รฟฟท. ดำเนินมาตรการ “บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน” สูงสุด ไม่เกิน 40 บาท ตามนโยบายรัฐบาล เริ่ม 1 ธ.ค. 68

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ดำเนินมาตรการ “บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน” สูงสุด ไม่เกิน 40 บาท ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน ตามนโยบายรัฐบาล เริ่ม 1 ธ.ค. 68

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า รฟฟท. พร้อมดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ”ดำเนินมาตรการ “บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน” สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 2 เส้นทาง ได้แก่ สายธานีรัถยา ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีรังสิต และสายนครวิถี ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีตลิ่งชัน ร่วมกับ รถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) โดยเตรียมจัดเก็บค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท/วัน สำหรับประเภทบุคคลทั่วไป(Adult) และจัดเก็บค่าโดยสารสูงสุด 30 บาท/วัน สำหรับประเภทนักเรียน/นักศึกษา(Student) ซึ่งใช้บัตร MANGMOOM EMV บัตร EMV Contactless (บัตรเครดิต บัตรเดบิต) หรือ บัตร MRT EMV สำหรับเดินทางได้ทุกวัน ตั้งแต่เปิดให้บริการจนถึงปิดให้บริการ(05.00 – 24.00 น.) ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะเริ่มใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 หากผู้ใช้บริการมีการเดินทางในอัตราค่าโดยสารรวมทั้งวันต่ำกว่าอัตราเหมาจ่ายรายวัน จะจัดเก็บค่าโดยสารตามจริง และสำหรับกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็ก รวมถึงกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงได้รับส่วนลด หรือยกเว้นค่าโดยสารตามสิทธิประโยชน์เช่นเดิม

ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการดังกล่าว เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเห็นชอบแนวทางการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ซึ่ง รฟฟท. พร้อมขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มความสามารถ เพื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในปัจจุบัน รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้บริการสาธารณะมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงด้วยดีเสมอมา และเราขอสัญญาว่าจะไม่หยุดพัฒนา เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกการเดินทาง รวมถึงยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการอย่างเต็มความสามารถ

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

เริ่มวันแรก !! งานมหกรรมชี้ช่องรวย@เซ็นทรัลปิ่นเกล้า วันนี้- 2 พ.ย.68 พบทัพแฟรนไชส์ลดแรง หนุนคนไทยมีอาชีพ  คาดเงินสะพัด 100 ลบ.

 

จัดงานวันนี้วันแรกกับงานมหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจและแฟรนไชส์  ขนขบวนธุรกิจและแฟรนไชส์สัญจรย่านฝั่งธนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง จัดโปรโมชั่นลดใหญ่ส่งท้ายปีรวมกว่า 70 บูธ หวังปูทางเลือกสร้างอาชีพให้คนไทยแบบเคาะประตูบ้าน  อาทิ แฟรนไชส์อาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ธุรกิจสะดวกซัก ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ  แฟรนไชส์บริการ  ฯลฯ  เสิร์ฟครบจบในงานกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ต้องการเริ่มต้นและต่อยอดธุรกิจ  และกิจกรรมที่น่าสนใจในงานมากมาย โดยงานจัดระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568  ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า  คาดเงินสะพัดราว 100 ล้านบาท

 

นางสาววิมลณ์เกศ สุวพัฒน์ธุนากร ประธานจัดงานมหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจและแฟรนไชส์ กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “งานมหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจและแฟรนไชส์ ครั้งที่18 นี้จัดขึ้นโดย บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ยกทัพธุรกิจและแฟรนไชส์กว่า 70 แบรนด์จัดแคมเปญลดราคาช่วงท้ายปี   เพื่อจุดประกายสร้างอาชีพแก่พี่น้องประชาชนย่านฝั่งธนบุรี และละแวกใกล้เคียง  โดยมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยมองเห็นโอกาสในการเริ่มต้นธุรกิจ เพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

 

สำหรับทัพแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมเสิร์ฟอาชีพในงานมหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจ และแฟรนไชส์  ในครั้งนี้ มีมากกว่า 70 บูธ อาทิ ไก่ว้าว, ชาบัง, หม่าล่า Mr. Bao MALATANG, ช็อกโกแลต Mrbeast, ไอศกรีมขนมปังไม่อร่อยให้ต่อย, ลูกชิ้นแม่ประณาม, เฮงปังปั๊ว หวานเย็นสูตรเด็ดเยาวราช, ชาตันหยง, ขาหมูพระนคร, Senzar เส้นซ่าส์, จงชงดี, โต้ว น้ำเต้าหู้ คู่ใจ, Sukishi, CHAPAKYOON, ยากิโทริ (ไก่โคราช), ซามูไรราเมง, ไผ่ทองไอสครีม, ปัญจะรส ลูกชิ้นปิ้ง, Sweet Bee, อ๊อดกรีนฟิช, ฟาร์มเห็ดดูดี, VERISE นมอัลมอนด์, ธุรกิจสะดวกซัก Washenjoy, Trendywash, CleanChain,Speed Queen by VJ Group ฯลฯ

 

ส่วนผู้ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจแต่ยังขาดแหล่งเงินทุน  ภายในงานยังมีสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อยจากธนาคารออมสิน  และบริการด้านค้ำประกันสินเชื่อจากทางบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) อีกด้วย  พีเอ็มจีฯ ยังมุ่งมั่นจัดกิจกรรมส่งเสริมให้คนไทยได้มีอาชีพสู้ภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง  โดยมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และพี่น้องคนไทยก้าวเดินได้อย่างมั่นคงแม้ในภาวะวิกฤต  สำหรับการจัดงานมหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจและแฟรนไชส์ในครั้งนี้คาดว่าจะสามารถสร้างเม็ดเงินสะพัดได้ราว 100 ล้านบาท” นางสาววิมลณ์เกศกล่าวทิ้งท้าย

เชิญชวนผู้ที่มองหาธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องการเติมทุน หรือต่อยอดองค์ความรู้ สามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย งานมหกรรมชี้ช่องรวยธุรกิจและแฟรนไชส์ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า  จัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568  ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า สอบถามรายละเอียดโทร.09-4915-4624 , 062-845-9515

รฟฟท.เชิญชวนผู้โดยสาร และประชาชน ร่วมประดิษฐ์ริบบิ้นสีดำ ถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เชิญชวนผู้โดยสาร และประชาชนทั่วไป ร่วมประดิษฐ์ริบบิ้นสีดำ ถวายความอาลัย และแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระเมตตา ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า รฟฟท. ถือเป็นหน่วยงานที่รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท และน้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาอย่างยาวนาน ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนผู้โดยสาร และประชาชนทั่วไป ร่วมประดิษฐ์ริบบิ้นสีดำ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระเมตตาและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสามารถเข้าร่วมประดิษฐ์ริบบิ้นสีดำ ได้ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ เริ่มวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 08.30 – 18.30 น. ณ บริเวณทางออกประตู 13 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

กิจกรรมนี้ จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการถวายความอาลัยและแสดงออกถึงความจงรักภักดี โดยบริษัทฯ ได้จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับประดิษฐ์ริบบิ้นและน้ำดื่ม พร้อมทีมเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน สำหรับริบบิ้นที่ประดิษฐ์เสร็จแล้ว จะถูกนำไปมอบให้แก่ประชาชน และผู้มาใช้บริการ เพื่อใช้ติดบนเครื่องแต่งกาย เป็นสัญลักษณ์แห่งความอาลัย และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

รฟฟท. ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร จ.นครราชสีมา

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร จ.นครราชสีมา

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า กฐินพระราชทาน เป็นกฐินที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐิน ให้แก่หน่วยงานราชการ องค์กร คณะบุคคล หรือบุคคลผู้ประสงค์ขอรับพระราชทานนำไปทอดถวาย ณ พระอารามหลวง ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และในส่วนของ กฐินกาล มีกำหนดระยะเวลา 1 เดือน หลังออกพรรษา 1 วัน ระหว่างวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี พุทธศาสนิกชนจะร่วมทำบุญถวายผ้ากฐิน เพื่อเป็นการสืบทอดและทำนุบำรุงประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

