“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรส“ต้มยำ-ผัดไทย-ปูผัดผงกะหรี่”มีโอกาสส่งออกเกาหลีใต้

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าส่งออก “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” เจาะตลาดเกาหลีใต้ เผยรส “ต้มยำกุ้ง รสผัดไทย รสปูผัดผงกะหรี่” มีโอกาสสูง และควรเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น เหตุชาวเกาหลีนิยมบริโภคเป็นอาหารหลักไม่ใช่อาหารว่าง และเน้นวางจำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า จากการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวชนัญญา
พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ ถึงโอกาสในการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริโภคให้กับชาวเกาหลีที่นิยมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติใหม่ ๆ แทนรสชาติเดิมที่เป็นที่คุ้นเคยของชาวเกาหลีอยู่แล้ว
สำหรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยที่มีโอกาสในการขยายตลาดเกาหลี ทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลว่ามีแนวโน้มขยายตัวได้สูง โดยเฉพาะรสชาติเผ็ดและรสชาติของอาหารไทย เช่น รสต้มยำกุ้งหรือผัดไทย หรืออาจจะพัฒนารสชาติใหม่ๆที่น่าจะเป็นที่นิยมในตลาดเกาหลี เช่น ปูผัดผงกะหรี่

เนื่องจากจะเป็นจุดเด่นและสร้างความแตกต่าง
ในตลาดเกาหลีได้เป็นอย่างดี และในการผลิตควรเพิ่มปริมาณในซองให้มากขึ้น เพราะชาวเกาหลีบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารไม่ใช่แค่อาหารว่าง
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ยังได้รายงานอีกว่า ปัจจุบันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทย สามารถเจาะเข้าสู่ตลาดได้แล้ว
โดยสามารถหาซื้อได้ตามไฮเปอร์มาร์เก็ตของเกาหลี โดยมีสินค้า เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเส้นหมี่ขาว ในรูปแบบซองและรูปแบบถ้วย

นายภูสิตกล่าวว่า ปัจจุบันตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลีโดยรวม มีการเติบโตอย่างมาก แต่ก็มีปริมาณการนำเข้าไม่มากนัก โดยสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าของเกาหลี ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าของญี่ปุ่นและจีน
ส่วนสินค้าจากไทย อยู่ในอันดับที่ 3 ของมูลค่าการนำเข้า โดยปี 2565 นำเข้าประมาณ 1.92 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 57.1% แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทย ก็มีโอกาสโดยพิจารณาเน้นการบุกตลาดให้มากขึ้น เน้นรสชาติที่เป็นอาหารไทยที่ได้รับความนิยมในเกาหลี และอาจปรับปริมาณต่อซองให้เพิ่มขึ้นเพื่อเหมาะกับการบริโภคของชาวเกาหลี
นอกจากนี้ เนื่องจากเทรนด์การสนใจในสุขภาพเพิ่มขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้บริโภคชาวเกาหลีจำนวนมากเลือกที่จะบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลดโซเดียมและเลือกบะหมี่ชนิดที่ไม่ผ่านการทอด (Non-fried) ผู้ประกอบการไทย
จึงอาจจะผลิตและส่งออกสินค้าบะหมี่เพื่อสุขภาพ และติดตามกระแสความนิยมต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด

ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ส่วนใหญ่เป็นการจำหน่ายผ่านไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ ดังนั้น การร่วมมือทางธุรกิจกับผู้นำเข้าที่มีช่องทางการจัดจำหน่ายเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ผลิต
ผู้ส่งออก ที่ต้องการทำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในเกาหลีต้องให้ความสำคัญ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…เมษายน 2566

“พาณิชย์-DITP”ชี้ช่องทำตลาดสินค้า“อาหารฮาลาล”ของไทยในจีน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้ช่องทางการขยายตลาด “อาหารฮาลาล” ของไทยเข้าสู่ตลาดจีน แนะผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มทำตลาดควรเริ่มจากกลุ่มผัก ผลไม้ อาหารทะเล เหตุเป็นสินค้าฮาลาลโดยธรรมชาติ ส่วนที่มีประสบการณ์ก็เน้นอาหารสำเร็จรูป อาหารเพื่อสุขภาพ และใช้ช่องทางประชาสัมพันธ์ผ่านอีคอมเมิร์ซและ

โชเซียลมีเดียเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่พร้อมเปิดรับสินค้าใหม่ๆ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่าจากข้อมูลช่องทางการขยายตลาด“อาหารฮาลาล”ของไทยเข้าสู่ตลาดจีนของนายณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคชาวมุสลิมในตลาดจีน หลังจากได้ทำการศึกษาและสำรวจตลาด พบว่า สินค้าไทยมีโอกาสในการขยายตลาดได้สูงมาก

