รฟฟท. จัดโครงการ CSR “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้”

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการ CSR “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้” ณ โรงเรียนวัดสนามนอก อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญของชาติที่จะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนในด้านการศึกษาให้มีผลการเรียนที่ดีแล้ว ควรให้การดูแลเอาใจใส่และสนับสนุนเด็กและเยาวชนในกิจกรรมด้านต่าง ๆ รวมถึงทักษะ พัฒนาการด้านต่าง ๆ ในการเรียนรู้ให้มากขึ้นด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนของชาตินั้น ห่างไกลจากยาเสพติด อบายมุข หรือลดการเกิดอาชญากรรมในเด็กและเยาวชน อีกทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย ทั้งนี้ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาเด็กและเยาวชนในสังคมมาโดยตลอด จึงได้มีแนวคิดจัดโครงการ “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้” ในวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2566 โดยจัดให้มีการปรับปรุงพื้นที่ในสถานศึกษา ได้แก่ ห้องพละ และห้องนาฏศิลป์ เพื่อให้โรงเรียนวัดสนามนอก มีห้องนันทนาการเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงยังสามารถใช้เป็นห้องเพื่อการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมและมีประโยชน์ สร้างพัฒนาการที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้กับเด็ก รวมถึงการปรับภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบ ให้มีความสวยงาม สะอาดปลอดภัยอีกด้วย

โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ซึ่งบริษัทได้ให้ความสำคัญ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก และเยาวชน มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคม อีกทั้งการส่งเสริมในเรื่องการศึกษายังเป็นการช่วยบ่มเพาะต้นกล้าที่ดี คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ ทำให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการพัฒนาในด้านการศึกษาให้กับเด็ก และเยาวชน จึงถือเป็นภาระกิจที่สำคัญของบริษัทฯ ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศชาติ และสังคมอีกด้วย

“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

DITP จับมือแพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกรจัดกิจกรรม Tmall Global New Seller Summit 2023

DITP ร่วมกับ Tmall Global จัดกิจกรรม “Tmall Global New Seller Summit 2023” ผลักดันผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าไทยผ่านแพลตฟอร์ม Tmall Global แพลตฟอร์ม Cross Border e-Commerce ชั้นนำอันดับ 1 ของจีน คาดผลจากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้สามารถผลักดันสินค้าไทยขึ้นขายบน Tmall Global ได้กว่า 100 แบรนด์

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า “ตลาด e-Commerce ของจีน ถือได้ว่าเป็นตลาดที่สำคัญและใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการซื้อขายมากถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในปี 2566 นี้ จะมีมูลค่าการซื้อขายถึง 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าอันดับสองอย่างสหรัฐอเมริกาเกือบสองเท่า ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า จะมีมูลค่าการซื้อขายเพิ่มมากขึ้นเกือบเท่าตัว ที่มูลค่า มากกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2570

กรมได้เปิดร้าน TOPTHAI ซึ่งเป็นร้านค้าออนไลน์ของกรม บนแพลตฟอร์ม Tmall และประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถสร้างมูลค่าการค้าระหว่างประเทศได้เป็นที่น่าพอใจ อย่างที่เคยรายงานให้ทราบไปแล้ว โดยเราเน้นขายสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และผลไม้ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในตลาดจีน และจากผลความสำเร็จนี้ เราจึงมุ่งมั่นขยายความร่วมมือไปยังแพลตฟอร์ม Tmall Global ด้วย เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดไปจีนผ่านช่องทางการค้าออนไลน์ได้มากขึ้น”

นายนิษณะ ทวีพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวเพิ่มเติมว่า “การร่วมจัดกิจกรรม Tmall Global New Seller Summit 2023 ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่จะทำให้กรมสามารถพาสินค้าของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าไปค้าขายอยู่บนแพลตฟอร์ม Tmall Global ได้ในอนาคตอันใกล้ เพราะผู้ประกอบการจะได้รับความรู้มากมายเกี่ยวกับตลาด Cross Border e-Commerce ของจีน การเตรียมความพร้อมในการเปิดร้านค้าบน Tmall Global รวมทั้ง โอกาสในการเจรจาธุรกิจกับทีมงาน Tmall Global โดยตรง

ทั้งนี้ ในระยะต่อไป กรมมีแผนจะร่วมกับ Tmall Global ในการผลักดันร้าน TOPTHAI ให้สามารถเปิดดำเนินการบนแพลตฟอร์ม Tmall Global ให้ได้อย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายช่องทางส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดจีนให้แก่ผู้ประกอบการไทยให้มากขึ้น

หากสนใจกิจกรรมอื่นๆ ของสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัลเพิ่มเติม ติดต่อผ่านเว็บไซต์ Thaitrade.com : https://www.thaitrade.com/home และ https://www.thaitrade.com/topthai/ หรือFacebook/Fanpage : https://www.facebook.com/ThaiTradedotcom/?locale=th_TH หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… กรกฎาคม 2566

“พาณิชย์-DITP”ปังจัดงาน Thai Night with Thai Rice ที่เยอรมนีโปรโมตข้าว-ผลิตภัณฑ์ข้าวไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลการจัดกิจกรรม Thai.Night.with.Thai.Rice

ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี โปรโมตข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทย ประสบความสำเร็จเกินคาด ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่งค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงสื่อมวลชน บล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ กว่า 70 ราย ตบเท้าร่วมงานคับคั่ง มั่นใจช่วยเพิ่มยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นในอนาคต ในขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารทาบ DITP ร่วมงานจัดกิจกรรมเพื่อโปรโมทอาหารไทย พร้อมจัด Cooking Class สอนทำอาหารไทยแก่เชฟต่างชาติต่อไป

