ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง นำทีมจัดกิจกรรมวันแห่งความรัก

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรมวันแห่งความรัก #HappyValentinesDay มอบของขวัญสุดพิเศษ ภายในขบวนรถไฟฟ้า นำทีมโดย บุญยเกียรติ วงค์ษาแจ่ม ผู้รักษาประตู สโมสรฟุตบอล UTFC ศิลปิน เพลงไท วง 54 Entertainment Trainees ค่าย Studio 54 Records และคาราวานอินฟลูฯ หนุ่มหล่อสาวสวยอีก กว่า 10 ชีวิต เช้ายันค่ำ อย่างอบอุ่น

“มากกว่าการเดินทางคือ .. . ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดงยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ผนึกกำลัง 4 หน่วยงาน จับมือร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับสินค้าเกษตรและสินค้า OTOPหวังยกระดับสินค้าเกษตรไทย สร้างรายได้ ขยายตลาด ด้วยฐานข้อมูล

14 กุมภาพันธ์ 2566 ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย โดย องค์การตลาด และกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมด้วย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บริษัท ดาร์วินเทค โซลลูชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามความร่วมมือด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับสินค้าเกษตรและสินค้า OTOP มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรของไทย ผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าชุมชน สินค้าโอทอป ผลผลิตทางการเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้าต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ประชาชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร สถาบันการเกษตร สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเปราะบาง ด้วยฐานข้อมูลทางการเกษตร และฐานข้อมูลการตลาดจากความต้องการซื้อขายสินค้าเกษตร โดยมี
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี

นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร รองประธานกรรมการองค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ด้วย อต. เล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตามกลุ่มเป้าหมาย SDGs เพื่อให้ประชาชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรและผู้ประกอบการรายย่อยมีรากฐานการดำรงชีวิตและพัฒนาสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง จึงเป็นที่มาของแนวทางความร่วมมือร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงาน ในการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับสินค้าเกษตรและสินค้า OTOP เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจำหน่ายสินค้า การกระจายสินค้าเกษตร เพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ โดยระบบดังกล่าว สามารถเชื่อมโยงข้อมูลความต้องการผลผลิตจากโรงเรียน และข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร/ เกษตรกร พร้อมด้วยระบบ Logistics ในการติดตามสินค้า ซึ่งจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการซื้อขายในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสจำหน่ายผลผลิตในราคายุติธรรม ช่วยแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สินค้าล้นตลาด และมุ่งพัฒนาตลาดขององค์การตลาดให้เป็น Marketing and Trading ของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรเครือข่าย เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ให้เป็นคนดี คนเก่ง ประกอบอาชีพสุจริต สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

ดร.ชัย วุฒิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวถึงความร่วมมือ ในฐานะหน่วยงานที่พร้อมเป็นฐานรากทางด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงให้กับประเทศ ที่ได้สะสมองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการดูแลโภชนาการและสุขภาพของเด็กและเยาวชน รวมทั้งการทำ Demand-supply matching ของโรงเรียนและหน่วยบริการของรัฐ กับผู้ให้บริการเกษตร อาหารและขนส่ง ในความร่วมมือครั้งนี้ เนคเทค สวทช. ได้ร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อยกระดับศักยภาพการบริการดิจิทัลของหน่วยงานพันธมิตร ด้วยการต่อยอดนวัตกรรมพร้อมใช้ 3 ผลงาน จากแพลตฟอร์มสำหรับโรงเรียนโรงเรียน สู่การพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มสำหรับสินค้าเกษตรและสินค้า OTOP ได้แก่ Thai School lunch หรือ ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ ที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ สามารถประมาณการค่าใช่จ่ายและวัตถุดิบล่วงหน้า ซึ่งระบบนี้จะเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบ KidDiary ที่ครอบครัวสามารถเข้าถึงข้อมูลภาวะทางโภชนาการ และพัฒนาการของเด็ก ๆ

รวมถึงการเชื่อมโยงร่วมกับระบบ Farm to School เพื่อจับคู่ความต้องการสินค้าทางการเกษตรของโรงเรียนกับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ และกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับที่ได้มาตรฐานเพื่อบริหารจัดการผลผลิต โดยร่วมขับเคลื่อน 2 กลไก คือ 1) การวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเพื่อติดตามและส่งเสริมการมีสุขภาพดีของคนไทยด้วยการใช้ข้อมูลและนวัตกรรมการวิเคราะห์ข้อมูล โดย ทีมวิจัยการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ (HBA) กลุ่มวิจัยวิทยาการข้อมูลและการวิเคราะห์ (DSARG) และ 2) การพัฒนาให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มสู่การใช้ประโยชน์ต่อสาธารณะ โดย บริษัท ดาร์วินเทค โซลูชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็น NECTEC Start up ล่าสุด ที่มีความเชี่่ยวชาญเรื่อง AI และ Big Data Analytics ในการดูแลสุขภาพของคนไทย

