“ปลัดพาณิชย์” เยือนยูนนาน ถกผู้นำเข้า วางแผนทำตลาดผลไม้ไทย เซ็น MOU ซื้อขายล่วงหน้า

“ปลัดพาณิชย์” นำคณะผู้บริหาร เยือนมณฑลยูนนาน นัดหารือผู้นำเข้า โลจิสติกส์ สมาคมนักธุรกิจไทย วางแผนทำตลาดผลไม้ไทย รองรับผลผลิตที่กำลังออกสู่ตลาด พร้อมถกทูตพาณิชย์ในจีน สปป.ลาว และเวียดนาม สั่งเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด คอยอำนวยความสะดวก และแก้ปัญหาทันที หากมี เผยยังได้จัดลงนาม MOU ซื้อขายผลไม้ไทยล่วงหน้าด้วย

นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 27 มีนาคม 2566 ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพบหารือผู้บริหารระดับสูงภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ ผู้กระจายสินค้าและบริการรายสำคัญของจีน และสมาคมนักธุรกิจไทยในจีนตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าการลงทุน ปัญหาและอุปสรรค และร่วมกันวางแผนการขยายตลาดการส่งออกสินค้า บริการ และการลงทุนของไทยในตลาดจีน ตลอดจนหาแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต โดยเฉพาะสินค้าผลไม้

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้โอกาสนี้ จัดประชุมหารือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ (สพต.) ปักกิ่ง สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ภูมิภาคจีน 7 แห่ง สคต. เวียงจันทน์ และสคต. ฮานอย เพื่อติดตามภาวะการค้าสินค้าผลไม้ของไทย และได้มอบนโบายให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้ผลไม้ไทยกำลังออกสู่ตลาด จะต้องคอยอำนวยความสะดวก และหากมีปัญหาติดขัด ต้องเข้าไปแก้ไขทันที หากจำเป็นต้องแก้ไขในระดับนโยบาย ก็ให้รายงานเข้าส่วนกลางอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาอุปสรรคได้ทันการณ์ และไม่กระทบต่อการส่งออกผลไม้ของไทย

ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดให้มีการลงนาม MOU ซื้อขายผลไม้ไทย ระหว่างคุณจันทร์จิรา อนันต์ชัยพัฒนา ประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในจีนตะวันตกเฉียงใต้ กับประธานบริษัท Yunnan Dimiao Electronic Commerce Co., Ltd. และนายพรเทพ ศักดิ์สุจริต กรรมการผู้จัดการบริษัท มาสเตอร์ คิง ฟรุตส์ จำกัด โดยตกลงซื้อทุเรียนรวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ภายใน 5 ปี และเน้นขาย Online Marketing เป็นหลัก

สำหรับกำหนดการวันที่ 28 มีนาคม 2566 จะเดินทางไปพบหารือผู้บริหารด่านศุลกากรสำคัญในมณฑลนาน เช่น ด่านโม่ฮาน ด่านรถไฟโม่ฮาน โดยเฉพาะพื้นที่ลานตรวจสอบจำเพาะของสินค้าผลไม้ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการขนส่งในฤดูผลไม้ของไทยผ่านด่านสำคัญของจีน

ในปี 2565 การค้าไทย-จีน มีมูลค่า 105,404.28 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการส่งออก มูลค่า 34,389.91 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นำเข้า มูลค่า 71,014.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง, เม็ดพลาสติก และยางพารา สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน, เคมีภัณฑ์, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, และเครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเฉพาะการค้าไทย-ยูนนาน มีมูลค่า 2,349 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการส่งออก มูลค่า 1,136.98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นำเข้า มูลค่า1,212.02 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ผลไม้ (ทุเรียน, มังคุด, ลำไย, ส้มโอ, สับปะรด, กล้วย และมะพร้าว), ไก่แช่แข็งและส่วนประกอบ, เคมีภัณฑ์เบ็ดเตล็ด, สินแร่ ตระกรันและเถ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ผลไม้ (องุ่น, แอปเปิ้ล, ลูกแพร์, ลูกพลับ, ลินจี่, มะม่วง, สตอเบอร์รี) เป็นต้น


