DITP ชวนคนรุ่นใหม่ต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์ เตรียมปั้นนักออกแบบไทยให้ก้าวไกลในเวทีโลกเปิดตัวโครงการ Designers’ Room / Talent Thai & Creative Studio Promotion 2023

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ตอกย้ำความสำเร็จของการสร้างเครือข่ายนักออกแบบไทย
สู่เส้นทางการเป็นแบรนด์นักออกแบบมืออาชีพ เปิดตัวโครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566 หรือ Designers’ Room / Talent Thai & Creative Studio Promotion 2023 เวทีสำคัญที่ช่วยส่งเสริม
นักออกแบบไทยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ให้สามารถพัฒนาธุรกิจและปรับตัวเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวสู่การเป็น “แบรนด์นักออกแบบ” หรือ “เป็นผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่” ที่สร้างมูลค่าทางการค้าและมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ ในปีนี้เปิดตัวโครงการอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “KEEP AN EYE ON : THE CREATIVE POWER OF THE NEW ERA จับตาพลังสร้างสรรค์จาก นักออกแบบรุ่นใหม่และเทรนด์การออกแบบโลก”
ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “กระทรวงพาณิชย์มีนโยบาย
มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดของ SMEs และ Micro SMEs และส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่
ให้มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 13
กรมจึงได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อผลักดันและสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ให้นำความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม มาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าและยกระดับสินค้าไทยให้มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ (NEW ECONOMY)”

“โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการดำเนินธุรกิจ ให้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ รวมทั้งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศสู่การเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคเอเชีย ตลอดระยะเวลา 21 ปี กรมได้สร้างกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสู่เวทีในระดับประเทศและระดับสากล เป็นจำนวนมาก
มีนักออกแบบที่ได้รับการพัฒนาในโครงการแล้ว กว่า 744 ราย

ในปีนี้ เป็นอีกครั้งที่มีการเปิดรับสมัครนักออกแบบรุ่นใหม่จากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ โดยกรมได้เชิญคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในวงการออกแบบและการตลาดมาร่วมคัดเลือกเพื่อเฟ้นหานักออกแบบที่มีความพร้อมให้ได้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพเติบโตไปสู่ตลาดสากล ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้รูปแบบพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก ในฐานะนักออกแบบต้องจับตามองแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกยุคใหม่นี้ทั้ง Digital Transformation และ Sustainable Development Goals รวมถึง DIGITAL MARKET ที่มีการแข่งขัน ทำให้ต้องเกิดการพัฒนาที่ตอบสนองถึงความต้องการของคนทั่วโลก เพื่อสร้าง the Creative Power of The New Era และที่สำคัญต้องไม่ลิดรอนความต้องการของคนรุ่นหลังอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ม.ล.คฑาทอง กล่าวเสริม
โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2545 สำหรับนักออกแบบแฟชั่น และ ปี 2547 สำหรับ นักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์ และล่าสุดเมื่อปี 2564 ได้เพิ่มกลุ่ม Creative Studio
ผู้ให้บริการด้านการออกแบบ จากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการ แบ่งเป็น กลุ่ม Designers’ Room นักออกแบบแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ จำนวน 215 แบรนด์ กลุ่ม Talent Thai นักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์ เฟอร์นิเจอร์ ของใช้และของตกแต่งบ้าน จำนวน 520 แบรนด์ กลุ่ม Creative Studio ธุรกิจบริการด้านการออกแบบในสาขาต่างๆ ตั้งแต่
Ci & Branding, Character Design, Graphic Design, illustration, Industrial Design จำนวน 9 ราย
นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า
กล่าวว่า “โครงการนี้ ได้สร้าง“บุคลากร/นักสร้างสรรค์” ที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศ และเป็นเวทีบ่มเพาะ
นักออกแบบรุ่นใหม่ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ และสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ ปัจจุบันนักออกแบบไทยที่เคยเข้าร่วมโครงการ มีผลงานเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เป็นแบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ คุณศรัณญ อยู่คงดี จากแบรนด์ SARRAN คุณธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ แบรนด์ Qualy แบรนด์สินค้ารักษ์โลก คุณธนิสา วีระศักดิ์ศรี แบรนด์เครื่องประดับ RAVIPA คุณศรุตา เกียรติภาคภูมิ แบรนด์ PIN METAL ART ชิ้นส่วนเศษเหล็กที่สร้างมูลค่า คุณดุลยพล ศรีจันทร์ PDM สร้างสรรค์เสื่อแบบไทยๆจนกลายเป็นเสื่อที่มีทุกบ้าน นอกจากนี้ นักออกแบบ ยังมีส่วนช่วยพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น การช่วยเหลือและสร้างงานให้กับชุมชน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบให้กับคนรุ่นใหม่ หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน เช่น คุณธีระ ฉันทสวัสดิ์ จากแบรนด์ T RA ที่มีความเชี่ยวชาญด้านแฟชั่น คุณภิพัชรา แก้วจินดา แบรนด์ PIPATCHARA และ คุณกรกต อารมณ์ดี แบรนด์ KORAKOT เป็นต้น