นายพงษ์ศักดิ์ ติยานันทิ กรรมการบริษัท ดาร์วินเทค โซลูชันส์ (ประเทศไทย) กล่าวในฐานะบริษัท Start up ที่นำผลงานวิจัยศักยภาพสูงของเนคเทค มาขยายผลสู่เชิงพาณิชย์สู่การใช้งานจริง พร้อมเป็นพันธมิตรร่วมทำงานกับทั้ง
3 หน่วยงาน ในการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับสินค้าเกษตรและสินค้า OTOP ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ โดยมุ่งพัฒนาใน 2 ส่วน ประกอบด้วย
1) การเชื่อมโยงข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลความต้องการของลูกค้า 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มโรงเรียนที่ต้องการวัตถุดิบเพื่อตอบโจทย์อาหารกลางวันในโรงเรียน, กลุ่มลูกค้าเดิมขององค์การตลาด เช่น กรมราชทัณฑ์ โรงพยาบาล กลุ่มลูกค้าทั่วไป และการลงทะเบียนเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเจ้าของผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ที่ เป็นคู่ค้าขององค์การตลาด (อต.) และกรมการพัฒนาชุมชน (พช.)
2) Platform พร้อมจ่าย ได้แก่
ฝั่งผู้ซื้ออ : จะเป็นรูปแบบเว็บไซต์ และ รูปแบบ Mobile Application สำหรับสั่งซื้อสินค้า รองรับการเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานบุคคลทั่วไป และลูกค้าหน่วยงาน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ผู้ประกอบการรับจัดอาหาร
ฝั่งผู้ขาย : (คู่ค้าของ อต.และผู้จำหน่ายสินค้า OTOP จากกรมการพัฒนาชุมชน) : มีการลงทะเบียนสินค้าที่จะขายใน platform โดยหากเป็นผลผลิตทางการเกษตรจะมีลงทะเบียนยืนยันตัวตน เพื่อจัดเก็บตำแหน่งที่ตั้งแปลงเกษตรและมาตรฐานการผลิต เพื่อรองรับกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ
ฝั่งผู้บริหารจัดการตลาด : สามารถบริหารจัดการการขาย อาทิ จัดการคู่ค้า จัดการราคา จัดการ stock สินค้า จัดการการจัดส่งสินค้า การชำระเงิน ส่งเสริมการขาย กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
เป้าหมายของความร่วมมือในครั้งนี้ มุ่งหวังพัฒนาให้แพลตฟอร์มสำหรับสินค้าเกษตรและสินค้า OTOP เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลที่สำคัญของประเทศ ในการยกระดับเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าเกษตร
ของไทย รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมที่เกิดจากข้อมูล ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์ของการเชื่อมโยงข้อมูลที่สามารถ
นำมาประยุกต์ใช้จริงได้อย่างครบวงจร ที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาบริการดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐที่ช่วย
ตอบโจทย์ ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งในด้านสร้างการมูลค่าเพิ่มของสินค้า สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง

“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้านักลงทุนไทยลงทุนธุรกิจโลจิสติกส์ในเวียดนาม

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แจ้งข่าวรัฐบาลเวียดนามออกนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม

โลจิสติกส์ในประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับการผลิต การนำเข้า ส่งออก และการค้าในประเทศ ชี้เป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนด้านโลจิสติกส์
ในเวียดนาม นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจาก นางสาวธนียา

ฟูเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย ถึงการติดตามสถานการณ์การแข่งขันของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในเวียดนาม และโอกาสในการเข้าไปลงทุนด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในเวียดนามว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้
นาย เล มินห์ ไค รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ลงนามในข้อมติ No.163/NQ-CP ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินการงานหลักเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศ เพื่อพัฒนาบริการโลจิสติกส์ให้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกับการพัฒนาการผลิตสินค้า การนำเข้า การส่งออก และการค้าภายในประเทศ และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านบริการ
โลจิสติกส์
ขณะเดียวกัน เวียดนามได้มุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์สูงสุดจากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศและส่งเสริมความเชื่อมโยง เพื่อทำให้เวียดนามเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาค และพัฒนาโลจิสติกส์ร่วมกับห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน และยังจะให้ความสนใจกับการปรับคุณภาพทรัพยากรบุคคลและส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงการมุ่งส่งเสริมความเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบและการขนส่งผ่านด่านชายแดน เพื่อลดต้นทุนและปรับปรุงคุณภาพของบริการขนส่งการพัฒนาพื้นที่ซื้อขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ
อีคอมเมิร์ซ เพื่อการพัฒนาโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “จากนโยบายดังกล่าว ทำให้เห็นแนวโน้มว่าอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของเวียดนามจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต แต่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์เวียดนามยังมีข้อจำกัดมากมาย เช่น ต้นทุนบริการด้านโลจิสติกส์ในเวียดนาม

ยังค่อนข้างสูง บริษัทโลจิสติกส์ภายในประเทศ ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กด้วยคลังสินค้าแบบดั้งเดิมขาดโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเงินทุน ดังนั้น ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ในเวียดนาม จึงยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงกับบริษัทต่างชาติ จึงเป็นโอกาสการลงทุนธุรกิจโลจิสติกส์ในเวียดนามของ
นักลงทุนไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการคลังสินค้าและการขนส่งที่เพิ่มขึ้น”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
14 กุมภาพันธ์ 2566

พาณิชย์ ผลักดันธุรกิจบริการสร้างสรรค์เผยเบื้องหลังผลงาน 4 สุดยอดรางวัล DEmark ชูธุรกิจบริการออกแบบไทยสู่ตลาดโลก