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
28 มีนาคม 2566

พาณิชย์ – DITP จับมือพันธมิตรสานต่อปีที่ 5 โครงการพัฒนาผู้ส่งออกรุ่นใหม่ปั้น SMEs ภูมิภาคสู่ตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) สานฝัน SMEs รุ่นใหม่ในส่วนภูมิภาคให้เป็นผู้ส่งออก ร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน เปิดตัวโครงการพัฒนาผู้ส่งออกรุ่นใหม่ : Young Exporter from Local to Global (YELG) ประจำปี 2566 รวมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อการส่งออก พร้อมเจรจาธุรกิจส่งต่อให้ผู้นำเข้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทย เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการและเริ่มฝึกอบรมระยะที่ 1 เมื่อวันอังคารที่ 21 มีนาคม 2566 ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ มี SMEs สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 450 คน
นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า โครงการพัฒนาผู้ส่งออกรุ่นใหม่ : Young Exporter from Local to Global (YELG) ประจำปี 2566 เป็นไปตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความพร้อมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ในส่วนภูมิภาคให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกอย่างมั่นคง โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ สถาบัน NEA ดำเนินงานโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2562 มี SMEs ในส่วนภูมิภาคเข้าร่วมโครงการมาแล้ว 2,600 ราย และในปี 2566 กำหนดภูมิภาค SMEs เป้าหมายใน 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยในปีนี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานโครงการให้มีความเหมาะสมตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการและตลาดให้มากขึ้น และถือเป็นครั้งแรกที่ได้จัดฝึกอบรมแบบครบวงจรร่วมกับภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทย สมาคมการค้าผู้ส่งออกเอเชียและตะวันออกกลาง ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัท Teleport (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวคือ พัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการส่งออก การนำเสนอสินค้าจนถึงจับคู่เจรจาธุรกิจกับ Trader และห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ รวมถึงได้รวบรวมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่การคัดสรรผู้ผ่านเข้ารอบในระยะต่างๆ การฝึกอบรมทั้งในรูปแบบ Online และ Offline และการจัดกิจกรรม Workshop ซึ่งจะทำให้ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการมีความมั่นใจในการก้าวเข้าสู่ตลาดส่งออกได้มากขึ้น
โครงการพัฒนาผู้ส่งออกรุ่นใหม่ : Young Exporter from Local to Global (YELG) ประจำปี 2566 ประกอบไปด้วยการฝึกอบรม 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาความรู้ก่อนเตรียมความพร้อม จัดขึ้นในวันที่ 21 มีนาคม 2566 ในรูปแบบ Hybrid ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ ประกอบไปด้วยการเสวนา หัวข้อ “โอกาสทางการค้าของสินค้าในแต่ละภูมิภาคของไทย” วิทยากรโดย ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ นายกสมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทย คุณฐานิศร์ ณ สงขลา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมการค้าผู้ส่งออกเอเชียและตะวันออกกลาง และคุณนัฐภูมิ โล่กันภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิสเมเกอร์ จำกัด บรรยาย 2 หัวข้อ ได้แก่ “ความสำคัญของการปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา” วิทยากรโดย คุณชลทิตย์ นาคปรางค์ ผู้จัดการฝ่ายเครื่องหมายการค้า บริษัท อินเทลเลคชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด และ หัวข้อ “Check List ความพร้อมก่อนเป็นผู้ส่งออก” วิทยากรโดย ดร.สุรัตน์ จันทองปาน
Executive Business Development Consultant, บริษัท SCG JWD Logistics จำกัด (มหาชน) ระยะที่ 2 ฝึกอบรมเตรียมความพร้อมด้านการค้าระหว่างประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 และ 7 เมษายน 2566 ในรูปแบบ Online ประกอบไปด้วยการฝึกอบรม 11 หัวข้อ เช่น “การคำนวณต้นทุนเพื่อการส่งออก” “การสร้างแบรนด์ขั้นต้นสำหรับสินค้าท้องถิ่น” “ขั้นตอนการส่งออกและพิธีการศุลกากร” “การจัดการโลจิสติกส์เพื่อการส่งออก” “Export Business Model Canvas and Value Proposition” “การชำระเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศเบื้องต้น” “การหาแหล่งทุนเพื่อการส่งออก” “การคัดเลือกและออกแบบบรรจุภัณฑ์” เป็นต้น ระยะที่ 3 ฝึกปฏิบัติเตรียมความพร้อมในสถานการณ์จริงใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2566 ประกอบไปด้วยกิจกรรม Workshop การนำเสนอแผนธุรกิจ และการให้คำแนะนำรายบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และระยะที่ 4 นำเสนอสินค้าและฝึกเจรจาธุรกิจ จัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ณ โรงแรมเซนจูรี่ปาร์ค กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการฝึกอบรมไปจนถึงระยะสุดท้ายจะได้เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจกับ Trader และห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทย และยังเป็นปีแรกที่มีการคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีแผนธุรกิจและสินค้าที่มีความโดดเด่นภูมิภาคละ 1 ราย เป็นดาวรุ่ง YELG เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและพันธมิตรโครงการต่อไป และจะประกาศผลการคัดเลือกผู้ที่ผ่านเข้าสู่การอบรมในระยะที่ 2 ในวันที่ 28 มีนาคม 2566 ผ่านทาง Facebook สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่
​ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารต่างๆ ของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ได้ที่ http://www.nea.ditp.go.th, Fanpage Facebook : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และ DITP Service Center โทร.1169 กด 1 กด 1


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
21 มีนาคม 66

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง ต้อนรับศิลปิน T-POP วง XI และ 2 สาว วง “Berry Berry”

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
ต้อนรับศิลปิน T-POP วง XI (เอ็กซ์อาย)-นักแสดงนำ Boyband The Series ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 5 ทุ่ม ช่อง GMM25 และ 2 สาว วง “Berry Berry” มาเยี่ยมรถไฟฟ้าสายสีแดง ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ยินดีต้อนรับครับ

