ยกอิตาลีมาไว้กลางเมือง! ห้างเซ็นทรัล ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยและ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA)

จัดงาน “Dolce Italia” ประจำปี 2023 จัดเต็มแฟชั่น-บิวตี้-ของใช้ของตกแต่งบ้านส่งตรงจากอิตาลี
ช้อปจุใจไปกับแบรนด์ดังและแบรนด์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมขนทัพโปรโมชันและกิจกรรมสุดพิเศษ
ให้ลูกค้าร่วมสนุกตลอดแคมเปญ

กรุงเทพฯ 9 มีนาคม 2566 — ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) จัดงาน “Dolce Italia” ประจำปี 2023 มหกรรมสินค้าอิตาลีสุดยิ่งใหญ่แห่งปี นำเสนอสินค้าอิตาลีคุณภาพเยี่ยมกว่า 50 แบรนด์ ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันทั้งในหมวดหมู่แฟชั่น ครบถ้วนทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ ตลอดจนแบรนด์ความงามและน้ำหอม พร้อมด้วยของใช้ ของตกแต่งบ้านสุดเอ็กซ์คลูซีฟส่งตรงจากอิตาลีให้ลูกค้าได้เลือกช้อปสินค้าอิมพอร์ตมาตรฐาน Made In Italy ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำทางด้านคุณภาพ ดีไซน์ และรสนิยมอันรุ่มรวยระดับโลก พร้อมอัปเดตเทรนด์ใหม่ล่าสุดอย่างเพลิดเพลินในบรรยากาศ
“The Party in Italian Garden” อันอบอวลด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายความเป็นอิตาลี พร้อมจัดเต็มไม่ยั้งกับกิจกรรมให้ได้ร่วมสนุกทุกสัปดาห์ ตลอดจนโปรโมชันและของขวัญสุดพิเศษตลอดทั้งแคมเปญ เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. – 30 เม.ย. 2566 ที่บริเวณชั้น 1 ห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล ชิดลม

ฯพณฯ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย กล่าวถึงการจัดงาน “Dolce Italia” ประจำปี 2023 ครั้งนี้ว่า “ประเทศอิตาลีและไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมายาวนาน ภายใต้ความร่วมมือที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม วันนี้เราได้เดินหน้าสานต่อการเป็นพันธมิตรกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเพื่อนำเสนอแบรนด์สินค้าจากอิตาลีที่โด่งดังไปทั่วโลกให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ละแบรนด์ที่คัดสรรมาร่วมจำหน่ายในแคมเปญล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และหัตถศิลป์ชั้นเลิศของชาวอิตาลีในการออกแบบสินค้าแฟชั่น ผลิตภัณฑ์ความงาม ตลอดจนของใช้ของตกแต่งในบ้าน โดยการร่วมมือของเราในครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลอง 155 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับประเทศไทยได้อย่างยอดเยี่ยม เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการสานต่อความร่วมมือกับห้างเซ็นทรัลในครั้งนี้จะช่วยเสริมภาพลักษณ์อันดีของสินค้าคุณภาพจากอิตาลี พร้อมยังส่งเสริมโอกาสทางการค้าและการขยายฐานลูกค้าของแบรนด์อิตาลีได้เป็นอย่างดี”

ด้าน จูเซปเป ลามัคเคีย ข้าหลวงพาณิชย์ ประจำสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ฝ่ายส่งเสริมการค้า แห่งสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย)  กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของอิตาลีและห้างเซ็นทรัล ว่า “สำหรับปี 2566 สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) ได้ร่วมงานกับห้างเซ็นทรัล ในแคมเปญ “Dolce Italia” ประจำปี 2023 หลังจากความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในปี 2564  โดยห้างเซ็นทรัล มีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้นำในตลาดค้าปลีกทั้งออฟไลน์และออนไลน์ของไทยที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสินค้าของอิตาลีซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพสูงจากท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัล ยังเป็นกลุ่มธุรกิจชั้นนำที่ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างอิตาลีและประเทศไทยมาโดยตลอด โดยล่าสุด กลุ่มเซ็นทรัล ได้ร่วมการประชุม Italian-Thai Business Forum ครั้งที่ 8 เพื่อร่วมกำหนดความร่วมมือและการสานความสัมพันธ์ในหลากหลายมิติ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างสองประเทศ เรามั่นใจว่าในแคมเปญ “Dolce Italia” ประจำปี 2023 ในครั้งนี้จะช่วยโปรโมต
แบรนด์ยอดนิยมของอิตาลี ทั้งในหมวดหมู่แฟชั่น ความงามและน้ำหอม รวมถึงของใช้และของตกแต่งบ้าน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

โอลิวิเยร์ บรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน ประจำประเทศไทย ผ่านการจัดแคมเปญสุดพิเศษอย่าง “Dolce Italia” ประจำปี 2023 เพื่อให้นักช้อปชาวไทยและต่างชาติได้เต็มอิ่มกับการช้อปสินค้าคุณภาพจากอิตาลีในแบบเอ็กซ์คลูซีฟ กว่า 75 ปีที่ผ่านมา ห้างเซ็นทรัล มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ช้อปที่ดีที่สุดและนำเสนอสินค้าหลากหลายรูปแบบจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนทุกเจเนอเรชัน ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ เราได้ขนทัพสินค้าแบรนด์ดังและแบรนด์ใหม่มาแรงจากอิตาลีทั้งในหมวดแฟชั่น บิวตี้ ของใช้และของตกแต่งบ้าน ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อกันอย่างจุใจโดยไม่ต้องบินไปไกล โดยการร่วมมือในครั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำตำแหน่งของห้างเซ็นทรัลในฐานะ No.1 Shopping Destination ที่มีสินค้าแบรนด์แฟชั่นจากทั่วโลกโดยเฉพาะจากประเทศอิตาลีให้เลือกสรรอย่างครบครันอีกด้วย”

ภายในงานเปิดแคมเปญ “Dolce Italia” ประจำปี 2023 ได้ถูกเนรมิตพื้นที่บริเวณชั้น 1 ของเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นมาร์เก็ตเพลสในสไตล์ Italian Garden โดยได้รับเกียรติจาก สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล, รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, สเตฟาน จูเบิร์ท ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัทสรรพสินค้า เซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลรีเทล พร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้หลากหลายวงการซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้แบรนด์แฟชั่นอิตาลีตบเท้าร่วมงาน อาทิ
มิลิน ยุวจรัสกุล, สิทธิโชค เปล่งพานิช, อาทิมา หิมะทองคำ, แม้นวาด นาครทรรพ ฯลฯ ที่ตบเท้าร่วมชมแฟชั่นโชว์และ Fashion Film สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สร้างสรรค์โดยดวง-วรรณพร โปษยานนท์ แฟชั่นกูรูชื่อดังของเมืองไทย โดยแขกผู้มีเกียรติยังได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมภายในงาน และช้อปสินค้าอิตาลีกันอย่างจุใจ

นอกจากนี้ภายในงานยังได้คอลแลบกับศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดัง “NEV3R” หรือ ยอร์ช – มงคล รัตนภักดี และอร-อรนลิน โลจนะโกสินทร์ ที่มาร่วมสร้างผลงานภายใต้คอนเซ็ปต์ Italian Garden โดยศิลปิน “NEV3R” นำเสนอผลงาน “NEV3R – LOV3R” ประติมากรรมเทพคิวปิดที่นำ“THE PARTY ITALIAN GARDEN” มาถ่ายทอดในรูปแบบที่แตกต่างในรูปแบบประติมากรรม Cupid ตัวแทนของความรักบนเสาหิน ผสมผสานกับความเป็น NEV3R ไม่ว่าจะเป็น BLVCKB3AR กับสัญลักษณ์ Peace และ Chaos แทนดวงตาแต่ละข้าง เห็ดที่มีสีสัน และรูปทรงที่หลากหลายซึ่งเป็นตัวแทนของจินตนาการ ความสุข และความสนุกที่ไร้ขีดจำกัด มิกกี้เมาส์ด้านหลังของคิวปิด และเสาหินที่ละลายให้ความอิสระตรงกับข้ามกับรูปแบบของเสาที่ควรจะเป็น ด้าน อร-อรนลิน ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน “End of Spring, Beginning of Summer” จิตรกรรมสีน้ำมันบนผืนผ้าใบศิลปะแบบ Diptych ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจด้านภูมิทัศน์และการใช้สีที่แสดงถึงจินตนาการอันงดงามจาก เจ.เอ็ม.ดับเบิลยู.เทอร์เนอร์  (J.M.W. Turner) การปฏิวัติอุตสาหกรรมเทคนิคบาศกนิยมและศิลปะภาพปะติดจากปีกัสโซ ลัทธิบาศกนิยม และ ลัทธิเหนือจริงจากวิลเลิมเดอ โกนิง ซึ่งเป็นศิลปินหัวก้าวหน้า รวมถึงเทคนิคการวาดองค์ประกอบภาพที่ดูแข็งแรงโดย เปเตอร์ เปาล์ รือเบินส์ โดยผลงานทั้ง 2 ชิ้นของ 2 ศิลปินได้จัดแสดงอยู่ที่งาน Dolce Italia 2023