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า แนวทางการรุกตลาดอาหารฮาลาลของผู้ประกอบการไทยที่เพิ่งเริ่มทำตลาด ควรเริ่มต้นด้วยสินค้ากลุ่มอาหารฮาลาลโดยธรรมชาติ อาทิ ผัก ผลไม้ อาหารทะเล และน้ำตาลทราย เป็นต้น เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีความเชื่อว่าเป็นฮาลาลอยู่แล้ว และกลุ่มผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และผ่านการรับรองมาตรฐานฮาลาลมีโอกาสในการขยายตลาดในกลุ่มอาหารสำเร็จรูป และอาหารฮาลาลเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพ เนื่องจากแนวโน้มของกระแสรักสุขภาพที่ขยายวงกว้างขึ้นจนอาจก้าวขึ้นเป็นสินค้าที่นิยมกันโดยทั่วไปในอนาคต สำหรับช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้า ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซและโชเซียลมีเดียเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้าหรือทำการตลาดสินค้าอาหารฮาลาลในตลาดจีน เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่ม ผู้บริโภคได้ในวงกว้าง โดยอาจใช้ Influencer ที่มีชื่อเสียงในประเทศนั้น ๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลของตนเอง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลัง

ซื้อสูง และนิยมติดตามข้อมูลข่าวสารทางโชเซียลมีเดีย ทั้งยังมีแนวโน้มจะเปิดรับอาหารฮาลาลสไตล์ต่างชาติมากกว่าผู้บริโภคช่วงวัยอื่น นายภูสิตกล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนประชากรมุสลิมในจีนมีประมาณ 30 ล้านคน แม้จะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 จากจำนวนประชากรทั้งหมด 1,412 ล้านคน โดยตลาดผู้บริโภคอาหารฮาลาลส่วนใหญ่ในประเทศจีน อาศัยอยู่แถวภาคกลางและทางตะวันตกของจีน อาทิ มณฑลกานซู่ มณฑลชิงไห่ เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย และ

เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เป็นต้น แต่พฤติกรรมของชาวมุสลิมในจีนส่วนใหญ่ จะนิยมบริโภคสินค้าในประเทศ เนื่องจากค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องความเชื่อทางศาสนาและมีความเชื่อมั่นว่าเป็นสินค้าฮาลาลแท้ ส่วนการนำเข้าสินค้าจากไทย ยังมีส่วนน้อย ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหารฮาลาลโดยธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ เป็นต้น และการค้าสินค้าอาหารฮาลาลในประเทศที่ค่อนข้างจำกัดโดยภาครัฐ และประชาชนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวต่อเรื่องความเชื่อทางศาสนา จึงทำให้สินค้าอาหารฮาลาลของไทยมีสัดส่วนทางการตลาดน้อยมากในตลาดจีน แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ก็สะท้อนว่าสินค้าอาหารฮาลาลของไทย ยังคงมีโอกาสและศักยภาพทางธุรกิจสูงในตลาดจีน โดยผู้ประกอบการควรเร่งสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของความเป็นแหล่งผลิตและส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลของไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นจีนซึ่งเปิดรับและนิยมสินค้าต่างประเทศมากกว่าคนกลุ่มอื่น รวมทั้งการศึกษาพฤติกรรมการบริโภค ตลอดจนประชาสัมพันธ์สินค้าฮาลาลผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าอาหารฮาลาลไทยในวงกว้างต่อไป

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
เมษายน 2566

เริ่มแล้ว! TAPA2023งานแสดงชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่งยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน 5 – 8 เมษายนนี้ ณ ไบเทค บางนา

กรุงเทพฯ 5 เมษายน 2566 – นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานเปิดงาน TAPA 2023 หรือ งานแสดงสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง 2566 จัดเป็นครั้งที่ 9 โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) สมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ทดแทนไทย (TAPAA) สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (THAI SUBCON) และ สมาคมผู้ค้าอะไหล่วรจักร (WASA) ภายใต้แนวคิด “Sustainable for The Future” งานเดียวที่รวบรวมผู้ประกอบการสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง กว่า 455 บริษัท 787 คูหา จากไทยและทั่วเอเชีย 5 – 8 เมษายน นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค EH 102 – 104

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “อุตสาหกรรม
ชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย มีการจ้างงานภายในประเทศกว่า 550,000 คน มูลค่าการส่งออกชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางสำหรับยานพาหนะ เฉลี่ย 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 640,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.5 ติดอันดับ 1 ใน 4 ของสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดของประเทศไทย และไทยยังเป็นฐานการผลิตรถปิคอัพและรถยนต์ประหยัดพลังงานที่มีศักยภาพอีกด้วย โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และ อินโดนีเซีย โดยมีส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ และส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ
สำหรับงาน TAPA 2023 ครั้งนี้ เป็นการกลับมาจัดงานเต็มรูปแบบอีกครั้งในรอบ 5 ปี ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของแหล่งผลิตและส่งออกสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่งของโลก และพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วน อะไหล่ยานยนต์ภายในประเทศแล้ว ยังสอดรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการภาพลักษณ์อุตสาหกรรมฯ “Sustainable for the Future” สร้างความตระหนักให้กับผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้ากว่า 455 บริษัท 787 คูหา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการก้าวสู่การสร้างธุรกิจแบบยั่งยืน ซึ่งงาน TAPA 2023 นี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่งของประเทศไปสู่ตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้า ตลอดจนผลักดันประเทศไทยให้เป็นผู้นำของอุตสาหกรรม ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลกได้อย่างยั่งยืน”