สำหรับ “โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก” ในปี 2566 นี้ แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน
ได้แก่ ส่วนแรก สำหรับนักออกแบบที่เคยเข้าร่วมโครงการในอดีต จะได้รับโอกาสในการเข้าร่วมการเจรจาการค้า การส่งเสริมภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์แบรนด์ ในงานแสดงสินค้าและเวทีการออกแบบ
ในต่างประเทศ เช่น งานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair ระหว่างวันที่ 6 – 10 กันยายน 2566 งานแสดงสินค้า MAISON & OBJET ณ กรุงปารีส ระหว่างวันที่ 7 – 11 กันยายน 2566 และเจรจาการค้าผ่านแพลตฟอร์ม m.o.m. งานแสดงสินค้า COTERIE New York ระหว่างวันที่ 19 – 21 กันยายน 2566 งานแสดงสินค้า STYLE Bangkok 2024 ระหว่างวันที่ 20 – 24 มีนาคม 2567 การเข้าร่วมงาน Milan Design Week ระหว่างวันที่ 13 – 18 เมษายน 2567 และงาน Creative Expo Taiwan ช่วงเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งจะเป็นเวทีสร้างชื่อเสียงและเพิ่มช่องทางทางการค้าสู่ตลาดสากลได้ ส่วนที่ 2 สำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่เราจะเปิดรับสมัครในปี 2566 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Keep an eye on : The Creative Power Of The New Era” นักออกแบบรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจ ให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่และแนวโน้มเมกะเทรนด์โลก โดยแบ่งเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่

(1) หลักสูตรแรก ความรู้พื้นฐานการเป็นนักออกแบบระดับสากล อาทิ การสร้างแบรนด์ การตลาดดิจิทัล การค้าออนไลน์ และการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มเมกะเทรนด์โลก อาทิ กระบวนการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) การพัฒนาธุรกิจมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมุ่งสู่ความยั่งยืน (SDGs) เป็นต้น โดยวิทยากรจากหน่วยงานชั้นนำ อาทิ Amazon.com, CIRCO HUB Thailand เป็นต้น

(2) หลักสูตรที่ 2 ค่ายบ่มเพาะนักออกแบบไทยสู่สากล โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก Mentor รุ่นพี่และรับโจทย์การพัฒนาสินค้าและธุรกิจ จากเครือข่ายพันธมิตรของโครงการ ได้แก่ เครือบ้านและสวน /
SC Grand และองค์กร LIMITED EDUCATION และจากแบรนด์รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ Qualy/ Mobella/ SARRAN และ Q Design and Play พร้อม Alumni Team จะมาเป็นพี่เลี้ยงตลอดทั้งโครงการและกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ต่อยอดความคิดในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันต่อ

สำหรับนักออกแบบที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566 สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ ตั้งแต่วันนี้ – 16 มิถุนายน 2566 ติดตามรายละเอียดการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊ค Talent Thai & Designers’ Room และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
พฤษภาคม 2566

“พาณิชย์-DITP” แนะใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซขายสินค้าสุขภาพ ดูแลผิว อาหาร เครื่องดื่ม เจาะผู้บริโภคมะกัน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยข้อควรรู้ตลาดอีคอมเมิร์ซสหรัฐฯ ปี 66 คาดจะมีผู้บริโภคชาวอเมริกันกว่า 265 ล้านคนซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ ยอดขายจะสูงถึง 1.14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เสื้อผ้าและเครื่องประดับ จะมีสัดส่วนมากสุด ตามด้วยเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เผยสินค้าสุขภาพ ดูแลผิว อาหารและเครื่องดื่ม จะมาแรง แนะผู้ประกอบการไทยหาโอกาสใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพิ่มโอกาสขายสินค้าเจาะสหรัฐฯ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงข้อควรรู้ตลาด
อีคอมเมิร์ซสหรัฐฯ ปี 2566 และโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ผ่านช่องทางออนไลน์

โดยทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลแนวโน้มตลาดอีคอมเมิร์ซสหรัฐฯ ปี 2566 ว่า จะมีผู้บริโภคชาวอเมริกันกว่า 265 ล้านคน ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือคิดเป็น สัดส่วน 20.8% ของยอดการค้าปลีกทั้งหมดในสหรัฐฯ และคาดว่าสัดส่วนดังกล่าว จะเพิ่มเป็น 23% ภายในปี 2568 และ Insider Intelligence บริษัทให้คำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ ยังคาดว่ายอดขายของตลาดอีคอมเมิร์ซจะสูงถึง 1.14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับเทรนด์ตลาดอีคอมเมิร์ซสหรัฐฯ ที่ผู้ประกอบการไทยควรรู้ ได้แก่ สินค้าที่คาดว่าจะมีการเติบโต
มากที่สุดและมีสัดส่วนยอดขายมากที่สุด คือ เสื้อผ้าและเครื่องประดับ สัดส่วนยอดขาย 18.7% เฟอร์นิเจอร์
ของแต่งบ้าน คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 15.7% สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 11.3% ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะโตมากที่สุดในช่วง 4 ปีข้างหน้า คือ สินค้าเกี่ยวข้องสุขภาพและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม คาดว่า สัดส่วนยอดขายของสินค้าดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 13.3% และ 10.5% ตามลําดับในปี 2570
ส่วนพฤติกรรมชาวอเมริกันที่มีการสำรวจโดย ClearSale พบว่า เพศชายมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซมากกว่าเพศหญิง และผู้บริโภคชายอายุ 18-34 ปี กว่า 40% มีแนวโน้มซื้อสินค้าทุกประเภททางออนไลน์ แต่ผู้หญิงมีเพียง 33% ที่จะซื้อ โดยช่องทางอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ยังคงเป็น Amazon , Walmart , Apple และ eBay แต่หมวดหมู่เจาะจงจะได้รับความนิยมและโตมากขึ้น เช่น Carvana ซึ่งเป็นเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์รถยนต์มือสอง และเว็บไซต์ Chewy ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทุกประเภท

ทางด้านการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย มีชาวอเมริกันสูงถึง 96.9 ล้านคนที่ซื้อ ยอดขายปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 992 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าปี 2566 จะเพิ่มเป็น 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยปี 2565 มียอดซื้อถึง 43,100 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่า
ปี 2566 จะเพิ่มเป็น 51,100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผลสำรวจพบว่า Amazon เป็นแอปพลิเคชันบนมือถือที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุดในสหรัฐฯ ตามด้วย Shein เป็นอันดับ 2 และแอปพลิเคชันที่เป็นนิยมรองลงมา ได้แก่ Walmart , Fetch Shop , Etsy , Nike และ Temu
“ตลาดอีคอมเมิร์ซสหรัฐฯ เป็นตลาดที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพสูงในอนาคต แม้ว่าในปัจจุบันกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคนิยมซื้อผ่านทางออนไลน์ยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้า ไลฟ์สไตล์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
แต่คาดการณ์ว่าส่วนแบ่งตลาดของสินค้าอื่น ๆ เช่น สินค้าสุขภาพและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม จะเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรมองหาโอกาสในการเจาะตลาดสหรัฐฯ ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับสินค้าและอาจเพิ่มการนำเสนอและผลักดันสินค้าผ่านทางแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อแนะนำและทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยอาจเพิ่มกลยุทธ์ในการนำเสนอสินค้าที่เน้นกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญในการเจาะตลาดผู้บริโภคสหรัฐฯ” นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
พฤษภาคม 2566

อยากคว้าความสำเร็จในสายอาชีพ ห้ามพลาด!มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี-โท-เอก แล้ววันนี้!

มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก (Southeast Bangkok University) หรือ SBU สถาบันที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตมืออาชีพป้อนตลาดงานมาเป็นเวลากว่าหลายทศวรรษ เปิดรับสมัครนักศึกษา ระดับปริญญาตรี-โท-เอก ปีการศึกษา 2566 เร่งเดินหน้าพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ใน 5 คณะโดยทุกหลักสูตรออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดงานของภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลงหลังจากวิกฤตโควิดเริ่มคลี่คลาย และทุกหลักสูตร ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) จากการเปิดเผยของ ดร.สมศักดิ์ รุ่งเรือง นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก “SBU ของเรามุ่งมั่นให้บริการทางการศึกษา วิชาการและงานวิจัย ในระดับปริญญา บัณฑิตและบัณฑิตศึกษาเพื่อผลิตมืออาชีพป้อนตลาดงานมาเป็นเวลาถึง 23 ปี บัดนี้เมื่อเราได้เปลี่ยนประเภทสถาบันเป็นมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ SBU ก็ยิ่งทุ่มเท ผลักดันการบ่มเพาะและสร้างทรัพยากรมนุษย์ ที่มีศักยภาพ และมี คุณภาพเพื่อป้อนตลาดงานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงและเติบโตขึ้นหลังการคลี่คลายของวิกฤตโควิด เรามุ่งหวังที่จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาค โดยการทำหน้าที่ศูนย์กลาง การให้บริการ ทางวิชาการที่เป็นเลิศด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ตอกย้ำบทบาทของ SBU ในฐานะ ‘มหาวิทยาลัยแห่งการสร้างมืออาชีพรุ่นใหม่สู่สังคม’ ตามสโลแกนของเรา และเร่งพัฒนาสร้างความแข็งแกร่งสู่ความเป็นสถาบันอุดมศึกษามาตรฐานสากลระดับภูมิภาค” ดร. สมศักดิ์ กล่าวเสริมว่า หลักสูตรที่เปิดรับสมัคร ปีการศึกษา 2566 มีทั้งภาคปกติและภาคสมทบ (เสาร์-อาทิตย์) ในระดับปริญญาตรี ประกอบด้วย 12 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชาการตลาดดิจิทัล สาขาวิชาการจัดการ สาขาวิชาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชานิติศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล สาขาวิชามัลติมีเดียและอีสปอร์ต สาขาวิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และนวัตกรรม และสาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมอุตสาหการ นอกจากนี้ ยังเปิดรับสมัครนักศึกษาในหลักสูตรปริญญาตรี แบบ Online Learning ที่สามารถเรียนทางไกลได้ผ่านระบบออนไลน์อีกด้วย สำหรับในระดับปริญญาโท เปิดรับสมัครใน 4 หลักสูตร ประกอบด้วย MBA หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต MBAMSc Logistic & Supply Chain Management หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ โลจิสติกส์ และซัพพลายเชน MSIT หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และ MEd หลักสูตรการศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ในขณะที่หลักสูตรระดับปริญญาเอก เปิดรับสมัครนักศึกษาเข้าเรียนต่อยอดสายอาชีพใน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเรียนออนไลน์ได้ที่ www.southeast.ac.th โดยภาคปกติและภาคสมทบเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 กรกฏาคม 2566 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 0 2744 7356-65 ต่อ 100-106 * * * * * * * * *

