รฟฟท. ชวนสมาชิกทุกคนในครอบครัวร่วมกิจกรรมดีๆต้อนรับปีมังกรทอง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ร่วมกับ สภากาชาดไทย ในโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ” ครั้งที่ 2 วันที่ 9 ม.ค. 67 นี้ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ พร้อมเตรียมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 เพื่อมอบความสุขและร่วมสร้างต้นกล้าที่แข็งแรงให้สังคมไทย

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดโครงการบริจาคโลหิต “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ” ไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2566 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการร่วมบริจาคโลหิตเป็นอย่างดี จึงมีกำหนดจัด “โครงการหนึ่งคนให้ หลายคนรับ” ครั้งที่ 2 ขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือที่ดีในการตอกย้ำความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อรักษาปริมาณโลหิตให้เพียงพอสำหรับโรงพยาบาลทั่วประเทศ จึงมีโครงการจัดศูนย์รับบริจาคโลหิตเป็นประจำทุก ๆ 3 เดือน เพื่อร่วมสนับสนุนสภากาชาดไทยในการประชาสัมพันธ์และจัดหาปริมาณโลหิตเพื่อมอบให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการช่วยรักษาชีวิตของผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน ส่งต่อลมหายใจและชีวิตใหม่ให้กับผู้ขาดแคลนโลหิต ถือเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ซึ่งการบริจาคโลหิต คือการสละโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้ให้กับผู้ป่วย ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาคโลหิตแต่อย่างใด เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีปริมาณโลหิตประมาณ 17 – 18 แก้วน้ำ ซึ่งร่างกายจะใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิตสำรอง ณ ศูนย์รับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่สภากาชาดไทย ในวันที่ 9 มกราคม 2567 บริเวณหน้าห้องจำหน่ายตั๋ว ประตู 13 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตั้งแต่เวลา 11.00 – 19.00 น. (พัก 15.00 – 16.00 น.) โดยผู้บริจาคโลหิตจะได้รับของขวัญจากรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นที่ระลึก

อีกทั้ง เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ทางบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการบ่มเพาะคุณลักษณะที่ดีรอบด้านให้กับเด็กเพราะการสร้างเด็กของชาติให้มีคุณภาพเพื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต เป็นการเตรียมความพร้อมในการวางรากฐานของชาติให้เกิดความมั่นคงที่จะก้าวไปสู่การการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่ที่ต้องสร้างสรรค์เด็กไทยให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างสูงสุด จึงเตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 เพื่อมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับเด็กๆ ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต ด้วยการมอบไอศกรีมแบบถ้วย รสชาติแสนอร่อย จำนวน 2,500 ถ้วย จำนวน 10 สถานี ได้แก่ สถานีตลิ่งชัน สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีวัดเสมียนนารี สถานีบางเขน สถานีทุ่งสองห้อง สถานีหลักสี่ สถานีการเคหะ สถานีดอนเมือง สถานีหลักหก และสถานีรังสิต โดยกำหนดจัดกิจกรรมขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.00 น.หรือจนกว่าของจะหมด ทั้งนี้ผู้ปกครองสามารถพาน้องๆ มารับไอศกรีมได้ตามวันเวลาดังกล่าว ทางบริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเด็กๆ ที่ได้รับความสุขในวันนี้ จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในวันข้างหน้า

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

“สายสีแดง” สวัสดีปีใหม่ 2567 ด้วยกิจกรรมพิเศษสุดว้าว เสิร์ฟอาหารเช้าแทนคำขอบคุณ กับนักแสดงนำจากละคร “พรหมลิขิต” “ยายปริก-นังจวง” 1 ม.ค. 67 นี้

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดกิจกรรมเบิกฟ้าต้อนรับศักราชใหม่ 2567 ด้วยกิจกรรมเสิร์ฟอาหารเช้าแทนคำขอบคุณ กับนักแสดงนำจากละคร “พรหมลิขิต” วันที่ 1 ม.ค. 67 เวลา 08.00 – 10.00 น. ณ สถานีดอนเมือง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ทางบริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ช่วงเวลาแสนพิเศษในเทศกาลปีใหม่ของประชาชน ให้มีความสุขและมีความหมายยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่จัดขึ้นในช่วงเทศกาลแห่งความสุข ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ตลอดทั้งปี เปรียบเสมือนของขวัญสำหรับประชาชนที่ให้ความไว้วางใจเดินทางด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงตลอดมา ถือเป็นการเติมเต็มช่วงเวลาอันแสนพิเศษให้แก่คนไทย เมื่อเข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2567 นี้ เตรียมพบกับกิจกรรมจากรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ด้วยการเสิร์ฟอาหารเช้า ไก่ย่างพร้อมข้าวเหนียว กาแฟและเครื่องดื่มเย็น โดยนักแสดงนำจากละคร ‘พรหมลิขิต’ อาทิ “อำภา ภูษิต” , “จุ๊บแจง – วิมลพันธ์ ชาลีจังหาญ” เป็นตัวแทนมอบของขวัญสุดพิเศษเพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่น่ารักของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และยังสามารถร่วมสนุกกับตู้ถ่ายภาพ Photo Booth ในธีมรถไฟฟ้าสุดชิค จึงขอเชิญชวนผู้ใช้บริการทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความสุขในเทศกาลปีใหม่ 2567 ในวันที่ 1 ม.ค. 67 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 10.00 น. หรือจนกว่าของจะหมด ณ สถานีดอนเมือง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอขอบคุณจากใจที่ทุกท่านร่วมเดินทางด้วยกันตลอดมา มาร่วมสร้างความทรงจำดีๆ ให้เทศกาลแห่งความสุขนี้พิเศษไปพร้อมกัน และบริษัทฯ จะมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง #ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขMerry Christmas & Happy New Year