​​กรุงเทพฯ 2566: กระทรวงพาณิชย์ โชว์ขีดความสามารถธุรกิจบริการออกแบบไทย จัดเวทีเสวนาด้านการออกแบบ DEmark: Design Talk โดย 4 นักออกแบบชั้นนำ ผู้ชนะรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม หรือ Design Excellence Award (DEmark) สาขาอินทีเรียดีไซน์และสาขากราฟิกดีไซน์ เล่าเรื่องราวการออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานระดับโลก เชื่อมั่นธุรกิจบริการออกแบบไทย แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่สากล
​นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ” กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทที่สำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์
เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนา และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ทั้งในด้านสินค้าและธุรกิจบริการของ SMEs อย่างต่อเนื่อง”
​ภายใต้นโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์
ลักษณวิศิษฏ์) กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ ด้านการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้า ของผู้ประกอบการไทย โดยส่งเสริมและพัฒนา SMEs โดยเฉพาะสินค้าและธุรกิจบริการสร้างสรรค์ ให้เป็นกลไกในการพัฒนาภาคการค้าของประเทศ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ระบบเศรษฐกิจ
​ธุรกิจบริการออกแบบ นับเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทยในด้าน Creative Economy ในปี 2565 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับผลผลิตด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Outputs) ให้อยู่ในอันดับที่ 55 จาก 132 ประเทศ จาก Global Innovation Index โดย World Intellectual Property Organization และได้รับการจัดอันดับด้าน Soft Power ให้อยู่ในอันดับที่ 35 จาก 120 ประเทศ
จาก Global Soft Power Index โดย Brand Finance, Worldometer อีกทั้งในปี 2564 อุตสาหกรรมบริการออกแบบสร้างรายได้กว่า 1.7 พันล้านบาท แม้ว่าธุรกิจเกือบทั้งหมดจะเป็นธุรกิจบริการขนาดเล็ก
​​“หลายท่านอาจไม่ทราบว่า ปัจจุบันภาคบริการของไทยได้รับการตอบรับอย่างดีในระดับสากล เห็นได้จากการได้รับรางวัลจากการประกวดเวทีสำคัญระดับโลกและเป็นที่ต้องการจากลูกค้าในต่างประเทศ อาทิ
การออกแบบตกแต่งภายใน การออกแบบกราฟฟิกและบรรจุภัณฑ์
​​ซึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนบริการออกแบบสร้างสรรค์ คือ กำลังคน นักออกแบบ
นักสร้างสรรค์ และความสำเร็จ ของการขับเคลื่อน Creative Economy จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนและร่วมกันออกแบบ Creative Solutions ต่างๆ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้า สร้างรายได้ที่มั่นคง มั่งคั่งให้แก่ประเทศต่อไป” นายกีรติ กล่าวเสริม
​​ในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดกิจกรรมแสดงศักยภาพของธุรกิจบริการออกแบบชั้นนำของไทย ที่ได้รับรางวัล DEmark จาก 2 สาขาสำคัญ ได้แก่ อินทีเรียดีไซน์และกราฟฟิกดีไซน์ ผ่าน 3 กิจกรรมหลักในช่วงเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ปี 2566 หรือ Bangkok Design Week 2023 ได้แก่
​​- กิจกรรมประชาสัมพันธ์เส้นทาง DEmark Design Tour รวบรวม 12 สถานที่ ที่ได้รับรางวัล DEmark สาขาอินทีเรียดีไซน์ทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านค้าและพื้นที่ทํางานร่วมกัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ทางการค้าของประเทศ
​​- นิทรรศการ DEmark Design Tales โดยจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัล DEmark สาขากราฟฟิกดีไซน์ใน 2 สถานที่ที่ได้รับรางวัลสาขาอินทีเรียดีไซน์ ได้แก่ นิทรรศการ WHAT DOES MATTER? 25 Things That Matter to Us as Designers โดย บริษัท พิงค์ บลู แบล็ค แอนด์ ออเร้จน์ จำกัด โดยนิทรรศการดังกล่าวจัดระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2566 ณ ห้องสมุดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ผลงานรางวัล DEmark ปี 2020 ออกแบบโดย บริษัท ดีพาร์ทเมนท์ ออฟ อาร์คิเทคเจอร์ จำกัด) และนิทรรศการ DEmark SHOWCASE โดย บริษัท ทีนพ ดีไซน์ จำกัด ระหว่างวันที่ 4 – 12 กุมภาพันธ์ 2566 ณ Tangible Cafe (ผลงานรางวัล DEmark ปี 2021 ออกแบบโดย ไตรโหมด สตูดิโอ จำกัด)
​​- และสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2566 ได้จัดกิจกรรมเสวนาด้านการออกแบบ Design Talks ภายใต้หัวข้อ Design Stories Unfold ณ ออดิทอเรียม ชั้น 4 ห้องสมุดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยชวน 4 นักออกแบบชั้นนำรางวัล DEmark สาขากราฟิกดีไซน์และสาขาอินทีเรียดีไซน์ มาร่วมเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานระดับโลก เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้ที่อยู่ในวงการออกแบบ นิสิต นักศึกษา และผู้ที่สนใจ ประกอบด้วย
​​1. คุณสยาม อัตตะริยะ จาก Pink Blue Black & Orange ผู้ซึ่งได้รับการจัดอันดับโดย A’ Design Award and Competition ให้เป็น กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลก
​​2. คุณธีรนพ หวังศิลปะคุณ จาก Tnop Design ผู้สร้างสรรค์ผลงานให้กับแบรนด์ระดับโลก อาทิ Corbis, Nike, Coca-Cola มีผลงานที่คว้ารางวัลอย่างต่อเนื่องทุกปีจากหลายเวทีด้านการออกแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยปี 2565 ที่ผ่านผลงานออกแบบอัตลักษณ์ของ Tnop Design ยังได้รับรางวัล G-Mark BEST 100 อีกด้วย
​​3. คุณทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ จาก Department of Architecture ผู้นำทีมออกแบบห้องสมุดและห้องประชุมแห่งนี้ ซึ่งได้คว้ารางวัล DEmark และรางวัลชนะเลิศการออกแบบประเภทห้องสมุดประจำปี 2019 จาก Interior Design Magazine สหรัฐอเมริกา
​​4. คุณภารดี เสนีวงศ์ ณ อยุธยา จาก Trimode Studio สตูดิโอออกแบบที่ทำงานสร้างสรรค์หลายแขนง ตั้งแต่งานไลฟ์สไตล์ แฟชั่น เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์และการออกแบบตกแต่งภายใน มีประสบการณ์จัดแสดงผลงานออกแบบทั้งในและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีเคยร่วมงานแบรนด์ระดับโลก เช่น
แบรนด์สุขภัณฑ์ Kohler มาแล้ว
​​กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์หวังว่าจะช่วยส่งเสริมวงการออกแบบไทย และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการออกแบบและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ ตลอดจนเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ของบุคคลในวงการบริการสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลกของไทย
​​สำหรับใครที่พลาดการเสวนาสามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ Facebook กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
……………………………………………….