โดยขอบคุณพี่กุ้ง (Kunitar) CEO IDOL Exchange มากๆ นะครับ

“พาณิชย์-DITP”เผยสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทย มีโอกาสส่งออกสหรัฐฯ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทย มีโอกาสส่งออกสหรัฐฯ หลังกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ คาดการณ์การค้าสินค้าเกษตรปีนี้จะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ทั้งผลไม้ ผัก น้ำตาล สินค้าเกษตรเมืองร้อน

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนายนิวัฒน์ หาญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแองเจลิส ถึงการคาดการณ์การค้าสินค้าเกษตรสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2023 และโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูปของไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
โดยทูตพาณิชย์ลองแองเจลิสให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2023 กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าสภาวะเศรษฐกิจของโลกและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศสำหรับสินค้าเกษตรสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯจะส่งออกสินค้าเกษตร 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญที่จะลดลง เช่น
ถั่วเหลือง ฝ้าย ข้าวโพด และข้าว ที่เพิ่มขึ้น เช่น เนื้อวัว เนื้อสัตว์ปีก และข้าวสาลี ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เช่น ผลไม้ ผักสด ผลิตภัณฑ์ผัก น้ำตาล และสินค้าเกษตรเมืองร้อน รวมถึงกาแฟ โกโก้ เนื้อ นม ไข่ และสัตว์ปีก ธัญพืชและอาหารสัตว์ เมล็ดน้ำมันพืช โดยนำเข้าจากแคนาดา เม็กซิโก สหภาพยุโรป และเอเชีย

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลอีกว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ได้ระบุถึงตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศในปีงบประมาณ 2023 ได้แก่ สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย การบริโภคในตลาดจีน แรงกดดันที่มาจากการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ในอเมริกาใต้ที่มีผลผลิตทางการเกษตรที่ดีกว่าสหรัฐฯ ระบบโลจิสติกส์ภายในสหรัฐฯ ที่ยังมีสิ่งท้าทายจากการที่แม่น้ำ Mississippi ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรส่งออกมีระดับน้ำลดต่ำอย่างมาก ทำให้การขนส่งสินค้าทางน้ำติดขัด และปัญหาการขาดแคลนคนขับรถบรรทุกขนส่งสินค้า สภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก และการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้น ลดอำนาจการแข่งขันของสหรัฐฯ ในตลาดการค้าโลกและทำให้สินค้าสหรัฐฯ มีราคาแพง แต่สินค้านำเข้ามีราคาถูกลงสนับสนุนการเติบโตของการนำเข้า การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศในสหรัฐฯที่เกิดภัยแล้ง ไฟป่า และเฮอริเคน ในพื้นที่เกษตรสหรัฐฯส่งผลทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรตกต่ำโดยเฉพาะ
พืชกลุ่มส้มและฝ้าย

“กระทรวงเกษตรสหรัฐฯประมาณการณ์ว่าร้อยละ 75 ของผลไม้ และเกือบครึ่งหนึ่งของผักที่บริโภค
ในสหรัฐฯเป็นสินค้านำเข้าจึงเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าเกษตรแปรรูปจากประเทศไทยเข้าสู่สหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯประกอบด้วยคนจากหลายชาติพันธุ์ที่เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของประชากรในระดับสูง
และผู้บริโภคกลุ่มนี้สร้างความต้องการบริโภคสินค้าอาหารแปลกใหม่ของชาติต่าง ๆ และมีอิทธิพลสร้างความสนใจและความต้องการบริโภคในหมู่ผู้บริโภคกลุ่ม Mass.Market ทำให้สหรัฐฯ เป็นตลาดนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรหลากหลายที่มีศักยภาพสูง แม้ว่าปัจจุบันกระแส Eat.Local สินค้าเกษตรกำลังมาแรงก็ตาม ซึ่งหากผู้ส่งออกเกาะ
ติดตลาด และวางแผนในการส่งออกให้ดีก็จะขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรได้ดียิ่งขึ้น”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…. มีนาคม 2566

DITP จับมือ Amazon ปั้นแบรนด์ SMEs ไทยส่งออกออนไลน์ไปอเมริกา

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ Amazon Global Selling และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ยกระดับความร่วมมือสนับสนุนผู้ประกอบการไทย บ่มเพาะ SMEs ส่งออกสินค้าออนไลน์ไปสหรัฐฯ

17 มีนาคม 2566 นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมเป็นประธานในงานเปิดตัวโครงการ “ติดปีกสินค้าไทย ขายออนไลน์ข้ามพรมแดนกับ Amazon” ซึ่งถือเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างกรมและ Amazon Global Selling Thailand ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สำนักงานจังหวัดพาณิชย์เชียงใหม่และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นการผนึกกำลังกันเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีความประสงค์ในการส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์