สำหรับงาน “Dolce Italia” ครั้งนี้ยังเติมเต็มความสุขให้เหล่านักช้อปได้ซื้อสินค้าคุณภาพดีจากประเทศอิตาลี ไปกับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังมากมาย อาทิ Emporio Armani, Moschino, Tod’s, Emilio Pucci, Max Mara, Furla, Diesel, Coccinelle, Sunnei, EA7 ฯลฯ  รวมถึงแบรนด์บิวตี้ อาทิ Gucci, Kiko, Bvlgari, Versace, Prada และ Valentino และ พิเศษ! กับไฮไลต์ 5 แบรนด์แฟชั่นที่ห้างเซ็นทรัลนำเข้ามาวางจำหน่ายในแบบเอ็กซ์คลูซีฟเป็นครั้งแรกในไทย ได้แก่ 
• GCDS Kids แบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของเด็กๆ อันบริสุทธิ์ สดใส สนุกสนาน และขี้เล่น ผ่านการผลิตบนมาตรฐานสูงสุดของอิตาลี
• SUÈI แบรนด์รองเท้าสไตล์ Everyday Luxury ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ที่บ่งบอกถึงรายละเอียดการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร ‘Only Unique Shoes are Irreplaceable’ ด้วยความพิถีพิถันในการเลือกเฟ้นวัสดุไม่ว่าจะเป็นหนัง หรือผ้าที่มีความเป็นมาในประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน ผสานเข้ากับศาสตร์แห่งงานฝีมือของชาวอิตาเลียน
• Lanzetti แบรนด์เครื่องหนังเก่าแก่ที่ถ่ายทอดรสนิยมอันล้ำเลิศและรุ่มรวยของชาวอิตาเลียน กระเป๋าทุกใบผลิตขึ้นโดยช่างผู้เชี่ยวชาญแบบ 100% Made In Italy
• Laboratorio Mariucci แบรนด์กระเป๋างานหนังอิตาเลียนคุณภาพสูงสุด ผ่านฝีมือของปรมาจารย์ด้านการตัดเย็บที่มีความเชี่ยวชาญทั้งงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมล้ำสมัย
• Beach Vibes แบรนด์ Beachwear Accessories จากมิลาน ครบครันด้วยหลากหลายไอเทมสำหรับชีวิตติดทะเล เช่น กระเป๋า กิโมโนสวมคลุมชุดว่ายน้ำ ผ้าเช็ดตัว และแอคเซสเซอร์รีส์อื่นๆ  ทุกไอเทมล้วนผลิตจากผ้าอัลตร้าไมโครไฟเบอร์คุณภาพสูงที่มีน้ำหนักเบา แห้งไว และพร้อมลุยไปกับคุณได้ทุกที่

นอกจากจะได้ช้อปสินค้าอิตาลีอย่างจุใจแล้ว ลูกค้ายังได้สนุกไปกับกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษตลอดทั้งแคมเปญ “Dolce Italia” ประจำปี 2023 อาทิ
• พบกับ คอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟ BIALETTI X DOLCE & GABBANA แฟชั่นแบรนด์สัญชาติ
อิตาเลียน ซึ่งจับมือร่วมกับแบรนด์หม้อชงกาแฟ Bialetti สร้างสรรค์หม้อกาแฟลวดลายพิเศษ พร้อมเปิดให้ลูกค้าในงานได้จองไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในจำนวนจำกัดเพียง 60 ชิ้นเท่านั้น
• พิเศษสุด! เพียงช้อปสินค้าแบรนด์อิตาลีในหมวดแฟชั่น บิวตี้ และ Home ที่ร่วมรายการที่ห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลชิดลม ครบ 10,000 บาท รับฟรีกระเป๋า Puffer Bag Dolce Italia สุดลิมิเต็ด! (จำนวนจำกัด)
• สนุกไปกับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟตลอดทั้งแคมเปญ อาทิ วาดภาพ Portrait โดยอาร์ติสต์ (ในวันที่ 12 มี.ค. 19 มี.ค. 26 มี.ค. 2 เม.ย. 9 เม.ย. และ 23 เม.ย.) เวิร์กชอปงานศิลปะหลายรูปแบบที่ให้ลูกค้าได้
ครีเอตผลงานของตนเอง (ในวันที่ 25 มี.ค. 8 เม.ย. และ 29 เม.ย.)

ร่วมอัปเดตเทรนด์แฟชั่นและช้อปสินค้าคุณภาพจากประเทศอิตาลี พร้อมพบกับโปรโมชันพิเศษและกิจกรรมมากมาย ได้ที่งาน “Dolce Italia” ประจำปี 2023 ชั้น 1 ห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล ชิดลม ระหว่างวันที่ 8 มี.ค. – 30 เม.ย.2566 พร้อมช้อปสะดวกผ่านทุกช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น CENTRAL APP, เว็บไซต์ http://www.central.co.th,  ช้อปผ่านบริการ Central Chat & Shop บนแพลตฟอร์ม Line @centralofficial, Central Call & Shop โทร. 1425 ที่มาพร้อมบริการ Personal Shopper ผู้ช่วยช้อปส่วนตัว รวมถึงช้อปผ่าน Central Facebook Live และ Facebook Inbox ที่ facebook.com/CentralDepartmentStore

บำรุงราษฎร์ ยกระดับสถาบันโรคหัวใจ ให้การรักษาโรคหัวใจครอบคลุมทุกมิติในระดับเวิลด์คลาส

เนื่องด้วยประชากรโลกมีแนวโน้มของอายุขัยเพิ่มขึ้น ความต้องการการดูแลเรื่องหัวใจและหลอดเลือดอย่างครอบคลุมทุกมิติด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจึงเพิ่มขึ้นด้วย เภสัชกรหญิงอาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ประชากรโลกกว่า 18 ล้านคนต่อปีเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด การเกิดโรคหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังมีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคตอันใกล้เนื่องจากผู้สูงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น”

“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับการบริการและการป้องกันโรคหัวใจ รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพ และการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดระยะเริ่มต้น จากความดันโลหิตสูงและระดับคอเลสเตอรอลอีกด้วย เพื่อรับมือกับจำนวนเคสโรคหัวใจและอาการแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องที่เพิ่มสูงขึ้น” เภสัชกรหญิงอาทิรัตน์ กล่าวเสริม

เภสัชกรหญิงอาทิรัตน์ อธิบายว่า “สถาบันโรคหัวใจเป็นหนึ่งในศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ของบำรุงราษฎร์ แพทย์ชำนาญการของเราสามารถรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีอาการซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมมือกันอย่างแข็งแกร่งของทีมแพทย์และสหสาขาวิชาชีพหลากหลายสาขาที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ ก่อตั้งขึ้นจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของทีมผู้บริหารและศ. นพ. กุลวี เนตรมณี แพทย์ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และผู้อำนวยการสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ ตามที่ ศ. นพ. กุลวี กล่าวว่า “สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ มุ่งหวังที่จะให้การรักษาที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดให้แก่ผู้ป่วยโรคหัวใจได้อย่างครอบคลุม”

“สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ มุ่งหวังที่จะเป็นศูนย์การแพทย์ที่ทันสมัยและให้การรักษาที่ครอบคลุมโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลว การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ โครงสร้างของหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด รวมถึงการคัดกรองและการส่งเสริมสุขภาวะของหัวใจ นอกจากนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังมีแผนก Cardiac Care Unit (CCU) ที่ดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขั้นวิกฤต และผู้ป่วยหลังการผ่าตัดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กลับมาฟื้นตัวได้เร็ว สามารถกลับมามีชีวิตปกติได้อย่างดีที่สุดและเร็วที่สุด” ศ. นพ. กุลวี อธิบาย

ในฐานะศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ของสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ เราได้ยกระดับความรู้ด้านการแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยระดับโลก เพื่อให้ผลลัพธ์ในการรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพสูงสุด ศ. นพ. กุลวี ย้ำว่า “บำรุงราษฎร์มีความพร้อมทุกประการในการบริบาลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด ทีมผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาเทคนิคการรักษา งานวิจัยช่วยให้ทีมแพทย์ได้เรียนรู้ พัฒนา และค้นพบวิธีการรักษาใหม่ๆ ที่ดีขึ้น เราไม่เคยหยุดพัฒนาและมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จให้มากขึ้น”

จากความสำเร็จของบำรุงราษฎร์ ทีมผู้บริหารและ ศ. นพ. กุลวี เห็นตรงกันว่า งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้สถาบันหัวใจบำรุงราษฎร์ พัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ศ. นพ. กุลวี เสริมว่า “บำรุงราษฎร์ลงทุนกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างมหาศาล โดยอุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่าง ก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทน เมื่อเรามีทีมแพทย์ชำนาญการที่พร้อมให้การรักษา สถาบันหัวใจบำรุงราษฎร์ จึงถือเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านหัวใจระดับโลกอย่างแท้จริง ตัวอย่างงานวิจัยที่ผ่านมา ได้แก่ โรคใหลตาย ทีมแพทย์ใช้เวลากว่า 30 ปีในการติดตามการรักษาโรคใหลตายด้วยการจี้พังผืดบริเวณพื้นผิวของหัวใจห้องขวาล่าง นอกจากนี้ เรายังทำวิจัยเรื่องประโยชน์และข้อจำกัดในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยการจี้หัวใจผ่านสายสวนในผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วอีกด้วย”

ศ. นพ. กุลวี เนตรมณี เป็นแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจที่มีประสบการณ์การทำวิจัยและการรักษาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ศ. นพ. กุลวี นับเป็นหนึ่งในแพทย์คนแรกของโลกที่ค้นพบสาเหตุของโรคใหลตาย หรือการตายระหว่างนอนหลับอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ ยังมีศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ (หรือ Arrhythmia Center) ที่นับว่าเป็นศูนย์ให้การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ดีที่สุดในโลก เนื่องจากทีมแพทย์ที่ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำวิจัยเรื่องนี้โดยเฉพาะและได้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยการจี้หัวใจผ่านสายสวนในเคสที่ซับซ้อนหลายเคส

นอกจากนี้ สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ ยังเป็นศูนย์ส่งต่อผู้ป่วยระดับตติยภูมิในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และขยายขอบเขตการรับรักษาไปยังทุกแห่งของโลก โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากทั่วโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกาและยุโรป ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะของบำรุงราษฎร์ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในการจี้หัวใจผ่านสายสวนในผู้ป่วยที่มีอาการ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว เนื่องจากเป็นสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ศึกษาการจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (CFAE ablation) ร่วมกับเทคโนโลยี CardioInsight ตรวจจับหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยไม่ต้องมีการผ่าตัดหรือสอดเครื่องมือใด ๆ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559

สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ มุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ศ. นพ. กุลวี เนตรมณี กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “เราตีพิมพ์บทความวิจัยประมาณ 10 บทความต่อปีในวารสารทางการแพทย์ชั้นนำของโลก เราภาคภูมิใจกับความสำเร็จนี้ เรายังร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ช่วยในการรักษาผู้ป่วย และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พัฒนาเทคโนโลยีการตรวจจับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ที่สำคัญคือ เราเป็นที่ปรึกษาด้านงานวิจัยระดับโลก ที่ได้รับความเชื่อถือจากสถาบันโรคหัวใจนานาชาติจากสหรัฐอเมริกา, ยุโรป และญี่ปุ่น ให้รีวิวงานวิจัยและให้ความคิดเห็น โดยที่ผ่านมาหลายสถาบัน ต่างก็ให้ความสนใจมาศึกษาดูงาน และสร้างความร่วมมือต่อไปในอนาคต”

นพ. อชิรวินทร์ จิรกมลชัยสิริ แพทย์ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ย้ำว่า “ศาสตร์โรคหัวใจเป็นสาขาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับอีกหลายสาขา สาขาย่อยต่าง ๆ ของศาสตร์นี้มุ่งเน้นการรักษาเฉพาะส่วนของหัวใจ ดังนั้น ความเข้าใจในส่วนประกอบต่าง ๆ ของหัวใจจึงเป็นสิ่งสำคัญในการให้การรักษาที่มีประสิทธิภาพ มีผลการรักษาผู้ป่วยที่ยอดเยี่ยมเป็นที่น่าพอใจ”

นพ. อชิรวินทร์ เปิดเผยว่า ผลลัพธ์การรักษาแสดงให้เห็นว่าสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายให้การรักษาที่มีประสิทธิภาพระดับเวิลด์คลาส

• โรคหลอดเลือดหัวใจ มุ่งเน้นการวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ที่อาจนำมาสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต ในปี 2565 เราได้รักษาโดยการสวนเส้นเลือดหัวใจและการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด รวมทั้งสิ้น 812 ราย โดยประสบความสำเร็จ 99.2% ในขณะที่สถิติความสำเร็จของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 95% การเกิดภาวะแทรกซ้อนอยู่ที่ 0.39% ในขณะที่สถิติการเกิดภาวะแทรกซ้อนของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 2.65%. โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการเพียง 1 วันหลังการรักษา
• โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะและสรีรวิทยาไฟฟ้า มุ่งเน้นที่การวินิจฉัยและการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ รวมถึงภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็ว และภาวะหัวใจเต้นผิดปกติอื่น ๆ ในปีที่ผ่านมา เรารักษาด้วยสรีรวิทยาไฟฟ้า ทั้งหมด 183 ราย อัตราความสำเร็จอยู่ที่ 100% เราได้จี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว โดยมีอัตราภาวะแทรกซ้อนอยู่ที่ 4.35% ในขณะที่สถิติการเกิดภาวะแทรกซ้อนของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 6.5%การรักษาภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วมีอัตราความสำเร็จที่ 100% โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน
• TAVR/TAVI หรือ การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมด้วยการใช้สายสวนแบบไม่ต้องผ่าตัด มุ่งเน้นการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกในผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจตีบตัน ลิ้นหัวใจแคบลงและขัดขวางการไหลเวียนของเลือด สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ ได้รักษาการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมด้วยการใช้สายสวนแบบไม่ต้องผ่าตัดไปทั้งสิ้น 26 ราย ซึ่งถือเป็นจำนวนเคสที่มากที่สุดในโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย อัตราความสำเร็จอยู่ที่ 100% โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน
• ภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรงและการปลูกถ่ายหัวใจ มุ่งเน้นการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษจากทีมสหสาขาวิชาชีพหรือจำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกและแห่งเดียวที่สามารถผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจได้ และได้รับการรับรองจาก Joint Commission International อัตราการรอดชีวิตหลังจากปลูกถ่ายหัวใจใน 1 ปีอยู่ที่ 100% โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน
• การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ คือการผ่าตัดเผื่อเบี่ยงเส้นเลือดหัวใจที่ตีบตันหรือแคบลง เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น ในปีที่ผ่านมา เราได้ผ่าตัดหัวใจไป 430 ราย ในจำนวนนี้มี 71 รายที่เป็นการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลเป็น 0% ในขณะที่สถิติการเสียชีวิตของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 2.1% ไม่มีรายงานของภาวะสมองขาดเลือดหลังการผ่าตัดในขณะที่สถิติของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 3%
• การฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ มุ่งเน้นที่การออกแบบดูแลการออกกำลังกายและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากโรคหัวใจและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจของเราช่วยให้ 100% ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 7 วัน (สถิติเฉลี่ยอยู่ที่ 90%) และ 97% ของผู้ป่วยที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ภายใน 4 วัน (สถิติเฉลี่ยอยู่ที่ 90%)
• โรคหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มุ่งเน้นการศึกษาพันธุกรรมที่มีผลต่อการเกิดโรคหัวใจ ได้แก่ โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ และโรคไขมันในเลือดสูงจากกรรมพันธุ์ ในปัจจุบัน ความรู้เรื่องพันธุกรรมพัฒนาไปมากจนสามารถระบุยีนที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจได้ การตรวจรหัสพันธุกรรมช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเป็นโรคหัวใจแต่ยังไม่แสดงอาการได้ นอกจากนี้ การตรวจรหัสพันธุกรรมยังช่วยในการวางแผนการมีบุตรที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ในปีที่ผ่านมา เราได้มีการตรวจรหัสพันธุกรรมไปทั้งสิ้น 360 ราย

จากสถิติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ เป็นสถาบันโรคหัวใจชั้นนำที่สามารถรักษาโรคหัวใจได้อย่างครบทุกมิติ มีผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพและผู้ป่วยได้รับความพึงพอใจสูงสุด

อัศวินขี่ม้าขาวของชาวสวน!“จุรินทร์” จัด 4 กิจกรรมขายผลไม้ปีนี้ล่วงหน้าก่อนฤดู โกอินเตอร์ไป 17 ประเทศ สร้างเงินให้ไทย โกยเงินอีก 2,300 ล้านบาท

วันที่ 8 มีนาคม 2566 เวลา 14.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการจับคู่ธุรกิจผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ พร้อมด้วยนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวิศิษฏ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายหวู หลิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน) (Bank of China) ที่ห้องวิภาวดี บอลรูม A โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว
โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออก ผลไม้สดและแปรรูปของไทยดีขึ้นเป็นลำดับในปี 2565 ส่งออกผัก ผลไม้สด ผลไม้แปรรูป รวมกันถึง 4.5 ล้านตัน มูลค่า 8.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (290,000 ล้านบาท)ที่สร้างเงินให้ประเทศ และเดือน ม.ค. – ก.พ. 2566 เราส่งออกผักผลไม้สดและแปรรูปไปแล้ว 2.82 แสนตัน สร้างเงินให้ประเทศ 13,637 ล้านบาท เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ตนมอบให้กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” และยุทธศาสตร์การตลาด “เชิงรุกและเชิงลึก” ที่มอบหมายให้ทั้งการรักษาตลาดเดิมและเพิ่มตลาดใหม่ ช่วง 3-4 ปีที่ตนมารับผิดชอบดูแล สามารถรักษาตลาดผลไม้เดิมและเพิ่มตลาดใหม่ได้อย่างมีศักยภาพในหลายประเทศ เช่น จีน สหรัฐฯญี่ปุ่นและอีกหลายตลาด ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ประมาณ 1,040,000 ครัวเรือน ยกระดับราคาผลไม้ช่วง 4 ปีดีทุกปีในภาพรวม เฉลี่ยราคาผลไม้ยุคนี้ดีที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะเราสามารถทำตลาดส่งออกล่วงหน้าได้เยอะมาก ช่วยให้มีช่องทางระบาย สร้างอนาคตในปีนี้ให้กับราคาผลไม้ช่วยเกษตรกรสร้างเงินให้ประเทศมหาศาลตกไปหาเกษตรกรต่อไป

“วันนี้มี 4 สร้างกิจกรรมหลัก สร้างเงินให้ประเทศทันทีวันนี้ 2,300 ล้านบาท กิจกรรมที่หนึ่ง ลงนาม MOU ซื้อขายล่วงหน้า 6 คู่ จีน ญี่ปุ่นและฮ่องกงมูลค่า 1,600 ล้านบาท กิจกรรมที่สอง จับคู่เจรจาธุรกิจคาดว่ายอดไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท มีผู้ส่งออกมาในงาน 84 บริษัทและผู้นำเข้า 57 บริษัท จาก 17 ประเทศ เช่น ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง สาธารณรัฐเช็ก อินเดีย มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สวีเดน ไต้หวัน ดูไบ เวียดนาม สหราชอาณาจักรอังกฤษ บังคลาเทศ คาดว่าสามารถเซ็นสัญญาได้ไม่น้อยกว่า 385 คู่ กิจกรรมที่สาม การลงนามระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ กับ Bank of China จะช่วยอำนวยความสะดวกผู้นำเข้าจีนหรือผู้ส่งออกไทย ในการชำระเงินทั้งลูกค้าไทยและจีนมากขึ้นด้วยเงื่อนไขผ่อนปรน กิจกรรมที่สี่ กระทรวงพาณิชย์จะเปิดตัวแบรนด์ไทยให้กับผลไม้และผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปของไทยในตลาดโลกต่อไปโดยการทำสื่อโฆษณาหลากหลายรูปแบบ และจะยังมีอีก 34 กิจกรรมที่เตรียมไว้ทั่วโลก สำหรับการประชาสัมพันธ์โฆษณาผลไม้ไทยและทำให้ส่งออกนำเงินสร้างเงินให้ประเทศไทยต่อไปผ่านผลิตภัณฑ์ผลไม้ไทยอีกหลายประเทศทั่วโลก” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่กลับมาจัดกิจกรรมแบบสถานที่จริง (On-Site) หลังจัดในรูปแบบออนไลน์มาถึง 2 ปี ในช่วงการระบาดของโควิด ได้บูรณาการความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร รวมถึงพาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ในต่างประเทศร่วมเป็นทัพหน้าในการทำการตลาดเชิงรุก เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร ผู้ค้า ผู้ส่งออกไทย ได้ระบายสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตร เพิ่มโอกาสทางการค้า พร้อมสร้างชื่อเสียงให้สินค้าผลไม้ไทย และแสดงความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

ITALIA GENIALE: พลังสร้างสรรค์แบบอิตาเลียนเปล่งประกายวันนี้ ที่ ไอคอนสยาม

ดีไซน์สุดออริจินัล ความงดงาม และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบอุตสาหกรรมอิตาเลียนซึ่งมีชื่อเสียงก้องโลกเดินทางมาสร้างความประทับใจให้ผู้คนที่เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการ ณ เจริญนคร ฮอลล์ ICONSIAM ชั้น M ระหว่างวันที่ 7 – 16 มีนาคม 2566 นี้

ITALIA GENIALE (อิตาเลีย เจนิอาเล่) แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Brilliantly Italy” หมายถึง “อิตาลีที่เปล่งประกายสุกใส” เป็นกิจกรรมหลักของงาน Italian Design Day ครั้งที่ 7 มหกรรมงานดีไซน์ ที่จัด ขึ้นพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 9 มีนาคมนี้ นิทรรศการน่าตื่นตาตื่นใจชุดนี้เดิมทีสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อจัดแสดงในอิตาเลียนพาวิเลี่ยนที่งาน Expo Dubai 2020 โดยได้รับการ สนับสนุน จากกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี กระทรวงอุตสาหกรรมและโครงการ “Made in Italy” คณะกรรมาธิการการค้าอิตาลี (ICE) และสมาคมการ ออกแบบ อุตสาหกรรม (ADI) ทั้งนี้ โดยกรุงเทพมหานครได้รับเลือกเป็นจุดหมายแห่งแรกของการทัวร์เอเชีย

พิธิเปิดนิทรรศการ ITALIA GENIALE จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ โดยได้รับเกียรติจาก พณฯ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย มร.เปาโล ดีโอนีซี พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอิทธิพล คุณปลื้ม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายองค์กรสัมพันธ์ และสื่อสารองค์กรบริษัทสยามพิวรรธน์ นางมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ ตัวแทนไอคอนสยาม ร่วมเป็นประธานในพิธี

ในโอกาสเดียวกัน ได้มีการมอบรางวัลให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ชนะการประกวดออกแบบโลโก้สำหรับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 155 ปีแห่งความ สัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและอิตาลี ในปีนี้

ปิดท้ายรายการด้วยการนำแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนชมนิทรรศการแบบเจาะลึกโดยสถาปนิกชื่อดังแถวหน้าของประเทศอิตาลี มร. ฟูลวิโอ เดอ นิตโต หนึ่งในภัณฑรักษ์ ผู้เลือกเฟ้นและสร้างสรรค์นิทรรศการ ITALIA GENIALE มาให้คำอธิบายด้วยตัวเองถึงที่มาและความหมายของแต่ละชิ้นงานทั้ง 71 ชิ้น ซึ่งมีทั้งเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงนวัตกรรมของโลกยุคใหม่ ที่จัดแสดงใน 5 ธีมย่อย ได้แก่ Imagin-able, Work-able, Relation-able, Live-able, และ Move-able.

