รฟฟท. ปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายของรัฐบาล เริ่ม 16 ต.ค. 66

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง 20 บาท ตลอดสาย เพื่อตอบสนองตามนโยบายของรัฐบาล เริ่ม 16 ตุลาคม 2566

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ตามที่ประชุม คณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีมติเห็นชอบให้รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 2 เส้นทาง ได้แก่ สายธานีรัถยา ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีรังสิต และสายนครวิถี ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีตลิ่งชัน รวมระยะทาง 41 กิโลเมตร กำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง 20 บาทตลอดสาย หรือเริ่มต้น 12 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 บาท ตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะเริ่มวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2566 ทั้งนี้ หลังจากปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งจะมีการประเมินโครงการเป็นรายปี เพื่อประเมินผลการดำเนินงาน ทั้งด้านตัวเลขผู้โดยสาร รายได้ รวมถึงจุดคุ้มทุนที่ไม่ต้องชดเชยรายได้ในอนาคต เพื่อเสนอกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีแดงมีปริมาณผู้โดยสาร อยู่ที่ประมาณ 25,000 คนต่อวัน ซึ่งคาดว่านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาล จะช่วยให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนโยบายดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนที่ใช้รถยนต์หันมาใช้บริการระบบรถไฟฟ้าตลอดจนระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ช่วยลดการใช้พลังงาน ลดมลพิษทางอากาศ ทำให้เกิดประโยชน์ด้านการขนส่ง และด้านอื่นๆ เช่น ลดระยะเวลาการเดินทางบนท้องถนน ช่วยลดปัญหาปริมาณฝุ่น PM 2.5 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพของประชาชน รวมถึงลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เป็นต้น

ทั้งนี้รายละเอียดเงื่อนไขค่าโดยสารนั้น กำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง อัตราสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย (จากอัตราค่าโดยสารปัจจุบัน สูงสุด 42 บาท) ตลอดระยะเวลาเปิดให้บริการ ตั้งแต่ 05.00 น. – 24.00 น. ผู้โดยสารทั่วไปที่เดินทางตามระยะทางที่มีมูลค่าไม่เกิน 20 บาท ชำระค่าโดยสารตามจริง สำหรับผู้โดยสารที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อน ที่เดินทางตามระยะทางมีมูลค่าการเดินทางมากกว่า 20 บาท ชำระค่าเดินทางเพียง 20 บาทเท่านั้น และผู้โดยสารที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนที่เดินทางตามระยะทางมีมูลค่าเดินทางไม่เกินราคา 20 บาท คงได้รับสิทธิ์ลดหย่อนตามปกติ ทั้งนี้ เด็ก ผู้สูงอายุ และพระภิกษุ ยังคงได้รับส่วนลด 50% ส่วนนักเรียนและนักศึกษา ยังคงได้รับส่วนลด 10% จากอัตราค่าโดยสารเดิม โดยจะมีมูลค่าการเดินทางสูงสุดไม่เกิน 20 บาท แต่สำหรับผู้ที่ถือบัตรโดยสารประเภทบัตรเหมาจ่าย” TRANSIT PASS RED LINE X BMTA ที่เดินทางด้วยรถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถโดยสาร ขสมก. จะไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมในโครงการดังกล่าว ผู้โดยสารสามารถอยู่ในระบบรถไฟฟ้าได้ไม่เกิน 120 นาที หากอยู่ในระบบเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด จะคิดค่าธรรมเนียมอยู่เกินเวลาตามอัตราค่าโดยสารสูงสุด คือ 42 บาท

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ http://www.srtet.co.th

และสามารถติดตามข่าวสารของบริษัทฯ ได้ทั้งช่องทาง Facebook , Twitter , Instagram Youtube , Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

รฟฟท. ร่วมกับ สภากาชาดไทย ชวนร่วมบริจาคโลหิต ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 12 ต.ค. นี้

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ร่วมกับ สภากาชาดไทย ชวนบริจาคโลหิต ในโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ” ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 12 ต.ค. 66 นี้