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
5 เมษายน 2566

พาณิชย์-DITP เปิดรับสมัครผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ (TILOG-LogistiX 2023) ขยายเครือข่ายธุรกิจสู่ตลาดโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เชิญชวนผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยและผู้ผลิตสินค้า
ที่เกี่ยวข้องสมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ (TILOG-LogistiX 2023) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม 2566 ณ อาคาร 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพ สนับสนุนการสร้างเครือข่าย
โลจิสติกส์ระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง จัดงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ TILOG-LogistiX 2023 ภายใต้แนวคิด Smart and Green Logistics for Sustainable Tomorrow เพื่อแสดงภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียน และส่งเสริมผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยที่มีสินค้า/บริการด้านโลจิสติกส์อัจฉริยะและธุรกิจโลจิสติกส์สีเขียวให้มีเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้ใช้บริการ และผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านระบบ
โลจิสติกส์ โดยการจัดงานในครั้งนี้เป็นการกลับมาจัดอย่างเต็มรูปแบบหลังจากที่เว้นช่วงสถานการณ์โควิด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยเป็นอย่างมาก”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการในธุรกิจ
โลจิสติกส์ที่สนใจ เช่น บริการขนส่งสินค้า ขนถ่ายวัสดุ ผลิตภัณฑ์และ
บรรจุภัณฑ์ คลังสินค้า เทคโนโลยีและนวัตกรรมโลจิสติกส์ รวมถึง Start up

ผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมงานและสำรองพื้นที่งานแสดงสินค้า (โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสมัครและค่าพื้นที่) สมัครได้ที่ http:// drive.ditp.go.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามพลาดโอกาสสุดท้าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02-507-8434 หรืออีเมล tilog.logistix @ditp.go.th หรือโทรสายด่วน 1169
​​​


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 เมษายน 2566

พาณิชย์ – DITP เผยแพลตฟอร์ม OTT รุมซื้อคอนเทนต์ไทย แมทชิ่งฮ่องกงฟิล์มมาร์ท สร้างมูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เผยผลหลังเข้าร่วมเจรจาการค้างาน Hong Kong International Film & TV Market (FILMART) 2023 มหกรรมตลาดซื้อขายภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชียที่ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13 - 16 มีนาคม 2566 ผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทย 21 บริษัท สร้างมูลค่าทะลุเป้าโกยรายได้เข้าประเทศกว่า 1,300 ล้านบาท นับเป็นนิมิตหมายอันดีในการเจรจาการค้าแบบออนไซต์อีกครั้ง หลังจีนกลับมาเปิดประเทศเต็มรูปแบบ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า “บรรยากาศงานเจรจาการค้า FILMART 2023 ที่ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ 13 - 16 มีนาคม ที่ผ่านมา กลับมาคึกคักเหมือนเช่นเคยอีกครั้งหลังนักธุรกิจสำคัญทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมงานแบบออนไซต์เป็นครั้งแรกหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย การเจรจาการค้าในงาน FILMART 2023 ปีนี้ มีนักลงทุน ผู้สร้าง ผู้กำกับ ผู้ซื้อจากต่างชาติ สนใจเข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 21 บริษัท รวมจำนวนกว่า 527 นัดหมาย สร้างมูลค่าการเจรจาการค้ากว่า 1,300 ล้านบาท ผลการเจรจาการค้าที่สำคัญที่เกิดขึ้นภายในงาน อาทิ บริษัท เฮโล โปรดักส์ชั่น จำกัด ได้เจรจาการค้ากับบริษัทจากประเทศจีน เพื่อรับผลิตซีรีส์ จำนวน 2 ภาค ภาคละ 10 ตอน และบริษัท เรติน่า ฟิล์ม โปรดักชั่น จำกัด ได้เจรจาการค้ากับบริษัทจากประเทศอังกฤษ ที่ต้องการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยภายในเดือนพฤศจิกายน 2566 นี้”

นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง กล่าวเสริมว่า “ผู้ประกอบการในวงการภาพยนตร์และบันเทิงของฮ่องกงเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้ประกอบการไทยเป็นอย่างดี และมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในระดับภูมิภาคเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และต่อยอดทางการตลาดร่วมกัน โดยได้เข้าร่วมพิธีเปิดร่วมกับรัฐมนตรีอาวุโสด้านบริหาร (Mr. KK Chan, Chief Secretary for Administration) และหลี่หมิง (Mr. Leon Lai) ดาราฮ่องกงชื่อดัง ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการสร้างการรับรู้ในวงกว้างต่อผู้ประกอบการในฮ่องกงจึงได้จัดพิธีเปิด Thailand Pavilion และกิจกรรม Business Matching ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม (นายชัยยศ เจริญกิจกำจร ผู้อำนวยการกองภาพยนตร์และวีดิทัศน์) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายอุดม มัตสยะวนิชกูล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนต์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ) โดยเชิญกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง (นายจาตุรนต์ ไชยะคำ) พร้อมผู้บริหาร HKTDC และธุรกิจ Entertainment รายใหญ่ของฮ่องกงอาทิ สถานีโทรทัศน์ TVB สถานีโทรทัศน์ Viu TV และบริษัท You Wing Live Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจบันเทิงครบวงจรรายใหญ่ เข้าพบและหารือกับผู้ประกอบการไทยใน Thailand Pavilion รวมทั้งบริษัทไทยภายในงานทั้งหมด อาทิ Workpoint / BEC World / ONE 31 / Brandthink Cinema / Artop International โดยตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน Thailand Pavilion ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าจะเกิดการซื้อ-ขาย การแลกเปลี่ยนคอนเทนต์ และความร่วมมืออย่างใกล้ชิดอีกมากในอนาคตอันใกล้”

