RED Line Thank Press Party 2023

เมื่อคืนก่อนในธีมงานวัด ขอบคุณพี่มอส น้องกำปั้น น้องฝ้าย Miss Grand Thailand พี่กุ้ง Kunitar วง Berry Berry
วง Berry BOMB น้องซันเดย์ Thailand’s got Talent น้องบิ๊ก ณะพัสญ์ น้องเพลงไท Prime Time พี่ปุ้ย
อรัญญา และพี่น้องสื่อมวลชนที่น่ารักทุกท่านสนุกมากคร้บ ขอบคุณที่ให้เกียรติรถไฟฟ้าสายสีแดงนะครับ

ขอบคุณสปอนเซอร์ที่น่ารัก ด้วยนะครับ BLK BLT ของคุณเล็ก ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์, Siam Premium Outlets Bangkok, The Sukosol Hotel Bangkok, Amari Don Muang Airport, Best Western Chatuchak Bangkok, Rebirth Thailand, Carmex Thailand, Bellalin Clinic

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ก้าวสู่ปีที่ 13 กับการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ผ่านมา บริษัทได้มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการเพื่อเป็นผู้นำในการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานในระดับสากล ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ นับตั้งแต่การให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มาจนถึงการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งมีการพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ จนสามารถผ่านการรับรองคุณภาพ ISO 9001 : 2015 ขอบเขต : วิศวกรรมและซ่อมบำรุงและขอบเขต : งานปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า ที่ผ่านการรับรองจาก BV (Bureau Veritas) ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้บริการด้านการตรวจประเมินและออกใบรับรองในด้านคุณภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในระดับโลก โดยบริษัทได้นำมาตรฐานดังกล่าวเข้ามาใช้พัฒนาในด้านการเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุง ได้อย่างมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งบริษัทยังได้ผ่านการรับรอง ISO/IEC 27001 : 2013 ระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ (Information Security Management Systems : ISMS) ขอบเขตระบบบริหาร จัดการ : ระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลที่ใช้ในการสนับสนุนการดําเนินงานของ Back office ซึ่งรวมถึง  (MIS Server เครือข่ายและระบบสํารองข้อมูล) ซึ่งได้รับการรับรองจาก สถาบันมาตรฐานอังกฤษ (BSI.)
รวมถึง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยังได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 50 หน่วยงาน ที่ได้รับรางวัลหน่วยงานรัฐที่สามารถปรับปรุงเว็บไซต์ผ่านเกณฑ์การประกวดเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Web Content Accessibility Guidelines) ภายใต้โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ประจำปี 2566 ซึ่งบริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้บริการในด้านต่างๆ รวมถึงการให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงผ่านช่องทางเว็บไซต์ ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก เข้าถึงได้จากคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ มาตรฐานดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้รับมอบรางวัลองค์กรคุณธรรมต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ 2565 จากคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งที่ผ่านมาบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ให้ความสำคัญและยึดหลักการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาโดยตลอด โดยการดำเนินงานที่มีคุณธรรมและธรรมาภิบาล มีการส่งเสริมให้บุคลากรนำคุณธรรมและจริยธรรมมาใช้ในการดำเนินงานจนเกิดความร่วมมือกันภายในองค์กร อันส่งผลให้เกิดความสำเร็จ และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
นอกจากนั้นบริษัทยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยในปัจจุบันรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีสถิติความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงตั้งแต่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 99.45% , 99.52% และ 100% ตามลำดับ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารรวมมากกว่า 8 ล้านคน ซึ่งจะเห็นได้จากผลการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 ซึ่งลงพื้นที่สำรวจโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการสำรวจและวิจัย โดยผลปรากฏว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้โดยสารมีความพึงพอใจด้านการให้บริการ 4.50, ด้านความปลอดภัย 4.47, ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.28, ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.44, ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานี และในขบวนรถ 4.47, ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.28 ซึ่งจากผลสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆเป็นอย่างมาก
และในวันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป บริษัทฯจะปรับเวลาเปิดให้บริการเร็วขึ้น จากเดิมเปิดให้บริการในเวลา 05.30 น. เปลี่ยนเป็นเปิดให้บริการในเวลา 05.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถรองรับผู้ที่เดินทางโดยสายการบินต่างๆที่จะเดินทางมาถึงสนามบินดอนเมืองในช่วงเช้ามืด รวมถึงจะปรับเพิ่มความถี่ในการให้บริการเดินรถให้เร็วขึ้น ทั้งสายเหนือ (ธานีรัถยา) ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน (Peak) เวลา 07.00 – 09.30 น และเวลา 17.00 – 19.30 น. จะปรับเพิ่มความถี่จากเดิม 12 นาทีต่อขบวน เป็น 10 นาทีต่อขบวน ในช่วงนอกชั่วโมงเร่งด่วน (Off Peak) จะปรับเพิ่มความถี่จากเดิม 20 นาทีต่อขบวน เป็น 15 นาทีต่อขบวน และสายตะวันตก (นครวิถี) ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน (Peak) ให้บริการความถี่เท่าเดิมที่ 20 นาทีต่อขบวน แต่จะปรับเพิ่มความถี่ในช่วง นอกชั่วโมงเร่งด่วน (Off Peak) จากเดิม 30 นาทีต่อขบวน เป็น 20 นาทีต่อขบวน เพื่อลดเวลาในการรอคอยขบวนรถไฟฟ้า รวมถึงช่วยดึงดูดผู้โดยสารให้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารมาใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดงเฉลี่ยวันละ 2.3 – 2.4 หมื่นคน หากเป็นวันศุกร์ผู้โดยสารจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 หมื่นคน ส่วนในปี 67 มีการคาดการณ์ว่าผู้ใช้บริการจะเพิ่มสูงขึ้น 10%
บริษัทฯไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการเดินรถไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ควบคู่ไปด้วย โดยได้ดำเนินการโครงการต่างๆที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงานกับคนในชุมชน รวมถึงรณรงค์ให้พนักงานทุกคนให้มีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการทำกิจกรรม CSR ด้วย ซึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้จัดโครงการ “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้” ณ โรงเรียนวัดสนามนอก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีบางบำหรุ โดยจัดให้มีการปรับปรุงพื้นที่ในสถานศึกษา ได้แก่ ห้องพละ และห้องนาฏศิลป์ เพื่อให้โรงเรียนวัดสนามนอก มีห้องนันทนาการเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ และยังสามารถใช้เป็นห้องเพื่อการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด สามารถสร้างพัฒนาการที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้กับเด็ก รวมถึงมีการปรับภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบ ให้มีความสวยงาม สะอาดปลอดภัยด้วย
สำหรับแผนการพัฒนารถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในอนาคต จะมีการต่อยอดการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆภายในระบบรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ การบูรณาการความร่วมมือกับท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เพื่อพัฒนาจุดเชื่อมต่อให้มีความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น และเตรียมความพร้อมสำหรับทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีหลักสี่ ของรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี รวมถึงทางเดินลอยฟ้า(Sky Walk) ที่เชื่อมต่อกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเก็บรายละเอียดและรอตรวจสอบ คาดว่าจะเปิดให้บริการช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้
ในด้านกิจกรรมส่งเสริมการตลาด บริษัทฯมีการจัดแคมเปญต่างๆเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนและผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแต่ละครั้ง มีผู้ให้ความสนใจและร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก และเร็วๆนี้ บริษัทฯเตรียมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ 2567 ด้วยการเปิดตัวบัตรโดยสารลายใหม่สุดพิเศษ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา จำนวน 2 ลาย เนื่องจากผลการสำรวจผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในปัจจุบัน ชี้ว่า กลุ่มช่วงวัยนักเรียนและนักศึกษา คือกลุ่มที่ใช้บริการรถไฟฟ้ามากเป็นลำดับต้นๆ จากกลุ่มผู้ใช้บริการทั้งหมด
ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าด้วยมาตรฐานในระดับสากลที่บริษัทนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติ จะส่งผลให้สามารถยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงบริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพ เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นที่ผู้โดยสารได้ให้ความไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงด้วยดีเสมอมา และจะมุ่งมั่นพัฒนาระบบขนส่งทางรางเพื่ออยู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคง

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ http://www.srtet.co.th
และสามารถติดตามข่าวสารของบริษัทฯ ได้ทั้งช่องทาง Facebook , Twitter , Instagram Youtube , Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

DITP จับมือ GIT ประกาศจัดงานใหญ่ที่สุดในไทยและเก่าแก่ที่สุดในเอเชีย“บางกอกเจมส์” ครั้งที่ 68 พร้อมเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 40 ปี

8 สิงหาคม 2566 – นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ผนึกกำลังกับคณะอำนวยการจัดงานทั้งภาครัฐและเอกชนเกือบ 20 หน่วยงาน แถลงข่าวการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเก่าแก่ที่สุดในเอเชีย “Bangkok Gems and Jewelry Fair” หรือ Bangkok Gems ครั้งที่ 68 ในวันที่ 6-10 ก.ย.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฉลองครบรอบ 40 ปี

อธิบดีภูสิต หัวหอก DITP เปิดเผยว่า “บางกอกเจมส์เป็นงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับสากลที่สำคัญ 1 ใน 5 ของโลก เป็นงานแสดงสินค้าจิวเวลรี่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเก่าแก่ที่สุดในเอเชีย บางกอกเจมส์ ถือเป็นเวทีการค้าสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบไทยได้พบและเจรจาการค้ากับผู้ซื้อจากทั่วโลก สร้างเครือข่ายพันธมิตร ขยายโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือระหว่างกัน ตลอดจนเป็นเวทีเสริมสร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถือเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีผู้ประกอบการ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและมีการจ้างแรงงานในห่วงโซ่อุปทานถึงเกือบ 800,000 คน และมีผู้ประกอบการทั่วประเทศอยู่ราว 12,000 ราย ส่วนใหญ่เป็น SMEs ถึงกว่าร้อยละ 90 โดยงานนี้มีส่วนช่วยสนับสนุนการส่งออกจิวเวลรี่ และตอกย้ำประเทศไทยในฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของโลกอีกด้วย”