“พาณิชย์-DITP”เผยขนมและของหวานไทย มีโอกาสขายเยอรมนี แนะเน้นเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยขนมและของหวานไทย มีโอกาสเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ
ในเยอรมนี ชี้เป้าขนมที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ขนมที่ขายกลุ่มเฉพาะ มังสวิรัติ วีแกน ผู้แพ้แลคโตส มีโอกาสสูง
แนะใช้วัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ อย่างมะพร้าว สัปปะรด มะม่วง มาเป็นจุดขาย และต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนการเข้าสู่ตลาด ควรเปิดตัวสินค้าในงานแฟร์ ISM และ ANUGA

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวจีรนันท์ หิรัญญสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ถึงสถานการณ์สินค้าขนมและของหวานในตลาดเยอรมนี ปี 2022 แนวโน้มตลาดปี 2023 และโอกาสในการสินค้าขนมและของหวานของไทยเข้าสู่ตลาดเยอรมนี

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลการบริโภคขนมของชาวเยอรมัน ในปี 2022 ที่ได้จากการผลิตในประเทศและนำเข้า มีจำนวน 2.7 ล้านตัน ลดลง 1.8% มียอดขาย 9,000 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 0.2% คิดเป็นสัดส่วน 7.8%
ของยอดขายสินค้าอาหารในเยอรมนี มีการผลิตรวม 4 ล้านตัน เพิ่ม 2.8% มูลค่า 14,000 ล้านยูโร เพิ่ม 6.5% โดยขนมและของหวานที่มียอดการผลิตสูงสุด ได้แก่ ช็อกโกแลต ขนมอบ ลูกอมและลูกกวาด ขนมขบเคี้ยว และส่งออก 2.5 ล้านตัน เพิ่ม 4% มูลค่า 10,300 ล้านยูโร เพิ่ม 11.5% โดยตลาดหลัก คือ สหภาพยุโรป 70% ที่เหลือส่งออกไปสหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา อิสราเอล และตุรกี เป็นต้น

สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยมีการบริโภคของหวานลดลง แต่ผู้บริโภคก็ยังเห็นว่าขนมและของหวาน เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในช่วงเทศกาลวันสำคัญต่าง ๆ และยังให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม นิยมสินค้าเพื่อความยั่งยืน ทำให้ผู้ผลิตมีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ใช้วัตถุดิบ และปรับกระบวนการผลิตให้ได้รับการรับรองมาตรฐานแบบยั่งยืน เช่น น้ำมันปาล์มและโกโก้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตช็อกโกแลต และขนมหวาน ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว 79% และ 94% ตามลำดับ รวมทั้งมีการคิดค้นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจัยที่ส่งผลหลักต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค คือ รสชาติของสินค้า 88% ราคา 62% ยี่ห้อสินค้า 34% คุณค่าทางโภชนาการ 18% ความยั่งยืน 12% ตามลำดับ

