“ปลัดพาณิชย์” สำรวจสินค้าไทยในเวียดนาม พบสินค้าไทยสุดฮอต โดนใจผู้บริโภค

“ปลัดพาณิชย์”นำคณะผู้บริหารเดินทางสำรวจตลาดสินค้าไทยในช่วงการจัดงาน Taste of Thailand ณ ห้างค้าปลีก MM Mega Market นครโฮจิมินห์ เวียดนาม พบสินค้าไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดนใจผู้บริโภคชาวเวียดนาม เผยช่วงการจัดงาน เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว และมะขามหวาน จากไทย สุดฮอต ยอดขายเพิ่ม นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และสภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เดินทางมาเยี่ยมชมเทศกาลสินค้าไทย Taste of Thailand ณ ห้าง MM Mega Market (Vietnam) ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ สาขา An Phu ในนครโฮจิมินห์ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-26 เมษายน 2566 เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม โดยพบว่ามีสินค้าไทยเข้ามาวางจำหน่ายในห้างรวมกว่า 2,400 หน่วยสินค้า (SKU) และสินค้าไทยได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก สำหรับการจัดงาน Taste of Thailand ในครั้งนี้ ได้มีการจัดพื้นที่จัดกิจกรรมโปรโมตสินค้าไทย จัดกิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารไทยโดยใช้เครื่องปรุงอาหารที่นำเข้าจากไทย เพื่อตอบรับกับกระแสความนิยมสินค้าอาหารไทยของผู้บริโภคเวียดนาม โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ได้ร่วมมือกับห้าง MM Mega Market Vietnam ในการนำเข้าสินค้าไทย ที่มีศักยภาพในตลาดเวียดนาม อาทิ เครื่องปรุงรสอาหารไทย เครื่องดื่ม ขนมคบเคี้ยว และผลไม้ไทย โดยเฉพาะ มะขามหวาน เข้ามาวางจำหน่ายภายในห้างในช่วงการจัดงาน เพื่อผลักดันสินค้าไทยใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคเวียดนาม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ห้าง MM Mega Market (Vietnam) เป็นห้างค้าปลีกและค้าส่งใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ครอบคลุมพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ของเวียดนาม รวม 21 สาขา โดยมีสาขาในนครโฮจิมินห์จำนวน 4 สาขา โดยห้าง MM Mega Market เป็นแหล่งกระจายสินค้าไทยที่สำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่รองรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และแคเทอริ่ง (HORECA) ในปี 2565 ที่ผ่านมา สถิติจากกรมศุลกากรเวียดนาม พบว่า เวียดนามนำเข้าสินค้าอาหารและขนมขบเคี้ยว คิดเป็นมูลค่า 167.53 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากปี 2564 ซึ่งมีมูลค่า 141.31 ล้านเหรียญสหรัฐ


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
29 เมษายน 2566

“ปลัดพาณิชย์”เป็นสักขีพยานเซ็น MOU ซื้อขายและจัดจำหน่ายไวน์เขาใหญ่ไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม

“ปลัดพาณิชย์”เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 3 ฝ่าย นำเข้าและจัดจำหน่ายไวน์ GranMonte เขาใหญ่ ที่เป็นสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม มั่นใจช่วยเปิดตลาดไวน์ไทย และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นแน่ พร้อมมอบทูตพาณิชย์หาทางผลักดันสินค้า.GI.ไทยรายการอื่นๆเข้าสู่ตลาดเวียดนามเพิ่มขึ้น

นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และและดร.ชัยชาญ
เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เยือนนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 3 ฝ่าย เพื่อนำเข้าและจัดจำหน่ายไวน์ที่ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI ) จากเขาใหญ่ประเทศไทย ซึ่งพิธีลงนามประกอบด้วย ผู้แทนบริษัท กราน-มอนเต้ จำกัด ผู้ผลิตไวน์ GranMonte เขาใหญ่ ประเทศไทย ผู้แทนบริษัท Phu & Em Trading Service ผู้นำเข้าสินค้าเครื่องดื่มรายใหญ่ในเวียดนาม และผู้แทนบริษัท Central Retail Vietnam ห้างค้าปลีก Tops Market รายใหญ่
ในเวียดนาม ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้าง Tops Market สาขา Thoa dien นครโฮจิมินห์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา
โดยการลงนาม MOU ในครั้งนี้ จะมีมูลค่าสั่งซื้อทันทีล็อตแรก จำนวน 3,000 ขวด มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท และคาดว่าใน 1 ปี จะมีมูลค่าสั่งซื้อไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันสินค้าไวน์ GranMonte เขาใหญ่เข้าสู่ตลาดเวียดนาม โดยมั่นใจว่าการร่วมมือผลักดันสินค้าไวน์ GI คุณภาพดีจากไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม จะเป็นการช่วยเปิดตลาดไวน์ไทยในเวียดนาม และไวน์ไทยจะได้รับความนิยมในเวียดนามเพิ่มขึ้น และยังได้ใช้โอกาสนี้ มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ หาช่องทางผลักดันสินค้า GI รายการอื่นๆของไทย เข้าสู่ตลาดเวียดนามรวมทั้งผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยในเวียดนามเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับไวน์ GranMonte เขาใหญ่ เป็นไวน์ที่มีจุดเด่น เนื่องจากผลิตไร่องุ่นไวน์กรานมอนเต้ มีชัยภูมิที่ดี
มีที่ตั้งอยู่ในหุบเขา ลักษณะดินเป็นชุดดินวังสะพุง ประกอบด้วยหินดินดาน หินชนวน และหินอื่น ๆ ที่ทับถมมาเป็นเวลากว่า 290 ล้านปี สภาพพื้นดินยังมีคุณสมบัติระบายน้ำดี และมีแร่ธาตุเหมาะสมกับการเติบโตของต้นองุ่น และยังเป็นไวน์ที่ได้รับคัดสรรให้ใช้ในงานเลี้ยงในโอกาสประชุมสุดยอดผู้นำด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค 2022 (APEC 2022) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ทั้งนี้ การผลักดันไวน์ GranMonte เขาใหญ่ ซึ่งเป็นสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนามดังกล่าว
ยังสอดคล้องกับนโยบายการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นผลักดันสินค้าท้องถิ่นในโครงการ Local+ ประกอบด้วย 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ สินค้า BCG ที่มุ่งเน้นการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ สินค้าออร์แกนิก สินค้าอัตลักษณ์ ที่ต้องการรักษาภูมิปัญญา
ความเฉพาะถิ่น คุณค่าทางวัฒนธรรม และสินค้านวัตกรรม ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในการผลิต
ให้มีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
เมษายน 2566

“ปลัดพาณิชย์”สำรวจด่านสากลหูหงิ และด่านรถไฟด่งดังเปิดทางสะดวกผลไม้ไทยเข้าสู่จีน

“ปลัดพาณิชย์”นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจเส้นทางการขนส่งผลไม้ที่ด่านสากลหูหงิ และด่านรถไฟด่งดัง จังหวัดลางเซิน กรุงฮานอย เพื่อติดตามสถานการณ์ และขอความร่วมมือด่านช่วยอำนวยความสะดวกการขนส่งผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีน เพื่อรองรับฤดูกาลผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด

นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 24 เมษายน 2566 ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปสำรวจสถานการณ์การขนส่งผลไม้ เส้นทางการขนส่งผลไม้ ขั้นตอนการขนส่งผลไม้
ผ่านด่าน จุดขนถ่ายสินค้า ที่ด่านสากลหูหงิ และด่านรถไฟด่งดัง จังหวัดลางเซิน กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับผู้บริหารของด่านโดยได้ขอความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกในการขนส่ง และการส่งออกผลไม้ของไทยผ่านด่านเข้าสู่ตลาดจีน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับฤดูการผลิตผลไม้ของไทยที่กำลังออกสู่ตลาด

สำหรับด่านหูหงิ เป็นด่านสำคัญที่รถขนส่งผลไม้จากไทยจะมาใช้บริการก่อนที่จะเข้าสู่ด่านโหย่วอี้กว่าน
ของจีน โดยได้ติดตามสถานการณ์การขนส่งว่ามีปัญหาติดขัดที่หน้าด่านหรือไม่ เพราะใกล้จะเป็นช่วงฤดูผลไม้ของไทย และต้องใช้เส้นทางนี้ในการขนส่งสินค้าส่งออกผ่านไปจีน แต่เท่าที่ตรวจสอบการขนส่งเป็นปกติ ไม่ติดขัดเหมือนช่วงที่จีนมีการคุมเข้มโควิด-19

ส่วนด่านรถไฟด่งดัง เป็นด่านที่เชื่อมต่อไปยังด่านรถไฟผิงเสียงของจีน ห่างจากฮานอยประมาณ 171 กิโลเมตร และห่างจากด่านสากลหูหงิ ประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งไทยจะใช้ด่านนี้เป็นด่านสำหรับส่งออกผลไม้ของไทยเข้าสู่ตลาดจีน ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนโดยในแต่ละวันจะมีรถไฟ 5 ขบวนที่ส่งออกไปจีน และมี
5 ขบวนที่เข้ามาจากจีน และในช่วงฤดูผลไม้ไทยในปี 2565 ที่ผ่านมา มีสินค้าทุเรียนไทยผ่านด่านรถไฟด่งดังไปจีน ประมาณ 10-20 ตู้ต่อวัน
“ได้กำชับให้ทูตพาณิชย์ของไทย ที่ประจำอยู่ที่กรุงฮานอย ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ประสานหน่วยงานของเวียดนามอำนวยความสะดวกให้กับผลไม้ไทยเวลาผ่านด่านชายแดนเวียดนามไปยังจีน และให้ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน รวมถึงการปิด-เปิดด่านอย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนผู้ประกอบการถึงสถานการณ์
หน้าด่านให้ประสานงานกับด่านศุลกากรเวียดนาม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไทย หากมีปัญหา
ก็ให้รีบหารือกับผู้บริหารด่านของเวียดนาม เพื่อแก้ไขในทันที เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผลไม้ไทย”นายกีรติกล่าว