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และสร้างโอกาสในการส่งออกให้กับสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวพัชรา
รัตนบุบผา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ถึงผลการจัดทำโครงการขยายตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยในเยอรมนีที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถทำให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และชาวเยอรมนีรู้จักข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยเพิ่มขึ้นมีความต้องการนำเข้าและต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์เบอร์ลินได้รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดงาน Thai Night with Thai Rice ณ ร้าน Papaya Royal.Thai.Cuisine.ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้า.KaDeWe.ใจกลางกรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าข้าว ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวสี และข้าวอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์จากข้าวในตลาดเยอรมนี โดยเชิญกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชน (Food.Magazines,Food.Reporters, หนังสือพิมพ์ และ Bloggers/Influencers)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆจำนวนกว่า 70 รายเข้าร่วมงาน
โดยในการจัดงานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ และภริยา เป็นประธานเปิดงานฯ โดยมีกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย (1) สาธิตปรุงอาหารเมนูข้าว (2) กิจกรรม Food Pairing with Thai Rice และ (3) การจัดแสดงแสดงสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก
โดยสามารถเปิดประสบการณ์เกี่ยวกับข้าวไทย รวมทั้งได้สัมผัสรสชาติและอัตลักษณ์ของข้าวไทยและอาหารไทยอย่างใกล้ชิด
“ทูตพาณิชย์ รายงานว่า กลุ่มผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง ค้าปลีก มีความสนใจนำเข้าข้าวไทยและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยเพิ่มขึ้น เพราะมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทยและผลิตภัณฑ์ข้าวไทย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามผล ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับการส่งออกของไทยที่จะเจาะเข้าสู่ตลาดเยอรมนีได้เพิ่มขึ้น” นายภูสิตกล่าว

จากข้อมูล Statista ปัจจุบันเยอรมนีนับเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยในปี 2562-2564 เยอรมนีนำเข้าข้าวเฉลี่ยปีละ 430,696 ตัน และในช่วง ม.ค.-ต.ค. 2565 เยอรมนีนำเข้าข้าว 345,817 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 4.03 ข้าวที่นำเข้ามาในตลาดเยอรมนีส่วนใหญ่เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่เป็นกลุ่ม
คนเอเชีย โดยคาดการณ์กันว่า ตลาดข้าวของเยอรมนีในปี 2566 จะมีมูลค่าสูงถึง 505 ล้านยูโร และอาจโตขึ้นไปอยู่ที่ 554 ล้านยูโรในปี 2569 สำหรับข้าวไทยที่ได้รับความนิยมในตลาด คือ ข้าวหอมมะลิไทยทั้งแบบเต็มเมล็ดและ
ข้าวหักโอกาสของสินค้าข้าวไทยที่เห็นชัดเจน คือ ข้าวออร์แกนิกหรือข้าวอินทรีย์ และข้าวที่มีระดับน้ำตาลต่ำ
เนื่องด้วยคนเยอรมนีหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
(DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… กรกฎาคม 2566

เซ็นแล้ว! DITP เตรียมดันส่งออกมังคุดล็อตแรกไม่ต้องอบไอน้ำเข้าตลาดญี่ปุ่น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมการส่งออกสู่ประเทศญี่ปุ่น ณ โรงแรมปุระนคร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีผู้นำเข้าผลไม้ชาวญี่ปุ่นมาให้ความรู้และคัดเลือกแหล่งผลิตมังคุดไปเปิดตลาดญี่ปุ่น ประเดิมด้วย MOU สั่งซื้อมังคุดไทยทันที 300 ตันรับมาตรการใหม่ญี่ปุ่น

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า “ญี่ปุ่นกำลังจะปรับปรุงมาตรการการนำเข้ามังคุด โดยลดหย่อนให้มังคุดจากประเทศไทยไม่ต้องผ่านการกำจัดศัตรูพืชด้วยกระบวนการอบไอน้ำ(Vapor Heat Treatment) แล้ว ซึ่งทราบมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่ามาตรการดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของฝ่ายญี่ปุ่นแล้ว และคาดว่าน่าจะเริ่มประกาศใช้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ จึงได้สั่งการไปยังทูตพาณิชย์ให้เร่งผลักดันมังคุดเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ในทันที ทั้งนี้ เพื่อขยายมูลค่าการส่งออกและช่วยสร้างราคาที่ดีให้แก่มังคุดของไทย และเพื่อขยายตลาดสำหรับผลไม้ไปยังตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงเฉพาะตลาดเดิมของมังคุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีนอีกด้วย”

สำหรับแผนการเร่งเปิดตลาดมังคุดไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นนั้น นายฉันทพัทธ์
ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวว่า “ที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นจะมีการนำเข้ามังคุดจากประเทศไทยสูงสุดเพียงปีละ 100 ตัน ทั้งนี้เป็นเพราะมังคุดที่จำหน่ายในตลาดญี่ปุ่นนั้นจะต้องผ่านกระบวนการอบไอน้ำก่อน ซึ่งส่งผลให้มังคุดไทยที่วางขายอยู่มีราคาแพงตามต้นทุนที่สูงขึ้น และความร้อนก็ได้ทำให้มังคุดมีความอร่อยลดน้อยลงและผลเองก็ดูไม่สวยไม่น่าทานมากนัก ดังนั้น จากการที่กระทรวงเกษตรได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องจนฝ่ายญี่ปุ่นยอมลดหย่อนมาตรการในครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นการเปิดประตูมังคุดไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นครั้งสำคัญ เพราะต่อไปชาวญี่ปุ่นจะได้รับประทานมังคุดที่ทั้งอร่อยและมีราคาขายในญี่ปุ่นที่ไม่สูงมากเท่าเดิม ดังนั้น จึงได้นำคณะนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นระดับ CEO ของบริษัทผู้นำเข้าผลไม้รายใหญ่ อาทิ บริษัท Green Farm Co.,Ltd., บริษัท Bay commerce Co., Ltd และบริษัท Oisix ra daichi Inc ให้ร่วมเดินทางไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้ชิมว่ามังคุดของไทยที่ไม่ได้ผ่านการอบไอน้ำนั้นมีรสชาติอร่อยเพียงใด อีกทั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มผู้ซื้อว่าประเทศไทยนั้นเป็นแหล่งผลิตมังคุดที่มีระบบควบคุมคุณภาพที่ดีอีกด้วย ซึ่งผลก็คือกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นนั้นประทับใจในมังคุดของบ้านเราอย่างมาก พร้อมกับสั่งออเดอร์เพื่อเข้าไปเปิดตลาดทันที 300 ตัน ซึ่งหลังจากนี้ ก็ได้เตรียมแผนจัดกิจกรรมโปรโมทมังคุดเพื่อเพิ่มยอดขายในตลาดญี่ปุ่นโดยทันที ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่ากิจกรรมในวันนี้จะนำไปสู่การขยายการส่งออกมังคุดเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกเป็นหลักพันตันในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างแน่นอน”