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดตั้งศูนย์บริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทางบริษัทฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบริจาคโลหิต เพื่อส่งมอบปริมาณโลหิตให้เพียงพอกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ สำหรับการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความจำเป็นในการใช้โลหิตเพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน จึงจัด “โครงการหนึ่งคนให้ หลายคนรับ” ขึ้น เพื่อร่วมสนับสนุนสภากาชาดไทย ในการประชาสัมพันธ์และจัดหาปริมาณโลหิต โดยใช้พื้นที่ภายในสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ อำนวยความสะดวกให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย อีกทั้งรองรับให้ผู้ที่จะเดินทางมาบริจาคโลหิต ได้รับความสะดวกรวดเร็วด้วยระบบขนส่งทางราง ที่สำคัญคือ เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกและสร้างวัฒนธรรมในการเป็น “ผู้ให้” ด้วยการส่งเสริมกิจกรรมให้พนักงานและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการให้บริการของบริษัทฯ จึงอยากเชิญชวนประชาชนทั่วไป และผู้โดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มาร่วมแสดงพลัง ร่วมใจในการทำความดี ด้วยการบริจาคโลหิต โดย 100 ท่านแรก รับของขวัญที่ระลึกจาก รฟฟท. ทั้งนี้ การบริจาคโลหิตถือเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ โดยการบริจาคโลหิต 1 ครั้ง สามารถช่วยต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยได้ 3 คน มาร่วมเป็นผู้ให้ เพราะทุก ๆ การให้ของท่านจะช่วยเติมเต็มชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วย ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดง มาลงที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และเดินไปยังจุดรับบริจาคโลหิตที่จัดไว้ ณ บริเวณหน้าห้องจำหน่ายตั๋ว ประตู 13 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ต.ค. 2566 เวลา 11.00 – 19.00 น. (พัก 15.00 – 16.00 น.)

สำหรับผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง เตรียมพบกับการปรับอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายของรัฐบาล เร็วๆนี้

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ http://www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

รฟฟท.รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2566

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้รับมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2566 จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้ารับมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2566 (Human Rights Awards 2023) จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 22 กันยายน 2566 โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ตอกย้ำความเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมควบคู่กับการให้บริการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล โดยยึดมั่นในการนำหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนมากำหนดเป็นกลยุทธ์และแนวทางในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2 ให้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยการนำหลักสิทธิมนุษยชนมาประยุกต์ใช้และสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ดูแลและพัฒนาพนักงานให้มีความตระหนักและบูรณาการประเด็นสิทธิมนุษยชนในกระบวนการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งได้แก่ ผู้โดยสาร ชุมชน คู่ค้า และกลุ่มเปราะบาง อันจะส่งผลให้สามารถเข้าถึงการให้บริการขององค์กรได้อย่างปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ มุ่งมั่นพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการสู่เป้าหมายความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ http://www.srtet.co.th

และสามารถติดตามข่าวสารของบริษัทฯ ได้ทั้งช่องทาง Facebook , Twitter , Instagram Youtube , Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

พาณิชย์มอบรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมปี 2566 Design Excellence Award 2023ยกระดับสินค้าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจสู่สากล


……………………………………………………………..

​​กรุงเทพมหานคร – 4 กันยายน 2566 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดพิธีมอบรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมปี 2566 (Design Excellence Award 2023) หรือ รางวัล DEmark เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ประกอบการและนักออกแบบไทยที่ประสบความสำเร็จด้านการออกแบบดีเด่น ในสาขาต่างๆ
ในปีนี้ จำนวน 78 รายการ เป็นการยกระดับสินค้าและบริการไทยให้เป็นที่ยอมรับแพร่หลายผ่านเครื่องหมายรับรอง DEmark ใบเบิกทางสู่ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ

​​นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “เพื่อผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการไทย กรมมุ่งหวังผลักดันให้รางวัล DEmark เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าและบริการที่โดดเด่นด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มและความเชื่อมั่นให้สินค้าของไทย สร้างจุดแข็งให้ตอบสนองความต้องการของตลาดโลกในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ โดยว่ารางวัล DEmark จะสนับสนุนให้ทุกท่านได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด โดยตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมาของโครงการ DEmark ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สินค้า เพื่อตอบสนองคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของผู้บริโภค ตลอดจนการยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล กรมจะยังคงเดินหน้าผลักดัน และส่งเสริมนักออกแบบไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก เพื่อจุดหมายสูงสุดในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นแหล่งรวมสินค้าที่มีการออกแบบดีของโลกต่อไป”​