ทั้งนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด่านชายแดน กระทรวงฯ ยังได้หารือกับนายโฮ่ เตี๊ยน เถียวะ ประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดลางเซิน ณ สำนักงานคณะกรรมการจังหวัดลางเซิน เพื่อหาลู่ทางในการขยายความร่วมมือทางด้านการค้า การลงทุน ระหว่างไทยกับเวียดนามด้วย สำหรับกำหนดการวันที่ 25-26 เมษายน 2566 คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้นัดหารือนายนิกรเดช

พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า ของเวียดนามตอนเหนือ และติดตามโอกาสที่จะขยายการค้า การลงทุน ให้กับผู้ประกอบการของไทย และเดินทางต่อไปยังนครโฮจิมินห์
เพื่อสำรวจตลาดการค้าสินค้าไทย ที่ห้าง Tops Market สาขา Thao Dien นครโฮจิมินห์ เข้าร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อนำเข้าและจัดจำหน่ายไวน์เขาใหญ่ ซึ่งเป็นไวน์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และมอบประกาศนียบัตรร้านอาหาร Thai Select Signature ให้กับร้านอำแดงไต้ฝุ่น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…เมษายน 2566

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 สะท้อนความเชื่อมั่นการให้บริการ และมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทำการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูล และเข้าถึงความต้องการของผู้ใช้บริการ สำหรับนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกสถานี โดยได้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยเชิงสำรวจ มาเป็นผู้ออกแบบและลงพื้นที่สำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการในครั้งนี้

โดยผลปรากฏว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจด้านการให้บริการ 4.48 , ด้านความปลอดภัย 4.43 , ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.30 , ด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูล 4.38 , ด้านคุณภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีและภายในขบวนรถ 4.40 และด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.25 ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นอย่างมาก

การที่ผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆ อยู่ในระดับพึงพอใจมากนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมากยิ่งขึ้น และในปัจจุบันยังมีจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละวันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทฯ ได้ดำเนินนโยบาย และมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับการให้บริการ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะมาตรฐานการให้บริการที่บริษัทฯ ยึดถือปฏิบัติมาตลอด จากการผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 ขอบเขตการปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า ความปลอดภัย และวิศวกรรมซ่อมบำรุง จากหน่วยรับรอง Bureau Veritas (BV) ซึ่งบริษัทฯ ขอให้คำมั่นว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และมีความปลอดภัยสูงสุด เมื่อใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

DITP ร่วมกับ บพข. ผลักดันผู้ประกอบการไทยจับมือนักวิจัยต่อยอดงานวิจัยด้วยนวัตกรรม BCG ตอบโจทย์ความต้องการตลาดโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดโครงการ Smart Value Creation 2023 ผสานองค์ความรู้เชิงลึก ผนึกกำลังผ่านการต่อยอดงานวิจัยด้วยนวัตกรรม สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และยกระดับธุรกิจให้เติบโตในตลาดโลก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า โครงการส่งเสริมและต่อยอดนวัตกรรมสู่การค้าระหว่างประเทศ ปี 2566 หรือ Smart Value Creation 2023 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “นำวัสดุชีวภาพจากธรรมชาติ เสริมศักยภาพด้วยนวัตกรรม BCG” เป็นหนึ่งในโครงการที่กรมฯ ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมการใช้วัสดุชีวภาพจากธรรมชาติ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. ร่วมกันพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยการเป็นสะพานเชื่อมโยงให้พบกับนักวิจัยโดยตรง ในการให้คำปรึกษา เจรจาจับคู่ และพัฒนาโครงการร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าไทยด้วยนวัตกรรม

นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กล่าวว่า โครงการ Smart Value Creation จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 และในปีนี้ได้ร่วมกับ บพข. ในการสนับสนุนทุนวิจัยสำหรับโครงการที่มีศักยภาพและความเป็นไปได้ทางการตลาดที่ชัดเจน โดยกิจกรรมในวันนี้ ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ กิจกรรมสัมมนาเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม BCG และ กิจกรรมเจรจาจับคู่ให้คำปรึกษาในการพัฒนาสินค้า/ผลิตภัณฑ์ ระหว่างผู้ประกอบการกับนักวิจัย ซึ่งกิจกรรมสัมมนา (ช่วงเช้า) กรมฯ ได้รับเกียรติจากผู้บริหารองค์กรหน่วยงานพันธมิตร บพข. ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (Vgreen) สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ที่มาร่วมบรรยายให้ความรู้และคำแนะนำแนวทางในการพัฒนาธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ BCG Economy
ส่วนกิจกรรมในช่วงบ่ายนั้น เป็นกิจกรรมให้คำปรึกษาในการพัฒนาสินค้า/ผลิตภัณฑ์ โดยกรมฯ ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการใน 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ (1) กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (2) กลุ่มการพิมพ์และสิ่งพิมพ์ (3) กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (4) กลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน (5) กลุ่มยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา และ (6) ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมเจรจาจับคู่กับนักวิจัย ทั้งหมด 33 บริษัท 43 คู่
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้คำปรึกษาในรูปแบบคลินิก สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้ลงทะเบียนมา สามารถเข้ารับคำปรึกษาเบื้องต้นจาก นักวิจัย บพข. ได้