ITALIA GENIALE เชิดชูความสามารถในงานออกแบบอุตสาหกรรมของอิตาลี โดยรวบรวมดีไซน์ต้นแบบทั้ง 71 ชิ้นมาจากอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ ทั้งดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ จนถึงยานพาหนะ จากเครื่องกีฬา ไปจน ถึงการออกแบบอาหาร ดีไซน์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่หุ่นยนต์ และอื่นๆอีกมากมาย สะท้อนให้ เห็นความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นอัจฉริยะที่ถูกนำมาปรับใช้ด้วยเทคนิคต่างๆ ตลอดเส้นทางที่ เหมือน เดินย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 20 ผ่านสุดยอดงานดีไซน์ของอิตาลีที่เปี่ยมความคิดสร้างสรรค์ ผสานนวัตกรรมที่เกิดจากการวิจัย และการเติมเทคนิคใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เรานำมาใช้ได้ดีในชีวิตประจำวัน และทำให้อิตาลีมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ITALIA GENIALE สะท้อนประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของการออกแบบอุตสาหกรรมของอิตาลีในบริบท ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของโลกาภิวัธน์ โดยส่งเสริมการ ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อปรับ เปลียนไลฟ์สไตล์ผู้คนให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสถานทูตอิตาลีในไทยก็หวังที่จะสื่อสารปรัชญานี้สู่ผู้ที่สนใจการผลิตในรูปแบบ Made In Italy

การออกแบบคือความพยายามในการสร้างสรรค์ผลงานจากการนำอัจฉริยภาพมาปรับใช้ด้วยเทคโนโลยี ก่อเกิดเป็นแรงขับเคลื่อนที่ผลักดันให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะความสามารถอันโดดเด่น ที่จะผนวกความสวยงามกับประโยชน์ใช้สอยนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการผลิตที่ยอดเยี่ยมนี้จะช่วยสร้างงานและความมั่งคั่ง จึงเรียกได้ว่าฝีมือการดีไซน์ นั้นคือเครื่องมือ ในการเพิ่มพูน และยืนยัน ความสามารถของบุคคล

ITALIA GENIALE เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 น ถึง 22.00 น. วันนี้จนถึง วันที่ 16 มีนาคม ศกนี้ ภายในงานยังมีวิดีโอแสดงเบื้องหลังการสร้างสรรค์ ออกแบบและวิวัฒนาการ ของอุตสาหกรรม การผลิตที่มุ่งตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของผู้คน โดยประเทศอิตาลี ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม แนวมนุษย์ นิยมที่ส่งเสริมการใช้เทคนิคและประสบการณ์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะ เป็นหนึ่งในหัวข้อหลักตามโครงการนำเสนอกรุงโรมเพื่อเป็นเจ้าภาพ Expo 2030 ด้วย

ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทรรศการสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีได้ที่ อีเมล์ commerciale.bangkok@esteri.it

พาณิชย์-DITP เดินหน้าติดอาวุธทีม Salesman จังหวัด ให้ Go-Inter ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3พร้อมผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยท้องถิ่น ก้าวขึ้นไปเป็นสุดยอดนักขายระหว่างประเทศ

7 มีนาคม 2566 : นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Salesman จังหวัด Go-Inter รุ่นที่ 3 เปิดเผยว่า จากนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs ในส่วนภูมิภาค โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านการตลาดระดับจังหวัด หรือทีมเซลล์แมนจังหวัด (Salesman จังหวัด) ขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาคให้มีฐานรากที่แข็งแรงสามารถต่อยอด พัฒนา และส่งเสริมให้สินค้าและบริการของตนเองก้าวไปสู่ตลาดสากลได้

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือสถาบัน NEA ได้น้อมรับนโยบายดังกล่าว โดยจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Salesman จังหวัด Go-Inter ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในปี 2564 และดำเนินการต่อเนื่องมาทุกปี โดยโครงการ Salesman จังหวัด Go-Inter รุ่นที่ 3 ในปีนี้ จัดขึ้นในวันที่ 7 และ 10 มีนาคม 2566 เพื่อติดอาวุธและยกระดับองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศที่จำเป็นและมีสำคัญอย่างมากต่อทีมเซลล์แมนจังหวัด และผู้ประกอบการรายย่อยในทุกท้องถิ่นทั่วประเทศไทย ในการที่จะก้าวขึ้นไปเป็นสุดยอดนักขายในเวทีการค้าระหว่างประเทศ โครงการในปีนี้ได้พัฒนาหลักสูตรขึ้นใหม่โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมให้ผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่านได้ฝึกลงมือปฏิบัติจริง และได้รับข้อเสนอแนะและคำแนะนำอย่างใกล้ชิด ในการพัฒนาทักษะองค์ความรู้จากท่านวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านการออกแบบแคตตาล็อกสินค้าอย่างไรให้น่าสนใจด้วย Canva ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศ การเขียนสคริปต์ประกอบการนำเสนอแคตตาล็อก (Script Writing) เทคนิคการเจรจาและการพูดในที่สาธารณะ (Public Speaking) การพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อการทำธุรกิจระหว่างประเทศ และการนำเสนอธุรกิจ (Present/Pitching) ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ในการติดต่อสื่อสารและการทำธุรกิจการค้าในระดับสากล

โครงการ Salesman จังหวัด Go-Inter รุ่นที่ 3 ในปีนี้ ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมการฝึกอบรมมากกว่า 400 รายจากทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่ประกอบการท่านใดที่พลาดโอกาสร่วมโครงการในครั้งนี้ สถาบัน NEA ยังมีหลักสูตรการฝึกอบรม สัมมนา ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศในด้านต่างๆ อีกมาก สามารถติดตามข่าวสาร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ nea.ditp.go.th / Facebook : nea.ditp หรือ สายด่วน โทร 1169 กด 1 กด 1


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
7 มีนาคม 2566

DITP ผนึก สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดยิ่งใหญ่ STYLE Bangkok 2023เปิดโซนพิเศษโชว์งานศิลปิน+ผู้ประกอบการ ส่งเสริมสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนสู่เวทีโลก

​กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กลับมาจัดงาน STYLE Bangkok 2023 อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง พร้อมผลักดันดันสู่งานแสดงสินค้านานาชาติชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย ด้วยแนวคิด BCG Model เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการก้าวสู่การทำตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นอย่างยั่งยืน พบกับผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 500 บริษัท เกือบ 1,000 บูธ คาดสร้างมูลค่าซื้อขายไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท พร้อมจัดขึ้นในวันที่ 22-26 มีนาคม 2566 ณ ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ณ สถานที่จัดงานใหม่-ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

​นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากกว่าร้อยละ 90 เป็น SMEs มีการจ้างงานกว่า 1 ล้านคน โดยการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในปี 2565 ขยายตัว ถึงร้อยละ 16.5 คิดเป็นมูลค่าเกือบ 450,000 ล้านบาท งานแสดงสินค้า “STYLE Bangkok” ถือเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทยที่สำคัญในระดับสากล สร้างโอกาสในการเจรจาซื้อ-ขาย และสร้างพันธมิตรทางการค้ากับนักธุรกิจจากทั่วโลก โดยในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ถือเป็นการกลับมาจัดอย่างเต็มรูปแบบหลังจากที่เว้นมาถึง 2 ปีในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยปีนี้ ย้ายไปจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่มีภาพลักษณ์ทันสมัย และอยู่ใจกลางเมือง สะดวกต่อการเดินทางของผู้เข้าร่วมงาน”

​ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การจัดงาน STYLE Bangkok 2023 ในปีนี้ ถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม ที่ประเทศไทยได้เปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ในสถานการณ์ที่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงาน STYLE Bangkok 2023 จึงเป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ตระหนักในความสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ของประเทศไปสู่ตลาดโลก เพื่อส่งเสริมการส่งออกตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ และเป็นเวทีในการเจรจาธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นการแสดงศักยภาพ นวัตกรรม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ด้านการผลิต การพัฒนาสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไลฟ์สไตล์ไทย”

เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับงาน STYLE Bangkok ได้มีการรีแบรนด์ดิ้ง ด้วยการย้ายมาจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และมุ่งเน้นการเป็น “STYLE Solution” หรือทางออกสำหรับผู้ที่มองหาสินค้าในสไตล์ที่ตอบสนองทุกความต้องการของผู้ซื้อผู้นำเข้า โดยเฉพาะผู้ที่มองหาสินค้าแนวดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า เฟอร์นิเจอร์ ของขวัญ ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและในครัว ของเล่น ผลิตภัณฑ์สปา ไปจนถึงสินค้าแฟชั่น สินค้ากลุ่มโรงแรม โปรเจค ตลอดจนผู้ที่มองหา