​​น.ส. ประอรนุช ประนุช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กล่าวเสริมว่า “รางวัล DEmark ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Brave The Wave of Creation คลื่นพลังสร้างสรรค์งานดีไซน์ไทย” โดยมุ่งหวังที่จะสื่อสารศักยภาพด้านการออกแบบไทยที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบสินค้าที่มีความสวยงาม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ประโยชน์ใช้สอย มีความเป็นนวัตกรรม และคำนึงถึงการออกแบบตามแนวทาง BCG MODEL ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการออกแบบอย่างยั่งยืน อาทิ การใช้เทคโนโลยีเศรษฐกิจชีวภาพ การจัดการทรัพยากรวัตถุดิบหมุนเวียน มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อเป็นแบบอย่างในการพัฒนาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ
ในประเทศ”
​​รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม หรือ รางวัล DEmark ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 โดยในปีนี้เข้าสู่ปีที่ 16 และได้รับความร่วมมือจากสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Institute of Design Promotion (JDP) ในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากรางวัล G-mark ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรางวัลด้านการออกแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มาร่วมพิจารณาตัดสิน DEmark และสนับสนุนผลงานที่ได้รับรางวัล DEmark เข้าร่วมการประกวดรางวัล G-mark ประเทศญี่ปุ่น มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากผู้สนับสนุน อาทิ SIAMPIWAT ที่ให้การสนับสนุนพื้นที่ในการจัดแสดงสินค้าที่ส่งเข้าประกวดเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาและให้ผู้ชมสนใจทั่วไปเข้าชม รวมทั้งส่งเสริมโอกาสทางการค้าให้สินค้ารางวัล Demark เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
​​โดยในปีนี้ มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 600 รายการทั่วประเทศ ครอบคลุม 7 ประเภทอุตสาหกรรมการออกแบบ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในเวทีโลก โดยมีผลงานที่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นและเข้าร่วมพิจารณาตัดสินรางวัล ระหว่างวันที่ 13 – 16 มิถุนายน 2566 จำนวน 572 ผลงาน และได้รับรางวัล DEmark ในสาขาต่างๆ จำนวน 78 รายการ ใน 7 สาขารางวัล ดังนี้
​​(1) กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (Industrial Process/ Industrial Craft) จำนวน 13 ผลงาน
​​(2) กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น (Gift & Decorative Items/ Household Items/ Creative & Innovative Fashion/ Apparel/ Jewelry/ Textile/ etc.) จำนวน 11 ผลงาน
​​(3) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและดิจิทัล (Home Appliances/ Equipment and Facilities for Office/ Digital Appliances/Equipment /IoT / etc.) จำนวน 9 ผลงาน
​​(4) กลุ่มผลงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) จำนวน 13 ผลงาน​​ ​ ​​(5) กลุ่มผลงานกราฟิกดีไซน์ (Font/ Graphic on Surface/ Digital Media/ Identity Design/ Illustration/ Character/ Digital Art) จำนวน 22 ผลงาน​​​​
​​(6) กลุ่มผลงานออกแบบตกแต่งภายใน ที่เกี่ยวข้องกับ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านค้า พื้นที่ทํางานร่วมกัน อาคารชุด (Hotel/ Restaurant/ Cafe/ Retail Shop/ Co-Working Space/Condominium Project) จำนวน 6 ผลงาน
​​(7) กลุ่มผลงานออกแบบระบบ บริการและแพลตฟอร์มดิจิทัล (Systems, Services, Digital Platform, Online Interface Design, Apps for Smartphones and Tablets, Website) จำนวน 4 ผลงาน
​​โดยผลการดำเนินงาน ตั้งแต่ปี 2551 มีสินค้าจากทั่วประเทศที่ได้รับรางวัล DEmark แล้วจำนวนทั้งสิ้น 1,159 รายการ ได้รับรางวัล Good Design Award (G-mark) จากประเทศญี่ปุ่นแล้ว 531 รายการ นอกจากนี้ ผลงานการออกแบบที่ได้รับคะแนนสูงสุดในแต่ละสาขาในปีนี้ จะได้รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ปี 2566 (Prime Minister’s Export Award 2023) ประเภทรางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design) จากนายกรัฐมนตรี ได้แก่
​​- เก้าอี้ LA DA COLLECTION – LOUNGE CHAIR โดย บริษัท เอ.เอ็ม.โอ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด
​​- โคมไฟ Marni โดย ครูแมกสตูดิโอ
​​- โดรน TIGERDRONE 2 โดย บริษัท เอชจี โรโบติกส์ จำกัด
​​- บรรจุภัณฑ์ EDGE MINERAL WATER โดย พร้อม ดีไซน์
​​- นิทรรศการ WHAT DOES MATTER? โดย บริษัท พิงค์บลูแบล็คแอนด์ออเร้จน์ จำกัด
​​- โรงแรมอุไทย เฮอริเทจ โดย ซูเปอร์กรีน สตูดิโอ
​​- แอปพลิเคชัน Get A โดย บริษัท ดีเวอร์ฮูด เอชที จำกัด เป็นต้น
​​
​​สำหรับผู้ได้รับรางวัล DEmark จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น สามารถใช้โลโก้ DEmark เป็นเครื่องมือทางการตลาดในการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ สร้างการยอมรับแก่ผู้บริโภคในด้านคุณภาพและมาตรฐานการออกแบบสินค้าในระดับสากลได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้รับการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการโฆษณาในสื่อชั้นนำระดับโลกต่างๆ รวมทั้งนำสินค้าไปจัดแสดงนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ โดยผู้ที่ได้รับรางวัล DEmark 2023 จะได้เข้ารอบ 2 ของการประกวดรางวัล
G-Mark ประเทศญี่ปุ่นโดยทันที และผู้ที่ได้รับรางวัล G-mark จะได้เข้าร่วมจัดแสดงในงาน Good Design Exhibition 2023 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในปีนี้รางวัล G-mark จะประกาศผลอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2566 นอกจากนี้ ยังได้รับการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์และโอกาสทางการค้าในเวทีสำคัญด้านการออกแบบระดับโลก เช่น งาน Milan Design Week อิตาลี เป็นต้น
​ ​โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารรางวัล DEmark ผ่านทาง Facebook page: DEmark Thailand และทางเว็บไซต์ http://www.demarkaward.net และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1169


