บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสดำเนินกิจการครบรอบปีที่ 12 พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการ และการซ่อมบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นวันครบรอบการก่อตั้งของบริษัทฯ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้มุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ นับตั้งแต่การให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มาจนถึงการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยได้นำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 : 2015 ขอบเขต : วิศวกรรมและซ่อมบำรุงและขอบเขต : งานปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า ที่ผ่านการรับรองจาก BV (Bureau Veritas) ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้บริการด้านการตรวจประเมินและออกใบรับรองในด้านคุณภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในระดับโลก โดยบริษัทได้นำมาตรฐานดังกล่าวเข้ามาใช้พัฒนาในด้านการเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุง ได้อย่างมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารรวมมากกว่า 6 ล้านคน อีกทั้งบริษัทยังได้ผ่านการรับรอง ISO/IEC 27001 : 2013 ระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ (Information Security Management Systems : ISMS) ขอบเขตระบบบริหาร จัดการ : ระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลที่ใช้ในการสนับสนุนการดําเนินงานของ Back office ซึ่งรวมถึง (MIS Server เครือข่ายและระบบสํารองข้อมูล) ซึ่งได้รับการรับรองจาก สถาบันมาตรฐานอังกฤษ (BSI.) นอกจากนั้นบริษัทยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ นับตั้งแต่เปิดให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2564 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ

นอกจากนั้นเพื่อความเป็นสิริมงคล บริษัทได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี ทั้งนี้เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 องค์พระผู้ทรงก่อตั้งกิจการรถไฟในประเทศไทย ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ผู้ทรงมีคุณูปการกอปรด้วยพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านการคมนาคมขนส่งในราชอาณาจักรไทย อีกทั้งในปัจจุบันรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อ สถานีกลางบางซื่อ ว่า “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” และพระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) ว่า “นครวิถี” และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) ว่า “ธานีรัถยา” ซึ่งทั้ง 2 เส้นทางนั้น มีความหมายว่า เส้นทางของเมือง คู่กับ ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งของกรุงเทพมหานคร

โดยภายในงาน ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม พันธมิตรทางธุรกิจ และ ศิลปินดาราอาทิ ตระการ พันธุมเลิศรุจี ศุภมร โคร์นิน บัณฑวิช ตระกูลพานิชย์ โอลีฟ อรัญญา อภัยโส ร่วมแสดงความยินดี รวมถึงภายในงานยังมีพิธีมอบรางวัลพนักงานดีเด่น ประจำปี 2565 เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีความประพฤติที่ดี ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ เพื่อเป็นแนวทางให้พนักงานทุกคนได้ยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดี

อีกทั้งในโอกาสพิเศษครบรอบปีที่ 12 เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณผู้โดยสารที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา บริษัทฯจึงได้จัดบูธกิจกรรม มอบเครื่องดื่ม จากร้านดัง 1,200 แก้วฟรี อาทิ กาแฟเย็น ชาเขียวเย็น ชาไทยเย็น โกโก้เย็น และของขวัญอื่นๆ อีกมากมาย ให้แก่ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกประเภท ในวันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ที่ผ่านมา ณ บริเวณทางเข้า-ออก ชั้นจำหน่ายบัตรโดยสาร ใกล้ประตูทางออกหมายเลข 13 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงทุกประเภทยังได้รับส่วนลดสูงสุด 50% จากร้านค้าและบริการที่เข้าร่วม Cash Back สูงสุด 50% จากธนาคารชั้นนำ มากมาย

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ http://www.srtet.co.th

และสามารถติดตามข่าวสารของบริษัทฯ ได้ทั้งช่องทาง Facebook , Twitter , Instagram Youtube , Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

เจ๋ง!“จุรินทร์” ประธานแถลงข่าวดึงทัพนักธุรกิจจีนทั่วโลก ประชุมงาน WCEC ร่วม 4,000 คน วันที่ 24-26 มิ.ย.นี้ที่ไทย สร้างเงิน 2 ประเทศ หลังโชว์สำเร็จ! “มินิเอฟทีเอ ไทย-ไห่หนาน” สร้างเงินกระฉูด เตรียมจัด “ไทย-เซินเจิ้น” ต่อ 1 มี.ค.นี้

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก ครั้งที่ 16 (The 16th World Chinese Entrepreneurs Convention :WCEC) พร้อมด้วยนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่หอประชุมใหญ่ หอการค้าไทย-จีน ชั้น 9 อาคารไทย ซีซีทาวเวอร์ ถนนสาทรใต้ โดยงาน WCEC ครั้งที่ 16 จะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ช่วงระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายนนี้

ซึ่งภายในงานนายจุรินทร์ กล่าวว่า นับเป็นโอกาสดีของไทยที่มีโอกาสเป็นเจ้าบ้านต้อนรับนักธุรกิจชาวจีนจากทุกมุมโลก คาดการณ์กว่า 4,000 คน จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการค้าการลงทุนระหว่างประเทศของไทยในอนาคต ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตนยินดีร่วมมือสนับสนุนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญประสานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน เพราะจีนไทยไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน เมืองไทยมีนักธุรกิจเชื้อสายจีนจำนวนมากมีส่วนสำคัญพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ และสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยาวนานจนถึงวันนี้

ตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับจีนปี 2565 จีนเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 1 ของไทย มูลค่าการค้าระหว่างกัน 3.69 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18% ของการค้าไทยค้ากับทั้งโลก อัตราการเติบโตทางการค้าปีที่แล้วกับจีนบวก 1.53% ตนมีส่วนช่วยผลักดันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีนที่เป็นรูปธรรมคือ 1.กำลังผลักดันยกระดับ FTA ระหว่างจีนกับอาเซียน 2. เราจับมือกันแน่นระหว่างไทยและจีนภายใต้ความร่วมมือ RCEP ปัจจุบันเป็น FTA ที่ใหญ่สุดในโลก 3.กระทรวงพาณิชย์ลงนามความร่วมมือรูปแบบพิเศษ เรียกว่า “mini FTA” กับหลายเมืองหลายมณฑลของจีน ที่ประสบความสำเร็จและบังคับใช้แล้วคือ กระทรวงพาณิชย์ไทยกับมณฑลไห่หนาน กับมณฑลการซู่ และจะลงนามวันที่ 1 มี.ค. นี้ คือ กระทรวงพาณิชย์ไทยกับเซินเจิ้น และกับยูนนานในอนาคต เป็นรูปธรรมทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับจีนที่ลงลึกถึงระดับ mini FTA

“หอการค้าไทย-จีน ถือเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งมีส่วนสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจการค้าการลงทุน เป็นกลไกที่มีศักยภาพ สร้างสรรค์เศรษฐกิจการค้าของไทยให้ดีขึ้นตลอดมา โดยศักยภาพหอการค้าไทย-จีน จะทำหน้าที่ให้การประชุมระดับโลกครั้งนี้เป็นที่ประทับใจของผู้มาเยือน ต่อยอดความสัมพันธ์ 2 ประเทศทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและทุกด้านให้เจริญก้าว พร้อมต้อนรับนักธุรกิจชาวจีนโลกและสร้างความประทับใจในฐานะเจ้าภาพการจัดงานสืบไป” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้นายจุรินทร์ได้แถลงความสำเร็จในการจัดทำ mini FTA ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยกับมณฑลไห่หนานของจีน ที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ทำให้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับไห่หนาน
ปี 65 มีมูลค่าถึง 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.9% หลังมีมินิเอฟทีเอทำให้ส่งออกไทยไปไห่หนานเพิ่มขึ้น 66.8% มูลค่ากว่า 10,465 ล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัว OTOP Premium Go Inter by DITP ปีที่ 8ดึงจุดแข็งอัตลักษณ์ Soft Power ท้องถิ่นทั่วไทยปั้นแบรนด์ไทยโกอินเตอร์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัว “โครงการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดสินค้า OTOP สู่ตลาดสากล” หรือ “OTOP Premium Go Inter” ปีที่ 8 ร่วมมือกับนักออกแบบระดับแนวหน้าชั้นนำของประเทศ ลงพื้นที่พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย พร้อมชูกลยุทธ์ Soft Power ดันอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย ให้โดนใจตลาดโลก
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) เปิดเผยว่า “โครงการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดสินค้า OTOP สู่ตลาดสากล ปีที่ 8” หรือ “OTOP Premium go Inter” กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้า OTOP อย่างครบวงจร ตั้งแต่การเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางการค้าอย่างเป็นระบบ
ผลิตภัณฑ์ OTOP เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ ฝีมือ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเป็นหนึ่งใน Soft power ที่ช่วยสร้างทัศนคติและภาพลักษณ์ที่ดีแก่สินค้าและธุรกิจบริการของไทย อย่างไรก็ดี ในการยกระดับสู่การค้าระหว่างประเทศ ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าเพื่อสร้างความแตกต่าง ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ และเทรนด์โลก โดยเฉพาะ BCG รวมถึงพัฒนาศักยภาพ เชิงธุรกิจของผู้ประกอบการ
โครงการในปีที่ 8 นี้ จะพิเศษกว่าทุกครั้ง คือมุ่งเน้นการพัฒนาแบบ customized ที่เจาะลึกและเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และมีชื่อเสียงระดับสากล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่นใหม่เพื่อออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ กับ 8 นักออกแบบ อาทิ คุณยุทธนา อโนทัยสินทวี นักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์ เจ้าของธุรกิจ Upcycling แบรนด์ The ReMaker คุณธีระ ฉันทสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เสื้อผ้า ผ้าทอและผ้าบาติกร่วมสมัย ดร.กรกต อารมย์ดี Creative Director เจ้าของแบรนด์ Korakot ศิลปินศิลปาธร สาขาออกแบบ ปี 60 คุณศุภชัย แกล้วทนงค์ เจ้าของแบรนด์ TIMA ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ Designer of the Year สาขา Product Design คุณเอก ทองประเสริฐ แฟชั่นดีไซเนอร์และสถาปนิกชั้นนำระดับสากล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ EkThongprasert Sculpture Studio คุณศรัณย์ เย็นปัญญา Designer และ Artistic Director แบรนด์ 56th นักออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับแนวหน้าที่ใช้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมร่วมสมัยสู่ผลิตภัณฑ์ระดับสากล คุณวลงค์กร เทียนเพิ่มพูน เจ้าของแบรนด์ PATAPIAN ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยวัสดุจากธรรมชาติสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ และคุณปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ นักออกแบบสิ่งทอและศิลปินระดับสากล เจ้าของแบรนด์ Patipat Design Studio และ Designer of the Year สาขา Textile and Fabric Design
การดำเนินโครงการต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 8 นั้น มีผู้เข้าร่วมโครงการมามากกว่า 3,000 ราย ได้ผ่านเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาเชิงลึกกว่า 300 ราย และสร้างสรรค์สินค้าต้นแบบใหม่มากกว่า 1,200 รายการ ช่วยพัฒนาและยกระดับสินค้า OTOP ให้มีมูลค่าเพิ่มและมีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
นอกจากนั้น ในปี 2566 นี้ โครงการยังมีกิจกรรมเพื่อสร้างโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์ให้กับผู้ประกอบการโอทอป อาทิ กิจกรรม Mini Trade Show กิจกรรมการเจรจาธุรกิจกับคู่ค้า และพิเศษการมอบรางวัล Premium Star Awards ชิงโล่และเงินรางวัลรวมกว่า 50,000 บาท
หลังจากการเปิดตัวโครงการ OTOP Premium Go Inter by DITP ปีที่ 8 ในวันนี้ ณ กรุงเทพมหานคร ผู้ประกอบการที่สนใจในส่วนภูมิภาค สามารถสมัครเข้าร่วมอบรมสัมมนาและร่วมรับการคัดเลือกได้ในอีก 5 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่
จ.นครศรีธรรมราช : วันที่ 3 มีนาคม 2566 โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช
จ.อุดรธานี : วันที่ 10 มีนาคม 2566 โรงแรม เดอ ปริ้นเซส โฮเทล
จ.อุบลราชธานี : วันที่ 13 มีนาคม 2566 โรงแรมเซ็นทารา อุบลราชธานี
จ.น่าน : วันที่ 29 มีนาคม 2566 โรงแรมน่านบูติค รีสอร์ท
จ.เชียงใหม่ : วันที่ 31 มีนาคม 2566 โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่