นอกจากนี้มีบริษัท OTT Platform หรือผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งออนไลน์จากมณฑลต่าง ๆ ในจีนได้ให้ความสนใจเข้ามาติดต่อเจรจาซื้อคอนเทนต์ไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะคอนเทนต์กลุ่มประเภทสยองขวัญที่เรียกได้ว่ากำลังเป็นที่ ชื่นชอบของผู้ชมชาวจีนที่รับชมผ่านช่องทาง OTT Platform ด้วยเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อโลกไร้พรมแดนนี้ จึงเป็นการขยายตัวของอุตสาหกรรมในภาพรวม และส่งผลดีต่อผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทยในฐานะผู้ผลิตรายสำคัญของโลก ซึ่งการเข้าร่วมงาน FILMART 2023 เป็นไปตามนโยบายการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบันเทิงและคอนเทนต์ไทยในตลาดโลกของกระทรวงพาณิชย์ และเป็นการขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power อีกด้วย โดยในปีนี้กรมฯ ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
นำผู้ประกอบการไทยในกลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์และแอนิเมชั่น (Film Production & Distribution) กลุ่มผู้ให้บริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Production & Post Production Services) กลุ่มผู้ผลิตรายการและละครโทรทัศน์ (Television Content and Formats) และผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทย (Documentary) จำนวน 21 บริษัท พร้อมด้วยสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติเข้าร่วมงาน

สำหรับงาน FILMART ปีนี้ สามารถดึงดูดผู้ซื้อเข้าร่วมงานกว่า 7,300 ราย มีบริษัทด้านภาพยนตร์และธุรกิจเกี่ยวเนื่องร่วมออกคูหามากกว่า 700 บริษัท จาก 30 ประเทศทั่วโลก นับเป็นสถิติใหม่ที่มีบริษัทจากจีนเข้าร่วมงานมากกว่า 330 บริษัท และมีการเปิดตัวโปรเจคใหม่มากมายโดยเฉพาะภาพยนตร์ฮ่องกงซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าปีที่ผ่านมามีผลงานดี ๆ ออกมาจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องที่ดีที่ตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในเอเชียจะกลับมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง อนึ่ง งาน Hong Kong International Film & TV Market (FILMART) ถือเป็นงานภาพยนตร์ระดับนานาชาติที่มีความสำคัญที่สุดงานหนึ่งของโลก และเป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดของเอเชีย แต่ละปีจะมีบุคคลในธุรกิจบันเทิงและผู้ซื้อที่มีความต้องการซื้อภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ รวมถึงการบริการด้านภาพยนตร์จากทั่วโลกมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ และส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องให้เติบโตสู่ตลาดโลก


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
1 เมษายน 2566

รฟฟท. จัดโครงการ CSR “สายสีแดง ห่วงใย สุขอนามัยชุมชน” ณ ชุมชนเคหะทุ่งสองห้อง สถานีการเคหะ

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการ CSR “สายสีแดง ห่วงใย สุขอนามัยชุมชน” จัดศูนย์บริการตรวจสุขภาพนอกสถานที่ และมอบรถเข็นวีลแชร์ จำนวน 12 คัน ให้แก่ชุมชนเคหะทุ่งสองห้อง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินงานมากว่า 12 ปี ได้จัดโครงการ CSR ในด้านต่างๆ มากมาย ซึ่งในครั้งนี้เล็งเห็นถึงความสำคัญของชุมชนต่างๆ ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า รวมถึงมีความห่วงใยต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน ในสภาวะการแพร่ระบาดของโรคภัยต่างๆ บริษัทฯ จึงได้จัดโครงการ “สายสีแดง ห่วงใย สุขอนามัยชุมชน” ขึ้น ในวันที่ 31 มีนาคม และ 1 เมษายน 2566 รวมระยะเวลา 2 วัน ณ ชุมชนเคหะทุ่งสองห้อง สถานีการเคหะ โดยในการจัดงาน ได้รับการสนับสนุนจากสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง ซึ่งนำโดย พันตำรวจเอก อดิเรก ทองแกมแก้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมให้คนในชุมชน หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพและอนามัยมากยิ่งขึ้น ห่างไกลจากปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ รวมถึงมีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น โดยจัดให้มีศูนย์บริการตรวจสุขภาพนอกสถานที่ และจัดหาบุคลากรทางการแพทย์ ให้ความรู้ด้านสุขอนามัยของแต่ละช่วงวัยแก่ประชาชน นอกจากนั้น ในโอกาสที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ครบรอบการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลา 12 ปี บริษัทฯจึงได้มอบรถเข็นวีลแชร์ จำนวน 12 คัน ให้แก่ชุมชนเคหะทุ่งสองห้อง เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอกประกาศนามและความพร้อมเดินหน้าสร้างมืออาชีพรุ่นใหม่ เพิ่มทักษะและสมรรถนะสากลตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมศตวรรษที่ 21