นายภูสิตกล่าวว่า จากพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวเยอรมันที่เน้นการดูแลสุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อม สินค้าที่ผู้ประกอบการจะนำมาขายในเยอรมนี ควรเน้นส่วนผสมที่มีความเป็นธรรมชาติ เช่น กลิ่น สี และรสชาติ รวมถึงให้พลังงานต่ำหรือปราศจากน้ำตาล ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่รักสุขภาพและต้องการควบคุมน้ำหนัก
หรือปริมาณน้ำตาลในเลือด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ขนมที่คำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มีเงื่อนไขในการรับประทานอื่น ๆ ด้วย เช่น กลุ่มผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติ วีแกน กลุ่มผู้แพ้แลคโตส ผู้ป่วย โรคเบาหวาน สตรีมีครรภ์ กลุ่มเด็กเล็ก เป็นต้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับส่วนประกอบที่ใช้ในกระบวนการผลิตที่นอกจากจะเสริมในด้านสีสันให้ชวนรับประทานแล้ว รสชาติก็ควรให้เป็นที่เข้ากันกับผลิตภัณฑ์เดิมเพื่อให้เกิดความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
ส่วนการผลักดันการส่งออกของสินค้าไทยต่อไปในอนาคต ควรเป็นสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ มีการนำผัก และผลไม้นานาชนิดของไทย ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ มะพร้าว สัปปะรด มะม่วง เป็นต้น
มาประยุกต์เป็นส่วนผสม และจุดขาย อีกทั้งควรใช้ขั้นตอนกรรมวิธีในการผลิตที่ใส่ใจต่อสุขภาพของผู้บริโภค
ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างจุดแข็ง และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
โดยผู้ประกอบการควรศึกษาแนวโน้มตลาดเพื่อคิดค้น ต่อยอด ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ สินค้าวีแกน หรือสินค้าออร์แกนิก
นอกจากนี้ ควรระบุส่วนผสมบนฉลากสินค้าให้ชัดเจนเพื่อสร้างความแตกต่าง และเน้นที่จุดแข็งของผลิตภัณฑ์ และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ดูทันสมัยเข้ากับสินค้าประเภทนั้น น้ำหนักเบา ไม่แตกหักง่ายระหว่างการขนส่ง วิธีในการเก็บรักษาให้ยาวนาน การควบคุมรสชาติ และคุณภาพให้คงที่ ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีมาตรฐานในกระบวนการผลิต และการขอใบรับรองจากหน่วยงานที่เป็นสากล อาทิ Organic, Vegan, Fair Trade เป็นต้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในตลาดเยอรมนีและยุโรป รวมถึงตลาดโลกได้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อขยายตลาด และเพิ่มโอกาสในการพบผู้นำเข้า
จากประเทศเยอรมนี รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในแถบทวีปยุโรป โดยงานแสดงสินค้าที่น่าสนใจ ได้แก่ งานแสดงสินค้า ISM (International Süßwarenmesse) เป็นงานแสดงสินค้าประเภทขนมหวาน และของว่างที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ เมืองโคโลญ และงานแสดงสินค้า ANUGA งานแสดงสินค้าอาหารที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก
จัดขึ้นเป็นประจำ ทุก 2 ปี ณ เมืองโคโลญ

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… พฤษภาคม 2566

พาณิชย์ – DITP จัดเต็มเสวนาเสริมแกร่งผู้ส่งออกอาหารไทยภายในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2023

กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) จัดโครงการเสวนา Seminar in Fair#2 ภายในงานแสดงสินค้า THAIFEX-Anuga Asia 2023 เพื่อเสริมความรู้และเตรียมความพร้อมให้กับผู้ส่งออกอาหารไทย ระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2566 เวลา 10.00-17.00 น. ห้องจูปิเตอร์ 7 และ 8 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
โครงการ Seminar in Fair เป็นการจัดกิจกรรมเสริมความรู้และเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการส่งออกไทย ภายในงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศ จัดขึ้นโดยสถาบัน NEA กรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ ซึ่งดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ของไทยในการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยในปี 2566 กำหนดจัดขึ้น 3 ครั้ง ครั้งแรกจัดขึ้นในช่วงการจัดงานแสดงสินค้า Style Bangkok Fair 2023 ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สำหรับ Seminar in Fair#2 ภายในงานแสดงสินค้า THAIFEX-Anuga Asia 2023 เป็นการจัดครั้งที่ 2 ในรูปแบบ Onsite ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทย สมาคมการค้าผู้ส่งออกเอเชียและตะวันออกกลาง สภาธุรกิจไทย-ลาตินอเมริกา บริษัท Zoom Video Communications จำกัด และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (Economic Intelligence Center: EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์
งานในครั้งนี้ รวมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศ กว่า 10 ราย มาแบ่งปันความรู้ด้วยการบรรยายและเสวนาใน 9 หัวข้อ ได้แก่ “การเจาะตลาด Mainstream สหรัฐอย่างไรให้ได้ผล” โดย คุณณัฐวิณี เนตรสุวรรณ ผู้นำเข้าสินค้าอาหารไทยในตลาดสหรัฐอเมริกาและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ThaiTable.com, “Future Food โอกาสทองของผู้ส่งออกไทย” โดย ผู้แทนจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (Economic Intelligence Center: EIC ) ธนาคารไทยพาณิชย์ และผู้ประกอบการส่งออก Future Food, “ครัวออร์แกนิคไทยสู่ครัวโลก” โดย ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ นายกสมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทยและคุณกนก อภิรดี ประธานคณะที่ปรึกษาสมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทยและอดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), “โอกาสทองของอาหารไทยในลาตินอเมริกา : Cannabis & Rice” โดย คุณชนะ คณารัตนดิลก รองประธานบริษัท Riceland จำกัด, คุณกิติชัย วงศ์เจริญสิน รองประธานบริษัท CPL Public จำกัด และ ศ.ดร.สุพจน์ หาญหนองบัว CEO บริษัท Siam Snail จำกัด, “เจาะตลาดคนรักอาหารไทยด้วย Video Conference” โดย นายพงษ์พัฒน์ เชี่ยวปัญญาทอง Mass Market บริษัท Zoom Video Communications จำกัด, “เจาะลึกตลาดอาหารในตะวันออกกลาง โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทย” โดย คุณปณต บุณยะโหตระ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมการค้าผู้ส่งออกเอเชียและตะวันออกกลางและผู้นำเข้าสินค้าอาหารไทยในตะวันออกกลาง, “จับอาหารอินทรีย์ไทยมาติดปีกบิน” โดย ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ นายกสมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทย, “Market Opportunities for Thai Products in Latin Zone” โดย Mr.Migue George Cruz, Chief of Commercial & Cultural Sector, Mexican Embassy, Mr. Fernando Berguno, Commercial Attache Chilean Embassy และ “แนวโน้มตลาดอาหารไทยในตลาดส่งออกใหม่” โดย นางประภา บูรณศิริ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://shorturl.asia/kEfpC ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2566 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 098 9931942 (คุณกาญจนา) หรือ โทร 1169 กด 1 กด 1 ในเวลาราชการ
ติดตามข่าวสารต่างๆ ของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ได้ที่ http://www.nea.ditp.go.th, Fanpage Facebook : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ และ DITP Service Center โทร.1169 กด 1 กด 1