ติดตามความคืบหน้าของโครงการได้ ที่ Facebook : OTOP Premium Go Inter 66
หรือทาง Line Official ID : @ditpotopgointer (มีเครื่องหมาย @ นำหน้า)


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
21 กุมภาพันธ์ 66

ไม่เคยทำให้ผิดหวัง!“จุรินทร์” ถกรองผู้ว่าไห่หนาน โชว์ฝีมือมินิเอฟทีเอ ไทย-ไห่หนาน ทำส่งออก 65 โต 66.8% สร้างเงินร่วมหมื่นล้าน เตรียมรุก!เซินเจิ้น-ยูนนานต่อยอดความสำเร็จ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 11.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แถลงภายหลังหารือกับรองผู้ว่าการมณฑลไห่หนาน นายเสิน ตันหยาง (Mr. Shen Danyang) ที่ห้องรับรองชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ท่านรองผู้ว่าการมณฑลไห่หนาน หรือไหหลำ ดร.เสิน ตันหยาง และยังเป็นสมาชิกคณะกรรมการสามัญพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เข้าพบตนซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ไห่หนาน ที่เป็นรูปธรรมที่สุดล่าสุด คือ การทำมินิเอฟทีเอระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยกับมณฑลไห่หนานของจีน เมื่อ 20 ส.ค. 64 ซึ่งปัจจุบันไทยมีมินิเอฟทีเอกับเมืองหรือมณฑลสำคัญ 7 ฉบับและอนาคตจะมีเพิ่มอีก 6 ฉบับ คาดว่าจะสำเร็จทั้งหมดจะลงนามโดยเร็วที่สุด

ประเด็นหารือ ประเด็นที่หนึ่ง ท่านรองผู้ว่าการฯเชิญไทยร่วมงาน HAINAN EXPO วันที่ 11-15 เม.ย. นี้ ตนตอบรับเราเข้าร่วมแล้ว 2 ครั้ง ช่วงหลังติด Zero Covid ของจีน ปีนี้จะส่งผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมอย่างน้อย 20 ราย
ประเด็นที่สอง มณฑลไห่หนานเชิญกระทรวงพาณิชย์ไทยตั้งสำนักงานการค้าเพื่อโปรโมทสินค้าที่มณฑล ตนแจ้งว่ากระทรวงพาณิชย์มีทูตพาณิชย์ที่กวางโจวดูแลในส่วนมณฑลไห่หนาน แต่อนาคตเมื่อมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นเป็นไปได้ที่จัดตั้งสำนักงานที่ไห่หนาน

ประเด็นที่สาม ท่านแจ้งทิศทางเดินหน้านำมณฑลไห่หนานสู่การเป็นเมืองท่าการค้าเสรีไห่หนาน (Hainan Free Trade Port) หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต การพัฒนาแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่หนึ่งลดภาษีสินค้านำเข้าเป็นศูนย์บางรายการ เริ่มที่วัตถุดิบในปี 2021 ขั้นต่อไปจะพัฒนาเป็นลำดับ จนตั้งเป้าให้ไห่หนานเป็นเมืองท่าการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดติดลำดับโลก

และนายจุรินทร์ได้ขอให้ไห่หนานสนับสนุน 6 ประเด็น
ประเด็นที่หนึ่ง อยากต่อยอดมินิเอฟอีเอ ให้มีพัฒนาการยิ่งขึ้นโดยเร็ว เพิ่มมูลค่าการค้าที่ผ่านมาได้จัดเจรจาการค้าซื้อขายสินค้า 4 ครั้ง จัดสัมมนาผู้ประกอบการร่วมกัน 3 ครั้ง และประชุมร่วมกันของเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 ฝ่าย ทำให้มูลค่าส่งออกไทยไปไห่หนานปี 65 เพิ่มขึ้น 66.8% ไทยส่งออกไปไห่หนาน 10,465 ล้านบาท สินค้าสำคัญ เช่น ยางพารา ผลไม้ เคมีภัณฑ์และสินแร่ เป็นต้น
ประเด็นที่สอง เสนอให้จัดเจรจาซื้อขายสินค้าระหว่างกันบ่อยขึ้น มากขึ้น
ประเด็นที่สาม ให้แลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน
ประเด็นที่สี่ เสนอให้ไห่หนานอำนวยความสะดวกให้สินค้าไทยอยู่ในร้านปลอดภาษีของไห่หนาน ท่านรับช่วยดำเนินการและแนะนำสินค้ากลุ่มแฟชั่น เครื่องแต่งกายและของใช้ในชีวิตประจำวันจะเป็นที่สนใจของลูกค้า
ประเด็นที่ห้า เชิญมณฑลไห่หนานส่งนักธุรกิจร่วมงานแสดงสินค้าไทย 5 งาน 1)งาน STLYE Bangkok 2)งาน TAPA เกี่ยวกับชิ้นส่วนยานยนต์ 3)งาน THAIFEX-ANUGA ASIA ด้านอาหาร 4)งาน TILOG ด้านโลจิสติกส์ และ 5)งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ด้านอัญมณีและเครื่องประดับ
ประเด็นที่หก เสนอกำหนดเจ้าหน้าที่ 2 ฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างศูนย์ RCEP Center ของไทย กับศูนย์ Business Service ของไห่หนาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน

“การพบปะกันวันนี้เป็นความสำเร็จอย่างยิ่งสำหรับอนาคตที่จะสร้างเงินให้กับทั้ง 2 ฝ่ายต่อไป มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับไห่หนาน
ปี 65 มีมูลค่า 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.9% หลังมีมินิเอฟทีส่งออกเพิ่มขึ้น 66.8% มูลค่า 10,465 ล้านบาท ซึ่งจีนยังเป็นตลาดสำคัญของไทย ที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แม้มีแรงเสียดทานการส่งออกที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ และอื่นๆ ตนคิดว่าเราต้องให้ความสำคัญกับจีนในฐานะประเทศคู่ค้าสำคัญต่อไป ซึ่งตั้งเป้าตลาดจีน ส่งออกในปีนี้บวก 1% และสำหรับจีนเรามีมินิเอฟทีเอกับไห่หนานและกานซู่ และกำลังจะมีกับเซินเจิ้นในอีกไม่กี่วันและกับยูนนานต่อไป “ นายจุรินทร์กล่าว

พาณิชย์ – DITP เสริมแกร่ง SMEs เจาะตลาดอาเซียนผ่านโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) ตลาดอาเซียน

กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้า ยุคใหม่ (NEA) จัดโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) : ตลาดอาเซียน รวมวิทยากรผู้มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือดิจิทัลเจาะตลาดอาเซียน และรวมฑูตพาณิชย์ในตลาดอาเซียนที่จะมาให้คำปรึกษาเชิงลึก Online Export Clinic แก่ผู้ประกอบการ ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพ มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 280 ราย
​โครงการ “เปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic)” เป็นไปตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ให้ความสำคัญกับตลาดส่งออกทั้งตลาดหลัก ของไทย และเพิ่มโอกาสทางการค้าไปในตลาดส่งออกใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2566 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ สถาบัน NEA เพิ่มการจัดกิจกรรม Export Clinic โดยกำหนดจัดกิจกรรมทุกเดือนหมุนเวียนไปตามตลาดต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมองค์ความรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการที่สนใจทำการค้าในตลาดนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบัน (Hot Issue) ควบคู่กับการจัด Online Export Clinic โดยไม่ว่าผู้ประกอบการจะอยู่ที่ใดก็สามารถเข้ารับคำปรึกษา จากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือฑูตพาณิชย์ ที่ประจำการอยู่ในตลาดต่างประเทศ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
โครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) : ตลาดอาเซียน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ห้อง Auditorium สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพ ประกอบด้วยกิจกรรม 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 กิจกรรมการให้คำปรึกษา (Online Export Clinic) โดยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั่วภูมิภาคอาเซียน และส่วนที่ 2 กิจกรรมพัฒนาองค์ความรู้ จำนวน 3 หัวข้อ ได้แก่ เสวนาหัวข้อ “เจาะตลาดอาเซียนยุคใหม่ด้วยเครื่องมือดิจิทัล” วิทยากร โดย คุณอนล ธรเลิศพิมล Business Development Manager บริษัท เดเบิล (Dabie Inc.) Thailand จำกัด คุณธนากร บุญวิจิตร ที่ปรึกษา บริษัท ดับบลิวแอลดีแลบบอราทอรี ประเทศไทย จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์โพรเกรซ จำกัด คุณธนะรัชต์ วชิรกุล Country Head, Delivery (TH) บริษัท เทเลพอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด และคุณพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และบรรยายหัวข้อ “เข้าถึงลูกค้าด้วยสื่อออนไลน์กลุ่มเป้าหมายอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์” วิทยากร โดย คุณอนล ธรเลิศพิมล Business Development Manager บริษัท เดเบิล (Dabie Inc.) Thailand จำกัด และหัวข้อ “เจรจาธุรกิจออนไลน์ ตัวช่วย ผู้ส่งออกยุคใหม่” วิทยากร โดย คุณพงษ์พัฒน์ เชี่ยวปัญญา Mass Market บริษัท Zoom Video Communications จำกัด
สำหรับโครงการเปิดโลกการค้ากับทูตพาณิชย์ (Export Clinic) ในครั้งต่อไป เป็นเปิดโลกการค้ากับ ทูตพาณิชย์ (Export Clinic) : ตลาดจีน กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2566 ณ ห้อง Auditorium สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารต่างๆ ของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ได้ที่ http://www.nea.ditp.go.th, Fanpage Facebook : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และ DITP Service Center โทร.1169 กด 1 กด 1


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
18 กุมภาพันธ์ 66

รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดกิจกรรม ขอบคุณลูกค้า แจกฟรี เครื่องดื่ม อเมซอน

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
เผยว่า เนื่องในโอกาส ฉลองครบรอบ 12 ปี รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดกิจกรรม แจกฟรี เครื่องดื่ม อเมซอน 1,200 แก้ว เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่มีอุปการะทุกท่าน ภายในวันที่ 23 กพ. 66 นี้ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 8 โมงเช้าเป็นต้นไป

DITP จับมือจีน จัดกิจกรรมโปรโมตงาน CAEXPO ครั้งที่ 20

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือสำนักงานเลขาธิการการจัดงานแสดงสินค้าอาเซียน-จีน จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การจัดงาน CAEXPO ครั้งที่ 20 ที่จีนกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 ก.ย.นี้ ที่นครหนานหนิง เผยอยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน มั่นใจปีนี้ งานคึกคักแน่ หลังพ้นสถานการณ์โควิด-19

นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการการจัดงานแสดงสินค้าอาเซียน-จีน จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์งานแสดงสินค้า China–ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 20 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 กันยายน 2566 ณ นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนางเหวย จาวฮุย เลขาธิการสำนักงานเลขาธิการการจัดงานแสดงสินค้าอาเซียน-จีน และนางสาวจาง เซียวเซียว ทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เข้าร่วม
โดยการจัดงาน CAEXPO ในปีนี้ กรมฯ จะนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าบนพื้นที่ 1,230 ตารางเมตร (ตร.ม.) มีคูหาหน่วยงานและผู้ประกอบการประมาณ 50 คูหา สินค้าจัดแสดง ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม แฟชั่นและเครื่องประดับ สุขภาพและความงาม ของใช้และของตกแต่งบ้าน และขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน โดยผู้ประกอบการที่สนใจจะขยายตลาดสินค้าไทยในจีน สามารถยื่นสมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้าดังกล่าวได้ ซึ่งกำหนดเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม–15 มีนาคม 2566
“การจัดงาน The 20th China-ASEAN Expo เป็นงานที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ และจัดงานเป็นประจำทุกปี โดยกระทรวงพาณิชย์จีนและอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งการจัดงานที่ผ่านมา กรมฯ ได้เข้าร่วมงานต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 19 และปีนี้ ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 20 เชื่อมั่นว่าจะเป็นงานที่มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไม่มีโอกาสไปเยือนจีน จากสถานการณ์โควิด-19 การจัดงาน CAEXPO ครั้งที่ 20 ในเดือนกันยายนนี้ จึงเป็นที่รอคอยของผู้ประกอบการทั้งจีนและอาเซียน และมั่นใจว่าการจัดงานจะประสบความสำเร็จด้วยดี”
นางอารดากล่าว

สำหรับการเข้าร่วมงาน CAEXPO ปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานจำนวน 52 บริษัท/คูหา มีมูลค่าการซื้อขายทันที 5.25 ล้านบาท และคาดการณ์มูลค่าการซื้อขายภายใน 1 ปี 40 ล้านบาท สินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ น้ำมันนวด ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สาหร่ายปรุงรส เครื่องแกงกึ่งสำเร็จรูป หมอน/ ที่นอนยางพารา ทุเรียน/ลำไยอบแห้ง เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 กุมภาพันธ์ 66

“Thailand National Cyber Week 2023” ครั้งแรกของไทยเร่งพัฒนาขับเคลื่อนความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพิ่มศักยภาพหนุนปกป้องประชาชนและประเทศ


(17 กุมภาพันธ์ 2566) ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) จัดพิธีเปิดงาน “นิทรรศการสัปดาห์วิชาการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ปี 2566 (Thailand National Cyber Week 2023)” กำหนดจัดระหว่างวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร เร่งพัฒนาขับเคลื่อนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และประธานกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานฯ พร้อมด้วย พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และ พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
เพื่อพัฒนาศักยภาพและขับเคลื่อนการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้กับประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการและสร้างมาตรการและกลไกเพื่อพัฒนาศักยภาพหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย คณาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนที่สนใจ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านเทคโนโลยีและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ ตื่นตัว เห็นความสำคัญในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถ สร้างเครือข่ายและศักยภาพให้กับผู้ประกอบการในการป้องกัน รับมือ ลดความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ รวมถึงปกป้องเศรษฐกิจของประเทศไทย
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และประธานกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก จากผลสำรวจของ National Cyber Security Index หรือ NCSI ได้จัดอันดับความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศไทย อยู่อันดับที่ 41 จากทั้งหมด 161 ประเทศ และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน วัดจากความสามารถในการจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยได้คะแนนการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ 100 % ในส่วนการดำเนินงานที่ผ่านมา สกมช. ได้ให้ความสำคัญในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศเป็นอย่างมาก เห็นได้จากมีการกำหนดนโยบายในการเตรียมความพร้อมและการขับเคลื่อนนโยบายและแผนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การจัดทำกฎหมายลำดับรอง การส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศ การเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากที่กล่าวมานี้ ทำให้เกิดแนวคิดในการจัดงาน “นิทรรศการสัปดาห์วิชาการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ปี 2566 (Thailand National Cyber Week 2023)” ในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้คำขวัญที่ว่า “Secure your cyber, Secure your future” การปกป้องโลกไซเบอร์ ก็เป็นการปกป้องอนาคตของคุณด้วยเช่นกัน อีกทั้ง ยังจะช่วยส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับ

ดูแล หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ หน่วยงานเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย คณาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนที่สนใจ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านเทคโนโลยี และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพิ่มขีดความสามารถให้กับทุกภาคส่วนในการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ รวมทั้งส่งเสริมผู้ประกอบการในการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันกับต่างประเทศ และสร้างโอกาสในการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อีกทั้งยังเผยแพร่และสื่อสาร เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงจะได้ร่วมกันบูรณาการความรู้และใช้ประโยชน์จากงานในครั้งนี้ให้มากที่สุด เพื่อเป็นการปกป้องตนเองและต่อยอดธุรกิจด้านความมั่นคงปลอดภัย
ไซเบอร์พร้อมทั้งสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการและหน่วยงานต่าง ๆ ทุกภาคส่วนในการแข่งขันกับต่างประเทศและภัยคุกคามในอนาคตต่อไป
พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กล่าวว่า ปัจจุบันภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เป็นหน่วยงานที่มุ่งขับเคลื่อนการจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศที่มีประสิทธิภาพ พร้อมตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์ทุกมิติ รวมไปถึงนโยบายในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure: CII) ให้มีประสิทธิภาพ และผลักดันให้ทุกหน่วยงานมีมาตรการในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ พร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศ เพื่อให้ประเทศและประชาชนมีภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ที่เข้มแข็ง จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงาน “นิทรรศการสัปดาห์วิชาการด้านความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ปี 2566 (Thailand National Cyber Week 2023)” ซึ่งเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงต้นกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา สกมช. ได้จัดให้มีการเสวนาด้านความมั่นคงปลอดภัยผ่าน Webinar จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 การเสวนา “NCSA Virtual Summit: Cybersecurity & Privacy Trends” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำให้กับผู้ที่สนใจได้รับความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและแนวโน้มของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต, ครั้งที่ 2 การเสวนา NCSA Virtual Summit: แนวโน้มและแผนการพัฒนาบุคลากรด้านไซเบอร์ของไทยปี 2566 (Cybersecurity Certificates & Careers) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และครั้งที่ 3 การประชุมออนไลน์ (Virtual Conference) NCSA Thailand National Cyber Week 2023 ซึ่งรวมหัวข้อการบรรยายเกี่ยวกับแนวทางและนวัตกรรมล่าสุดด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลกว่า 10 หัวข้อ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยภายในงานนี้จะมีการแสดงนิทรรศการผลงานงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โดยบริษัทสตาร์ตอัป นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาของไทย การให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมกับการประชุม-สัมมนา โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมด้วยการนำเสนอความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยจากบริษัทและหน่วยงานชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 80 บริษัท มาร่วมกัน อับเดตภัยคุกคาม

ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ Cybersecurity & Privacy Trends ในปี 2023 และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลล่าสุดที่หน่วยงานรัฐและองค์กรธุรกิจควรตระหนักรู้ รวมถึงประเด็นด้านไซเบอร์ที่น่าสนใจที่จะเกิดขึ้นในปี 2023 เช่น กฎหมายด้านไซเบอร์ การเปลี่ยนผ่านสู่ Cyber Resilience, Cyber Risk VS. Digital Risk และ Digital Divide VS. Digital Inequality Enter รวมถึงการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างเจ้าของผลิตภัณฑ์/บริการและบริษัทที่สนใจนำผลิตภัณฑ์/บริการมาจัดจำหน่ายให้แก่ธุรกิจและบุคคลทั่วไป
นอกจากนี้ พบกับมิติใหม่ของมหกรรมรับสมัครงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Job Fair) เปิดโอกาสในการสมัครงานแบบไร้ข้อจำกัดกับองค์กรที่มีคุณภาพ หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทเอกชนชั้นนำที่จะเปิดบูธรับสมัครงานรวมกว่า 10 ราย และพบกับชหัวข้อสัมมนาเพื่ออัปเดตแนวโน้มตลาดแรงงานด้าน Cybersecurity ของไทย ไขข้อข้องใจว่าสายงานด้านไหนที่กำลังขาดแคลนและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งนักศึกษาที่จบใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์ใบรับรอง และทักษะสำคัญใดที่ควรมีเพื่อให้เป็นที่สนใจของเหล่า HR รวมถึงร่วมฟังการเสวนาและแชร์ประสบการณ์กับเหล่าบริษัทไอทีชั้นนำ และสถาบันฝึกอบรมและออกใบรับรองระดับโลก อีกทั้งการเสวนาด้านความมั่นคงปลอดภัยโดย สกมช. และผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งหน่วยงานความมั่นคงภาครัฐ บริการสำคัญภาครัฐ สาธารณสุข การเงินการธนาคาร พลังงาน และขนส่งโลจิสติกส์
ที่มาร่วมให้ความรู้ในการรับมือด้านความมั่นคงปลอดภัย
กิจกรรมที่สำคัญที่พลาดไม่ได้จริง ๆ กับการสาธิตวิธีการ “รู้ทันกลโกงมิจฉาชีพบนโลกออนไลน์” พร้อมเทคนิควิธีการทางการตลาดของเหล่ามิจฉาชีพที่ใช้หลอกลวงประชาชนบนโลกออนไลน์ ในเวทีของ สกมช. Live Hacking Demo: “แอปดูดเงิน VS เจาะระบบองค์กรขนาดใหญ่” ชม Live Hacking Demo: “ลองเป็นเหยื่อแอปดูดเงินเพื่อถอดรหัสโจร” เพื่อจะได้รู้เท่าทันป้องกันเงินในกระเป๋าของเรา และ “เจาะช่องโหว่ระบบ Active Directory ขององค์กรขนาดใหญ่” สัมผัสประสบการณ์พร้อมเรียนรู้พื้นฐานการเจาะระบบและการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย (Ethical Hacking & Security) เบื้องต้น จากหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญอันดับต้น ๆ ของไทย เปิดโอกาสสำหรับก้าวแรกสู่สาย Offensive Security และร่วมสนุกในเกมการแข่งขันทำโจทย์ตะลุยด่านด้าน Cybersecurity ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท พร้อมรับประกาศนียบัตรจาก สกมช. และเปิดเวทีให้บริษัทสตาร์ตอัปและสถาบันการศึกษานำผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์มานำเสนอโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย ซึ่งทุกหน่วยงานจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านเทคโนโลยีและการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ รวมถึงส่งเสริมการสร้างความตระหนัก รู้ตื่นตัว เห็นความสำคัญในด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพิ่มขีดความสามารถให้กับทุกภาคส่วนในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามไซเบอร์ และส่งเสริมผู้ประกอบการในการแข่งขันและสร้างโอกาสในการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อีกด้วย
ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลได้ที่ http://www.thncw.com หรือ Facebook THNCW และ Facebook NCSA Thailand

พาณิชย์ชวนสมัครรางวัล PM’s Export Award 2023 เข้มยกระดับภาคส่งออกไทยปรับตัวรับเศรษฐกิจใหม่ ขานรับเทรนด์โลกมุ่งสู่ความยั่งยืน


กรุงเทพ 2566 : กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดรางวัล Prime Minister’s Export Award 2023 ภายใต้แนวคิด “Better Vision Brighter Future: เปิดมุมมองใหม่ ขับเคลื่อนธุรกิจไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต อย่างเต็มภาคภูมิ” ยกระดับรางวัลขานรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ชูเป้าหมายการค้าไทยติด TOP 5
ของเอเชีย พร้อมเปิดเวทีเสวนาดึง 4 บริษัทต้นแบบรางวัล PM’s Export Award ร่วมแชร์ไอเดีย สร้างแรงบันดาลใจ แนะแนวทางพัฒนาธุรกิจให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

​นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “โจทย์สำคัญของ DITP ในปี 2566 คือการเดินหน้าผลักดันให้ผู้ประกอบการมีการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถพร้อมแข่งขันสู่เวทีโลก รวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ให้กับภาคธุรกิจไทยให้เป็นที่ยอมรับ
ในระดับสากล พร้อมสนับสนุนการเปิดตลาดส่งออกไปยังเวทีโลก โดยกรมตั้งเป้าสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เป็น 1 ใน 5 ของเอเชียภายในปี 2570 ซึ่งเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต และการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการไทยของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ซึ่งกรมได้จัดรางวัล Prime Minister’s Export Award หรือ PM’s Export Award 2023 เพื่อสร้างแรงจูงใจและสร้างกำลังใจในการดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย Startup / SMEs Micro SMEs และอื่น ๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจได้รับรู้ว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคธุรกิจทุกระดับ” ​​​​​“อย่างไรก็ดี ในปีนี้ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจการค้าโลก ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเพื่อตอบสนอง New Economy หรือเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ BCG Economy สู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยรางวัลPrime Minister’s Export Award เป็นอีกหนึ่งการดำเนินงานสำคัญของกรม เป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของภาคธุรกิจส่งออกไทย ที่มีกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศที่จะรับกับความท้าทายใหม่ ๆ มีศักยภาพ ที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก อีกทั้ง ยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจตนเองให้ดียิ่งขึ้น” นายภูสิตกล่าวเสริม
​นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่า
เพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ปีนี้รางวัล
PM’s Export Award 2023 ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Better Vision Brighter Future: เปิดมุมมองใหม่ ขับเคลื่อนธุรกิจไทยมุ่งสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต อย่างเต็มภาคภูมิ” เพื่อเป็นการต้อนรับการก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ปีที่ 31 สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกที่มีศักยภาพ โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 30 ปี มีผู้ได้รับรางวัลแล้วรวมจำนวนทั้งสิ้น 784 รางวัล จาก 257 บริษัท ในปีที่ผ่านมา กรมได้มีการทบทวนหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับรางวัลให้สอดรับต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก และแนวทางการพัฒนาภาคการส่งออกไทย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนจากภาคการผลิตสินค้ามาสู่ภาคบริการมากขึ้น โดยนำแนวคิดเรื่องนวัตกรรมและการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน (Environmental, Social and Governance: ESG) มาเพิ่มเป็นน้ำหนักคะแนนของเกณฑ์การตัดสินแต่ละสาขารางวัล ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ”

รางวัล PM’s Export Award 2023 แบ่งออกเป็น 7 ประเภทสาขารางวัลประกอบด้วย

  1. รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม Best Exporter
  2. รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม Best Thai Brand โดยจำแนกระดับและประเภทแบรนด์ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
    2.1 ระดับ Existing Brand แบรนด์ที่มีมายาวนาน แบ่งเป็น Corporate Brand และ Product Brand
    2.2 ระดับ Emerging Brand แบรนด์ที่เกิดใหม่ที่มีการจดทะเบียนนิติบุคคล และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในช่วง 1-4 ปี
  3. รางวัลธุรกิจ BCG ส่งออกยอดเยี่ยม Best BCG Exporter ซึ่งเป็นการปรับจากรางวัลสินค้าส่งเสริมนวัตกรรมยอดเยี่ยม (Best Innovation) เพื่อให้สอดคล้องกับวาระแห่งชาติในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ Bio Circular-Green Economy Model หรือ BCG
  4. รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design) โดยมีการเพิ่มกลุ่มผลงานการออกแบบระบบ บริการและแพลตฟอร์มดิจิทัล
  5. รางวัลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Service Enterprise) แบ่งออกเป็น 4 สาขา ประกอบด้วย
  • สาขาโรงพยาบาล/ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง/คลินิกเฉพาะทาง (Health & Wellness)
    (เพิ่มจาก 1 สาขารางวัลเป็น 2 สาขารางวัล)
    – สาขาดิจิทัลคอนเทนท์และซอฟแวร์ (Digital Content & Software)
    – สาขาโลจิสติกส์การค้า (ELMA)
    – สาขาธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ (Printing and Packaging) (เพิ่มเป็น 2 สาขารางวัล)
    ​ 6. รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม (Best OTOP) ซึ่งปีนี้ มีการเพิ่มกลุ่มรางวัล เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
    6.1 กลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ที่มีการส่งออกด้วยตนเอง (BEST OTOP)
    ​ 6.2 กลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ที่ยังไม่เคยส่งออกด้วยตนเอง แต่มีศักยภาพในการส่งออก (OTOP New Face Exporter)
    7. รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)
    ​ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะคณะกรรมการตัดสินรางวัล PM’s Award Export กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปีนี้กรมได้พัฒนาและยกระดับรางวัล Prime Minister’s Export Award ให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ใน 5 มิติ ได้แก่ Innovation & technology, Design & Creativity, Branding & Value Creation, BCG Model และSustainable Development Goals (SDGs) โดยประเด็นที่ท้าทายดังกล่าวได้ถูกนำไปพัฒนาและปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินรางวัลให้ครอบคลุมทั้ง 7 ประเภทสาขาของรางวัล PM’s Award Export โดยองค์กรธุรกิจยุคใหม่ควรแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และแนวทางการ บริหารในด้านต่างๆ เช่น แนวทางหรือแผนงานด้าน BCG และ SDGs การลงทุนสำหรับการผลิตหรือเทคโนโลยีที่มีความยั่งยืน พลังงานสะอาด ด้านการวิจัยและพัฒนา รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม New Technology / New material / Eco Material นอกจากนี้กรมยังต้องการส่งเสริม Micro และ SMEs สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในรางวัลนี้มากขึ้น เช่น ธุรกิจ Start up Emerging Brand เป็นต้น