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
12 กุมภาพันธ์ 66

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จับมือ ธนาคารทหารไทยธนชาตลงนาม MOU ผนึกกำลังส่งเสริมผู้ประกอบการไทย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และธนาคารทหารไทย ธนชาต หรือ ทีเอ็มบีธนชาต ได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) “ความร่วมมือในการส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย” ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก โดยความตกลงดังกล่าวมีเนื้อหาครอบคลุมความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กรในหลากหลายด้าน เช่น การบูรณาการข้อมูลการสนับสนุนทางการเงินและสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และการส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการ เป็นต้น

“การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นพันธมิตรระหว่างกันในการร่วมกันผลักดันการยกระดับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs และ Startups สู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มีศักยภาพในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคง” นายภูสิตกล่าว

ด้านนายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการสนับสนุนและช่วยเสริมศักยภาพและความสามารถในด้านต่างๆ ให้กับผู้ประกอบการ SMEs เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง โดยมีโครงการ finbiz by ttb โครงการเสริมความรู้สู่การเป็น Smart SME ที่เจาะลึกทุกบริบทของอุตสาหกรรมและเข้าใจธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริงผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ทั้งเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และงานสัมมนา นอกจากนั้นยังคงมุ่งมั่นสู่การเป็นธนาคารพันธมิตร ที่ช่วยสนับสนุน SMEs ด้วยองค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์ บริการ และดิจิทัลโซลูชัน ที่ครบครัน และถูกพัฒนาให้เหมาะสมกับ SMEs โดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถขยายธุรกิจได้เต็มศักยภาพ ในงานดังกล่าว นอกจากมีการลงนาม MOU ระหว่าง DITP และทีเอ็มบีธนชาต แล้ว ยังมีการระดมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ คุณบุษรัตน์ เบญจรงคกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต และคุณนริศ สถาผลเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบีธนชาต มาเสริมพลังกันเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าของไทย เพื่อให้มีพร้อมในการแข่งขันในตลาดโลก ผ่านงานสัมมนาหัวข้อ “โอกาสใหม่เอสเอ็มอีไทยสู่ตลาดโลก 2023” นอกจากนี้ ในงานยังมีกิจกรรมการออกคูหาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบริการและกิจกรรมส่งเสริมผู้ประกอบการต่าง ๆ ของทั้งสององค์กรอีกด้วย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
11 กุมภาพันธ์ 66

DITP เดินหน้าลุยขับเคลื่อนเต็มสูบ ดันส่งออกปีนี้โต 1-2%


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กางแผนผลักดันการส่งออกปี 66 ให้เติบโตตามเป้าหมาย 1-2% มูลค่า 10-10.1 ล้านล้านบาท เตรียมเดินหน้ากว่า 450 กิจกรรม มุ่งขยายตลาดเดิม เจาะ 4 ตลาดศักยภาพ ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ CLMV และจีน และเพิ่มตลาดใหม่ เอเชียกลาง นอร์ดิก
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ในปี 2566 กระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกันประเมินอัตราการขยายตัวของการส่งออกในปี 2566 ไว้ที่ 1-2% คิดเป็นมูลค่า 10 – 10.1 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 หลังจากยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์ การเปิดเส้นทางรถไฟลาว-จีน ตลอดจนค่าระวางเรือมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และข้อกังวลเรื่อง Food Security ของประเทศต่างๆ ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอาหารของไทย
นายภูสิตกล่าวถึงไฮไลท์ของการทำงานในปีนี้ ซึ่งได้หารือร่วมกันกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยกรมจะเร่งรัดจัดกิจกรรมใน 4 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ CLMV และจีน โดยจะจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ ทั้งการจัดงานแสดงสินค้าไทย คณะผู้แทนการค้า จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ผลักดันค้าขายออนไลน์ โดยกำหนดเป้าหมาย ดังนี้

  • ตะวันออกกลาง (ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก) ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่า 20%
  • CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าเพิ่ม 15%
  • เอเชียใต้ (อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล มัลดีฟส์ และภูฏาน) ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่า 10%
  • จีน ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่า 1% โดยจะปูพรมเพิ่มจำนวนกิจกรรมกระจายในเมืองรองมากขึ้น หลังจากที่จีนเปิดประเทศเต็มรูปแบบ
    นอกจากนี้ ยังได้เผยแผนเจาะตลาดศักยภาพใหม่ๆ ในเอเชียกลาง 5 ประเทศ ได้แก่ คาซัคสถาน อุซเบกิซสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถาน และคีร์กีซสถาน โดยนำร่องจัดกิจกรรมกับคาซัคสถานซึ่งมีศักยภาพด้านการค้ากับไทยมากที่สุดในภูมิภาคดังกล่าว และเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในเอเชียกลาง โดยจะจัดการสัมมนาเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการไทยเพื่อต่อยอดสู่การจัดกิจกรรมเจรจาการค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ต่อไป
    ตลาดใหม่ที่น่าสนใจอีกแห่ง คือ ตลาดนอร์ดิก ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศกำลังซื้อสูง และเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไทยไปสู่สหภาพยุโรป โดยจัดคณะผู้แทนการค้า การจัดกิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ เช่น อาหาร เกษตรอินทรีย์ และ สินค้า BCG เป็นต้น และจัดกิจกรรม In-Store Promotion ร่วมกับห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ

สำหรับการขยายการค้าบนแพลทฟอร์มออนไลน์ กรมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนร้าน TOPTHAI (ร้านค้าออนไลน์ของกรมบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ) ไปยัง Amazon Global Selling Thailand (สหรัฐฯ), eBay (สหรัฐฯ/ออสเตรเลีย), Lazada (มาเลเซีย/สิงคโปร์/ฟิลิปปินส์/เวียดนาม), AbouThai (ฮ่องกง/จีน), และ Pinkoi (ไต้หวัน/เกาหลี/ญี่ปุ่น) ซึ่งปัจจุบัน มีร้านบน 7 แพลตฟอร์ม ครอบคลุม 9 ประเทศ คือ Amazon (สหรัฐฯ), Tmall ในเครือ Alibaba Group (จีน), Bigbasket (อินเดีย), Klangthai (กัมพูชา), Blibli (อินโดนีเซีย), PChome (ไต้หวัน) และ Shopee (มาเลเซีย/สิงคโปร์/ฟิลิปปินส์) ปัจจุบัน มีแบรนด์สินค้าที่เข้าร่วมในร้านกว่า 200 แบรนด์
ในส่วนของการมุ่งเน้นรักษาตลาดเดิม (สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น) จะส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออกด้วยนวัตกรรม และการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างแบรนด์ ส่งเสริมการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการค้าระหว่างประเทศรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และส่งเสริมธุรกิจบริการ โดยใช้ Soft Power เช่น ดิจิทัลคอนเทนต์ สุขภาพและความงาม โลจิสติกส์ และร้านอาหาร Thai Select
​สินค้าเป้าหมายที่จะผลักดัน ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารแห่งอนาคต (future food) ซึ่งสามารถตอบโจทย์ ทั้งปัญหาความมั่นคงทางอาหาร กระแสรักสุขภาพ และเทรนด์รักสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย อาหารไทยอาหารโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” อาหารสัตว์เลี้ยง สินค้า BCG (กลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่น บรรจุภัณฑ์ สุขภาพและความงาม) เพื่อรับมือกับเงื่อนไขการค้าโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว สินค้าอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ในปี 2566 กรมเดินหน้าจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในไทย หลังโควิดคลี่คลายอย่างเต็มรูปแบบ 5 งาน คือ STYLE Bangkok ( 22 – 26 มีนาคม 2566) TAPA ( 5 – 8 เมษายน 2566) THAIFEX-ANUGA ASIA (23 -27 พฤษภาคม 2566) , TILOG–LogistiX (17 – 19 สิงหาคม 2566) และ Bangkok Gems & Jewelry Fair (6 – 10 กันยายน 2566) โดยตั้งเป้าประมาณการมูลค่าเจรจาการค้ามากกว่า 16,700 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับปี 2567 กรมร่วมกับโคโลญจ์เมสเซ่ ได้ริเริ่มที่จะจัดงานแสดงสินค้าสำหรับกลุ่ม HORECA โดยเฉพาะเป็นครั้งแรกในภูมิภาค โดยจะใช้ชื่อว่า THAIFEX HOREC Asia 2024
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
10 กุมภาพันธ์ 2566

“พาณิชย์-DITP”เดินร้านสะดวกซื้อในจีน พบ “เนื้ออกไก่แปรรูป” ได้รับความนิยมแนะไทยต้องหาทางส่งออกป้อน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลสำรวจร้านสะดวกซื้อในเมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว พบสินค้า “เนื้ออกไก่แปรรูป” มีวางขายหลากชนิด หลากแบรนด์ หลังชาวจีนนิยมบริโภคทดแทนอาหารมื้อหลักและบริโภคเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แนะเป็นโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ของไทย แต่ต้องเน้นการแปรรูป มีประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และรักสุขภาพ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจาก
นางสาวนันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน ถึงผลการสำรวจตลาดเนื้ออกไก่แปรรูปพร้อมรับประทานในตลาดจีน และโอกาสการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทย
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานสถานการณ์สินค้าตลาดเนื้อไก่ในจีนว่าเมื่อเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อในเมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว พบว่า บนชั้นวางสินค้าอาหารแช่เย็น มักจะพบสินค้าที่มีส่วนผสมของเนื้ออกไก่หลากหลายชนิดและหลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบชิ้นเนื้ออกไก่ ไส้กรอก และลูกชิ้น เป็นต้น ที่นำมาวางให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื้ออกไก่กลายเป็นทางเลือกในการทดแทนอาหารมื้อหลัก หรืออาหารสุขภาพลดความหิว
สำหรับการแข่งขันในตลาดเนื้ออกไก่แปรรูปแบบพร้อมรับประทาน มีประเภทและรูปแบบย่อยที่หลากหลาย แต่ปัจจุบันการแข่งขันเนื้ออกไก่แปรรูปแบบพร้อมรับประทานในตลาดจีนมี 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1.แบรนด์ Skark Fit (www.sharkfit.net) เป็นแบรนด์ต้นแบบด้านอาหารเพื่อสุขภาพที่ครองส่วนแบ่งในตลาดออนไลน์สูง 2.แบรนด์ผู้ผลิตเนื้อไก่ชั้นนำดั้งเดิม อย่างแบรนด์ Fovo Foods (www.fengxiang.com) , Sunner (www.sunnersp.com) , และ Spring snow (www.springsnowfood.com) เป็นต้น และแบรนด์ดังด้านอาหาร อาทิ KFC , Mcdonald’s รวมไปถึงแบรนด์ KEEP , Lefit , Be & Cheery เป็นต้น ต่างก็ผันตัวเข้ามาในตลาด
เนื้ออกไก่แปรรูปแบบพร้อมรับประทานมากขึ้น

นายภูสิตกล่าวว่า อุตสาหกรรมการแปรรูปเนื้อไก่พร้อมรับประทานแบบเชิงลึกในจีนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
จึงยังมีช่องว่างและโอกาสในการพัฒนาสินค้าในอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศไทยส่งออกเนื้อไก่ไทยไปยังตลาดจีนยังคงมีทิศทางในเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ศุลกากรแห่งชาติจีนได้ประกาศรับรองการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปสัตว์ปีกไทยแล้วจำนวน 23 ราย เนื้อสัตว์ที่จีนอนุญาตให้นำเข้าจากประเทศไทย มีเป็นเนื้อไก่แช่แข็งและเนื้อเป็ดแช่แข็ง ซึ่งไม่สามารถยื่นขึ้นทะเบียนโดยตรงกับศุลกากรจีนแต่ให้ยื่นผ่านหน่วยงานกรมปศุสัตว์ของประเทศไทย

