พาณิชย์–DITP จัดเสวนาฟรี!The Next Chapter : การส่งออกไทย ครั้งที่ 1

“โอกาสในการพัฒนาสินค้า BCG เพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ”
สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (สถาบัน NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกสาขาที่สนใจเมกะเทรนด์ของโลกในประเด็นด้านสนับสนุนการรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ BCG Economy Model เข้าร่วมฟังเสวนา The Next Chapter : การส่งออกไทย ครั้งที่ 1 หัวข้อ “โอกาสในการพัฒนาสินค้า BCG เพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ” ใน วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม 2566 เวลา 9.30 – 16.00 น. ณ โรงแรม เวลาดี จังหวัดอุดรธานี
ร่วมวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลและองค์ความรู้ โดยกูรูผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและภาคเอกชน กับการเสวนา “BCG Economy Model คืออะไร” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉาย ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และประธานอนุกรรมการ BCG สาขาเศรษฐกิจหมุนเวียนยุทธศาสตร์, พันโทวรายุส์ ตรีวัฒนสุวรรณประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และ ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีเชียงใหม่อุตสาหกรรม จำกัด, “โอกาสและการพัฒนาสินค้า BCG ของไทยไปสู่ตลาดโลก” โดย ประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า ในประเด็น “พลิกโอกาส สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ BCG Heroes, ประคัลร์ กอดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน, ภาวิณี แว่วเสียงสังข์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัท ไบโอฟอร์ม (ประเทศไทย) จำกัด, วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ เจ้าของแบรนด์ WISHULADA และศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ และ ธันย์ชนก ธัญญาศิริ Business Development and Marketing Director แบรนด์ Dry Clean Only

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานเสวนา The Next Chapter : การส่งออกไทย ครั้งที่ 1 “โอกาสใน
การพัฒนาสินค้า BCG เพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ” ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ผ่านระบบ Zoom Meeting ฟรี! ได้แล้ววันนี้ที่ https://shorturl.asia/VOzTq หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 08-4215-1934


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จัด “Bangkok Sugar Dinner 2023”กระชับความสัมพันธ์คู่ค้าน้ำตาลจากทั่วโลกพร้อมส่งสัญญาณการพัฒนาสู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย

บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด หรือ TSMC ในฐานะตัวแทน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย และภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย จัดงาน “Bangkok Sugar Dinner 2023” กระชับความสัมพันธ์กับคู่ค้าในอุตสาหกรรม อ้อยและน้ำตาลทรายจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำศักยภาพของประเทศในฐานะผู้ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับ 2 ของโลก และการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้โมเดล BCG สู่การเติบโตบนความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม งานเลี้ยงกาลาดินเนอร์ ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ (พฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2566) ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม “Sweetness Connections on the Chao Phraya” ได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานฯ พร้อมแสดงปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Sustainable Growth of Sugar Industry” โดยมีผู้บริหารจาก TSMC ได้แก่ นายปราโมทย์ วิทยาสุข ประธานคณะกรรมการฯ นายวิบูลย์ ผาณิตวงศ์ ประธานคณะกรรมการบริหารฯ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล กรรมการบริหาร พร้อมคุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล และมร. Jose Orive กรรมการบริหาร องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศ ให้การต้อนรับ ประธานคณะกรรมการฯ ไทยชูการ์ มิลเลอร์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยโดยสมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ได้ร่วมกันจัดงาน Bangkok Sugar Dinner ต่อเนื่องมาแล้ว 4 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อปี 2555 เพื่อเฉลิมฉลองผลผลิต น้ำตาลทราย 10 ล้านตันของไทย พร้อมการประชุม Sugar Conference ซึ่งได้ต้อนรับคู่ค้าในธุรกิจอ้อยและน้ำตาลทรายจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน หลังจากนั้น ก็ได้จัดกิจกรรมขึ้นต่อเนื่องทุกๆ 2 ปี โดยในปี 2557 เป็นการฉลอง ความสำเร็จ ครั้งประวัติศาสตร์ที่ไทยสามารถผลิตอ้อยได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 100 ล้านตัน ต่อมาในปี 2559 งาน Bangkok Sugar Dinner 2016 ได้มีการจัดขึ้นเพื่อฉลองความสำเร็จของการผลิตน้ำตาลเกิน 9.7 ล้านตันของไทย นอกจากนี้ ในงาน “Thai Sugar Dinner 2018” ซึ่งจัดขึ้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรีในปี 2561 เป็นปีที่ไทยสามารถผลิตอ้อยได้ถึง 135 ล้านตัน และผลิตน้ำตาลทรายได้ถึง 14.7 ล้านตัน ถือเป็นปริมาณการผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ “เดิม TSMC มีกำหนดจัดงานเฉลิมฉลองครั้งที่ 5 ในปี 2563 แต่เนื่องจากการระบาดของ โควิด-19 จึงจำเป็นต้องเลื่อนมาปีนี้ โดยงาน Bangkok Sugar Dinner 2023 จัดขึ้นพร้อมกับการประชุม Bangkok Sugar Conference ภายใต้หัวข้อ ‘Innovative Paths, Sustainable Future’ เพื่อเป็นเวทีพบปะหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับความท้าทายภายใต้บริบทใหม่ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายโลก ทั้งนี้ได้รับเกียรติ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในวงการอ้อยและน้ำตาลทรายจากไทยและนานาชาติร่วมแสดงทรรศนะในการร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายโลกสู่อนาคตร่วมกัน ในขณะที่งานกาลาดินเนอร์ จัดขึ้นในธีม ‘Sweetness Connections on the Chao Phraya’ เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์และมิตรไมตรีอันดีระหว่างคู่ค้าและผู้อยู่ในอุตสาหกรรมทั้งในไทยและประเทศคู่ค้าจากทั่วโลก” อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการสร้างรายได้รวมต่อปีกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกแล้ว ยังมีส่วนสำคัญสำคัญ ต่อการเติบโต ของ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตแบบทวีคูณของอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น อาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมชีวภาพ ภาคส่วนเหล่านี้ทำรายได้ให้ประเทศนับล้านล้านบาทต่อปี โดยในปีเพาะปลูก 2560/2561 ผลผลิตน้ำตาลไทยสูงถึง 14.7 ล้านเมตริกตัน ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยนับเป็นผลผลิตอ้อยทั้งหมด 135 ล้านตันอ้อย อย่างไรก็ตาม ในปีการเพาะปลูก 2565/2566 ผลผลิตอ้อยลดลงเหลือ 94 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้เพียง 11 ล้านตัน หลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านนอกจากผลกระทบด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การสูญเสียพื้นที่เพาะปลูกให้กับพืชชนิดอื่นและการพัฒนาด้านอื่นๆ รวมถึงปัญหาขาดแคลน แรงงาน และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว นายปราโมทย์เสริมว่า ปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นวาระสำคัญระดับประเทศ ที่ไทยให้ความสำคัญและมีการผลักดันนโยบาย ระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่การพัฒนา ที่ยั่งยืน โดยอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยได้ปรับใช้แนวทางการเก็บเกี่ยวสีเขียว โดยมุ่งขจัดการเผาอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยวภายในปีการเพาะปลูก 2566-2567 ทั้งนี้ โรงงานน้ำตาลทั้ง 57 แห่งภายใต้เครือข่ายของไทยชูการ์ มิลเลอร์ ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 20,000 เมตริกตันต่อวัน ยังเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำเพาะปลูก ปรับปรุงคุณภาพและกำลังการผลิต เพื่อให้สามารถส่งมอบ ผลิตภัณฑ์ ที่ปลอดภัย และมี คุณภาพแก่ผู้บริโภคทั่วโลก “ความยั่งยืนถือเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมผ่านโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy Model หรือ BCG ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2564-2569 อุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทรายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ BCG ที่มีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืนของ องค์การสหประชาชาติ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ต้นแบบ BCG จึงมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดย TSMC เชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะช่วยพัฒนาและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้” นายปราโมทย์ กล่าวทิ้งท้าย * * * * * * * * * * *

“จุรินทร์”มอบรางวัลประกวดพันธุ์ข้าวปี 66 ลุยผลิตข้าวพันธุ์ใหม่ทะลุเป้า แค่ 3 ปี ได้ 21 พันธุ์ เดินหน้าพาไทยกลับมาครองที่ 2 ตลาดข้าวโลก ลั่น!ปี 66 ส่งออกข้าวไทยทะลุ 8 ล้านตัน

วันที่ 20 มิถุนายน 2566 เวลา 14.30 น. ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย นักวิจัย ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบรางวัลการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ครั้งที่ 2 พร้อมชูนโยบายตลาดนำการผลิต ผลักดันข้าวไทยพันธุ์ใหม่ออกไปแข่งขันในตลาดโลก

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำเนิดยุทธศาสตร์ข้าวไทยขึ้นในปี 2563-2567 ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐประกอบด้วยกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทยและอีกหลายสมาคม เกษตรกรและนักวิจัย เราจะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการผลิต การตลาดของข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก ใช้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” มุ่งพัฒนา 4 ด้าน ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ การผลิตและการแปรรูป รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ จะเร่งผลิตข้าวที่มีความหลากหลายเพื่อสนองความต้องการตลาดโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก

ประเทศไทยมีจุดอ่อนคือขาดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายในตลาดข้าวโลก เป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเร่งเพิ่มพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ เพื่อแข่งขันตลาดข้าวโลกกับประเทศคู่แข่ง ตั้งเป้า 5 ปี เพิ่มพันธุ์ข้าวใหม่อย่างน้อย 12 พันธุ์ เป็นข้าวพื้นแข็ง 4 พันธุ์ ข้าวพื้นนุ่ม 4 พันธุ์ ข้าวหอม 2 พันธุ์ และข้าว โภชนาการสูง 2 พันธุ์ ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ทุกภาคส่วน ทำให้เราปรับปรุงพันธุ์ข้าวได้ข้าวพันธุ์ใหม่เกินเป้าหมาย ช่วงปี 63-65 กรมการข้าวปรับปรุงข้าวพันธุ์ใหม่และรับรองพันธุ์สำเร็จแล้ว 12 พันธุ์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย จัดประกวดพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ ทำมา 2 ปี ครั้งแรก ปี 64 ได้ข้าวพันธุ์ใหม่ 6 สายพันธุ์ มีการรับรองพันธุ์ทดลองปลูกในแปลง ปีนี้เป็นปีที่ 2 ได้ข้าวพันธุ์ใหม่เพิ่มมาอีก 3 พันธุ์ ภายใน 3 ปี 63-65 วันนี้ทะลุเป้าแล้ว รวมกับของกรมการข้าว อีก 12 พันธุ์ รวมทำข้าวพันธุ์ใหม่ได้แล้ว 21 พันธุ์ ทะลุเป้าทั้งเชิงปริมาณจำนวนพันธุ์ข้าวและเงื่อนเวลาเร็วกว่าเป้าปี 67 ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนสำคัญจากนี้จะฝากกรมการข้าวและกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ ช่วยกันสนับสนุนให้เกิดขึ้นต่อไป และขอให้กรมการข้าวเร่งรัดการจดทะเบียนข้าวพันธุ์ใหม่จากการตัดสินการประกวดวันนี้โดยเร็ว เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ ทดลองปลูกในแปลงเกษตรกร นำผลผลิตไปเปิดตลาดข้าวโลกต่อไป ตนหวังว่าการส่งออกข้าวไทยจากนี้จะดีขึ้น ไทยจะมีผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีความหลากหลายขายตลาดโลกมากขึ้น

“ปีที่แล้วเราส่งออกข้าวได้ 7.7 ล้านตัน ปีนี้เชื่อว่าทะลุ 8 ล้านตัน การที่มีความหลากหลายของข้าว ไปจำหน่ายมากขึ้นจะช่วยทำให้ตัวเลขเหล่านี้ดีขึ้น และประเทศไทย ปีนี้จะกลับมาผงาดเป็นลำดับที่ 2 อีกครั้งหนึ่งสำหรับ ปริมาณส่งออกข้าวโลกต่อไป ขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่สนับสนุนให้มีสิ่งดีดีเกิดขึ้นในวันนี้ ให้ประเทศไทยมีข้าวที่มีความหลากหลายเป็นรูปธรรมไปขายในตลาดโลกนำเงินเข้าประเทศและจะเกิดผลดีกับเกษตรกรและภาพรวมของประเทศไทยต่อไป” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ในปีนี้มีพันธุ์ข้าวที่ชนะการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ได้แก่

  1. รางวัลชนะเลิศ ประเภทข้าวหอมไทย ได้แก่ ข้าวพันธุ์ 65RJ-06 โดย บริษัทรวมใจพัฒนาความรู้ จำกัด (มูลนิธิรวมใจพัฒนา)
  2. รางวัลชนะเลิศ ประเภทข้าวขาวพื้นนุ่ม ได้แก่ ข้าวพันธุ์ 65RJ-08 โดย บริษัทรวมใจพัฒนาความรู้ จำกัด (มูลนิธิรวมใจพัฒนา)
  3. รางวัลชนะเลิศ ประเภทข้าวขาวพื้นแข็ง ได้แก่ ข้าวพันธุ์ 65RJ-13 โดย บริษัทรวมใจพัฒนาความรู้ จำกัด (มูลนิธิรวมใจพัฒนา)