ด้านนายสุเมธ ผู้อำนวยการ GIT กล่าวว่า “Bangkok Gems and Jewelry Fair” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของผู้ค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากทั่วโลก โดยเฉพาะการซื้อขายพลอยสี ซึ่งประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตพลอยสีที่สำคัญระดับโลก โดยเฉพาะทับทิม ไพลิน และ พลอยเนื้อแข็งต่างๆ เนื่องจากเรามีช่างฝีมือที่มีความสามารถในการเจียระไนและปรับปรุงคุณภาพพลอย ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก โดยแหล่งผลิตที่สำคัญคือจังหวัดจันทบุรี”

บางกอกเจมส์ครั้งที่ 68 กำหนดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี ในวันที่ 6 – 10 กันยายน 2566 ภายใต้แนวคิด “40 Years of Brilliance” ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านงานบางกอกเจมส์ ซึ่งเปล่งประกายมาอย่างยาวนานถึง 40 ปี ปีนี้ย้ายมาจัดที่ศูนย์สิริกิติ์ มี Exhibitor ชั้นนำทั้งจากไทยและต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างหนาแน่นถึง 1,100 ราย กว่า 2,400 คูหา จัดแสดงเต็มพื้นที่ฮอลล์ 1-8 ของชั้น G และ LG คาดการณ์ผู้เข้าชมงานทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 30,000 ราย และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้าได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีไฮไลท์ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ Networking Reception นิทรรศการ “The Magnificent 40-Year Journey of Brilliance” ที่นำเสนอความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยตลอดระยะเวลา 40 ปี นิทรรศการ The Jewellers โซน New Faces จัดแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการหน้าใหม่ รวมถึงกิจกรรมสัมมนาต่างๆ อีกด้วย

ปี 2565 การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำไม่ขึ้นรูป) เป็นสินค้าส่งออกลำดับที่ 9 ของการส่งออกโดยรวมของไทย มีมูลค่า 8,036 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 (มกราคม – มิถุนายน) มีมูลค่าส่งออก 4,348 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตร้อยละ 11.94 โดยคาดการณ์เป้าส่งออกปี 2566 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยหลายประเทศฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว การเปิดประเทศ หรือมาตรการเปิดประเทศที่ผ่อนคลายมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคกลับมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 68 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 10 กันยายน 2566 ณ ฮอลล์ 1 – 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bkkgems.com หรือ facebook.com/Bangkokgemsofficial


“พาณิชย์-DITP”เปิดร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยย่าน.SOHO.สหรัฐฯ คนแห่ชม ช้อปเพียบ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดร้าน “The Treasure” Pop Up Store ตั้งอยู่
บนถนน Spring ในย่าน SOHO แหล่งการค้าและแฟชั่นชื่อดังสหรัฐฯ จัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์ไทย 45
แบรนด์ ผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ และนักท่องเที่ยว แห่ชม ช้อป คาดขายได้ทันที 1.8 ล้านบาท และภายใน 1 ปี กว่า 13 ล้านบาท

นางอารดา เฟื่องทอง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้นำคณะผู้แทนการค้าไทยเดินทางเยือนนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดร้าน
“The Treasure” Pop Up Store ตั้งอยู่บนถนน Spring ในย่าน SOHO แหล่งการค้าและแฟชั่นที่สําคัญของโลก เพื่อจําหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์ไทยจากนักออกแบบรุ่นใหม่ เช่น ของตกแต่งบ้าน กลุ่มแฟชั่น และเครื่องประดับ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการส่งเสริมการจําหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์เชิงรุกเพื่อสร้างกระแสนิยมแบบมหภาค (Megatrend Setter) จัดโดยสํานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก

“โครงการนี้ ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยเป็นจํานวนมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 70 แบรนด์ โดยนักออกแบบจํานวน 45 แบรนด์ ที่ผ่านการคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ ได้มาร่วมจัดแสดงสินค้าในร้าน The Treasure คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการส่งออกสินค้ากลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของไทย โดยอาศัยเครือข่ายของผู้ซื้อและผู้นําเข้าที่เป็นร้านค้า High.Fashion ห้างสรรพสินค้าช่องทาง E-Commerce รวมถึงสื่อมวลชน Influencer ที่มาร่วมงานเป็นจํานวนมาก”

ทั้งนี้ จากการประเมินการจัดงานในเบื้องต้นมีผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ และนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาเลือกดู เลือกชมสินค้าเป็นจำนวนมาก คาดการณ์ว่าการจําหน่ายสินค้าทันทีจากหน้าร้าน และมูลค่าการสั่งซื้อในภายใน 1 ปี รวมประมาณ 15 ล้านบาท และกรมยังได้มีการหารือเพิ่มเติมกับฝ่ายจัดซื้อและผู้นําเข้าเพื่อหาช่องทางและโอกาสในการขยายการส่งออกสินค้าไทยกลุ่มดังกล่าวมายังตลาดสหรัฐฯ และสร้างความมั่นใจคุณภาพและการออกแบบสินค้าไทยให้กับผู้ซื้อด้วย

สำหรับโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ในการยกระดับสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย และพัฒนาศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในสหรัฐฯ และตลาดโลก ซึ่งภายใต้โครงการมีการอบรมให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ
ในวงการสินค้าไลฟ์สไตล์ของนครนิวยอร์ก เพื่อสร้างความเข้าใจในพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภคสหรัฐฯ และเข้าใจช่องทางการเข้าสู่ตลาดในปัจจุบัน
ส่วนร้าน “The Treasure” Pop Up Store ตั้งอยู่ที่ 21 Spring Street, New York, NY 10012 ได้เปิดจําหน่าย และจัดแสดงสินค้าตั้งแต่วันที่ 18-31 กรกฎาคม 2566