พบกับความน่ารัก ความสนุก จากคาราวาน ซานต้าดาราหนุ่มสุดหล่อ แอนดรูว์ โคร์นิน, แอมป์ พีรวัศ, หมู ภูษณะ และตี๋ บุญยเกียรติ ร่วมส่งความสุข #มอบของขวัญสุดพิเศษให้กับผู้โดยสารภายในขบวนรถไฟฟ้า ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป หรือจนกว่าของจะหมด
.
แล้วพบกันนะคะ
วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2565
เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป
.
มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

Call Center : 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

รฟฟท. จัดโครงการ CSR “พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟฟ้าเปิดโลกกว้าง”

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการ CSR บุกเบิกการเดินทางแห่งการศึกษา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในโครงการ “พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟฟ้าเปิดโลกกว้าง” ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ในวันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2566 เสริมสร้างประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ของนักเรียนที่อาศัยอยู่ใกล้รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ด้วยความตระหนักถึงบทบาทสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชน ตลอดจนประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะดำเนินกิจการภายใต้การรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จึงได้จัดโครงการ CSR “พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟฟ้าเปิดโลกกว้าง” ขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาต้นกล้าเด็กและเยาวชน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นประโยชน์อย่างสูงสุดด้านการพัฒนาทรัพยากรของประเทศชาติ จึงได้จัดโปรแกรมการทัศนศึกษาสำหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา โดยร่วมกับ โรงเรียนวัดรังสิต อันเป็นสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ใกล้กับแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยมีกำหนดการจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2566 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาและชุมชน โดยเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้สัมผัสโลก เปิดประสบการณ์แห่งการเรียนรู้นอกตำรา ส่งเสริมความรู้สึกของการสำรวจและความอยากรู้อยากเห็น ผ่านการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง สร้างความทรงจำที่ยั่งยืนและประสบการณ์ทางการศึกษาสำหรับคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างความผูกพันและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ทั้งนี้ โครงการ CSR ดังกล่าว น้อง ๆ จะได้เดินทางด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ตั้งแต่สถานีหลักหก จนถึง สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และร่วมกิจกรรมการศึกษาเยี่ยมชมสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์กลางระบบการขนส่งทางรางของประเทศไทย และการเดินทางปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งอยู่ตามแนวเส้นทางของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเช่นกัน นั่นก็คือ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง หรือ EGAT Learning Center, Headquarters ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานไฟฟ้า ที่จะพาทุกคนไปจุดประกายแสงแห่งความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้อย่างสนุกสนานไปกับการผจญภัยในโลกพลังงานไฟฟ้า มอบประสบการณ์การศึกษาและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินกิจการด้านต่างๆ เคียงข้างประชาชนอย่างต่อเนื่องและจะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมทั้งรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

รฟฟท. ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566 ณ วัดวรนาถบรรพต พระอารามหลวง จ.นครสวรรค์

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566 ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดวรนาถบรรพต พระอารามหลวง จังหวัดนครสวรรค์

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า กฐินพระราชทาน เป็นกฐินที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐิน ให้แก่หน่วยงานราชการ องค์กร คณะบุคคล หรือบุคคลผู้ประสงค์ขอรับพระราชทานนำไปทอดถวาย ณ พระอารามหลวง ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และในส่วนของ กฐินกาล มีกำหนดระยะเวลา 1 เดือน หลังออกพรรษา 1 วัน ระหว่างวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี พุทธศาสนิกชนจะร่วมทำบุญถวายผ้ากฐิน เพื่อเป็นการสืบทอดและทำนุบำรุงประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

ทั้งนี้ เนื่องในเทศกาลกฐิน พุทธศักราช 2566 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปี 2566 ตามที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอพระราชทานไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดวรนาถบรรพต พระอารามหลวง จังหวัดนครสวรรค์ ในวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.30 น. โดยมีนายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2566 พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด รวมทั้งข้าราชการภาคส่วนต่างๆในจังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคจตุปัจจัยทำบุญ และร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน โดยมียอดเงินบริจาคถวายโดยเสด็จพระราชกุศล จำนวน 1,385,999 บาท (หนึ่งล้านสามแสนแปดหมื่นห้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาทถ้วน) ในโอกาสนี้ได้จัดให้มีการมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดวรนาถบรรพต, โรงเรียนเทศบาลวัดวรนาถบรรพต และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ อีกด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ผลานิสงส์แห่งการถวายผ้าพระกฐินครั้งนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เป็นฉัตรแก้วปกเกศอาณาประชาราษฎรตลอดไป รวมทั้งบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญกุศล มีจิตตั้งมั่นในความดีงาม ถึงพร้อมด้วยสรรพกำลังในอันที่จะบำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

วัดวรนาถบรรพต ถือเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 1962 ในสมัยสุโขทัย โดยพระยาบาลเมือง เพื่ออุทิศแด่พระยารามผู้น้อง ที่ได้สิ้นพระชนม์ระหว่างศึกสงครามกับหัวเมืองฝ่ายใต้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปรากฏในศิลาจารึก 2 หลัก วัดวรนาถบรรพต เดิมชื่อว่า วัดกบ หรือวัดเขากบ ตามชื่อของภูเขา หรือเรียกตามหลักฐานในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ชื่อว่า วัดปากพระบาง ต่อมาสมเด็จพระวันรัตน์(เฮง เขมจารี) เจ้าคณะมณฑลได้มาตรวจการคณะสงฆ์ จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดวรนาถบรรพต มาจนถึงปัจจุบัน

