystem and Enabling Factors) 3.การยกระดับความเชื่อมั่นต่อการทำธุรกรรมในอุตสาหกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Trust and Security) และ 4.การพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ และส่งเสริมการค้าออนไลน์
ทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน (Enhance and Promotion)
​​“การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ได้เข้ามามีผลต่อชีวิตของเรามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดวิถีชีวิตแบบ New Normal ที่ผู้คนหันมาซื้อขายของออนไลน์กันมากขึ้น ส่งผลให้การค้าขายสินค้าออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเข้าถึงคนได้ทุกระดับ จน E-Commerce ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในปัจจุบัน โดยในปี 2566 คาดว่ามูลค่าการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวมของประเทศจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการขับเคลื่อนระบบนิเวศพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกภาคส่วนกลับเข้าสู่ภาวะปกติแบบเต็มรูปแบบ”ดร.สรรเสริญกล่าว ที่ผ่านมา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดนโยบายในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการไทย

ซึ่งรวมถึง SMEs วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร ด้วยการใช้ประโยชน์จากการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่ไปกับการผลักดันให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ทางการค้าที่ดี เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก โดยการใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เช่น ส่งเสริมการขยายตลาดสินค้ากลุ่ม BCG
(Bio-Circular-Green Economy) และการเจรจาการค้าออนไลน์ (OBM) สำหรับคณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกว่า 30 หน่วยงาน เช่น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เป็นต้น เพื่อร่วมขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทย และมุ่งเป้าให้ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยเติบโต เท่าทัน ครบครัน มั่นใจ ปลอดภัย ยั่งยืน”

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2 กุมภาพันธ์ 2566

“พาณิชย์-DITP”ชี้ช่องผู้ส่งออกอาหารสัตว์ไทย จับมือ ET Pet ทำตลาดในไต้หวัน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย “อาหารสัตว์เลี้ยง” มีโอกาสขยายเข้าสู่ตลาดไต้หวันเพิ่ม

ชี้ช่องร่วมมือกับร้าน ET Pet เชนร้านขายสินค้าสัตว์เลี้ยงยักษ์ใหญ่ ที่ตั้งเป้าขยายสาขาให้ได้ 500 สาขาภายใน 5 ปี จากปัจจุบันมี 147 สาขา
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจาก น.ส.กัลยา
ลีวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ไต้หวัน ถึงลู่ทางการขยายการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าสู่ตลาดไต้หวัน โดยใช้ช่องทางผ่านร้าน
ET Pet ซึ่งเป็นเชนร้านขายสินค้าสัตว์เลี้ยงยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ET.Pet เป็นธุรกิจสำคัญในเครือของกลุ่ม Eastern Multimedia Group ปัจจุบันมีร้านค้า 147 แห่งทั่วไต้หวัน ถือเป็นเชนร้านขายสินค้าสัตว์เลี้ยงที่มีจำนวนสาขามากที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดของไต้หวัน และล่าสุดเพิ่งมีการเปิดตัว ET Plaza ที่เป็น Shopping Center สำหรับสินค้าสัตว์เลี้ยงแบบ Complex แห่งแรกของไต้หวัน ให้บริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ทั้งร้าน ET.Pet โรงพยาบาล

สัตว์เลี้ยง Loving Kindness Animal Hospital และร้าน FamiSuper ที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตในเครือของ Family Mart เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการให้บริการสำหรับสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ โดยนำเสนอสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับเหล่าคนรักสัตว์เลี้ยงในไต้หวัน และมีแผนที่จะเปิดสาขาที่ 2 ภายในปี 2566 และตั้งเป้าขยายสาขาของ ET Pet ให้ได้ 500 สาขาภายใน 5 ปี โดยในจำนวน 500 สาขาที่จะเปิดใหม่ มีประมาณ 1 ใน 3 ที่เป็นการร่วมมือกับ Family.Mart ในการเปิดร้านแบบ Complex มีแผนจะนำเสนอบริการรับส่งสินค้าที่สั่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของบริษัทในเครือ ET Mall (หนึ่งในแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน และเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน) ที่ร้าน ET Pet เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้า และในจำนวน 147 สาขาของ ET Pet ในปัจจุบัน มีถึง 125 สาขา ที่ให้บริการเสริมความงามสำหรับสัตว์เลี้ยง และมี 10 สาขาที่มีเสนอบริการทางการแพทย์สำหรับสัตว์เลี้ยงควบคู่ไปด้วย โดยคาดว่ายอดขายของร้าน ET Pet ในปี 2565 จะมีมูลค่ามากกว่า 2,990 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% นอกจากนี้ กลุ่ม Eastern.Multimedia.Group เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อมวลชน อี-คอมเมิร์ซ และ TV Shopping ยักษ์ใหญ่ คือ ET Mall และ Eastern Home Shopping มีส่วนช่วยในการทำการตลาดของ ET Pet ได้เป็นอย่างดี โดยใช้สื่อในเครือช่วยประชาสัมพันธ์ ในขณะที่ ET Mall มีฐานลูกค้ามากถึง 10 ล้านราย หากในจำนวนนี้ มีผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงประมาณ 20% ก็จะมีกลุ่มลูกค้ามากถึง 2 ล้านราย จึงถือเป็นการต่อยอดทางธุรกิจที่ดีเยี่ยม นายภูสิตกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงด้านไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ของไต้หวัน ที่หันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงของไต้หวันมีการขยายตัวเป็นอย่างมากภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งกลุ่ม Eastern Multimedia Group ได้เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและเข้าลงทุนอย่างเต็มที่ในตลาดค้าปลีกสินค้าสัตว์เลี้ยง ส่วนผู้ผลิต ผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย ควรพิจารณาร่วมมือกับร้าน ET Pet ในการสร้างแบรนด์หรือขยายตลาดร่วมกันต่อไป ปัจจุบัน การนำเข้าอาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีกจากไทยของไต้หวัน มีการเติบโตที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2553 แล้ว มูลค่านำเข้าจากไทยในปี 2564 มีการเติบโตมากถึง 311% และในช่วง 11 เดือนของปี 2565 (มกราคม - พฤศจิกายน) มูลค่านำเข้าสินค้าอาหารสุนัขหรือแมวสำหรับการขายปลีกของไต้หวัน เพิ่มขึ้นถึง 20.88% โดยไต้หวันนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทยมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 36.98% ของการนำเข้าทั้งหมด เพิ่มขึ้น 35.34% เป็นการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงโดยรวมของไต้หวัน