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
(DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… สิงหาคม 2566

TILOG-LOGISTIX 2023 พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจไทยชมนวัตกรรมใหม่ของวงการโลจิสติกส์จาก 415 แบรนด์ 25 ประเทศ 17-19 สิงหาคมนี้ ที่ไบเทค

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจไทยด้วยโลจิสติกส์ ร่วมกันจัดงาน TILOG-LOGISTIX 2023 ระหว่าง 17-19 สิงหาคม 2566 ดึงผู้ประกอบการ 415 แบรนด์ จาก 25 ประเทศ จัดแสดงเทคโนโลยี นวัตกรรม โซลูชัน และบริการด้านโลจิสติกส์ พร้อมกิจกรรมเสริมองค์ความรู้และสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ คาดผู้เข้าชมงานปีนี้กว่า 9,000 ราย ตั้งเป้ามูลค่าเจรจาทางธุรกิจกว่า 4,000 ล้านบาท
อุตสาหกรรมและบริการขนส่งและโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตที่รัฐบาลให้ความสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งในปีนี้ ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (International Logistics Performance Index : LPI) จากธนาคารโลก ให้อยู่อันดับที่ 34 จาก 139 ประเทศทั่วโลก ตกลงจากอันดับ 32 ในปี 2561 และประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพผู้ให้บริการโลจิสติกส์และสร้างเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคการส่งออก เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ท่ามกลางประเด็นท้าทายต่างๆ จากการเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจ และสังคมโลกในปัจจุบัน ดังนั้น กรมฯ จึงได้ร่วมกับ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ และภาคเอกชนจัดงาน TILOG – LOGISTIX 2023 ขึ้น เพื่อเป็นเวทีแสดงศักยภาพของโลจิสติกส์ไทยในการเป็นศูนย์กลางของโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของเวทีการค้าโลก รวมถึง ยังเป็นเวทีในการเผยแพร่ข้อมูล องค์ความรู้ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทยในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจ และพร้อมแข่งขันในเวทีการค้าเสรีต่อไป”

ด้านนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวในฐานะผู้ใช้บริการถึงความคาดหวังที่มีต่อผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ว่า “ผู้ให้บริการโลจิสติกส์หรือ LSP (Logistic Service Provider) ควรปรับการให้บริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการพัฒนารูปแบบโซลูชันการให้บริการ การลงทุนในแพลตฟอร์ม การนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเฉพาะระบบอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับลูกค้าได้ดีขึ้น เพื่อช่วยผู้ใช้บริการให้สามารถดำเนินธุรกิจภายใต้มาตรการที่ซับซ้อนขึ้นทุกวันได้ โดยเฉพาะมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมของ EU ที่เริ่มจาก 7 กลุ่มสินค้าในปัจจุบัน และจะขยายไปถึงสินค้าประเภทอื่นๆ รวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือจีน ก็จะทำตามมาตรการดังกล่าวด้วยเช่นกัน”
นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ในฐานะผู้ให้บริการ ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจขนส่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทำให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย จำเป็นต้องเรียนรู้และเตรียมความพร้อมในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน ช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ และความคล่องตัว สามารถตอบสนองต่อการให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น ตลอดจนเพิ่มมูลค่าให้กับบริการของตนเอง สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการขนส่งทางรถได้ลงมือทำไปบ้างแล้ว คือการลดการใช้พลังงานในการขนส่งเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการใช้พลังงานทางเลือก

นางวราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าแห่งอาเซียน ที่สร้างสรรค์งานแสดงสินค้าให้แก่หลากหลายอุตสาหกรรม กล่าวว่า งาน TILOG – LOGISTIX 2023 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศร่วมกับอาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ และภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด “Smart and Green Logistics for Sustainable Tomorrow : ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่อนาคตสีเขียวด้วยโลจิสติกส์อัจฉริยะรักษ์โลก” มุ่งเน้นการปรับตัวเดินหน้าสู่เทรนด์โลกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีโลจิสติกส์ยุคใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน พร้อมกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตื่นตัว และให้ความสำคัญกับการปรับตัวภายใต้แนวคิดเรื่อง Green โดยงานนี้มีผู้จัดแสดงกว่า 415 แบรนด์ จาก 25 ประเทศ
ไฮไลท์ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดงในปีนี้ จะเน้นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์โลจิสติกส์ยุคดิจิทัล ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ อาทิ ระบบวางแผนและจัดการเส้นทางการขนส่งสินค้า / ระบบการจัดการคลังสินค้า การรักษาความปลอดภัย รวมทั้งระบบคลังสินค้าอัจฉริยะที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ / หุ่นยนต์หยิบสินค้าที่เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระทุกแนวในคลังสินค้า และหุ่นยนต์คัดแยกสินค้าและระบบสายพานลำเลียง / รถโฟล์คลิฟท์ ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรีลิเธียม
ภายในงาน