ทั้งนี้ เนื่องในเทศกาลกฐิน พุทธศักราช 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปี 2568 ตามที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอพระราชทานไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร จ.นครราชสีมา ในวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. โดยมีนายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 พร้อมทั้ง นายศุภเศรษฐ์ รุ่งทนต์กิจ กรรมการบริษัทฯ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด รวมทั้งข้าราชการภาคส่วนต่างๆในจังหวัดนครราชสีมา ตลอดจนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคจตุปัจจัยทำบุญ และร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน โดยมียอดเงินทำบุญจำนวนทั้งสิ้น 1,199,999.99 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาทเก้าสิบเก้าสตางค์) ในโอกาสนี้ได้จัดให้มีการมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติสามัญนครราชสีมา และโรงเรียนสุรนารีวิทยา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ผลานิสงส์แห่งการถวายผ้าพระกฐินครั้งนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เป็นฉัตรแก้วปกเกศอาณาประชาราษฎรตลอดไป รวมทั้งบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญกุศล มีจิตตั้งมั่นในความดีงาม ถึงพร้อมด้วยสรรพกำลังในอันที่จะบำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

รฟฟท.รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดีเด่น” ประจําปี 2568

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 (Human Rights Awards 2025) ประเภทองค์กรรัฐวิสาหกิจ ระดับ ”ดีเด่น” จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้ารับมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน “ระดับดีเด่น” ประจำปี 2568 (Human Rights Awards 2025) จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ประเภทองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามหลักสิทธิมนุษยชนในระดับดีเด่น ตอกย้ำความเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมควบคู่กับการให้บริการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล โดยยึดมั่นในการนำหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนมากำหนดเป็นกลยุทธ์และแนวทางในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ให้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยการนำหลักสิทธิมนุษยชนมาประยุกต์ใช้และสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ส่งเสริมบุคลากรทุกคนให้มีความตระหนัก ยึดมั่นการสร้างความยุติธรรมและความเท่าเทียม เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ควบคู่กับการสร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้ใช้บริการ ชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า คู่ค้า และกลุ่มเปราะบาง อันจะส่งผลให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการให้บริการขององค์กรได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีความเสมอภาค และบริษัทฯจะมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จอย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ชิลีฉลองสามวาระพิเศษในเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ, 18 กันยายน 2568 — วันนี้ ชิลีเฉลิมฉลองวันชาติทั่วประเทศและทั่วโลก แต่ที่กรุงเทพฯ วาระแห่งการเฉลิมฉลองนี้จัดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเพื่อให้สอดคล้องกับอีกสองวาระพิเศษของชิลีคือ การประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี–อาเซียน 2025 และครบรอบ 10 ปีความตกลงการค้าเสรีชิลี–ไทย โดยบรรยากาศแห่งมิตรภาพ นวัตกรรมสร้างสรรค์และความร่วมมือส่งผ่านจากซันติอาโกถึงกรุงเทพฯ ตลอดเดือนกันยายน

ธงชาติชิลีโดดเด่นสง่างามอยู่บนอาคารประดับไฟที่พาร์คพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน หนึ่งในศูนย์การค้าสุดหรูของอาเซียน ขณะที่การประชุม Chile–ASEAN Business Summit 2025 ปิดฉากอย่างงดงามที่โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี สุขุมวิท ตลอดสามวันที่อัดแน่นไปด้วยการเสวนาระดับสูง การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการแสดงทางวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทของชิลีในฐานะพันธมิตรที่มั่นคงของไทยและอาเซียน

การจัดงานนี้ดำเนินการโดย ProChile สำนักงานส่งเสริมการส่งออก ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศชิลี โดยมีวาระพิเศษครบรอบ 10 ปี FTA ไทย–ชิลี ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่เกื้อหนุนให้การค้าระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างชัดเจน และผลักดันให้ไทยเป็นประตูหลักของชิลีสู่ตลาดอาเซียน ในงาน มีบริษัทชิลีเข้าร่วมกว่า 20 ราย ครอบคลุมธุรกิจเกษตรและอาหาร อาหารทะเล ไวน์ ภาคบริการ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มีการจับคู่ธุรกิจกว่า 200 รอบกับคู่ค้าจากไทย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังมีการสัมมนา FTA การเยี่ยมชมกิจการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก และเทศกาลสินค้าจากชิลีในห้างค้าปลีกสำหรับผู้บริโภคโดยตรงในกรุงเทพฯ