วัสดุใหม่ๆ มาที่ STYLE ครบจบในที่เดียว รวมถึงพลิกโฉมมุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมและสร้างความตระหนักในการทำการตลาดแบบยั่งยืนด้วยแนวคิด Sustainability+ และตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก โดยมีเป้าหมายให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นแนวดีไซน์ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย โดยคาดว่าจะมีเข้าร่วมชมงานนี้กว่า 30,000 ราย และจะสามารถสร้างมูลค่าการค้าได้ไม่ต่ำกว่า 1,430 ล้านบาท

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดโชว์เคสผลงานจากโครงการพัฒนาเชิงลึกของ DITP กิจกรรมสัมมนา การให้บริการข้อมูลด้านการค้า โดย DITP และสภาหอการค้าฯ และที่เป็นไฮไลท์สำคัญของงานในปีนี้คือ ART ZONE ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานไลฟ์สไตล์ที่ผสานแนวความคิดสร้างสรรค์เพื่อโลกระหว่างศิลปิน Street Art กับผู้ประกอบการชั้นนำที่ร่วมกันผลิตชิ้นงาน Art Installation มาโชว์ในงาน จัดทำขึ้นมาพิเศษเฉพาะงาน STYLE Bangkok เท่านั้น

งาน STYLE Bangkok 2023 ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากสมาคมต่าง ๆ ประกอบด้วย สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน สมาคมอุตสาหกรรมฟอกหนังไทย สมาคมเครื่องหนังไทย สมาคมการค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนไทย สมาคมการค้าสินค้าตกแต่งบ้านและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย สมาคมเฟอร์นิเจอร์ไทย สมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ สมาคมรองเท้าไทย สมาคมเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงานไทย สมาคมการค้าของเล่นและผลิตภัณฑ์เด็กไทย สมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย สมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ สมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย สมาคมอุตสาหกรรมเส้นใยประดิษฐ์ สมาคมอุตสาหกรรมฟอกย้อมพิมพ์และตกแต่งสิ่งทอไทย สมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมรองเท้าไทย และสมาคมออกแบบสร้างสรรค์

สำหรับการส่งออก ปี 2565 ประเทศไทยส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น มีมูลค่ารวม 449,026.65 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 16.47 โดยมีสินค้าที่ได้มีอัตราการขยายตัวสูง ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องนุ่งห่ม ผ้าผืน ด้าย และเส้นใยประดิษฐ์ และมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งในปี 2566 นี้ กรมฯ ตั้งเป้าหมายการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ มูลค่า 128,434 ล้านบาท และสินค้าแฟชั่น มูลค่า 328,301 ล้านบาท
งาน STYLE Bangkok 2023 จะจัดขึ้นในวันที่ 22-26 มีนาคม 2566 ณ ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเปิดวันเจรจาธุรกิจวันที่ 22-24 มีนาคม 2566 เวลา 10.00-18.00 น. และเปิดจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป ในวันที่ 25-26 มีนาคม 2566 เวลา 10.00-21.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com, IG/Facebook : STYLE Bangkok Fair


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
3 มีนาคม 2566

อิตาเลียนดีไซน์เดย์ 2023 … ได้เวลาอวดอัตลักษณ์สุดครีเอทีฟ แบบ Made in Italy ที่ไอคอนสยาม เซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่

อิตาเลียนดีไซน์เดย์ครั้งที่ 7 ปรากฏการณ์แห่งความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบสไตล์อิตาเลียน ได้กำหนดให้ตรงกับวันที่ 9 มีนาคม 2566 พร้อมการเฉลิมฉลองทั่วโลก โดยที่ประเทศไทยจะร่วม เฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้ด้วยหลากหลายกิจกรรมน่าตื่นตาตื่นใจที่กำหนดจัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 7 – 17 มีนาคม 2566 ณ สามศูนย์การค้าสุดชิคของกรุงเทพ ฯ ได้แก่ ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ตามลำดับ

อิตาเลียนดีไซน์เดย์มุ่งที่จะโปรโมทฝีมือการดีไซน์ของประเทศอิตาลีไปทั่วทุก มุมโลก เพื่อเชิดชูอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของแนวทาง Made in Italy ซึ่งเป็นปัจจัยหลักสู่ ความสำเร็จในภาคการผลิต และเป็นรากฐานสำคัญของสินค้าส่งออกของประเทศ ธีมที่คัดสรรสำหรับงานปีนี้คือ “Light on Made in Italy” ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้ม ความสนใจทั่วโลกในเรื่องของความยั่งยืน รวมถึงการใช้แนวคิดการออกแบบเป็น เครื่องมือทรงประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีจริยธรรม และคุ้มค่า

งานมหกรรมดีไซน์ในปีนี้จัดขึ้นด้วยความร่วมมืออย่างแข็งขันของสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และ สำนักพาณิชย์อิตาเลียน ประจำประเทศไทย ร่วมกับ หอการค้าไทย-อิตาเลียน และสมาคมการออกแบบอุตสาหกรรมอิตาลี (Association for Industrial Design –ADI) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของ การออกแบบที่มีพลวัตและอยู่ภายใต้ บริบทของโลกตลอดจนส่งเสริมการ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการ ใช้ชีวิตให้คำนึงถึงระบบนิเวศ โดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรม ทางเทคโนโลยีอิตาเลียนดีไซน์เดย์ครั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้:นิทรรศการ “ITALIA GENIALE” จากฝีมือการรังสรรค์ของ ADI ที่ชนะใจผู้ชมนานาชาติ จากการจัดแสด งที่กรุงโรมและในอิตาเลียนพาวิลเลียนที่งานเวิลด์เอ็กซ์โป ดูไบ 2020 ซึ่งจะจัดแสดงที่ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันที่ 7 – 16 มีนาคม 2566 โดยกรุงเทพฯ ได้รับ เลือกให้เป็นจุดแรกในอาเซียนทัวร์ของนิทรรศการชุดนี้

“Italia Geniale” เป็นนิทรรศการที่เชิดชูความเป็นผลิตภัณฑ์ Made in Italy ผ่าน 71 ชิ้นงานที่เป็นสัญลักษณ์ระดับตำนานของการออกแบบอุตสาหกรรมของอิตาลีในทุกแขนง ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ไปจนถึงรถยนต์ การกีฬาจนถึงการออกแบบอาหาร เสื้อผ้า หรือแม้แต่หุ่นยนต์ ทุกชิ้นล้วนมาอวดความงาม ความคิดริเริ่มและแนวทาง สร้างสรรค์ในการออกแบบอุตสาหกรรมของอิตาลีที่ได้รับความชื่นชอบและโด่งดังไปทั่วโลก

ฯพณฯ เปาโล ดีโอนีซี (Mr. Paolo Dionisi) เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย นาย และนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจะ ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ “Italia Geniale” ในวันที่ 7 มีนาคม 2566 เวลา 16.00 น ในงานเดียวกันนี้ จะมีการมอบรางวัลให้กับนักศึกาษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ออกแบบตราสัญลักษณ์เนื่องในอากาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 155 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-อิตาลีในปีนี้

ในวันที่ 8 มีนาคม แฟชั่นโชว์ในงาน “DOLCE ITALIA” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ของงาน มีกำหนดจัดขึ้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างเวลา 17.30-20.00 น. ที่ยกขบวนผลงานการออกแบบแฟชั่นและสินค้า ไลฟ์สไตล์ของอิตาลีมา ขึ้นเวที มาเผยโฉมเทรนด์แฟชั่นล่าสุดของอิตาลีให้ผู้รับชม ภายใต้สัญญาความร่วมมือระหว่างสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) และห้างเซ้นทรัลที่ร่วมมือกันจัดแคมเปญ ‘Dolce Italia’เพื่อส่งเสริมแฟชั่นอิตาเลียน และสินค้าแผนกความ งามและเครื่องใช้ในบ้านมอบความพิเศษและกิจกรรมต่างๆ ที่ชั้น 1 ห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์และ เซ็นทรัลชิดลม ตั้งแต่วันที่ 8มีนาคม – 30 เมษายน 2566