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
1กุมภาพันธ์ 2566

“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าส่งออก “เครื่องดื่ม”เจาะตลาดเวียดนามแนะเน้นสินค้าพรีเมียมเพื่อสุขภาพ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าผู้ผลิตเครื่องดื่ม ส่งออกสินค้า “เครื่องดื่ม”.เจาะตลาดเวียดนาม หลังพบมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง เผยเครื่องดื่มพรีเมี่ยม เพื่อสุขภาพ มีโอกาสทำตลาดสูง แนะควรเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อเปิดตัวสินค้า และใช้ช่องทางออนไลน์ทำตลาดเพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทาง และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวธนียา

ฟูเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ถึงแนวโน้มตลาดสินค้าเครื่องดื่มในเวียดนาม และโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเครื่องดื่มของผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานสถานการณ์ตลาดเครื่องดื่มในเวียดนามในปี 2566 มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้น หลังจากซบเซาจากโควิด-19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยฟื้นตัวทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีแอลกอฮอล์ และผู้บริโภคยังให้ความสำคัญต่อสุขภาพมากขึ้น โดยต้องการเครื่องดื่มที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน นายภูสิตกล่าวว่า ในการขยายตลาดสินค้าเครื่องดื่มของไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ควรกำหนดกลยุทธ์ด้านการตลาดในการเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในเวียดนาม โดยควรมุ่งเน้นการนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป เพื่อสร้างความแตกต่าง อาทิ ชาพร้อมดื่มบรรจุกระป๋องระดับพรีเมี่ยม เครื่องดื่มผลไม้ผสมสมุนไพร และน้ำผลไม้ตามฤดูกาล เน้นจุดเด่นคือมีให้บริโภคได้เฉพาะบางฤดูกาลเท่านั้น หรือการคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียง

นอกจากนี้ อาจพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยแตกต่างจากบรรจุภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาด แม้ว่าตลาดเครื่องดื่มจะถูกครองตลาดโดยบริษัทต่างชาติ แต่ปัจจุบันผู้บริโภคชาวเวียดนามมีแนวโน้มลดการใช้เครื่องดื่มอัดลมและค่อย ๆ เปลี่ยนไปดื่มเครื่องดื่มออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติและดีต่อสุขภาพ
ส่วนช่องทางการกระจายสินค้าเครื่องดื่มมีช่องทางการซื้อสินค้าส่วนใหญ่จากร้านตัวแทนจำหน่ายหรือร้านค้าของชำ ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต และช่องทางออนไลน์ โดยมีแนวโน้มว่าผู้บริโภคนิยมซื้อผลิตภัณฑ์
ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากสะดวกรวดเร็ว และผู้บริโภคยังสามารถเปรียบเทียบข้อมูลและราคาสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อได้ และร้านค้าออนไลน์มีระบบชำระเงินผ่านการเชื่อมโยงกับบัญชีธนาคาร หรือการชำระเงินสดเมื่อได้รับสินค้า โดยผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งเสริมสินค้าให้เป็นที่รู้จัก ควรใช้วิธีร่วมกับผู้นำเข้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook , e-commerce websites ที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อประชาสัมพันธ์และเพิ่มยอดการขายสินค้าในตลาดเวียดนาม