ทางด้าน ศาสตราจารย์ ดร.อาภาณี เหลืองนฤมิตชัย ประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการมีส่วนร่วมของ บพข. ที่มีต่อกิจกรรมนี้ว่า บพข. ได้มีส่วนร่วมทั้งในเรื่องของการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในหัวข้อ “นวัตกรรมไทยสู่สังคม BCG กับเส้นทางต่อยอดจาก บพข.” อีกทั้งยังจัดหานักวิจัยผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้คำปรึกษาในการพัฒนาสินค้า/ผลิตภัณฑ์ และบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ ใน 6 กลุ่มสินค้า ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการของสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับเครือข่ายภาคีวิจัยของ บพข. ให้มีการจับคู่พัฒนานวัตกรรมไปพร้อมกับการเข้าสู่ตลาด และการขอสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. ซึ่งงานวิจัยจะช่วยทำให้เพิ่มจำนวนสินค้าไทยที่มีนวัตกรรม มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมนวัตกรรมวัสดุชีวภาพจากธรรมชาติ นำนวัตกรรมมาใช้ต่อยอดในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ
ผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการ Smart Value Creation คุณมัธยม อ่อนจันทร์ ผู้จัดการห้างหุ้นส่วน ชาญชัย ไลนิ่ง อินเตอร์พลาส ผู้ผลิตและออกแบบเสื้อผ้า แบรนด์ Mathtara กล่าวว่า กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาด และผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม และปัญหาของบริษัท ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ค่าแรงสูงขึ้น จึงต้องพึ่งนักวิจัยที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือลดต้นทุนในการผลิต และเมื่อผู้ประกอบการ ได้พบนักวิจัย จะทำให้งานหรือสินค้าพัฒนาได้ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว
ส่วนคุณทรงวุฒิ ทองทั่ว Creative Director บริษัท บางกอกแอพพาเรล จำกัด แบรนด์แฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน กล่าวว่า แบรนด์สนใจเรื่องความยั่งยืน และเล็งเห็นถึงประโยชน์งานวิจัยของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ได้ทำการทดลองนวัตกรรมต่างๆ จนสำเร็จแล้ว มาต่อยอดกับเศษวัสดุของทางบริษัทเพื่อให้สามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สู่ท้องตลาด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จากนวัตกรรม
ทางด้านคุณเด่นดวง เกตุปัญญา Creative Design Director บริษัท ธงริ้ว จำกัด แบรนด์พัสตราสานน์ ผลิตและจำหน่ายกระเป๋าผ้าไทยทอมือ กล่าวว่า บริษัทสนใจนำวิทยาศาสตร์และงานวิจัยของนักวิจัยไทยเข้ามาช่วยปรับปรุงด้านวัตถุดิบสินค้าที่นำไปใช้แล้วไม่เกิดความคงทนแข็งแรง ซึ่งผลที่ได้คุณภาพสินค้าถูกยกระดับขึ้น เกิดความเชื่อมั่นทั้งผู้ประกอบการและต่อลูกค้า และช่วยขยาย Segment ใหม่ๆ ของตลาดให้กว้างขึ้น และสิ่งสำคัญงานวิจัยที่ปรังปรุงมีมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ

โครงการ Smart Value Creation 2023 ยังมีกิจกรรมสำคัญต่อเนื่องอีกในวันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2566 ได้แก่กิจกรรมอบรมบ่มเพาะพัฒนาข้อเสนอโครงการ ด้านแนวทางการพัฒนาข้อเสนอโครงการ และโมเดลในการทำธุรกิจจากเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อใช้สำหรับขอสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. ต่อไป ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดเพิ่มเติมให้สำหรับผู้ประกอบการและนักวิจัยที่จับคู่สำเร็จ

ในปีนี้ กรมฯ มีแผนต่อยอดผู้ประกอบการที่สนใจและมีการดำเนินการภายใต้แนวคิด BCG Economy Model เข้าร่วมเป็นฮีโร่ BCG (BCG Heroes) สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th สายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 และสนใจทุนวิจัยและสร้างนวัตกรรม ติดต่อสำนักประสานงานแผนงานกลุ่มพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) http://www.pmuc.or.th หรือ Line @energypmuc