นางประไพ เพชรพงศ์พันธ์ุ พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราชได้กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “มังคุดถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยนอกจากจังหวัดจะเป็นแหล่งผลิตมังคุดจำนวนมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของไทยแล้ว ด้วยพื้นที่ปลูกที่ติดกับเทือกเขาซึ่งเหมาะสมกับการเพาะปลูกมังคุดอย่างยิ่ง ยังทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูงและมีรสชาติดีเยี่ยมอีกด้วย ซึ่งทันทีที่ได้รับการประสานมาจากทูตพาณิชย์ ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทางสำนักงานจึงได้ทำการคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมในการส่งออก และผ่านกระบวนการผลิตที่ถูกสุขลักษณะโดยปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) มาให้พบปะเจรจาการค้ากับผู้ซื้อชาวญี่ปุ่น ซึ่งจากผลที่ได้รับนั้น นอกจากเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดภาคใต้จะรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมการส่งออกมังคุดเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นแล้ว การได้รับคำสั่งซื้อมังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราชให้สามารถก้าวเข้าไปปักธงในตลาดญี่ปุ่นได้ในครั้งนี้นั้น ยังถือว่าเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่น่าภาคภูมิใจของจังหวัดอย่างยิ่งอีกด้วย ซึ่งหลังจากนี้ก็จะทำงานประสานกับทูตพาณิชย์ ประจำประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อหาแนวทางขยายตลาดเพื่อให้สามารถรองรับผลผลิตมังคุดที่กำลังออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในเดือนหน้าได้ต่อไป”

นอกจากการผลักดันมังคุดเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นแล้ว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังมีแผนขยายการส่งออกผลไม้ประเภทอื่นๆ อาทิ การส่งเสริมการส่งออกกล้วยและผลิตภัณฑ์จากกล้วยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้ากิจกรรมได้ที่ http://www.ditp.go.th หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วน 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
18 กรกฎาคม 2566

“พาณิชย์-DITP” แนะเรียนรู้นโยบาย Soft Power เกาหลีใต้นำปรับใช้บูม Soft Power ไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะไทยศึกษา เรียนรู้ นโยบายส่งเสริม Soft Power

ของเกาหลีใต้ และนำมาปรับใช้ในการขับเคลื่อน Soft Power ของไทย เหตุมีความหลากหลายไม่แพ้กันสามารถสอดแทรกอาหารไทย นาฎศิลป์ไทย มวยไทย นวดแผนไทย ผ้าไทย เครื่องหอมและสมุนไพรไทย งานเทศกาลสงกรานต์ ลอยกระทง ทั้งในหนัง ซีรีส์ และร่วมมือกับเกาหลีใต้ในการขับเคลื่อนได้ด้วย นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.ชนัญญา พรรณรักษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ถึงนโยบายการส่งเสริม Soft Power

ของเกาหลีใต้ และโอกาสในการขับเคลื่อน Soft Power ของไทย
โดยทูตพาณิชย์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการขับเคลื่อน Soft power ของเกาหลีใต้ โดยจะเน้นในเรื่องของสื่อและความบันเทิง ทั้งละคร เพลง ต่อมาเป็นเครื่องสำอางและความงาม ที่เป็นเรื่องต่อเนื่องจากละคร ดารา นักร้อง
ที่คนมักจะนิยมเครื่องสำอางและสไตล์การแต่งหน้าแบบเกาหลี จากนั้นเมื่อเสพสื่อประเภทต่างๆแล้ว ก็มาถึงในเรื่องของอาหารที่ถูกสอดแทรกเข้าไป เช่น หมูสามชั้นย่าง ต็อกป็อกกี ไก่ทอด จาจังยอน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โซจูและกิมจิ เป็นต้น และสุดท้ายเป็นเรื่องการท่องเที่ยวที่ผลักดันให้สถานที่ถ่ายทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนต้องมาตามรอย ทั้งนี้ ในปัจจุบัน รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้ตั้งเป้าหมายผลักดัน K-conten ออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าผลักดันผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ตลาดสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร เช่น การจัดงาน K-Content Expo เร่งขยายศูนย์บริการธุรกิจต่างประเทศของ Korea Creative Content Agency (KOCCA) เพิ่ม 5 แห่ง

เป็น 15 แห่งในปี 2566 เพื่อสนับสนุนการขยาย K-content มีแผนการสนับสนุนการ์ตูนบนเว็บ บริการสตรีมมิ่งออนไลน์และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิต และมีแผนต่อยอดจากการเติบโตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ที่มีอิทธิพลในเชิงบวกต่อการส่งออกของอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น สินค้าอาหาร แฟชั่น ความงาม เครื่องใช้ในบ้าน และไอที เช่น การเปิดเผยชื่อสินค้าที่อยู่ในสื่อบันเทิง หรือคอนเสิร์ตต่างๆ นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังมีนโยบายส่งเสริม Soft Power ในด้านต่างๆ ได้แก่ การสนับสนุน