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…พฤษภาคม 2566

“พาณิชย์-DITP” โชว์ผลจัด Thailand Week 2023 ที่ฟิลิปปินส์ ขายได้เฉียด 300 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลการจัดงานแสดงสินค้า Thailand Week 2023

ที่ฟิลิปปินส์ ประสบความสำเร็จตามเป้าขายสินค้าไทยได้เฉียด 300 ล้านบาท ระบุ “ซอส เครื่องปรุงรส ผลไม้แปรรูป ขนมขบเคี้ยว ยาดม เครื่องประดับ และเครื่องครัว” ได้รับความนิยมมาก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP).เปิดเผยว่า กรมฯ
ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยในประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนางสาวจันทนา โชติมุณี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ถึงผลการจัดงานแสดงสินค้า Thailand.Week.2023
ณ กรุงมะนิลา ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม–2 เมษายน 2566 ณ ศูนย์แสดงสินค้า SMX.Convention.Center
เมืองปาไช กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากสามารถเปิดตลาดให้กับสินค้าไทยได้เพิ่มขึ้น
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการจัดงานในเบื้องต้น คาดว่าจะเกิดมูลค่าสั่งซื้อสินค้าทันทีภายในงานประมาณ 5 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 17.30 ล้านบาท และมูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปี รวม 8.19 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 279 ล้านบาท โดยสินค้าไทยที่ได้รับความนิยม อาทิ ซอส เครื่องปรุงรส ผลไม้แปรรูป ขนมขบเคี้ยว ยาดม เครื่องประดับ และเครื่องครัว เป็นต้น

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่ายสินค้าไทยในฟิลิปปินส์ เข้าร่วมแสดงสินค้ารวม 75 ราย 82 คูหารอบคลุมสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและ
ความงาม ของใช้ภายในบ้าน สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เครื่องประดับ และอื่น ๆ และกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดแสดงและขายปลีกสินค้าไทย กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจการนำเสนอสินค้าไทยบนเวที การสาธิตปรุงอาหารไทยจากร้าน Thai SELECT การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยและพบปะนักแสดงไทย ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ไทยในฟิลิปปินส์ได้เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทยในตลาดฟิลิปปินส์ ยังมีอยู่มาก
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม รวมถึงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ส่วนงานแสดงสินค้า Thailand Week เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางการค้า รวมทั้งเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ทางการค้าที่เข้มแข็งระหว่าง 2 ประเทศ
ในปี 2565 มูลค่าการค้าระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ มีมูลค่า 390,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.37% จากปี 2564 โดยฟิลิปปินส์เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 14 ของไทย และเป็นอันดับ 5 ในอาเซียน โดยไทยส่งออกไปยังฟิลิปปินส์มีมูลค่า 256,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.70% จากปี 2564

การจัดงาน Thailand.Week.2023 ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายตุลย์ ไตรโสรัส เอกอัครราชทูตไทย
ณ กรุงมะนิลา เป็นประธานในงาน และนาง Cynthia Villar วุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์ กล่าวแสดงความยินดี รวมทั้งร่วม
ตัดริบบิ้นกับแขกพิเศษระดับสูงจากภาครัฐและเอกชนของฟิลิปปินส์ อาทิ นาย Alfredo Pascual รมว.กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม นาย Sergio Ortiz-Luis ประธานสมาพันธ์ผู้ส่งออกฟิลิปปินส์ นาง Rosemarie Ong ประธานสมาคมค้าปลีกฟิลิปปินส์ นาย Steven Cua ประธานสมาคมซุปเปอร์มาร์เก็ต และยังได้รับสาส์นแสดงความยินดีจากบุคคลสำคัญ อาทิ ประธานาธิบดี.เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ รองประธานาธิบดี ซารา ดูเตอร์เต และนาย Juan Miguel Zubiri ประธานวุฒิสภา

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…พฤษภาคม 2566

RED Line Presented “กัสตี๋ เดอะซีรี่ส์”