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
21 เมษายน 2566

“พาณิชย์-DITP”หนุนส่งออก“สมุนไพรทำจากไพล”เจาะตลาดเกาหลีใต้

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าส่งออก “สมุนไพรทำจากไพล” ขายเกาหลีใต้ เผยมีโอกาสทั้งยาหม่องไพล น้ำมันหอมระเหยจากไพล และยาน้ำมันผสมไพล เผยมีแผนกระตุ้นการรู้จัก ผ่านการนำไปใช้ในร้านนวดแผนไทย ร้านสปาไทย นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า จากการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวชนัญญา

พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ ถึงโอกาสในการขยาย
การส่งออกสินค้าสมุนไพรไทยในตลาดเกาหลีใต้ โดยเฉพาะสินค้าสมุนไพรที่ทำจากไพล โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าปัจจุบันผู้บริโภคชาวเกาหลีใต้ ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลร่างกาย

ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและยารักษาโรคที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรจะเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์จากโสม เครื่องดื่มสกัดจากสมุนไพร และชาสมุนไพร เป็นต้น สำหรับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย ที่เป็นที่รู้จักในเกาหลี ส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และมักจะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทการดูแลร่างกาย มากกว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือยารักษาโรค เนื่องจาก

ชาวเกาหลีจะคุ้นเคยกับอาหารเสริมจากสมุนไพรของเกาหลีเองมากกว่า ซึ่งผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยดังกล่าว อาทิ ยาสีฟัน ยาหม่องน้ำมันหอมระเหย และยาดม เป็นต้น แต่ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย ไม่สามารถพบได้ทั่วไป
ตามร้านค้าในประเทศเกาหลี ส่วนมากจะเป็นการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ หรือร้านจำหน่ายสินค้าเฉพาะ
อาทิ ร้านขายสินค้าจากสมุนไพร หรือร้านขายสินค้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย จะยังไม่แพร่หลาย แต่ก็พบว่ามีโอกาสในหลายสินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่มีจุดเด่นในเรื่องของกลิ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสึกหอมสดชื่น ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะและอาการเหนื่อยล้า ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายที่ผู้ผลิตสินค้าจากสมุนไพรไทยควรให้ความสำคัญ

หากต้องการตีตลาดในประเทศเกาหลี เช่น สินค้าจากไพล จำพวกยาหม่องไพล น้ำมันหอมระเหยจากไพล และ
ยาน้ำมันผสมไพล ที่มีโอกาสในการทำตลาดสูง ซึ่งกรมฯ มีแผนที่จะผลักดันให้ร้านสปาและร้านนวดไทยในเกาหลี
นำผลิตภัณฑ์ไพลไปใช้ในการให้บริการลูกค้า ซึ่งสามารถช่วยให้สินค้าจากไพลเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าชาวเกาหลีที่ชื่นชอบสปาและการนวดไทย และจะส่งผลให้มีความต้องการสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อการส่งออกที่
จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…เมษายน 2566

“พาณิชย์-DITP”เผย“อาหารสัตว์เลี้ยง”มีโอกาสส่งออกฟิลิปปินส์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย“อาหารสัตว์เลี้ยง”มีโอกาสขยายตลาดส่งออกฟิลิปปินส์ หลังชาวฟิลิปปินส์นิยมเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น แนะคุมเข้มคุณภาพ มาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดึงดูด และร่วมมือกับ

คู่ค้าในการทำตลาดต่อเนื่อง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และสร้างการจดจำ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า จากการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่างๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวจันทนา โชติมุณี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ถึงโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแนวโน้มการเติบโตของประชากรที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น โดยมีข้อมูลยืนยันจากการสำรวจของบริษัทราคูเท็น (Rakuten) ที่พบว่าใน

ปี 2564 อัตราการเป็นเจ้าของสุนัขของฟิลิปปินส์สูงที่สุดในเอเชียที่ร้อยละ 67 และอัตราความเป็นเจ้าของแมวสูงเป็นอันดับ 2 ที่ร้อยละ 43 ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ยังได้รายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า Global.Agricultural.Information.Network