ชวนชิมและแชร์แนวคิดสุขภาวะจากวัฒนธรรมอาหารอิตาเลียนเลิศรส ฉลองสัปดาห์อาหารอิตาเลียนรอบโลกครั้งที่ 8 ในกรุงเทพฯ 13-19 พ.ย. นี้

กรุงเทพมหานคร (10 พฤศจิกายน 2566)สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยและสำนักงานพาณิชย์ อิตาเลียน ร่วมกันจัดเทศกาลสัปดาห์อาหารอิตาเลียนรอบโลกครั้งที่ 8 ภายใต้ธีม “ตำหรับอาหารอิตาเลียน: กินอยู่สุขภาพดีอย่างมีรสอร่อย” (At the Table with Italian Cuisine: Well-being with Taste) โดยในปีนี้มี ร้านอาหารอิตาเลียน 12 แห่งได้รับรางวัล Ospitalita Italiana 2023 ในกรุงเทพมหานคร ร่วมนำเสนอเมนูเด็ดๆพร้อมโปรดีๆ ตลอดสัปดาห์ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2566 นี้
    สัปดาห์อาหารอิตาเลียนรอบโลก หรือ The Week of Italian Cuisine in the World เป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นในนานาประเทศในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทั่วโลกเพื่อเชิดชูและส่งเสริมวัฒนธรรมด้านอาหาร รวมถึงไวน์อิตาเลียนในระดับสากลเป็นงานสำคัญของประเทศอิตาลี เพื่อนำเสนอความเป็นเลิศของอาหารอิตาเลียนและเผยแพร่วัฒนธรรมที่โดดเด่นนี้ไปทั่วทุกมุมโลก
      ฯพณฯ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยเปิดเผยว่า“ด้วยธีมของเทศกาลสัปดาห์อาหารอิตาเลียนรอบโลกในปีนี้ ที่ว่า ‘At theTable with Italian Cuisine: Well-being with Taste’ เราจึงมุ่งนำเสนอเรื่องราวของ สุขภาวะที่ดีในวิถีชีวิตตลอดจนเรื่องราวของผลิตภัณฑ์จากอิตาลีที่มีคุณภาพอันเป็นเลิศและผลดีที่เกิดต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเราไดัรับเกียรติ จากเชฟชาวอิตาเลียนระดับ ตำนาน คือ เชฟ เอนริโก เดอฟลิงเกอร์ (Enrico Derflingher) เจ้าของรางวัล “สุดยอดเชฟโลก” (Best Chef in the World year 2008) และอีกหลายๆ รางวัลสำคัญของวงการรวมทั้ง Michelin Star และตำแหน่ง ประธานสมาคมเชฟยุโรปบินตรงจากอิตาลีมาเป็นแขกรับเชิญพิเศษ แสดงฝีมือการปรุงอาหารอิตาเลียน ที่สามารถดื่มด่ำในรสชาตและมีสุขภาพดีไปพร้อมๆกัน และสร้างสรรค์เมนูร่วมกับ เชฟระดับดาวมิชลินชาวไทย แห่งภัตตาคาร”นุสรา” ได้แก่ “เชฟต้น” ธิติฏฐ์ ทัศนขจร เจ้าของร้านอาหารไทยหลายแบรนด์ดังนอกจากนั้นยังจะนำเสนอเมนูซิกเนเจอร์ในงาน UNIT WINE DINNER ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย และเข้าร่วมอีกหลากหลายกิจกรรมด้วย”

ท่านทูตยังกล่าวต่ออีกว่า ในสัปดาห์ที่จะถึงคือ 19-26 พฤศจิกายน 2566 นี้ จะมีการจัดสัปดาห์อาหารอิตาเลียนรอบโลก ณ ประเทศกัมพูชาโดยมีหลายภัตตาคารร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษ และจะมีซอมเมอลิเยร์ (S ommelier) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ตัวจริงไปร่วมบรนยาย ในมาสเตอร์คลาสเจาะลึกโลกไวน์อิตาเลียนสำหรับผู้สนใจอีกด้วย
    ด้านคุณเปาลา กุยด้า ข้าหลวงพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย ผู้เข้ารับตำแหน่งใหม่ กล่าวเสริมว่าเธอรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมนำเสนอกิจกรรมดีๆ ที่เชิดชูความเป็นเลิศของวัฒนธรรมอาหาร เครื่องดื่ม อิตาเลียนให้แก่คนไทยผ่านกิจกรรมมากมาย ที่มีประโยชน์ทั้งในด้านของสังคมและด้านการค้า“ในโอกาสนี้ เรายังได้เชิญคณะนักธุรกิจการค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาวกัมพูชา และเมียนมา มาร่วม กิจกรรมต่างๆและพบปะคู่ค้าชาวอิตาเลียน และไทยในกรุงเทพฯด้วย”
      สำหรับโปรแกรมไฮไลต์ในประเทศไทย ได้จัดขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ดังนี้
    วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน 2566: กาลาดินเนอร์ที่ร้านนุสราร้านอาหารไทยแถวหน้า ที่สุดยอดเชฟอิตาเลียน Enrico Derflingher ร่วมกับ เชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟชื่อดังของไทย ที่ได้พิชิตหลายดาว มิชลินมาแล้วเช่นกัน มาร่วมปรุงแต่งและนำเสนอเมนูอาหารอิตาเลียน และอาหารไทยในแบบสร้างสรรค์จนเกิดความลงตัว พร้อมการจับคู่กับไวน์อิตาเลียนที่เข้ากันดีเพื่อนำเสนอแก่แขกผู้ร่วมงาน
    วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2566: UNIT Wine Tour 2023 Thailand กิจกรรมทางการค้า จัดขึ้นสำหรับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการในสายไวน์ เครื่องดื่ม ในประเทศไทย ให้ท่องโลกไวน์อิตาเลียนนานาชนิดที่โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ มีการจัดไวน์ในมาสเตอร์คลาส เพื่อเรียนรู้เจาะลึกเรื่องไวน์ที่นำมาจัดแสดง และการพบปะกับผู้ผลิตไวน์ชาวอิตาเลียนกว่า 20 แห่ง จากกว่า10 แคว้นในอิตาลี ส่วนภาคค่ำเป็นการ เฉลิมฉลองความมหัศจรรย์เกินจินตนาการกับอาหารและเครื่องดื่มอิตาเลียน ที่The Food School Bangkok ภายใต้ชื่อ “Unexpected Dinner” ถ่ายทอดวัฒนธรรมอาหาร อิตาเลียน ผ่านฝีมือปรุงอาหาร ของทั้งเหล่าอาจารย์เชฟจาก ALMAสถาบันศิลปะการปรุงอาหารอันโด่งดังของอิตาลีที่สอนประจำอยู่ที่โรงเรียนสอนทำอาหารแห่งนี้และ “ทูตอาหารอิตาเลียน” (Ambassador of Italian Cuisine in the World) เชฟ Enrico Derflingher นอกจากนี้ ยังมีไวน์ ไอศกรีมอิตาเลียน หรือ Gelato กาแฟและคอกเทล ตามตำรับอิตาเลียนแท้ ไว้ต้อนรับผู้ร่วมงานจนจุใจ
    วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน 2566: เรียนรู้การทำอาหารใน CookingMasterclass กับเชฟกิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรการทำอาหารของสถาบันศิลปะการปรุงอาหารALMA แห่งอิตาลี ที่ The Food Schoolได้เรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารกับเชฟรับเชิญชื่อดังในตำนานอย่างเชฟ Enrico Derflingher

