เตรียมเปิดเวที ‘World Hindu Congress 2023’ ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ประเทศไทย รวมตัวชาวฮินดูทั่วโลกงานประชุมครั้งยิ่งใหญ่ระดับโลกของชุมชุนชาวฮินดู จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน 2566 นี้

เชื่อมต่อ แบ่งปันความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมกำหนดอนาคตของชุมชนฮินดูกว่า 1.2 พันล้านคน

ในภาพจากซ้าย: อโชค ชวาลา (Ashok Chawla), ดร.โสภณา ศรีจำปา รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ซูชีล กูมาร์ ซาราฟ (Susheel Kumar Saraff) ประธาน World Hindu Congress 2023, เชริ ซูชิล ดาห์นูก้า (Shri Sushil Dhanuka) ประธานหอการค้าอินเดีย-ไทย, และ เชริ ราจู บี มันวานิ (Shri Raju B Manwani) เลขาธิการ World Hindu Congress กรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – มูลนิธิฮินดูโลก (World Hindu Foundation) ประกาศจัดงาน “World Hindu Congress 2023” (WHC 2023) การชุมนุมของชาวฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลกครั้งแรกในกรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน 2566 นี้ ภายใต้หัวข้อ “Jayasya Aayatnam Dharmah” หรือ “ธรรมแห่งชัยชนะ” ชูหัวใจหลักสำคัญผ่าน 7 หัวข้อการประชุมที่จะแสดงให้เห็นถึงค่านิยม ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการของชุมชนชาวฮินดูในด้านต่าง ๆ ทั่วโลก

World Hindu Congress เป็นเวทีระดับโลกสำหรับชาวฮินดูในการเชื่อมต่อ แบ่งปันความคิด สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน และส่งผลกระทบต่อความดีส่วนรวม ผ่านการประชุมคู่ขนาน 7 หัวข้อ ซึ่งจัดขึ้นทุก ๆ 4 ปี เพื่อแสดงให้เห็นว่า ค่านิยม ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการของชุมชนชาวฮินดูทั่วโลกมีการแสดงออกในด้านต่าง ๆ อย่างไร ครอบคลุมเศรษฐกิจ

การศึกษา สื่อ องค์กร และการเมือง ตลอดจนความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นผู้นำและการมีส่วนร่วมของสตรีและเยาวชนชาวฮินดู รวมถึงการประชุมเชิงโต้ตอบเพื่อนำเสนอพื้นที่ในการพิจารณาความท้าทายและโอกาสที่ชุมชนชาวฮินดูเผชิญอยู่ทั่วโลก และแสวงหาวิธีแก้ปัญหาที่จับต้องได้เพื่อความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองของชาวฮินดู ตลอดจนการพัฒนามนุษยชาติและโลกให้ดีขึ้น

ปัจจุบันชาวฮินดูมีชุมชนที่แข็งแกร่งจำนวนถึง 1.2 พันล้านคน คิดเป็น 16% ของประชากรโลก และกระจายอยู่ใน 200 ประเทศทั่วโลก ซึ่งล้วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความพยายามของมนุษยชาติมานับครั้งไม่ถ้วน ครอบคุลมทุกมิติทั้งธุรกิจ เศรษฐกิจ การศึกษา ธรร-มาภิบาล สื่อ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม “World Hindu Congress” จึงนับเป็นหนึ่งในการชุมนุมของชาวฮินดูครั้งสำคัญมากที่สุดในโลก โดยจัดขึ้นครั้งแรกภายใต้ชื่อ “Inaugural Congress” ในปี 2014 ณ นิวเดลี ประเทศอินเดีย เป็นเวทีสำคัญในการสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นำชาวฮินดู นักเคลื่อนไหว และนักคิด ให้ได้มารวมตัวกันเพื่อหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินการในอนาคตอย่างลึกซึ้ง ที่จะนำไปสู่การฟื้นคืนของศาสนาฮินดู ผ่านการปลูกฝังความรู้สึกภาคภูมิใจและความรับผิดชอบที่มีต่อฮินดูธรรมอย่างยั่งยืน

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากการประชุมครั้งก่อนที่จัดขึ้นในชิคาโกในปี 2018 โดยครั้งนั้นจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันครบรอบ 125 ปีของคำปราศรัยทางประวัติศาสตร์ของ Swami Vivekananda ที่การประชุมสภาศาสนาโลก (Parliament of World Religions) ในชิคาโกเมื่อปี 1893 ในปีนี้ WHC 2023 จะเป็นการจัดการชุมนุมในรอบ 4 ปี ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน 2566 นี้ 

ภายในงาน 3 วันจะประกอบด้วยการเสวนาและการประชุมย่อยครอบคลุม 7 หัวข้อสำคัญ ที่อัดแน่นด้วยข้อคิดเห็นอันมีค่าในทุกแง่มุมเฉพาะของชีวิตและการมีส่วนร่วมของชาวฮินดู นำโดยวิทยากรที่มีชื่อเสียงและผู้นำทางความคิดจากทั่วโลก ได้แก่ การประชุมเศรษฐกิจฮินดูโลก (World Hindu Economic Forum), การประชุมการศึกษาของชาวฮินดู (Hindu Education Conference), การประชุมสื่อของชาวฮินดู (Hindu Media Conference), การประชุมทางการเมืองของชาวฮินดู (Hindu Political Conference) และการประชุมสตรีชาวฮินดู (Hindu Women Conference) ในฐานะเสาหลักของสังคม, การประชุมเยาวชนชาวฮินดู (Hindu Youth Conference) และการประชุมองค์กรของชาวฮินดูที่ขับเคลื่อนของสังคม (Hindu Organizational Conference)

ซูชีล กูมาร์ ซาราฟ (Susheel Kumar Saraff) ประธาน World Hindu Congress 2023 กล่าวว่า “World Hindu Congress คือ yajnya (การเสียสละตนเอง) ที่เป็นแก่นสารและเป็นต้นฉบับเพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคมฮินดู เป็นเวทีที่ชาวฮินดูจากทุกสาขาอาชีพ ที่กระจายอยู่ทุกสังคมและวัฒนธรรม สามารถรวมตัวกันเพื่อจัดระเบียบ และรวมพลังของพวกเขาเพื่อการได้สวัสดิการและการเป็นอยู่ที่ดีในทุกหนแห่งทั่วโลก”

การประชุม World Hindu Congress 2023 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจำนวนกว่า 3,000 คน จาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยจะเป็นตัวแทนของชุมชนชาวฮินดูทั่วโลก ทั้งจากภาครัฐ องค์กร สมาคม และสถาบันของชาวฮินดูทั้งหมด 

ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการจัดงานในปีนี้ จะเป็นเวทีระดับโลกที่คนทั่วโลกจะได้มาสัมผัสเมืองไทย สร้างการรับรู้และส่งเสริมด้าน

การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้สร้างเครือข่าย สร้างความร่วมมือกันต่อไปในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้โชว์วิถีไทยสร้างความประทับใจ ส่งมอบให้กับผู้ร่วมงานนานาชาติทั่วโลก 