ภายใต้โครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ร่วมมือกับอเมซอนจัด Roadshow ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพ เพิ่มพูนความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวเข้าสู่เวทีการค้าออนไลน์ได้อย่างเข้มแข็ง ตลอดจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไม่เป็นรองใคร และยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีการจัด Workshop แบบเข้มข้น เพื่อเฟ้นหาสินค้าไทยที่มีศักยภาพวางขายบนแพลตฟอร์ม Amazon ซึ่งมีเครือข่ายลูกค้ากว่า 300 ล้านคนทั่วโลก โดยมุ่งเป้าบ่มเพาะผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าประเภทของอุปโภคบริโภคและอาหาร เครื่องประดับ และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “การค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนเป็นการส่งออกรูปใหม่ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยินดีอย่างยิ่งที่ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมในการขายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน เราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยจุดประกายให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพจากทั่วทุกภูมิภาคของไทยผ่านแพลตฟอร์ม Amazon ซึ่งจะช่วยประกาศศักยภาพสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลกต่อไป”

อนึ่ง ผู้ประกอบการที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรม (ไม่มีค่าใช้จ่าย) สามารถติดต่อ alanlaic@amazon.co.th ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2566


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
17 มีนาคม 66

“พาณิชย์-DITP”เผยเคนยาต้องการบริโภคข้าวและเร่งขยายฟื้นที่ปลูกชี้เป็นโอกาสส่งออกทั้งข้าวและเครื่องจักร

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะไทยจับตาตลาดข้าวเคนยา หลังมีความต้องการบริโภค

ข้าวเพิ่มขึ้น และมีนโยบายเร่งเพิ่มฟื้นที่เพาะปลูกข้าว เผยมีผลกระทบด้านบวกจะทำให้ไทยส่งออกข้าวไปขายเคนยาได้มากขึ้น มีโอกาสส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการเพาะปลูก นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนายณัฐพงศ์ เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี ถึงความเคลื่อนไหวของประเทศเคนยาในการเร่งเพิ่มพื้นที่ในการปลูกข้าว เพื่อรองรับความต้องการในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และผลกระทบด้านบวกและด้านลบกับการส่งออกข้าวของไทยไปยังตลาดเคนยา โดยทูตพาณิชย์กรุงไนโรบี ได้รายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการบริโภคข้าวในเคนยาเพิ่มขึ้นจากเดิม 2 เท่าตัว จาก 12 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในปี 2551 เพิ่มเป็น 23 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในปัจจุบัน และเคนยาได้แก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ ทำให้ยังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากปากีสถาน แทนซาเนีย อินเดีย ยูกานดา และไทย

โดยปีนี้คาดว่าต้องการนำเข้า 640,000 ตัน
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ยังพบว่า ชาวเคนยาจำนวนมากได้หันมาบริโภคข้าวมากกว่าการบริโภคผลผลิตจากข้าวโพดแบบดั้งเดิมอย่างอูกาลี (Ugali คือ อาหารพื้นเมืองแอฟริกันทำจากแป้งข้าวโพด) และข้าวอาจกลายมาเป็นธัญพืชที่มีการบริโภคมากที่สุดในประเทศได้อย่างไม่ยากในอนาคตอันใกล้นี้
นายภูสิตกล่าวว่า จากข้อมูลที่ทูตพาณิชย์รายงานมาจึงเป็นทั้งผลบวกและลบกับการส่งออกข้าวของไทย
แต่ผลบวกจะมีมากกว่า โดยในด้านบวกความต้องการข้าวในปริมาณเพิ่มขึ้น หมายถึงตลาดข้าวที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น และประเทศไทยซึ่งส่งออกข้าวมาเคนยากว่า 600 ล้านบาทในปี 2565 ก็จะมีตลาดมากขึ้นตามไปด้วย และการที่เคนยามีความจำเป็นต้องปลูกข้าวมากขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรมีมากขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการเครื่องจักรกลทางการเกษตร หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว สามารถเร่งขยายตลาดการส่งออกสินค้าดังกล่าวได้เพิ่มขึ้น
ส่วนผลกระทบด้านลบ หากเคนยาสามารถเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกได้จริง และมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามที่มีนโยบายแล้ว การส่งออกข้าวไปยังเคนยาของไทยก็จะทำได้ปริมาณลดลง และหากเคนยามีศักยภาพในการปลูกข้าวได้มากจนสามารถส่งออกได้แล้ว เคนยาซึ่งมีค่าแรงและต้นทุนถูกกว่าไทย ตลอดจนได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนำเข้าที่ได้รับการยกเว้นในตลาดยุโรปหรือสหรัฐฯ ก็จะทำให้ในอนาคตไทยอาจมีคู่แข่งในการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น เพราะข้าวของเคนยามีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับข้าวขาวของไทย เวียดนาม กัมพูชาหรือเมียนมา ที่เป็นข้าวพื้นนุ่ม แต่เชื่อว่าคงต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน
“กรมฯ มีข้อเสนอแนะว่าไทยควรเปลี่ยนมุมมองการส่งออกข้าวไปยังแอฟริกา และหันมาเริ่มมองแอฟริกา
ในการก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งได้ในอนาคต มากกว่าที่จะเห็นเป็นเพียงตลาดในการส่งออก และควรหันมาสร้างตลาด
ในสินค้าใหม่ ๆ ที่แปรรูปจากข้าวให้มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่อาจแข่งขันได้น้อยลงในอนาคต
โดยผู้ส่งออกที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่อีเมล์ของสำนักงานฯ ที่ info@ocanairobi.co.ke” นายภูสิตกล่าว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…. มีนาคม 2566