ของหน่วยงาน Foreign Agricultural Service (FAS) ภายใต้กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้ระบุความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยง ของฟิลิปปินส์ ในปี 2566 คาดว่าจะมีมูลค่า 434 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เนื่องจากจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นและเทรนด์การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้านที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงและยอดจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ตามรายงานของ USDA-FAS ยังได้คาดการณ์การเติบโตของอาหารสัตว์เลี้ยงในแต่ละหมวดหมู่ว่าในปี 2566 ตลาดอาหารสุนัขแบบแห้ง (Dry Dog Food) จะเติบโตร้อยละ 9 และอาหารแมวแบบเปียก (Wet Cat Food) จะเติบโตร้อยละ 13 ในขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับนก ปลา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ขนาดเล็ก จะมีการเติบโตเพียงเล็กน้อย โดยตลาดผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ดังกล่าว มีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 4 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีมาตั้งแต่ปี 2560 และ USDA-FAS ยังระบุเพิ่มเติมว่าฟิลิปปินส์เป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับ 9 สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขและแมวของสหรัฐฯ และยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรใหญ่เป็นอันดับ 7
ของสหรัฐฯ โดยในปี 2564 พบว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขและแมวไปยังฟิลิปปินส์มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2566 โดยส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขและแมวนำเข้าของฟิลิปปินส์
จะนำเข้าจากประเทศไทย สหรัฐฯ และยุโรปเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ข้อมูลของ USDA–FAS ยังระบุด้วยว่า แม้ในช่วงที่ผ่านมา จะมีจำนวนผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในท้องถิ่นจำนวนมากขึ้น แต่เจ้าของสัตว์เลี้ยงพันธุ์แท้ในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ยังคงนิยมชื่นชอบอาหารสัตว์เลี้ยงนำเข้ามากกว่าและยังพบว่าแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงนำเข้า มีการเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ รวมถึงเครือข่ายร้านจำหน่ายสัตว์เลี้ยง ซึ่งช่วยนำเสนอโอกาสในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงนำเข้าใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง นายภูสิต กล่าวว่า จากค่าความนิยมการเลี้ยงสัตว์ที่เติบโตขึ้นในฟิลิปปินส์ ได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์มีกำลังการซื้อสัตว์มาเลี้ยงมากขึ้น และชาวฟิลิปปินส์ยังมีวัฒนธรรมและมุมมองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัว และในช่วงโควิด-19

ที่ผ่านมา ชาวฟิลิปปินส์ได้หันมาเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นเพราะต้องการมีสัตว์เลี้ยงเพื่อคลายความเหงา และสร้างกิจกรรมขณะอยู่บ้าน ทำให้จำนวนการเลี้ยงสัตว์ในฟิลิปปินส์เติบโต และตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงก็เติบโตตามไปด้วย และ
ยังพบว่าพฤติกรรมเจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวฟิลิปปินส์ นิยมเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงนำเข้ามากกว่าอาหารสัตว์ในเลี้ยงท้องถิ่น เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า ทำให้ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพและเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย “ปัจจุบันอาหารสัตว์ของไทย ได้รับความนิยมในลำดับต้น ๆ เพราะได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน โดยในปี 2565 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงไปยังฟิลิปปินส์มูลค่า 4,238.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.19 และคาดว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในปี 2566 ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรใช้กลยุทธ์ผสมผสาน

ทั้งการกำหนดราคาที่แข่งขันได้และการสร้างแบรนด์ โดยอาจร่วมกับคู่ค้าในฟิลิปปินส์จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความตระหนักรู้ในแบรนด์สินค้าให้เป็นที่จดจำ และต้องรักษาคุณภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ ตรงตามที่ผู้บริโภคต้องการ จะทำให้สินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น และเป็นที่ต้องการมากขึ้น”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…เมษายน 2566

“พาณิชย์-DITP”แนะผู้ประกอบการศึกษาเทรนด์ตลาดของเล่นสหรัฐฯปี 66 ก่อนวางแผนผลิตส่งออก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยเทรนด์ตลาดของเล่นสหรัฐฯ ปี 66 สินค้าที่สร้างจาก

ตัวละครในหนังและทีวี ของเล่นคลาสสิกรุ่นพ่อแม่ สินค้าที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมและรีไซเคิลได้ ได้รับความนิยมสูง
ชี้ชาวอเมริกันยังนิยมสมัครสมาชิกรับของเล่นต่อเนื่อง ทั้งรายเดือน รายปี นิยมกล่องของเล่นสุ่ม ของเล่นที่นำเทคโนโลยีมาใช้ และของเล่นที่เสริมทักษะให้ลูกแนะผู้ประกอบการไทยศึกษาวางแผนผลิตและส่งออก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า จากการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่างๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวเกษสุรีย์
วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ถึงเทรนด์ตลาดของเล่นในสหรัฐฯ ปี 2566 เพื่อแจ้งถึงผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าของเล่นของไทย ที่จะได้ศึกษาแนวโน้มและทิศทางของเล่นในตลาดสหรัฐฯ และนำมาปรับใช้ในการวางแผนการผลิตและส่งออกสินค้าของเล่นไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
ได้ต่อไป