ด้าน ดร.โสภณา ศรีจำปา รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดล (Dr. Sophana Srichampa, Associate Professor Dr, Mahidol University) กล่าวถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างอินเดียและไทยว่า “วัฒนธรรมที่หลากหลายของอินเดียและไทยมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เรามีมรดกร่วมกันที่แสดงออกผ่านภาษา ศิลปะ สถาปัตยกรรม และประเพณี ซึ่งการประชุมWHC 2023 จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองประเทศนี้ ส่งเสริมความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และปรัชญา ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการเติบโตและการพัฒนาของทั้งประเทศไทยและชุมชนชาวฮินดูทั่วโลก และสร้างสันติภาพโลกในศตวรรษนี้ผ่านการประชุมครั้งนี้นั่นเอง”

ความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ระหว่างอินเดีย ไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนคุณค่าทางธรรมและวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นเจ้าภาพสำหรับการประชุม World Hindu Congress 2023 สัญลักษณ์อันงดงามของมรดกร่วมนี้ สามารถพบเห็นได้ในสถานที่สำคัญต่าง ๆ เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (ไทย), นครวัดและพนมกุเลน (กัมพูชา), ปรัมบานันและบุโรพุทโธ (อินโดนีเซีย), เกดาราม (Kedaram) (มาเลเซีย), วัดจาม, หมีเซิน (เวียดนาม) และปราสาทหินวัดพู (ลาว)

เชริ ซูชิล ดาห์นูก้า (Shri Sushil Dhanuka) ประธานหอการค้าอินเดีย-ไทย ประเทศไทย อธิบายถึงความสำคัญของการประชุมคู่ขนานทั้ง 7 หัวข้อภายในงาน WHC 2023 ว่า “การประชุมทั้ง 7 หัวข้อที่จะจัดขึ้นระหว่างการประชุม World Hindu Congress ครอบคลุมหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวฮินดู เราจะหารือกันในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การเสริมพลังทางเศรษฐกิจ การศึกษา สื่อ การเมือง การมีส่วนร่วมของเยาวชน การเสริมพลังสตรี และความร่วมมือในองค์กร โดยได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้นำจากสาขาต่าง ๆ เพื่อแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมการประชุมเหล่านี้”

และ เชริ ราจู บี มันวานิ (Shri Raju B Manwani) เลขาธิการ World Hindu Congress กรุงเทพฯ กล่าวถึงการจัดงาน WHC 2023 ว่า “เราคาดว่าจะมีผู้แทนจำนวนมากจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมการประชุม โดยเกณฑ์พื้นฐานสำหรับผู้เข้าร่วมงาน คือความมุ่งมั่นต่อค่านิยมของชาวฮินดู และการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการส่งเสริมศาสนาฮินดู นอกจากนั้น การประชุมครั้งนี้ยังจะจัดแสดงนิทรรศการให้ข้อมูลความรู้ ร่วมด้วยการแชร์ข้อคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน และโอกาสในการสร้างเครือข่ายที่ประสบผลสำเร็จ โดยเราได้เตรียมการอย่างครอบคลุมเพื่อรับรองความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดไว้อย่างดีแล้ว”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์แห่งปี ที่งาน World Hindu Congress 2023 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน 2566 ราคาบัตรเข้าร่วมงาน Early Bird โปรโมชั่นพิเศษวันนี้ถึง 31

กรกฎาคม 2566 สำหรับผุ้ร่วมงานท่ัวไป ราคา 10,500 บาท, สำหรับผู้หญิง 7,000 บาท และสำหรับนักเรียน/นักศึกษา 5,250 บาท ลงทะเบียนหรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.worldhinducongress.org/ หรือติดต่อที่อีเมล whc2023@worldhinducongress.org และอัปเดตความเคลื่อนไหวของ WHC 2023 ช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook: World Hindu Congress Instagram: @worldhinducongress YouTube: @WorldHinduCongress และ Twitter: @WHCongress 

“พาณิชย์-DITP”เผยเทรนด์บริโภค“ขนมเยลลี่เจลาติน”มาแรงในญี่ปุ่นแนะศึกษาวางแผนส่งออก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยเทรนด์บริโภคขนมเยลลี่เจลาตินในญี่ปุ่นกำลังมาแรง

พบกลุ่มผู้ชายหันมาบริโภคเพิ่มขึ้น กลุ่มวัยรุ่นหญิงนิยมซื้อถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย ล่าสุดมูลค่าตลาดพุ่งแซง
หมากฝรั่งแล้วแนะผู้ประกอบการไทยศึกษาแนวโน้มตลาดและ
วางแผนส่งออก

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจากนายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ถึงโอกาสในการขยายตลาด
ขนมเยลลี่เจลาติน (Gummy Jelly) ในตลาดญี่ปุ่น เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้กลายเป็นขนมที่มีมูลค่าการตลาดสูงแซงตลาดหมากฝรั่งที่เคยครองแชมป์ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีผลสำรวจจากบริษัท Intage inc. ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจตลาด ได้ทำการติดตามกลุ่มผู้บริโภคหญิงและชายจำนวน 5 หมื่นคน พบว่า มีความต้องการบริโภคขนมเยลลี่เจลาตินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2563 ที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 ที่คนอยู่บ้านทำให้มีความต้องการขนมเหล่านี้เพิ่มขึ้น โดยสถิติปี 2565 ยอดซื้อขนมเยลลี่เจลาตินเพิ่มขึ้น 91% เมื่อเทียบกับปี 2556 ขนมบิสกิต ช็อกโกแลต และขนมขบเคี้ยวเพิ่มขึ้น 20-30% ขนมลูกอมอัดเม็ดเพิ่มขึ้น 11%
สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อขนมเยลลี่เจลาตินเพิ่มขึ้นคือ กลุ่มผู้ชายวัย 30-49 ปี เพิ่มขึ้น 234% รองลงมา คือ กลุ่มผู้บริโภคชายวัย 50–69 ปี เพิ่มขึ้น 219% และหากดูสัดส่วนการซื้อกลุ่มผู้บริโภคชายมีสัดส่วนการซื้อเพิ่มขึ้น
จาก 16% ในปี 2556 เป็น 20% ในปี 2565 ด้วย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่รองลงมาจากกลุ่มผู้บริโภคหญิงวัย 30–49 ปี
ที่มีสัดส่วน 27% และสูงกว่ากลุ่มผู้บริโภคหญิงวัย 15-29 ปีที่มีสัดส่วน 16%
โดยขนมเยลลี่เจลาตินที่กลุ่มผู้บริโภคนิยมซื้อหากเป็นกลุ่มวัยรุ่นหญิงจะซื้อเพื่อนิยมถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย กลุ่มผู้บริโภคผู้หญิงนิยมรสผลไม้ที่มีความนุ่ม และกลุ่มผู้บริโภคชายวัยกลางคนนิยมรสน้ำอัดลมรสต่าง
ๆที่มีความเหนียว