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จับมือเอกชน ประกาศความพร้อมจัดงาน “TAPA 2023”เปิดเวทีเจรจาการค้าสินค้าชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน 5 – 8 เมษายนนี้

กรุงเทพฯ 14 มีนาคม 2566 – กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) สมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ทดแทนไทย (TAPAA) สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (THAI SUBCON) และ สมาคมผู้ค้าอะไหล่วรจักร (WASA) แถลงข่าวประกาศความพร้อมการจัดงาน TAPA 2023 หรือ งานแสดงสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง ภายใต้แนวคิด “Sustainable for The Future” กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 – 8 เมษายน 2566 นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
ภายในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA), นายเกียรติศักดิ์ จิระขจรวงศ์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcon), นายณัฐกิตติ์ บุญวรเศรษฐ์ เลขานุการสมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ทดแทนไทย (TAPAA) และ นายสมโภชน์ ชินะกานนท์ นายกสมาคมการค้าอะไหล่รถยนต์วรจักร (WASA) ร่วมเสวนาในหัวข้อ TAPA 2023 Change to sustainable green พร้อมนำชม นิทรรศการขนาดย่อม ที่นำสินค้าที่น่าสนใจบางส่วนจากงานจริงมาจัดแสดงในงานแถลงข่าว ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์
​นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผยว่า “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศกว่า 550,000 คน ในแต่ละปีไทยมีการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์มูลค่าเฉลี่ย 14,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือประมาณ 480,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.5 หรือเป็นอันดับ 4 ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศไทย ซึ่งในปี 2565 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ถึง 15,649 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 542,361 ล้านบาท ตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย”
ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย เพื่อผลักดันและขยายการส่งออกสินค้าและบริการของไทยเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง ในหลายรูปแบบ ซึ่งงาน TAPA หรืองานแสดงสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง เป็นงานแสดงสินค้าสำคัญของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่จัดต่อเนื่องมากว่า 2 ทศวรรษ เป็นงานที่รวบรวมสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง จากผู้ประกอบการไทยและต่างชาติมาร่วมจัดแสดงอย่างครบวงจร จนได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลกหรือ World Auto Parts Sourcing Hub ปีนี้กลับมาจัดอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ภายใต้แนวคิด Sustainable for the Future แสดงทิศทางของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ของไทย ที่จะพัฒนาและเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นความยั่งยืนเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ งาน TAPA จึงเป็นงานสำคัญที่คนในวงการจะได้พบปะเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายธุรกิจ ได้อัปเดตเทรนด์ และนวัตกรรมใหม่ๆ ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ โดยปีนี้มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าถึง 455 บริษัท 787 คูหาจากหลากหลายประเทศทั่วเอเชีย ภายในพื้นที่จัดงานกว่า 15,000 ตารางเมตร นับเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญของประเทศ ที่จะแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมของไทยในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ระดับโลก
“นอกจากจะได้พบกับสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์อย่างครบวงจรแล้ว ผู้เข้าชมงานยังจะได้พบกับกิจกรรมต่างๆ อีกมายมาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการภาพลักษณ์อุตสาหกรรมฯ การจัดเสวนาและสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น อะไหล่ยนต์ไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลก นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน แนวโน้มการใช้พลังงานในอนาคต การจัดแสดงสินค้าไฮไลท์ (Product Showcase) ทั้งนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ สินค้าเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ชิ้นส่วนยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์ นวัตกรรมยางพารา และสินค้า BCG สำหรับผู้สนใจที่ไม่สามารถเดินทางมาเยี่ยมชมงานได้ ก็สามารถเข้าชมงานแสดงสินค้าเสมือนจริง หรือ Virtual Trade Show (VTS) โดยจะเปิดระบบให้เข้าชมและเจรจาการค้าแบบ Real Time พร้อมสามารถนัดหมายเจรจาการค้าล่วงหน้าผ่านระบบ VTS นี้ได้ ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2566 และหลังจากนั้นระบบจะเปิดเป็นลักษณะ Showroom สินค้าของผู้เข้าร่วมงาน TAPA เพื่อที่ผู้สนใจจะสามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้ทุกเวลาตลอด 365 วัน” นายภูสิตกล่าว
​นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในมุมมองของระดับโลกนั้น มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับมาก สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ มีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งยาวนานมากว่า 50 ปี สามารถผลิตชิ้นส่วนได้สำหรับรถยนต์ทุกชิ้นส่วน ซึ่งจะเห็นได้จากยอดการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ในทุกๆ ปีที่ผ่านมา ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น และทำตลาดไปทั่วโลก แม้จะมีสถานการณ์โควิดเข้ามา แต่การส่งออกก็ยังทำได้ดี รวมถึงการที่ผู้ผลิตจากนานาประเทศให้ความสนใจในงาน TAPA 2023 นี้เป็นอย่างมาก ซึ่งสมาคมฯ มีความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมมาโดยตลอด และมีการเตรียมตัวสำหรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์บริบททั่วโลก และยังรักษาการเป็นศูนย์รวมการส่งออกสำคัญไว้ได้ ซึ่งจากคอนเซ็ปต์ Sustainable for the Future ของงาน TAPA ในครั้งนี้ ก็จะเห็นได้ว่า ไทยมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน จึงไม่อยากให้พลาดงานสำคัญในครั้งนี้”
นายเกียรติศักดิ์ จิระขจรวงศ์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcon) กล่าวว่า “สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย มีสมาชิกมากกว่า 400 บริษัท และแบ่งสมาชิกตามประเภทอุตสาหกรรมที่ผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์สนับสนุนการผลิตออกเป็น 16 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยทางสมาคมต้องการที่จะพัฒนาผู้รับช่วงการผลิตในประเทศ ให้มีความแข็งแกร่ง พร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถของสมาชิกในเครือข่าย ให้มีความสามารถในการเชื่อมโยงธุรกิจ พร้อมยกระดับศักยภาพในด้านต่าง ๆ ทั้งการผลิต การจัดการ การตลาด การจัดซื้อ และข้อมูลข่าวสารในระดับมาตรฐานสากล การมางาน TAPA 2023 ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดนัดพบครั้งสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการ เพื่อโอกาสในการซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคมเรามีความพร้อมอย่างยิ่งในการเข้าร่วมงานในครั้งนี้”
นายณัฐกิตติ์ บุญวรเศรษฐ์ เลขานุการสมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ทดแทนไทย (TAPAA) กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญในการผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น โดยเฉพาะรถกระบะและรถ MPV ซึ่งนอกจากจะมี ความต้องการซื้อในประเทศสูงแล้ว ยังมีการส่งออกไปต่างประเทศสูงเช่นกัน สำหรับโจทย์เรื่องความยั่งยืน ทางสมาชิกสมาคมฯมีการตื่นตัวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะสมาชิกที่ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE : internal combustion engine) หากในอนาคตรถยนต์จะกลายเป็นรถ EV มากขึ้น ผู้ผลิตก็พร้อมในการปรับตัว นอกจากนั้น ยังมีชิ้นส่วนอีกมากมายที่จำเป็นต้องอยู่ในทั้ง EV และเครื่องยนต์สันดาป ซึ่งหากเรายังคงรักษามาตรฐานสินค้า Made in Thailand ให้สามารถแข่งขันเช่นเดิมได้ ศักยภาพของผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทยก็สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐในการส่งออกสู่ตลาดโลก เช่น การไปออกงานแสดงสินค้านานาชาติในต่างประเทศ และประสบความสำเร็จในการโปรโมทชิ้นส่วนยานยนต์ Made in Thailand รวมถึง การเข้าร่วมงาน TAPA ในทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา รวมถึงในปี 2023 นี้ด้วย”
นายสมโภชน์ ชินะกานนท์ นายกสมาคมผู้ค้าอะไหล่วรจักร (WASA) กล่าวว่า “ทางสมาคมวรจักรมีเครือข่ายขนาดใหญ่ที่รวมผู้ประกอบการค้ารายย่อยจำนวนมากกว่าหนึ่งพันร้านค้า ที่กระจายตัวอยู่โดยรอบย่านการค้าอะไหล่ถนน
วรจักร บรรดาสมาชิกของสมาคมฯ ก็พร้อมที่จะนำเสนออะไหล่คุณภาพสูง และได้มาตรฐานสากล เพื่อนำเสนอแก่ผู้เข้าร่วมงาน TAPA 2023 ในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยผลักดันชิ้นส่วนยานยนต์ไทยให้ไปสู่ตลาดโลก โดยทางวรจักรได้เตรียมสินค้าที่มีความหลากหลาย ขนสินค้าทั้งย่านวรจักรมาให้ผู้เข้าร่วมชมงานได้เลือกชมสินค้าที่รับรองว่าจะได้สินค้าในราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่าอย่างแน่นอน”
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวปิดท้ายว่า “กรมและทั้ง 4 สมาคม มีความตั้งใจอย่างยิ่ง ในการร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ตกแต่ง ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และหวังว่างาน TAPA 2023 ในครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ได้พบปะ จับคู่เจรจาการค้า สร้างโอกาสในการต่อยอดการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นพื้นที่ให้ได้มาอัปเดตเทรนด์ ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ที่สำคัญคือ เป็นการแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก”
งานแสดงสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง (Thailand International Auto Parts & Accessories Show: TAPA 2023) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 8 มีนาคม 2566 วันเจรจาธุรกิจ : 5-7 เมษายน 2566 เวลา 10:00 – 18.00 น. วันจำหน่ายปลีก : 8 เมษายน 2566 เวลา 10.00 – 16.00 น. ณ EH102 – 104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ทาง https://bit.ly/TAPA2023Preregistation
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.thailandautopartsfair.com และ https://www.facebook.com/tapafair/