K-Content ออกสู่ตลาดต่างประเทศ การส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2566การเพิ่มมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรม
การขับเคลื่อนการพัฒนาภูมิภาคโดยวัฒนธรรม การเข้าถึงวัฒนธรรมสำหรับผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และผลักดัน
K-Sports รวมทั้งยังมีแผนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัปให้มีความเข้มแข็ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ก็มีแผนที่
จะสนับสนุนผู้ประกอบการในรูปแบบต่างๆเพิ่มขึ้น ทั้งในการพัฒนา.K-content.การท่องเที่ยว และการส่งเสริมวัฒนธรรม โดยตั้งเป้าในปี 2570 จะมีศูนย์บริการธุรกิจในต่างประเทศของ Korea Creative Content Agency (KOCCA) ถึง 50 สาขา ยอดจำหน่ายของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเพิ่มขึ้นจาก 137 ล้านล้านวอนในปี 2564 เป็น 200 ล้านล้านวอน ยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยวที่ได้รับอิทธิพลจาก K-content จะเพิ่มขึ้นจาก 4.66 พันล้านเหรียญสหรัฐเป็น 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะมีผู้ชื่นชอบกระแส K-Wave เพิ่มเป็น 360 ล้านคนทั่วโลก ขนาดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเพิ่มมูลค่าจาก 108 ล้านล้านวอน เป็น 180 ล้านล้านวอน และจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 5 ล้านคน เพิ่มเป็น 30 ล้านคน จะขยายรายการมรดกโลกได้ถึง 65 แห่ง และจะส่งผลดีต่อกระแส Korean wave การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของเกาหลีด้วย และขยายตลาดอุตสาหกรรมกีฬาจาก 5 ล้านล้านวอนถึง 100 ล้านล้านวอน นายภูสิตกล่าวว่า จากแนวทางการส่งเสริม Soft Power ของเกาหลีใต้ ที่มุ่งส่งเสริมให้เกิดความต้องการ

ในการบริโภคสินค้าและบริการ และเป็นปัจจัยในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ ซึ่งประเทศไทยมีวัฒนธรรมและ
ภูมิปัญญาที่มีศักยภาพที่สามารถนำไปใช้เป็น soft power ให้โดดเด่นได้ในหลายสินค้าและบริการ เช่น อาหารไทย นาฎศิลป์ไทย มวยไทย การนวดแผนไทย ผ้าไทย เครื่องหอมและสมุนไพรไทย งานเทศกาลต่างๆ เช่น งานสงกรานต์ งานลอยกระทง รวมถึงการผลิตภาพยนตร์และซีรีย์ต่างๆที่ปัจจุบันได้รับความนิยมในหลายประเทศควรที่จะสอดแทรกวัฒนธรรมไทยสินค้าและบริการไทยลงในคอนเทนต์ต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้สินค้าและบริการไทยไปสะดุดสายตาชาวโลกให้เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ในการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power ในระยะแรก อาจจะต้องมีการลงทุนในการสร้างความรับรู้และภาพลักษณ์แก่ผู้บริโภคในต่างประเทศ โดยภาครัฐควรที่จะมีนโยบายระยะยาวที่ชัดเจน และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ในการส่งเสริม เผยแพร่ และผลักดัน Soft Power ของไทยให้ติดตลาดและเป็นกระแสสากลและ
เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถผลักดันสินค้าและบริการไทยได้อย่างยั่งยืน และนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป

สำหรับความร่วมมือระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ สามารถที่จะร่วมมือกันในหลากหลายรูปแบบ เช่น ระหว่างภาคเอกชนกับเอกชน โดย Soft Power ของไทยมีชื่อเสียงในหลายด้าน เช่น เกม สื่อบันเทิง อาหาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับตลาดโลก โดยการร่วมมือระหว่างกัน เช่น การร่วมมือกันผลิต
คอนเทนต์โดยใช้จุดเด่นจากทั้งสองประเทศมารวมกัน หรือการร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมเพื่อสร้าง
New Industry ให้กับไทยได้ เช่น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการท่องเที่ยว เป็นต้น ทั้งนี้ เกาหลีใต้มีแผนที่จะจัดงานแสดงสินค้าและบริการ K-EXPO THAILAND 2023 ในเดือนตุลาคม 2566 ที่ประเทศไทย ผ่านการดำเนินงานของ KOCCA ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเพื่อผลักดันการส่งเสริม K-Content ในต่างประเทศ จึงจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับไทยและเกาหลีใต้ในการร่วมมือระหว่างกัน และเกาหลีใต้ ยังมีงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Busan Film Festival และงานเกมส์ G-Star ซึ่งผู้ประกอบการไทยก็มีโอกาสในการเข้าร่วมงาน
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… มิถุนายน 2566

พาณิชย์บูรณาการความร่วมมือรัฐ-สถาบันการศึกษา-เอกชน ส่งเสริมการตลาดสินค้านวัตกรรมยางพาราแข่งขันตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมให้สินค้าจากยางพาราเต็มสูบบูรณาการ
ความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนเน้นต่อยอดการวิจัยควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม
เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างความหลากหลายและโดดเด่นให้สินค้าจากยางพาราไทยเมื่อต้องแข่งขันในตลาดโลก

นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สินค้ายางพาราของไทยได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ และมาตรฐานจากทั่วโลกซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกยางแปรรูปอันดับ 1 ของโลก โดยประเทศไทยมีการส่งออกยางและ ผลิตภัณฑ์ยางเฉลี่ยปีละ 590,000 ล้านบาท ในปี 2565 ไทยส่งออกคิดเป็นมูลค่า 658,000 ล้านบาท และในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 มีมูลค่า 200,000 ล้านบาท ตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศ
โดยสร้างมูลค่าและสร้างความหลากหลาย และเพิ่มนวัตกรรมให้แก่สินค้าผลิตภัณฑ์ยางการพัฒนาและวิจัยนวัตกรรมยางมีบทบาทสำคัญ ในการขยายมูลค่าส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์ยางจากประเทศไทยซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นสถาบันที่มีความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาวิจัยยางพารา
โดยเฉพาะ จึงเป็นหน่วยงานที่จะเข้ามาเติมเต็มด้านการศึกษา วิจัย พัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพของยางพาราธรรมชาติ เพื่อนำไปต่อยอดสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราหลากหลายประเภทให้แก่ผู้ประกอบการไทย รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
จะเข้ามามีบทบาทเป็นผู้เชื่อมโยงเครือข่ายอุตสาหกรรมยาง
พาราไทย โดยมีกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนด้านการตลาดอีกด้วย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า หนึ่งในพันธกิจสำคัญที่
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมุ่งดำเนินการ คือ การพัฒนาและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้แก่สินค้าเกษตรของไทย ซึ่งยางพาราเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญส่งผลต่อ
เศรษฐกิจของไทยโดยรวม