พิธีเปิดการประชุมสุดยอดธุรกิจได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายปาตริซิโอ พาวเวลล์เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมกับ ดร.นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย โดยมี ฯพณฯ นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี และนายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile ร่วมกล่าวปาฐกถาต้อนรับผู้ร่วมงาน

นางซานอูเอซากล่าวว่า “ภายในสิบปี การส่งออกของชิลีมาไทยเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า ในปี 2567 เป็นมูลค่ากว่า 682 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปีก่อนหน้านี้ เพิ่มขึ้น 6.8% นอกจากทองแดงและเยื่อไม้ การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแซลมอน เชอร์รี หอยแมลงภู่ และสินค้านวัตกรรมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

นายเฟอร์นันเดซ กล่าวว่า “อาเซียนมีมูลค่าการค้ากับชิลีกว่า 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 6% โดยกว่าครึ่งไม่ใช่ทองแดงหรือแร่ลิเทียม ซึ่งสะท้อนถึงการกระจายตัวของสินค้าที่หลากหลาย ไทยถือเป็นตลาดสำคัญ และศูนย์กลางสู่การขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

นายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในปี 2567 การส่งออกอาหารจากชิลีมาไทยมีมูลค่ากว่า 134 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแซลมอนและเชอร์รีครองอันดับหนึ่ง ครึ่งปีแรกของปี 2568 การส่งออกแซลมอน เพิ่มขึ้น 35.6% และเชอร์รีเกือบ 60% กระแสตอบรับจากผู้บริโภคไทยดีเยี่ยม”

กิจกรรมไฮไลต์อื่นๆ ได้แก่ การสาธิตทำอาหารชิลีและงานกาลาดินเนอร์ การจัดงานชิมไวน์ ‘A Journey Through Chile’ เทศกาลสินค้าจากชิลีในกูร์เมต์มาร์เก็ต เอ็มควอเทียร์ และ GO! Wholesale รังสิต ตลอดจนการประดับไฟธงชาติชิลี ที่พาร์คพารากอน นอกจากนี้ นักธุรกิจนานาชาติที่มาร่วมงานยังได้เยี่ยมชมกิจการที่เกี่ยวข้อง เช่น การบินไทยคาร์โก ศุลกากรลาดกระบัง และทรูดิจิทัลพาร์ค เพื่อกระชับความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และพลังงานหมุนเวียน

การประชุมสุดยอดธุรกิจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเข้าถึงตลาดอาเซียนของชิลี ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ในเวลาเดียวกัน ชิลีซึ่งมีความมั่นคงด้านการค้าและการลงทุน ถือเป็นประตูสู่ ลาติน อเมริกาสำหรับอาเซียนด้วยเช่นกัน

นางซานอูเอซากล่าวสรุปว่า “ชิลีเข้ามาในอาเซียนไม่ใช่เพียงเพื่อการค้า แต่เพื่อสร้างความไว้วางใจ การแบ่งปันนวัตกรรม และการร่วมมือกันเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ชิลีใส่ใจในด้านคุณภาพ ความยั่งยืน และการสร้างพันธมิตรที่ยืนยาว” * * * * * * * * * *

คต. ลุยต่อยอดวิจัยเกษตรนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ เปิดสัมมนา Agri Plus Intelligence พร้อมจัดเวิร์คชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สแกนธุรกิจ ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่สากล

คต. ติวเข้มผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย เปิดเวทีสัมมนา “Agri Plus Intelligence ถอดรหัสอัจฉริยะสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย จากงานวิจัยสู่ตลาดโลก” พร้อมจับมือ บพข. จัด One-on-One Exclusive Workshop : SCAN ธุรกิจ สำรวจนวัตกรรมองค์กร ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล มุ่งเป้า SMEs และนักวิจัย ใช้นวัตกรรมต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และขยายโอกาสทางการค้า

นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการต่อยอดงานวิจัยและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการค้า โดยเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 กรมฯ ได้จัดสัมมนา “Agri Plus Intelligence ถอดรหัสอัจฉริยะสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย จากงานวิจัยสู่ตลาดโลก” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งภาครัฐและเอกชน นักการตลาดชั้นนำ รวมถึงนักวิจัย ที่มาร่วมผสานพลังเติมเต็มองค์ความรู้ที่จะช่วยปลดล็อคศักยภาพสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้พร้อมเข้าสู่ตลาดสากล โดยมีไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ การเสวนาหัวข้อ “Agri Plus Intelligence: ถอดรหัสเทรนด์โลกและโอกาสของสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์การตลาด การวิจัย และนวัตกรรม การเสวนา “From Lab to a Billion” ที่ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และตัวแทนผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการต่อยอดงานวิจัย มาร่วมแบ่งปันความรู้ ชี้แนะ Roadmap เส้นทางสู่ธุรกิจเกษตรมูลค่าสูง การบรรยายในหัวข้อ “Branding for Tomorrow” โดยแบรนด์กูรูชั้นนำของประเทศ และในหัวข้อ “Digital Harvest” พลิกเกมการตลาดด้วย Social Commerce และ AI” โดยนักการตลาดดิจิทัล
มืออาชีพ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Business Networking เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจ และการจัดแสดง “Agri Plus Showcase” โชว์ผลิตภัณฑ์เกษตรนวัตกรรมจากการต่อยอดงานวิจัยอีกด้วย

นอกจากการสัมมนาที่มีผู้สนใจเข้าร่วมอย่างล้นหลามแล้ว กรมฯ ได้ผนึกกำลังกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. จัด One-on-One Exclusive Workshop: Scan ธุรกิจ สำรวจนวัตกรรมองค์กร ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล ระหว่างวันที่ 17 – 19 กันยายน 2568 โดยนำทัพผู้เชี่ยวชาญมาช่วยประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจแบบ Exclusive พร้อมให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการแบบครบวงจร โดยผู้เข้าร่วมได้รับแนวทางการพัฒนาธุรกิจ รวมถึงการต่อยอดธุรกิจแบบ Insight เพื่อการขยายธุรกิจเกษตรนวัตกรรมสู่สากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความสำเร็จบนเวทีการค้าโลก ผลักดันมูลค่าการค้าของไทยให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีความมุ่งมั่นในการผลักดันผู้ประกอบการเกษตรนวัตกรรมไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถแข่งขันในตลาดการค้าได้อย่างมีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้เกษตรกร ผ่านกลไกการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยนวัตกรรมเพื่อต่อยอดสร้าง

มูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ตามนโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดสัมมนาและ Exclusive Workshop ในครั้งนี้จะเป็นแรงส่งเสริมผู้ประกอบการและนักวิจัยในการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยไปสู่ตลาดสากลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นความตั้งใจของกรมการค้าต่างประเทศ
ในการส่งเสริม ผลักดัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขยายโอกาสทางการค้าสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน

การประชุมสุดยอดทางธุรกิจ Chile-ASEAN Business Summit 2025 เปิดศักราชใหม่แห่งการค้า นวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