นอกจากการสร้างโอกาสและขยายเครือข่ายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกแล้ว ผู้เข้าชมงานยังได้อัปเดตข้อมูล ความรู้ เทรนด์ของธุรกิจโลจิสติกส์ผ่านการสัมมนาหัวข้อต่างๆ อาทิ World Transport & Logistics Forum Thailand 2023 / Trade Logistics Symposium 2023 / สัมมนาที่จัดขึ้นโดยสภาและสมาคมด้านโลจิสติกส์/ การสาธิตกระบวนการโลจิสติกส์อัตโนมัติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่โซน Innovation Showcase / รวมถึงพบกับเคล็ดลับแห่งความสำเร็จจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยชั้นนำที่ได้รับรางวัล Excellent Logistics Management Award หรือ ELMA ได้ที่ ELMA Hall of Fame และนิทรรศการภาพรวมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย

งาน TILOG-LOGISTIX 2023 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม 2566 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการไบเทค ฮอลล์ 98 เวลา 10.00-18.00 น. ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้า ได้ที่ http://www.tilog-logistix.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2686 7222 อีเมล contactcenter@rxtradex.com หรือสอบถามผ่านทางไลน์ Official Account: @tilog-logistix


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
3 สิงหาคม 2566

รฟฟท. จัดโครงการอุปสมบทหมู่ เฉลิมพระเกียรติฯ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการอุปสมบทหมู่ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เนื่องในอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 วันที่ 28 กรกฎาคม 2566 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 12 สิงหาคม 2566 ถือเป็นวันสำคัญของชาติที่เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่งในปีนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ร่วมกับ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร มีกุศลเจตนาจัดโครงการอุปสมบทหมู่ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2566 รวมเป็นเวลา 19 วัน โดยมีพนักงาน และครอบครัวของพนักงาน แสดงเจตจำนงเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 17 ท่าน โดยประกอบพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ผู้ร่วมเข้าโครงการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

โครงการดังกล่าว ถือเป็นธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติอย่างหนึ่งของชายไทย ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จากความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อผู้ชายไทยอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือที่เรียกว่าอายุครบบวช จึงเป็นค่านิยมในการส่งกุลบุตรเข้าพิธีอุปสมบทเข้าในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจําชาติ ดังนั้นการอุปสมบทเพื่อเรียนรู้หลักพระธรรม จะช่วยให้เกิดประโยชน์ได้หลายประการ อาทิ ให้มีการปฏิบัติดี มีความประพฤติชอบ และยังเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ เมื่อลาสิกขาแล้วก็เป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและสังคมได้ อีกทั้งยังเป็นการสนองพระเดชพระคุณ พระกตัญญูกตเวทิตาคุณแก่สถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ตลอดจนบุพการีหรือผู้มีพระคุณด้วย

“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

พาณิชย์-DITP เร่งเครื่องเดินหน้าสร้างนักการค้าระหว่างประเทศ ผ่านโครงการ “Smart Exporter” รุ่นที่ 22

นางภาวินี รวยรื่น ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โครงการ “Smart Exporter” รุ่นที่ 22 ได้ดำเนินการตามนโยบายที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่าง
ประเทศของผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าในระดับสากล นำมาสู่การสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่าง
ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs ทั่วประเทศ จำนวนมากกว่า 3.1 ล้านราย ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (สถาบัน NEA) จึงได้จัดโครงการ “Smart Exporter” รุ่นที่ 22 ขึ้นในระหว่างวันที่
22 กรกฎาคม – 18 สิงหาคม 2566 เพื่อสร้างและพัฒนาทักษะองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มธุรกิจ Startup กลุ่มทายาทธุรกิจ และผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่ ที่มีสินค้าหรือบริการและมีความสนใจที่จะส่งออก
โดยโครงการในปี 2566 นี้ ได้มีการปรับรูปแบบการฝึกอบรมมาเป็นแบบ on-site ซึ่งผู้ประกอบการจะได้มีส่วนร่วมกับการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยน
ความรู้กับวิทยากรได้ใกล้ชิดมากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้ปรับเนื้อหาของหลักสูตรให้มีความทันสมัย และครอบคลุมองค์ความรู้ทั้งภาคบรรยาย ภาคปฏิบัติ ภาคเสวนา มากกว่า 15 หัวข้อ เช่น หัวข้อ Smart Exporter Mindset & Leadership in New Economy หัวข้อ Big Data Analytics และหัวข้อ เครื่องมือในการบริการจัดการ และวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ Business Intelligence เป็นต้น รวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกจากทูตพาณิชย์ในต่างประเทศใน 4 ภูมิภาคศักยภาพ (อาเซียน แอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป) เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้พัฒนาองค์ความรู้อย่างรอบด้านเหมาะสมกับเทรนด์การค้าสมัยใหม่และสถานการณ์เศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ความรู้ที่ทันสมัยจากโครงการ “Smart Exporter” รุ่นที่ 22 แล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการอบรมตามเกณฑ์ที่กำหนดยังจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสถาบัน NEA ในอนาคต สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรการฝึกอบรม สัมมนา ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศในด้านต่างๆ สามารถติดตามข่าวสาร และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สถาบันพัฒนา
ผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ nea.ditp.go.th / Facebook : nea.ditp / สายด่วน โทร 1169 กด 1 กด 1