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดในโอกาสสัปดาห์อาหารอิตาเลียนรอบโลก ที่จะมาพูดถึงแนวคิดสุขภาวะที่ดีผ่านวัฒนธรรมอาหาร อิตาเลียนอาหารซึ่งได้รับการเสนอเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ร่วมอภิปราย ที่นั่งมีจำกัดแต่สามารถสอบถามทางอีเมลได้ที่ rsvp.bangkok@ice.it
    ผู้สนใจทั่วไป สามารถร่วมเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมและดื่มด่ำกับรสชาติอันเป็นเลิศของอาหารอิตาเลียนในสัปดาห์อาหารอิตาเลียนรอบโลกครั้งที่8 โดยการไปอิ่มอร่อยกับเมนูพิเศษและโปรโมชั่นเด็ดๆ ที่ 12 ภัตตาคารและร้านอาหารอิตาเลียนที่ได้รับรางวัล Ospitalita Italiana 2023ระหว่างวันที่ 13-19 พฤศจิกายนนี้ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: ITA Bangkok   * * * * * * * * * * * *

โคเวย์เปิดตัว “MY ICE” ชิงมาร์เก็ตแชร์เครื่องกรองน้ำโค้งสุดท้ายปลายปี!ดึงหนุ่มสุดคูลแห่งปี วิน-เมธวิน แจกความสดชื่นรับลมหนาวพบกับกิจกรรมสุดฟินระหว่างวันที่ 10 -12 พฤศจิกายน 2566 ที่สยามพารากอน


กรุงเทพฯ 10 พฤศจิกายน 2566 – COWAY (โคเวย์) แบรนด์เครื่องกรองน้ำ และเครื่องฟอกอากาศอันดับ 1 จากเกาหลีใต้ จัดมหกรรมความเย็นสุดขั้วเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องกรองน้ำรุ่นใหม่ล่าสุด “COWAY MY ICE” นวัตกรรมเครื่องกรองน้ำระบบ RO ที่ทำน้ำแข็งได้เป็นรุ่นแรกในเมืองไทย พร้อมดึง วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร หนุ่มหล่อสุดคูลแห่งปี 1 ใน 30 ดาวรุ่งพุ่งแรกของเอเชียจากการจัดอันดับ “Forbes 30 Under 30 – Asia – Entertainment & Sports (2023)” มาร่วมสร้างความสดชื่นเย็นฉ่ำเรียกเสียงกรี๊ดให้สนั่นห้าง พร้อมจัดบูธและดิสเพลย์งานสุดยิ่งใหญ่เพื่อมอบบรรยากาศเย็นสนุกไม่รู้จบใน COWAY MY ICE ชวนเหล่าคนอินเทรนด์มาเช็กอินแลนด์มาร์กสุดชิคกลางสยามพารากอน พร้อมกิจกรรมสุดฟินเอาใจเหล่าวัยรุ่นแบบจัดเต็มตลอดงานทั้ง 3 วัน และจุใจกับโปรโมชันข้อเสนอสุดพิเศษที่มีเฉพาะงานเท่านั้น