DITP จับมือ 8 นักออกแบบชั้นนำระดับสากล เปิดตัวต้นแบบสินค้า OTOP คอลเลคชั่นใหม่กว่า 170 รายการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคระดับสากล ในงาน Mini Trade Showกิจกรรมภายใต้โครงการ OTOP Premium Go Inter ครั้งที่ 8

(วันที่ 22 สิงหาคม 2566) นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Mini Trade Show และ เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งจัดแสดงผลงานของผู้ประกอบการ OTOP ที่ผ่านการพัฒนาเชิงลึกจากโครงการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดสินค้า OTOP สู่ตลาดสากลหรือ “OTOP Premium Go Inter” ครั้งที่ 8 จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สนับสนุน โดย บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ณ Creative Lab ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ พร้อมมอบรางวัล OTOP Premium Star Award 2023 ให้แก่ผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาสินค้าได้โดดเด่น ทั้งมิติด้านดีไซน์และการตลาด
นายพรวิช เปิดเผยว่า “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศมาโดยตลอด หนึ่งในภารกิจสำคัญคือโครงการ “OTOP Premium Go Inter” ปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 8 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการโอทอป ให้สามารถผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และรสนิยมของผู้ซื้อต่างประเทศสมัยใหม่ เพื่อช่วยยกระดับและ
สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า อันเป็นไปตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” และสนับสนุนการผลิตสินค้า
เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก ด้าน “สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน”ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ
“งาน Mini Trade Show และเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เป็นกิจกรรมทดสอบตลาดภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดสินค้า OTOP สู่ตลาดสากล หรือ “OTOP Premium Go Inter” ครั้งที่ 8
จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “คิด ผลิต ขาย” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้การตลาด ผ่านการคิด สร้างสรรค์ผลงาน และนวัตกรรม ที่สามารถขายได้จริง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ของชุมชนเมืองในระดับสากล
แต่ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ประกอบการแต่ละราย ภายในงานมีการจัดแสดงต้นแบบสินค้า
ไลฟ์สไตล์และแฟชั่นคอลเลคชั่นใหม่กว่า 170 รายการ จากผู้ประกอบการ OTOP ทั่วประเทศ 34 ราย ที่ถูกบ่มเพาะอย่างเข้มข้นจากกูรูชั้นนำด้านการออกแบบและการตลาดในระดับสากล ได้แก่ คุณธีระ ฉันทสวัสดิ์, คุณยุทธนา อโนทัยสินทวี, ดร.กรกต อารมย์ดี, คุณวลงค์กร เทียนเพิ่มพูล, คุณศุภชัย แกล้วทนงค์, คุณเอก ทองประเสริฐ,
คุณศรัณย์ เย็นปัญญา และ คุณปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ นอกจากนี้ DITP ยังได้เชิญผู้ซื้อและกลุ่มโปรเจคชั้นนำทั้งใน
และต่างประเทศเกือบ 20 ราย เข้าร่วมเจรจาการค้าภายในงานด้วย และคาดว่าผลการจัดกิจกรรมครั้งนี้จะก่อให้เกิดมูลค่าซื้อขายทันทีและภายใน 1 ปี ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท” นายพรวิชกล่าวเสริม
ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการมอบรางวัล OTOP Premium Star Award ให้แก่ผู้ที่สามารถพัฒนาสินค้าได้
ในระดับดีเด่น ในด้านการออกแบบและการตลาด ตัดสินจากการโหวตโดยผู้ซื้อและนักลงทุนชั้นนำของประเทศ
ผู้ได้รับรางวัลประกอบด้วย
-รางวัลชนะเลิศ : หัตถกรรมกระจูดวรรณี
-รางวัลรองชนะเลิศ : บริรักษ์เครื่องปั้นดินเผา
-รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล : กลุ่มอาชีพสตรีนาสะแบง กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวง และเมซง ไทลื้อ