ดร.สมศักดิ์ รุ่งเรือง นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัย เซาธ์อีสท์บางกอก ประกาศเดินหน้าสร้างมืออาชีพรุ่นใหม่ ที่พร้อมตอบโจทย์ ตลาดงานสากล ของศตวรรษที่ 21 เตรียมรับการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศและภูมิภาคในอนาคต หลังจากพิธีฉลองการเปลี่ยนประเภทสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการที่จัดขึ้นอย่างน่าประทับใจวันนี้ (30 มีนาคม 2566) ณ หอประชุม SBU Hall ถนนสรรพาวุธ บางนา ทั้งนี้ โดยมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอกได้เปิดบริการทางการศึกษา วิชาการและงานวิจัย ในระดับปริญญาบัณฑิตและบัณฑิตศึกษา ผลิตมืออาชีพป้อนตลาดแรงงานมาเป็นเวลาถึง 23 ปี

อธิการบดีมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก หรือ Southeast Bangkok University (SBU) ย้ำว่า SBU ในวันนี้คือ ความสำเร็จของการต่อยอดการให้บริการทางการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ของสถาบันที่มุ่งมั่นในการสร้างคนไทยและทรัพยากรบุคคลในภูมิภาคให้เป็นเปี่ยมศักยภาพและสมรรถนะระดับสากล เพื่อเป็นทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสำหรับการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ และสังคม โดย SBU มุ่งมั่นที่จะรั้งบทบาทในการเป็นศูนย์กลางการให้บริการทางวิชาการที่เป็นเลิศด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ในฐานะสถาบันอุดมศึกษามาตรฐานสากลในระดับภูมิภาค

ในโอกาสนี้ นายสัมพันธ์ เย็นสำราญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการฯ ตัวแทน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้ให้เกียรติเดินทาง มา เป็นประธานในพิธีและมอบหนังสือคำสั่งกระทรวงฯ พร้อมแสดงความชื่นชมและยินดีในการพัฒนาของมหาวิทยาลัยฯ ที่บริหารจัดการเป็นไปตาม พันธกิจอย่างครบถ้วน ผลิตบัณฑิตออกไปรับ ใช้สังคม และประเทศชาติอย่างมีคุณค่า และประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยภายในงาน ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก รองกรรมการบริหารบริษัทอรรถวิทย์รุ่งเรือง จำกัด ดร.ณัฐรัตน์ ประโยชน์อุดมกิจ อุปนายกสภามหาวิทยาลัย นายชนะ รุ่งแสง รวมทั้งคณะกรรมการสภาฯ อาทิ รศ.ดร.กุลภัทรา สิโรดม รศ.วิรัช สงวนวงศ์วาน รศ.ดร.ธัญญะ เกียรติวัฒน์ และนายธวัชชัย ไทยเขียว

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติ จาก เลขาธิการรัฐจากราชอาณาจักรกัมพูชา H.E. Neak Sambo รองผู้ว่าราชการจังหวัดตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายสุพจน์ ภูติเกียรติกำจร เหล่าคนดังในแวดวงเศรษฐกิจของประเทศที่เคยได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก อาทิ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปรีดี ดาวฉาย และผูัอำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ตลอดจนผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เช่น ดร.มัทนา สานติวัตร จาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และเครือข่ายจากอุตสาหกรรม ต่างๆ ร่วมแสดงความยินดี

มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก ตั้งอยู่ในพื้นที่บางนาซึ่งในอดีตเคยเป็นนาข้าว และที่ตั้งบางพลีตั้งอยู่ด้าน ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเทพมหานคร โดยถือกำเนิดบนพื้นฐานมั่นคง ซึ่งวางไว้ ในรูปแบบ ของโรงเรียนเอกชนสายสามัญ ที่เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถมและมัธยมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 จากความตั้งใจอันแน่วแน่ของสองผู้ก่อตั้ง นายเพิ่ม-นางละออง รุ่งเรือง ผู้มุ่งมั่นให้การศึกษา อบรม บ่มเพาะ และปลูกฝังความรู้คู่คุณธรรมในเยาวชน อันเป็นปณิธานที่สืบทอดโดยทายาทรุ่นต่อมาและได้พัฒนาต่อเนื่อง มีการเปิดสถาบันการศึกษาด้านวิชาชีพ ระดับ ปวช. ระดับ ปวส. เปิดหลักสูตรภาษา อังกฤษ และวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ จนกระทั่งต่อยอดสู่การเปิดวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอกเมื่อปี พศ.2542 เปิดทำการสอนใน 4 คณะในตอนแรก และในภายหลังเพิ่มเป็น 5 คณะ ได้แก่ คณะโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการบิน คณะบัญชีและวิทยาการจัดการ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะนิติศาสตร์ และคณะศิลปศาสตร์ โดยในปัจจุบัน เปิดบริการด้านการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยทุกหลักสูตรได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.southeast.ac.th และ Facebook : SBU Southeast Bangkok

มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอกมุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านวิชาการในเทคโนโลยีใหม่ๆ และให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษเพื่อให้บัณฑิตมีความรู้แตกฉาน จบการศึกษาไปด้วยศักยภาพ ที่เพียงพอ ในการประกอบอาชีพ มีสมรรถนะสากล (Globalization) มีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ คิดในเชิงวิพากย์และคิดได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถบริหาร จัดการ และพึ่งตนเองได้ ในขณะที่รักษาไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ อันจะส่งประโยชน์โดยรวมต่อสังคมและประเทศ * * * * * * * * *

รฟท. ขสมก. และกรุงไทย ผนึกกำลัง ผลักดัน “บัตรเหมาจ่าย” ชำระค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีแดง และรถโดยสาร ขสมก. ยกระดับคุณภาพบริการเดินทางระบบราง ระบบล้อแบบไร้รอยต่อ

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และธนาคารกรุงไทย
ร่วมผลักดัน “บัตรเหมาจ่าย” เพื่อชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง และรถโดยสาร ขสมก. ด้วยบัตรเดียว
ราคาเดียว 2,000 บาทต่อเดือน ยกระดับคุณภาพบริการ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า รฟท. เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคมในเชิงรุก ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเชื่อมโยงโครงข่ายกับระบบขนส่งมวลชนต่างๆ รวมถึง การนำเอาเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมาปรับใช้ในการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งการนำเทคโนโลยี EMV Contactless หรือ Europay MasterCard and VISA ที่เป็นระบบการชำระเงินที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางเลือกในการชำระค่าโดยสารในระบบคมนาคมตามมาตรฐานระดับสากล จากความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาบัตรเหมาจ่ายไปสู่ระบบตั๋วร่วมที่สมบูรณ์แบบ สามารถใช้สำหรับการเดินทางของประชาชนในภาคขนส่งให้สามารถเชื่อมต่อการเดินทางได้ในทุกระบบ ด้วยการใช้บัตรโดยสารหรือตั๋วร่วมเพียงหนึ่งใบ หรือสามารถนำไปซื้อสินค้า ชำระค่าบริการต่างๆ เชื่อมโยงทุกระบบการชำระเงินได้ภายในอนาคต

นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า ตามที่ได้รับนโยบายจากรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในการพัฒนาและบริหารจัดการระบบ
ตั๋วร่วม เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ขสมก. จึงได้บูรณาการร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และธนาคารกรุงไทย ในการพัฒนาบัตรโดยสารร่วม ที่สามารถใช้บริการ
ได้ทั้งรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. และรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่ออำนวยความสะดวก และลดภาระค่าใช้จ่าย
ในการเดินทางให้กับประชาชน ถือเป็นการนำร่องระบบตั๋วร่วม ระหว่างระบบล้อ และระบบราง เป็นครั้งแรก
ในประเทศไทย เพื่อสร้างความพึงพอใจและประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนในการสนับสนุนนโยบายตั๋วร่วมของกระทรวงคมนาคมในการสร้างภาพลักษณ์และความร่วมมือที่ดี เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน ได้ใช้บริการรถโดยสาร และรถไฟฟ้าผ่านบัตรร่วม ในราคาที่เป็นธรรม สอดคล้องและรองรับกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง บรรเทาความเดือดร้อนของผู้โดยสาร ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งบริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถรองรับผู้โดยสารทุกท่าน ด้วยความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ รวมถึงยังคงตระหนักและให้ความสำคัญกับความตรงต่อเวลา มีความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ และจะมุ่งมั่นดำเนินงานด้วยการเป็นผู้นำในการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากลต่อไป