นายปาร์ค ชุนยง กรรมการผู้จัดการ โคเวย์ ประเทศไทย กล่าวว่า “โคเวย์สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับวงการผู้รักสุขภาพอยู่เสมอ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่โดนใจผู้บริโภคตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน และครั้งนี้ก็เช่นกัน COWAY MY ICE เป็นอีกก้าวของนวัตกรรมสุดล้ำที่เราภูมิใจนำเสนอแก่ลูกค้าชาวไทย เพราะเป็นเครื่องกรองน้ำรุ่นแรกในเมืองไทยที่มีทั้งระบบกรองน้ำ RO และระบบทำน้ำแข็งได้ในตัว โดย COWAY MY ICE ถือเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้ายส่งท้ายของปีนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าจะกระตุ้นยอดขายรวมของปี 2566 โดยเรามีการดึงเหล่าเซเลบชื่อดังจากหลายวงการมาร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง เพื่อกระตุ้นการรับรู้ต่อแบรนด์ให้ครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยผลสำรวจของนีลเส็น รีพอร์ต ชี้ว่าในปีนี้โคเวย์มีการเติบโตด้าน Brand Awareness เพิ่มขึ้นถึง 26% โดยระบุว่า 81% ของลูกค้าโคเวย์มีความพึงพอใจอย่างสูงในบริการแบบ Heart Service และ 76% พึงพอใจในการบริการลูกค้าที่บ้านจากทีมงาน CODY จนทำให้โคเวย์ก้าวสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 2 ปี”

จุดเด่นที่ทำให้เครื่องกรองน้ำโคเวย์มีประสิทธิภาพเหนือกว่าแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดคือเทคโนโลยีกรองน้ำดื่มระบบ RO (Reverse Osmosis) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่องค์การ NASA ใช้ในการผลิตน้ำดื่มสำหรับนักบินอวกาศ เพราะสามารถขจัดสิ่งปนเปื้อนและกรองอนุภาคที่เล็กถึง 0.0001 ไมครอน รวมถึงโลหะหนัก สารพิษ สารเคมี และสารกัมมันตรังสี ทำให้ได้น้ำดื่มสะอาดบริสุทธิ์ถึง 99.99% ผ่านเทคโนโลยีระบบการกรองน้ำจากไส้กรอง อาร์โอ-เมมเบรนได้รับการรับรองจากมาตรฐาน National Sanitation Foundation (NSF) ผ่านการกรอง 3 ขั้นตอน พลัส นาโนเซนส์ กรองสิ่งสกปรกที่มองเห็นด้วยตาเปล่า อาร์โอ-เมมเบรน คัดแยกน้ำดีออกจากสิ่งสกปรก และพลัส นาโนเซนส์ ปรับสภาพน้ำ รวมถึงการันตีจาก Water Quality Association (WQA) อีกด้วย

COWAY MY ICE มาพร้อมระบบ RO โดยมีระบบน้ำ 3 อุณหภูมิทั้ง น้ำร้อน น้ำอุณหภูมิปกติ และน้ำเย็นจัด Extra Cold 10 องศา ใช้แท็งก์เก็บน้ำใหญ่ถึง 5.1 ลิตร และสามารถใช้น้ำดื่มจากระบบ RO ที่สะอาดบริสุทธิ์มาทำน้ำแข็งได้ในเครื่องเดียวตัว ยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบฆ่าเชื้อด้วยแสง UV Sterilization ในแท็งก์น้ำแข็งวันละ 3 ครั้ง และที่หัวก๊อกวันละ 4 ครั้ง อีกทั้งยังใช้งานง่ายด้วยระบบ Touchscreen และเซ็นเซอร์ตรวจวัดแสงสว่างโดยรอบเพื่อเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน รวมถึงฟีเจอร์อัจฉริยะอีกมากมาย มาพร้อมดีไซน์ที่โมเดิร์นมินิมอลเข้ากับการตกแต่งบ้านทุกสไตล์ เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดกลางจำนวน 3-5 คน

ข้อมูลสถิติการสุ่มตรวจการปนเปื้อนในอาหารของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมายังพบว่า น้ำแข็งบริโภคที่จำหน่ายทั่วไปมีอัตราการปนเปื้อนจุลินทรีย์สูงถึง 64.5% ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ ดังนั้น การทำน้ำแข็งบริโภคเองที่บ้านด้วยเครื่องที่มีมาตรฐานซึ่งเรามั่นใจได้ในเรื่องความสะอาด น่าจะเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีและประหยัดมากกว่าในวันนี้

วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร กล่าวในงาน COWAY MY ICE ว่า “ปกติวินจะดูแลตัวเองตลอดครับ เราทำงานเยอะจึงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอและต้องระวังมาก เพราะถ้าน้ำดื่มไม่สะอาดก็อาจทำให้เราไม่สบายและกระทบกับงานได้ เครื่องกรองน้ำ COWAY MY ICE นี่ตอบโจทย์เลยครับ ด้วยฟังก์ชันที่ใช้งานง่าย แค่สัมผัสปลายนิ้วก็ได้น้ำเย็นชื่นใจทุกองศาตามต้องการ และที่วินรู้สึกว้าว! มากคือโหมด My Cup ที่กำหนดปริมาณน้ำดื่มที่เราต้องการได้ตั้งแต่ 120-800 มล. ด้วยการกดปุ่มครั้งเดียว แถมยังทำน้ำแข็งเย็นสะใจแถมยังมั่นใจได้เต็ม 100 เรื่องความสะอาด เพราะใช้น้ำจากระบบ RO ในตัวเครื่องเอง อยากให้ทุกคนมาลองครับ แล้วคุณจะหลงรัก COWAY MY ICE เหมือนกับผมแน่นอนครับ”

อีเวนต์ COWAY MY ICE เชิญชวนคนรุ่นใหม่มาสนุกสนานกับการถ่ายภาพกับดิสเพลย์สุดเก๋ ชิมเมนูเครื่องดื่มพิเศษมากมาย และเกมกาชาปองให้ได้ลุ้นกันอย่างเพลิดเพลิน พร้อมเช็กอินที่แลนด์มาร์กสุดคูลกลางสยามพารากอนกับกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์ที่โคเวย์ตั้งใจมอบให้แก่ผู้บริโภคและแฟนคลับของหนุ่มวินกันอย่างจุใจตั้งแต่ 10-12 พฤศจิกายน ณ ลานแฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน รับรอง งานนี้โปรโมชันจัดหนักแถมสนุกเต็มพิกัดกับความเย็นสุดขั้วตลอดงาน! 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมและอัปเดตข่าวสารจาก Coway ได้ที่เว็บไซต์ http://www.coway.co.th หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/CowayThailandOfficial