นอกจากนี้ ผลจากการที่ขนมเยลลี่เจลาตินที่เดิมมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และผู้ผลิตได้พยายามเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ทำให้มูลค่าตลาดขนมเยลลี่เจลาตินได้แซงหน้ามูลค่าตลาดหมากฝรั่งไปแล้ว โดยผลสำรวจพบว่า ปี 2565 มีมูลค่า 78,100 ล้านเยน (ประมาณ 20,000 ล้านบาท) แซงหน้ามูลค่าตลาดหมากฝรั่ง ที่มีมูลค่า 54,800 ล้านเยน (13,600 ล้านบาท) ซึ่งในปี 2560 มูลค่าตลาดหมากฝรั่งมูลค่า 82,300 ล้านเยน (ประมาณ 20,500 ล้านบาท) และมูลค่าตลาดขนมเยลลี่เจลาตินมูลค่า 55,500 ล้านเยน (ประมาณ 13,800 ล้านบาท)

สาเหตุที่ทำให้มูลค่าตลาดหมากฝรั่งลดลงมาจากช่วงโควิด-19 คนอยู่บ้านมากขึ้น จึงลดการบริโภค
หมากฝรั่งเพื่อระงับกลิ่นปาก บางส่วนไม่อยากถอดหน้ากากเพื่อคายหมากฝรั่ง และคนสูบบุหรี่ลดลงจึงลดการบริโภคหมากฝรั่ง อีกทั้งที่ทิ้งหายากซึ่งผลที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทขนมยักษ์ใหญ่อย่าง Meji ประกาศยกเลิกการจำหน่าย
หมากฝรั่งแบรนด์ XYLISH ของบริษัท และสิ้นสุดการจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา
ส่วนการส่งออกหมากฝรั่งของไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นก็มีมูลค่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2556 มีมูลค่าส่งออก 472,602,176 บาท ส่วนในปี 2565 มีมูลค่าส่งออกเพียง 67,140 บาท ซึ่งเป็นผลจากเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออก แต่ก็เป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าใหม่ๆ เช่น เยลลี่เจลาติน
ที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตสูงซึ่งผู้ผลิตและผู้ส่งออกต้องติดตามเทรนด์ตลาด และวางแผนการส่งออกสินค้าไปจำหน่าย จะช่วยให้ยอดส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ของไทยไปญี่ปุ่นขยายตัวได้
เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
พฤษภาคม 2566

ASPHERE (AS) ผนึก BIG BANG THEORYเปิด แพลตฟอร์ม เมตาเวิร์ส พร้อมใช้ รายแรกของโลก

บมจ. แอสเฟียร์ อินโนเวชั่นส์ (เดิมชื่อ บมจ. เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น) หรือ AS  ผนึกเดอะ บิ๊กส์แบง ทิออรี่ย์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Metaverse และบล็อกเชน เปิดตัวนวัตกรรม เมตาเวิร์สในรูปแบบแพลตฟอร์มพร้อมใช้ หรือ Metaverse as a service เป็นรายแรกของโลก

นายกิตติพงศ์ พฤกษอรุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Blockchain & Innovation Technologies บริษัท แอสเฟียร์ อินโนเวชั่นส์ จำกัด (มหาชน)  [เดิมชื่อ บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)] เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจด้าน Blockchain & Innovation Technologies อย่างต่อเนื่อง และมองเห็นโอกาสด้านเทคโนโลยี metaverse ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวัน จากผลสำรวจของบริษัทวิจัยชั้นนำของโลก ได้ประมาณการมูลค่าการเติบโตของตลาดจากปี 2564 ซึ่งมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 58,500 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2573 โดยคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 43.7% และคาดว่าภายในปี 2569 จะมีประชากร 25% เข้าระบบใช้งาน metaverse อย่างน้อย วันละ 1 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเพื่อการทำงาน การศึกษา ช้อปปิ้ง โซเชียล หรือความบันเทิงต่างๆ  นอกจากนี้ ในปี 2566 เรากำลังเข้าสู่การตลาดยุค Marketing 6.0 หรือ Metaverse Marketing  ที่แบรนด์ต่างๆ จำเป็นต้องสร้างประสบการณ์แบบ immersive experiences ให้แก่ผู้บริโภคด้วยการสร้างการเชื่อมโยงระหว่างโลกออฟไลน์และโลกออนไลน์เข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ
บริษัทฯ เชื่อมั่นในศักยภาพของ Big Bang Theory ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มที่นำ metaverse มาให้บริการในรูปแบบ Platform As-a-Service รายแรกของโลก โดยได้เข้าลงทุนในบริษัท Big Bang Theory คิดเป็นสัดส่วน 27% ของหุ้นในบริษัท สำหรับด้านความร่วมมือกัน ทาง Big Bang Theory จะเป็นผู้เข้ามาพัฒนาระบบ metaverse รวมถึงสร้าง เหรียญ Token และ NFT สำหรับใช้เพื่อจุดประสงค์ในการทำ CRM ให้บริษัท เพลย์พาร์ค ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการเกมออนไลน์ในเครือของแอสเฟียร์ ทั้งนี้ ในอนาคตทางแอสเฟียร์ ยังมีแผนที่จะช่วยนำแพลตฟอร์ม Big Bang Theory ขยายตลาดออกสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน

นายพงศ์วุฒิ ไพรไพศาลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊กส์แบง ทิออรี่ย์ จำกัด เปิดเผยว่า Big Bang เป็น 1 ในผู้นำด้านการพัฒนาระบบ Metaverse และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านบล็อกเชน โดยเราเป็นบริษัทในเครือของ Mi group ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาซอฟต์แวร์ และการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน และ Metaverse