ในวันที่ 9 มีนาคม เวลา 11.00 น. ฯพณฯ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย จะเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ Italian Lighting Exhibition ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ชั้น 4 ซึ่งจัดแสดงอุปกรณ์ให้แสงสว่างที่เน้น คุณภาพ นวัตกรรม การใช้งานและการประหยัดพลังงาน โดยผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายโคมไฟและ อุปกรณ์ให้แสงสว่างจากอิตาลี เช่น Euro Creations Lamptitude และ Motif รวมถึงผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์จากอิตาลี ในประเทศเมียนมา Supremo Vita ที่จะนำเสนอโคมไฟหลากหลายประเภทจากบริษัทชั้นนำของอิตาลีซึ่งมีการออกแบบอุปกรณ์ ที่เน้นการใช้ในเมืองแห่งอนาคต โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและการปกป้อง สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับความสวยงามของสินค้า มิติดังกล่าวนี้ คือ ประเด็นหลักที่ใช้ ในการเสนอตัวชื่อของกรุงโรมเพื่อเป็นเจ้าภาพงานเอ็กซ์โป 2030

ในวันเดียวกัน เวลา 14.00 น. สถาปนิก อเล็กซานเดอร์ มาเรียน เบลแมนผู้ เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์แสงสว่างที่มากด้วยประสบการณ์จนเรียกได้ว่าเป็นผู้การันตี คุณภาพงานดีไซน์อิตาเลียน จะมาเปิดมาสเตอร์คลาส ฟรี สำหรับผู้สนใจการ ออกแบบเชิงสร้างสรรค์ที่ Open House เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ชั้น 6

นอกจากนี้ ในปีนี้ ประเทศกัมพูชาจะจัดงานอิตาเลียนดีไซน์เดย์ขึ้นเช่นกัน โดย มีกำหนดจัดในวันที่ 9 มีนาคม เวลา 17.00 – 20.00 น. ที่ Vespa Cambodia กรุงพนมเปญ ภายใต้แนวคิด “คุณภาพที่ส่องสว่าง:พลังแห่งการออกแบบสำหรับผู้คน และสิ่งแวดล้อม” โดยสมาคมธุรกิจอิตาเลียน-กัมพูชา (Italian-Cambodian Business Association) เป็นผู้ประสานงานด้วยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และ สำนักพาณิชย์อิตาเลียน ทั้งนี้โดยสถาปนิกคนดัง อเล็กซานเดอร์ มา เรียน เบลแมน จะเข้าร่วมงานแบบออนไลน์ด้วย

ในขณะเดียวกัน จากการประสานงานและร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลี ณ กรุงย่างกุ้ง กลุ่มผู้แทนจากประเทศเมียนมา ประกอบด้วย มัณฑณากร นักออกแบบแฟชั่น และผู้ประกอบการนำเข้าสินค้า จะเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรม ต่างๆในงานอิตาเลียนดีไซน์ เดย์ที่กรุงเทพฯ ด้วย * * * * * * * * *

สร้างอนาคตประเทศ!“จุรินทร์” โชว์ฝีมือ จัดมินิเอฟทีเอ ไทย-เซินเจิ้น ฉบับ 7 ของไทย ตั้งเป้าปี 66 โตเพิ่มอีก 5% สร้างเงิน 43,000 ล้านบาท

วันที่ 1 มีนาคม 2566 เวลา 9.00 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานสักขีพยานและกล่าวแสดงความยินดีในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แห่งชาติจีน คณะกรรมการเทศบาลเมืองเซินเจิ้น(CCPIT Shenzhen) ร่วมกับนายหวัง ลี่ผิง อัครราชทูต(ที่ปรึกษา) ฝ่ายการพาณิชย์ของจีน ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์
โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า เป็นนโยบายที่ตนมอบให้กับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการตลอดช่วง 4 ปี ที่รัฐบาลนี้มาบริหารแผ่นดิน วันนี้มี FTA ทั้งหมด 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ และ mini FTA 6 ฉบับ ประกอบด้วย โคฟุ ปูซาน คยองกี เตลังกานา และของจีน 2 ฉบับ คือ ไห่หนานและกานซู่ ที่จะลงนามวันนี้กับเซินเจิ้นเป็นฉบับที่ 7 และถัดจากนี้ยังมีกับยูนนาน และที่กำลังจะประสบความสำเร็จคือ 5 รัฐของอินเดีย รวมกับสหราชอาณาจักรและปากีสถาน ถ้าประสบความสำเร็จจะเข้ามาช่วยเสริม FTA ในเชิงลึก

นโยบายที่ตนมอบให้กระทรวงพาณิชย์คือความร่วมมือเขตเสรีทางการค้าฉบับใหญ่หรือ FTA ไม่พอ เป็นภาพกว้าง ภาพรวม ถึงเวลาที่เราต้องใช้นโยบายเชิงลึก เชิงรุกทำการค้าการลงทุนร่วมกัน ลงลึกรายมณฑล รายรัฐ เพราะบางรัฐบางประเทศใหญ่กว่าประเทศไทยและบางมณฑลของจีนจีดีพีมากกว่าประเทศไทย และเซินเจิ้นมีจีดีพีเกือบเท่าไทย จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนที่เป็นรูปธรรมที่สุดรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งไทยและเซินเจิ้น เซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของจีน รองจากเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง เป็นเมืองยุทธศาสตร์เชื่อมมณฑลกวางตุ้ง ฮ่องกงและมาเก๊า เป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจด้านตะวันออกเฉียงใต้ของจีน (Greater Bay Area) เป็นที่รวมของธุรกิจใหม่ ที่รวมของนวัตกรรม เทคโนโลยีและเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของจีน จะมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันได้มหาศาลในอนาคต

“ปี 2565 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเซินเจิ้น มีมูลค่า 868,000 ล้านบาท ตั้งเป้าร่วมกันหลังมี mini FTA ภายใน 2 ปีที่ (2566-2567)จะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% ตั้งเป้าเพิ่มอีก 43,000 ล้านบาท ในปี 66 และ 130,000 ล้านบาท ในปี 67 จะเป็นกลไกสำคัญเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดันเศรษฐกิจของไทยและจีนให้เจริญก้าวหน้าสืบไป” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

โดยภายในงานเป็นการลงนามระหว่างอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(นายภูสติ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์) กับประธานสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แห่งชาติจีน คณะกรรมการเทศบาลเมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน(นายกู้ ตงจง) ซึ่งมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และตัวแทนภาครัฐและเอกชนทั้งไทยและจีนให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

เช้าวันใหม่!“จุรินทร์”มอบ 35 รางวัล ข้าวหอมมะลิ-ข้าวถุงคุณภาพดีไทย ปี 65 คาดปี 66 ส่งออกข้าวไทยทะลุ 8 ล้านตัน ขึ้นแท่นอันดับ 2 ของโลก สร้างเงิน สร้างอนาคตชาวนาไทย

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.30 น.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบรางวัลผู้ชนะการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ประจำปี 2565 ครั้งที่ 40 และการประกวดข้าวถุงคุณภาพดี ประจำปี 2565 พร้อมด้วย นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เพื่อรักษาระดับมาตรฐานคุณภาพข้าวหอมมะลิ และข้าวสารบรรจุถุงของไทย ส่งเสริมการเพาะปลูกและสร้างต้นแบบการเพาะปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพ การผลิตและจำหน่ายข้าวสารคุณภาพดี และเชิดชูชาวนาและผู้ประกอบการผู้รักษาคุณภาพข้าวไทย

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญอย่างยิ่งของไทย สถานการณ์ราคาข้าววันนี้ดีขึ้นเป็นลำดับ และถ้าวันไหนราคาข้าวตกต่ำ รัฐบาลนี้ก็ยังมีนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวชดเชยเงินส่วนต่างผ่านบัญชี ธ.ก.ส.โดยตรง ให้มีรายได้ตามที่ประกันไว้ โดย 4 ปี ที่ผ่านมาจ่ายเงินส่วนต่างให้เกษตรกรไปแล้วถึง 180,000 ล้านบาท ช่วยเติมเงินเข้ากระเป๋าเกษตรกร มีครอบครัวได้เงินส่วนต่างสูงสุดถึง 76,600 บาท และมีเงินอีกก้อนคือไร่ละพัน ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน อีกก้อนเข้ากระเป๋าชาวนา

สำหรับข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ปีที่แล้วส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 18% 1.25 ล้านตัน รวมข้าวทุกชนิดปี 64 ส่งออกทั้งปี 6.3 ล้านตัน ปี 65 รวมข้าวทุกชนิดส่งออก 7.7 ล้านตัน เป็นที่ 2 ของโลก ที่ 1 อินเดีย เราแซงเวียดนามมาเป็นที่สอง ในปี 65 และปีนี้คาดการณ์ว่าส่งออกจะเกิน 8 ล้านตัน มีส่วนช่วยให้ราคาข้าวดีขึ้น ช่วยเกษตรกร ช่วยสร้างเงินให้กับประเทศ