ขณะเดียวกัน ในการขยายตลาดควรจะเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในเวียดนาม เช่น Vietfood & Beverage – ProPack 2023 ที่มีกำหนดการจัดขึ้นในวันที่ 10-12 สิงหาคม 2566 ณ โฮจิมินห์ งานแสดงสินค้า Mini Thailand Week และงาน.Online Business matching (OBM) ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
การส่งออกเครื่องดื่มของไทยไปเวียดนามในช่วง 11 เดือนของปี 2565 (มกราคม – พฤศจิกายน) มีมูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12% โดยน้ำแร่ น้ำอัดลมที่ปรุงรส มีมูลค่าสูงสุด 334 ล้านเหรียญสหรัฐ
เพิ่ม 37,443.8% รองลงมา คือ เครื่องดื่มอื่น ๆ มูลค่า 60.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 82.4% เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่น ๆ มูลค่า 4.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 58.8% วิสกี้ มูลค่า 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 2,883.1% ไวน์ มูลค่า
3 แสนเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 343% เบียร์ มูลค่า 1.6 แสนเหรียญสหรัฐ ลด 46.8% เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์อื่น ๆ
2 หมื่นเหรียญสหรัฐ ลด 59.7%

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
30 มกราคม 2566

วว. /อินโนบิก เปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรจุลินทรีย์โพรไบโอติกสำหรับระบบทางเดินอาหาร “Innobic Probiotics GD”

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)   โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว. )  ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ  BCG  ร่วมกับบริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด  ในเครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  เปิดตัว “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรจุลินทรีย์โพรไบโอติกสำหรับระบบทางเดินอาหาร” มีประสิทธิภาพช่วยปรับสมดุลลำไส้ เสริมภูมิต้านทานร่างกาย ภายใต้แบรนด์  “Innobic  Probiotics  GD”  เป็นผลิตภัณฑ์ด้านโภชนาการ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย 

ศ .(วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า  วว. โดย ศูนย์นวัตกรรมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม (ICPIM)  ในสังกัด ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ  ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรจุลินทรีย์โพรไบโอติกสำหรับระบบทางเดินอาหาร” ให้แก่ บริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด  ในเครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการคัดเลือกเชื้อโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ไทยที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยเป็นครั้งแรก เพื่อให้เหมาะกับคนไทย  ภายใต้บันทึกความเข้าใจขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ  BCG  เพื่อนำผลงานวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ  เทคโนโลยีอาหาร  บ่มเพาะธุรกิจไปใช้ประโยชน์สู่เชิงพาณิชย์  โดยปัจจุบัน อินโนบิก (เอเซีย) เริ่มดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์ อินโนบิก โพรไบโอติกส์ จีดี (Innobic  Probiotics GD)  มีประสิทธิภาพช่วยปรับสมดุลลำไส้ เสริมภูมิต้านทานร่างกาย  โดย  1  แคปซูล ประกอบด้วย  จุลินทรีย์ดีเล็กโตบาซิลลัส พาราคาเซอิ  จุลินทรีย์บีพีโด แบคทีเรียเรียม เบรเว  จุลินทรีย์ดีบาซิลลัส  โคแอททูแลน  และใยอาหารอินูลิน  นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการดำเนินงานเพื่อใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย อันเป็นความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ  ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การปฏิรูปอุตสาหกรรมในรูปแบบใหม่ ที่ยึดโยงศักยภาพและความได้เปรียบจากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

“… วว. กำหนดแนวนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ด้วยการใช้ประโยชน์จากกลุ่มจุลินทรีย์ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ด้านเกษตร อาหาร อาหารสุขภาพ การแพทย์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันและต่อยอดงานวิจัยพัฒนา และเพื่อให้เกิดการ Spin-off ของธุรกิจนวัตกรรม และการวางรากฐานของประเทศสู่กลไกการขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมชีวภาพ อันจะส่งผลให้อุตสาหกรรมไทยมีผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและคุณค่าสูง (Value Creation) ที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก วว. เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับอินโนบิก (เอเซีย) ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพตามนโยบาย BCG จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ เป็นตัวอย่างของการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งยังส่งผลการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม วว. มีศักยภาพและความพร้อมด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแบบครบวงจร (Research and Development, Innovation and Manufacturing : RDIM) ประกอบด้วยนักวิจัยที่มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีจุลินทรีย์โพรไบโอติกและจุลินทรีย์ในอุตสาหกรรมอาหาร มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานวิจัยพัฒนาตั้งแต่ระดับต้นทาง (Upstream unit) ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ตั้งแต่ในระดับห้องปฏิบัติการ ระดับสัตว์ทดลอง จนถึงการศึกษาในระดับมนุษย์ (Clinical trial) ถึงระดับปลายทาง (Downstream unit) มีกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานสากล ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งถือว่าเป็นสายการผลิตที่ครบวงจรเป็น

แห่งแรกของประเทศ เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน ทำให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสุขภาพ ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน


ดร.บุรณิน  รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด  กล่าวว่า อินโนบิก (เอเซีย) เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา จากความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ “Leading Life Science Company in Region by Bringing Best Science and Enhancing Quality of Life” คือ การดำเนินธุรกิจด้วยเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทชั้นนำด้านชีววิทยาศาสตร์ในภูมิภาค มีวิทยาศาสตร์อันเป็นเลิศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ในวันนี้ถือได้ว่าบริษัทประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับจากพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญในวงการ ด้วยเป้าหมายที่ต้องการตอบโจทย์สังคมสูงวัย การดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ตลอดจนส่งเสริมให้ประเทศเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพของโลก ประกอบกับต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้า และมุ่งส่งเสริมนักวิจัยและงานวิจัยไทยสู่ระดับสากล ทำให้ อินโนบิก เปรียบเสมือน โมเดลแพลตฟอร์ม ที่รวมพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันสร้างและขับเคลื่อนธุรกิจด้านสุขภาพด้วยนวัตกรรมให้เป็นรูปธรรมและผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ 

โดย อินโนบิก (เอเชีย) ได้จัดตั้ง บริษัท อินโนบิก นูทริชั่น จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจทั้งในด้านโภชนาการทางการแพทย์ (Medical Nutrition) สำหรับผู้ป่วย และในส่วนของโภชนเภสัช (Nutraceutical) รุกตลาดธุรกิจเกี่ยวกับโภชนาการอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เน้นให้เหมาะกับบุคคลแต่ละกลุ่ม ตามอายุ เพศ หรือความต้องการด้านโภชนาการรวมทั้งเพื่อป้องกันโรคต่างๆ จะช่วยเสริมสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในอนาคตมีแผนที่จะขยายตลาดในกลุ่มสินค้าอาหารสำหรับผู้ป่วย และอาหารเสริมเพื่อสุขภาพอีกด้วย  สำหรับผลิตภัณฑ์ อินโนบิก โพรไบโอติกส์ จีดี (Innobic Probiotics GD)  พร้อมจำหน่ายที่ร้าน Lab Pharmacy ทุกสาขาและร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ Innobic Official Shop บนแพลตฟอร์ม Shopee ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 

“พาณิชย์-DITP”แนะไทยจับตาวางแผนรับมือ หลังจีนเปิดส่งสินค้าไปท่าเรือชาบาฮาร์ของอิหร่านเป็นครั้งแรก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

(DITP) เผยจีนเปิดให้บริการเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือไปยังท่าเรือ

.ชาบาฮาร์ของอิหร่านเป็นครั้งแรก ช่วยเปิดทางสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดอิหร่านได้โดยตรง และยังสามารถกระจายต่อไปยังตะวันออกกลาง เอเชียกลางและยุโรป แนะไทยจับตาใกล้ชิด และวางแผนรับมือ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ รวมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยล่าสุดได้รับข้อมูลจากนายทวีป ราชาภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเตหะราน ถึงการเปิดให้บริการเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือจากจีนไปยังท่าเรือชาบาฮาร์ของอิหร่านเป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยร่นระยะทางและเวลาในการเดินทางสั้นลง จากเดิมที่ต้องจัดส่งสินค้าไปยังท่าเรือบันดาร์อับบาสที่อยู่ลึกเข้าไปในอ่าวเปอร์เซียแล้วจึงค่อยขนถ่ายไปยังท่าเรือชาบาฮาร์อีกทอดหนึ่ง โดยใช้บริการเรือเล็กของอิหร่านที่มีจำนวนมากกว่า 3 หมื่นลำในอ่าวเปอร์เซีย ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าการเปิดให้บริการเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือเส้นทางใหม่ดังกล่าว เป็นผลมาจากการลงนามความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ 25 ปี ระหว่างจีนกับอิหร่าน ซึ่งหนึ่งในวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ คือ การฟื้นฟูเส้นทางสายไหมทางทะเลที่เคยเฟื่องฟูในอดีต ซึ่งนอกจากจะเป็นการขยายตลาดส่งออกสินค้าจีนไปยังอิหร่านโดยตรงแล้ว ยังเป็นการพัฒนาเส้นทางส่งออกต่อสินค้าจีนไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และยุโรป ตามเส้นทางสายไหมของจีนอีกด้วย สำหรับท่าเรือชาบาฮาร์ เป็นท่าเรือพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของอิหราน (ท่าเรือบันดาร์อับบาส ท่าเรืออิหม่ามโคไมนี่ และท่าเรือชาบาฮาร์) ตั้งอยูที่เมืองชาบาฮาร์ จังหวัดซิสตานและบาลูจิสถาน ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีพื้นที่ประมาณ 17,150 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรราว ๆ 200,000 คน เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศอิหร่าน ติดกับทะเลโอมาน ซึ่งมีระยะทางที่ใกล้ทะเลเปิดของมหาสมุทรอินเดียมากที่สุด ทั้งนี้ ในจำนวนท่าเรือส่งออก-นำเข้าสินค้า 9 แห่งของอิหร่าน มีเพียงท่าเรือชาบาฮาร์เพียงแห่งเดียวที่ได้รับยกเว้นการค่ำบาตรจากสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นการรักษาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนั่นก็คืออินเดีย เนื่องจากอินเดียได้รับสัมปทานในการบริหารจัดการท่าเรือชาบาฮาร์พร้อมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งท่าเรือแห่งนี้ถือว่ามีความสำคัญต่ออินเดียค่อนข้างสูง เพราะอินเดียสามารถใช้ประโยชน์ในการส่งออกสินค้าไปยังอัฟกานิสถานและเอเชียกลาง โดยที่ไม่ต้องผ่านประเทศปากีสถาน ปัจจุบัน เส้นทางขนส่งสินค้าที่ประหยัดและสั้นที่สุดสำหรับประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในเอเชียกลาง คือ เส้นทางขนส่งสินค้าตามระเบียงขนส่งเหนือ-ใต้ผ่านท่าเรือชาบาฮาร์ ซึ่งมีศักยภาพรองรับการขนส่งสินค้าปริมาณ 15-20 ล้านตันต่อปี มีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่สองแห่ง คือ ท่าชาฮิดเบเฮซติและท่าชาฮิดการันตาริ ด้วยช่องจอดเทียบเรือขนาดใหญ่ท่าละ 5 ช่อง โดยสินค้าที่นำเข้า-ส่งออกผ่านท่าเรือแห่งนี้ จะถูกขนถ่ายต่อไปยังเอเชียกลางหรือแม้กระทั่งยุโรปตะวันออกผ่านระบบขนส่งทางรถไฟและทางถนนอีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์ว่าเส้นทางนี้