“Big Bang Theory คือ Metaverse as a service ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักที่มุ่งให้บริการแพลตฟอร์มเมตาเวิร์ส โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม หรือโค้ดดิ้ง ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นระบบที่ช่วยสร้างโลกเสมือนให้กับธุรกิจทุกประเภท มุ่งเน้นให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี ที่สามารถนำมาใช้ในเรื่องของการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตลอดจนการเปลี่ยนธุรกิจแบบเดิมเข้าสู่โลกเสมือนราวกับจินตนาการ ซึ่งเครื่องมือที่อยู่บนแพลตฟอร์ม Big Bang Theory  มีหลายส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เช่น E-Commerce online shopping ที่สามารถเลือกซื้อ ชำระเงิน และจัดส่งให้ถึงบ้าน, การทำ Steaming ในรูปแบบการทำกิจกรรมในโลกออนไลน์บนโลกเสมือนจริงที่ทำง่ายแบบไม่ต้องพึ่งโปรแกรมเมอร์, ในมุมของการทำประชุมออนไลน์ในโลกเสมือนจริง, พร้อมเครื่องมือการสร้างโลกเสมือน ที่ง่ายเหมือนกับคุณนั่งเล่นเกมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะผลักดันโลก Metaverse ให้เป็นโลกเสมือนจริง โดยเผยแผนในปีนี้จะมีการขยายแพลตฟอร์มครอบคลุมการให้บริการระบบธุรกิจโลกเสมือนแบบครบวงจร เช่น AR/VR/XR as a Service และการใช้เทคโนโลยี Ai ในด้านต่างๆ เช่น Ai Generative Verse, Ai Virtual Influencer เพื่อตอบโจทย์การเป็นเครื่องมือทางด้าน Marketing Technology (MarTech) ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย สามารถปรับแต่งได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม ยิ่งไปกว่านั้นต้องเข้าถึงในงบประมาณที่ประหยัดย่อมเยา รวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจในประเทศไทยเข้าใจและเห็นความสำคัญของการใช้โลกเสมือนในการขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยแบบไร้พรมแดนเพื่อนำไปสู่การทำธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยฟังก์ชันของ Big Bang ได้แก่
• การทำ Steaming
สามารถนำไปใช้ในแง่ของการจัดทำสัมมนา ฉายภาพยนตร์ ไลฟ์สด  และ อื่นๆ ซึ่งการใช้ ฟังก์ชันนี้จะให้ประสบการณ์ เหมือนผู้เข้าร่วมงานได้เข้าไปอยู่ในสถานที่การจัดงานจริง โดยจะมีมุมมองที่ผู้รับชมสามารถชมได้ คือมุมมองของอัตราที่มองบนหน้าจอในโลกเมตาเวิร์ส การStreaming ในเมตาเวิร์สจะมีมุมมอง วิดีโอแบบ full screen         ซึ่งเป็นมุมมองที่ผู้ชมคุ้นเคย เหมือนกับรับชมคลิปวิดีโอ ผ่านแอพพลิเคชั่นบนหน้าจอ
• E-Commerce online shop
ในแง่ของการขายสินค้าออนไลน์ สามารถให้ประสบการณ์การซื้อสินค้าในรูปแบบของโลกเสมือนจริงที่สามารถใช้ได้อย่างง่ายดาย การเลือกสินค้า ชำระเงิน และ สามารถรอการจัดส่งได้ที่บ้าน โดยการชำระเงินจะรองรับระบบคิวอาร์โค้ดพร้อมเพย์ และบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตก็สามารถชำระได้ ซึ่งช่องทางการชำระเงินบนเมตาเวิร์คนี้เป็นช่องทางที่ง่ายสะดวกและคุ้นเคยกับผู้ซื้อและผู้ขายก็สามารถอัพโหลดสินค้าได้อย่างง่ายดาย ไม่แตกต่างกับการอัพสต๊อกในแอพพลิเคชั่นอีคอมเมิร์ซทั่วไป
•  Private Meeting room
เป็นฟังก์ชันการประชุมบนโลกเสมือนที่มีมุมมองเหมือนกับผู้ประชุมเข้าไปอยู่ในห้องนั้นจริง และมีฟังก์ชันย่อยในห้องประชุมที่ไม่แตกต่างกับการประชุมงานในปัจจุบัน เช่น มีช่องแชท สามารถเปิดปิดไมโครโฟนและกล้องได้ พร้อมการแชร์สกรีนของผู้ประชุมได้อย่างง่ายดาย คล้ายกับระบบที่เราคุ้นเคยในการใช้ประชุมออนไลน์
•  Mini Game
เป็นฟังก์ชันที่ให้ความบันเทิงกับผู้เข้าร่วมเมตาเวิร์ส ซึ่งเป็นเกมที่ง่ายและคุ้นเคยกับผู้ใช้ ผู้สร้างเมตาเวิร์ส สามารถกำหนดกติกา เพื่อนำเกมนี้ไปเป็นประโยชน์ และสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าหรือยูสเซอร์ของผู้ที่สร้างเมตาเวิร์ส ซึ่งส่วนนี้อาจจะเป็นฟังก์ชันหนึ่ง ที่ดึงดูดใจให้คนเข้ามาในเมตาเวิร์สของผู้สร้างได้
•  Hologram
ฟังก์ชันใหม่สุดล้ำที่จะสร้างโลกแห่งจินตนาการให้เป็นจริงสามารถใช้ในมุมมองของการประชุมประจำปี
แฟนมิตติ้ง ปราศรัยทางการเมือง โดยลักษณะเด่นของฟังก์ชันนี้คือการฉายภาพเสมือนของผู้พูด หรือวิทยากรในลักษณะเรียลไทม์ ซึ่งข้อดีจะทำให้ผู้ที่เข้ารับฟังและรับชมใกล้ชิดกับผู้พูด หรือวิทยากรได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่สามารถประยุกต์ไปใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทยตลอดจนไปสู่ระดับนานาชาติ  และพร้อมเป็นผู้ให้บริการด้านการพัฒนาระบบต่างๆ ในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การบริหาร ในด้านการขยายกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในรูปแบบออนไลน์ภายใต้การสร้างโลกเสมือนจริง และการสร้างประสบการณ์ด้านเมตาเวิร์สให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายพงศ์วุฒิ กล่าวปิดท้าย

“พาณิชย์” ย้ำจุดยืนส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยนวัตกรรมและการสร้างแบรนด์ในงาน “Design and Value Creation Forum” ฉลอง 33 ปีจาก “ส่งเสริมการออกแบบพัฒนาสินค้า” สู่การ “สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อความยั่งยืน”

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตอกย้ำจุดยืนภารกิจสำคัญ “ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมและการสร้างแบรนด์” และ “พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ” ย้ำกับทุกภาคส่วนให้ผลักดันอย่างต่อเนื่อง จะสามารถสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ให้มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น
ภายใต้นโยบายกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า เป็นหนึ่งในพันธกิจที่สำคัญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายใน 2 ด้าน คือ ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการขยายตลาดและดําเนินธุรกิจระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นและผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาและส่งเสริมเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้ดำเนินการตามนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ นวัตกรรมและการสร้างแบรนด์ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทางการตลาด อาทิ DEmark : Design Excellence Award หรือ Thailand Trust Mark (T Mark) รางวัล PM’s Export Award เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและธุรกิจ ส่งผลให้การดำเนินงานที่ผ่านมาในช่วง 5 ปี (ปี 2560 -2565) เกิดการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่ม จำนวน 10,916 ราย และสร้างมูลค่าการค้า ผ่านกิจกรรมกว่า 1,142.5 ล้านบาท

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “การจัดงาน Design and Value Creation Forum เป็นเวทีสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและ นักออกแบบ ในวาระครบรอบ 33 ปี ของการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการออกแบบเพื่อการส่งออก เมื่อ 29 พฤษภาคม 2533 สู่การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มและนวัตกรรมเพื่อการค้า เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออก นักสร้างสรรค์หลากหลายสาขาทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งตัวแทนหน่วยงาน สมาคมและองค์กรต่างๆ ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิด ค้นหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการด้วยใช้กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้าน Megatrend และ Next Normal พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ อันนำไปสู่การขับเคลื่อนและยกระดับนโยบายด้านการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งภายหลังจากการจัดงานนี้ จะทำให้ภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ มีส่วนร่วมในการค้นหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ร่วมกัน”

นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “งาน Design and Value Creation Forum เป็นกิจกรรมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มระหว่างผู้ประกอบการและเครือข่ายนักออกแบบ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “BEHIND THE DOOR, NEW DISCOVERIES” โดยเชิญผู้ที่อยู่เบื้องหลังประตูความสำเร็จของการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้าของไทยมาร่วมบรรยาย อาทิ ปาฐกถาพิเศษ “การจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมด้านการออกแบบเพื่อการส่งออกของไทยในวาระครบรอบ 33 ปี” โดย นางสุพัตรา ศรีสุข ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาสินค้า อดีตผู้อำนวยการศูนย์บริการออกแบบ รวมทั้งการบรรยายพิเศษ “New Discoveries ค้นพบเส้นทางใหม่และโอกาสของนักออกแบบไทยในเวทีโลก” เพื่อเปิดโลกให้กับผู้เข้าร่วมงานได้เห็นแนวโน้มรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่ (Mega Trends) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อเปิดมุมมองให้ผู้ฟังได้รู้ถึงโอกาส สามารถปรับตัวสู่การตั้งเป้าหมายใหม่เพื่อดำเนินธุรกิจต่อไป ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและอยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนการทำงานของสำนัก อาทิ ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด, รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC by MQDC, คุณแดน ศรมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอดีเอ ดิจิทัล ประเทศไทย จำกัด, คุณณัฐเศรษฐ์ ไตรทิพย์เจริญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจโนไซส์ ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด, คุณแคทรีน อมตวิวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท เฮด วัน ฮันเดรด จำกัด และนอกจากนี้ ยังได้เชิญนักออกแบบไทยที่เคยเข้าร่วมโครงการกับกรม ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ที่มีความก้าวหน้า มีชื่อเสียงในผลงานด้านการออกแบบ และมีบทบาทในภาคธุรกิจส่งออกของไทยในบริบทที่แตกต่างกัน มาร่วมถ่ายทอดมุมมองและแนวคิดต่อโอกาสและเส้นทางใหม่ๆ อาทิ คุณพลอยพรรณ ธีรชัย ผู้ร่วมก่อตั้ง THINKK Studio, คุณดุลยพล ศรีจันทร์ ผู้ก่อตั้งและ Managing Director PDM Brand, คุณกฤษณ์ พุฒพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง Dot Design Studio, คุณศรุตา เกียรติภาคภูมิ เจ้าของแบรนด์ PiN Metal Arts และคุณสมชนะ กังวารจิตต์ ประธานกรรมการบริหารและผู้บริหารฝ่ายความคิดสร้างสรรค์ บริษัท พร้อม ดีไซน์ เอเชีย จำกัด”
นอกจากนี้ กรมได้เปิดเวทีระดมความคิดเห็น จากผู้ประกอบการส่งออกและนักออกแบบที่เคยเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งผู้แทนจากสมาคมในอุตสาหกรรมส่งออกที่เกี่ยวข้อง อาทิ คุณปิยะชาติ อิศรภักดี BRANDi and Companies, คุณกวิน ว่องกุศลกิจ กลุ่มมิตรผล, คุณรฐิยา อิสระชัยกุล RISE (Regional Corporate Innovation Powerhouse), คุณโกสินทร์ วิระพรสวรรค์ PLANTOY, คุณอาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA), คุณแดน ศรมณี บริษัท เอดีเอ ดิจิทัล ประเทศไทย จำกัด ร่วมเสวนาและเปลี่ยนความคิดเห็นแนวทางการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม ในหัวข้อ “New Challenge ทิศทางการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบสนองแนวโน้มเมกะ เทรนด์” เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักออกแบบ สามารถเตรียมพร้อมและปรับตัวในการดำเนินธุรกิจ ตามแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกในยุค New Economy และเตรียมพร้อมรับมือกับข้อกีดกันทางการค้าในอนาคต และภายในงาน พบกับนิทรรศการแสดงความก้าวหน้าของนักออกแบบไทยในระดับ โดยรวบรวมข้อมูลสินค้าและผลงานของนักออกแบบไทยไม่น้อยกว่า 100 รายการ ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นต้นแบบที่ดีของนักออกแบบไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาจัดแสดงไว้ในงานอีกด้วย
“ปัจจุบันการดำเนินงานของศูนย์บริการออกแบบได้ขยายขอบเขตภารกิจจากการส่งเสริมด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการออกแบบ นวัตกรรมและการสร้าง แบรนด์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกและเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการส่งออก นักออกแบบและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการดำเนินธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่าการจัดงานนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้ประกอบการไทย” ผอ.ประอรนุช กล่าวทิ้งท้าย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
พฤษภาคม 2566

DITP ดันส่งออกกล้วยไทยไปตลาดญี่ปุ่น ตั้งเป้าให้ได้เต็มโควต้าไม่มีภาษี

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดกิจกรรมการเจรจาการค้าสินค้ากล้วยสดและแปรรูป โดยนำผู้นำเข้าชาวญี่ปุ่นรวม 10 บริษัทมาพบปะเจรจาการค้ากับผู้ส่งออกไทยรวม 23 บริษัท 38 ราย ภายในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2023 คาดว่ากล้วยและผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปของไทยได้รับความสนใจสั่งซื้อเป็นมูลค่าทะลุ 1,000 ล้านบาท

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นิยมบริโภคกล้วยเป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อีกทั้งยังมีราคาที่เข้าถึงได้และยังสามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นขนมได้อีกมากมาย โดยที่ญี่ปุ่นเองสามารถปลูกกล้วยเองได้ในปริมาณน้อยเนื่องจากมีภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งในแต่ละปีจะต้องนำเข้ากล้วยเข้ามาบริโภคในประเทศถึงปีละกว่า 1 ล้านต้น สำหรับประเทศไทยนั้น แม้จะมีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย -ญี่ปุ่น (Japan – Thailand Economic Partnership Agreement) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า JTEPA ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 โดยญี่ปุ่นได้ให้สิทธิพิเศษการยกเว้นภาษีนำเข้ากล้วยจากประเทศไทยเป็นจำนวน 8,000 ตันก็ตาม แต่ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถส่งออกกล้วยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้สูงสุดเพียง 2,890 ตันต่อปีเท่านั้น จึงเห็นถึงโอกาสในขยายตลาดและได้สั่งการให้เดินหน้าการผลักดันการส่งออกกล้วยไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นอย่างเต็มที่”

สำหรับแผนการเร่งการส่งออกกล้วยไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นนั้น นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียวได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวว่า “หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้กล้วยไทยสามารถส่งเข้าไปแข่งขันในตลาดญี่ปุ่นได้น้อยแม้ว่าจะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าก็ตาม ก็คือการแข่งขันอย่างรุนแรงจากประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นเจ้าตลาด ซึ่งในปัจจุบันถือครองตลาดอยู่ถึงร้อยละ 76 หรือประมาณ 3 ใน 4 ของตลาดกล้วยในญี่ปุ่นทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนี้ทางประเทศฟิลิปปินส์ก็เพิ่งออกมาประกาศขึ้นราคากล้วยหอมในประเทศญี่ปุ่นด้วยเหตุผลทางด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งฟิลิปปินส์ยังประสบปัญหาโรคระบาดในกล้วยซึ่งส่งผลกระทบต่อด้านปริมาณการผลิตด้วย จึงเป็นโอกาสอันดีที่กล้วยไทยจะเข้าไปช่วงชิงตลาด โดยในกิจกรรมครั้งนี้ ทางสำนักงานได้นำทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ อาทิ Gyomu Super ซึ่งมีกว่า 1,050 สาขา และ Beisia ซึ่งมีกว่า 130 สาขาทั่วญี่ปุ่น พร้อมด้วยผู้นำเข้าที่มีศักยภาพรวม 10 บริษัท เดินทางมาพบปะเจรจาการค้ากับผู้ส่งออกและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอม ผู้ผลิตกล้วยแปรรูป และได้เชิญผู้ประกอบการกล้วย GI ของไทยที่ได้รับการรับรองจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเจรจาการค้าและเกิดการทดลองชิมสินค้า ซึ่งในส่วนตัวมีความเชื่อว่ากล้วยจากประเทศไทยมีรสชาติที่อร่อยกว่าของประเทศคู่แข่ง อีกทั้งผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปจากประเทศไทยมีความหลากหลายและมีนวัตกรรมที่น่าสนใจ และยังอาจช่วยสร้างโอกาสให้สินค้าเกษตรจากภูมิภาคของไทยให้สามารถเปิดตลาดส่งออกสู่ประเทศญี่ปุ่นได้ต่อไปด้วย”