“การเข้าสู่ตลาดเนื้ออกไก่แปรรูปพร้อมรับประทาน ผู้ประกอบการไทยต้องเพิ่มการวิจัยพัฒนาการแปรรูปสินค้าเนื้อไก่ในรูปแบบเดิม ให้เป็นสินค้าแปรรูปเชิงลึกแบบใหม่ที่มีความหลากหลาย มีประโยชน์ และสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านต่าง ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์จะเป็นการขยายช่องทางตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ประกอบกับ
เทรนด์การรักสุขภาพ บริโภคของดีมีประโยชน์ และเทรนด์การออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนโอกาสการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ของไทยเพื่อเจาะเข้ากลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากยิ่งขึ้น”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
9 กุมภาพันธ์ 2566

ลงเครื่องปุ๊บ ลุยงานปั๊บ! “จุรินทร์” บุกดูไบ ขายของให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) งานเดียวกว่า 1,330 ล้านบาท ถกรัฐ-เอกชนมุ่งหน้า “สร้างเงิน สร้างอนาคต”ให้ประเทศไทย

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 8.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานประชุมร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายหลังจากเดินทางถึงเมืองดูไบ ที่ห้องประชุม Al Ras โรงแรม InterContinental Duabi – Festival City วานนี้(6 ก.พ.66 เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)) โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ได้พบกับภาคเอกชนไทยที่มาประกอบธุรกิจในหลากหลายสาขาทั้ง บริษัท ปตท. สผ. จำกัด (มหาชน) บริษัท SCG International Middle East Trading LLC. บริษัท Vega Intertrade & Exhibition บริษัท Al Rabia Al Daim Food บริษัท Perfect Companion Trading LLC. บริษัท Thai Smile Foodstuff Trading LLC. ร้านอาหารไทย Little Bangkok ร้านอาหารไทย Siam Restaurant ซูเปอร์มาร์เก็ตไทย 4 Mart ส่วนใหญ่ใช้ดูไบเป็นฐานนำเข้าสินค้าจากไทยกระจายต่อไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ 6 ประเทศหรือ GCC ประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน โดยดูไบถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญสำหรับการส่งออกของไทยเพราะจะเป็นประตูสู่ตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ 6 ประเทศเป็นหลัก มีการลงนามสัญญาซื้อขายจริงรวมยอด 1,330 ล้านบาท มีการจับคู่เซ็นสัญญา 5 คู่ อาหาร 2 คู่ 21 ล้านบาทสุขภัณฑ์ 1 คู่ 630 ล้านบาท ชิ้นส่วนยานยนต์ 1 คู่ 542 ล้านบาทและเมลามีน 140 ล้านบาทรวม 1,330 ล้านบาท และในวันพรุ่งจะมีการจัดตั้งสภาธุรกิจไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตการค้าการลงทุนไทยกับยูเออี เป็นการนับหนึ่งให้มีการจัดตั้งสภาความร่วมมือทางธุรกิจของ 2 ประเทศที่เป็นทางการและได้รับการรับรองจากรัฐบาล 2 ประเทศ จะสร้างเงินให้ประเทศสำหรับปี 66 เพิ่มขึ้นประมาณ 30,000 ล้านบาท

ยูเออีเป็นตลาดที่มีความสำคัญเป็นลำดับหนึ่งในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางสำหรับประเทศไทย ปี 2565 ตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับยูเออี 7.3 แสนล้านบาท โตถึง 74% ยอดการส่งออกไทยส่งออกมายูเออี 1.18 แสนล้านบาท โตขึ้น 22.19% ถือเป็นตลาดอันดับหนึ่งของไทยในตะวันออกกลาง
สินค้าที่ส่งออกมาลำดับต้น เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ อัญมณี โทรสาร โทรศัพท์ ไม้ผลิตภัณฑ์จากไม้ ผลิตภัณฑ์ยางโดยเฉพาะยางรถยนต์ที่ผลิตจากยางพารา อาหารทะเลกระป๋องอาหารทะเลแปรรูป เป็นต้น

“ซึ่งทริปนี้คุ้มค่าในการสร้างเงินให้ประเทศโดยตนกับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนเดินทางมาครั้งนี้จะสร้างเงินให้ประเทศเพิ่มขึ้นเฉพาะปี 66 ถึง 31,330 ล้านบาท ถือว่าเที่ยวนี้ประสบความสำเร็จ จะเป็นอนาคตสำหรับปีต่อไปในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยมายูเออี และใช้เป็นประตูไปสู่ตะวันออกกลางด้วย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

พาณิชย์เตรียมจัดประกวดรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม ปี 2566 หรือ DEmark 2023ชูการออกแบบแรงขับเคลื่อนสำคัญ ดันธุรกิจสร้างสรรค์ไทยในเวทีโลก