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า บริษัทวิจัยการตลาด The NPD Group มีการคาดการณ์ว่าการจำหน่ายสินค้าของเล่นและเกมส์ของสหรัฐฯ ในปี 2566 น่าจะมีการเติบโตขึ้นถึง 31,260 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปี 2564 ที่มีมูลค่า 29,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าช่วงปี 2566-2570 จะมีการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4.51 ต่อปี ทำให้ตลาดของเล่นในสหรัฐฯ ยังคงมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับเทรนด์ของเล่นที่น่าสนใจและมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคสหรัฐฯ ในปี 2566 ได้แก่ อิทธิพลของภาพยนตร์และรายการทีวี โดยของเล่นที่สร้างจากตัวละครในภาพยนตร์และทีวีมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 แต่ของเล่นที่ไม่อิงกับภาพยนตร์และทีวีเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ความต้องการสินค้าของเล่นคลาสสิก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อแม่สู่ลูก โดยต้องการชดเชยความสูญเสียบางส่วนในตอนที่เป็นเด็ก หาของเล่นในยุคตนเองมาแนะนำให้กับลูก เช่น รถบรรทุก ตุ๊กตาหมี และผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับของเล่นที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หากใช้พลาสติกที่รีไซเคิลได้หรือวัสดุชีวภาพก็จะได้รับความนิยม นอกจากนี้ ชาวอเมริกันยังให้ความนิยมในการสมัครสมาชิกเพื่อรับของเล่นอย่างต่อเนื่อง มีรูปแบบ

ทั้งรายเดือน รายปี นิยมการเปิดกล่องสุ่มที่ช่วยสร้างประสบการณ์ตื่นเต้น เพราะไม่รู้ว่าสินค้าที่ส่งมาคืออะไร
นำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาช่วยดึงดูดผู้บริโภค เช่น การตั้งโปรแกรมให้สร้างเกม เล่าเรื่องราว ผ่านแอปพลิเคชัน
มีระบบจดจำใบหน้า สิ่งของ และสนทนาได้ ผสมผสานเทคโนโลยีกับการเรียนรู้ และผู้ปกครองนิยมหาของเล่นที่เสริมทักษะให้ลูกมากขึ้น “จากแนวโน้มและทิศทางความต้องการของเล่นในตลาดสหรัฐฯ ดังกล่าว ผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทยต้องศึกษา และนำมาปรับใช้ในการวางแผนการผลิต การออกแบบ และส่งออกสินค้าของเล่นของไทยไปตลาดสหรัฐฯ เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้น และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมของเล่นในสหรัฐฯ หากทำได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปสหรัฐฯ ได้เพิ่มมากขึ้น”นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…เมษายน 2566

“พาณิชย์-DITP”ชี้เป้าส่งออก “ชาไทยไม่ใส่นม” เจาะตลาดผู้บริโภครักสุขภาพในอินเดีย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าส่งออก “ชาไทยไม่ใส่นม”.เจาะตลาดอินเดีย

หลังทูตพาณิชย์นำ “ชาใบหม่อน” แจกทดลองตลาดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เผยสามารถเจาะตลาดกลุ่มรักสุขภาพ ควบคุมน้ำหนัก และมังสวิรัติแนะช่องทางเพิ่มการรู้จักด้วยการขายเป็นของฝาก ขายผ่านตู้กด สอดแทรกเป็นเมนูในร้านอาหารมั่นใจเวิร์กแน่ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า จากการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในประเทศต่างๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวสุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองมุมไบ อินเดีย ถึงโอกาสในการส่งออกชาไทยไม่ใส่นม เจาะตลาดอินเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคชา ที่รักสุขภาพ ต้องการควบคุมน้ำหนัก และบริโภคอาหารมังสวิรัติ ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ปัจจุบันชาวอินเดีย นิยมดื่มชาโดยต้องมีการต้มนมสดก่อนใส่ชาลงไปผสม

ซึ่งตรงนี้เองกลายเป็นจุดที่น่าสนใจว่าชาไทยที่มีกลิ่นหอมหวานจะเข้าไปเติมเต็มความต้องการของชาวอินเดีย
ที่ต้องการลดการบริโภคนมได้หรือไม่ ซึ่งจากการแจกชิมชาใบหม่อนจากไทยให้ผู้บริโภคชาวอินเดียได้ทดลองดื่ม พบว่าได้รับการตอบรับที่ดี โดยคนอินเดียมองว่าเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้สูงอายุรวมถึงผู้ที่ทานอาหารมังสวิรัติแบบศาสนาเจน (Jain vegetarianism) ที่มีจำนวนประมาณ 4 ล้านคนในอินเดีย เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่าชาใบหม่อนมีกลิ่นที่หอมหวานคล้ายขนมหวาน แต่ไม่มีส่วนผสมของนมทำให้สามารถดื่มได้บ่อยครั้งและไม่ยุ่งยากในการเตรียมเท่าการชงชาใส่นมหรือ Chai ขณะเดียวกัน คนอินเดียยังให้ความสนใจกับสรรพคุณของชาใบหม่อนและชาอื่น ๆ ที่ส่งผลในการบำรุงรักษาสุขภาพด้วย อาทิ การมีสารต้านอนุมูลอิสระมีไฟเบอร์สูงช่วยในการระบาย และมีคาเฟอีนในปริมาณน้อย รวมถึงชาที่ผสมเครื่องเทศและผลไม้แห้ง เช่น ขิง และเปลือกมะนาว เป็นต้น