ทั้งนี้ จากการประเมินผลการจัดกิจกรรมการเจรจาการค้าสินค้ากล้วยสดและแปรรูปในเบื้องต้น คาดว่ากิจกรรมในครั้งนี้น่าจะเกิดการสั่งซื้อกล้วยหอมจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2,000 ตัน และผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูป รวมเป็นมูลค่า 1,070.55 ล้านบาท โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ยังมีแผนงานต่อเนื่องในการนำผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นลงไปให้ความรู้และเตรียมความพร้อมในการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นให้แก่กลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกล้วยไทยในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดตามความคืบหน้ากิจกรรมได้ที่ http://www.ditp.go.th หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วน 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
30 พฤษภาคม 2566

สร้างประวัติศาสตร์“จุรินทร์”ปลื้ม!ผลจัดงานสินค้าอาหารสุดยิ่งใหญ่ “THAIFEX-ANUGA ASIA 2023” สร้างเม็ดเงินทะลุ 120,000 ล้าน คนเข้าชมถล่มอิมแพ็คกว่า 130,000 คน ต่างชาติเพิ่มเกือบ 150%

วันที่ 29 พฤษภาคม 2566 เวลา 11.30 น.ที่ กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลความสำเร็จงาน แสดงสินค้าอาหาร ปี 2566 “THAIFEX-ANUGA ASIA 2023” พร้อมด้วยนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมด้วย

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ความสำเร็จจากการจัดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2023 ปีนี้ ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งภายใต้ ความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของ 3 ฝ่ายประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทยและโคโลญเมสเซ่ ร่วมกันจัดงาน ช่วงวันที่ 23-27 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่เมืองทองธานี มีผู้เข้าร่วมงาน 3,034 บริษัท บริษัทไทย 1,109 บริษัทและบริษัทต่างประเทศ 1,925 บริษัท ประกอบด้วยจีน 620 บริษัท เกาหลีใต้ 212 บริษัท เวียดนาม 158 บริษัท มาเลเซีย 109 บริษัทและญี่ปุ่น 57 บริษัท มี 5,859 คูหาจาก 45 ประเทศ ประกอบด้วย เอเชียตะวันออกอาเซียน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง เป็นต้น โดย 5 วัน มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้น 131,039 คน เพิ่มขึ้น 58% เป็นผู้เข้าร่วมเจรจาการค้า 78,764 ราย เพิ่มขึ้น 53% เป็นชาวต่างประเทศ 16,429 ราย เพิ่มขึ้น 150% เป็นจีน เพิ่มขึ้น 2022% มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 127% เวียดนาม เพิ่มขึ้น 79% เกาหลี เพิ่มขึ้น 109% สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 58% และนักธุรกิจชาวไทย 62,335 ราย เพิ่มขึ้น 39%
และประชาชนทั่วไปเข้าชมงาน เฉพาะวันสุดท้าย วันที่ 27 พ.ค.66 จำนวนถึง 52,275 คน เพิ่มขึ้น 66% มูลค่าการซื้อขายจากการจัดงาน มีมูลค่าการซื้อขายร่วมกัน 120,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81.36% เป็นการซื้อขายทันที 1,106 ล้านบาท โดยซื้อขายภายใน 1 ปี 118,600 ล้านบาท หมวดสินค้าบริการที่ซื้อขายมากที่สุด 5 ลำดับแรก ประกอบด้วย อาหาร ผักผลไม้ เทคโนโลยีด้านอาหาร เช่นเครื่องจักรอุปกรณ์การทำอาหาร หมวดชากาแฟและการให้บริการด้านอาหาร เช่น การให้บริการองค์ความรู้การทำธุรกิจอาหาร และประเทศที่มีการสั่งซื้อมากที่สุด ประกอบด้วย จีน ไทย สหรัฐอเมริกา มาเลเซียและญี่ปุ่น

สำหรับงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2023 ในปีนี้ จะมีส่วนสำคัญให้ตัวเลขการส่งออก อาหารของไทยในปี 66 เพิ่มมากขึ้น ปีที่แล้วสามารถทำเงินเข้าประเทศได้ถึง 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% คาดว่าปีนี้จะสามารถทำเงินเพิ่มจากการส่งออกอาหารได้ถึง 1.5 ล้านล้านบาท ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้น 10%

“ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทยและบริษัทโคโลญเมสเซ่ ที่ทำให้การจัดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2023 ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในปีนี้ และกระทรวงพาณิชย์มีนโยบายอาหารไทยอาหารโลก โดย 1.ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งความมั่นคงด้านอาหารของโลก โดยการผลิตอาหารและสนับสนุนการส่งออก 2.ส่งเสริมให้มีการเปิดร้านอาหารไทยในหลายประเทศ มีตรารับรอง เช่น Thai SELECT เป็นต้น 3.ส่งเสริมอาหารไทยเป็นซอร์ฟพาวเวอร์ เผยแพร่ซอฟพาวเวอร์ของไทย ” นายจุรินทร์กล่าว

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า อาหารแห่งอนาคตเป็นเทรนด์ของโลก อาหารสมัยใหม่ต้องมีองค์ความรู้ มีนวัตกรรม ผู้ประกอบการของเราหากมีเวลาควรศึกษาส่วนนี้ และกระทรวงพาณิชย์มีการสัมมนาอบรมต่างๆ เรื่องอาหารแห่งอนาคต และเทรนด์อาหารผู้ประกอบการของเราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เติมเต็มอินโนเวชั่นในสินค้าหลากหลายพัฒนาสินค้า และผู้ประกอบการต้องพัฒนาตนเอง

นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับ Future Food ในงานนี้มีชาวต่างชาติและคนไทยในวงการอาหารเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 1,300 ราย โดย Future Food มี 4 ประเภท 1.อาหารฟังก์ชัน (function food) 2. อาหารนวัตกรรมใหม่ (novel food) 3. อาหารอินทรีย์ (organic food) และ 4. อาหารทางการแพทย์ (medical food) โดย 3 ตัวแรกไทยได้รับความสนใจอย่างมาก บริษัท innova ที่ดูเทรนด์อาหารของโลกมาประกาศ Future Food ได้รับความสนใจมาก และที่ต้องให้ความสนใจคือ ของเสียที่เกิดจากอาหารจะนำกลับมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ซึ่งการใช้ green product เป็นแนวทางที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ด้วย BCG model เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไทยได้รับความสนใจอย่างมากในพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่อาหารโลก