กรุงเทพฯ, 10 กันยายน 2568 — การประชุม Chile-ASEAN Business Summit 2025 เปิดฉากอย่างเป็นทางการวันนี้ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี โดยตลอด 3 วันของการประชุม มุ่งเน้นการเสวนาระดับสูง การจับคู่เจรจาธุรกิจ การเยี่ยมชมกิจการต่างๆ ตลอดจนกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างชิลีกับภูมิภาคอาเซียน เอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย นายปาตริซิโอ พาวเวลล์ เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีนางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สาธารณรัฐชิลี ดร. นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย และนายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก (ProChile) ร่วมกล่าวต้อนรับ ซึ่งทุกฝ่ายล้วนย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของชิลีในฐานะพันธมิตรสำคัญของอาเซียน หนึ่งในภูมิภาค เศรษฐกิจที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก ผู้ส่งออกจากชิลีกว่า 20 รายในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น เกษตรและอาหารทะเล ไวน์ ไม้ป่าไม้ บริการ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เดินทางมาร่วมงานที่กรุงเทพฯ และจาการ์ตา โดยมีกำหนดเข้าร่วมการจับคู่เจรจาธุรกิจกว่า 200 รอบกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายกว่า 70 รายจากทั่วอาเซียน อาทิ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังมีการสัมมนา เวิร์กช็อปไวน์ และเทศกาลสินค้าสำหรับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อแนะนำสินค้าต่างๆ จากชิลีสู่ผู้บริโภคในไทยและภูมิภาค “การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างชิลีกับอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของความตกลงการค้าเสรีชิลี–ไทย” นางซานอูเอซา กล่าว “แม้เราจะอยู่ห่างไกลกันคนละทวีป แต่เรายังคงเชื่อมโยงถึงกันด้วยค่านิยมร่วม ซึ่งได้แก่ การเปิดกว้างทางการค้า ความมุ่งมั่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และความเชื่อมั่นว่าการร่วมมือระดับภูมิภาคคือกุญแจสำคัญสู่ความรุ่งเรืองในอนาคต” ด้วยจำนวนประชากรกว่า 680 ล้านคน และชนชั้นกลางที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อาเซียนนับเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาสใหม่ๆ สำหรับชิลีในการกระจายการค้าและการลงทุน ในขณะเดียวกัน อาเซียนก็สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพสูง ปลอดภัย และยั่งยืนจากชิลี รวมถึงระบบนิเวศของนวัตกรรมที่เต็มไปด้วยพลังของชิลีซึ่งจะเป็นประตูไปสู่ต่อภูมิภาคลาตินอเมริกา นายอิกนาซิโอ เฟร์นานเดซ อธิบดี ProChile กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการสร้างโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการ SMEs “เราไม่ได้มุ่งหวังแค่ตัวเลขทางการค้า แต่เราอยากเปิดโอกาสให้ SME ของชิลี ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของภาคส่งออก ได้พบปะโดยตรงกับคู่ค้าจากอาเซียน เพื่อขยายเครือข่ายและสร้างความร่วมมือระยะยาว งานที่จัดครั้งนี้ผสมผสานระหว่างการเจรจาธุรกิจกับกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น การสาธิตการทำอาหารชิลี และกิจกรรมโปรโมชันร่วมกับห้างค้าปลีกอย่าง Gourmet Market ที่เอ็มควอเทียร์ และ GO! Wholesale รังสิต แสดงให้เห็นถึงมิติต่างๆ ในด้านความคิดสร้างสรรค์และการร่วมมือของชิลี”

ดร. นลินี ทวีสิน อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า “การเดินทางของคณะผู้แทนการค้าชิลีมายังประเทศไทยครั้งนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ชิลีคือมิตรประเทศของไทย จากอีกฝั่ง ของมหาสมุทรแปซิฟิก และเราก็หวังว่าชิลีจะถือว่าเราคือ ประตูสู่อาเซียนเช่นเดียวกับที่เรายึดถือชิลีเป็นประตูสู่ละตินอเมริกา”

Chile-ASEAN Business Summit 2025 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน ประกอบด้วยการหารือด้านการค้า การเจรจาระดับรัฐบาล และกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของชิลี ที่จะเป็นพันธมิตร ระยะยาวของอาเซียน ในด้านความมั่นคงทางอาหาร นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน   * * * * * * * * * *

DITP จัดงาน “NEA Open House 2025”พัฒนาและเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก



8 กันยายน 2568 – สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน “NEA Open House 2025” ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก ในบรรยากาศสุดอบอุ่น ตอกย้ำความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยตลอดปี 2568 พร้อมพัฒนาหลักสูตรในระยะต่อไป ให้เจาะลึกและเข้มข้น สอดรับบริบทการค้าโลกยุคใหม่ เน้นรุกตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาได้ยกระดับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยสู่การค้าระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบผ่าน “สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่” หรือ“สถาบัน NEA” โดยปรับหลักสูตรและรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลก ทั้งการอบรมในรูปแบบ Onsite Online และ Hybrid รวมถึงการพัฒนาระบบ E-Academy ที่ช่วยวางแผนการเรียนรู้เฉพาะบุคคลได้อย่างเหมาะสม”