วาไรตี้ท่องเที่ยวเรื่องแรก ร่วมออกเดินทางไปกับ ซูกัส  บัณฑวิช และ ตี๋ บุญยเกียรติ พร้อมแขกรับเชิญ Berry Berry เร็วๆ นี้ ทางช่อง YouTube • RED Line SRTET

โครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ยิ่งเรียนยิ่งรู้ ยิ่งเพิ่มพลังทางปัญญา

สำนักงาน ก.พ. พัฒนาหลักสูตร “โครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท” ขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก ๕ วิทยากรพิเศษ จาก ๕ ประสบการณ์ และ ๕ มุมมอง ที่มีต่อในหลวงรัชการที่ ๙ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ม.ร.ว.เกรียงศักดิ์ วรวุฒิ อาจารย์ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ พลตรี วันชนะ สวัสดี และ วศิน วรรณพฤกษ์

ติดตามได้ใน OCSC Learning Space โลกแห่งการเรียนรู้ ไม่มีวันจบสิ้น ยิ่งเรียนยิ่งรู้ ยิ่งเพิ่มพลังทางปัญญา เร็วๆนี้

https://learningportal.ocsc.go.th/learningspace

เส้นทางสู่มืออาชีพกับ SBU มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก

DITP นำทัพนักออกแบบไทยบุกมิลานดีไซน์วีค จัดนิทรรศการ Slow Hand Design 2023โชว์งานออกแบบยอดเยี่ยมและสินค้า BCG สุดล้ำ ผลิตจากวัสดุเพื่อความยั่งยืนอวดสายตาวงการออกแบบโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ นำทัพนักออกแบบเข้าร่วมนิทรรศการ Slow Hand Design ในงาน Milan Design Week 2023 ณ เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี นำเสนอผลงานของ นักออกแบบไทย 33 แบรนด์ ที่มีความโดดเด่นด้านการใช้วัสดุเพื่อความยั่งยืนสอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และเทรนด์งานออกแบบโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “งาน Milan Design Week นับเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของผู้คนในแวดวงการออกแบบทั่วโลก ทั้งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ การตกแต่งภายใน ไลฟ์สไตล์ และนวัตกรรมการออกแบบ รวมถึงสื่อมวลชนต่างๆ จะมารวมตัวกันที่มิลานอย่างคึกคัก เพื่ออัพเดตเทรนด์สินค้าและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมการออกแบบจากทั่วโลก รวมถึงการแสดงนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในอนาคต โดย DITP ได้นำสินค้าไทยเข้าร่วมงาน Milan Design Week มาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า ภายใต้ชื่อนิทรรศการ Slow Hand Design เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพและสร้างการจดจำสินค้าไทยในเวทีการออกแบบระดับโลกอย่างต่อเนื่อง”

“ในช่วงแรก ช่วงปี 2554 – 2559 เนื้อหาของนิทรรศการจะเน้นนำเสนอจุดเด่นของงานออกแบบไทยที่ใช้ความประณีตของฝีมือ งานหัตถกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมมีการพัฒนาอัตลักษณ์ไทยสู่ความเป็นสากล ต่อมาตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาเน้นนำเสนอสินค้าที่มีนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์
ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สินค้าที่มีแนวคิด BCG Economy และสินค้าที่มีแนวคิดการออกแบบมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) เพื่อเผยแพร่ศักยภาพและสร้างการยอมรับในสินค้าไทย ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าไทยที่มีการออกแบบดีเพื่อนำไปสู่โอกาสทางการค้าในระดับสากล เป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้ประกอบการและ
นักออกแบบไทยได้ตื่นตัวกับนโยบายส่งเสริมสินค้า BCG ของกระทรวงพาณิชย์ เกิดการค้นคว้าทดลอง พัฒนานวัตกรรมวัสดุและสินค้าได้อย่างน่าสนใจ มีมาตรฐานการออกแบบที่ดีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยมีการ
คัดสรรผลงานที่ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมหรือรางวัล DEmark รางวัล PM Award รวมทั้งผลงาน
นักออกแบบรุ่นใหม่จากโครงการ Designers’ Room & Talent Thai นำมาจัดแสดงในงาน” นายภูสิตกล่าว
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทุกอุตสาหกรรมต้องปรับตัวรวมถึงอุตสาหกรรมการออกแบบของไทยด้วย “ในช่วงการแพร่ระบาด ผู้ประกอบการ SMEs ผู้ผลิต และนักออกแบบไทยได้ตระหนักถึงข้อได้เปรียบในการมีกำลังการผลิตขนาดเล็ก ซึ่งทำให้มีความคล่องตัวและสามารถปรับตัวได้เร็ว ในช่วงล็อคดาวน์พบว่าหลายๆ แบรนด์มีการทดลอง พัฒนาวัสดุใหม่ๆ จากเศษวัสดุเหลือใช้ทั้งจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งกระบวนการผลิตโดยช่างฝีมือแทนเครื่องจักร ซึ่งเป็นจุดเด่นของสินค้ากลุ่ม
หัตถอุตสาหกรรมจากประเทศไทย ทำให้สามารถพัฒนาตัวอย่างสินค้าได้รวดเร็ว มีการนำการออกแบบหมุนเวียน Circular Design มาใช้รวมทั้งกระบวนการจัดการขยะและการเลือกใช้วัสดุที่ถูกนำมารีไซเคิลและอัพไซเคิล เป็นสินค้าอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ได้สินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก มีรูปแบบน่าสนใจและมีกระบวนการผลิต
ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าที่เคย” นายภูสิตกล่าวเสริม
นิทรรศการ Slow Hand Design 2023 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Not A Virgin – materials through Thailand’s innovative designs that sustain the global environment” จัดแสดงระหว่างวันที่
18 – 23 เมษายน 2566 ที่ Superstudio Piu ในย่านTortona
ณ เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี รวบรวมผลงานการออกแบบ ที่โดดเด่นเรื่องกระบวนการออกแบบหมุนเวียน มีการใช้วัสดุ เพื่อความยั่งยืน สอดรับ กับแนวคิด BCG Economy Model โดยมี ทั้งสินค้า เฟอร์นิเจอร์ สินค้าไลฟ์สไตล์และวัสดุตกแต่งบ้าน มาจัดแสดงโดยจำลองรูปแบบการใช้ชีวิตและการตกแต่งที่อยู่อาศัยในอนาคตที่วัสดุในการผลิตสินค้าทั้งหมดล้วนทำมาจากวัสดุรีไซเคิลและอัพไซเคิล ซึ่งเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมต่อเนื่องต่อยอดจากผลตอบรับจากนิทรรศการ