ดังนั้นการขยายช่องทางตลาดและการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้ายางพาราของไทย รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริม ผู้ประกอบการไทยในการประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ โดยใช้กลยุทธ์การบูณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน พันธมิตร จะช่วยผลักดันให้เกิดการขยายช่องทางการค้าตลอดจนลดปัญหาอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ
นำไปสู่การขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต

ความร่วมมือในครั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กำหนดจัดโครงการส่งเสริมการตลาดสินค้านวัตกรรมยางพารา โดยมีแผนดำเนินการในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2566 ซึ่งมี 3 กิจกรรมภายใต้โครงการ ประกอบด้วย

  • กิจกรรม Natural Rubber Innovation Matching Day ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566
    ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีผู้ประกอบการ
    เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 11 บริษัท 19 ราย มีการเข้ารับคำปรึกษาเชิงลึกกับนักวิจัย จำนวน 11 คู่ ตัวอย่างผลงานนวัตกรรมยางพาราที่น่าสนใจ อาทิ วัสดุดูดซับแรงกระแทกผลิตจากยางพารา โฟมยางที่ผสมซีโอไลต์เพื่อลดการลามไฟ กระบวนการเตรียมยางรีไซเคิลหรือยางดีวัลคาไนซ์จากเศษถุงมือยางธรรมชาติ อุปกรณ์จำลองทางการแพทย์สำหรับ
    ฝึกฉีดยาอินซูลิน เป็นต้น
  • งานแถลงข่าวและพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566
    ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์
  • กิจกรรม Natural Rubber Innovation Matching Day ครั้งที่ 2 มีกำหนดจัดในวันที่ 31 สิงหาคม 2566
    ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

โดยเป้าหมายสำคัญในการดำเนินโครงการฯจะก่อให้เกิดการ
บูรณาการอย่างเต็มรูปแบบระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อให้สินค้านวัตกรรมยางพาราจากประเทศไทยเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย และภาครัฐ ส่งเสริม
การพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัย สร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้น
เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงลดภาระด้านการลงทุนและประหยัดเวลาในการวิจัย
และพัฒนาสินค้า
ของผู้ประกอบการไทย โดยสามารถนำงานวิจัยยางพารามาต่อยอด สร้างความหลากหลาย และผลิตเป็นสินค้า
เชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ประกอบการและบริษัทที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม Natural Rubber Innovation Matching Day
ครั้งที่ 2 ในวันที่ 31 สิงหาคม 2566 เวลา 09.30-16.30 น. ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถ.รัชดาภิเษก
ซึ่งเป็นกิจกรรมการจับคู่เจรจาการค้าหรือขอรับการปรึกษาเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจกับนักวิจัย / ผลงานวิจัย เพื่อนำไปผลิตและทำตลาดติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ นายขวัญ ชโลธรพิเศษ โทรศัพท์ 08 9519 5666


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
13 กรกฎาคม 2566

“พาณิชย์-DITP”โชว์ผลงานเปิดร้าน TOPTHAI บนแพลตฟอร์มชื่อดังช่วย SMEs ขายแล้วกว่า 600 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานเปิดร้านค้า TOPTHAI บนแพลตฟอร์มพันธมิตร
อีคอมเมิร์ซชั้นนำในต่างประเทศ เผยช่วย SMEs ไทยกว่า 1 พันราย ขายสินค้าผ่านออนไลน์ไปต่างประเทศได้
มูลค่ารวมกว่า 600 ล้านบาท รุกตลาดตะวันออกกลาง เอเชีย และยุโรป พร้อมเพิ่มสินค้ากลุ่ม BCG อาหารอนาคต สินค้าดีไซน์ขายในแพลตฟอร์มเดิม ล่าสุดเตรียมอบรมชี้ช่องขายออนไลน์ใน Tmall Global และ ebay
เดือนกรกฎาคมนี้ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยถึงความสำเร็จ

ในการเปิดร้านค้า TOPTHAI บนแพลตฟอร์มพันธมิตรอีคอมเมิร์ซชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ของไทย ให้มีโอกาสขยายตลาดต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ว่า ปัจจุบันกรมได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มชื่อดังในต่างประเทศ ได้แก่ Tmall ของจีน Amazon ของสหรัฐฯ Bigbasket
ของอินเดีย Klangthai แพลตฟอร์มสัญชาติไทยในตลาดกัมพูชา Blibli ของอินโดนีเซีย PChome ของไต้หวัน และ Shopee ในตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อผลักดันสินค้า SMEs ขายผ่านร้านค้า TOPTHAI โดยปัจจุบันมีแบรนด์สินค้าไทยเข้าร่วมโครงการกว่า 2,000 แบรนด์ และมียอดขายที่เกิดขึ้นจริงรวมกว่า 600 ล้านบาท
ทั้งนี้ ร้านค้า TOPTHAI ที่เปิดในแพลตฟอร์มต่างๆ จะเน้นกลุ่มสินค้าที่หลากหลายและตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแพลตฟอร์ม อาทิ Amazon เน้นเป็นกลุ่มอาหาร สุขภาพและความงาม Tmall เน้นสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และผลไม้ Bigbasket เน้นเฉพาะกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม Klangthai Shopee และ Blibli เน้นกลุ่มอาหาร เครื่องดื่มสุขภาพ เครื่องสำอาง และแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ PChome เน้นกลุ่มอาหาร และสินค้าประเภท Thai Design แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ สำหรับแผนการทำงานต่อไป กรมจะขยายร้านค้า TOPTHAI ไปยังตลาดศักยภาพอื่น ไม่ว่าจะเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชีย และยุโรป โดยปัจจุบันได้มีการดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพิ่มเติมกับแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในตลาดต่าง ๆ อาทิ eBay Lazada Tmall Global และ PINKOI ส่วนกลุ่มพันธมิตรเดิม มีแผนการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง และจะขยายกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมไปยังกลุ่มสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้า BCG กลุ่มสินค้า Future Food และกลุ่มสินค้าประเภทงานดีไซน์ นอกจากนี้ กรมยังดำเนินการประชาสัมพันธ์โครงการ TOPTHAI แก่ผู้ประกอบการทั้งในส่วนกลางและ