จะช่วยให้การขนส่งสินค้าจากเอเชีย (เริ่มจากอินเดีย/อ่าวโอมาน/อ่าวเปอร์เซียผ่านท่าเรือชาบาฮาร์-ท่าเรือเมือง
มาซานดาราน ของอิหร่าน) ไปยังยุโรป (ยุโรปตะวันตกและรัสเซีย) ประหยัดค่าใช้จายลงกว่า 30% และสามารถ
ย่นระยะเวลาการเดินทางได้สูงถึง 40% (จากเดิมใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ลดลงเหลือเพียง 3 สัปดาห์) นอกจากนี้ การเปิดใช้เส้นทางขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือชาบาฮาร์ในครั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าจะช่วยให้ทั้งจีนและอิหร่านประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าได้ถึง 400 เหรียญสหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์ และสามารถย่นระยะทางในการขนส่งสินค้าจากจีนไปยังอิหร่านได้ไม่น้อยกว่า 10 วัน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 30-60 วัน สำหรับการขนส่งสินค้าจากท่าเรือเทียนจิน ชิงเต่า เซี่ยงไฮ้ เสิ่นเจิ้น กวางโจว หรือหนิงโปของจีนไปยังอิหร่าน “การนำร่องขนส่งสินค้ามายังท่าเรือชาบาฮาร์ของจีนในครั้งนี้ นอกจากจะนำไปสู่การพัฒนายกระดับการให้บริการ ของท่าเรือแห่งนี้อย่างขนานใหญ่ในอนาคตแล้ว ยังถือว่าเป็นพัฒนาการความก้าวหน้าทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศของอิหร่านที่กำลังพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของภูมิภาคอีกด้วย ในขณะเดียวกันก็เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับข้อตกลงความร่วมมือขนส่งสินค้าข้ามแดนระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศเอเชียกลาง อัฟกานิสถาน อินเดีย หรือแม้กระทั่งรัสเซีย ที่มุ่งหวังว่าจะใช้ท่าเรือ

แห่งนี้เป็นทรานซิสฮับ ในการนำเข้า-ส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง และแอฟริกา โดยเฉพาะหลัง FTA ระหว่างอิหร่านกับกลุ่ม EUROSIA มีผลบังคับใช้สิ้นเดือนมกราคม 2566 เป็นต้นไป ซึ่งผู้ประกอบการของไทยที่ค้าขายกับอิหร่าน ควรที่จะจับตาสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และหาทางวางแผนรับมือในการค้าขายกับอิหร่านต่อไป เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันกับสินค้าจีนในตลาดอิหร่าน”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
27 มกราคม 2566

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับทีเอ็มบีธนชาต ขอเรียนเชิญท่านร่วมงานสัมมนา “โอกาสใหม่เอสเอ็มอีไทยสู่ตลาดโลก 2023 ”

ในวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 1 สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
ถ. รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ (แผนที่จัดงาน : https://goo.gl/maps/Nf6CK2tr68rUZyKh9)