พาณิชย์-DITP” ชี้เป้าผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซขายสินค้าชาวฟิลิปปินส์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซขายสินค้าไทย
ในฟิลิปปินส์ หลังตลาดมีแนวโน้มเติบโตสูงเหตุรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ส่งเสริมกระเป๋าเงินดิจิทัล-กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทำให้คนหันมาซื้อขายออนไลน์กันมากขึ้น
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.จันทนา โชติมุณี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ถึงโอกาสในการขยายตลาด
อีคอมเมิร์ซของไทย เพื่อขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ตามการขยายตัวของการซื้อขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสของไทยว่า ปัจจุบันแม้ฟิลิปปินส์จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ยังคงเป็นสังคมที่ใช้เงินสดเป็นหลักโดยมีข้อมูลจากธนาคารว่าผู้ใหญ่มากกว่า 51 ล้านคนยังไม่มีบัญชีธนาคารหรือคิดเป็น 71% ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งหมด แต่รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการต่างๆด้านเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ ทำให้ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์มีการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการชำระเงินทางมือถือและทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป และผู้ประกอบการเองก็มีการปรับรูปแบบการชำระเงินทั้งการเก็บเงินสดปลายทาง การรับชำระเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย
สำหรับการขยายตลาดสินค้าในฟิลิปปินส์ผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ให้การยอมรับระบบการเก็บเงินสดปลายทางสูงสุดสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด
การให้บริการเก็บเงินปลายทางในฟิลิปปินส์จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผู้ค้าอีคอมเมิร์ซและผู้ค้ารายใหม่
ในฟิลิปปินส์มักจะเสนอช่องทางการชำระเงินแบบเก็บเงินปลายทาง และมีแนวโน้มที่จะเสนอรูปแบบการเก็บเงินปลายทางให้กับลูกค้าด้วยนโยบายการรับประกันคืนเงิน เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจและสร้างความภักดีของผู้บริโภคซึ่งผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าสู่ตลาดก็ควรศึกษารูปแบบนี้ไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวฟิลิปปินส์เริ่มหันมายอมรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แม้ว่าจะช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยรัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังพยายามปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว และธนาคารกลางฟิลิปปินส์ยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้การชำระเงินแบบดิจิทัลบรรลุ 50% ของการชำระเงินทั้งหมดภายในสิ้นปี 2566 และจะนำประชากรผู้ใหญ่ 70% เข้าสู่ระบบการเงินโดยรัฐบาลได้เริ่มใช้สิทธิประโยชน์
เพื่อจูงใจสำหรับผู้ค้าที่ใช้การชำระเงินแบบดิจิทัลแล้ว และรัฐบาลยังสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นผ่านเงินช่วยเหลือและผู้ที่เต็มใจนำเทคโนโลยีการชำระเงินดังกล่าวมาใช้อาจได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีหรือการยกเว้นภาษี รวมทั้งยังมีการกำหนดให้ธนาคารสร้างมาตรฐานรหัส QR สำหรับการชำระเงิน เพื่อกระตุ้นให้มีการชำระเงินผ่านรหัส QR มากขึ้น
“การเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ผ่านช่องทางออนไลน์จะต้องคำนึงถึงความท้าทายในปัจจุบันและในอนาคต
เพราะชาวฟิลิปปินส์ยังคุ้นเคยกับระบบการชำระเงินปลายทางที่เป็นตัวเลือกมากกว่าช่องทางอื่น ซึ่งก็มีความเสี่ยงและโอกาสถูกฉ้อโกงหรือการปฏิเสธรับสินค้า และมีต้นทุนในการรับคืนสินค้ารวมทั้งปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่อาจใช้เวลาถึงหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่าที่สินค้าจะส่งไปถึงหลังจากการทำธุรกรรม แต่แม้จะมีปัญหาเพราะเป็นช่วงเริ่มต้น เชื่อว่าในอนาคตจะมีการขยายตัวเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจะขยายตลาดอีคอมเมิร์ซในฟิลิปปินส์ ควรทำงานร่วมกับบุคคลที่ 3 ที่เข้าใจตลาดอย่างใกล้ชิด และมีความสามารถในการรับตัวเลือกการชำระเงิน
ที่หลากหลาย

รวมถึงเงินสดก็จะช่วยให้ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซประสบความสำเร็จและเปิดโอกาสทางธุรกิจในฟิลิปปินส์ได้มากขึ้น”นายภูสิตกล่าว
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… มิถุนายน 2566

รฟฟท. จัดโครงการ CSR “สานสัมพันธ์ ร่วมทำความดี ปันน้ำใจสู่สังคม”

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการ CSR “สานสัมพันธ์ ร่วมทำความดี” ครั้งที่ 1 ปันน้ำใจสู่สังคม(ผู้พิการ) ณ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน จังหวัดชลบุรี

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯยึดมั่นและให้ความสำคัญในการนำหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนมากำหนดเป็นกลยุทธ์และแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความเสมอภาค ความเท่าเทียม และการไม่เลือกปฏิบัติ ควบคู่กับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน จึงได้จัด“โครงการสานสัมพันธ์ ร่วมทำความดี” ครั้งที่ 1 กิจกรรมปันน้ำใจสู่สังคม ณ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 16 มิถุนายน 2566 โดยสร้างความสัมพันธ์อันดีในรูปแบบการศึกษาดูงานนอกสถานที่ ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กับกลุ่มผู้เปราะบาง(ผู้พิการ) เพื่อปลูกฝังให้พนักงานตระหนักถึงความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเป็นคุณธรรมจริยธรรมพื้นฐานที่สำคัญ อันจะก่อให้เกิดความสามัคคีและนำไปสู่การทำงานที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อีกทั้งยังน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทาง ในการดำเนินการจัดกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ซึ่งบริษัทได้ให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม รณรงค์พนักงานให้มีความตระหนักเห็นความสำคัญและเคารพสิทธิมนุษยชนในทุกด้าน ส่งเสริมวัฒนธรรมการปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ ให้เกียรติ และมีจริยธรรมในการทำงาน เสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม

“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

“พาณิชย์-DITP”จัดงาน Thai Fruits Golden Months ที่กวางโจว ชาวจีนแห่ชม ชิม ชอป

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลการจัดกิจกรรม Thai Fruits Golden Months และเทศกาลทุเรียนไทย ในเมืองกวางโจว ประสบความสำเร็จตามเป้า ชาวจีนแห่ชม ชิม ชอป หลังจัดหนัก จัดเต็ม
ทั้งแจกชิมผลไม้ไทย จัดจำหน่ายผลไม้ราคาพิเศษ ได้สิทธิ์ลุ้นตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-กวางโจว คาดการจัดงานปีนี้จะทำยอดขายไม่ต่ำกว่า 80 ล้านบาท และยอดขายทั้งเครือ 500 ล้านบาท

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานผลการจัดกิจกรรม Thai Fruits Golden Months และเทศกาลทุเรียนไทย จาก นางสาวอรนุช วรรณภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสำนักงานได้ร่วมกับ Guangzhou.Lotus Supermarket.Chain.Store.Co.,.Ltd..(CP.GROUP).และซุปเปอร์มาร์เก็ตสังกัด LOTUS เครือข่าย CP GROUP จัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยในตลาดจีน
สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรม ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในซุปเปอร์
มาร์เก็ตสังกัด LOTUS ในกลุ่มสินค้าผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย ชมพู่และมะพร้าว โดยจำหน่ายในราคาพิเศษ และมีการตกแต่งซุปเปอร์มาร์เก็ตสังกัด LOTUS ภายใต้ Key.Visual ของกิจกรรม Thai.Fruits.Golden Months ในซุปเปอร์มาร์เก็ต 56 สาขาของมณฑลกวางตุ้ง

รวมทั้งจำหน่ายในราคาพิเศษตามแพลตฟอร์มออนไลน์ Lotus Go APP / Wechat Miniprogram ของซุปเปอร์มาร์เก็ตสังกัด LOTUS
ทั้งนี้ ในช่วงการจัดงาน ที่หน้าห้างสรรพสินค้า Grand.View.Mall ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำของเมืองกวางโจว ได้มีการจัดกิจกรรมสาธิตแจกชิมผลไม้ไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประทานทุเรียนชนิดต่างๆ อาทิ หมอนทอง ก้านยาว และพวงมณี ระหว่างการจัดกิจกรรมและยังได้นำเสนอผลไม้ไทยในฤดูกาลนี้ เช่น ทุเรียน ชมพู่ มังคุด มะพร้าว และลำไย และมีการจัดจำหน่ายสินค้าผลไม้แช่แข็ง เช่น ไอศกรีมทุเรียน ทุเรียนแช่แข็ง รวมถึงคุกกี้ทุเรียน โดยจัดแสดงและจำหน่ายผลไม้ไทยในราคาพิเศษอีกทั้งมีการแสดงวัฒนธรรมไทย คือ การแสดงมวยไทย และรำไทย รวมทั้งมีการเล่นเกมส์ชิงรางวัลเป็นผลไม้ไทยทำให้บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ผู้บริโภคที่ซื้อผลไม้ไทย มีสิทธิ์เข้าร่วมจับสลาก เพื่อลุ้นรางวัลเป็นตั๋วเครื่องบินไปกลับกวางโจว-กรุงเทพฯ โดยได้จัดควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Lotus.Go ที่ได้จัด Banner และ Page เฉพาะสำหรับงาน เพื่อร่วมกันประชาสัมพันธ์ทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคเข้าร่วมงานให้มากขึ้น และยังมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับผลไม้ไทยผ่านสื่อออนไลน์ในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการจัดงาน โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เช่น แอปพลิเคชัน เวยป๋อ (Weibo) วีแชท (Wechat) เสี่ยวหงชู (Xiaohongshu) ติ๊กตอก (Tiktok) และประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้ไทยผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิด (KOLs) ในขณะเดียวกัน ได้จัดควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
ตาม Big Data ของการค้าปลีกของเครือข่ายบริษัท CP เพิ่มการสั่งซื้อออนไลน์ในช่วงการจัดงาน ซึ่งได้รับผลตอบรับจากผู้บริโภคจีนเป็นอย่างดี
“ทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการจัดงานว่า มีการสั่งซื้อผลไม้ไทยทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีมูลค่ารวม 20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 260 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2565 และคาดว่าในช่วงที่จัดกิจกรรมจะจำหน่ายผลไม้ไทยได้มากกว่า 80 ล้านบาท และในปี 2566 จะมีมูลค่าการจำหน่ายผลไม้ไทยในเครือข่ายกว่า 500 ล้านบาท”
นายภูสิตกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… มิถุนายน 2566