พาณิชย์ชูนโยบาย “อาหารไทย อาหารโลก” รองรับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นใช้หลัก “รัฐหนุน เอกชนนำ” และส่งเสริม “ซอฟต์พาวเวอร์”พร้อมดึงผู้ซื้อจากทั่วโลกร่วมงาน “THAIFEX – ANUGA ASIA 2023”

​กระทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันนโยบาย อาหารไทย อาหารโลก รองรับความต้องการอาหารของตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยใช้หลัก รัฐหนุน เอกชนนำ ลดอุปสรรคในการส่งออกให้มากที่สุด และส่งเสริม ซอฟต์พาวเวอร์ ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักและชื่นชอบอาหารไทย พร้อมทั้งมอบหมายให้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2023 ร่วมกับหอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ เยอรมนี ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานกว่า 95,000 คนจากทั่วโลก มาเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มของไทย คาดเงินสะพัดกว่า 70,000 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า อาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร คือ การเติบโตของจำนวนประชากรโลกที่คาดการณ์กันว่าจะมีจำนวนเพิ่มจาก 8,000 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 10,000 ล้านคน ภายในปี 2593 ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าวย่อมจะส่งผลต่อความต้องการอาหารที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่าง ๆ จึงตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนอาหารที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้ว่าหลายประเทศจะมีนโยบายการพึ่งพิงอาหารภายในประเทศ (Food Self – Sufficiency) แต่เมื่อพิจารณาแนวโน้มจำนวนประชากร ก็คาดว่าจะไม่เพียงพอ
“ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมอาหารที่แข็งแกร่ง เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญมากมาย เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ มันสำปะหลัง และยังมีความสามารถในการแปรรูป สามารถคิดค้นนวัตกรรมทางด้านอาหาร มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย คำนึงถึงความยั่งยืน อีกทั้งสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ คือ มีศักยภาพในการส่งออก จนได้ชื่อว่าเป็น ครัวของโลก (Kitchen of the World) ประกอบกับการผลักดันนโยบาย อาหารไทย อาหารโลก ของกระทรวงพาณิชย์ จึงทำให้ในปี 2565 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 15 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกถึง 1.36 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 22.7% จากปีก่อน”
นายจุรินทร์ กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของการส่งออกอาหารไทยเกิดจากนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่เข้าไปดูแลสนับสนุนการส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้หลัก รัฐหนุน เอกชนนำ ให้เอกชนเป็นทัพหน้า ส่วนรัฐเป็นผู้สนับสนุน เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการส่งออกให้มากที่สุด ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ หรือ กรอ.พาณิชย์ เพื่อให้รัฐกับเอกชนจับมือร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมในการส่งออก และร่วมกันแก้ปัญหาเชิงรุก เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขและสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว
นโยบายที่สำคัญอีกหนึ่งเรื่อง คือ การส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) อาหารไทย เพื่อทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักและชื่นชอบอาหารไทยที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งจะนำไปสู่ความต้องการสินค้าและบริการของไทยมากขึ้น โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง
“การจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2023 ถือเป็นการเน้นย้ำให้ทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะการเป็นฮับ (Hub) อาหารไทย อาหารโลก และเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกอาหารที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญแห่งปีที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะ เจรจาการค้า ตลอดจนสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้นำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ ซึ่งปีนี้กลับมาจัดแบบ On Site อย่างยิ่งใหญ่เหมือนก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ขณะเดียวกัน มีการจัดงานผ่านช่องทางออนไลน์ THAIFEX Virtual Trade Show เพื่อรองรับผู้ที่ต้องการความสะดวก ไม่ต้องเดินทาง ให้สามารถเข้าเยี่ยมชมงานได้” นายจุรินทร์ กล่าว
สำหรับงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2023 ครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้ารวมกว่า 3,000 บริษัท จากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ ประมาณ 6,000 คูหา จากกว่า 40 ประเทศ โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 95,000 ราย จาก 140 ประเทศทั่วโลก สามารถสร้างมูลค่าทางการค้าทั้งงานในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ได้กว่า 70,000 ล้านบาท ให้กับเศรษฐกิจไทย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
พฤษภาคม 2566

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับมอบรางวัลองค์กรคุณธรรม ต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ 2565

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้รับมอบรางวัลองค์กรคุณธรรมต้นแบบ ประจำปี งบประมาณ 2565 จากคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับมอบรางวัลองค์กรคุณธรรมต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ 2565

จากคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม 2566 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ให้ความสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรมในทุกภาคส่วน จึงมีนโยบายส่งเสริมการขับเคลื่อนคุณธรรมในระดับชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัด ซึ่งกำหนดตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินที่มีมาตรฐานกลางในการประเมินความสำเร็จ 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับส่งเสริมคุณธรรม ระดับคุณธรรม และระดับคุณธรรมต้นแบบ เพื่อบ่งบอกถึงกระบวนการในการพัฒนาคุณธรรมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งบริษัทฯ ได้ผ่านการประเมินให้เป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบทั้ง 11 หน่วยงาน ตามโครงการส่งเสริมชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม โดยคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ( พ.ศ. 2559 – 2565 ) ประจำปีงบประมาณ 2565 ทั้งนี้

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้ทำการมอบเกียรติบัตรให้แก่คณะผู้บริหารจากทั้ง 11 หน่วยงาน อันเป็นผลมาจากความร่วมมือ ร่วมใจ ของบุคลากรทุกคน รวมถึงยึดมั่นในหลักเจตนารมณ์องค์กรคุณธรรมที่ได้ร่วมลงนามให้สัตยาบันไว้

ที่ผ่านมาบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ตระหนัก ให้ความสำคัญและยึดหลักการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาโดยตลอด โดยการดำเนินงานที่มีคุณธรรมและธรรมาภิบาล มีการส่งเสริมให้บุคลากรนำคุณธรรมและจริยธรรมมาใช้ในการดำเนินงานจนเกิดความร่วมมือกันภายในองค์กร อันส่งผลให้เกิดความสำเร็จ และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดมั่นในหลักธรรมศาสนา น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและวิถีวัฒนธรรมไทยมาใช้ในการดำรงชีวิต ร่วมกันปลุกจิตสำนึก และสร้างทัศนคติ ค่านิยมที่ดีในการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน (No Gift Policy) ในเทศกาลปีใหม่และทุกโอกาส สานต่อเจตนารมณ์องค์กรคุณธรรม

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“พาณิชย์-DITP” จัดเทศกาลอาหารไทยเมืองเซี่ยเหมิน ชาวจีนแห่ชม ชิม ชอป

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จัดงานเทศกาลอาหารไทยเมืองเซี่ยเหมิน ครั้งที่ 2 โชว์สาธิตการทำอาหาร จัดโซนอาหารและเครื่องดื่มให้ลิ้มลองจัดแสดงผลไม้ขึ้นชื่อแนะนำตราสัญลักษณ์ Thai SELECT วิธีซื้อ

ข้าวหอมมะลิไทยได้รับการตอบรับจากชาวจีนเป็นอย่างดีแถมแห่ซื้อบัตรรับประทานอาหารไทยเพียบ คาดหนุน
Soft Power ไทยในตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆทำการ

สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับข้อมูลจาก น.ส.นันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงผลการจัดงานเทศกาลอาหารไทยเมืองเซี่ยเหมิน ครั้งที่ 2 หรือ Thai Food Festival ระหว่างวันที่ 29 เมษายน–14 พฤษภาคม 2566
ณ ห้องอาหาร NiNE โรงแรม W Xiamen เพื่อประชาสัมพันธ์อาหารไทยผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ได้รับ
ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT และข้าวหอมมะลิไทยเพื่อขับเคลื่อน Soft Power ของไทยในด้านอาหารในตลาดจีน

ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการจัดงานว่า งานเทศกาลอาหารไทยในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในเมือง
เซี่ยเหมิน หลังจากปีที่ผ่านมายังอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งปีนี้สถานการณ์ได้ผ่อนคลายลงมาก ทำให้มีประชาชนท้องถิ่นให้ความสนใจเข้าร่วมมากขึ้นโดยกิจกรรมที่ได้รับความสนใจ เช่น การสาธิตการทำอาหารไทยจากเชฟของสถานกงสุลใหญ่ ร่วมกับเซฟชาวจีนของโรงแรม W Xiamen โดยได้สอดแทรกการใช้วัตถุดิบ เครื่องปรุงไทย และยังมีโซนอาหารและเครื่องดื่มไทยต่างๆ ให้เลือกลิ้มลอง อาทิ ต้มยำกุ้ง ส้มตำ ลาบ ขนมจีน
ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมชั้น สาคูกะทิ ลูกชุบ ชาไทย น้ำมะพร้าว และยังมีโซนจัดแสดงผลไม้สินค้าเกษตรขึ้นชื่อ
ของไทยอย่าง มะพร้าว ลำไย มังคุด และทุเรียน

นอกจากนี้ ได้จัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์แนะนำตราสัญลักษณ์ Thai.SELECT ผลิตภัณฑ์ Thai SELECT และวิธีเลือกข้าวหอมมะลิไทยแท้ที่นำเข้าแบบบรรจุทั้งถุงจากไทย เพื่อให้ผู้บริโภควางใจว่าได้รับประทานข้าวหอมมะลิไทยแท้ๆคุณภาพพรีเมียม โดยได้แนะนำตราสัญลักษณ์รวงข้าวสีเขียวจากกรมการค้าต่างประเทศ และวิธีการดูบาร์โค้ดของสินค้า เป็นต้น สามารถสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคได้รู้จักวิธีเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถเลือกซื้อข้าวไทยแท้พรีเมี่ยม ได้ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งออฟไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ด้วย
ตนเอง

ขณะเดียวกัน ในช่วงการจัดงานได้รับความสนใจจากประชาชนจีน ที่ซื้อบัตรมารับประทานอาหาร และมีสื่อมวลชน และ KOL ให้ความสนใจเผยแพร่แชร์ลงสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆเป็น
อย่างมากด้วย ซึ่งได้ช่วยในการขับเคลื่อน Soft Power ของไทยให้เป็นที่รู้จักและขยายตลาดในจีนได้เพิ่มขึ้น สำหรับการจัดงานเทศกาลอาหารไทยเมืองเซี่ยเหมิน ครั้งที่ 2 จัดโดยสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเซี่ยเหมิน ร่วมด้วยทีมประเทศไทย สายการบินเซี่ยเหมิน ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และโรงแรม W.Xiamen

โดยมีพิธีเปิดในวันที่ 29 เมษายน 2566 ได้รับเกียรติจากแขกพิเศษเข้าร่วมพิธีเปิด อาทิ ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในเมืองเซี่ยเหมิน รองประธาน CCPIT.Xiamen คณะกงสุลจากประเทศฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ สายการบินเซี่ยเหมิน ธนาคารกรุงเทพ สาขาเซี่ยเหมิน ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซินเจิ้น สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไปเข้าร่วมกว่า 250 คน

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
พฤษภาคม 2566

“พาณิชย์-DITP” จัด Thai SELECT Carnival 2023 ครั้งแรกในฮ่องกง คนแห่ร่วมงานกว่า 7.5 หมื่นราย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลการจัดงาน Thai.SELECT.Carnival 2023 ครั้งแรก

ในฮ่องกงโปรโมตอาหาร ผลไม้ ข้าวหอมมะลิ และบริการ ซึ่งเป็น Soft.Power ของไทยสุดฮอตชาวฮ่องกง
แห่ร่วมงานกว่า 75,000 ราย มั่นใจทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้นแน่ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า

กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานผลการจัดงาน Thai.SELECT Carnival 2023 จากนางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ เมืองฮ่องกง ที่ได้สรุปผลความสำเร็จของการจัดงานเข้ามายังกรมฯ แล้ว โดยสามารถประชาสัมพันธ์สินค้าอาหารไทย ผลไม้ไทย และข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็น Soft Power ของไทยให้ผู้บริโภคชาวฮ่องกงได้รู้จักและรับรู้ได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การจัดงาน Thai SELECT Carnival 2023 ในครั้งนี้ ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกในฮ่องกง ในย่านลานไควฟง (Lan.Kwai.Fong) ใจกลางเมืองฮ่องกงที่เป็น Entertainment.Hotspot

มีเป้าหมายเพื่อยกระดับภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทยเจาะตลาดกลุ่มพรีเมียมชาวฮ่องกงและชาวต่างชาติ โดยงานจัดขึ้นในวันที่ 22 เมษายน 2566 เริ่มตั้งแต่เที่ยงวัน-เที่ยงคืน มีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 75,000 ราย มีธุรกิจไทย
ทั้งสินค้าและบริการรวม 30 คูหา และมีการเผยแพร่ความเป็นไทยผ่านการแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทย
การประกวด Miss Thai SELECT และ Thai Rice Ambassador ดนตรีสดและขบวนพาเหรดอย่างยิ่งใหญ่ นางชณันภัสร์ กล่าวเสริมว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงาน ไม่เพียงแต่ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการไทยที่มีคุณภาพแก่ชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีเวทีสำหรับการยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความประทับใจผ่านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม โดยมุ่งมั่นที่จะทำให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้

มากขึ้นเกี่ยวกับอาหารไทย เข้าใจความสำคัญของตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวมทั้งตราสัญลักษณ์ Thai Hom Mali Rice ซึ่งจะช่วยให้สามารถเลือกซื้ออาหารไทยที่มีรสชาติและวัตถุดิบแบบไทยแท้ และข้าวไทยที่มีคุณภาพในฮ่องกง “สำนักงานฯ ได้ใช้โอกาสในการจัดงานครั้งนี้ สนับสนุนแคมเปญ “Hello Hong Kong” ของรัฐบาลฮ่องกง โดยได้เผยแพร่วัฒนธรรมและความเป็นไทยสู่ชาวฮ่องกงและชาวต่างชาติ ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบตลอด

ทั้งวัน รวมทั้งสินค้าและบริการของไทย อาทิ ร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai.SELECT ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม อาหารแห่งอนาคต (Future.Food) ผลไม้ และธุรกิจบริการไทย ทั้งโรงพยาบาล โรงแรมในจังหวัดภูเก็ตและพังงา เป็นต้น”นางชณันภัสร์กล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
พฤษภาคม 2566

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น