………………………………………………………………….
กรุงเทพฯ 2566 : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดงานประกวดรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม ปี 2566 หรือ รางวัล Design Excellence Award 2023 (DEmark) ภายใต้แนวคิด “Brave The Wave of Creation คลื่นพลังสร้างสรรค์ งานดีไซน์ไทย” ประกาศศักยภาพของการออกแบบไทยในเวทีโลกด้วยการออกแบบ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติด้วยความคิดสร้างสรรค์ตอบโจทย์เมกะเทรนด์
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในงานแถลงข่าวว่า “รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม หรือ รางวัล DEmark เป็นอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญของกรม ที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงความสำคัญของการออกแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ สามารถนำอัตลักษณ์ไทยมาสร้างเป็นจุดเด่นสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและธุรกิจ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เกิดเป็นสินค้าที่ตอบสนองต่อความต้องการตลาด ด้าน Megatrend และ Next Normal พร้อมรับ การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต และ การเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการไทย ของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เร่งดำเนินการเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมออกแบบให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รวมทั้งเป็นบริการสนับสนุนภาคการส่งออก ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสู่เวทีการค้าในระดับสากล”
รางวัล DEmark ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 และในปีนี้เข้าสู่ปีที่ 16 มีสินค้าจากทั่วประเทศที่ได้รับรางวัล DEmark แล้วจำนวนทั้งสิ้น 1,081 รายการ และมีผลงานออกแบบไทยที่รับรางวัล Prime Minister’s Award สาขารางวัล Best Design จากนายกรัฐมนตรี รวมแล้วทั้งสิ้น 128 รายการ รวมทั้งมีผลงานที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยได้เข้าร่วมการประกวดรางวัลระดับนานาชาติ เช่น รางวัล Good Design Award (G-mark) จากประเทศญี่ปุ่นแล้ว 503 รายการ รางวัล DEmark ได้รับความร่วมมือจากสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Institute of Design Promotion (JDP) ในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากรางวัล G-mark ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรางวัลด้านการออกแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มาร่วมพิจารณาตัดสิน DEmark และสนับสนุนผลงานที่ได้รับรางวัล DEmark เข้าร่วมการประกวดรางวัล G-mark ประเทศญี่ปุ่น และกรมยังมีความร่วมมือกับรางวัลการออกแบบนานาชาติอื่นๆ เช่น รางวัล Golden Pin Design Award ไต้หวัน และรางวัล Hongkong Smart Design Awards ฮ่องกง
ในวาระรางวัลครบรอบในปีที่ 16 นี้ กรมได้ปรับชื่อรางวัล จากเดิม รางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดี เปลี่ยนชื่อเป็น รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการออกแบบที่ไม่ได้จำกัดเพียงผลงานที่เป็นสินค้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมกลุ่มบริการออกแบบต่างๆ เช่น ผลงานออกแบบตกแต่งภายใน ผลงานออกแบบกราฟิก ผลงานออกแบบดิจิทัล เป็นต้น และในปีนี้ได้ปรับเกณฑ์การพิจารณาตัดสินรางวัล เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มของการออกแบบมุ่งสู่ความยั่งยืน และเพิ่มประเภทใหม่ของสาขาการประกวด ได้แก่
กลุ่มผลงานออกแบบระบบ บริการและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ของธุรกิจยุคใหม่ที่มีแนวโน้ม นำการออกแบบไปประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี สร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมบริการดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาให้แก่ผู้ใช้งานและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ธุรกิจได้ นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับหลักเกณฑ์การพิจารณารางวัล เพื่อส่งเสริมสินค้า BCG รวมทั้งผลักดันให้สินค้าไทยมีแนวทางการออกแบบที่มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ให้ครอบคลุมองค์ประกอบหลายด้านของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในปี 2566 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ตั้งเป้าจะมีผลงานสมัครเข้ารับรางวัลไม่ต่ำกว่า 600 รายการ และมีผลงานได้รับรางวัลไม่ต่ำกว่า 80 รายการ
รางวัล DEmark 2023 มี 7 สาขารางวัล ได้แก่
(1) กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (Industrial Process/ Industrial Craft)
(2) กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น (Gift & Decorative Items/ Household Items/ Creative & Innovative Fashion/ Apparel/ Jewelry/ Textile/ etc.)
(3) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและดิจิทัล (Home Appliances/ Equipment and Facilities for Office/ Digital Appliances/Equipment /IoT / etc.)
(4) กลุ่มผลงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design)
(5) กลุ่มผลงานกราฟิกดีไซน์ (Font/ Graphic on Surface/ Digital Media/ Identity Design/ Illustration/ Character/ Digital Art)
(6) กลุ่มผลงานออกแบบตกแต่งภายใน ที่เกี่ยวข้องกับ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านค้า พื้นที่ทํางานร่วมกัน อาคารชุด (Hotel/ Restaurant/ Cafe/ Retail Shop/ Co-Working Space/ Condominium Project)
(7) กลุ่มผลงานใหม่ คือ กลุ่มผลงานออกแบบระบบ บริการและแพลตฟอร์มดิจิทัล (Systems, Services, Digital Platform, Online Interface Design, Apps for Smartphones and Tablets, Website)
รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม หรือรางวัล DEmark Award ในปีนี้ DEmark เน้นการสรรหาจากกลุ่มเป้าหมายสินค้าและบริการ ในกลุ่มเกษตรสร้างมูลค่า อาทิ สินค้าเกษตรแปรรูป (สมุนไพร เครื่องสำอาง) สินค้าฮาลาล อาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารจากเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเน้นกลุ่มสินค้าที่มีการออกแบบ
บรรจุภัณฑ์หรือการออกแบบกราฟิก กลุ่มอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต อาทิ สินค้ายานยนต์สมัยใหม่ สินค้าอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์หรือเทคโนโลยีที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเครื่องกลการเกษตร ตลอดจนกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่ตอบสนองยุค
New Normal และสินค้าสำหรับตลาดเฉพาะ อาทิ สินค้า Work from Home / Work form Anywhere สินค้า BCG รวมถึงธุรกิจบริการด้านการออกแบบ อาทิ การออกแบบกราฟิก ภาพประกอบ การ์ตูนคาแรคเตอร์ ดิจิทัลอาร์ต การออกแบบตกแต่งภายในที่เกี่ยวข้องกับ โรงแรม ร้านอาหารกาแฟ ร้านค้า พื้นที่ทํางานร่วมกัน อาคารชุด รวมทั้งการออกแบบระบบและแพลตฟอร์มดิจิทัล
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ในปี 2565 มูลค่าการส่งออกของผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับรางวัล DEmark สร้างรายได้เข้าประเทศ มูลค่าประมาณ 9,829 ล้านบาท (วัดจากมูลค่าการส่งออก เฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับรางวัล DEmark เมื่อปี 2562 – 2565 จำนวน 43 ราย) เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีที่ผ่านมา (มูลค่าปี 2564 จำนวน 8,868 ล้านบาท) ซึ่งความสำเร็จของรางวัล DEmark นี้ นับเป็นความภาคภูมิใจที่ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการออกแบบและนวัตกรรมให้สามารถก้าวเดินได้อย่างต่อเนื่อง และก้าวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจสร้างมูลค่าได้อย่างมั่นคง
ภายในงานแถลงข่าว มีกิจกรรมเสวนาด้านการออกแบบกับกรรมการและเจ้าของผลงานรางวัล DEmark ในหลากหลายสาขา นำทีมโดยผู้แทนคณะกรรมการ และนักออกแบบรางวัล DEmark ได้แก่ คุณประธาน ธีระธาดา Editor-in-Chief, Art4D Magazine กรรมการรางวัล DEmark คุณนิวัติ อ่านเปรื่อง Senior Partner บริษัท PIA Interior นักออกแบบรางวัล DEmark “Interior Design” ผู้ออกแบบเรือสิริมรรณพ คุณอังกรู อัศววิบูลย์พันธุ์ จาก Ankul Design ผู้ออกแบบ Key Visual DEmark 2023 และ คุณณัฐจรัส
เองมหัสสกุล Design Director จาก Studio Dialogue นักออกแบบรางวัล DEmark “Graphic Design”
โดยมาร่วมพูดคุยในหัวข้อ “Brave The Wave of Creation คลื่นพลังสร้างสรรค์ งานดีไซน์ไทย” พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการออกแบบและการเตรียมพร้อมเพื่อส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในปี 2023 นี้
รางวัล DEmark 2023 เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 และจะมีการจัดแสดงผลงานของผู้สมัครทั้งหมดในเดือนมิถุนายน 2566 ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม โดยจะประกาศผล ในเดือนกรกฎาคม สำหรับสิทธิประโยชน์สินค้าที่ได้รับรางวัล DEmark จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น สามารถใช้ตรา DEmark ในการส่งเสริมการขายสินค้าได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้เข้ารอบ 2 การประกวดรางวัล G-Mark ประเทศญี่ปุ่นโดยทันทีและผลงานที่ได้รับรางวัล G-mark จะได้จัดแสดงนิทรรศการในงาน Good Design Exhibition 2023 ณ ประเทศญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม 2566 ได้รับการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์และโอกาสทางการค้าในเวทีสำคัญด้านการออกแบบระดับโลก เช่น งาน Milan Design Week อิตาลี งาน Maison & Objet Paris ฝรั่งเศส งาน Creative Expo Taiwan เป็นต้น
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จึงขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการไทย ส่งสินค้า /บริการ เข้าร่วมโครงการนำเสนอจุดเด่นของผลงานให้เป็นที่รับรู้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจต่อผู้ได้รับรางวัล เป็นแบบอย่างในการพัฒนาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของประเทศ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ที่สนใจเข้าร่วมโครงการรางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดี ปี 2566 สามารถสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทาง https://demarkaward.net/ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ – 3 พฤษภาคม 2566 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและ สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169 Email : demark@demarkaward.net
…………………………………………………