“พาณิชย์-DITP”แนะค้าปลีกไทยเจาะตลาดเวียดนามทั้งออฟไลน์-ออนไลน์


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะค้าปลีกไทยปรับตัวเจาะตลาดเวียดนาม หลังตลาด
มีแนวโน้มเติบโตสูงมากคาดปี 68 ยอดค้าปลีกจะสูงถึง 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เผยควรปรับรูปแบบการลงทุนร้านค้าแบบเครือข่าย ซุปเปอร์มาร์เก็ต และใช้ช่องทางออนไลน์เจาะกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาว
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสุภาพร สุขมาก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ถึงโอกาสในการขยายตลาดการค้าปลีกของไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม และการใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์ในการขยายโอกาสทางการขายเจาะเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคของเวียดนามที่มีแนวโน้มเติบโต
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เวียดนามเป็นตลาดค้าปลีกที่มีศักยภาพสูงและคาดว่าจะเติบโตมากกว่า 350,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2568 และจะมีสัดส่วนร้อยละ 59 ของยอดขายผลิตภัณฑ์ในประเทศทั้งหมดทำให้บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในเวียดนาม ผู้ประกอบการค้าปลีกในประเทศต่างปรับเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าในประเทศและปรับปรุงเพื่อการส่งออก รวมทั้งมีการลงทุนในอีคอมเมิร์ซเพื่อรองรับการขยายตัวของ
กลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาวที่มีกว่าร้อยละ 50 ของประชากรประมาณ 100 ล้านคน
นายภูสิตกล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการการค้าปลีกในเวียดนามได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าจาก
แบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบสมัยใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนในร้านค้าแบบเครือข่ายและซุปเปอร์มาร์เก็ต และความร่วมมือ
เพื่อพัฒนารูปแบบการค้าปลีกใหม่ๆ เช่น ออนไลน์เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อผู้ประกอบการค้าปลีก
และเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้า โดยผู้ประกอบการค้าปลีกไทยที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามต้องปรับตัวทั้งการปรับรูปแบบการค้า และการมุ่งพัฒนาการผลิตที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมุ่งสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและฉลากเขียวจะทำให้มีโอกาสในการเติบโตในตลาดเวียดนามเพิ่มขึ้น
สำหรับการขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะการค้าออนไลน์เป็นเทรนด์ที่มาแรงในเวียดนามโดยเฉพาะการขายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ได้แก่ Facebook Live และ Tiktok เป็นการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น ช่องทาง
อีคอมเมิร์ชจึงเป็นช่องทางที่น่าสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการขยายการค้ามายังตลาดเวียดนาม เนื่องจากต้นทุนที่ต่ำกว่าการเปิดหน้าร้านและสามารถเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายได้ดี แต่รัฐบาลมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าออนไลน์ ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามาทำตลาดในรูปแบบออนไลน์ในเวียดนามควรศึกษากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าออนไลน์ของเวียดนามด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรมของกรมที่จะเกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม ได้แก่ โครงการส่งเสริมการขายสินค้าไทยร่วมกับห้างค้าปลีกในประเทศเวียดนามร่วมกับห้างสรรพสินค้า Go! และ Tops Market ระหว่างวันที่ 1 – 14 สิงหาคม 2566 และ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ร่วมบรรยายในหลักสูตร ITP รุ่นที่ 5 Sustainable Growth for Exporter ส่งเสริมส่งออก SMEsไทย เติบโตอย่างยั่งยืน ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์
เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และวิสัยทัศน์ ให้กับ ผู้ประกอบการ SMEs ที่ประกอบธุรกิจส่งออกให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… มิถุนายน 2566

“พาณิชย์-DITP”จัดโปรโมตผลไม้ไทยในเมืองชิงต่าว ทุเรียน มังคุด ลำไยฮอตขายมือระวิง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลการจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทยในจีน ที่เมืองชิงต่าว ประสบผลสำเร็จเกินคาด ทุเรียน มังคุด ลำไย ขายมือระวิงห้างขายได้ทันที 2.93 ล้านบาท ผู้นำเข้าขายส่งได้ 138 ล้านบาท และห้างยังแจ้งอีกว่าจะสั่งซื้อผลไม้ภายใน 1 ปี อีก 190 ล้านบาท