11.11 หนูแดงตัดริบบิ้นก่อนใคร แจกกระเป๋าล้อลากใบใหญ่ ที่สุดความพรีเมี่ยม

รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดแคมเปญสุดพิเศษ
11.11 สำหรับผู้ที่ถือบัตรโดยสารทุกประเภท

#รับฟรี!!! … กระเป๋าเดินทาง RED LINE Limited Edition “11 ใบ 11 คนแรก”  3 สี สวยหรู ( มูลค่า 1,950 บาท )

#กติกาการร่วมกิจกรรม

ถ่ายบัตรโดยสารที่ลงท้ายด้วยเลข 11 (ด้านหลังบัตรที่ระบุหมายเลขบัตร) พร้อมบัตรประชาชน กับทางแอดมิน ทาง Inbox เพจ RED Line SRTET

ร่วมกิจกรรมวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566
ช่วงเวลา 08.30 น. – 20.00 น.)

ติดต่อขอรับของรางวัลได้ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ภายในวันทำการ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 น. – 16.30 น.

(1 คน 1 บัตรโดยสาร / ต่อ 1 สิทธิ์)

ขอสงวนสิทธิ์สำหรับพนักงานบริษัทฯ และบุคคลภายในครอบครัว

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง
Call Center : 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

Official Page : RED Line SRTET

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน ตามภารกิจของ รฟฟท. เดินหน้านโยบาย Quick Win สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ

วันที่ 25 ตุลาคม 2566 นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win “คมนาคม เพื่อความอุดมสุขของประชาชน” โดยมี นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ คณะผู้บริหาร และพนักงานให้การต้อนรับ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาท ซึ่งถือเป็นโครงการ Quick Win ตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีการนำร่องด้วยรถไฟฟ้า 2 สาย คือ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 2 เส้นทาง ได้แก่ สายธานีรัถยา ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีรังสิต และสายนครวิถี ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีตลิ่งชัน รวมระยะทาง 41 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 13 สถานี กับ รถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) รวมระยะทาง 23 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 16 สถานี และเร็วๆนี้ มีแผนต่อยอดนโยบายดังกล่าว ซึ่งผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงของ รฟม. สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงของ รฟฟท. ได้ที่สถานีบางซ่อน โดยใช้บัตร EMV Contactless ใบเดียวกันในการชำระค่าโดยสาร และเปลี่ยนถ่ายระบบภายในระยะเวลา 30 นาที โดยชำระค่าโดยสารทั้งสองสายรวมกันสูงสุดเพียง 20 บาท ซึ่งจะเริ่มดำเนินการหลังจากธนาคารกรุงไทยพัฒนาเชื่อมต่อระบบ EMV Contactless แล้วเสร็จ คาดว่าจะเริ่มในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้ นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยเล็งเห็นว่า ระบบขนส่งทางรางในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเป็นอย่างมาก โดยได้รับมอบหมายจาก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานด้านระบบรางทั้งหมด เพื่อเร่งผลักดันนโยบาย Quick Win “คมนาคม เพื่อความอุดมสุขของประชาชน”เพิ่มศักยภาพระบบขนส่งทางราง ของประเทศ ส่งเสริมในการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้กับการดำเนินภารกิจของหน่วยงานอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่มีความทันสมัย สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน รวมถึงเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ให้สามารถแข่งขันกับอาณาอารยประเทศได้ตามยุทธศาสตร์ ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นให้ระบบขนส่งทางราง มีความทันสมัย และคล่องตัว อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รวมถึงมีความซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล มีการส่งเสริมให้บุคลากรนำหลักคุณธรรม และจริยธรรมมาใช้ในการดำเนินงาน และได้มอบหมายให้ รฟฟท. คำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากบุคลากรในองค์กรนั้น มีความสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด พร้อมขานรับนโยบาย Quick Win โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่

ด้านที่ 1 ด้านการให้บริการประชาชน

โดยดำเนินงานตามหลักการ “Smile Service and Safety for Railway” คือ การให้บริการด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม สร้างความสุขให้แก่ผู้ใช้บริการ เอาใจใส่ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการพัฒนามาตรฐานงานบริการ ควบคู่กับความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในด้านงานบริการให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด อีกทั้งจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้โดยสารเกิดความประทับใจ และเลือกมาใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษา และออกแบบจัดทำโครงการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มการเข้าถึง (Feeder) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก โดยมีการดำเนินโครงการที่สำคัญ ดังนี้

  1. โครงการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มการเข้าถึง (Feeder) รองรับผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถไฟทางไกลจากจังหวัดนครปฐมสู่ใจกลางเมือง ด้วย Feeder ซึ่งเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ณ สถานีชุมทางตลิ่งชัน มายังสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และสามารถเดินทางต่อในเส้นทางสายธานีรัถยา ไปถึงสถานีรังสิตได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว
  2. จัดทำแผนการดำเนินงานสนับสนุนการเดินทางด้วยระบบการขนส่งรอง ด้วยระบบ Feeder เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยจัดแผนการรองรับ 6 เส้นทาง ดังนี้
  3. สถานีตลิ่งชัน – ถนนบรมราชชนนี
  4. สถานีตลิ่งชัน – บางหว้า
  5. สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลาดนัดจตุจักร
  6. สถานีหลักสี่ – ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
  7. สถานีหลักหก – มหาวิทยาลัยรังสิต
  8. สถานีรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