นายกิตติพัฒน์ เพียรธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทย ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยตระหนักถึงความสำคัญของระบบคมนาคมขนส่งของประเทศที่เป็นกิจกรรมสำคัญทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงทุกวิถีการใช้ชีวิต นำมาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ธนาคารจึงได้วางยุทธศาสตร์โดยกำหนดให้การคมนาคมขนส่งเป็น 1 ใน 5 ระบบนิเวศหลัก (Ecosystems) ที่ธนาคารมุ่งเน้นในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาบริการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ประชาชน และในอนาคตมีแผนเชื่อมต่อไปยังระบบขนส่งมวลชนอื่น เพื่อการบูรณาการตั๋วร่วมอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
สำหรับการพัฒนาระบบชำระค่าโดยสารแบบบัตรเหมาจ่าย นั้นเป็นการเริ่มและทดลองใช้บริการผ่านระบบ EMV Contactless ซึ่งผู้โดยสารสามารถเดินทางโดยใช้บัตรเหมาจ่ายในการเดินทางระหว่างรถไฟฟ้าสายสีแดง และรถเมล์ ขสมก.ได้อย่างไม่มีขอบเขต โดยรถไฟฟ้าสายสีแดงสามารถนั่งได้ถึง 50 เที่ยวหรือ 30วัน ต่อเดือน เช่นเดียวกัน รถเมล์ ขสมก. ก็สามารถนั่งได้แบบไม่จำกัดตลอด 30 วัน โดยบัตรใบนี้มีมูลค่าต่อเดือน จำนวน 2,000 บาท ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีแดงมีผู้โดยสารกว่า 20,000คนต่อวัน และรถเมลล์ ขสมก. มีผู้โดยสารกว่า 7 แสนคนต่อวัน
สำหรับการพัฒนาระบบชำระค่าโดยสารแบบบัตรเหมาจ่ายนั้น ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก
การรถไฟแห่งประเทศไทยและองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ในการริเริ่มและทดลองใช้บริการผ่านระบบ EMV Contactless ซึ่งผู้โดยสารสามารถใช้บัตรเหมาจ่ายชำระค่าโดยสาร ในการเดินทางระหว่างรถไฟฟ้าสายสีแดง
และรถโดยสารของ ขสมก. ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยรถไฟฟ้าสายสีแดงสามารถใช้บริการได้ 50 เที่ยว
รถโดยสาร ขสมก. ใช้บริการได้ทุกเส้นทาง ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว ภายในระยะเวลา 30 วัน ซึ่งบัตรโดยสารดังกล่าว จำหน่ายในราคา 2,000 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียมออกบัตร)
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทยได้ร่วมกับ ผู้ให้บริการขนส่งมวลชน ทั้ง ทางด่วน รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รวมถึงรถโดยสาร เพื่อเป็นการพัฒนาโครงการระบบชำระค่าโดยสารให้ครอบคลุมในอนาคตต่อไป

รถไฟฟ้าสายสีแดง & รถเมล์ ความประหยัดขั้นสุด จะหยุดที่บัตรใบนี้ ใบเดียว…เร็วๆ นี้

บัตรเหมาจ่ายรถไฟฟ้าสายสีแดง X ขสมก. Transit Pass RED Line SRTET X BMTA

บัตรเดียวที่ช่วยให้การเดินทางทั้งรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถโดยสาร ขสมก. “สะดวก คุ้ม รวดเร็ว เติมง่าย จ่ายคล่อง”  Transit Pass RED Line SRTET X BMTA

ราคาบัตรเหมาจ่าย : 2,000 บาท

จำนวนวันสูงสุด: 30 วัน หรือ 50 เที่ยว

ค่าธรรมเนียมบัตร: 100 บาท

เริ่มจำหน่ายบัตรวันที่ 29 มีนาคม 2566

สถานที่จำหน่าย: ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง

เขตการเดินรถหรือตามที่ ขสมก. กำหนด

วิธีใช้บัตร

– บัตรโดยสารเหมาจ่าย 30 วัน หรือ 50 เที่ยว

– บัตรเหมาจ่าย 30 วัน เริ่มนับวันใช้งานวันแรก นับจากวันที่ลูกค้าใช้บัตรครั้งแรกในการชำระค่าโดยสารที่ ขสมก. หรือ รฟท.(อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน) และนับตั้งแต่วันที่แตะจ่ายบัตรครั้งแรก เช่น เริ่มใช้บัตรวันที่ 1 ก.ค. 2566 บัตรจะหมดอายุวันที่ 30 ก.ค. 2566 (T+29)

– บัตรเหมาจ่าย 30 วัน ใช้ชำระค่าโดยสารให้ ขสมก. และ รฟท.(สายสีแดง) เท่านั้น ไม่สามารถถอนเงิน และโอนเงินได้

– ตรวจสอบวันหมดอายุ และการใช้งานล่าสุดที่จุดบริการ ขสมก. และ รฟท. ผ่านเครื่อง EDC หรือช่องทางธนาคารอื่น ๆ ในอนาคต

– บัตรหาย เงินหาย ลูกค้าต้องซื้อบัตรใหม่เท่านั้น (กรณีไม่มีการ Dip Chip บัตรประชาชน)

– กรณีเติมเงินแล้ว ไม่สามารถขอคืนเป็นเงินสดได้

– บัตรเหมาจ่าย 30 วัน สามารถเติมล่วงหน้าได้ 1 เดือน ก่อนสิทธิ์ในการเดินทางจะหมด เท่านั้น

กรณี เงื่อนไขการคืนบัตร ภายใน 7 วัน

เมื่อซื้อบัตรแล้วใช้งานไม่ได้ ผู้โดยสารสามารถขอเปลี่ยนบัตรใหม่ได้ ภายใน 7 วัน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม นับตั้งวันที่ซื้อบัตรโดยสาร