สิ่งที่ท่านจะได้รับจากงานสัมมนาในครั้งนี้

  • รู้ทิศทางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ปี 2023
  • เกาะติดสถานการณ์การส่งออกของไทย และแนวโน้มตลาดโลกปี 2023
  • โอกาสและตลาดใหม่ของเอสเอ็มอีไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
  • นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ พร้อมแนวทางการบริหารความเสี่ยง ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย

พบกับวิทยากรที่เชี่ยวชาญเรื่องการวิเคราะห์เศรษฐกิจ สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ และการบริหารความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ธุรกิจพร้อมวางแผนเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน

  • คุณพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1
    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
  • คุณบุษรัตน์ เบญจรงคกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต
  • คุณนริศ สถาผลเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบีธนชาต

พิเศษ! สำหรับสมาชิกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)
ขอสงวนสิทธิ์บริษัทละ 2 ท่าน และสำหรับผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้น สัมมนาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ท่านสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงาน ภายในวันที่ 27 มกราคม 2566 ผ่านลิ้งค์ : https://drive.ditp.go.th/หน้าหลัก/รายละเอียดกิจกรรม/activityid/13527

“พาณิชย์-DITP”แนะไทยลุยลงทุนอินเดียใน 14 อุตสาหกรรม และร่วมมือสตาร์ทอัปทำธุรกิจ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยรัฐบาลอินเดียเดินหน้าดึงดูดการลงทุนใน 14 สาขาอุตสาหกรรม ภายใต้นโยบายอินเดียพึ่งตนเอง สั่งแต่ละรัฐกระตุ้นการลงทุนจริงจัง ชี้เป็นโอกาสไทยเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมขั้นกลาง ระบุยังมีโอกาสร่วมมือกับสตาร์ทอัปอินเดียในการทำธุรกิจด้วย หลังอินเดียหนุนสตาร์ทอัปเต็มสูบ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวสุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ถึงโอกาสการเข้าไปลงทุนในอินเดีย หลังจากที่รัฐบาลอินเดียได้มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนใน 14 สาขาอุตสาหกรรมภายใต้นโยบายอินเดียพึ่งตนเอง และการลงทุนร่วมกับสตาร์ทอัป เพื่อขยายตลาดในอินเดีย โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการค้าภายใน (DPIIT) ได้ทบทวนและประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อจูงใจและอำนวยความสะดวกในการลงทุนใน 14 สาขา เช่น อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมขั้นกลางต่าง ๆ

ในปี 2566 มากขึ้น ภายใต้นโยบายอินเดียพึ่งตนเอง โดยเน้นให้แต่ละรัฐในอินเดียเร่งกระตุ้นการลงทุนอย่างจริงจัง ทั้งนี้ อินเดียยังได้ใช้สตาร์ทอัปเป็นกลไกหนึ่งในการระดมทุนและขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาว และเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัป เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในอินเดีย โดยปัจจุบันอินเดียมีสตาร์ทอัปแล้วประมาณ 84,000 ราย ที่ผ่านการคัดกรองและขึ้นทะเบียนโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการค้าภายใน DPIIT โดยในช่วงปี 2564-2565 มีสตาร์ทอัปได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนเงินเริ่มต้นสำหรับสตาร์ทอัป (SISFS) แล้ว มูลค่าประมาณ 2.2 พันล้านบาท และอินเดียยังเร่งพัฒนาระบบนวัตกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมรองรับการเติบโตของสตาร์ทอัป ซึ่งดัชนีนวัตกรรมโลก 2022 (Global Innovation.Index 2022) ประเมินว่าอินเดียได้พัฒนาระบบนิเวศน์เพื่อสตาร์ทอัปให้ดีขึ้นจากอันดับที่ 81 ในปี 2558 เป็นอันดับที่ 40 ในปี 2565 โดยสามารถยกระดับได้ถึง 41 อันดับภายใน 7 ปี ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของอินเดียที่จะปรับตัวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้ในไม่ช้า “จากนโยบายของรัฐบาลอินเดีย ที่ออกมาเพื่อดึงดูดการลงทุน ทั้งการลงทุนใน 14 สาขา และการร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัป จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนของไทย จะพิจารณาเข้าไปลงทุนในอินเดีย เพราะรัฐบาลอินเดียเปิดกว้าง และถือเป็นช่องทางลัดอีกทางหนึ่ง ในการบุกเจาะขยายตลาดอินเดีย”นายภูสิตกล่าว นายภูสิตกล่าวว่า ที่ผ่านมา มีธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยหลายรายเข้าไปลงทุนในอินเดียแล้ว ทั้งกลุ่มสินค้าอาหาร แปรรูป สัตว์น้ำ นม โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ภาชนะและบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง วัสดุก่อสร้าง เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ในครัวและในสำนักงาน ชิ้นส่วนยานยนต์และพลังงานแสงอาทิตย์ และภาคบริการ เช่น ธุรกิจค้าส่ง ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริการทางธุรกิจสำหรับสตาร์ทอัป รวมทั้งธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่งทางเรือและศูนย์กระจายสินค้า แต่ก็ยังมีโอกาสสำหรับสาขาที่ไทยมีศักยภาพอีกหลายสาขา เช่น โรงแรม บริการสุขภาพและความงาม บริการก่อสร้างและตกแต่ง ซึ่งสามารถนำสินค้าจากไทยมาใช้และจัดแสดงในกิจการเหล่านี้ได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีช่องทางลัดในการขยายธุรกิจไทยในอินเดีย คือ การจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อช่วยบุกเบิกและควบคุมกิจการในอินเดีย โดยเข้าไปถือหุ้นเพื่อควบคุมทิศทางและการบริหาร แต่อาศัยคนท้องถิ่นในการจัดการและดูแลบุคลากร ส่วนธุรกิจบริการ อาจพิจารณาใช้ระบบแฟรนไชส์ เป็นกลไกในการขยายสาขาในอินเดียได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญ ควรจะหาผู้ร่วมลงทุนในอินเดีย โดยสามารถหาได้จากการเข้าร่วมงาน เช่น Global.Investors Summit 2023 ในแต่ละรัฐ โดยรัฐมัธยประเทศ และรัฐอุตตรประเทศ กำหนดจัดเดือนมกราคม 2566