สำหรับช่องทางการแนะนำชาไทยให้คนอินเดียได้รู้จัก ทูตพาณิชย์ให้ข้อมูลว่า เบื้องต้นสามารถทำได้โดยการจำหน่ายเป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางมาประเทศไทย รวมถึงการจำหน่ายผ่านตู้ขายชา
แบบอัตโนมัติ (Vending Machine) ที่มีชาร้อนและเย็นทั้งแบบอินเดียและแบบไทยให้บริการตามแหล่งท่องเที่ยวหรือสนามบิน และอาจสอดแทรกเมนูชาไทยเข้าไปในร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มในอินเดีย ซึ่งปัจจุบันคนอินเดียเริ่มรู้จักเครื่องดื่มชาเย็นจากไทยบ้างแล้ว อาทิ ชาไทยใส่ไข่มุก และชาไทยหมัก เป็นต้น

ปัจจุบันการดื่มชาเป็นวัฒนธรรมของชาวอินเดียมาแต่โบราณ เกือบ 1 ใน 5 ของผลผลิตชาดำจากทั่วโลกจึงถูกบริโภคโดยชาวอินเดีย ในขณะเดียวกัน อินเดียเป็นผู้ผลิตชารายใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจีน ด้วยกำลังการผลิตกว่า 1.35 ล้านตันต่อปี และยังส่งออกได้เป็นอันดับที่ 4 ของโลก รวมทั้งอินเดียยังได้มุ่งพัฒนาพื้นที่ปลูกชาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และผลักดันสินค้าชาเจาะตลาดต่างประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยเฉพาะชาที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น ชาจากรัฐอัสสัม เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
เมษายน 2566

สายสีแดง ดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมมอบของขวัญให้แก่ผู้ใช้บริการ

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัย ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม พร้อมมอบของขวัญสุดพิเศษให้แก่ผู้ใช้บริการ

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสาย สีแดง เปิดเผยว่า เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2566 บริษัทฯ ถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ไทย พร้อมส่งมอบความสุข และความห่วงใยให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยตระหนักและคำนึงถึงมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัย ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ผู้ที่ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีความสะดวกสบายและปลอดภัย สามารถเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาได้โดยสวัสดิภาพ โดยเน้นย้ำมาตรการในด้านต่างๆ ได้แก่ มาตรการป้องกันโรคติดต่อและความสะอาด โดยจัดให้มีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ บริเวณจุดทางเข้าระบบรถไฟฟ้าทุกสถานี และดูแลด้านความสะอาดในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ ลิฟท์ บันไดเลื่อน ราวจับ และภายในขบวนรถไฟฟ้า และมีมาตรการตรวจสอบไม่ให้บุคคลที่มีอาการมึนเมา ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เข้าภายในระบบรถไฟฟ้า รวมถึงไม่อนุญาติให้นำวัตถุต้องห้าม ได้แก่ อาวุธ ของมีคมทุกชนิด ลูกโป่งทุกชนิด ดอกไม้ไฟ พลุ ประทัด วัตถุอื่นๆ ที่จะก่อให้เกิดประกายไฟ เข้าในระบบรถไฟฟ้า โดยจะมีเจ้าหน้าที่สังเกตพฤติกรรมผู้ใช้บริการผ่านโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) อีกทั้งมีการจัดชุดตรวจลาดตระเวน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พร้อมสุนัข (K-9) จากกรมสัตว์ทหารบก คอยตรวจตราในทุกพื้นที่ตลอดระยะเวลาให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ตั้งแต่วันที่ 10 – 17 เมษายน 2566 หากผู้โดยสารพบสิ่งผิดปกติหรือมีเหตุฉุกเฉินขณะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สามารถแจ้งสายด่วนตำรวจรถไฟ โดยสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านทางหน้าเพจ เฟสบุ๊ค RED Line SRTET

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสุดพิเศษ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ไทย ด้วยการจัดคาราวานศิลปิน ดารานักร้อง อินฟลูเอนเซอร์คนดัง นำโดย ตะวัน ณวินวิชญ์ พระเอกช่อง 8 ดีกรีอดีตนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย และ พริ้ง ชุติญา นางเอกช่อง 8 ดีกรีมิสแกรนด์อุบลราชธานี 2020 ร่วมขบวนกิจกรรมวันสงกรานต์ มอบของขวัญสุดพิเศษและอวยพรให้แก่ผู้โดยสาร ภายในสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และภายในขบวนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เส้นทางสายธานีรัถยา(สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีรังสิต) และสายนครวิถี(สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีตลิ่งชัน) ในวันที่ 10 เมษายน 2566 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้โดยสารจะได้รับความสุข รู้สึกถึงความปลอดภัยทุกครั้ง จากการใช้บริการรถไฟฟ้า ชานเมืองสายสีแดง

หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง, http://www.srtet.co.th, Facebook Page : RED Line SRTET, Twitter : RED Line SRTET หรือหน้าห้องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น