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
…. กรกฎาคม 2566

DITP เปิดตัว 60 แบรนด์นักออกแบบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองชูความคิดสร้างสรรค์ผสานวัฒนธรรมตอบโจทย์เมกะเทรนด์พร้อมดันสู่เวทีโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดตัว 60 แบรนด์นักออกแบบไทยรุ่นใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก ปี 2566 หรือ Designers’ Room / Talent Thai & Creative Studio Promotion 2023 จัดโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม
เพื่อการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 21 ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดของ SMEs และ Micro SMEs พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ให้มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ ล่าสุดจัดกิจกรรมปฐมนิเทศมอบนโยบายให้แก่นักออกแบบรุ่นใหม่
โดยได้รับเกียรติจากรองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์ พาร์ทเนอร์และรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่มาร่วมถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างคับคั่ง

​นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา DITP มุ่งมั่นส่งเสริมนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพให้ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์นักออกแบบมืออาชีพ หรือผู้ประกอบการส่งออก
รายใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการของประเทศ รวมทั้งมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 13 ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและแนวโน้มเมกะเทรนด์โลกที่มีผลต่อมูลค่าความต้องการของตลาด DITP จึงได้กำหนดกลยุทธ์เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและธุรกิจบริการไทย โดยให้ความสำคัญในประเด็นสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ผนวกกับการนำ Soft Power มาใช้สร้างสรรค์สินค้าและบริการใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการในยุค Next Normal และเมกะเทรนด์ได้ ทำให้โครงการฯ นี้เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างนักออกแบบไทย
รุ่นใหม่ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมตอบสนองความท้าทายใหม่ๆและเทรนด์โลก เช่น Circular Design และการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน SDGs เป็นต้น”

นางสาวประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “โครงการ Designers’ Room / Talent Thai & Creative Studio Promotion 2023 ในปี 2566 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Keep an eye on : The Creative Power Of The New Era” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการส่งออก ให้สามารถพัฒนาธุรกิจและปรับตัวเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและก้าวสู่การเป็น “แบรนด์
นักออกแบบ” หรือ “เป็นผู้ประกอบการส่งออกรายใหม่” ที่สร้างมูลค่าทางการค้าและมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันมีนักออกแบบที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการฯ รวม 744 แบรนด์ สามารถสร้างประโยชน์และชื่อเสียงให้กับประเทศได้เป็นจำนวนมากและเป็นเวทีบ่มเพาะนักออกแบบรุ่นใหม่ให้ได้รับโอกาสสามารถขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศและสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับในเวทีระดับนานาชาติเป็นจำนวนมาก

​โดยในปีนี้โครงการส่งเสริมนักออกแบบไทยสู่ตลาดโลก หรือ Designers’ Room / Talent Thai & Creative Studio Promotion มีนักออกแบบผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศ จำนวน 60 แบรนด์
เป็นนักออกแบบจากกรุงเทพฯ/ปริมณฑล 48 แบรนด์ และนักออกแบบจากภูมิภาค 12 แบรนด์ จากเชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ กำแพงเพชร กาญจนบุรี ชลบุรี ภูเก็ต สงขลา นครศรีธรรมราช และกระบี่ โดยแบ่งเป็น
3 กลุ่ม ตามประเภทสินค้า/บริการ ดังนี้

  1. นักออกแบบกลุ่มสินค้าแฟชั่น Designers’ Room 34 ราย แบ่งเป็น
  • เครื่องประดับ 14 ราย ได้แก่ A.CEMI JEWELRY, ADOR N ADORN, BE SHINE, BILLYBEAMO, CHERINADDED, GROUND.JEW, JIIRA, JPADA, LE GRAMOUS, MORMORMOR, NONNA NYONYA STUDIO, SARR.RAI, WE-IN-C, W0dd
  • กระเป๋า 12 ราย ได้แก่ AIBELLE, AKANEG FORM, BAGWARD, E-NANG, HONNAN, LANTARAY, MAMAD, MINCE, PAVI STUDIO, PHANA, TAYALIVING, THOC
  • เสื้อผ้า 8 ราย ได้แก่ CLOTHEAR VESTIAIRE, {JUN}, KH EDITIONS, MARIONSIAM, PURASA, SUCETTE, TEEMA RUCKSAJIT, TISI
  1. นักออกแบบกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ Talent Thai 22 ราย แบ่งเป็น
  • เซรามิก 4 ราย ได้แก่ 12C STUDIO, ANOTHER CUP, GA.LI.GO, ORACLAY
  • เฟอร์นิเจอร์ 1 ราย ได้แก่ PIECE BY PEAZE
  • ของตกแต่งบ้าน 9 ราย ได้แก่ 103PAPER SHOP, ANEW.CRAFT, CALIIICO, CHAND, HIZOGA, LOQA, MAKKHA DESIGN, MYS PROJECTS, WASTEMATTERS
  • สินค้าไลฟ์สไตล์ 3 ราย ได้แก่ EKKO, EXCITING STORE, GLISTEN
  • สินค้า SPA 5 ราย ได้แก่ KUSU, PAWANG, SEDAR.W, SKIN & TONIC, VAANG
  1. นักออกแบบกลุ่มธุรกิจบริการออกแบบ Creative Studio 4 ราย แบ่งเป็น
  • Branding & CI 2 ราย ได้แก่ IHAPSTUDIO, TOTOP
  • Character Design 1 ราย ได้แก่ PLUSHIE
  • Craftwork & Decorative Item 1 ราย ได้แก่ THE RUBBER PARADOXII