ในปีงบประมาณ 2568 สถาบัน NEA ได้จัดโครงการฝึกอบรมมากกว่า 123 หลักสูตร มีผู้เข้าร่วมกว่า 22,000 ราย จากทั่วประเทศ  สำหรับปีงบประมาณ 2569 สถาบัน NEA ตั้งเป้าหมายยกระดับผู้ประกอบการไทยมากกว่า 25,000 ราย เน้นการฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) การขยายองค์ความรู้ไปยังส่วนภูมิภาค สร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อผลักดันให้เกิดผู้ส่งออกรายใหม่ สร้างรายได้จากการส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม

“NEA ยังคงมุ่งมั่นยกระดับการอบรมให้เข้มข้นและเจาะลึกมากขึ้น ผ่านการอบรมเชิงลึก หรือ Deep-Dive Training ในตลาดเป้าหมายที่เป็น Special Task Force (STF) ของกรม เช่น ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพใหม่ที่กำลังเติบโต ทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับองค์ความรู้เชิงลึกทั้งด้านกลยุทธ์การเจรจา ความเข้าใจวัฒนธรรมผู้บริโภค และการวิเคราะห์พลวัตตลาด เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และผู้นำเข้าได้อย่างแท้จริง  ที่สำคัญ NEA ได้พัฒนาหลักสูตรที่มีการจำลองสถานการณ์ และเสริมการ Coaching โดยผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เพื่อเสริมทักษะเชิงปฏิบัติที่ใช้ได้จริง ในการสร้าง “นักรบการค้ารุ่นใหม่” ที่มีความพร้อมรอบด้าน สามารถลงสนามแข่งขันได้อย่างแท้จริง และดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน” นางสาวสุนันทากล่าวทิ้งท้าย

ผู้ประกอบการที่สนใจพัฒนาศักยภาพ ผ่านหลักสูตรอบรมของ NEA สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร: 1169 กด 1 กด 1 

คิกออฟการเฉลิมฉลอง 10 ปี กรอบการค้า ชิลี-ไทย จัดใหญ่ Chile-ASEAN Business Summit เป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ   นำนักธุรกิจพบปะจับคู่กระตุ้นการค้า-การลงทุน

กระทรวงการต่างประเทศชิลี โดย ProChile (กรมส่งเสริมการค้า การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน) เตรียมพร้อมจัดการประชุม Chile-ASEAN Business Summit 2025 ขึ้นในกรุงเทพฯ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของความตกลงเขตการค้าเสรีชิลี–ไทย (Chile-Thai FTA) โดยมี นางคลอเดีย ซานฮูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศชิลี นายอิกนาซิโอ เฟร์นันเดซ ProChile General Director และผู้บริหารระดับสูงเป็นตัวแทนภาครัฐ นำนักธุรกิจผู้ส่งออกจากประเทศชิลีมาพบปะคู่ค้าและคู่เจรจาในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2568 ณ โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี สุขุมวิท

มร. ออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า Chile-ASEAN Business Summit 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกนี้จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ในวันที่ 8 กันยายน และต่อเนื่องมาจัดที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน ศกนี้ โดยเป็นการประชุมสุดยอดด้านธุรกิจ การค้า การลงทุนที่จัดขึ้นเป็นด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ และเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน

ในโอกาสนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงและผู้นำธุรกิจกว่า 20 บริษัทในอุตสาหกรรมอาหารทะเล เกษตรแปรรูป และธุรกิจบริการจะเดินทางมาพบปะและเจรจาการค้ากับนักธุรกิจและผู้นำเข้าจาก อินโดนีเซีย ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยมีผู้แทนการค้าชิลีจากทั่วภูมิภาคอาเซียนร่วมประชุม

มร. อาริอากาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภูมิประเทศและภูมิอากาศที่มีความแตกต่าง อันประกอบด้วยทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุด เทือกเขาสูงจนถึงพื้นที่ชุ่มชื้นติดชายฝั่งทะเลไปเกือบถึงขั้วโลกใต้ ทำให้ชิลีมีความได้เปรียบด้านการผลิตสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพสูง ProChile ซึ่งมีสำนักงานอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จะทำหน้าที่คัดสรรและประสานงานร่วมกับสำนักงานในต่างประเทศกว่า 56 แห่งทั่วโลก เพื่อส่งออกผลิตภัณฑ์เหล่านี้สู่ตลาดโลก โดยมุ่งเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน

ชิลีมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับ 35 ประเทศทั่วโลกอันครอบคลุมกว่า 80% ของ GDP โลก ผลิตภัณฑ์อาหารและผลไม้จากชิลีหลายชนิดติดอันดับโลก เช่น เชอร์รี พรุน และองุ่น สำหรับในประเทศไทยที่ FTA ชิลี–ไทยมีผลบังคับใช้มาแล้ว กว่า 10 ปี ขณะนี้มีสินค้าอาหารทะเล ผลไม้ ธัญพืช และไวน์ เป็นหลัก ผลไม้จากชิลีที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไทย 5 รายการ ได้แก่ องุ่น เชอร์รี บลูเบอร์รี กีวี และแอปเปิล ทั้งนี้ เป็นที่คาดหวังว่า ในอนาคต ชิลีจะสามารถเจรจาขยายความหลากหลายของสินค้าที่เข้าสู่ตลาดไทย อาทิ เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อไก่ ฯลฯ นอกเหนือจากการส่งออกสินค้าเหล่านี้แล้ว ชิลียังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับไทยและอาเซียนในภาคบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Services) อีกด้วย

ตลอด 3 วันของกิจกรรมในประเทศไทย Chile-ASEAN Business Summit 2025 จะมุ่งเน้นการส่งเสริมการส่งออกของชิลีสู่ตลาดไทยและอาเซียน ขยายการเข้าถึงตลาดให้กับบริษัทที่ดำเนินงานอยู่ในภูมิภาคนี้ ส่งเสริมการขยายธุรกิจระหว่างประเทศของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของชิลี ตลอดจนเน้นย้ำบทบาทของชิลีในฐานะแพลตฟอร์มในการเข้าถึงละตินอเมริกา โดยการประชุมจะจัดขึ้น ณ Hyatt Regency BKK Sukhumvit ประกอบด้วยการจับคู่เจรจาทางธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกชิลีและผู้นำเข้าของอาเซียน รวมถึงเวิร์กช็อปไวน์และการสาธิตการทำอาหารโดยเชฟชาวชิลี ก่อนการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้และวันชาติชิลีที่จะมาถึงในวันที่ 18 กันยายน ด้วยดินเนอร์จากวัตถุดิบชั้นเลิศของดินแดนแสนมหัศจรรย์ในละตินอเมริกาแห่งนี้

นอกจากนั้น ผู้ร่วมการประชุมจะได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมการตลาดกับแบรนด์ของสมาคมที่เกี่ยวข้องและผู้นำเข้าของไทย อาทิ The Mall, Central Food Wholesale ตลอดจนการ ดูงาน ณ คลังสินค้าศุลกากร ลาดกระบัง และ คลังสินค้าการบินไทย เป็นต้น

หนึ่งในวาระสำคัญของ ASEAN Business Meeting 2025 คือการคิกออฟการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของการตกลงการค้าเสรีชิลี-ไทย (FTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นมา ทั้งสองประเทศมีความตกลงการค้า เสรี (FTA) ที่ช่วยพัฒนาการค้าทวิภาคีให้เติบโตมากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในปี 2567 มูลค่าการส่งออกจากชิลีมายังไทยมีมูลค่าเกิน 680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับปี 2566 แม้ว่าทองแดงและเยื่อกระดาษยังคงเป็นสินค้าส่งออกหลัก แต่การส่งออกสินค้าอาหาร เช่น แซลมอนและปลาเทราต์ เชอร์รีสด แป้งมันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช น้ำมันปลา หอยแมลงภู่ ปลาหมึกยักษ์ และสินค้าอื่น ๆ รวมถึงการส่งออกด้านบริการ ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้การส่งออกที่ไม่ใช่ทองแดงและลิเทียมมีมูลค่าเกิน 310 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เพิ่มขึ้น 7.8%

ประเทศไทยเป็นตลาดหลักของการส่งออกจากชิลีในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งรวมถึง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา การค้าระหว่างชิลีกับกลุ่มนี้เติบโตเฉลี่ยปีละ 5.1% ตั้งแต่ปี 2561 โดยการส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 11% ต่อปีในช่วงเวลาดังกล่าว จนถึง 906 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้า 4.3%   * * * * * * * * * *

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น