และรัฐอานธรประเทศ เดือนมีนาคม 2566 เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
25 มกราคม 2566

“พาณิชย์-DITP”ชวนผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก สมัครร่วมโครงการแมชชิ่งซื้อขายผลไม้-ผลิตภัณฑ์เกษตร

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชวนผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก สมัครเข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ กับคู่ค้าสำคัญจากตะวันออกกลาง สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศ ยื่นสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2566 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ขับเคลื่อนนโยบาย

“เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” และมีมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก เพื่อบริหารจัดการผลไม้ทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และการยกระดับการส่งออกสินค้าของไทยผ่านการทำโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการส่งออกสินค้าเกษตรต่าง ๆ เพื่อรักษาตลาดเดิม บุกตลาดใหม่ เร่งขยายตลาดเป้าหมายในการส่งออก และเพิ่มสัดส่วนทางการตลาด “โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ
เพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้า” ในวันที่ 8 มีนาคม 2566 ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีสินค้าเป้าหมาย คือ ผลไม้สดชนิดต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป และสินค้าทางการเกษตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจะจัดให้มีการจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) โดยเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่ายสินค้าเป้าหมายที่มีศักยภาพจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ ตะวันออกกลาง สหภาพยุโรป อเมริกา แอฟริกา และเอเชีย มาร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการส่งออกของไทย “โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งระบายสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ของไทย

สู่ตลาดโลกในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดในปริมาณมาก เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันโดยผลักดันเพิ่มช่องทาง และเสริมสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ เร่งรัดการทำตลาดเชิงกลยุทธ์ โดยรักษาและฟื้นฟูตลาดเดิมจากสถานการณ์ในต่างประเทศที่เคยเป็นอุปสรรคเพื่อขยายส่วนแบ่งตลาด เปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และตลาดที่มีความยืดหยุ่นทางการขนส่ง ประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ของไทย
ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น และเน้นย้ำภาพลักษณ์ และแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพดี และได้มาตรฐานส่งออก รวมทั้งแสดงความก้าวหน้าของไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล”นายภูสิตกล่าว ทั้งนี้ ในช่วงการจัดงาน นอกจากจะมีการจัดกิจกรรมหลัก คือ การจับคู่เจรจาธุรกิจของผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่ายสินค้าเป้าหมายที่มีศักยภาพจากต่างประเทศร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการส่งออกของไทยแล้ว จะมีการจัดการลงนามความตกลงทางการค้าหรือข้อตกลงการซื้อขาย (MOU) ระหว่างผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทยกับคู่ค้าจากต่างประเทศ กิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารจากผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปอื่น ๆ ตลอดจนการชิมรสชาติอาหารที่ปรุงจากผลไม้ และสินค้าเกษตร และการจัดนิทรรศการแสดงศักยภาพของสินค้าเป้าหมาย โดยความร่วมมือของสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง “กรมฯขอเชิญชวนผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ที่สนใจจะขยายตลาดในโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด

แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ เพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้า สมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มกราคม 2566 โดยสามารถสมัครเข้าร่วมงาน และยื่นหลักฐานการสมัครผ่านระบบออนไลน์ ที่ https://drive.ditp.go.th/th-th/ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เบอร์โทรศัพท์ 02-507-8354,
02-507-8343 หรือ Email agri.ditp03@gmail.com” นายภูสิตกล่าว


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
23 มกราคม 2566

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดกิจกรรมส่งความสุขเทศกาลตรุษจีน