ด้านคุณปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ Retail Concept Shop และผู้บริหาร
บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวถึงการสนับสนุนในการจัดงานในครั้งนี้ว่า “การให้การสนับสนุนสถานที่จัดกิจกรรมในครั้งนี้ ต้องการส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ไทย และสนับสนุนให้นักออกแบบและผู้ประกอบการ OTOP ไทย ได้มีเวที
ในการประชาสัมพันธ์แสดงผลงาน และมีช่องทางการจำหน่ายสินค้า ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้ผลงานของนักออกแบบ และผู้ประกอบการ OTOP ของไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสยามดิสคัฟเวอรี่มีพื้นที่สนับสนุนฝีมือคนไทย อีกทั้ง “ไอคอนคราฟต์” เป็นที่แห่งแรงบันดาลใจที่รวบรวมสุดยอดงานคราฟต์จากช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ พร้อมเชิดชูและสร้างความภาคภูมิใจกับความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่น นำเสนองานฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าถือ เครื่องประดับ ไปจนถึงสินค้าชิ้นใหญ่อย่างเฟอร์นิเจอร์ไม้ฝีมือชาวเขา แฟชั่นผ้าไทยทอมือจากทายาทรุ่นสอง และงานคราฟต์ของคนไทยจากทั่วประเทศ
อีกมากมาย และยังมี “O.D.S” หรือ Objects of Desire Store แหล่งรวบรวมงานออกแบบของนักสร้างสรรค์ไทย
ที่ล้วนได้รับรางวัลการันตีจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) ซึ่งสยามดิสคัฟเวอรี่
ได้จับมือกับ DITP ในการเฟ้นหาและคัดสรรนักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์มายาวนาน ครั้งนี้จึงเป็นอีกงานที่จะแสดงให้เห็นว่าฝีมือของคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ
ขอเชิญชมงานและเลือกซื้อสินค้าต้นแบบได้ ภายในงาน Mini Trade Show ระหว่างวันที่ 22-28 สิงหาคม 2566 ณ Creative Lab ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : OTOP Premium Go Inter 66


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
22 สิงหาคม 2566

ไทย-อินเดีย กระชับความสัมพันธ์ทางการศึกษา

ดร. สมศักดิ์ รุ่งเรือง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับสมาคมมหาวิทยาลัยอินเดีย (Association of Indian Universities) ในงาน Thailand Education Fair 2023 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรม Shangrila Eros New Delhi ในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประจำกรุงนิวเดลี ร่วมกับสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย และสมาคมมหาวิทยาลัยอินเดีย Thailand Education Fair 2023 ได้รับความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งจากผู้มีเกียรติทั้งจากไทยและอินเดีย โดยมีนางสาว ภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เป็นประธานในงาน พร้อมกล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานอย่างอบอุ่นและแสดงความยินดีที่มีโอกาสเข้าร่วมงานสำคัญ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ รวมทั้ง กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ยาวนานของไทยกับอินเดีย และเน้นถึงโอกาสทางการค้าและการลงทุนที่กำลังเติบโตขึ้นสำหรับบริษัทไทยในอินเดีย นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการขยายตลาดทางด้านธุรกิจการศึกษาของไทยในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออินเดียมีความต้องการแรงงานที่มีความหลากหลาย มีคุณภาพ และมีทักษะเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต ในโอกาศนี้ได้มีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยและที่ปรึกษาด้านการศึกษาจากสถาบันชั้นนำทั่วภูมิภาคทางเหนือของอินเดียกว่า 30 แห่งเข้าร่วมงาน จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับสถาบันทางศึกษาทั้งไทยและ อินเดียในการแสวงหาความร่วมมือและกระชับความสันพันธ์ในด้านต่างๆ ดร. สมศักดิ์ รุ่งเรือง ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยกับอินเดียว่า การศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความก้าวหน้าและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศการลงนามความร่วมมือ ทางวิชาการระหว่างสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยกับสมาคมมหาวิทยาลัยอินเดียในครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายที่จะสนับสนุนความร่วมมือกันทางวิชาการ ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยและอินเดียได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นจุดหมายด้านการศึกษาโดยมีหลักสูตรและโอกาสที่หลากหลายสำหรับนักศึกษาไทยและนานาชาติ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ไทยเป็นตัวเลือก ที่น่าสนใจและเข้าถึงได้สำหรับนักศึกษาอินเดียที่กำลังแสวงหาโอกาสในการศึกษาต่างประเทศที่มีคุณภาพ   * * * * * * * * *