อีกทั้งภายในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ได้เชิญวิทยากรพิเศษจาก 4 บริษัท ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล PM’s Export Award จากปีที่ผ่านมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจ และประโยชน์ของการเข้าร่วมโครงการ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ของการทำธุรกิจ เพื่อเป้าหมายการขับเคลื่อนธุรกิจไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยวิทยากรพิเศษดังกล่าว ประกอบด้วย

  1. คุณโกสินทร์ วิระพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลน ครีเอชั่นส์ จำกัด ผู้ผลิตของเล่นไม้สำหรับเด็กจากมุมมองความยั่งยืน รายแรกของโลกที่ได้เปลี่ยนไม้ยางพาราที่หมดอายุการให้น้ำยาง และผง ขี้เลื่อยให้กลายเป็นวัสดุใหม่ PlanWood มาใส่ความคิดสร้างสรรค์จนกลายเป็นของเล่นไม้จากยางพาราที่เสริมสร้างพัฒนาการเด็ก ภายใต้แบรนด์ PlanToys
  2. คุณนิติพันธุ์ ดารกานนท์ กรรมการ บริษัท โซไนต์ อินโนเวทีฟ เซอร์เฟสเซส จำกัด บริษัทผู้คิดค้นนำวัสดุที่เหลือทิ้งจากภาคเกษตรไม่ว่าจะแกลบข้าว กะลามะพร้าว และผักตบชวา มาทำเป็นสิ่งที่มีคุณค่า (Material Development) แปรรูปเป็นของใช้ในบ้าน ของตกแต่งบ้านในดีไซน์ที่สวยงาม พร้อมชูคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการใช้งานทนทาน มีมาตรฐาน และยั่งยืน
  3. คุณวราภรณ์ มนัสรังษี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เฟรช จำกัด บริษัทที่ประสบความสำเร็จจากส่งออกมะพร้าวน้ำหอมผลสดเป็นบรรจุภัณฑ์ในตัวเองเพื่อสร้างความยั่งยืนจากการทำวิจัยนวัตกรรม เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคมะพร้าวน้ำหอมที่มีความสะดวกสบายมากขึ้น ภายใต้ชื่อ “coco Thumb”
  4. คุณอัจฉรา ปู่มี กรรมการผู้จัดการบริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้สร้างสรรค์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเครื่องทำน้ำร้อน และเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน จากจุดเด่นนำพลังงานที่สูญเปล่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ และลดปริมาณการใช้พลังงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน(Sustainability)
    สำหรับสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล PM’s Export Award จะได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่าง ๆ ของกรมและพันธมิตร รวมทั้งจะได้รับการสนับสนุนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้ส่งออกในรูปแบบการเข้าร่วมสัมมนา การฝึกอบรมเชิงลึก รวมทั้งจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการประชาสัมพันธ์ อาทิ ได้รับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในฐานะผู้ได้รับรางวัลในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้ตราสัญลักษณ์ PM’s Export Award เป็นเครื่องมือทางการตลาดเพื่อส่งเสริมการขาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
    ทั้งนี้ รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ปี 2566 (Prime Minister’s Export Award 2023 หรือ PM’s Export Award 2023) ปีที่ 31 จะจัดให้มีพิธีมอบรางวัลฯ โดยนายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ดังนั้น ผู้ประกอบการในสาขาต่างๆ ที่สนใจเข้าร่วมสมัครรับคัดเลือกรางวัล สามารถสมัครได้ตั้งแต่ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2566 ที่ pmaward.ditp.go.th หรือ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2136 5226, 0 2507 8290 (ในวันและเวลาราชการ)

พาณิชย์-DITP เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการเข้าสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ ผ่านโครงการ Upskill & Reskill”


15 กุมภาพันธ์ 2566 : นางภาวินี รวยรื่น ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โครงการ Upskill & Reskill ได้ดำเนินการตามนโยบายที่สำคัญของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนาศักยภาพ ยกระดับ องค์ความรู้ และเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อต่อยอดโอกาสทางการค้าไปยังเวทีการค้าสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs ทั่วประเทศจำนวนมากกว่า 3.1 ล้านราย ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (สถาบัน NEA) จึงได้จัดโครงการ Upskill & Reskill ระหว่างวันที่ 15 – 17 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อ UpSkill ความรู้เดิม และ ReSkill เสริมทักษะใหม่ให้กับผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย ประกอบกับการเสริมองค์ความรู้ในการสร้างโอกาสทางการค้าจา ก Megatrends การค้าที่สำคัญของโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับมือและก้าวเข้าสู่โลกในยุคเศรษฐกิจกระแสใหม่อย่างเข้มแข็ง ผ่านหลักสูตรที่อัดแน่นทั้งภาคทฤษฎีด้านเทรนด์การค้าที่สำคัญของโลก อาทิ ทั้งหลักสูตร Green Marketing หลักสูตร Food Technology และหลักสูตรยกระดับการเจรจาธุรกิจออนไลน์สู่ตลาดสากล รวมไปถึงหลักสูตรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ที่เน้นให้ผู้ประกอบการทดลองลงมือปฏิบัติจริงผ่านการทำ Workshop อาทิ หลักวูตร Video Content Creator และหลักสูตร No-Code & Low-Code Platform

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ความรู้ที่ทันสมัยจากโครงการ Upskill & Reskill แล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการอบรมตามเกณฑ์ที่กำหนดยังจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสถาบัน NEA ในอนาคต สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรการฝึกอบรม สัมมนา ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศในด้านต่างๆ สามารถติดตามข่าวสาร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ nea.ditp.go.th / Facebook : nea.ditp / สายด่วน โทร 1169 กด 1 กด 1


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
15 กุมภาพันธ์ 66

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น