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
จัดกิจกรรมพร้อมส่งมอบความสุขและคำอวยพรมงคลในเทศกาลตรุษจีน
新正如意 新年发财 ร่ำรวยในปีใหม่裏裏裏 อินฟลูฯ ตี๋ หมวย อินเตอร์ มาอวยพร พี่น้อง ภายในขบวนรถไฟฟ้าที่ยาวที่สุดในประเทศ ในช่วงค่ำที่ผ่านมา ทั้งสายธานีรัถยา (รังสิต) และสายนครวิถี (ตลิ่งชัน)

สุขสมหวังทุกประการ ร่ำรวยมั่งคั่ง สุขภาพแข็งแรง

“มากกว่าการเดินทางคือ .. . ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดงยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“พาณิชย์-DITP”เผย “วุ้นผลไม้” สินค้าดาวรุ่งตัวใหม่ มีโอกาสขยายตลาดในจีน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย “วุ้นผลไม้” สินค้าดาวรุ่งตัวใหม่ มีโอกาสขยายตลาดในจีน หลังกลุ่มผู้บริโภคขยายตัวจากกลุ่มเด็ก เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานเพิ่มขึ้น ชี้วุ้นที่เพิ่มฟังก์ชัน ดีต่อสุขภาพ

ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ มีโอกาสสูง นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงวุ้นผลไม้ ซึ่งเป็นสินค้าดาวรุ่งตัวใหม่ ที่มีโอกาสขยายเข้าสู่ตลาดจีน หลังมีการขยายตัวจากกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเด็กเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและวัยทำงานเพิ่มขึ้น โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานเพิ่มเติมว่า เดิมตลาดวุ้นผลไม้เป็นขนมทานเล่นของเด็ก ๆ แต่ปัจจุบันผู้บริโภคชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ได้หันมานิยมบริโภคกันมากขึ้น โดยมีผลสืบเนื่องมาจากการที่แบรนด์วุ้นผลไม้แต่ละแบรนด์ในจีน ได้มีการยกระดับรสสัมผัสและคุณภาพของวุ้นผลไม้ ทำให้วุ้นผลไม้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคหลายกลุ่มและบริโภควุ้นผลไม้ในหลายสถานการณ์มากขึ้น เช่น ในศูนย์ความงาม โรงภาพยนตร์ ร้านกาแฟ ร้านน้ำชาตอนบ่าย เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าแบรนด์วุ้นผลไม้หลายแบรนด์ในจีน ได้ยกระดับสินค้าตามความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อาทิ Qinqin.(ฉินฉิน) ได้ผลิตวุ้นผลไม้ฟังก์ชันสำหรับสาวออฟฟิศ ซึ่งมีส่วนผสมของเอนไซม์ คอลลาเจน และ น้ำผึ้ง อีกทั้งยังได้ผลิตวุ้นผลไม้แคลอรี่ต่ำ ไม่มีไขมัน สำหรับผู้บริโภควัยรุ่นออกสู่ตลาด

แบรนด์ Ningchun (หนิงชุน) ได้ผลิตวุ้นผลไม้ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี คอลลาเจนเปปไทด์ และกรดไฮยาลูรอน เพื่อผู้บริโภคที่ต้องการผิวสวย
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคชาวจีนค่อนข้างชื่นชอบวุ้นผลไม้ที่ไม่แต่งกลิ่น สีและไม่มีสารกันเสีย จึงทำให้วุ้นผลไม้ระดับไฮเอนด์ ที่ดีต่อสุขภาพ และผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีนมากขึ้น และคาดว่าวุ้นผลไม้สไตล์ใหม่ที่ผลิตจากน้ำผลไม้ เนื้อผลไม้ นมและช็อกโกแลตจะสามารถครองส่วนแบ่ง
ในตลาดวุ้นผลไม้จีนในอนาคตมากขึ้น
“จากการพัฒนาวุ้นผลไม้ของหลาย ๆ แบรนด์ในตลาดจีนในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนรู้จักวุ้นผลไม้ที่แตกต่างไปจากเดิม ผู้บริโภควัยรุ่นและวัยทำงานเริ่มหันมาเลือกซื้อวุ้นผลไม้ที่เติมฟังก์ชันลงไปในผลิตภัณฑ์มากขึ้น อาทิ วุ้นผลไม้เพื่อผิวสวย วุ้นผลไม้เพื่อหุ่นที่ดี เป็นต้น ส่งผลให้วุ้นผลไม้สไตล์ใหม่กลายเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคชาวจีนสนใจและเลือกบริโภคมากขึ้น โดยปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคชาวจีนใช้พิจารณาเลือกซื้อวุ้นผลไม้ ได้แก่ คุณภาพ วัตถุดิบ วัตถุเจือปน ฟังก์ชันของสินค้า ความแปลกใหม่และบรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจะขยายตลาดวุ้นผลไม้ ควรจะศึกษาเทรนด์การเติบโต และวางแผนการผลิต และการทำตลาดให้ตรงตามที่ตลาดต้องการ ก็จะมีโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
20 มกราคม 2566

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น