ปีที่ผ่านมาที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามโดยผู้เข้าชมงานให้ความสนใจวัสดุกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก สำหรับผลการดำเนินงานในปีนี้ ตลอดระยะเวลาที่จัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่วันที่ 18 – 23 เมษายน 2566 มีผู้เข้าชมงานกว่า 8,025 ราย โดยผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่เป็นนักออกแบบ สถาปนิก อินทีเรีย และตัวแทนจำหน่ายสินค้าแนวดีไซน์และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยตัวอย่างผลงานแบรนด์ไทยที่ได้รับความสนใจ เช่น

  • วัสดุ Vegan Leather จากแบรนด์ BRAVESHOES ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแฟชั่นและ
    ไลฟ์สไตล์ให้เป็น Circular Economy ใช้หลักการ BCG แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด โดยเลือกใช้วัสดุจากขยะทางการเกษตร เช่น เปลือกมะนาว และเปลือกกล้วยที่มีนวัตกรรมการผลิต โดยมีชาวบ้านจากชุมชนต่างๆในหลายจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มและลดขยะทางการเกษตรในประเทศไทย ได้รับความสนใจจาก KARIM RASHID STUDIO เพื่อนำไปเป็นวัสดุหุ้มเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ตัวVegan Leather วัสดุที่ใช้ในการผลิตรองเท้ายังได้รับความสนใจจากนักออกแบบแฟชั่นในเมืองมิลานเป็นอย่างมาก
  • วัสดุ recycle yarn แบรนด์ aibelle ได้รับความสนใจจากทีมดีไซเนอร์ จาก Martin Margiela เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋า
  • สินค้าไลฟ์สไตล์จาก แบรนด์ Sonite ผลิตจากวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร แกลบข้าว ใยมะพร้าว กะลามะพร้าว และแผ่นบุผนังช่วยดูดซับเสียงผลิตจากผักตบชวา ได้รับความสนใจจากนักออกแบบ สถาปนิก ภายในงานเป็นอย่างมากมีความต้องการอยากร่วมมือ สั่งซื้อตลอดช่วงที่จัดแสดง
  • ผลงาน textile จาก DEESAWAT x ausara surface and textile ได้รับความสนใจจากนักออกแบบเครื่องจาก bulgari เพื่อพัฒนาเป็นเครื่องประดับ
  • แบรนด์ moRE ที่มีการวิจัยและพัฒนาวัสดุ ตั้งแต่เศษขยะจากครัวเรือน อาทิ หลอด ฝาขวดน้ำ อลูมิเนียมฟอยด์กล่อง ไปจนถึงของเสียจากการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร อย่างเยื่อกาแฟ ใบอ้อย พัฒนาเป็นSustainable material วัสดุใหม่สำหรับเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รับความสนใจจากสถาปนิกและนักออกแบบในยุโรปเป็นอย่างมาก
  • ผลงาน พระสติ พระเครื่องทำจากพลาสติกรีไซเคิล และผลงาน RE-rock แบรนด์ Qualy ได้รับความสนใจจาก designer ทีม yamaha Italy ที่สนใจต่อยอดเพื่อพัฒนาไปเป็นโครงรถมอเตอร์ไซต์
  • ผลงานแจกันกระดาษจาก 103paper และวัสดุจาก Melt District ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
    ผู้สนใจสามารถติดต่อตามข้อมูลของโครงการได้ที่ creativethailand.net และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
4 พฤษภาคม 2566

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น