พบปัญหาการใช้บัตร แนะนำบริการ หรือสอบถามเส้นทาง

Call Center : รฟท. I รฟฟท. 1690

Call Center : ขสมก. 1348

มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“ปลัดพาณิชย์”สำรวจด่านบกโม่ฮาน ด่านรถไฟโม่ฮาน เปิดทางสะดวกผลไม้ไทย

“ปลัดพาณิชย์”นำทีมลุยสำรวจด่านบกโม่ฮาน และด่านรถไฟโม่ฮาน พบหารือผู้บริหารด่านศุลกากร ขอช่วยอำนวยความสะดวกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน พร้อมตรวจสอบพื้นที่ลานตรวจสอบจำเพาะของสินค้าผลไม้ หวังใช้เป็นทางสะดวกส่งผลไม้ไทยเข้าจีน

นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปสำรวจด่านโม่ฮาน และด่านรถไฟโม่ฮาน และได้พบหารือกับผู้บริหารด่านศุลกากร เพื่อขอให้ช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งออกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน รองรับฤดูกาลผลิตผลไม้ไทยปี 2566 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด และยังได้ตรวจสอบพื้นที่ลานตรวจสอบจำเพาะของสินค้าผลไม้ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการขนส่งในฤดูผลไม้ของไทยผ่านด่านสำคัญของจีน

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า ตั้งแต่มีการเปิดใช้งานลานตรวจจำเพาะสินค้าผลไม้เมื่อปลายปี 2565 จนถึงวันที่ 14 มีนาคม 2566 มีการขนส่งผลไม้โดยผ่านเส้นทางรถไฟลาว-จีนทั้งสิ้น 22 ล็อต 157 ตู้ ปริมาณรวม 3,675 ตัน ผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน 4 ตู้ ลำไย 90 ตู้ กล้วย 53 ตู้ และผลไม้อื่นๆ (ส้มโอ มะพร้าวและมะม่วง) 10 ตู้ โดยคาดว่าในช่วงฤดูกาลผลไม้ที่จะถึงนี้ จะมีปริมาณผลไม้ไทยผ่านเส้นทางนี้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับด่านทางบกโม่ฮาน เป็นด่านรถบรรทุก เดิมการจราจรเข้า-ออก ค่อนข้างหนาแน่นจากการเดินรถช่องทางดียว โดยในช่วงฤดูกาลผลไม้จะมีรถเข้าออกด่านประมาณ 500 คัน/วัน และเจ้าหน้าที่จะต้องทำงานล่วงเวลาถึง 20.00-21.00 น. แต่ปัจจุบันจีนเปิดช่องทางเดินรถเพิ่ม (เข้า-ออก คนละช่องทาง) ส่งผลให้การระบายรถขนส่งสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับปัจจุบันทางการจีนได้ยกเลิกมาตรการ Zero Covid โดยไม่ตรวจกรดนิวคลีอิกทั้งคนขับรถและสินค้าแล้ว

ส่วนด่านรถไฟโม่ฮาน สามารถนำเข้าผลไม้ด้วยตู้ Cold chain ได้ โดยมีเที่ยวรถไฟลาว-จีนขนส่งสินค้าเข้าจีน 7 ขบวน/วัน (Cold chain และ Non Cold chain) และลานตรวจจำเพาะสินค้า มีช่องตรวจสินค้าผลไม้ ธัญพืช และสัตว์น้ำแช่เย็น รวมทั้งสิ้น 26 ช่องตรวจ แบ่งเป็นช่องตรวจจำเพาะสินค้าผลไม้ 15 ช่องตรวจ ธัญพืช 7 ช่องตรวจ และสัตว์น้ำแช่เย็น 4 ช่องตรวจ ปัจจุบันเปิดใช้งานเฉพาะลานตรวจสินค้าผลไม้ ขณะที่ลานตรวจสินค้าธัญพืชและสัตว์น้ำแช่เย็น หน่วยงาน GACC ของจีนได้เข้ามาทำการตรวจรับการก่อสร้างแล้ว และคาดว่าจะประกาศให้ลานดังกล่าวสามารถนำเข้าสินค้าเฉพาะที่เกี่ยวข้องได้ในเร็วๆนี้

ทางด้านการเดินทางโดยรถไฟลาว-จีน ปัจจุบัน ผู้โดยสารจากลาวจะต้องผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ณ ด่านบ่อเต็น (สปป. ลาว) ก่อนผ่านเขตกั้นชายแดนลาว – จีน ซึ่งมีระยะทางประมาณ 200 เมตร เพื่อผ่านด่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองทางบกโม่ฮาน (จีน) อีกครั้ง แล้วจึงเดินทางจากด่านไปสถานีรถไฟโม่ฮาน (ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร) ซึ่งมีความยุ่งยากและใช้เวลามากในการเดินทาง ซึ่งหน่วยงานจีนมีแผนที่จะเปิดให้ผู้โดยสารเดินทางด้วยรถไฟลาว-จีนได้โดยตรง คาดว่าพร้อมเปิดให้บริการในช่วงเดือนเมษายน 2566 นี้


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
29 มีนาคม 66

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น