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 กุมภาพันธ์ 2566

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าอุปกรณ์สถานีชาร์จลุยเจาะตลาดเช็ก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับสถานีชาร์จไฟฟ้าของไทย ศึกษาความต้องการของตลาดยานยนต์ในสาธารณรัฐเช็ก และหาโอกาสส่งออกหลังฮุนไดตั้งเป้าเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รองรับตลาดขยายตัว นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจาก นางสาววิภาวี วรรณพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงปราก ถึงแนวโน้มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของโรงงานผลิตรถยนต์ฮุนไดในสาธารณรัฐเช็ก และโอกาสการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับสถานีชาร์จไฟฟ้า โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่าในปี 2565 ฮุนไดได้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 40% แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่อง Supply Chain โดยผลิตรถยนต์ได้รวม 322,500 คัน เพิ่มขึ้น 17.3% และตั้งเป้าการผลิตปี 2566 คือ 328,500 คัน และรถยนต์ที่ผลิตได้ส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ถึง 66 แห่ง โดยเยอรมนีเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด ประมาณ 14% ตามด้วยอังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส ส่วนตลาดอื่น ๆ เช่น ฮ่องกง New.Caledonia และหมู่เกาะ Mauritius and Madagascar ส่วนตลาดเช็กมีสัดส่วนเพียง 5% ทั้งนี้ มีข้อมูลจากฝ่ายบริหารของฮุนไดที่ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ตลาดมีความสนใจในรถยนต์ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น โดยในปีนี้บริษัทจะผลิตรถยนต์ใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ คือ Kona Electric model และคาดว่าจำนวนรถยนต์ใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า

นายภูสิตกล่าวว่า แม้ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจในสาธารณรัฐเช็กอยู่ระหว่างการเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านราคาพลังงาน และภาวะเงินเฟ้อที่ย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะหดตัวต่อเนื่องไปจนถึงกลางปีหน้า แต่สัญญาณบวกสำหรับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ ยังปรากฎให้เห็นอยู่บ้าง โดยบริษัทผู้ผลิตจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในสาธารณรัฐเช็ก มีตัวเลขการผลิตยานยนต์เพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา แม้จะต้องเผชิญกับปัญหา Supply Chain และปัญหาอื่น ๆ
“แนวโน้มการผลิตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้เห็นโอกาสในการส่งออก สำหรับสินค้ากลุ่มชิ้นส่วน ส่วนประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดชิ้นส่วน ส่วนประกอบสำหรับรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับรถยนต์ใช้ไฟฟ้า อาทิ อุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับสถานีชาร์จไฟฟ้า อุปกรณ์ชิ้นส่วนที่ต้องใช้ประกอบการติดตั้ง การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ผู้ผลิตกลุ่ม Semiconductors ควรเตรียมแผนการผลิตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับสำหรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นของยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า และควรมีการคิดค้นและใช้นวัตกรรมใหม่ การออกแบบ รวมถึงการมีบริการหลังการขาย อะไหล่ ชิ้นส่วนรถยนต์ สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้ไฟฟ้า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างจุดเด่นให้กับสินค้า”
นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
3 กุมภาพันธ์ 2566

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น