“พาณิชย์-DITP”ชูธง Top Thai Brands นำทัพผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าสินค้าไทย เข้าร่วมงาน China-South Asia Expo ตั้งเป้าขาย 60 ล้านบาท


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำทัพผู้ประกอบการไทย 38 ราย และผู้นำเข้าสินค้าไทย จำนวน 20 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า China-South Asia Expo ครั้งที่ 7 หวังแนะนำ เปิดตัวสินค้า และเพิ่มโอกาสในการส่งออกเข้าสู่ตลาดจีน พร้อมจัดลงนาม MOU ร่วมมือส่งเสริมการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ ตั้งเป้างานนี้ สร้างรายได้กว่า 60 ล้านบาท
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้าไทยจำนวน 38 ราย และผู้นำเข้าสินค้าไทย จำนวน 20 ราย ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอและแฟชั่น ของตกแต่งบ้าน สุขภาพและความงาม เข้าร่วมงานแสดงสินค้า China-South Asia Expo ครั้งที่ 7 ที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงวันที่ 16-20 สิงหาคม 2566 ที่ศูนย์แสดงสินค้า Dianchi International Convention & Exhibition Center นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแนะนำ เปิดตัวสินค้าไทย และเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีน
ทั้งนี้ กรมได้ใช้โอกาสนี้ทำการเปิดงานแสดงสินค้า“สุดยอดแบรนด์ไทย ก้าวไกลสู่สากล”หรือ Top Thai Brands Kunming 2023 ณ บริเวณคูหาประเทศไทย อาคาร 6 ชั้น 3 ในช่วงการจัดงาน China-South Asia Expo โดยมีนายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นางสาวภาวีวรรณ นรพัลลภ กงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง นางสาวสุพัตรา แสวงศรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 นายณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง นายเชาว์ชัย เจียมวิจิตร ประธานคณะอนุกรรมการกลุ่มการค้าชายแดน ด้านจีนตอนใต้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายหยิน ตง ผู้อำนวยการฝ่ายนิรรศการ สภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายหมู่ เจี้ยนเชิง เลขาธิการหอการค้าและ การลงทุนระหว่างประเทศ มณฑลยูนนาน เลขาธิการหอการค้ามณฑลยูนนาน หอการค้าระหว่างประเทศแห่งชาติจีน และนางสาวจันทร์จิรา อนันต์ชัยพัฒนา ประธานสมาคมนักธุรกิจไทยในจีนตะวันตกเฉียงใต้เข้าร่วมในพิธีเปิดงานดังกล่าวด้วย
ในวันเดียวกันได้มีการจัดพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนไทยกับจีน ได้แก่ บริษัท เมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด กับบริษัท Yunnan Tengjin Logistics จำกัด เพื่อร่วมมือในด้านการค้าการลงทุน และด้านโลจิสติกส์ระหว่างกัน
“กรมมั่นใจว่า ในการนำผู้ประกอบการไทยภายใต้โครงการ Top Thai Brands เข้าร่วมงานแสดงสินค้า China-South Asia Expo ในครั้งนี้ จะสามารถทำให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับ และเปิดตัวเข้าสู่ตลาดจีนในมณฑลต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น รวมถึงสามารถขายให้ผู้ซื้อที่เดินทางมาเข้าชมงานด้วย นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและตัวแทนจำหน่าย/ผู้นำเข้าจีน โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้าประมาณ 60 ล้านบาท”นายภูสิตกล่าว
สำหรับการจัดงาน China-South Asia Expo รัฐบาลจีน มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในหลายมิติ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การท่องเที่ยว นวัตกรรมใหม่และโลจิสติกส์ เป็นต้น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศสมาชิก RCEP ภายใต้ยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” โดยจัดงานมาแล้ว 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2556 และครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 7
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
(DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… สิงหาคม 2566