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานผลโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้เข้าสู่ตลาดจีนเมืองชิงต่าว”ภายใต้ธีมงาน“Qingdao Thai Fruits Golden Months 2023” จากนางสาวชนิดา อินปา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว สาธารณรัฐประชาชนจีน
ที่ไทยได้ร่วมกับห้างสรรพสินค้า Leader Group ในเมืองชิงต่าว จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ระหว่างวันที่ 1-7 พฤษภาคม 2566 เพื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยและกระตุ้นให้ชาวจีนบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น
สำหรับรายละเอียดการจัดงาน ทูตพาณิชย์รายงานว่า ปีนี้ได้ร่วมกับห้างสรรพสินค้า Leader Group
4 สาขา ทั่วเมืองชิงต่าว มณฑลซานตง ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นระดับกลาง-บนที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วเมืองชิงต่าว
โดยในช่วงการเปิดงาน ได้จัดให้มีการแสดงประกอบเพลง การร้องเพลงสากล การเล่นเกมชิงรางวัลผลไม้ไทย
และการสาธิตการทำ “ข้าวเหนียวทุเรียนไทย” และแนะนำร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT และเชฟจากร้านอาหาร Thai SELECT รวมทั้งแจกชิมอาหารหวานไทยที่ทำจากผลไม้ ได้แก่ พัฟทุเรียน เพื่อตอกย้ำถึงรสชาติของทุเรียนไทย และดึงดูดให้ผู้บริโภคไปใช้บริการร้านอาหาร Thai SELECT ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ สำนักงานที่ชิงต่าว ยังได้ร่วมกับ KOL ด้านอาหารชื่อดังของเมืองชิงต่าวถึง 3 ราย ซึ่งมีผู้ติดตามใน Douyin.(TikTok) รวมเกือบ 3 ล้าน followers มาจัดทำคลิปเชิญชวนผู้บริโภคมาร่วมงาน รวมทั้งร่วมกับ KOL อีก 1 รายชื่อ Kě’àiQiúqiú (เค่ออ้ายฉิวฉิว) ซึ่งมีผู้ติดตามใน Douyin (Tiktok) มากกว่า 1.49 ล้าน followers เข้ามาร่วมไลฟ์สดบรรยากาศภายในงานตั้งแต่เริ่มต้นจนจบงาน ร่วมกับทูตพาณิชย์ โดยมีการแนะนำผลไม้ที่จำหน่ายภายในงาน และเชิญชวนผู้บริโภคชาวชิงต่าวมาซื้อผลไม้ไทยราคาพิเศษตลอด 1 สัปดาห์เต็ม
ทั้งนี้ ผลการจัดงานปรากฏว่า ผลไม้ไทยที่ขายดีที่สุด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และลำไย โดยเฉพาะทุเรียนไทยที่ยังคงได้รับความนิยมมากที่สุด แม้ว่าจะมีการอนุญาตให้มีการจำหน่ายทุเรียนของประเทศอื่น แต่ผู้นำเข้าและห้างก็ให้ข้อมูลตรงกันว่าทุเรียนไทยยังขายดีและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล และปีนี้ทุเรียนไทยมีคุณภาพดีกว่าปีที่ผ่านๆมารวมทั้งราคาจับต้องได้และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าปีที่ผ่านมาด้วย
ส่วนยอดขายผลไม้ในช่วงที่จัดกิจกรรมตลอด 1 สัปดาห์จากห้างสรรพสินค้า Leader Group 4 สาขาคิดเป็นมูลค่าทันที 2.93 ล้านบาท ส่วนผู้นำเข้ามียอดขายแบบค้าส่งทันที 138 ล้านบาท และห้างสรรพสินค้า Leader Group คาดการณ์ว่าภายใน 1 ปี จะมีมูลค่าการสั่งซื้อผลไม้รวมทั้งสิ้น 190 ล้านบาท
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… มิถุนายน 2566

ผอ.อาร์ต รถไฟฟ้าสายสีแดง รับรางวัลระดับเอเชีย “ASIA TOP AWARDS 2023”

นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
รับรางวัล “ASIA TOP AWARDS 2023” ซึ่งเป็นรางวัลระดับเอเชีย พร้อมร่วมโชว์ศักยภาพของเหล่าคนเอเชีย รวมทั้งการพาธุรกิจไทยไปสู่ตลาดเอเชียและตลาดโลก

บรรยากาศของงานมอบรางวัลครั้งนี้เป็น
แบบที่ไม่เคยจัดที่ไหนมาก่อน และเตรียมพบกับทัพนักแสดงศิลปินจากเอเชีย อาทิ ศิลปินเกาหลี เวียดนาม นักแสดง ไทย กัมพูชา พม่า ลาว ไต้หวัน อินฟูเอ็นเซอร์ จากจีน แขก VIP จากหลายประเทศ