ทั้งนี้ รฟฟท. ยังคงเดินหน้าพัฒนาการเดินทางระบบการขนส่งรอง ด้วยระบบ Feeder อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 13 สถานี ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย

ด้านที่ 2 ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม

รฟฟท. มีแผนการติดตั้งระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบฝังตัวในขบวนรถไฟฟ้าเพื่อการบำรุงรักษาแบบแม่นยำสำหรับทางวิ่งและระบบไฟฟ้า (Embedded Smart Monitoring and Diagnostic System in On-Service Train for Predictive Maintenance of Redline Track and OCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยมีการฝังอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ภายในขบวนรถไฟฟ้าที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านการสั่นสะเทือนของตัวรถ และนำมาเป็นข้อมูลสำหรับวางแผนการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมั่นได้ว่า รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีระบบการควบคุมการเดินรถที่มีความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยมขององค์กร ที่มุ่งเน้นเรื่องการเดินรถไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด

อีกทั้ง รฟฟท. ยังได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาโครงการ “Station Accessibility Development” เป็นการวางแนวทางการรองรับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น และการรองรับสังคมผู้สูงวัยที่กำลังจะเกิดขึ้น ตลอดจนกลุ่มผู้พิการที่ควรให้การดูแลเป็นพิเศษ และมุ่งแก้ไขในการรับมือกับปัญหาที่ส่งผลเสียต่อผู้โดยสารจากการขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง การศึกษาในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล จากแบบโครงสร้างของสถานี และจำนวนผู้โดยสาร ที่เข้าใช้บริการจากภาพเคลื่อนไหวของกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การดูแลผู้พิการตลอดการเดินทาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทาง พร้อมเสนอข้อแนะนำในการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง สำหรับผู้โดยสารที่ใช้รถเข็นให้มีศักยภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ รฟฟท. ยังมีแผนดำเนินโครงการลดผลกระทบในด้านเสียง และการสั่นสะเทือนที่แหล่งกำเนิดที่มีต่อประชาชน ด้วยนวัตกรรม Green Damper จากยางพารา เนื่องจากเส้นทางการให้บริการรถไฟฟ้าถูกออกแบบให้วิ่งผ่านเขตเมือง หรือชุมชน ทำให้เกิดปัญหามลพิษทางเสียงต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า โดยในปัจจุบัน บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในการพัฒนา Green Damper ที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบร่วมกับวัตถุดิบในประเทศ 100 % ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดลองติดตั้งจริง โดยคาดการณ์ว่านวัตกรรมดังกล่าว จะช่วยลดความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้ทันที อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าการเกษตรในประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากการมอบนโยบายดังกล่าวแล้ว บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จะรายงานความก้าวหน้าของแผนการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯจะมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

JUXTAPOSED 2023 การแสดงแฟชั่นจากฮ่องกงในกรุงเทพฯ   โดยสมาคมนักออกแบบแฟชั่นแห่งฮ่องกง   นำงานดีไซน์มาบรรจบกับฝีมือเชิงช่างดั้งเดิม

ในเมตะเวิร์สที่ส่งโลกจริงประชันโลกเสมือนจริง สมาคมนักออกแบบแฟชั่นแห่งฮ่องกง (Hong Kong Fashion Designers Association-HKFDA) เปิดตัว “JUXTAPOSED 2023 Hong Kong Fashion in Bangkok” นิทรรศการและงานแสดงแฟชั่น สุดล้ำซึ่งจัดขึ้นด้วยความสนับสนุนจากหน่วยงาน Create Hong Kong (CreateHK) ภายใต้รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เมื่อเร็วๆนี้ ณ เจริญนคร ฮอลล์ ไอคอนสยาม ในวันนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของ งาน เทศกาลฮ่องกงวีค “Hong Kong Week 2023@Bangkok” กิจกรรมสำคัญที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ฮ่องกงให้ยิ่งล้ำหน้า จากการรวมพลังของทีมงานนวัตกรรมและเทคโนโลยี VR ชั้นนำของฮ่องกงเพื่อต่อยอดปรากฎการณ์ความสำเร็จของ JUXTAPOSED 2022 ในปีที่ผ่านมา พิธีเปิดงานในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก มร. เควิน เค.บี.เยิง รัฐมนตรีวัฒนธรรม การกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งฮ่องกงเป็นประธาน ร่วมกับ ดร.เพ็ญพิสุทธ์ จินตะโสภณ เลขานุการรัฐมนตรีในฐานะผู้แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช โดยมีนายกสมาคมนักออกแบบแฟชั่นแห่งฮ่องกง มร.เควิน เค.บี.เยิง พร้อมรองนายกฯ มร.วอลเตอร์ หม่า ที่ปรึกษาสมาคมฯ จูดี้ มานน์ และ ภัณฑากร/ผู้อำนวยการโครงการ มิสโบนิต้า เชิง ร่วมให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและนักสร้างสรรค์แถวหน้าของวงการทั้งฮ่องกงและไทย ได้แก่ มร.วิคเตอร์ ซาง ผู้อำนวยการใหญ่ของ CreateHK อธิบดีกรมความร่วมมือรหว่างประเทศ อุรีรัชต์ เจริญโต และผู้บริหารสำนักงานเศรษฐกิจการค้าฮ่องกงในกรุงเทพฯภายใต้การนำของ มร.พาร์สัน หล่ำ

ดิจิทัลเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกของการออกแบบแฟชั่นและงานหัตถศิลป์ “JUXTAPOSED 2023 Hong Kong Fashion in Bangkok” มุ่งสำรวจทุกสิ่งที่เป็นไปได้และศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของแฟชั่น โดยจัดรวบรวมผลงานของ 52 ดีไซน์เนอร์ หลากรุ่นหลายสไตล์ของฮ่องกง และ 4 ดีไซน์เนอร์แบรนด์ดังของไทย มานำเสนอในนิทรรศการการออกแบบแฟชั่นที่สัมผัสได้ในโลกจริง และด้วยเทคโนโลยีทันสมัยของการสแกนแบบ 3 มิติสามารถเปลี่ยนข้อมูล และเรื่องราว ที่หลากหลาย ของเหล่าดีไซน์เนอร์เป็นข้อมูลที่แม่นยำเพื่อแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ ปรากฎเป็นผลงานชิ้นเอกแบบเสมือนจริงที่ผสมผสานกับอวทาร์ (avatar) กับ “มนุษย์แห่งอนาคต” ทั้งบนแพลตฟอร์มจริง และเสมือนจริง ในการสร้างจักรวาลนฤมิต (meta-universe) ของแฟชั่นครั้งนี้ ผลงานที่จัดแสดงเชิงกายภาพ จะถูกแปรเปลี่ยนไปสู่โลกเสมือนจริง ด้วยการใช้เทคโนโลยีแฟชั่น และโปรแกรมกราฟิก ผ่านเครื่องมือ ทันสมัย ทุกมิติของวัสดุผ้าแต่ละชิ้นจะถูกวัดและวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อการนำเสนออย่างแม่นยำในโลกดิจิทัล ทั้งในเรื่องของรายละเอียดเล่นส่วนผสมของวัสดุ ฝีเข็มการตัดเย็บ ฝีมือเชิงช่าง และลีลา การเคลื่อนไหวในโลกดิจิทัล ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้ชมสามารถมองเห็นวัสดุของจริงมาเปรียบเทียบกับการแสดงผลเท่าของจริงในโลกเสมือนในงานนวัตกรรมแฟชั่นนี้

จักรวาลนฤมิตในโลกแฟชั่น ผลผลิตจากเทคโนโลยีล้ำหน้า “JUXTAPOSED 2023 Hong Kong Fashion in Bangkok” เป็นความร่วมมือของทีมงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นนำของฮ่องกงที่นำศาสตร์ล้ำสมัยมาใช้ในการจัดการแสดงแฟชั่นจนเกิดเป็นปรากฎการณ์ ใหม่ ผสานโลกจริงกับเสมือนจริงในบริเวณงานนิทรรศการที่โอบล้อมด้วยจอ LED สร้างสรรค์เป็นจักรวาลแห่งโลกเสมือนจริง เพื่อให้ผู้ชมดื่มด่ำ กับการจัดแสดงที่กระตุ้น ให้เกิดมุมมองอันหลากหลาย ต่อแก่นแท้ ที่สร้างสรรค์โดยดีไซน์เนอร์ ตลอดจนจินตนาการไร้ขีดจำกัดในการสร้างสรรค์แฟชั่นในโลกจริงและเสมือนจริง บรรดา “ผู้แสดงแบบ” ที่ปรากฎในการแสดงแฟชั่นนี้ ล้วนเป็นฝีมือของนักพัฒนามนุษย์เสมือนจริง (ฮิวแมนนอยด์) และนักพัฒนาเทคโนโลยีแฟชั่นที่สร้างสรรค์จากผู้แสดงแบบในโลกจริง ผ่านเครื่องสแกน และเทคโนโลยีแอนิเมชัน ก่อเกิดเป็นภาพ อวทาร์ (avatar) ที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ กริยาท่าทางและการเคลื่อนไหว บนเวทีแฟชั่นแบบ 3 มิติ

ช้อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์แบบไร้รอยต่อที่ Pop-Up Shop ตลอดระยะเวลา 15 วันของการจัดงาน ผู้สนใจสามารถแวะชมผลงานของเหล่าดีไซเนอร์ฮ่องกงที่นำมาจัดแสดงในงาน และสั่งซื้อออนล์ไน์ได้ทันที นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ที่ก้าวไปไกลยิ่งกว่าการไปชมนิทรรศการทั่วไป

ตื่นตากับความแปลกใหม่ในการเดินแบบแฟชั่นที่หลอมรวมโลกจริงและเสมือนจริง งาน “JUXTAPOSED 2023 Hong Kong Fashion in Bangkok” นำเสนอการแสดงแฟชั่นที่หลอมรวมโลกจริงและเสมือนจริง โดยในบริเวณงานที่โอบล้อมด้วยจอ LED จะนำผู้ชมเข้าไปดื่มด่ำกับโลกมหัศจรรย์ ที่มีผู้แสดงแบบทั้งจริงและเสมือนจริง ก้าวเดินบนเวทีแคทวอล์คแบบเหนือจริง ที่เกิดจากแรงบันดาลใจของมหานครต่างๆ อย่างเซี่ยงไฮ้ ปารีส โซล และฮ่องกง เชิญชวนให้ผู้ชมก้าวเข้าไปในจักรวาล นฤมิติของ แฟชั่น ท้าทายรูปแบบการแสดงแฟชั่นแบบเดิมๆ และเปิดจินตนาการของอุตสาหกรรมแฟชั่นให้กว้างไกลยิ่งขึ้น เปิดให้เข้าชมฟรี ทุกวันระหว่างเวลา 10.00-22.00 น. จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 นี้ ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดได้ที่ www.juxtaposed2023.com.hk หรือโทรสอบถาม ICONSIAM ที่ 02 495 7080.   * * * * * * * *

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น