“โดยวันนี้จะมีการมอบรางวัล 2 ชุด 1.รางวัลประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยประจำปี 2565 ครั้งที่ 40 มีผู้ได้รับรางวัล 21 ราย และประกวดข้าวถุงมีผู้ได้รับรางวัล 14 ราย รวม 35 รางวัล จากผู้เข้าประกวด 425 ราย ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกท่าน ตนเชื่อมั่นว่างานวันนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญและเป็นพลังในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย นำประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิต การส่งออกข้าว และผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า ผู้ชนะการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยประจำปี 2565 ครั้งที่ 40 ประเภทเกษตรกรรายบุคคล รางวัลที่ 1 นายสำรวย สร้อยแก้ว จ.ยโสธร รางวัลที่ 2 นางสาวกงใจ คำมีนาม จ.สุรินทร์ รางวัลที่ 3 นางทัศนีย์ อำขำ จ.พะเยา และประเภทสถาบันเกษตรกร รางวัลที่ 1 กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.ไผ่ใหญ่ จ.อุบลราชธานี รางวัลที่ 2 วิสาหกิจชุมชนนาแปลงใหญ่ ต.เกาะแก้ว จ.สุรินทร์ รางวัลที่ 3 กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าว ต.คำเตย จ.ยโสธร และผู้ชนะการประกวดข้าวสารบรรจุถุงคุณภาพดี ประเภทผู้ประกอบการโรงสี/สหกรณ์ ชนิดข้าวหอมมะลิ รางวัลที่ 1 ตรา A-Rice รางวัลที่ 2 ตราผูกปิ่นโต รางวัลที่ 3 ตราไดโนเสาร์ ข้าวหอมไทย รางวัลที่ 1 ตราเอิร์ธไรซ์ รางวัลที่ 2 ตราลูกโลก รางวัลที่ 3 ตราดอกมะลิ ข้าวเหนียว รางวัลที่ 1 ตรานกนางนวล รางวัลที่ 2 ตราไหสี่หู รางวัลที่ 3 ตรานกคาบรวงข้าว ข้าวขาวพื้นนุ่ม รางวัลที่ 1 ตราต้มยำกุ้ง ข้าวขาวพื้นแข็ง รางวัลที่ 1 ตรากระต่ายทอง และสำหรับประเภทกลุ่มเกษตรกร ชนิดข้าวหอมมะลิ รางวัลที่ 1 ตราข้าวเล่าชีวิต จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวอินทรีย์เป็นสุข จ.กาฬสินธุ์ รางวัลชมเชย ตรากำนันดี จากวิสาหกิจชุมชนเมล็ดพันธุ์พืชและผลิตปุ๋ยชีวภาพและแปรรูป  จ.สกลนคร รางวัลชมเชย ตราขวัญยโสธร จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรธรรมชาติหนองยอ (บ้านกุดหิน) จ.ยโสธร และภายในงานได้มีการลงนาม MOU ซื้อข้าวหอมมะลิร่วม 1,066 ตัน ในราคานำตลาด ระหว่างเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร กับโรงสี 5 รายด้วย

“พาณิชย์-DITP”แนะไทยใช้จังหวะโครเอเชียเป็นสมาชิกยูโรโซน-เขตเชงเก้นดันส่งออกสินค้าไปขาย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะไทยใช้จังหวะโครเอเชียเข้าเป็นสมาชิกเขตยูโรโซนและเขตเชงเก้น ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ผลักดันส่งออกเครื่องปรับอากาศ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ข้าว

อาหารทะเล เครื่องปรุงรส อาหารสัตว์และผลิตภัณฑ์ เข้าสู่ตลาด รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งการบริโภคในประเทศและจากนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปมากขึ้น นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจาก

นางสาวฐะปะนีย์ เครื่องประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงบูดาเปสต์
ถึงผลกระทบและโอกาสที่โครเอเชียเข้าเป็นสมาชิกเขตเขตยูโร (Eurozone) และเขตเชงเก้น (Schengen Area) อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ทำให้โครเอเชียเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ 20 ของเขตยูโรโซน และลำดับที่ 27 ของเขตเชงเก้น โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานผลกระทบที่เกิดขึ้น หลังจากโครเอเชียเข้าเป็นสมาชิกเขตยูโรโซนและเขตเชงเก้นว่ามีการเปลี่ยนป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการ โดยเพิ่มเงินสกุลยูโร และยังคงปิดป้ายทั้งเงินสกุลคูน่าและยูโรจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2566 เพื่อให้ทราบราคาเดิม แต่จะซื้อขายเป็นเงินยูโรเท่านั้น และยังมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 700 ยูโรต่อเดือน เพิ่มขึ้น 12.5% โดยผลจากการปรับใช้เงินยูโรและการขึ้นค่าแรง ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น โดยสินค้าเพิ่มขึ้น 3-19% และธุรกิจบริการเพิ่ม 10-80% ซึ่งรัฐบาลโครเอเชียได้เข้ามาแก้ไขปัญหาในทันที ด้วยการสั่งให้กลับไปใช้ราคาในวันที่ 31 ธ.ค.2565 และหากมีการฉวยโอกาส จะดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับการเดินทางเข้าออกประเทศ ทูตพาณิชย์รายงานว่าเมื่อโครเอเชียเข้าเป็นสมาชิกเขตเชงเก้น

จึงจำเป็นต้องยกเลิกการตรวจเอกสารประจำตัว ณ จุดผ่านแดนทางบก ระหว่างชายแดนโครเอเชีย-สโลวีเนีย และโครเอเชีย-ฮังการี ตลอดจนด่านตรวจคนเข้าเมืองในท่าอากาศยานและท่าเรือ นานาชาติ ทำให้ผู้เดินทางเข้าออกโครเอเชีย ไม่ต้องเสียเวลาตรวจเอกสารประจำตัวที่จุดผ่านแดน ส่วนพลเมืองสหภาพยุโรปสามารถเดินทางข้ามพรมแดนโครเอเชียได้ โดยใช้เพียงแค่บัตรประจำตัวประชาชนที่ออกโดยหน่วยงานรัฐของประเทศของตน ไม่ต้องใช้หนังสือเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวจากนอกสหภาพยุโรปที่ต้องการขอวีซ่าระยะสั้นเพื่อมาเยือนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน สถานทูตและสถานกงสุลโครเอเชียทั่วโลกจะออกวีซ่าเชงเก้นให้ ซึ่งจะใช้เดินทางเข้าประเทศสมาชิกเขตเชงเก้นอีก 26 ประเทศ และประเทศนอกความตกลงที่อนุโลมให้ใช้วีซ่าเชงเก้นที่ยังไม่หมดอายุเข้าประเทศได้ด้วย เช่น โรมาเนีย บัลแกเรีย เซอร์เบีย เป็นต้น นายภูสิตกล่าวว่า เมื่อโครเอเชียเข้าเป็นสมาชิกเขตเชงเก้นและเขตยูโรโซน คาดว่าเศรษฐกิจโครเอเชียจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จากรายได้เข้าประเทศที่มากขึ้น การดึงดูดนักลงทุน และการเพิ่มกิจกรรมทางการค้าระหว่างประเทศจากประเทศที่ใช้เงินยูโรเป็นสกุลเงินหลักมากขึ้น โดยในเชิงการเมือง การขยายสมาชิกภาพเขตยูโรโซน

จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและนอกสหภาพยุโรป แต่ก็ต้องจับตาในเรื่องเงินเฟ้อ ที่จะมีผลทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนและสภาพคล่องทางการเงินของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศ
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มการฟื้นตัวของกำลังซื้อของประชาชนในโครเอเชีย และภาคการท่องเที่ยว ที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวในโครเอเชียเพิ่มมากขึ้น เป็นโอกาสของผู้ผลิตและผู้ส่งออกของไทย ที่จะขยายการค้าเข้า
สู่ตลาดโครเอเชีย โดยสินค้าที่มีศักยภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางและยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปที่ดีต่อสุขภาพ เครื่องปรุงรสอาหารไทย รวมถึงอาหารสัตว์และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
24 กุมภาพันธ์ 2566

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น