ณ AIR FORCE CONVENTION HALL BANGKOK THAILAND

#ชมรมพัฒนาธุรกิจและทรัพยากรมนุษย์

#asiatopawards2023

อียูจัดสัมมนาส่งเสริมการส่งออก เพื่อเน้นความเป็นเลิศของอาหารสหภาพยุโรป



กรุงเทพฯ ประเทศไทย – สหภาพยุโรป (อียู) จัดงานสัมมนาส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรปในประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีสนทนาแลกเปลี่ยน ส่งเสริม เพิ่มโอกาสทางการค้า และร่วมกันหารือเกี่ยวกับมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยด้านอาหารของสหภาพยุโรป สำหรับผู้นำเข้าไทย ผู้ส่งออกของสหภาพยุโรป หอการค้า เครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่ กลุ่มธุรกิจโฮเรกา (HORECA) หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรผู้บริโภค สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไปที่สนใจในสินค้าคุณภาพเยี่ยมในผลิตภัณฑ์ของสหภาพยุโรป ในวันที่ 7-8 มิถุนายน 2566 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์

ในงานสัมมนาครั้งนี้ ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านอื่นๆ จากสหภาพยุโรปและจากหน่วยงานภาครัฐของไทยได้เข้าร่วมการสัมมนา โดยในงานนี้ผู้เข้าร่วมจะได้เข้าใจกับถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและมาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพของสหภาพยุโรปมากขึ้น อีกทั้งเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมในการสร้างโอกาสทางธุรกิจกับคู่ค้าในอนาคต

ฯพณฯ นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย  กล่าวว่า “เรามีความยินดีอย่างยิ่งในการจัดงานสัมมนาขึ้นที่กรุงเทพในครั้งนี้ งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเรียนรู้ และรับฟัง ข้อมูลเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร มาตรฐานการผลิตที่มีคุณภาพของสหภาพยุโรป และความยั่งยืนของสหภาพยุโรปต่อภาคการผลิตอาหารเกษตรในไทย และร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งจากสหภาพยุโรปและประเทศไทย สำหรับผู้นำเข้าไทย หอการค้า กลุ่มผู้ค้าปลีก กลุ่มธุรกิจโฮเรกา (HORECA) หน่วยงานภาครัฐ และบุคคลทั่วไปที่สนใจสินค้าคุณภาพเยี่ยมจากยุโรป ทั้งยังสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้เข้าร่วม และเราหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหภาพยุโรปและไทยผ่านการค้าอีกด้วย”

งานนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนความคิด การอภิปรายโต๊ะกลม และการประชุมเชิงธุรกิจของผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงผักและผลไม้ เนื้อสัตว์ ไวน์ สุรา เบียร์ ขนม น้ำมันมะกอก และผลิตภัณฑ์จากนม ผู้กำหนดนโยบายของสหภาพยุโรปและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเกษตรจะอภิปรายถึง ความปลอดภัย คุณภาพที่ดี

และความยั่งยืนของอาหารและเครื่องดื่มของสหภาพยุโรป สามารถมอบโอกาสที่ดีเยี่ยมให้แก่ธุรกิจที่ต้องการผ่านการรับประกันคุณภาพของสหภาพยุโรปให้กับลูกค้าได้

ผู้นำเข้าไทยและผู้เข้าร่วมงานจะมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับฉลากสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นฉลากที่ระบุถึงคุณภาพ วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม และองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์สินค้าคุณภาพเยี่ยมจากยุโรป ฉลากสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะช่วยรับรองว่าสินค้านั้นเป็นของแท้มีคุณภาพ เป็นมรดกทางอาหารและวัฒนธรรม สำหรับผู้บริโภคผู้ต้องการจะลองผลิตภัณฑ์ที่ดี และผลิตโดยวิธีการแบบดั้งเดิมจากผู้ผลิตในยุโรป

ทั้งยังมีการนำเสนอจากตัวแทนการค้าของสหภาพยุโรปและผู้เชี่ยวชาญมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ สุขภาพสัตว์และพืช การตรวจสอบย้อนกลับ การระบุสัตว์ การควบคุมสุขอนามัยพืช และอื่นๆ อีกมากมาย และการสัมมนาแบบเปิดในหัวข้อ “วิธีส่งเสริมการค้าสหภาพยุโรป-ไทยเกี่ยวกับสินค้าเกษตร” ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้แทนจากยุโรปและไทยในการถกในประเด็นต่างๆ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อผู้นำเข้าและส่งออก

ในงานนี้ยังมีเชฟชื่อดัง เชฟ เชฟเจอราร์ด วิลลาเรท ฮอร์คาโญ มิชลิน สตาร์ เชฟ จากโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ มาร่วมปรุงอาหารมื้อพิเศษที่รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของสหภาพยุโรปให้เป็นอาหารจานอร่อย ซึ่งผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสกับคุณภาพและรสชาติที่ยอดเยี่ยม

กิจกรรมสัมมนาพิเศษในครั้งนี้ได้นำความเป็นทวีปยุโรปมาสู่ประเทศไทยในหลายๆ ด้าน และเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากทั้งสองประเทศได้สร้างเครือข่ายและพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันผ่านผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหาร 

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น