ซึ่งนักออกแบบทั้งหมดจะได้เข้ารับการอบรมพัฒนาความรู้ในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ
ใน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “ความรู้พื้นฐานของการเป็นนักออกแบบระดับสากล” และหลักสูตร
“ค่ายบ่มเพาะนักออกแบบไทยสู่สากล (CO-BRAND)” โดยในครั้งแรกของการอบรมได้รับเกียรติจาก คุณภาณุ อิงคะวัติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ มาร่วมให้ความรู้ซึ่งการสร้างแบรนด์เป็นหัวใจที่สำคัญที่จะช่วยทำให้แบรนด์นักออกแบบไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมเหล่ารุ่นพี่ศิษย์เก่า (Alumni Team) มาทำหน้าที่เป็น Mentor เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือในอนาคต รวมทั้งยังมีกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านแบบทดสอบของโครงการ เช่น กิจกรรมของพาร์ทเนอร์อย่าง Limited Education ที่ร่วมมือกับนักออกแบบเพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกแบบที่สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และนำไปสู่การระดมทุนจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เด็กไทย
ซึ่งจะจัดขึ้นตลอดเดือนสิงหาคม – กันยายน 2566

​นอกจากนี้ นักออกแบบจะได้รับการส่งเสริมภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์แบรนด์ผ่านสื่อชั้นนำและได้รับโอกาสในการเข้าร่วมเจรจาการค้าในงานแสดงสินค้าและเวทีการออกแบบชั้นนำระดับโลก เช่น
งานBangkok Gems and Jewelry Fair 2023, งาน MAISON & OBJET ในปารีส, งาน STYLE Bangkok 2024, งาน Milan Design Week 2024 และเข้าร่วม Fashion Showroom ณ นครเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามและสอบถามข้อมูลของโครงการเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th สายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169 หรือ
ผ่านทาง Facebook page : Talent Thai & Designers’ Room


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
26 กรกฎาคม 2566

DITP ผนึกกำลัง eBay อัพสกิลผู้ประกอบการ SMEs ไทยไปตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ชั้นนำอย่าง eBay จัด 2 กิจกรรมใหญ่ “TH Business Scale Up 2023 และ Cross-Border e-Commerce ขายออนไลน์สู่ตลาดโลก : DITP x eBay สเกลอัพ SMEs ไทย ก้าวไปตลาดโลก” ดันผู้ประกอบการ SMEs ไทยไปตลาดต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา กรมได้เร่งผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์ในรูปแบบ Cross Boder E-Commerce มากขึ้น โดยมีการทำความร่วมมือกับแพลตฟอร์มพันธมิตรอีคอมเมิร์ซชั้นนำในต่างประเทศ ภายใต้โครงการร้าน TOPTHAI ร้านค้าออนไลน์ของกรมที่เปิดบนแพลตฟอร์มพันธมิตร เพื่อผลักดันให้สินค้าไทยให้สามารถขึ้นขายบนแพลตฟอร์มสากลระดับโลกได้รวมทั้งจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายสินค้าไทยบนแพลตฟอร์มชั้นนำและช่องทางออนไลน์ในต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันกรมได้เปิดร้าน TOPTHAI แล้วบน 7 แพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Tmall ของจีน Amazon ของสหรัฐฯ Bigbasket ของอินเดีย Klangthai แพลตฟอร์มสัญชาติไทยในตลาดกัมพูชา Blibli ของอินโดนีเซีย PChomeThai ของไต้หวัน และ Shopee ในตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี มีแบรนด์สินค้าไทยเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 2,000 แบรนด์ และมียอดขายที่เกิดขึ้นจริงรวมกว่า 600 ล้านบาท
สำหรับแผนงานในระยะต่อไป กรมจะเร่งสร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มชั้นนำในประเทศต่างๆ มากขึ้น เพื่อขยายร้าน TOPTHAI ไปยังตลาดศักยภาพ ทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชีย และยุโรป ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และ eBay ถือเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มเป้าหมายที่กรมให้ความสำคัญและมีแผนจะเปิดร้าน TOPTHAI บน eBay เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าสู่ตลาดการค้าออนไลน์ในตลาดสำคัญๆ ที่ eBay มีเครือข่าย เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย และตลาดศักยภาพอื่นๆ ได้มากขึ้น
นายนิษณะ ทวีพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2566 กรมและ eBay ได้ทำกิจกรรมส่งเสริมและผลักดัน SMEs ไทย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบสัมมนาให้ความรู้, การจัด workshop และการให้คำปรึกษาด้านการค้าออนไลน์ ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และในครั้งนี้ กรมร่วมกับ eBay เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการให้สามารถขายออนไลน์ไปตลาดทั่วโลก ผ่าน 2 กิจกรรมใหญ่ ได้แก่ กิจกรรม TH Business Scale Up 2023 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2566 และกิจกรรม Cross-Border e-Commerce ขายออนไลน์สู่ตลาดโลก : DITP x eBay สเกลอัพ SMEs ไทย ก้าวไปตลาดโลก เมื่อวันที่ 21 กรกฏาคม 2566 โดยเน้นพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มและส่งออกได้จริง ซึ่งกิจกกรมนี้ ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีแบรนด์เป็นของตนเอง มีศักยภาพในการผลิตและส่งออก ในการขยายตลาดไปต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง eBay ได้ ทั้งนี้ กิจกรรมฯ ดังกล่าว ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมีผู้สนใจเข้าร่วมรวมกว่า 800 ราย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเป็นสมาชิก TOPTHAI เพื่อขยายโอกาสในการส่งออกผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำทั่วโลก สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ http://www.thaitrade.com/topthai หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1169, 092-3294466, 065-0539535 หรือ digitalnet@ditp.go.th