“พาณิชย์-DITP” ลงนาม Mini FTA ไทย-ยูนนาน เดินหน้าร่วมมือการค้า-การลงทุน


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจไทย-ยูนนาน เดินหน้าเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ตามนโยบายเจาะลึกมณฑลสำคัญของจีน มุ่งเน้นความร่วมมือด้านการค้า ด้านความเชื่อมโยงทางธุรกิจ ด้านความร่วมมือในการขยายผลประโยชน์ทางการค้าสินค้าและธุรกิจบริการร่วมกัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ด้านโลจิสติกส์และด้าน Cross Border E-Commerce ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยและจีน
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2566 กรมได้ลงนามในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจไทย- ยูนนาน กับนายหลี่ เฉิน หยาง อธิบดีกรมพาณิชย์มณฑลยูนนาน ภายในงานประชุม GMS Governors Forum ณ Yunnan Haigeng Hall ซึ่งเป็นการเดินหน้าการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ที่ลงลึกสู่ตลาดเมืองสำคัญของประเทศคู่ค้า หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “Mini FTA” ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งส่งเสริมการค้าการลงทุนกับจีน ขยายความร่วมมือเชิงลึกในทุกมิติ และเน้นย้ำสัมพันธ์ไมตรีที่แน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ
โดย Mini FTA จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถขยายความร่วมมือใหม่ๆ ในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ด้านโลจิสติกส์ ด้านการค้ารูปแบบ Cross Border E-Commerce โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก จะส่งผลให้ผลไม้และผลไม้แปรรูปสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมของรัฐบาลไทยและจีนในการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีการลงนามความร่วมมือระหว่างเอกชนไทยและยูนนานคู่ขนานไปด้วยอีกจำนวน 2 คู่ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของภาคเอกชนทั้งสองประเทศที่จะสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 บริษัท Far-E Logistics Co., Ltd. บริษัทโลจิสติกส์ของไทยได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับบริษัท Yunnan Mengzi ChangMeng Industry Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้สมาคม Yunnan Youth Entrepreneurs Association โดยทั้งสองบริษัทได้ตกลงร่วมกันทำการค้าในรูปแบบ Cross Border E-Commerce ซึ่งจะเพิ่มโอกาสของสินค้าไทยในการเจาะตลาดจีนให้มากขึ้น และในวันที่ 17 สิงหาคม 2566 บริษัท Udon Thani Industrial City Co., Ltd. (นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี) ได้ลงนาม ความร่วมมือกับบริษัท Yunnan Tengjin Logistics Co., Ltd. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและบริษัทโลจิสติกส์ระดับชั้นนำของมณฑลยูนนาน โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งขยายความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงระหว่างไทย – จีน โดยเฉพาะ การขนส่งทางรางผ่านเส้นทางรถไฟลาว – จีน
ทั้งนี้ ในปี 2565 มณฑลยูนนานมีมูลค่า GDP อยู่ที่ 2,898,420 ล้านหยวน ขยายตัวร้อยละ 4.3 และเป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ใกล้ไทยมากที่สุด มีบทบาทการเป็นประตูเชื่อมโยงภาคตะวันตกของจีนสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ และเอเชียใต้ตามยุทธศาสตร์หัวสะพานภายใต้นโยบาย “One Belt One Road” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้าน โลจิสติกส์และการขนส่งไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ หรือทางราง ทำให้เกิดความสะดวกด้านการค้าระหว่างไทย – จีนเป็นอย่างมาก โดยในปี 2565 การค้ารวมไทย – ยูนนาน มีมูลค่า 2,349 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.94 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2564
สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
(DITP) กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
… สิงหาคม 2566

“จุรินทร์” เปิดงานแสดงสินค้าเวียดนาม 2023 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ต่อยอดเป้าการค้าไทย-เวียดนามให้ได้ 8.75 แสนล้านบาทในปี 68