ส่วนภูมิภาค เพื่อสร้างเข้าใจและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สนใจได้เข้าร่วมโครงการมากยิ่งขึ้น
ผ่านกิจกรรม.Cross Border.e-Commerce.ขายออนไลน์สู่ตลาดโลก ที่จัดขึ้นตลอดทั้งปีทั้งรูปแบบ Onsite และ Online และการรับสมัครผู้ประกอบการจากงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติที่กรมจัดขึ้น ล่าสุดกรมมีหลักสูตรอบรมให้กับ SMEs เช่น หลักสูตร DITP ร่วมกับ Tmall Global แพลตฟอร์มชั้นนำจากจีน จัดกิจกรรม Tmall Global New Seller Summit 2023 ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ณ โรงแรม Amara Bangkok พบกับ Trend Talk เจาะตลาดจีนอย่างไรให้สำเร็จ Success Case เส้นทางสู่ความสำเร็จจากผู้ขายบนแพลตฟอร์ม Networking กับผู้แทนแพลตฟอร์มพร้อมนำสินค้าเจาะตลาดจีน นอกจากนี้ ยังร่วมกับแพลตฟอร์ม eBay จัดกิจกรรม TH Business scale up 2023 วันที่ 15 กรกฎาคม 2566 ณ โรงแรม S31 สุขุมวิท และกิจกรรมสเกลอัพ SMEs ไทย ก้าวไปตลาดโลก DITP.x.eBay สู่การเปิดตลาดการค้าออนไลน์ทั่วโลก.Cross.Border.

e-Commerce“ขายออนไลน์สู่ตลาดโลก”ในรูปแบบ Webinar ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2566

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
(DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… กรกฎาคม 2566

“พาณิชย์-DITP” นำคณะผู้แทนการค้าไทยลุยขายสินค้าที่บราซิล รับออร์เดอร์กว่า 79.4 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำคณะผู้แทนการค้าไทยเยือนบราซิล จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ และเซ็น MOU ซื้อขายสินค้า ทำมูลค่ากว่า 79.4 ล้านบาท พร้อมแจกตรา Thai SELECT ร้านอาหารไทยอีก 4 ร้าน เผยยังได้เข้าหารือผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ทุกรายสนใจสั่งซื้อสินค้าไทยเพิ่ม และพร้อมจะมาชมและเจรจาการค้าในงานแสดงสินค้าที่ไทยด้วย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 5-8 กรกฎาคม 2566 กรมฯ ได้นำคณะผู้แทนภาคเอกชนไทย ในกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง และอาหารแปรรูป เดินทางเยือนประเทศบราซิล เพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าไทย ตาม กลยุทธ์ในการบุกเจาะตลาดเป็นรายภูมิภาคและรายคลัสเตอร์ ที่กรมฯได้ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชน ในการผลักดันการส่งออกสินค้าของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้
ทั้งนี้ กรมฯ ได้ใช้โอกาสในการเดินทางไปบราซิลครั้งนี้ จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 19 บริษัท และผู้นำเข้าบราซิล จำนวน 19 บริษัท ในกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง และอาหารแปรรูป ผลการเจรจาเกิดการจับคู่ธุรกิจ จำนวน 103 คู่ และได้มูลค่าการเจรจาการค้าในงาน จำนวน 145,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.2 ล้านบาทและคาดการณ์สั่งซื้อหนึ่งปี มูลค่า 1,603,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 57.7 ล้านบาท รวมทั้งได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือด้านการค้า (MOU) ระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าบราซิล จำนวน 2 คู่ ในกลุ่มสินค้าอาหาร รวมมูลค่า 460,000 USD (หรือประมาณ 16.5 ล้านบาท) ได้แก่ บริษัท GOLDEN GRAIN ENTERPRISE COMPANY LIMITED กับ MERCEARIA E BOMBONIERE TOWA LTDA สินค้าข้าวหอมมะลิ มูลค่า 130,000 USD และ THAI SHING YE INTER-MARKETING COMPANY LIMITED กับ MERCEARIA E BOMBONIERE TOWA LTDA สินค้าข้าวหอมมะลิ น้ำปลา ลิ้นจี่กระป๋อง เส้นก๋วยเตี๋ยว และขนมขบเคี้ยว มูลค่า 330,000 USD รวมมูลค่าการค้าครั้งนี้กว่า 79.4 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ได้มอบประกาศนียบัตร Thai SELECT แก่ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 4 ร้าน ได้แก่ ร้าน Thai Food สาขา Saude ร้าน Bangkok ร้าน Krapool Khao และร้าน GDM THAI ตามนโยบายส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศภายใต้โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ทำให้ปัจจุบันมีร้านอาหาร Thai Select ในบราซิลมีจำนวน 5 ร้าน