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
14 มีนาคม 66

“พาณิชย์-DITP”เปิดโพย 6 สินค้าดาวรุ่งในบราซิลปี 66 ชี้ไทยมีโอกาสส่งออกรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดโพย 6 สินค้าดาวรุ่งในตลาดบราซิล ประจำปี 2023 พบไทยมีโอกาสส่งออกรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน แต่ต้องจับตาคู่แข่งอย่างจีนและจีนไทเปที่มีความได้เปรียบด้านราคา
เผยเตรียมเชิญผู้นำเข้าบราซิลร่วมงาน TAPA ขอผู้ผลิต ผู้ส่งออกติดตามใกล้ชิด

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวพุทธชาติ วงษ์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซาเปาโล ถึง 6 สินค้าดาวรุ่งในบราซิลในปี 2022-2023 และโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้า 6 กลุ่มดังกล่าวของไทยเข้าสู่ตลาดบราซิล

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์นครเซาเปาโลได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าดาวรุ่ง 6 สินค้า ที่มีแนวโน้มเติบโตในตลาดลาตินอเมริกา ตั้งแต่ปี 2023 จนถึงปี 2030 ได้แก่ 1. โฮมเธียเตอร์และโปรเจคเตอร์ 2. รถยนต์ไฟฟ้า 3. ผลิตภัณฑ์โภชนาการการกีฬา 4. เครื่องสําอาง 5. รถจักรยานยนต์ และ 6. วิดีโอเกม
“จากแนวโน้มการเติบโตของ 6 สินค้าดาวรุ่งดังกล่าว พบว่า หลายสินค้าไทยเป็นทั้งผู้ผลิตและส่งออก
จึงมีโอกาสในการขยายตลาดเข้าสู่ตลาดบราซิลได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์เป็นสินค้าที่มีการขยายตัวในตลาดบราซิลและเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยไปตลาดบราซิลที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้บราซิลจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ แต่รถจักรยานยนต์ก็ยังเป็นสินค้ายอดนิยมที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย รวมถึงชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ด้วย
ซึ่งไทยต้องจับตาคู่แข่งในตลาดอย่างจีน และจีนไทเป เพราะผู้นำเข้าบราซิลจะใช้ราคาเป็นปัจจัยหลักมากกว่าคุณภาพ
ในการตัดสินใจนำเข้า ดังนั้น สินค้าไทยอาจต้องแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งที่มีสินค้าคล้ายคลึงกัน”นายภูสิตกล่าว

สำหรับช่องทางในการเข้าสู่ตลาด และการเปิดตัวสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดบราซิลเพิ่มขึ้น ทูตพาณิชย์ได้แจ้งมายังกรมฯ ว่า ขณะนี้ได้มีการเชิญชวนผู้นำเข้าบราซิลให้เข้าร่วมงาน TAPA เพื่อใช้โอกาสได้แสวงหาคู่เจรจาทางการค้ากับผู้ส่งออกไทย และสามารถเพิ่ม suppliers รายใหม่จากไทยที่มีศักยภาพได้มากขึ้น ขอให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกที่สนใจติดตามรายละเอียดและความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…. มีนาคม 2566

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ส่งออกจับตาสินค้า“อาหาร-เครื่องดื่ม”มาแรงในเกาหลีใต้ก่อนวางแผนผลิตส่งออก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทยจับตาสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
ที่กำลังมาแรง และเป็นสินค้าที่กลุ่มคนรุ่น MZ ของเกาหลีใต้นิยมเผยหากจับจุดได้ ก็จะช่วยให้วางแผนการผลิตและ
ทำตลาดได้ดีขึ้น และมีโอกาสเพิ่มยอดส่งออกไปเกาหลีใต้ได้มากขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมฯ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวชนัญญา พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ถึงแนวโน้มอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดประเทศเกาหลีใต้ จากกลุ่มคนรุ่นใหม่รุ่น MZ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคน Gen Y หรือ Millennial ที่เกิดระหว่างปี 1981-1996 และกลุ่ม Gen Z เกิดปี 1997-2012 ซึ่งกำลังเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคในเกาหลีใต้

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า สินค้าอาหารที่กำลังได้รับความนิยม เช่น สินค้าอาหารและขนมขบเคี้ยวรสชาติหม่าล่าในรูปแบบต่างๆ สินค้าใหม่ๆจากการรวมตัวของธุรกิจร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อ เช่น ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่ม สินค้าอาหารวีแกน ที่ใช้เนื้อสัตว์ทดแทนจากพืช ขนมหวานต้นตำรับของเกาหลีใต้ที่มีการปรับให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ เป็นต้น ส่วนเครื่องดื่มที่กำลังได้รับความนิยม เช่น กาแฟและชาสำเร็จรูปสูตรใช้สารจากธรรมชาติทดแทนน้ำตาล เครื่องดื่มน้ำอัดลมปราศจากน้ำตาล น้ำโซดา ชาผลไม้พร้อมดื่มบรรจุขวดปราศจากน้ำตาล เป็นต้น
และเครื่องดื่มชนิดให้พลังงานและประโยชน์แก่สุขภาพ เช่น เครื่องดื่มให้พลังงาน เครื่องดื่มเสริมอาหารรูปแบบน้ำและเม็ดในขวดเดียว
นายภูสิตกล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของเกาหลีใต้มีการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มสามารถเข้าถึงสินค้าได้ อีกทั้งยังได้เริ่มให้ความสนใจในการใช้จ่ายของกลุ่มคนรุ่น MZ
มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เริ่มมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ทำให้สินค้าที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันนั้น มีความสร้างสรรค์และแตกต่างจากเดิม ทั้งในเรื่องของรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และการโฆษณา เช่น กระแสการนำขนมพื้นเมือง
มาปรับให้มีความเข้ายุคปัจจุบันในด้านความหลากหลายของรสชาติ ก็ทำให้ขนมหลายชนิดกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง รวมถึงกระแสของอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็คาดว่าจะมีอิทธิผลต่อการผลิตสินค้าในอนาคตต่อไป