วันที่ 16 สิงหาคม 2566 เวลา 16.15 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายโด ทัง ไฮ (Do Thang Hai) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม(MOIT) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน “Vietnamese Week in Thailand 2023“ โดยมีนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัลและเซ็นทรัล รีเทลร่วมด้วย ที่บริเวณลาน Eden ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสร่วมเปิดงานนี้มาแล้ว 2-3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด งานนี้จัดขึ้นโดยกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลและเซ็นทรัล รีเทล ในเวียดนามร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม เป็นการจัดขึ้นครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “The Magical Taste of Vietnam” ซึ่งงานนี้ รวบรวมสินค้าคุณภาพที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนรวมทั้งสินค้าที่มีศักยภาพของเวียดนาม เพื่อมาโปรโมทให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคชาวไทยมากยิ่งขึ้น ไทยกับเวียดนามเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดประเทศหนึ่งของอาเซียนกับไทย ปีนี้ถือครบรอบ 47 ปีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม เราตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศร่วมกันว่าในปี 2025 จะทำมูลค่าการค้าให้ได้ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 8.75 แสนล้านบาท ปีที่แล้วทำมูลค่าการค้าได้ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีโอกาสที่จะบรรลุเป้าได้

“ไทยเป็นคู่ค้าระดับที่ 1 ของเวียดนาม ในอาเซียน และเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน แต่เป็นลำดับที่ 5 ของโลกเวียดนามถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางการค้ากับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง การจัดงานครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยทำให้มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2025 ได้” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวระบุว่า หลังจากการเปิดงานนายจุรินทร์ได้เดินชมบูธร่วมกับนายโด ทัง ไฮ ได้ชิมสินค้าอาหารจากเวียดนามหลายรายการเช่น ชาเวียดนาม ผลไม้อบแห้ง  หมูย่างเวียดนาม นายจุรินทร์ออกปากชมว่ามีรสชาติดี โดยงาน Vietnamese Week in Thailand 2023 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2566 ที่บริเวณชั้น 1-2 โซน Eden ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 100 บริษัทและมีสินค้านำมาจัดแสดงกว่า 500 รายการ  ใน 5 กลุ่มสินค้า ได้แก่ (1) ผลไม้สด (2) บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป (3) เครื่องเทศ (4) ชาและกาแฟ และ (5) ขนมขบเคี้ยว

รฟฟท. ปรับเวลาเปิดให้บริการ และปรับความถี่การเดินรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป บริษัทฯจะปรับเวลาเปิดให้บริการเร็วขึ้น จากเดิมเปิดให้บริการในเวลา 05.30 น. เปลี่ยนเป็นเปิดให้บริการในเวลา 05.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถรองรับผู้ที่เดินทางโดยสายการบินต่างๆที่จะเดินทางมาถึงสนามบินดอนเมืองในช่วงเช้ามืด รวมถึงจะปรับเพิ่มความถี่ในการให้บริการเดินรถให้เร็วขึ้น ทั้งสายเหนือ (ธานีรัถยา) ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน (Peak) เวลา 07.00 – 09.30 น และเวลา 17.00 – 19.30 น. จะปรับเพิ่มความถี่จากเดิม 12 นาทีต่อขบวน เป็น 10 นาทีต่อขบวน ในช่วงนอกชั่วโมงเร่งด่วน (Off Peak) จะปรับเพิ่มความถี่จากเดิม 20 นาทีต่อขบวน เป็น 15 นาทีต่อขบวน และสายตะวันตก (นครวิถี) ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน (Peak) ให้บริการความถี่เท่าเดิมที่ 20 นาทีต่อขบวน แต่จะปรับเพิ่มความถี่ในช่วง นอกชั่วโมงเร่งด่วน (Off Peak) จากเดิม 30 นาทีต่อขบวน เป็น 20 นาทีต่อขบวน เพื่อลดเวลาในการรอคอยขบวนรถไฟฟ้า รวมถึงช่วยดึงดูดผู้โดยสารให้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารมาใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดงรวมมากกว่า 8 ล้านคน เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 2.3 – 2.4 หมื่นคน หากเป็นวันศุกร์ผู้โดยสารจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 หมื่นคน อีกทั้งบริษัทฯได้ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 ลงพื้นที่สำรวจโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการสำรวจและวิจัย โดยผลปรากฏว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้โดยสารมีความพึงพอใจด้านการให้บริการ 4.50, ด้านความปลอดภัย 4.47, ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.28, ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.44, ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานี และในขบวนรถ 4.47, ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.28 ซึ่งจากผลสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอให้คำมั่นว่าจะพัฒนาการให้บริการอย่างสุดความสามารถ เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นที่ผู้โดยสารได้ให้ความไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงด้วยดีเสมอมา และจะมุ่งมั่นพัฒนาการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากลต่อไป

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ http://www.srtet.co.th

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น