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
25 กรกฎาคม 2566

“พาณิชย์-DITP”โชว์ผลงานยกทัพเอกชนเจาะลาตินอเมริกา 3 ประเทศยอดขายปัง 391.4 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลจัดคณะผู้แทนการค้าเยือนภูมิภาคลาตินอเมริกา

3 ประเทศ“อาร์เจนตินา-ชิลี-บราซิล”ขายสินค้าไทยได้ทันที 391.4 ล้านบาท พร้อมมอบตรา Thai.SELECT
ให้ร้านอาหารไทยรายใหม่ที่ผ่านเงื่อนไขอีก 6 ร้าน เผยยังได้นัดหารือกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า สมาคมการค้า เปิดทางร่วมมือค้าขายและเพิ่มโอกาสในการสั่งซื้อสินค้าไทย นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 8 กรกฎาคม 2566 กรมฯได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนภาคเอกชนไทย

ในกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง และอาหารแปรรูป เดินทางเยือนภูมิภาคลาตินอเมริกา ประกอบด้วยอาร์เจนตินา ชิลี และบราซิล เพื่อขยายตลาดส่งออกตามกลยุทธ์ในการบุกเจาะตลาดเป็นรายภูมิภาค และรายคลัสเตอร์ ที่กรมฯได้ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชน ในการผลักดันการส่งออกสินค้าของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยประสบความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้า สามารถจำหน่ายสินค้าไทยได้ รวมมูลค่า 391.4 ล้านบาท

โดยรายละเอียดการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่อาร์เจนตินา มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 18 บริษัท ผู้นำเข้าอาร์เจนตินา 43 บริษัทเกิดการจับคู่ธุรกิจจำนวน 96 คู่ มูลค่าการเจรจาการค้าในงานจำนวน 2.05 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 74 ล้านบาท และผู้นำเข้าคาดการณ์ว่าจะนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นภายใน 1 ปี มูลค่าประมาณ 128 ล้านบาท และยังมีการลงนาม MOU จำนวน 3 คู่ ในกลุ่มสินค้าอาหารและเส้นด้ายยางลาเท็กซ์
รวมมูลค่า 1,454,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 50 ล้านบาท รวมมูลค่าการเจรจาการค้า252 ล้านบาท สำหรับชิลีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 18 บริษัท ผู้นำเข้าชิลี 62 บริษัท เกิดการจับคู่ธุรกิจจำนวน 155 คู่ และมูลค่าการเจรจาการค้าในงานจำนวน 154,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,544,000 บาท และผู้นำเข้าคาดการณ์ว่าจะนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นภายใน 1 ปี มูลค่าประมาณ 54 ล้านบาท รวมมูลค่าการเจรจาการค้า 60 ล้านบาท

ส่วนบราซิลกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 19 บริษัท ผู้นำเข้าบราซิล 19 บริษัท
เกิดการจับคู่ธุรกิจจำนวน 103 คู่ มูลค่าการเจรจาการค้าในงานจำนวน 145,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 5.2 ล้านบาท และคาดการณ์สั่งซื้อหนึ่งมูลค่า 1,603,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 57.7 ล้านบาท และยังมีการลงนาม MOU จำนวน 3 คู่ ในกลุ่มสินค้าอาหาร มูลค่า 460,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 16.5 ล้านบาทรวมมูลค่าการเจรจาการค้า 79.4 ล้านบาท

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้มอบประกาศนียบัตร Thai.SELECT แก่ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์
Thai SELECT ในอาร์เจนตินาจำนวน 2 ร้าน ได้แก่ ร้านอาหาร KHAOSAN.RESTAURANT สาขา CORDOBA และสาขา MENDOZA ซึ่งถือเป็น 2 ร้านแรกในอาร์เจนตินาที่ได้รับตราสัญลักษณ์นี้ และมอบตรา Thai.SELECT
ที่บราซิลอีก 4 ร้าน ได้แก่ ร้าน Thai Food สาขา Saude ร้าน Bangkok ร้าน Krapool Khao และร้าน GDM THAI

ขณะเดียวกัน กรมฯได้ใช้โอกาสในการเดินทางครั้งนี้นัดหารือกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ห้างค้าส่งค้าปลีก และสมาคมการค้าของทั้ง 3 ประเทศ เพื่อกระชับความสัมพันธ์เพิ่มโอกาสในการร่วมมือในการค้าขาย และผลักดันการส่งออกสินค้าไทย โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีทุกรายมีความสนใจสั่งซื้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้นและสนใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่ไทยจัดขึ้น ทั้งงานแสดงสินค้าอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้ายานยนต์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงงานแสดงสินค้าอื่นๆ รวมทั้งจะร่วมมือกับไทยในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า เพื่อแนะนำสินค้าไทย และร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยในการทำธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น
ในอนาคต

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
(DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… กรกฎาคม 2566

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น