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้พบปะหารือกับผู้บริหาร บริษัท Mercearia e Bomboniere Towa Ltda ซึ่งเป็นเจ้าของซุปเปอร์มาเก็ต TOWA ที่มีการนำเข้าสินค้าไทยเป็นสัดส่วน 30% ได้แก่ ซอสปรุงรส น้ำจิ้มไก่ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ เครื่องแกง กะทิกระป๋อง เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมไทย รวมถึงแป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวเจ้าซึ่งมีความสำคัญในการใช้เป็นวัตถุดิบหลักทำขนมโมจิที่ผู้บริโภคบราซิลนิยมบริโภคในชิวิตประจำวัน และเห็นว่าสินค้าของไทยมีคุณภาพดีกว่าของคู่แข่ง มีแผนขยายการนำเข้าสินค้าไทยหลากหลายมากขึ้น และสนับสนุนแนวทางของกรมในการสานต่อกิจกรรมการส่งเสริมภาพลักษณ์และวัฒนธรรมสินค้าอาหารและบริการร้านอาหารไทยจะช่วยสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว และช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดบราซิลที่มีความหลากหลาย ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ยุโรป ได้เป็นอย่างดี โดยในปีนี้ทางบริษัทจะนำสินค้าไทยไปจัดแสดงในงานเทศกาลอาหารญี่ปุ่น Japanese festival และได้ขอบคุณกรมที่ได้ให้เป็นแขกพิเศษไปเข้าร่วมงาน Thaifex ทำให้ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าและมีแผนการตลาดที่จะนำเข้าสินค้าไทยในระยะยาว บริษัท SEIWA Exportacao Importacao Ltda. เห็นว่า Thai cuisine มีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในบราซิล และบริษัทมีความสนใจอย่างมากที่จะนำเข้าสินค้าจากไทย ได้แก่ ซอสพริก น้ำจิ้มไก่ น้ำพริก สาหร่ายสำหรับใช้ทำซูชิ ภายในงานเจรจาจับคู่ธุรกิจทางบริษัทยังให้ความสนใจเส้นก๋วยเตี๋ยวในรูปแบบของ plant base ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพและกลุ่มที่มีการแพ้กลูเตน รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไก่ ต้มยำกุ้ง และรส truffle ที่ยังไม่เคยมีในตลาดและสามารถทำตลาดอาหารเร่งด่วนระดับ premium ได้ บริษัท UNIQUE TOYS COMERCIO เป็นตัวแทนจำหน่ายของเล่นไม้จากประเทศไทย ซึ่งสินค้าได้รับความสนใจในตลาดอย่างต่อเนื่อง จึงมีแผนที่จะเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น ร้าน Casa Mart ซึ่งจำหน่ายสินค้าไทย ได้แก่ น้ำปลา ซอสพริก เครื่องปรุงรส พริกแกง กะทิกระป๋อง แป้งข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ และเส้นก๋วยเตี๋ยว โดยร้านมีแผนขยายการนำเข้าสินค้าอาหารไทยเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับตลาดที่มีความต้องการสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ได้หารือกับหอการค้าเซาเปาโล (SPCC) เป็นองค์กรที่ส่งเสริมการนำเข้าและส่งออกสินค้าจากตลาดต่างประเทศ โดยหอการค้าเซาเปาโลได้เชื่อมโยงกับหอการค้าประจำรัฐอื่นๆ ในบราซิล ซึ่งสามารถเป็นกลไกในการเจาะตลาดรัฐที่สำคัญต่างๆ ให้กับกรมได้

นอกจากนี้หอการค้าเซาเปาโลยังได้สนับสนุนการจัดงานเจรจาจับคู่ธุรกิจให้กับคณะนักธุรกิจไทยในครั้งนี้ด้วย และพร้อมที่จะช่วยประชาสัมพันธ์งานแสดงสินค้าของกรมให้กับสมาชิกได้รับทราบ รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือกับกรมและหารือแผนงานในการขยายตลาดระหว่างไทย-บราซิล ต่อไป
ทั้งนี้ ในปี 2565 มูลค่าการค้าไทย-บราซิล มีมูลค่ารวม 5,770.11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยส่งออกไปบราซิลมูลค่า 1,883.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีสินค้าหลักได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ยางพารา

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… กรกฎาคม 2566

ม.เซาธ์อีสท์บางกอกจับมือหน่วยงานภาครัฐ และ 25บริษัทเอกชนร่วมพัฒนาบัณฑิตมืออาชีพ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการยุคอุตสาหกรรม 4.0

มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก (Southeast Bangkok University-SBU) โดยการนำของ ดร.สมศักดิ์ รุ่งเรือง อธิการบดี และประธานสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยฯ (สพร.) ได้ทำการลงนามบันทึกข้อตกล งความร่วมมือทางด้านวิชาการและการพัฒนาอาชีพ ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ และ 25 บริษัทซึ่งเป็นสถานประกอบการชั้นนำ เมื่อเร็วๆนี้ ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ สถานที่ตั้งบางนา “มหาวิทยาลัยของเราได้ชื่อว่าเป็นสถาบันแห่งการสร้างมืออาชีพรุ่นใหม่สู่สังคม เราจึงมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ทั้งทางด้านวิชาการ และการส่งเสริมให้ได้รับประสบการณ์ตรง มีทักษะ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสมรรถนะ วิชาชีพที่เป็นมาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี IoT หรือ Internet of Things รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลต่างๆ เราเล็งเห็นถึง ความสำคัญของการขับเคลื่อนและพัฒนาการศึกษา ผ่านเครือข่ายหลากหลายทั้งภาครัฐและเอกชนเพราะความร่วมมือกับองค์กรเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาหลักสูตรและผลิตบัณฑิตให้ตรงความต้องการของตลาดงาน” ดร สมศักดิ์กล่าว พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ มี ดร.ภัทรดา รุ่งเรือง รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและวางแผน และคณบดีทั้ง 5 คณะของมหาวิทยาลัยเป็นตัวแทนฝ่าย SBU โดยมี นายอำนวย สุวรรณรักษ์ อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ เป็นตัวแทนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ และนายสาธิต กล่อมสวัสดิ์ พาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการเป็นตัวแทนสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ ในส่วนของภาคเอกชน มีตัวแทนสถานประกอบการชั้นนำ 25 บริษัท อาทิ ดร.ศุภชัย แก้วศิริ นายกสมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอีเพื่อการเปลี่ยนเเปลงภูมิอากาศ, พ.ท.วัฒนา พิไลพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานปฏิบัติการและสนับสนุน องค์กร บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) , นายวิรัช ปัณฑ์ศิริโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาฯ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) , คุณณิชาริญ พิพัฒนผาติการย์ รองผู้อำนาย การฝ่าย Operation-HR บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด , นายชาลี วิวัฒนเวช ประธานกรรมการ บริษัท วี เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป จำกัด ตลอดจนตัวแทนโรงเรียนสยามการเดินเรือ บริษัท มารีนไทย กรุ๊ป จำกัด บริษัท ภัทรจิต อีเลคทริค จำกัด บริษัท เวลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท คาเคาโอ้-โกโก้ จำกัด (มหาชน) ฯลฯ * * * * * * * * *

“พาณิชย์-DITP”นำคณะผู้แทนการค้าไทยบุกชิลี จัดแมชชิ่งขายได้กว่า 60 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลงานนำคณะผู้แทนการค้าไทยบุกเจาะตลาดชิลี

จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ขายได้กว่า 60 ล้านบาท พร้อมลุยหารือผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ทั้งยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร
สภาอุตสาหกรรม หอการค้า เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 2-7 กรกฎาคม 2566 กรมฯ ได้นำผู้แทนภาคเอกชนไทย ในกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง และอาหารแปรรูป เดินทางเยือนกรุงชันติอาโก ประเทศชิลี และบราซิล เพื่อขยายตลาดส่งออก ตามกลยุทธ์ในการบุกเจาะตลาดเป็นรายภูมิภาคและรายคลัสเตอร์ ที่กรมฯ ได้ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชน ในการผลักดันการส่งออกสินค้าของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้

ทั้งนี้ ในช่วงการเดินทาง กรมฯ ได้จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 18 บริษัท และผู้นำเข้าชิลี จำนวน 62 บริษัท ในกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง และอาหารแปรรูป ผลการเจรจาเกิดการจับคู่ธุรกิจ จำนวน 155 คู่ และมูลค่าการเจรจาการค้าในงาน จำนวน 154,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,544,000 บาท และผู้นำเข้าคาดการณ์ว่าจะนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นภายใน 1 ปี มูลค่าประมาณ 54 ล้านบาท รวมมูลค่าการเจรจาการค้า 60 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังได้หารือกับห้าง Jumbo ซึ่งนำเข้าซอสปรุงรส น้ำมะพร้าว กะทิ และมีการจ้างบริษัทไทยผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ Exotic ของห้าง โดยห้างมี 69 สาขา มียอดขาย 22-23 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน มีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมอาหารไทย Instore-promotion ร่วมกับ สคต.ซันติอาโกในเดือนสิงหาคม และมีแผนจะขยายการนำเข้าสินค้าเบียร์จากไทยเข้ามาทดลองตลาดในช่วงเดือนตุลาคมปีนี้ นอกจากนี้ห้างยังต้องการหาสินค้าใหม่ที่ยังไม่มีในตลาดและสนใจเข้าเยี่ยมชมและเจรจาการค้าในงาน Thaifex ช่วงพฤษภาคมปีหน้า ผู้นำเข้าสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น บริษัท DERCO S.A. สนใจนำเข้าอะไหล่ (Spare Part) จากประเทศไทย เนื่องจากบริษัทต้องการเพิ่มแหล่งนำเข้าจากหลายประเทศเพื่อลดความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญผลกระทบจาก supply chain disruption เหมือนช่วงวิกฤติโควิด โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพสูงที่สามารถจัดส่งสินค้าได้ตามกำหนดมากกว่าปัจจัยด้านราคา บริษัท IMPORTADORA BICIMOTO LIMITADA นำเข้า plastic bumper จากไทย และมองว่าในปีหน้าเศรษฐกิจชิลีจะขยายตัว 3% ซึ่งจะส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น และที่ชิลีมีกฎระเบียบให้ผู้ใช้รถต้องนำรถเข้าตรวจสภาพเพื่อเปลี่ยนอะไหล่ที่มีการชำรุดทุกๆ 1 ปี ทำให้ตลาดมีความต้องการอะไหล่อย่างต่อเนื่อง บริษัท IMPORTADORA CUATRO RUEDAS LIMITADA มองว่าไทยเป็นผู้ส่งออกรถปิ๊กอัพขนาดกลางที่สำคัญของโลก โดยบริษัทมีความต้องการนำเข้าชิ้นส่วนประเภทคลัทช์และกันชนจากไทยรวมถึงเป็นผู้แทนจำหน่ายแบรนด์ Aeroklas ของไทย ต่างมีความสนใจที่จะเข้าชมและเจรจาการค้าในงาน TAPA2025 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 เมษายน 2568 การหารือกับบริษัทผู้นำเข้าสินค้าอาหาร ได้แก่ บริษัท ICB S.A. มีความสนใจนำเข้าสินค้าหลายรายการจากไทย เช่น ข้าวโพดอ่อนกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง ผลไม้อบแห้ง เห็ดแชมปิยองกระป๋อง ทูน่ากระป๋อง ซาร์ดีนกระป๋อง และเส้นก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้หารือกับบริษัท VISOURCES ซึ่งเป็นผู้นำเข้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ โดยบริษัทมีแผนจะเดินทางไปพบคู่ค้าที่ประเทศไทยในเดือนตุลาคมและจะนำเข้าวัสดุก่อสร้างจำนวน 500 ตู้คอนเทนเนอร์ และมีความสนใจที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าไม้อัดของไทยในชิลี

ส่วนการหารือกับ บริษัท Sigdo Koppers Group ที่ประกอบธุรกิจเหมืองแร่รายใหญ่ที่สุดในชิลี ปัจจุบัน
มีการลงทุนในไทยที่สระบุรี เป็นโรงงานผลิตลูกเหล็ก ลูกบดโลหะคุณภาพสูง ที่ใช้ในการถลุงแร่ และอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ มองว่าไทยมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการกระจายสินค้าของชิลีในภูมิภาคเอเชีย มีจุดแข็งในด้านการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ และยังได้หารือกับผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรม SOFOFA เชื่อมั่นว่าการค้าไทย-ชิลี ยังสามารถขยายตัวได้อีกมากเนื่องจากปัจจุบันการซื้อขายสินค้าระหว่างกันยังกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่รายการ รวมถึงการลงทุนระหว่างกันที่ยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก โดยทั้ง 2 หน่วยงานมีความยินดีให้ความร่วมมือกับกรมฯ ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างกัน เช่น การจัดคณะผู้แทนการค้า การเจรจาการค้า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เป็นต้น และหารือกับหอการค้าแห่งกรุงซันติอาโก (Santiago Chamber of Commerce) ถึงการเชื่อมโยงการค้าผ่านช่องทาง e-commerce ที่ขยายตัวสูงในชิลี โดยให้ mercado, libre ซึ่งเป็น platform ที่ได้รับความนิยม เป็นพันธมิตรกับ Thaitrade.com
ทั้งนี้ ในปี 2565 มูลค่าการค้าไทย-ชิลี มีมูลค่ารวม 1,289.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยส่งออกไปชิลีมูลค่า 531.03 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีสินค้าหลักได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
กรกฎาคม 2566

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น