“กรมฯ ขอให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทย ทำการศึกษาและติดตามแนวโน้มตลาดสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด และติดตามกระแสการบริโภคของคนกลุ่ม MZ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ
มีเทรนด์การบริโภคชัดเจน และวางแผนในการผลิตสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทยเจาะตลาด เพราะสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทยนับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพอันดับต้นๆ จึงมีโอกาสในการส่งออกไปจำหน่ายในตลาดเกาหลีใต้ได้”นายภูสิตกล่าว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…. มีนาคม 2566

“Light on Made in Italy”: สุดยอดงานออกแบบแสงสว่างที่ Central Embassyนิทรรศการร่วมฉลองมหกรรมงานดีไซน์ Italian Design Day 2023

พื้นที่บริเวณชั้น 4 ของ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่จะสว่างไสวส่องประกายเจิดจรัสทุกวันจนถึง 17 มีนาคม ศุกร์นี้เมื่อสถานทูตอิตาลีในประเทศไทยและสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน กรุงเทพฯ ร่วมมือกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลแอมบาสซี่ จัดงาน Italian Design Day ครั้งที่ 7 มหกรรมงานดีไซน์ที่จัดขึ้นทั่วโลกพร้อมกันวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566 นี้ เพื่อส่งเสริมงานฝีมือการออกแบบอุตสาหกรรมสไตล์อิตาเลียนอันโดดเด่นและโด่งดัง เป็นรากฐานสำคัญ ของการผลิตและเป็นส่วนประกอบ หลักของภาค การส่งออก ของประเทศอิตาลี

“Light on Made in Italy” คือธีมของการนำเสนอเพื่อฉายภาพให้เห็นชัดเจนถึงแนวโน้มตวามสนใจเรื่องความยั่งยืนที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก และการใช้ฝีมือ การออกแบบเป็นเครื่องมือในการเปลียนผ่านสู่การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

นิทรรศการที่กำลังจัดแสดงนี้เป็นหนึ่งในหลายหลากกิจกรรมอันเกิดจากความร่วมมือของสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีในประเทศไทย ร่วมกับสำนักงาน กรรมาธิการ การค้า และการลงทุนอิตาลี (ICE-Italian Trade Commission) หอการค้าไทย-อิตาเลี่ยน (Thai-Italian Chamber of Commerce) และสมาคมการออกแบบอุตสาหกรรม (ADI – Association for Industrial Design) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของงานดีไซน์ในอุตสาหกรรมอิตาเลียนในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกาภิวัตน์ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี่มาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้คนให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น

การดีไซน์ไฟส่องสว่างจะต้องจัดทำให้เหมาะสมกับเมืองในอนาคต เพื่อคุณภาพชีวิตและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ต้องดำเนินไปพร้อมๆกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สวยงาม นี่เป็นสาระสำคัญที่บรรจุอยุ่ในเอกสารการเสนอกรุงโรมเป็นเจ้าภาพงาน EXPO 2030 ของอิตาลี

วันนี้ (9 มีนาคม 2566) เวลา 11:00 น. ฯพณฯ เอกอัครราขทูตอิตาลีประจำประเทศไทย มร. เปาโล ดิโอนิซี เป็นประธานเปิด “Italian Lighting Exhibition” ที่ ชั้น 4 เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ซึ่งมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ไฟส่องสว่างและไฟตกแต่งจากอิตาลี ที่ล้วนมีคุณภาพสูง มีนวัตกรรม ฟังก์ชันสุดชิคและประหยัดพลังงาน และยังมีการจัด แสดงผลิภัณฑ์จากผู้นำเข้าสินค้าไฟส่องสว่างอิตาลีรายสำคัญในประเทศไทยและเมียนมา อาทิ Euro Creations, Lamptitude, Motif, และ Supremo Vita ตลอดจน สินค้าไฟส่องสว่างจากแบรนด์ชั้นนำของอิตาลี เช่น Artemide, Cassina, Euroluce, FBAI, FLOS, Foscarini, Lodes Luceplan, Martinelli Luce, Nemo และ Pallucco โดย “Italian Lighting Exhibition” เปิดให้ชมฟรีทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.30 น. ที่เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ (ชั้น 4) จน ถึง 17 มีนาคม 2023

ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทรรศการสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีได้ที่อีเมล commerciale.bangkok@esteri.it

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น